Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

ไมโครซอฟต์ไทยเผย ในอนาคต AI จะไม่แทนที่งานของคน แต่จะทำให้มนุษย์มีศักยภาพที่ดีขึ้น!

แม้ในปัจจุบัน ผู้คนมากหน้าหลายอาจกำลังคิดว่า มนุษย์นั้นกำลังถูกปัญญาประดิษฐ์แทรกแซงหรือแทนที่งาน (AI Disruption)  แต่วันนี้ ไมโครซอฟต์ ประเทศไทย ได้ออกมาเผยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหรือความกังวลใจในอนาคตเกี่ยวกับ AI นั้นจะไม่ใช่ปัญหา หากแต่จะเป็นการผลักดันและทำให้มนุษย์มีศักยภาพที่ดีขึ้นซึ่งคนไทยเองจะได้รับสิ่งนี้เป็นเจ้าแรกๆ ของโลก

นายธนวัตน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟต์ (ประเทศไทย) ได้เป็นผู้เริ่มต้นการให้ข้อมูลในครั้งนี้ โดยเขาได้กล่าวว่าในปัจจุบันหลากหลายหน่วยงานและองค์กรได้ใช้ AI เป็นตัวช่วยทั้งในเชิงธุรกิจและคุณภาพของพนักงานในองค์กร อาทิ

  • หลากหลายองค์กรสามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเก็บฐานข้อมูลแบบเรียลไทม์แล้วนำไปปรับปรุงแก้ไขได้อย่างรวดเร็วซึ่งในตอนนี้ “Blockchain” เทคโนโลยีตัดคนกลาง แต่มากด้วยปลอดภัยในการทำธุรกรรมการเงินบนโลกออนไลน์ (ที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเหมือนในยุคการมาของอินเทอร์เน็ต) ก็ยังได้ใช้ Neural Network ในการเก็บ “ข้อมูล” อันเป็นสิ่งที่มีมูลค่าเหนืออื่นใดในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้
  • การใช้ปัญญาประดิษฐ์จากทางไมโครซอฟต์อย่าง Microsoft Deep Learning ทำให้ Chatbot หรือโปรแกรมตอบโต้บทสนทนาอัตโนมัติชาญฉลาดขึ้น ที่ทำได้ตั้งแต่การหาผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าต้องการจากรูปถ่ายที่ได้รับและสามารถปิดการขายได้ด้วยตัวเอง (หาร้านค้าที่สามารถซื้อสินค้าดังกลาวได้ในสาขาที่ใกล้ลูกค้า, เสาะหาโปรโมชั่นลดราคาตามแต่ละสาขา ฯลฯ)

  • ปตท หรือบริษัทพลังงานแห่งชาติเอง ก็ได้เปิดตัวโครงการ AI for Road Safety ที่ใช้ความสามารถในการเรียนรู้และจดจำของปัญญาประดิษฐ์จากทางไมโครซอฟต์มาวิเคราะห์และตรวจสอบสถานะความพร้อมของผู้ขับขี่ของระบบขนส่งบุคคลภายในองค์กร

ทางด้านคุณเพิ่มพงศ์ เอี้ยวบันดาลสุข กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งบริษัท โซลูชั่น VRSIM ก็ได้เห็นพ้องต้องกันซ้ำยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า AI ไม่เพียงแต่จะสามารถช่วยเหลือองค์กรต่างๆ หรือบริษัทด้านเทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่ยังรวมไปถึงภาคของการเกษตรในบ้านเราเอง ก็สามารถนำ Machine Learning ผนวกเข้ากับอุปกรณ์โลกเสมือนอย่าง VR ในการให้ชาวบ้านได้เรียนรู้เก็บเกี่ยวอ้อยด้วยรถตัดอ้อยอย่างถูกต้องผ่านเครื่องจำลองที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับตัวพาหนะของจริง โดยคุณเพิ่มพงษ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีสร้างเครื่องจำลองรถตัดอ้อยขึ้นมาว่า

โดยปกติแล้ว การฝึกสอนพนักงานขับรถตัดอ้อยเป็นกระบวนการที่กินเวลานาน และยังอาจก่อให้เกิดความเสียหายกับผลผลิตอีกด้วย ซึ่งเสร็จสรรพแล้วอาจใช้เวลามากกว่า 3 ปีในการเชี่ยวชาญการขับรถดังกล่าว และรวมไปถึงตัวรถเองที่มีราคาแพงเกินกว่าจะสามารถหาซื้อมาเก็บไว้ใช้ในการฝึกสอน ทาง VRSIM จึงนำเทคโนโลยี VR มาเปิดโอกาสให้นักขับมือใหม่ได้ฝึกฝนและเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง

และปิดท้ายกันด้วยความคิดเห็นจากทาง ดร. พญ. พิจิกา วัชราภิชาต นักวิจัยชาวไทยหนึ่งในทีม Microsoft Research Cambridge ผู้มีความเชี่ยวชาญทั้งในด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ที่ได้ยืนยันอีกเสียงว่า AI และ Machine Learning จะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษาโรคต่างๆ ได้ในอนาคต เพราะในปัจจุบัน AI และ Machine Learning มีความสามารถในการเรียนรู้สามสิ่งที่ใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ไล่ตั้งแต่

  • การจดจำภาพที่ AI และ Machine Learning สามารถคัดแยก หาสิ่งที่เราต้องการในภาพถ่าย หรือบอกได้ว่าในภาพมีวัตถุใดปรากฎอยู่
  • การจดจำคำสั่งเสียงที่ AI และ Machine Learning ก็สามารถรับฟังโทนเสียง, สำเนียง ไปจนถึงภาษาจากแต่ละประเภทได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น
  • ตัวอักษรหรือข้อความที่ AI และ Machine Learning ก็สามารถอ่านตัวอักษร ตัวสะกด หรือแม้แต่อักขระที่แตกต่างกันของแต่ละประเภทได้มากขึ้น

โดยเมื่อรวม 3 สิ่งที่ AI และ Machine Learning ทำได้ดีเข้ากับวงการแพทย์แล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้ AI และ Machine Learning จะสามารถมอบข้อมูลขนาดใหญ่ในระดับดัชนีย์ (ร้อยละ, การประมาณ ข้อมูลในรูปแบบตัวเลขทั้งหลาย ฯลฯ) ที่สมองของมนุษย์ไม่สามารถเก็บได้ มาใช้ชี้นำหรือประมวลสถานะของโรคร้ายต่างๆ ในผู้ป่วยได้และสามารถแจกจ่ายยาต้านทานโรคหรือรักษาได้อย่างแม่นยำ หรือแม้กระทั่งการรับบทบาทเป็นผู้ช่วยแพทย์ในการผ่าตัดด้วยการสแกนและตรวจหาบริเวณสุ่มเสี่ยงทั้งหลาย ซึ่งในต่างประเทศก็ได้มีการเริ่มนำ AI และ Machine Learning ไปประยุกต์ใช้ทางการแพทย์บ้างแล้วในการตัวหามะเร็งต่อมลูกหมาก


แต่กระนั้นอุปสรรคใหญ่ของการนำ AI ในรูปแบบต่างๆ (Machine Learning, Neural Network, Big Data ฯลฯ) มาใช้ในหน่วยงาน องค์กร หรือแม้แต่ภาครัฐ ก็คงจะเป็นเรื่องความไว้ในเนื้อเชื่อใจของผู้คนปกติทั่วไปที่ไม่ได้คลุกคลีในวงการเทคโนโลยี, เรื่องของการตรวจสอบที่ผู้ควบคุมหรือกุมบังเหียนที่อยู่ด้านหลัง AI ต่างๆ ต้องมีความพร้อมและมีความรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ทั้งหลายมากพอ ฯลฯ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

หาดูยาก! ชมภาพภายในว่าโรงงานผลิตแอร์ LG มีกรรมวิธีอะไรบ้าง

Published

on

By

มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่หนึ่งชนิดที่แทบทุกบ้านเราว่าจะมีติดตั้งอยู่ นั่นก็คือเครื่องปรับอากาศ หรือคุ้นหูกันในชื่อ แอร์ นั่นเอง!

และครั้งนี้แบไต๋ ได้รับเกียรติจากทางบริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ LG ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมเครื่องปรับอากาศภายในบ้านระบบอินเวอร์เตอร์ เชิญพวกเราเข้าไปเยี่ยมชมโรงงานกันถึงจังหวัดระยองเลยทีเดียว ณ โรงงานแอลจี อีเล็คทรอนิคส์ (ประเทศไทย) นิคมอุตสาหกรรมอิสเทิร์น ซีบอร์ต ระยอง

เริ่มต้นเราได้รับการกล่าวต้อนรับและเล่าถึงภาพรวมบริษัทจากคุณนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด และจากคุณวราพงษ์ อูปแก้ว ผู้อำนวยการโรงงาน บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด  ซึ่งกล่าวถึงความสำเร็จเกี่ยวกับรายได้ปีที่ผ่านมากว่า 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปีที่ 2019 นี้ LG ตั้งเป้าว่าจะไปให้ 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยหวังให้เติบโตขึ้นปีละ 10 – 15 เปอร์เซ็นต์

ในขณะเดียวตัวโรงงานที่ระยองนั้นมีพื้นที่ถึง 192 ไร่ และใช้ไปแล้ว 92 ไร่ในส่วนของตัวโรงงาน ส่วนอีกกว่า 100 ไร่ที่เหลือนั้นกำลังรอการขยายตัวของบริษัทแม่อยู่ว่าจะมาเพิ่มฐานการผลิตที่ไทยมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากตอนนี้เริ่มย้ายฐานการผลิตจากจีนมาสู่ไทยแล้ว โดยจะมุ่งเป้าให้ไทยมีกำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้น 15 – 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มกำลังผลิตรวมของบริษัท

ซ้าย คุณวราพงษ์ อูบแก้ว ผู้อำนวยการโรงงาน                                                                    ขวา คุณนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด

จากนั้นทาง LG ได้พาทีมงานเข้าไปชมภายในโรงงานเลยได้รู้ ได้เห็น กระบวนการผลิตที่น่าสนใจ ว่ากว่าจะเป็นแอร์แต่ละตัวไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่ก่อนจะไปดูกระบวนการคร่าว ๆ ภาพแรกที่เราค่อนข้างตกใจคือพนักงานส่วนใหญ่จะเป็นเพศหญิง (90 เปอร์เซ็นต์ของพนักงาน) โดยเหตุผลคือทาง LG บอกว่าในงานละเอียดเช่นการประกอบ หรือตรวจทานสินค้า ผู้หญิงจะทำได้ละเอียดกว่าผู้ชาย

การประกอบคอยล์ร้อน, คอยล์เย็น

ช่วงแรกจะเริ่มจากการประกอบคอยล์เข้ากับท่อก่อน ซึ่งเป็นหัวใจหลักเลย ลักษณะจะเป็นการนำคอยล์มาใส่กับท่อด้วยมือ

ตรวจสอบความรั่วแบบเรียลไทม์

เมื่อประกอบเสร็จจะมาตรวจสอบทันทีเลยว่ารั่วหรือไม่ โดยจะมีจอคอยมอนิเตอร์เลยว่าคนไหนทำรั่วกี่ตัว หรือไม่ทำรั่วเลย ซึ่งตรงนี้จะสำคัญมากเพราะถ้าใครทำดีไม่มีรั่ว ก็มีเงินพิเศษด้วย บอกเลยว่าว้าว!

ตรวจสอบสูญญากาศ

จากนั้นก็จะมาเข้าห้องกระจกเพื่อตรวจสอบสูญญากาศ และเอาความชื้นออก

เข้าห้องตรวจสอบความรั่ว

ผ่านการเอาความชื้นออกแล้ว ได้แกนกลางเครื่องที่ดี ก็ถึงเวลาที่จะเริ่มเอาไปประกอบ แต่ก่อนอื่นต้องเอาไปตรวจสอบในห้องตรวจสอบความรั่วแบบละเอียดก่อน ถ้าไม่ผ่าน ต้องหยุดล็อตการผลิตที่กำลังทำอยู่ทันที เพื่อเช็คว่าเกิดปัญหาอะไรหรือไม่ แต่ถ้าไม่มีก็จะรันต่อไป

ใส่แผ่นซับเสียง

ตรงนี้น่าสนใจ เราเพิ่งเห็นว่าเค้าใส่แผ่นซับเสียงให้เราจริง ๆ ถ้าถามว่าใส่มากน้อยแค่ไหน LG บอกเราว่าใส่ให้มากที่สุดเท่าที่จะเหมาะสมกับดีไซน์แอร์ ขั้นตอนนี้ทำด้วยมือ

ประกอบร่าง

เมื่อผ่านขั้นตอนทางเทคนิคแล้วก็นำมาประกอบร่างให้เป็นแอร์ ให้มีหน้าตาคุ้นหน้าอย่างที่พวกเราเห็น

  • ทดสอบความปลอดภัย

ก่อนจะส่งออกไปแพ็คใส่กล่อง แอร์ทุกตัวต้องผ่านการทดสอบความอดทน เอ๊ย! ความปลอดภัย โดยจะปล่อยกระแสไฟ 1,000 โวลต์  ใส่เป็นเวลา 1 วินาที ถ้าทนได้ก็ถือว่า ผ่าน! ***เราแอบคุยหลังไมค์มาว่าแอร์สามารถทนทานกระแสไฟ 1,000 โวลต์ ได้มากกว่า 1 นาที แต่ที่ทดสอบแค่ 1 วินาทีเพราะว่าในความเป็นจริง ของจะพังตั้งแต่วินาทีแรกที่กระแสไฟทะลั่กเข้าใส่แล้ว ดังนั้นจึงทดสอบเพียงแค่ 1 วินาที

ทดสอบเสียง

จากนั้นก็จะนำแอร์เข้าไปทดสอบในห้องเงียบ ซึ่งในห้องนั้นเงียบมาก ๆ มีวัสดุซับเสียงเต็มไปหมด ไร้ซึ่งเสียงสะท้อน โดยแอร์จะต้องไม่ดัง สลีปโหมดต้องไม่เกิน 18 เดซิเบล หรือถ้าเปิดเจ็ตโหมดเร่งทำความเย็นก็ต้องดังไม่เกิน 32 เดซิเบล

ทดสอบการใช้งานจริง

สุดท้ายก็จะนำแอร์มาทดสอบในห้องจำลองสภาพอากาศที่อุณหภูมิ 35 องศา เพื่อดูว่าแอร์ทำความเย็น หรือปรับอากาศได้จริงหรือไม่ โดยจะทดสอบนาน 24 ชั่โมง และเฉลี่ยทดสอบได้วันละ 200 ตัว!

แพ็คใส่กล่อง

ขั้นตอนนี้ก็ห่อพลาสติก รัดสาย PP BAND แล้วก็ใส่กล่องเพื่อเตรียมนำไปจัดจำหน่ายต่อไป

อนาคต LG กำลังศึกษาระบบเพื่อเตรียมจะติดแอร์ทั่วโรงงานของตัวเอง เพื่อให้พนักงานได้ทำงานกันอย่างสบายตัวสบายกายมากขึ้น และเตรียมจะเพิ่มการทำงานด้วยหุ่นยนต์ให้มากขึ้น ปัจจุบันในโรงงานของ LG เริ่มมีการใช้หุ่นยนต์บ้างแล้ว เริ่มตั้งแต่รถยนต์อัตโนมติที่ใช้ส่งของตามส่วนต่าง ๆ และแขนอัจฉริยะยกของ

สุดท้ายถ้าใครสนใจมองหาแอร์ดี ๆ ไว้ติดบ้านลองมองมาทาง LG ได้นะ ล่าสุดเห็นว่ามีแบบประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบสามดาวด้วย คือ 1 ดาวประหยัดไฟได้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ 3 ดาวก็ 30 เปอร์เซ็นต์ ประหยัดสุด ๆ หรือจะเป็นแบบ Art Cool ที่ดีไซน์ออกมานอกจากจะเย็นแล้ว ยังเน้นความสวยงามด้วย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

PM2.5 หลบไป!! “EA” ทุ่มงบพันล้าน เปิดบริการ “เรือไฟฟ้า” รับ-ส่งผู้โดยสาร ลำแรกของไทย

Published

on

ในอีกไม่ช้า เราจะได้นั่ง “เรือไฟฟ้า” บริการใหม่แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากันแล้วค่ะ!! ซึ่งเจ้า “เรือไฟฟ้า” ที่ว่านี้ดำเนินการโดย EA หรือ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ของคนไทย 100% ใช้ชื่อยี่ห้อว่า MINE Mobility ที่เปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมานั่นเอง

“เรือไฟฟ้า” ของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) กลายเป็นข่าวครึกโครมที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะตอนนี้ประเทศเรากำลังประสบปัญหาสภาวะฝุ่น PM2.5 ที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะยอมหายไปง่าย ๆ เลย!! เมื่อมีข่าวออกมาว่าจะมีการเปิดให้บริการ “เรือไฟฟ้า” รับ-ส่งผู้โดยสาร ลำแรกของไทย!! โดยให้บริการจาก ท่าน้ำนนทบุรี – ไปท่าน้ำวัดราชสิงขร ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณไม่เกิน 1 ชั่วโมง ที่สำคัญคือ ”ไม่มีเสียงออกมาเป็นมลภาวะ” และระบบไฟฟ้าจะไม่มีฝุ่นละเอียด PM2.5 ออกมาให้เราแสบจมูกกันแน่นอน!! จึงทำให้หลายคนให้ความสนใจกับข่าวนี้กันค่อนข้างมากเลย

ดูบันทึกไลฟ์สด จากเพจ “Beartai : แบไต๋” ได้เลยจ้าาา!!

“หนุ่ย พงศ์สุข” พร้อมด้วยพิธีกร beartai 12+ อย่างสาวสวย ลูกแก้ว ศรีกานต์ รับหน้าที่เป็นพิธีกร พาไปงานเปิดตัว “เรือไฟฟ้า” ของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) และได้สรุปข้อมูลให้พวกเราชาวแบไต๋ได้คุยกันต่อดังนี้ค่ะ…

  • เรือจะมีทั้งหมด 54 ลำ ออกให้บริการทันภายในสิ้นปีนี้ พร้อมเงินลงทุนในกรอบ 1,000 ล้านบาท
  • “เรือไฟฟ้า” จะวิ่งให้บริการจาก ท่าน้ำนนทบุรี – ไปท่าน้ำวัดราชสิงขร (ข้างเอเชียทีคฯ) ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ”โดยไม่มีเสียงออกมาเป็นมลภาวะ” และแน่นอนว่าระบบไฟฟ้าไม่มี PM2.5 ออกมาให้แสบจมูก!
  • เรือวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าด้วยความเร็ว 20กิโลเมตร : ชั่วโมง (แต่วิ่งแบบตัดเมืองตามลำน้ำ ถือว่าการใช้เวลา 1 ชั่วโมง จากเมืองนนท์มาถึงเจริญกรุงชั้นใน ก็ถือว่าไม่ทำให้เมื่อยกันจนเกินไป)
  • ที่นั่งของ “เรือไฟฟ้า” จัดทำไว้ 200 ที่นั่ง และยืนได้อีก พร้อม “ติดแอร์” เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารด้วย (ที่เน้นว่าติดแอร์ เพราะเรือด่วนเจ้าพระยาตอนนี้ไม่มีแอร์นะคะ)
  • เน้นการออกแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัย และให้ความมั่นใจแก่ผู้โดยสารเป็นหลัก โดย “เรือไฟฟ้า” จะมีความโคลงเคลงน้อย ก่อให้เกิดคลื่นน้อยลง โดยมีโครงเรือที่แข็งแรง ป้องกันน้ำกระเด็นใส่ได้แน่นอนค่ะ
  • ราคาของผู้โดยสารนั้น นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวไว้เองเลยว่า…จะไม่สูงไปกว่าราคาเรือทั่วไปในท้องตลาด เพราะไฟฟ้าที่ใช้ก็ทำให้ประหยัดต้นทุนเดินทางไปได้มากแล้ว ดังนั้นจึงเอามาคืนให้ประชาชน ในแง่ของคุณภาพชีวิตดีกว่า
  • บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ลงทุนด้วยงบถึง 1,000 ล้านบาทเพื่อดำเนินการบริการนี้ และได้คุยไปถึง “ครึ่งทาง” แล้วกับทาง “กรมเจ้าท่า” เพื่อรอความพร้อมเปิดบริการได้ทันในสิ้นปีนี้
  • พร้อมการออกวางจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า ของคนไทย 100% ยี่ห้อของตนเองคือ MINE Mobility ในราคาเริ่มต้นที่ 6 แสนบาท

บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) เผยว่า “วิศวกรที่ทำงานทั้งหมดคือคนไทย ที่นำ Know How มาจากการซื้อ Tesla มาแกะเป็นชิ้น ๆ และ Reverse Engineer หรือ ขั้นตอนกระบวนการการค้นหาโครงสร้าง หาฟังก์ชันการทำงานของอุปกรณ์หรือระบบได้ ซึ่งล่าสุด ทาง Elon Musk ได้แจกแบบแปลนให้แล้ว นั่นทำให้การทำงานง่ายขึ้นอีก นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) คาดหวังว่า…อยากที่จะเปลี่ยนประเทศนี้ ให้มีพลังงานสะอาดใช้ ในราคาที่เป็นไปได้กับคนไทยมากที่สุดด้วยค่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

SCB จับมือ Google ทางสร้างลัดให้ธุรกิจเราอยู่บน Google Maps ได้เร็วขึ้น

Published

on

หนึ่งในบริการที่เราใช้มากที่สุดบนมือถือก็คือ แผนที่ นะครับ ซึ่ง Google Maps ก็คือตัวเลือกอันดับต้นๆ เพราะหาอะไรก็เจอ! ซึ่งปกติ Google ก็เปิดให้เจ้าของธุรกิจสามารถเพิ่มตำแหน่งร้านของตัวเองเข้าไปได้ผ่าน Google My Business อยู่แล้ว แต่การจับมือครั้งนี้ระหว่าง SCB และ Google ก็ทำให้เรื่องพวกนี้ง่ายขึ้นครับ ให้ผู้ค้ากับลูกค้าหากันจนเจอ! (ดูวิดีโอแนะนำบริการนี้ข้างล่าง มันสนุกมาก!)

การเพิ่มหน้าร้านของตัวเองเข้า Google My Business นั้นมีข้อดีหลายอย่างคือ

  1. ทำได้ฟรี และทำจากที่ไหนก็ได้ เพราะทำผ่านระบบออนไลน์
  2. ช่วยให้ร้านโดดเด่นในโลกออนไลน์ ค้น Google หรือ Google Maps ก็เจอ แถมเจ้าของธุรกิจปรับข้อมูลให้ถูกต้องได้ โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญอย่างวัน-เวลาเปิด-ปิด ใส่โปรโมชั่นได้ และทำเว็บด้วยเครื่องมือสำเร็จรูปของกูเกิ้ลได้
  3. เชื่อมต่อลูกค้าได้ดีขึ้น ทั้งตอบรีวิว ตอบคำถามลูกค้า หรือเปิดช่องให้ลูกค้าโทรหาได้ง่ายขึ้น
  4. สามารถดูข้อมูล insight ในโลกอินเทอร์เน็ตได้ เช่นดูได้ว่าลูกค้ามักจะมาจากที่ไหน จะได้ปรับบริการถูก

แต่บางทีการนั่งทำอยู่คนเดียวหน้าคอมพิวเตอร์ เวลางงก็ไม่รู้จะหันไปถามใคร ไม่มีคนแนะนำด้วยว่าปักหมุนยังไงถึงจะดี เกิดปักพลาดคนเข้าร้านผิดทางก็มีปัญหาอีก ที่สำคัญคือ Google ต้องการความแม่นยำว่าหน้าร้านที่ลงทะเบียนเข้ามาในระบบนั้นมีตัวตนจริง เจ้าของกิจการที่ลงทะเบียนผ่านหน้าเว็บเลยต้องรอจดหมายยืนยัน ซึ่งต้องใช้เวลายืนยันตัวมากกว่า 2 สัปดาห์กว่าจดหมายจากกูเกิ้ลจะไปถึง SCB จึงจับมือกับ Google เพื่อให้ขั้นตอนเหล่านี้ง่ายขึ้นครับ

อารักษ์ สุธีวงศ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์

ธนาคารต้องการพาร์ทเนอร์เพื่อจับมือในการช่วยเหลือในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะความพร้อมในโลกธุรกิจยุคใหม่ ปัญหาหนึ่งที่ SCB เจอคือเข้าไม่ถึงลูกค้าในกลุ่มดิจิตอล มีร้านที่ค้นจากอินเทอร์เน็ตแล้วไม่เจอ จึงต้องสนับสนุนให้มี Digital Storefront หรือ Digital foorprint มากขึ้นดร. อารักษ์ สุธีวงศ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์

โดยลูกค้า SME ที่ใช้บริการของ SCB ก็สามารถใช้หลักฐาน 3 อย่างคือ

  • บัตรประชาชน
  • สมุดบัญชี SCB หรือใช้บริการอื่นๆ ของ SCB อย่าง SCB Easy App, SCB Connect, QR Payment, เครื่องรูดบัตรชำระเงิน EDC ก็สมัครได้
  • เอกสารยืนยันที่อยู่ธุรกิจที่มีชื่อของผู้สมัครหรือชื่อธุรกิจ เช่น บิลค่าไฟ, หนังสือรับรองบริษัท, สัญญาเช่าสถานประกอบการ

ติดต่อสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ SCB Business Center หรือเจ้าหน้าที่ธ.ไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการปัดหมุดบน Google Maps ผ่าน Google My Business ได้ทันที และข้อมูลจะไปขึ้นใน Google ภายใน 30 นาที! เร็วมาก แถมมีเจ้าหน้าที่ช่วยสอนการใช้งานตลอดด้วย ซึ่งอนาคตก็น่าจะให้ SCB ช่วยผ่านทางออนไลน์ได้ด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ scbsme.scb.co.th

ไมเคิล จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด Google ประเทศไทย

ทุกวันนี้ ลูกค้าค้นหา ร้านค้าบนโลกออนไลน์ เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางเริ่มเล็งเห็นความสําคัญของการทําให้ลูกค้ารู้จักและหาเจอบนโลกออนไลน์ เราเชื่อว่า Google My Business จะมาตอบโจทย์ตรงนี้ ทําให้ลูกค้าค้นหาร้านได้ง่ายขึ้น กูเกิ้ลอยากสนับสนุน SME เพราะมันคือเสาหลักของประเทศ 99.7% ของธุรกิจไทยเป็น SME ซึ่งมูลค่าตรงนี้นับเป็น 42% ของ GDP และคิดเป็น 78% ของการว่าจ้างในไทย แต่มี SME แค่ 13% เท่านั้นที่มีหน้าเว็บ กูเกิ้ลจึงดีใจที่ไทยพาณิชย์เล็งเห็นถึงความสําคัญตรงนี้ และได้ทำงานร่วมกับเราในการทําให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มใช้ Google My Business ได้ง่ายๆ ”นายไมเคิล จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด Google ประเทศไทย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!