เอปสัน ประเทศไทย เปิดวิสัยทัศน์ประจำปี 2019 โดยชู 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักนอกจากนี้ยังมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมหลักทั้งในและนอกประเทศ มั่นใจจะสร้างรายได้เติบโตต่อเนื่องอีกไม่ต่ำกว่า ปี โดยแบ่งออกมาได้ดังต่อไปนี้

  • อิงค์เจ็ต โดยเฉพาะ High Speed Inkjet ที่มีความเร็วสูง สามารถพิมพ์ได้รวดเร็วกว่า 100 แผ่นต่อนาที
  • เครื่องพิมพ์เชิงพานิชย์และอุตสาหกรรม
  • Laser Projector
  • Robot หรือหุ่นยนต์แขนกล

ภาพการเติบโตของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จาก Epson จะเห็นได้ว่ามีการเติบโตในทุก ๆ ผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ฝั่ง Inkjet Printer, Scanner, Receipt Printer, Projector, Commercial & Industrial และที่เติบโตสูงขึ้นมากที่สุดคือด้านของ Robot ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่เคยทราบว่า Epson เป็น 1 ในผู้ผลิตหุ่นยนต์อุตสาหกรรมรายหนึ่งในไทยด้วย

4 ผลิตภัณฑ์หลัก Epson

เครื่องพิมพ์ Inkjet

เรียกได้ว่าแบรนด์ Epson สามารถครองสัดส่วนตลาดของเครื่องพิมพ์ Inkjet ได้เป็นอย่างดี และในปี 2018 ทีผ่านมา Epson เผยว่าสัดส่วนด้านการซื้อของเครื่องพิมพ์นั้นมีปริมาณที่ลดลงเล็กน้อย โดยเฉพาะเครื่องพิมพ์แบบ Inkjet ปกติ แต่มีการเติบโตในฝั่งของเครื่องพิมพ์ Ink Tank ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

High speed Inkjet Printer ตั้งใจนำมาแทนเลเซอร์ปริ้นเตอร์และเครื่องถ่ายเอกสาร ซึ่งมีความเร็วสูงมากระดับ 100 หน้าต่อนาที พร้อมคุณภาพงานพิมพ์ที่ดี กันน้ำได้ ต้นทุนในการพิมพ์ถูกกว่ามาก และที่สำคัญคือเรื่องของการใช้พลังงานที่ต่ำกว่าถึง 85% ลดการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออคไซน์เพราะกระบวนการการผลิตต่าง ๆ จนกระทั่งไปถึงการนำไปทำลาย จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า และลดการเปลี่ยนชิ้นส่วนการใช้งานกว่า 59%

ซึ่งปีที่ผ่านมาเครื่องพิมพ์รูปแบบ Ink Tank ของ Epson สามารถวางจำหน่ายได้เป็นอันดับ 1 ในไทยกว่า 1.5 ล้านเครื่อง

ซึ่งในปี 2019 นี้ Epson จะมุ่งเป้ามาที่ 3 รุ่นหลัก ๆ คือ

  • Mono Inkjet หรือเครื่องพิมพ์ขาวดำที่เน้นด้านประสิทธิภาพและราคาที่คุ้มค่า มาพร้อม ADF ทำให้ถ่ายเอกสาร/สแกนเอกสารได้อย่างรวดเร็วและการรับประกันถึง 4 ปีเต็ม
  • WorkForce Pro เครื่องพิมพ์สำนักงานที่พิมพ์ได้ทั้ง A3/A4 บนราคาค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมาก
  • WorkForce Enterprise เครื่องพิมพ์สำนักงานขนาดใหญ่ที่มาพร้อมสปีดในการพิมพ์สูงถึง 100 แผ่นต่อนาที ซึ่งจะเพิ่มรุ่นขาว/ดำ ขึ้นมาอีก 1 รุ่น

เครื่องพิมพ์เชิงพานิชย์และอุตสาหกรรม

โดยเครื่องพิมพ์สำหรับอุตสาหกรรมนี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยแบ่งออกเป็นอุตสาหกรรม 3 ประเภทคือ ด้านการ- ตลาดพิมพ์ป้ายโฆษณา ด้านพิมพ์บนผ้าและสิ่งทอ และด้านเครื่องพิมพ์รูปสำหรับร้านขนาดใหญ่ โดยทุกรุ่นจะเน้นไปที่ Productivity ที่สูงขึ้น คุณภาพที่ดีขึ้น และค่าใช้จ่ายที่ลดลง เพื่อให้ SMEs สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างคุ้มค่า คุ้มต้นทุนการผลิต

Laser Projector

อีก 1 ผลิตภัณฑ์ที่ Epson เป็นผู้นำอันดับ 1 ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากนอกเหนือจากการใช้งาน Presentation ทั่วไปแล้ว ยังถูกนำไปใช้ในด้านการพิมพ์ 3D Mapping อีกด้วย

Play video

ซึ่ง Epson ชูจุดเด่นของ Laser Projector ที่ดีกว่าหลอดไส้ทั่วไปทั้งด้านความทนทานที่ 20,000 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเปลี่ยนหลอดใหม่ ภาพที่ชัดกว่า และมีความคล่องตัวสูงกว่ามาก ใช้เทคโนโลยี 3LCD ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ

โดยแบ่งออกเป็น 5 รุ่นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของคนทุกกลุ่มตั้งแต่ Lightscene model ที่ตอบโจทย์การฉายภาพตามมุมต่าง ๆ มีความยืดหยุ่นในการติดตั้งสูง ไปจนกระทั่งรุ่นเครื่องฉายระดับ 4K จัดเต็มทั้งภาพและเสียง

Robot

ด้านหุ่นยนต์แขนกลก็เป็นอีก 1 ผลิตภัณฑ์ที่ Epson ได้มุ่งเป้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ก็จะเปิดตัว 3 รุ่นหลัก ๆ คือ รุ่น SCARA low-cost robot ที่ราคาถูกว่าเดิม 1/3 ตอบโจทย์ SME หรือสถานศึกษาที่อยากนำไปศึกษา รุ่น 6-Axis ซึ่งเป็น New LS Model ที่สามารถรับน้ำหนักได้สูงกว่าเดิมเป็น 10 Kg และรุ่น Dual-Arm โดยทุกตัวจะมีจุดเด่นด้านความแม่นยำสูงมาก ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ทำให้คล่องตัวในการติดตั้งและใช้งาน

Service Excellence

Epson มุ่งมั่นตอบโจทย์ดูแลให้บริการลูกค้าทุกคน เพื่อสร้างความมั่นใจในด้านการบริการที่ดีและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

  • ลูกค้านำเครื่องส่งซ่อมต้องได้กลับไปภายใน 1 – 3 วันกว่า 90% และจัดตั้งทีมพิเศษเพื่อให้บริการลูกค้ากลุ่มพิเศษ ที่จะขยายระยะขอบเขตให้บริการลูกค้า และถ้าไม่สามารถซ่อมได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดก็จะมีเครื่องสำรองให้ใช้ก่อนชั่วคราว
  • ระบบการซ่อมที่ดีขึ้น ช่างที่มีความรู้เพิ่ม ต้องเรียนรู้เทคโนโลยีตลอดเวลา และต้องมีอะไหล่ที่ครอบคลุมทุกศูนย์บริการและการสต็อกอะไหล่ที่ดีกว่าเดิม
  • มีการลงทุนด้าน CRM เพื่อสร้างความรู้ด้านต่าง ๆ ให้ทีมเพื่อตอบสนองผู้บริโภคได้มากขึ้น
  • มีการเทรนนิ่งพนักงานเพื่อให้การดูแลลูกค้าตั้งแต่การพบกันครั้งแรกไปจนกระทั่งจบกระบวนการ สามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

ผลการดำเนินงานในปี 2561 ของบริษัทฯ ถึงแม้ตลาดไอทีโดยรวมของประเทศในปีที่ผ่านมาจะมีอัตราการเติบโตถดถอยลงอยู่ที่ -3% แต่ เอปสันยังคงสามารถรักษาระดับการเติบโตทางธุรกิจไว้ได้อยู่ที่ 5% โดยที่กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักส่วนใหญ่ของบริษัทฯ ยังคงทำผลงานได้ดี สามารถสร้างการเติบโตได้ทั้งหมด

หลังจากที่สร้างความสำเร็จขึ้นมาจากดอทเมทริกซ์พรินเตอร์เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว จนกลาย เป็นแบรนด์เดียวที่มีมาร์เก็ตแชร์มากกว่า 90% ต่อมาบริษัทฯ ได้นำผลิตภัณฑ์อิงค์เจ็ทพรินเตอร์และโปรเจคเตอร์ 3LCD เข้ามาทำตลาดจนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและเมื่อ ปีก่อน บริษัทฯ ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้ กับวงการพรินเตอร์ด้วยการเปิดตัวพรินเตอร์แท็งค์แท้รุ่นแรกของโลก ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากจนสามารถ เข้าไปแทนที่อิงค์เจ็ทพรินเตอร์แบบใช้ตลับหมึกและเลเซอร์พรินเตอร์ได้ในหลายตลาด จนทำให้เอปสันได้กลายเป็นเจ้าตลาดมาจนถึงทุกวันนี้  

ในช่วงเดียวกัน บริษัทฯ ยังได้เปิดตัวโปรเจคเตอร์ความสว่างสูงหลายรุ่น โดยเน้น จุดขายที่คุณภาพของภาพฉาย ความทนทาน ความประหยัด และฟังก์ชั่นที่ครบครัน พร้อมตอกย้ำความมั่นใจของ ลูกค้าด้วยตำแหน่งโปรเจคเตอร์ที่มียอดขายสูงสุดในโลกติดต่อกันถึง 17 ปีซ้อน ในวันนี้ เอปสัน ประเทศไทยกำลัง ก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ของวงจรธุรกิ หรือ S-Curve ใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องไปอีกไม่น้อยกว่า ปี โดย จะเน้นที่การสร้างตลาดและขยายฐานลูกค้าให้กับ กลุ่มผลิตภัณฑ์สำคัญของบริษัทฯ ได้แก่ อิงค์เจ็ทพรินเตอร์ ความเร็วสูง พรินเตอร์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม เลเซอร์โปรเจคเตอร์ความสว่างสูง และหุ่นยนต์แขนกล ซึ่งล้วน แต่เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง มีแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว และเป็นที่ต้องการอย่างมากในกลุ่มลูกค้า องค์กรธุรกิจและอุตสาหกรรม

การสร้าง S-Curve ใหม่ทางธุรกิจในปีนี้ถือเป็นจังหวะที่ดีของบริษัทฯ เพราะเอปสันมีผลิตภัณฑ์ครบทุกไลน์ และมี จำนวนรุ่นมากเพียงพอที่จะทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเอปสันยังเป็นบริษัทเจ้าของเทคโนโลยีเอง จึงสามารถ พัฒนาเทคโนโลยีในแต่ละด้านให้ทันสมัย นำหน้าความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ และมีสินค้าใหม่ๆ ป้อนเข้าสู่ ตลาดอย่างต่อเนื่องไม่ขาดช่วง ที่สำคัญผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 กลุ่มใน S-Curve ใหม่นี้ล้วนแต่เป็นที่รู้จักคุ้นเคยและได้รับ ความมั่นใจจากลูกค้าในหลากหลายวงการธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศไทยอยู่แล้ว เอปสัน ประเทศไทยจึง เชื่อมั่นว่า S-Curve ใหม่นี้จะไม่เพียงแต่จะสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 5 ปีได้ แต่ยังจะทำให้มิติทาง ธุรกิจของเอปสันในประเทศไทยกว้างออกไป และแบรนด์ของเอปสันจะเติบโตมากยิ่งขึ้นด้วย