Connect with us

ข่าววิทยาการ

Tesla และ SpaceX : ศิลปะแห่งวิทยาศาสตร์ การตลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

อีลอน มัสก์ ผู้สร้างสุนทรีย์แห่งวิทยาศาสตร์ และเป็นการตลาดชั้นดี

Published

on

Tesla และ SpaceX ได้ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการเทคโนโลยีการท่องอวกาศ จากความสำเร็จในการปล่อยจรวด Falcon Heavy จากฐาน Kennedy Space Center บนแท่นปล่อยเก่าของจรวด Apollo เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2018 ที่ผ่านมา

แน่นอนว่า นอกเหนือจากความสำเร็จในการปล่อยจรวดแล้วนั้น สิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจมากไม่แพ้กันก็คือ รถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวของ อีลอน มัสก์ ซึ่งเป็นรุ่น Tesla Roadster สี Cherry Red พร้อมด้วยหุ่นมนุษย์อวกาศที่มีชื่อว่า Starman อยู่หลังพวงมาลัย ได้ถูกปล่อยขึ้นมาพร้อมกับจรวด Falcon Heavy และเป็นการทำตามคำสัญญาที่ อีลอน มัสก์ เคยให้ไว้ก่อนหน้านี้

นั่นทำให้ภาพจินตนาการจากเพลง Life on Mars และ Space Oddity ของ เดวิด โบวี กลายเป็นจริง 

Starman และ Roadster จะล่องลอยไปในอวกาศไกลแสนไกลนับล้านปีแสง จนอาจไปถึงดาวพลูโต เลยก็เป็นได้ ดังที่เอ่ยไว้ในช่วงท้ายของเพลง Space Oddity…

…Here am I floating ’round my tin can : ฉันลอยไปรอบๆ กระป๋องสังกะสี (หมายถึงกระสวยอวกาศ) ของฉัน

Far above the Moon : ไกลออกไป เหนือดวงจันทร์

Planet Earth is blue : เห็นดาวโลกสีน้ำเงิน

And there’s nothing I can do : และฉันทำอะไรไม่ได้เลย

การตลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่า Tesla และ Space X ซึ่งมี อีลอน มัสก์ เป็นซีอีโอด้วยกันทั้งคู่ ไม่ใช่บริษัทที่ทำงานแยกจากกันอีกต่อไป

และเพียง 1 วัน หลังจากการปล่อยจรวด Falcon Heavy พร้อมกับรถ Tesla Roadster อีลอน มัสก์ ได้อธิบายกับนักวิจัยใน Wall Street ว่าจะจัดการกับเงินจำนวมหาศาลที่ Tesla ต้องสูญเสียไปในปี 2017 ได้อย่างไร

ว่ากันว่า อีลอน มัสก์ ได้ใช้วิธีการดำเนินงานของทั้ง 2 บริษัท ในแนวทางที่ต่างกัน โดยให้ Tesla เป็นบริษัทมหาชน ส่วน SpaceX เป็นบริษัทเอกชน

อีลอน ม้ัสก์ แยกเวลาในการทำงานระหว่าง Tesla และ SpaceX ได้จากการที่ Design Studio ของ Tesla นั้นอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของ SpaceX ที่เมืองลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา (บ้านของอีลอน มัสก์ ก็อยู่ที่ลอนแอนเจลิสด้วย) และ Tesla ก็มักจะจัดงานอีเวนท์ประจำที่นั่น อีกทั้งแนวคิดในการพัฒนาเทคโนโลยีของทั้ง SpaceX และ Tesla ยังถูกนำมาแชร์ร่วมกันด้วย

ถ้า Tesla และ Space X ได้มาควบรวมกันจริงๆ ก็จะเป็นสุดยอดดีลในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้ 

ทำไม่จะไม่ได้ล่ะ ก็ Space X เพิ่งส่งรถยนต์ Tesla Roadster ของ อีลอน มัสก์ ไปอวกาศนี่ไง !

ข้อมูลอ้างอิง : businessinsider

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววิทยาการ

Yo yo effect และการอดอาหาร ส่งผลเสียต่อหัวใจของคุณ!

Published

on

การอดอาหารดูจะเป็นทางเลือกที่รวดเร็วสำหรับการลดน้ำหนัก แต่มันส่งผลเสียมากกว่าผลดีรึเปล่า?

งานวิจัยชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของน้ำหนัก คอเลสเตอรอล และ ระดับน้ำตาลในเลือด มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อร่างกาย อ้างอิงจากงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ใน American Heart Association’s journal Circulation อาการโยโย่เป็นคำที่ใช้อธิบายถึงการที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นหลังจากการลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจ หลอดเลือดในสมองแตก และ ทำให้ตายเร็วขึ้น

ในการวัดผลเรื่องการลดน้ำหนักแบบเฉียบพลันส่งผลต่อร่างกายของเราอย่างไรนั้น นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Catholic เกาหลีใต้ ได้ทำการศึกษาโดยมีอาสาสมัคร 6,748,773 คน โดยทั้งหมดได้รับการประเมินสุขภาพแล้วว่าไม่มีอาการ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ระดับคอเลสเตอรอลสูง และ อาการหัวใจวายมาก่อน จากปี 2005-2012 หลังจากผู้วิจัยได้ทำการติดตาม พบว่า 54,785 คนเสียชีวิต 22,498 เป็นโรคหลอดเลือดในสมอง และ 21,452 คนเป็นโรคหัวใจ หลังจากที่พบว่าอาสาสมัครมีอาการลดน้ำหนัก ลดระดับน้ำตาลในเลือด และ ระดับคอเลสเตอรอลอย่างรวดเร็ว

อาการโยโย่ ทำให้ร่างกายเกิดความเครียด

เพราะว่าการศึกษานั้นทำเพียงสังเกตเท่านั้น จึงไม่สามารถสรุปแน่ชัดได้ แต่นักโภชนาการเชื่อว่าการที่น้ำหนักเพิ่มและลดลงอย่างรวดเร็วนั้นส่งผลให้ร่างกายเครียด และส่งผลเสียตามมาแน่ๆ เพราะเมื่อเราอดอาหารนั้น ร่างกายจะถูกจำกัดแคลลอรี่ และเมื่อมันถูกจำกัดร่างกายจะไปเพิ่มการเผาผลาญไขมันและมวลกล้ามเนื้อเพื่อมาสร้างพลังงานแทน และด้วยเหตุนี่เองจะทำให้ร่างกายเพิ่มภาวะการอักเสบ และมีระดับคอติซอลสูงขึ้น คอติซอลเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียดมันจะถูกหลั่งออกมาเมื่อเราตกอยู่ในอันตราย และเมื่อคอติซอลหลังมาเป็นเวลานานเป็นที่รู้กันดีว่าจะส่งผลให้น้ำหนักเพิ่ม ความเครียด ความดัน ไขมันก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน Matt Edwards นักโภชนาการและผู้อำนวยการด้านโภชนาการและโภชนาการที่ GenoPalate กล่าว และการผันผวนนของระดับคอติซอลกับน้ำหนักตัว อาจเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ

ในงานวิจัยหลายๆงานบอกแล้วว่าการอดอาหารนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากหรือเป็นโรคอ้วนควรหันมาลดน้ำหนักแบบยั่งยืน ด้วยการคุมอาหาร และออกกำลังกายจะดีกว่า นักโภชนาการบางคนแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีพืชผักเป็นหลัก หรือวิธีรับประทานอาหารแบบ DASH โดยพวกเขาให้ความเห็นว่ามันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดน้ำหนัก และ ลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือถ้าใครยังไม่สามารถทำได้ ก็ให้เริ่มต้นด้วยการรับประทานผักให้มาก ลดการกินเนื้อ และ คาร์โบไฮเดรตลง อาจจะงดเนื้อวันละ 1 มื้อสำหรับคนที่ผ่านขั้นแรกไปแล้ว และที่สำคัญลดการกินอาหารนอกบ้าน เพราะเราก็ไม่รู้ว่าในอาหารแต่ละมื้อนั้นมีส่วนประกอบของน้ำตาล เกลือ เนย มากน้อยเพียงใด ดังนั้นนอกจากผู้ป่วยต้องควบคุมตนเองแล้ว ผู้ให้บริการทางการแพทย์ก็ควรช่วยกันสังเกตผู้ป่วยหากมีความดัน หรือ ระดับน้ำตาลในเลือดเปลี่ยนไป เพื่อช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันการเกิดโรค

ในงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการแปรผันของน้ำหนักตัว ระดับน้ำตาล และ ระดับคอเลสเตอรอล ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ นี่เป็นงานวิจัยชิ้นแรกดังนั้นเราจึงยังต้องศึกษาเพิ่มเติม แต่ถึงอย่างไรการศึกษาวิจัยนี้ก็ได้ทำให้ได้ตระหนักถึงการรักษาสุขภาพของตนเองในระยะยาว

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววิทยาการ

ถุงยางแบบใหม่ หมดกังวลเรื่องสารหล่อลื่น!

Published

on

การวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ Bill and Melinda Gates Foundation โดยพวกเขาหวังจะสามารถทำให้ถุงยางถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากขึ้น พอๆ กับการใช้เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์

เมื่อมีสารหล่อลื่นไม่มากพอ การมีเพศสัมพันธ์จะทำให้คุณเจ็บ และ ถุงยางก็จะลื่นหลุดและขาดได้ ถุงยางจะมีประสิทธิภาพสูง เมื่อใช้งานมันอย่างถูกต้อง แต่ไม่ใช่ทุกๆ คนที่ชอบใช้มัน พวกเขาได้เสนอถุงยางที่มีสารหล่อลื่นในตัว แต่บางครั้งมันก็ไม่พอ หลายคนจึงใช้สารหล่อลื่นเพิ่มเติม แต่นี่กลับเป็นวิธีที่ทำให้ยุ่งยาก และ อาจขัดจังหวะของคุณได้

นักวิทยาศาสตร์บอกว่าถุงยางตัวใหม่นี้จะลื่นเมื่อสัมผัสกับของเหลวจากร่างกาย มันสามารถทนแรงกดได้มากกว่า 1,000 thrusts โดยไม่สูญเสียความลื่นของมัน Royal Society Open Science journal ได้รายงานไว้ นักวิจัยพบว่าโดยทั่วไปแล้วการมีเพศสัมพันธ์มักใช้เวลาน้อยกว่าครึ่งชั่วโมงแต่บางครั้งก็มากกว่านั้น เมื่อทดสอบเปรียบเทียบถุงยางอนามัยปกติที่เคลือบด้วยน้ำยาหล่อลื่นที่ซื้อจากร้านค้า ในช่วงแรกมันหล่อลื่นดีแต่เริ่มน้อยลงเมื่อใช้แรงกดประมาณ 600 thrusts และเมื่อให้อาสาสมัครลองประเมินในเรื่องของการหล่อลื่น ชาย และ หญิง มากกว่า 33 คน พึงพอใจมากกว่าเมื่อเทียบกับถุงยางแบบเดิม แต่ถึงอย่างนั้นถุงยางตัวนี้ก็ยังต้องทดสอบเพิ่มเติมเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีประสิทธิภาพในด้านต่างๆ เทียบกับถุงยางที่วางขายอยู่ทั่วไปได้หรือไม่ โดย ศาสตราจารย์ Mark Grinstaff จากมหาวิทยาลัย Boston กล่าวว่าจะเริ่มทำการทดลองทางคลินิกในปีหน้า และมีแผนที่จะพัฒนาเพื่อออกมาวางขายเช่นเดียวกัน

Dr Nicola Irwin จากมหาวิทยาลัย Queen’s เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านวัสดุและเทคโนโลยีทางการแพทย์ เธอบอกว่า สารที่ใช้เคลือบถุงยางแบบใหม่นี้คล้ายคลึงกับสิ่งที่ใช่เคลือบสายสวนทางเดินปัสสาวะ และ สารเคลือบเหล่านี้เป็นที่ยอมรับมากกว่าการเลือกที่จะใช้อุปกรณ์หล่อลื่นแบบอื่น ผู้ใช้ส่วนมากบอกว่ามันทำให้สบายมากขึ้น และสะดวกต่อการใช้งาน

จึงเป็นที่คาดหวังว่าถุงยางอนามัยที่ผ่านการเคลือบผิวแบบ hydrophilic coated ที่เพิ่งได้รับการพัฒนา จะสามารถใช้งานได้ตามจุดประสงค์จริง ในขณะเดียวกันนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Wollongong ประเทศออสเตรเลียกำลังพยายามผลิตถุงยางอนามัยที่หล่อลื่นด้วยตัวเองออกจากไฮโดรเจนที่เหนียวแทนที่จะเป็นน้ำยางหรือยางที่ให้ความรู้สึกเหมือนผิวจริง

Bekki Burbidge จากองค์กรการกุศลเพื่อสุขภาพทางเพศ FPA กล่าวว่า “เรายินดีต้อนรับนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัย ถุงยางอนามัยเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วยดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้คนจะรู้สึกมั่นใจและสบายใจในการใช้ถุงยางอนามัย การหล่อลื่นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้ผู้คนมีความสุขกับการใช้ถุงยางอนามัยได้

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววิทยาการ

แสงสีฟ้าทำร้ายตาของคุณได้อย่างไร

Published

on

ในทุกๆ วันเราได้รับแสงสีฟ้าจากดวงอาทิตย์ที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับร่างกายได้ แต่ถึงจะมีประโยชน์เราก็ไม่ควรรับมากเกินไป เพราะ แสงสีฟ้าที่มาจากดวงอาทิตย์ และ เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์นั้น ส่งผลเสียต่อกระจกตา และ เลนส์ตาของเรา

มีหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ ที่แสดงถึงข้อเสียของแสงสีฟ้า ในตอนกลางคืนแสงสีฟ้าจะส่งผลในการหลั่งเมลาโทนิน ซึ่งมีผลกับนาฬิกาชีวิต และ การที่ได้รับแสงสีฟ้ามากเกินไปจะส่งผลกับจอประสาทตา ถึงแม้ว่ายังไม่มีปริมาณที่แน่ชัดก็ตาม งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Toledo แสดงให้เห็นถึงผลกระทบเมื่อแสงสีฟ้ากระทบกับจอประสาทตา มันจะทำให้สารเคมีในจอประสาทตาเกิดความเป็นพิษ และ ส่งผลต่อดวงตาของเรา

ในตาของเรามีเซลล์รับแสงอยู่สองแบบ คือ rods และ cones เซลล์แบบ rods จะรับแสงได้มากกว่าและมันจะมีโปรตีน rhodopsin ในการช่วยตรวจจับแสง โมเลกุลของเรติน่ามีหน้าที่ในการดูดซับแสงจะอยู่ในจุดพิเศษของโปรตีน rhodopsin เมื่อ Photon ของแสงกระทบกับจอประสาทตา เซลล์พิเศษเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปร่างของมัน (ถึงจะเป็นเพียงแค่การบิดตัวนิดๆหน่อยก็เถอะ) แต่การเปลี่ยนรูปร่างนี้จะส่งผลให้สารเคมีเปลี่ยนและส่งกระแสประสาทไปยังสมองผ่าน optical nerve

Ajith Karunarathne นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัย Toledo กล่าวว่า คุณต้องดูแลจอประสาทตาให้ดีหากคุณยังอยากมองเห็นอยู่ ซึ่งเขาได้ค้นพบเซลล์ HeLa (เซลล์ที่ถูกใช้แทนเซลล์รับแสง) ซึ่งเมื่อแสงสีฟ้าเข้ามายังจอประสาทตามันจะส่งผลกระทบต่อโปรตีนสำคัญๆ ที่เยื่อหุ้มเซลล์ และมันมีผลต่อการเพิ่มการ oxidation และ ระดับแคลเซียมในเซลล์ เกิดเป็นพิษ จากผลดังกล่าวจะทำให้เซลล์รับแสงตาย แต่เมื่อมีการนำแสงสีแดง และ แสงสีเหลืองมาทดสอบกลับไม่ทำให้เกิดความเป็นพิษกับเซลล์

นักวิจัยเกิดข้อสงสัยว่าหากมันเป็นพิษแล้วทำไมจึงไม่เกิดผลกับตาของเราในทันที และคำตอบนั้นคือเมื่อสาร anti-oxidation ที่ถูกเรียกว่า alpha-tocopherol (สารที่มาในรูปแบบของวิตามิน E ) เกิดขึ้น มันจะช่วยลดผลกระทบจากแสงสีฟ้า และ ช่วยป้องกันเซลล์ได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้นกระบวนการนี้ก็เสื่อมถอยลงไปด้วยการได้รับแสงสีฟ้าเป็นระยะเวลานานจึงจะส่งผลกระทบต่อจอประสาทตา และ ทำให้ตาบอดได้

งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าแสงสีฟ้าส่งผลอย่างไรกับจอประสาทตาของเรา และ ก็หวังว่าจะมีการพัฒนาอะไรขึ้นมาเพื่อป้องกันอาการดังกล่าวอย่างเช่นยาหยอดตา หรืออะไรก็ตามเพื่อปกป้องสายตาของเด็กที่อยู่ในยุคดิจิตอลเช่นนี้

ในท้ายที่สุดถ้าการได้รับแสงสีน้ำเงินจากเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ในปริมานที่มากแสดงให้เห็นว่ามันส่งผลกระทบอย่างมากตเมื่อเรามีอายุมากขึ้น ถึงแม้จะมีปัจจัยร่วมด้วยอย่างเช่น สารอาหาร การออกกำลังกาย และ กรรมพันธุ์ เป็นต้น

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!