Connect with us

ข่าววิทยาการ

Yo yo effect และการอดอาหาร ส่งผลเสียต่อหัวใจของคุณ!

การอดอาหารดูจะเป็นทางเลือกที่รวดเร็วสำหรับการลดน้ำหนัก แต่มันส่งผลเสียมากกว่าผลดีรึเปล่า?

งานวิจัยชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของน้ำหนัก คอเลสเตอรอล และ ระดับน้ำตาลในเลือด มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อร่างกาย อ้างอิงจากงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ใน American Heart Association’s journal Circulation อาการโยโย่เป็นคำที่ใช้อธิบายถึงการที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นหลังจากการลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจ หลอดเลือดในสมองแตก และ ทำให้ตายเร็วขึ้น

ในการวัดผลเรื่องการลดน้ำหนักแบบเฉียบพลันส่งผลต่อร่างกายของเราอย่างไรนั้น นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Catholic เกาหลีใต้ ได้ทำการศึกษาโดยมีอาสาสมัคร 6,748,773 คน โดยทั้งหมดได้รับการประเมินสุขภาพแล้วว่าไม่มีอาการ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ระดับคอเลสเตอรอลสูง และ อาการหัวใจวายมาก่อน จากปี 2005-2012 หลังจากผู้วิจัยได้ทำการติดตาม พบว่า 54,785 คนเสียชีวิต 22,498 เป็นโรคหลอดเลือดในสมอง และ 21,452 คนเป็นโรคหัวใจ หลังจากที่พบว่าอาสาสมัครมีอาการลดน้ำหนัก ลดระดับน้ำตาลในเลือด และ ระดับคอเลสเตอรอลอย่างรวดเร็ว

อาการโยโย่ ทำให้ร่างกายเกิดความเครียด

เพราะว่าการศึกษานั้นทำเพียงสังเกตเท่านั้น จึงไม่สามารถสรุปแน่ชัดได้ แต่นักโภชนาการเชื่อว่าการที่น้ำหนักเพิ่มและลดลงอย่างรวดเร็วนั้นส่งผลให้ร่างกายเครียด และส่งผลเสียตามมาแน่ๆ เพราะเมื่อเราอดอาหารนั้น ร่างกายจะถูกจำกัดแคลลอรี่ และเมื่อมันถูกจำกัดร่างกายจะไปเพิ่มการเผาผลาญไขมันและมวลกล้ามเนื้อเพื่อมาสร้างพลังงานแทน และด้วยเหตุนี่เองจะทำให้ร่างกายเพิ่มภาวะการอักเสบ และมีระดับคอติซอลสูงขึ้น คอติซอลเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียดมันจะถูกหลั่งออกมาเมื่อเราตกอยู่ในอันตราย และเมื่อคอติซอลหลังมาเป็นเวลานานเป็นที่รู้กันดีว่าจะส่งผลให้น้ำหนักเพิ่ม ความเครียด ความดัน ไขมันก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน Matt Edwards นักโภชนาการและผู้อำนวยการด้านโภชนาการและโภชนาการที่ GenoPalate กล่าว และการผันผวนนของระดับคอติซอลกับน้ำหนักตัว อาจเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ

ในงานวิจัยหลายๆงานบอกแล้วว่าการอดอาหารนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากหรือเป็นโรคอ้วนควรหันมาลดน้ำหนักแบบยั่งยืน ด้วยการคุมอาหาร และออกกำลังกายจะดีกว่า นักโภชนาการบางคนแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีพืชผักเป็นหลัก หรือวิธีรับประทานอาหารแบบ DASH โดยพวกเขาให้ความเห็นว่ามันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดน้ำหนัก และ ลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือถ้าใครยังไม่สามารถทำได้ ก็ให้เริ่มต้นด้วยการรับประทานผักให้มาก ลดการกินเนื้อ และ คาร์โบไฮเดรตลง อาจจะงดเนื้อวันละ 1 มื้อสำหรับคนที่ผ่านขั้นแรกไปแล้ว และที่สำคัญลดการกินอาหารนอกบ้าน เพราะเราก็ไม่รู้ว่าในอาหารแต่ละมื้อนั้นมีส่วนประกอบของน้ำตาล เกลือ เนย มากน้อยเพียงใด ดังนั้นนอกจากผู้ป่วยต้องควบคุมตนเองแล้ว ผู้ให้บริการทางการแพทย์ก็ควรช่วยกันสังเกตผู้ป่วยหากมีความดัน หรือ ระดับน้ำตาลในเลือดเปลี่ยนไป เพื่อช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันการเกิดโรค

ในงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการแปรผันของน้ำหนักตัว ระดับน้ำตาล และ ระดับคอเลสเตอรอล ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ นี่เป็นงานวิจัยชิ้นแรกดังนั้นเราจึงยังต้องศึกษาเพิ่มเติม แต่ถึงอย่างไรการศึกษาวิจัยนี้ก็ได้ทำให้ได้ตระหนักถึงการรักษาสุขภาพของตนเองในระยะยาว

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววิทยาการ

WHO เผย! ในแต่ละปีคนกว่า 250,000 คนเสียชีวิตจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป

Published

on

ในขณะที่บ้านเรากำลังประสบปัญหาฝุ่น PM 2.5 กันอย่างถ้วนหน้า ทาง WHO ก็ได้เผยการประเมินในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ว่าในแต่ละปีมีคนกว่า 1 ใน 4 ล้านคน เสียชีวิตจากสภาพอากาศที่เลวร้าย

ในปี 2014 องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ทำการประเมินสาเหตุการเสียชีวิต ซึ่งพบว่าตั้งแต่ปี 2030 ถึงปี 2050 จะมีคนเสียชีวิตจากสาเหตุนี้เพิ่มขึ้น 250,000 คน ในทุก ๆ ปี จากปัจจัยที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เช่น ภาวะทุพโภชนาการ ความกดอากาศร้อน และมาลาเรีย เป็นต้น

แต่เมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา วารสารแพทย์ The New England ได้กล่าวว่าการประเมินของ WHO เป็นการประเมินแบบไม่เอาปัจจัยอื่นที่มีผลต่อสภาพอากาศที่ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตมารวมด้วย ดร.Andrew Haines จากคณะวิชาสุขอนามัยและเวชศาสตร์เขตร้อน London หนึ่งในผู้ดำเนินงานเขียนให้ความเห็นว่า การคาดการณ์ขององค์การอนามัยโลก ไม่ได้คิดรวมถึงการเสียชีวิตที่เกิดจากความเจ็บป่วยและการเสียชีวิตที่เกิดจากความบกพร่องในการให้การบริการด้านสุขภาพ ในช่วงที่สภาพอากาศรุนแรงด้วย แต่ถึงแม้จะไม่ได้คิดรวมปัจจัยนี้เข้าไป แต่หากสภาพอากาศส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูก ทำให้อัตราการผลิตอาหารลดลงนั้น จะส่งผลให้ประชากรเสียชีวิตสุทธิถึง 529,000 คนในปี 2050

นอกจากนี้ธนาคารโลกได้คาดว่าในปี 2030 ปัจจัยด้านสภาพอากาศอาจส่งผลให้คนกว่า 100 ล้านคนประสบปัญหาความยากจน และนั่นอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้

การคาดการณ์เหล่านี้ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในมาตราการการลดการปล่อยก๊าซพิษ ก๊าซเรือนกระจก หรือแม้กระทั่งมลภาวะต่าง ๆขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ด้วยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชน จึงทำให้ในแต่ละประเทศควรออกมาใช้มาตราการเด็ดขาดจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและรัฐบาล ในการป้องกันและดูแลสุขภาพทั้งในปัจจุบันและอนาคต

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววิทยาการ

นักวิทยาศาสตร์จีนโดนประนาม! จากการดัดแปลงพันธุกรรมทารกแฝดเมื่อสิ้นปีที่แล้ว

Published

on

หากยังจำกันได้ในงานประชุม Genome ที่ฮ่องกง เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ศาสตราจารย์ He Jiankui ได้ออกมาประกาศถึงความภาคภูมิใจในการตัดต่อพันธุกรรมทารกแฝดหญิงของเขา ทำให้เกิดประเด็นทางด้านจริยธรรมขึ้นมาเมื่อการตัดต่อพันธุกรรมเป็นเรื่องผิดกฏหมายในหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงประเทศจีนด้วย

ย้อนไปในงาน ศาสตราจารย์ He ได้กล่าวไว้ว่า “เขาได้ทำการตัดแต่งพันธุกรรมทารกแฝด Lulu และ Nana เพื่อทำให้เด็กต้านเชื้อ HIV ได้มากขึ้น เด็กทั้งสองเกิดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา เด็กสุขภาพแข็งแรงดีและโครงการจะติดตามการเจริญเติบโตของเด็กเป็นเวลา 18 ปี เขากล่าวว่าเขาได้ใช้เงินทุนจากตัวเขาเองและได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัย The Southern University of Science and Technology ในเซิ่นเจิ้น แต่ทางมหาวิทยาลัยไม่ได้สนใจมันสักเท่าไหร่ คู่อาสาสมัครที่สามีและภรรยาที่มีเชื้อ HIV เข้าร่วมการทดลองด้วยความสมัครใจ ถึงจะมีคู่หนึ่งถอนตัวแต่พวกเขาก็ได้มีโอกาศตั้งครรภ์เด็กที่ตัดต่อพันธุกรรมในระยะแรกแล้ว งานวิจัยของเขาถูกส่งไปตรวจสอบและได้รับการยอมรับกับทางวารสารวิทยาศาสตร์ถึงแม้ว่าเขายังไม่ได้ตั้งชื่อวารสารนั้นก็ตาม”

แต่เมื่อนักวิจัยส่วนหนึ่งได้ทำการเข้าไปตรวจสอบงานวิจัยของเขา พบว่าคำประกาศและคำแถลงการณ์ของเขานั้นไม่เป็นความจริง เขาเคยกล่าวว่างานวิจัยของเขาอยู่ในขั้นทดลองแต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่ามีผู้หญิงหลายคนในโครงการวิจัยนี้กำลังตั้งครรภ์ และผู้หญิง 8 คนในชุดทดลองเริ่มต้นได้ตั้งครรภ์ถึงสองครั้งแล้วทั้ง ๆ ที่ในงานแถลงข่าวเขาบอกกับสื่อว่างานวิจัยเป็นเพียงขั้นเริ่มต้นและงานวิจัยทางคลินิกถูกหยุดไว้แล้ว และรายละเอียดของผู้เชี่ยวชาญที่ทำการยอมรับจากทางวารสารที่เขากล่าวถึงก็น้อยเสียเหลือเกิน นักวิจัยจากรัฐบาลมณฑลกวางตุ้งกล่าวว่า ศาสตราจารย์ He ได้ใช้ทุนของตัวเอง เพื่อจงใจหลีกเลี่ยงการตรวจสอบและสามารถควบคุมการดำเนินงานทั้งหมดได้โดยไม่มีการแทรกแซง และเด็กทั้งสองคนที่เกิดมาก็อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

การกระทำของศาสตราจารย์ He เป็นเรื่องที่ผิดต่อหลักจรรยาบรรณ นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนและนักวิทยาศาสตร์จากนานาประเทศให้ความเห็นว่าเขาควรได้รับการลงโทษจากการกระทำเช่นนี้ ซึ่งตั้งแต่ที่เขาได้ทำการประกาศงานวิจัยนี้ไป เขาก็ถูกกักตัวอยู่ที่บ้านพักของเขาที่เซิ่นเจิ้นเพื่อรอตัดสินความผิดนี้

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววิทยาการ

เปิดปมปริศนา! รูปสลักหิน Moai อาจถูกสร้างมาเพื่อบอกแหล่งน้ำจืดบนเกาะ

Published

on

หนึ่งในปริศนาที่เป็นที่สงสัยมาหลายปีของผู้คนทั่วโลก คือรูปสลักหิน ‘Moai’ บนเกาะ Easter ประเทศ Chili ก่อนหน้านี้นักโบราณคดีเชื่อว่า Moai ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพิธีกรรมทางศาสนา แต่เมื่อไม่นานมานี้นักโบราณคดีกลับมีข้อสันนิษฐานว่ามันอาจถูกสร้างมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์บอกถึงแหล่งน้ำจืดของเกาะ!

Moai คือ รูปสลักที่เกิดจากหินเพียงก้อนเดียวที่มีความสูงเฉลี่ย 3.5 เมตร และหนักเฉลี่ยกว่า 20 ตัน บางตัวมีช่วงตัวที่โผล่พ้นดินขึ้นมา บางตัวก็ถูกฝังอยู่ในดิน ชาวพื้นเมืองเชื่อว่า Moai เป็นที่สิงสถิตของวิญญาณบรรพบุรุษ เพื่อดลบันดาลให้พืชผลเจริญงอกงาม

แต่งานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ใน PLOS One ได้ออกมาบอกถึงปริศนา Moai ที่ถูกตั้งกระจัดกระจายอยู่รอบ ๆ เกาะว่า นักวิจัยจากสถาบันทั้ง 6 ของอเมริกา ได้ทำการสำรวจ Moai 93 ตัวรอบ ๆ เกาะ พวกเขาพบว่าพื้นที่รอบ ๆ รูปสลักหิน มีการทำการเกษตร แหล่งตกปลาน้ำจืด และแหล่งน้ำจืดบนเกาะ พร้อมทั้งมีแหล่งทรัพยากรทางทะเลอยู่ใกล้ ๆ กันอีก เมื่อนักวิจัยได้ทำการวิเคราะห์แหล่งที่ตั้ง Moai พวกเขาก็พบว่าภายใต้เกาะแห่งนี้มีแหล่งน้ำบาดาลอยู่ และมีการซึมออกมาผ่านกระบวนการต่าง ๆ จากพื้นดินตามแนวชายฝั่ง Cari Lipo ศาสตราจารย์ด้านมนุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัย Binghamton กล่าวว่า เราสังเกตเห็นม้าบนเกาะไปดื่มน้ำที่ริมชายฝั่ง เมื่อน้ำทะเลลดลง น้ำจืดจากแหล่งน้ำบาดาลจะไหลออกมาแทนที่ และทุกจุดที่มีน้ำจืดไหลออกมาที่นั่นจะมี Moai ตั้งอยู่ และเมื่อสังเกต Moai ตัวอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ใกล้ชายฝั่ง ก็จะพบว่าพวกมันถูกตั้งไว้ใกล้กับถ้ำและแหล่งน้ำจืดอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน การค้นพบนี้ทำให้เราได้รู้ว่า Moai เป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าพิธีกรรมทางศาสนาสำหรับคนสมัยก่อน แต่มันหมายถึงศูนย์กลางการอยู่รอดของชาวเผ่าบนเกาะอีกด้วย

แต่การค้นพบนี้เป็นเพียงการไขปริศนาเพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ ของ Moai เพราะเรายังคงต้องหาคำตอบอีกว่า แล้วทำไมรูปสลักบางอันถึงมีขนาดใหญ่มากกว่าปกติ และหากจะทำเพื่อบอกแหล่งน้ำจืดก็มีวิธีที่ง่ายกว่านี้ ดังนั้นนักโบราณคดีและนักวิจัยก็จะยังคงเดินหน้าเพื่อไขปริศนา Moai บนเกาะ Easter ต่อไป

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!