Connect with us

ข่าววิทยาการ

สำเร็จ! เด็กคนแรกที่เกิดจากการบริจาคมดลูกของผู้เสียชีวิต

การปลูกถ่ายอวัยวะไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใหม่สำหรับยุคปัจจุบัน แต่การปลูกถ่าย ‘มดลูก’ จากผู้เสียชีวิตกลับเป็นเรื่องใหม่สำหรับทางการแพทย์ มดลูกกว่า 39 ชิ้น ที่ถูกบริจาคโดยผู้บริจาคที่ยังมีชีวิต ทำให้พวกเขามีลูกได้สมใจ แต่สำหรับงานวิจัยเรื่องการปลูกถ่ายมดลูกจากผู้เสียชีวิต 10 ชิ้นก่อนหน้านี้มันกลับล้มเหลว

ปี 2016 ใน São Paolo ประเทศ Brazil เป็นเวลากว่า 10 ชั่วโมงในการผ่าตัด และการรักษาการปฏิสนธิ ทำให้หญิงวัย 32 ที่ป่วยเป็นโรค Mayer-Rokitansky-Küster-Hauser syndrome (โรคที่จะเกิดกับผู้หญิง 1 ใน 4,500 คน โรคนี้จะทำให้การเตรียมพร้อมในการตั้งครรภ์ของมดลูก และช่องคลอดผิดปกติ) ทำให้เธอไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ แต่ถึงอยางนั้นรังไข่ (ovaries) ของเธอยังคงปกติ แพทย์จึงทำการนำไข่ของเธอออกมาปฏิสนธิกับอสุจิภายนอก เธอถูกให้ยาที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเธออ่อนแอลง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายของเธอปฏิเสธมดลูกที่ถูกปลูกถ่าย สำหรับมดลูกเธอได้รับบริจาคมาจากหญิงวัย 40 ที่เสียชีวิตด้วยอาการมีเลือดออกในสมอง ที่เคยผ่านการมีลูกมาแล้ว 3 คน

หลังจากการปลูกถ่าย 6 สัปดาห์ เธอเริ่มมีประจำเดือน และหลังจากนั้นอีก 7 เดือนแพทย์จึงทำการฝังไข่ที่รับการปฏิสนธิแล้วไปในมดลูกของเธอ และหลังจากนั้นเธอก็ตั้งท้อง เธอให้กำเนิดเด็กหญิงน้ำหนัก 2.5 กิโลกรัม ด้วยการผ่าคลอดในวันที่ 15 ธันวาคม 2017

ดร.Dani Ejzenberg จากโรงพยาบาล das Clínicas ใน Sao Paolo กล่าวว่า ในตอนแรกการปลูกถ่ายมดลูกจากผู้หญิงที่ยังมีชีวิต เป็นอีก 1 ก้าวทางการแพทย์ ที่ทำให้ผู้หญิงที่มีบุตรยากได้มีโอกาสมีลูกได้ แต่อย่างไรก็ตามจำนวนผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตก็มีจำนวนจำกัด โดยทั่วไปจะเป็นการบริจาคให้คนในครอบครัว หรือเป็นเพื่อนสนิทกันเท่านั้น สิ่งนี้จึงเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นและน่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง

ความสำเร็จนี้จะสามารถทำให้เราใช้ประชากรผู้บริจาคให้เกิดศักยภาพได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถลดค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในการผ่าตัดของผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตอยู่ได้อีกด้วย

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววิทยาการ

พลีชีพเพื่อธีสิส! ศาสตราจารย์ส่งทหารรับจ้างเข้าช่วยนักศึกษาจากกลุ่ม IS เพื่อกลับมาทำธีสิสให้จบ

Published

on

ในปี 2014 Charlotta Turner ศาสตราจารย์ภาควิชาเคมีในมหาวิทยาลัย Lund ได้รับข้อความจาก Firas Jumaah นักศึกษาปริญญาเอกของเขาว่า เขาอาจจะทำธีสิส (วิจัยจบ) ของเขาไม่เสร็จหากเขาไม่ได้กลับไปที่มหาวิทยาลัยภายในสัปดาห์นี้

Firas Jumaah เล่าให้วารสารของทางมหาวิทยาลัยฟังว่า เขาและครอบครัวหลบอยู่ในโรงงานร้างแห่งหนึ่งที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยเสียงกระสุนของกลุ่ม Islamic State (ISIL) ด้านนอก เขาไม่มีความหวังเลย เขาเพียงแต่ส่งข้อความไปหาศาสตราจารย์เพียงเพื่อที่จะให้อาจารย์เห็นใจถ้าธีสิสของเขาไม่เสร็จเพียงเท่านั้นเอง

แต่กลับผิดคาด ศาสตราจารย์ของเขาไม่ปล่อยงานวิจัยของเขาไว้อย่างนั้น หลังจากที่เธอรับรู้เรื่องราว เธอโกรธมากและเธอก็จะไม่ยอมปล่อยให้กลุ่ม ISIL มาขัดขวางการทำธีสิสของนักศึกษาของเธอ เธอจึงพยายามติดต่อและหาช่องทางเพื่อที่จะเข้าช่วย Jumaah เธอติดต่อกับทางมหาวิทยาลัยและหัวหน้ารักษาความปลอดภัย Per Gustafson

หลังจากนั้น 2-3 วัน รถโตโยต้าแลนด์ครุยเซอร์ 2 คัน กับทหารรับจ้างติดอาวุธหนัก 4 คนก็ปรากฏตัวเข้ามาในที่ซ่อนของ Jumaah และพาเขากับครอบครัวไปยังสนามบิน Erbil ได้อย่างปลอดภัย

Jumaah บอกว่าสาเหตุที่เขากลับมาที่นี่เพราะว่า เขาได้รับโทรศัพท์จากภรรยาของเขาว่ากลุ่ม ISIL ได้บุกเข้าไปหมู่บ้านข้าง ๆ และเขาคงจะเสียใจมากหากเกิดอะไรขึ้นแล้วเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นกับครอบครัวของเขา ถึงแม้เขาจะรู้สึกแย่ที่ทิ้งแม่กับน้องสาวเขาไว้ที่นั่นก็ตาม

โชคดีที่ทุกคนในครอบครัวของเขาปลอดภัย ในขณะที่ Jumaah กลับมาที่สวีเดนเพื่อทำธีสิสของเขาจนเสร็จ ในตอนนี้เขาทำงานให้กับบริษัทเภสัชกรรมในท้องถิ่น และใช้หนี้ให้มหาวิทยาลัยที่จ้างกองกำลังไปช่วยจนเกือบหมดแล้ว

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววิทยาการ

“Telemedicine” พลิกวงการแพทย์ “ทำได้จริง ทำได้เลย”

Published

on

Photo by Rosie Andre

วันที่ 14 ธ.ค. 2561 พันเอก ดร. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล ได้บรรยายในหัวข้อ “Disruption in Cancer Health care” ณ โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพ  ซึ่งจัดโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (National Cancer Institute )

โดยหลังจากการบรรยาย พันเอก ดร. เศรษฐพงค์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า โทรเวชกรรม หรือ Telemedicine ทำให้เกิดทางเลือกใหม่ๆ ที่น่าสนใจในวงการสาธารณสุข โดยการรักษาโรคสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการรักษาได้ ซึ่งในยุคดิจิทัลมีความชัดเจนแล้วว่า telemedicine จะสามารถเปลี่ยนแปลงจากการรักษาที่โรงพยาบาลหรือคลินิกไปเป็นการรักษาพยาบาลที่บ้าน และจะเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ที่จะพบกับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงในอนาคตอันไกลได้ด้วย

ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาลในกรณีที่ไม่ได้ป่วยหนัก การเดินทางเพื่อมาโรงพยาบาลโดยต้องใช้เวลาเดินทางเป็นหลักชั่วโมง และต้องรอหมอ 2-3 ชั่วโมงกว่าจะได้พบแพทย์ เป็นเรื่องที่เริ่มจะไร้เหตุผล แต่ในสิ่งที่เกิดขึ้นจริงสำหรับผู้ป่วย ที่แม้จะเบื่อหน่ายแต่ก็ต้องทนรับสภาพ ทั้งเรื่องความแออัด และเวลาที่สูญเสียไปทั้งวัน

โทรเวชกรรม หรือ Telemedicine ทำให้เกิดทางเลือกใหม่ๆ ที่น่าสนใจในวงการสาธารณสุข โดยการรักษาโรคสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการรักษาได้ ซึ่งในยุคดิจิทัลมีความชัดเจนแล้วว่า telemedicine จะสามารถเปลี่ยนแปลงจากการรักษาที่โรงพยาบาลหรือคลินิกไปเป็นการรักษาพยาบาลที่บ้าน และจะเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ที่จะพบกับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงในอนาคตอันไกลได้ด้วย

เราสามารถเห็นได้ชัดเจนว่า ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เซนเซอร์ที่ราคาถูกลงมาก จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการดูแลสุขภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ หากผู้บริหารประเทศเข้าใจและรู้ว่าจะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววิทยาการ

E.Coli ระบาดอีกครั้งในอเมริกา และ แคนาดา

Published

on

กว่า 32 คน มีอาการป่วยจากเชื้อ E.Coli ที่พบในผักกาดหอมคอส (Romaine lettuce) โดยผู้ป่วย 13 รายเป็นชาวอเมริกา และอีก 18 คนเป็นชาวแคนาดา เจ้าหน้าที่ของสหรัฐกล่าวว่าผู้บริโภค ร้านอาหาร และร้านค้าปลีก ควรทิ้งผักกาดชนิดนี้ โดยการระบาดของเชื้อ E.Coli ครั้งสุดท้ายที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 5 ราย ก็มีผักกาดหอมคอสเป็นหนึ่งในผักที่มีเชื้อนี้อยู่

แต่อย่างไรก็ตาม กรมควมคุมและป้องกันโรค (CDC) ออกมาบอกว่าการระบาดในช่วงต้นเดือนตุลาคมไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเคสที่เกิดขึ้นก่อนหน้าปี 2018 เพราะเชื้อทั้งสองมี DNA ที่แตกต่างกัน ในแคนาดาพบหลักฐานการแพร่ระบาดที่ 2 รัฐ คือ Ontario และ Quebec ส่วนในสหรัฐพบการแพร่ระบาดแล้วกว่า 11 รัฐ และตอนนี้ทางการก็ยังคงทำการตรวจสอบการแพร่ระบาดอยู่

ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สหรัฐพบผู้ติดเชื้อ 100 คนทั่ว 35 รัฐ และ เสียชีวิตแล้ว 5 ราย หลังจากที่พบว่ามีเชื้อ E.Coli ในผักกาดหอมคอส เชื้อชนิดนี้ทำให้เกิดอาการท้องเสีย อาเจียน และแม้กระทั้งไตวายในกรณีที่รุนแรง

เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ E.Coli เราควรที่จะล้างมือก่อน และหลังรับประทานอาหาร หรือเข้าห้องน้ำทุกครั้ง นอกจากนี้ยังควรล้างมือหลังจากเล่นกับสัตว์ รวมถึงการระวังในเรื่องของการบริโภคผัก ควรล้างผักให้สะอาดก่อนที่จะนำมาประกอบอาหารทุกครั้ง แยกผักที่ล้างสะอาดออกจากผักที่ยังไม่ล้าง และเนื้อที่ยังไม่ได้ปรุงสุก และเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ ผู้ที่ติดเชื้อไม่ควรปรุงอาหารให้ผู้อื่นรับประทานอย่างน้อย 48 ชม. ภายหลังการพักฟื้นเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!