Connect with us

ข่าววิทยาการ

สภาพอากาศส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ของแมลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับมนุษย์ด้วย

นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่าคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปส่งผลกระทบกับระบบสืบพันธุ์ของแมลง

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองโดยการใช้คลื่นความร้อน ทดสอบกับแมลงในห้องแลปผลปรากฏว่าจำนวนเสปิร์มของแมลงลดลงจนแทบจะกลายเป็นหมัน และ ผลกระทบนี้ก็ส่งผลไปยังรุ่นลูกของพวกมันอีกด้วย และในอนาคตมันอาจส่งผลกระทบถึงจำนวนประชากรของแมลงได้

สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก ศาสตราจารย์ Matt Gage จากมหาวิทยาลัย East Anglia กล่าวว่า นี่อาจจะเป็นการอธิบายถึงความเสื่อมของความหลายหลายทางชีวภาพ สาเหตุที่นักวิจัยเลือกทำการทดลองในแมลงเป็นเพราะว่า สัตว์กว่า 400,000 สปีชีส์บนโลกเรามีแมลงเป็นจำนวน 1 ใน 4 ของสัตว์ทุกชนิด การลดลงเป็นจำนวนมากของแมลงอาจส่งผลกระทบสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม งานวิจัยจากเยอรมันนีก็ได้บอกไว้ว่า แมลงที่มีปีกลดลงถึง 75% ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับป่าฝนที่ Puerto Rico ที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร the Nature Communications พบว่า เมื่อแมลงรับคลื่นความร้อนเป็นเวลา 5 วัน คลื่นความร้อนจะส่งผลกระทบแค่ตัวผู้เท่านั้น ในขณะที่ตัวเมียไม่ได้รับผลกระทบอะไร นั่นทำให้จำนวนประชากรตัวผู้ลดลงกว่าครึ่ง หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่า งานวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่า คลื่นความร้อนลดความสามารถในการสืบพันธุ์ของตัวผู้ไปกว่าครึ่ง และมันก็น่าประหลาดใจที่มีผลของงานวิจัยมากมายที่กล่าวถึงผลกระทบจากคลื่นความร้อนต่อระบบสืบพันธุ์ ทั้งในมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ

ในอนาคตคลื่นความร้อนจะกลายมาเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากขึ้นภายใต้สภาพอากาศที่เปลี่ยนไป และมันก็จะส่งผลกระทบต่อมนุษย์ และสัตว์ในอนาคตอีกด้วย

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววิทยาการ

ชีวิตหลังความตาย เมื่อหัวใจคุณหยุดเต้นแต่สมองยังคงทำงาน!

Published

on

ฟังดูเหมือนพล็อตของภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Flatliners เลยใช่ไหมละ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์เขาศึกษากันอย่างจริงจัง และที่สำคัญมันก็ไม่มีวิญญาณ หรือความทรงจำตามมาหลอกหลอนอย่างในภาพยนตร์หรอกนะ

งานวิจัยได้บอกกับเราว่า เรารู้สึกตัวว่าเราตายเพราะสมองยังคงทำงานต่อไปถึงแม้หัวใจจะหยุดเต้น นั่นจึงทำให้เรารู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นรอบๆ ตัวเรา ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ชั้นนำให้ความสนใจกับสมองเมื่อเราตายเป็นอย่างมาก กับการฟื้นจากความตายของผู้ป่วยหลายๆคน และมันก็ทำให้เกิดประเด็นโต้แย้งมากมายกับเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดนี้ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อเราตาย เรายังคงมีสติรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว แม้หัวใจจะหยุดเต้น และร่างกายไม่สามารถเคลื่อนไหวได้แล้วก็ตาม จะพูดง่ายๆ ก็คือเหมือนคุณติดอยู่ในร่างกายของตัวเอง กับสมองที่ยังคงทำงานในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น คนที่รอดจากอาการหัวใจหยุดเต้นจะรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง และมีหลักฐานรายงานว่าบางรายได้ยินเสียงแพทย์เรียกชื่อตนเองอีกด้วย

ดร. Sam Parnia ได้ศึกษาความรู้สึกตัวหลังจากเสียชีวิต และตรวจสอบกรณีหัวใจหยุดเต้นในยุโรป และสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ในช่วงแรกของการเสียชีวิตผู้ป่วยจะยังคงมีสติอยู่ ในขณะที่ที่รอดชีวิตบอกกับผู้เชี่ยวชาญว่า พวกเขาเห็นหมอกับพยาบาลกำลังทำงาน และพวกเขาได้ยินบทสนทนาต่างๆ แต่ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาอยู่ตรงนี้

โดยปกติทางการแพทย์จะวินิจฉัยว่าคนผู้นั้นเสียชีวิตหรือไม่ จะดูจากการที่หัวใจหยุดเต้น โดยเทคนิคแล้วมันเหมือนเป็นหนึ่งในช่วงเวลาของความตาย

ถึงนี่จะเป็นเพียงจุดเล็กๆแต่งานวิจัยของเขาก็ยังคงดำเนินต่อไปเพื่อศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นกับสมองเมื่อหัวใจหยุดเต้น และเราจะมีสติอยู่ได้นานเท่าไหร่ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยชีวิตผู้ป่วย เพื่อพัฒนา และป้องกันไม่ให้สมองได้รับบาดเจ็บในระหว่างที่ผู้ป่วยกำลังจะฟื้นจากความตาย.

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววิทยาการ

ปัดฝุ่นฟอสซิล! “พิพิธภัณฑ์ดิจิตอล” เตรียมดึงข้อมูลที่ถูกเก็บไว้สู่โลกออนไลน์

Published

on

โครงการนี้ร่วมกับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และธรรมชาติใน London และ พิพิธภัณฑ์ Smithsonian ใน Washington DC ในพิพิธภัณฑ์ทั้งสองนี้มีตัวอย่างของต้นไม้และสิ่งมีชีวิตหลายล้านชนิด และในพิพิธภัณฑ์ดิจิตอลนี้จะบันทึกตัวอย่างฟอสซิลที่กว่า 40 ล้านชนิดที่ Smithsonian เก็บไว้กว่า 50 ปี โครงการนี้เหมือนเป็นการเปิดลิ้นชักที่สำคัญมากเลยทีเดียว

Kathy Hollis ผู้นำโครงการจาก The Smithsonian Museum of Natural History กล่าวว่า เราพยายามที่จะนำข้อมูลเหล่านี้เข้าไปในพิพิธภัณฑ์ดิจิตอลเพื่อที่จะให้นักวิจัยสามารถศึกษาได้ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนบนโลก และเราก็ค่อนข้างแน่ใจว่านี่จะเป็นคลังฟอสซิลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เรามีตัวอย่างกว่า 40 ล้านชนิด ที่บันทึกประวัติความเป็นมา วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และคุณสามารถเรียนรู้ผ่านฟอสซิลเหล่านี้ สิ่งที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์เป็นเพียงเศษเสี้ยวของคลังฟอสซิลที่เรามีเท่านั้น และนี่คือเวลาเปิดลิ้นชักเพื่อนำพวกมันออกมาสู่โลกภายนอกหลังจากถูกเก็บมาเป็นเวลากว่า 10 ปี

ด้าน The Royal Society journal Biology Letters ได้บอกว่าพิพิธภัณฑ์ดิจิตอลนี้จะเพิ่มความสามารถของนักวิจัยให้เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในอดีต เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในอนาคตได้

ในโครงการพิพิธภัณฑ์ดิจิตอลนี้ จะทำการเก็บภาพที่มีคุณภาพสูง และข้อมูลสำคัญต่างๆของตัวอย่างไว้ อย่างเช่น อายุ สายพันธุ์ สถานที่พบ และนอกจากนี้ยังมีตัวอย่างสิ่งมีชีวิตใต้น้ำที่จะช่วยให้นักวิจัยเข้าใจถึง การเปลี่ยนแปลงของชีวิตใต้ท้องทะเล และอุณหภูมิในมหาสมุทรได้อีกด้วย ที่สำคัญรายระเอียดส่วนใหญ่ของระบบดิจิตอลจะทำออกมาละเอียดกว่าของจริง โดยภาพต่างๆของฟอสซิล ศาสตราจารย์ Emily Rayfield จากมหาวิทยาลัย Bristol จะใช้เครื่อง CT Scans เพื่อสร้างโมเดลขึ้นมา และจำลองการใช้งานของกระดูกต่างๆเหล่านั้น

ในความเป็นจริงการจะยกฟอสซิลเหล่านั้นเพื่อจำลองการเคลื่อนไหวต่างๆ มันเป็นไปได้ยากมาก แต่ในระบบดิจิตอลเราสามารที่จะหมุน ขยาย หรือจำลองสิ่งเหล่านั้นได้ สิ่งนี้จึงเป็นเหมือนชิ้นส่วนสำคัญในการศึกษา

หลายคนสงสัยว่าสิ่งแวดล้อมสามารถเป็นแหล่งอาหารให้ สัตว์ในยุคนั้นได้อย่างไร หนึ่งในสมมุติฐานคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเช่นการมีคอที่ยาวขึ้น หรือลักษณะของกะโหลก และฟันที่ต่างกันไป ทำให้พวกมันสามารถกินอาหารที่ต่างชนิดได้ แบบจำลองดิจิคอลนี้จะสามารถจำลองการเคลื่อนไหวของกราม การเคี้ยวของพวกมันได้ มันสามารถแสดงถึงความแตกต่างของพวก sauropods (พวกสี่ขา คอยาว กินพืช) ที่จริงๆแล้วอาจจะกินอาหารที่ต่างกัน และสามารถบอกถึงสภาพแวดล้อมที่ที่สามารถเป็นแหล่งอาหารให้ไดโนเสาร์กว่า 10 ตัวได้ในเวลาเดียวกัน เราต้องทำให้แน่ใจว่าพิพิธภัณฑ์ดิจิตอลจะได้รับการบันทึก และจัดเก็บข้อมูลอย่างถูกต้อง และสม่ำเสมอ เพื่อให้ข้อมูลมีคุณภาพสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้ ศาสตราจารย์ Rayfield กล่าว

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววิทยาการ

ทำไมเราต้องใช้เสียงสองคุยกับสัตว์?

Published

on

คุณเคยสังเกตตัวเองหรือไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพยายามจะพูดกับสัตว์ คุณจะใช้โทนเสียงที่สูงขึ้น (หรือที่เราเรียกกันว่าเสียงที่สอง) แต่ไม่ต้องตกใจเพราะคุณไม่ใช่คนเดียวที่ทำแบบนี้

นักสัตววิทยาและนักพฤติกรรมสัตว์ Patricia McConnell ได้ใช้เวลาฟังคนพูดกับสัตว์ต่างๆ ทั่วโลกและเธอได้ยินเสียงแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก สัตว์ถูกนำมาจากหลายประเทศที่พูดภาษาที่แตกต่างกัน แต่พวกมันก็มีโครงสร้างทางการได้ยิน และมีการรับเสียงที่คล้ายกัน ระดับเสียงที่เราใช้ไม่ได้เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศเพราะคนทั่วโลกก็ทำเช่นนี้เหมือนกัน

มีงานวิจัยหลายชิ้นบอกกับเราว่าการใช้ระดับเสียงที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการพูดต่อสุนัข dog-directed speech (DDS) Emily Bray ปริญญาเอกด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Pennsylvania ได้ศึกษาพฤติกรรมและทำความเข้าใจเกี่ยวกับสุนัข เธอพบว่าการใช้ระดับเสียงต่างๆของมนุษย์เป็นการพยายามสื่อสารให้สัตว์เข้าใจ ในงานวิจัยบางงานแสดงให้เธอเห็นว่า คำพูด และท่าทางเดียวกัน สามารถสื่อได้สองความหมายขึ้นอยู่กับโทนเสียงที่คุณใช้ และสุนัขสามารถแยกแยะได้ว่าคุณเป็นคนใจดีหรือไม่จากโทนเสียงของคุณ และสำหรับสุนัขแล้วการใช้โทนเสียงที่สูงขึ้นนั่นแสดงถึงความเป็นมิตร เมื่อสุนัขได้ยินเสียงสูงจะทำให้มันเกิดการสนใจ ตื่นเต้น และกระตือรือร้นมากขึ้น Kyra Sundance ครูฝึกสุนัข บอกว่า สุนัขจะตอบสนองกับเสียงสูง และมันก็จะใช้เสียงสูงเมื่อมันต้องการที่จะสื่อสารกับเจ้าของของมัน (ลองสังเกตุเวลาเจ้าตูบเข้ามาอ้อนเจ้าของมันจะร้องหงิงๆทำเสียงสูงเพื่อพยายามสื่อสารกับเจ้าของ)

แล้วนอกจากสาเหตุนี้มันมีสาเหตุอื่นอีกหรือไม่?

แน่นอนว่านั่นไม่ใช่เหตุผลเดียวเพราะไม่ว่าใครก็ตามที่พบเจอสัตว์ก็จะใช้เสียงสูงคุยกับสัตว์ทั้งนั้นแม้ว่าพวกเขาไม่ได้รู้ถึงข้อเท็จจริงข้างต้นเลย

Robert Mitchell นักจิตวิทยากล่าวว่าเสียงสูงที่เราใช้พูดกับเด็ก และเด็กทารก เป็นการแสดงออกถึงความรัก การดึงดูดความสนใจ และทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น การพูดแบบนั้นบางครั้งถูกเรียกว่า “motherese” มันเป็นเรื่องธรรมดาในหลายภาษาและวัฒนธรรมด้วย และไม่ว่าคุณจะเรียกมันว่า ‘Baby Talk’, ‘Motherese’ หรือ ‘DDS.’ มันคือการใช้เสียงสูงเพื่อสื่อสาร ซึ่งเป็นพฤติกรรมทั่วไปในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเกือบทั้งหมด และถึงแม้ว่าเหล่าสัตว์จะไม่เข้าใจที่เราสื่อก็ตามแต่เราก็ยังจะใช้เสียงสูงเพราะเรามองว่าสัตว์เหล่านั้นเหมือนเด็กนั่นเอง

แล้ววิธีที่ดีที่สุดเมื่อเราจะพูดกับสัตว์เลี้ยงของเราละ?

McConnell กล่าวว่า คุณไม่ควรใช้เสียงสูงคุยกับสัวต์ตลอดเวลา แต่การใช้ระดับเสียงต่างๆควรขึ้นอยู่กับบริบท และสิ่งที่คุณต้องการจะสื่อมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราต้องการสั่งสุนัขให้ “รอ” หากคุณสั่งด้วยเสียงสูงนั่นอาจจะทำให้พวกเขาตื่นเต้น และคุณก็จะได้รับผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม แต่หากคุณสั่งด้วยเสียงต่ำ มันจะทำให้สัตว์เลี้ยงของคุณสงบลงมากกว่า ดังนั้นคุณจึงควรเลือกใช้โทนเสียงให้สอดคล้องกับสิ่งที่คุณต้องการจะสื่อสารกับสัตว์เลี้ยงของคุณ

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!