ถ้าพูดถึงบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่มีมูลค่าสูงระดับต้น ๆ ก็คงหนีไม่พ้น NVIDIA บริษัทเทคฯ ที่เริ่มจากคน 3 คนที่นัดเจอกันเพื่อคุยว่า ‘เมื่อคืนนี้กินอะไรกันมา’
เมื่อเร็ว ๆ นี้ บัญชีผู้ใช้ X ชื่อ @jaynitx ได้โพสต์คลิปเลกเชอร์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเมื่อปี 2011 ของเจนเซ่น หวง (Jensen Huang) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง NVIDIA ซึ่งเผยให้เห็นจุดเริ่มต้นที่น่าทึ่งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกแห่งนี้
เหลือจะเชื่อว่าอาณาจักรชิปมูลค่า 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ แห่งนี้ เริ่มต้นจากการนัดเจอกันเพื่อคุยเรื่องสัพเพเหระยาวนานถึง 6 เดือน และใช้เงินลงทุนตั้งต้นเพียงคนละ 200 เหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น !
จุดเริ่มต้นของ NVIDIA คือเงินตั้งต้นเพียง 200 เหรียญสหรัฐฯ
หวงบอกว่าในตอนนั้นเขาอายุ 30 ปี ไม่เคยลงคอร์สเรียนเกี่ยวกับธุรกิจ และไม่เคยมีความเข้าใจเกี่ยวกับการตลาดมาก่อนเลย หัวข้อที่เขาคุยกับผู้ร่วมก่อตั้งทั้ง 2 คน ก็มีแค่ว่าวันนี้จะกินอะไร หรือเมื่อคืนกินอะไรกันมา เป็นเรื่องสัพเพเหระทั่วไป ไม่ได้มีอะไรที่ดูจริงจัง นานถึง 6 เดือน

ซึ่งในตอนนั้นหวงเองก็ได้แค่อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเริ่มต้นทำธุรกิจที่หนาจนไม่รู้ว่าถ้าอ่านทั้งเล่มจะจบวันไหน และพยายามหาทางสร้างรายได้ในบริษัทร่วมทุนเล็ก ๆ รวมถึงการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท
ในตอนนั้นเขาได้เจอกับทนายความ ซึ่งทนายก็ให้คำแนะนำว่าเขาควรจะต้องมีเงินต้นมาลงก่อน เพื่อที่จะได้นำไปดำเนินการประเมินมูลค่าหุ้นต่อไปได้ พร้อมถามหวงว่าตอนนี้มีเงินสดเท่าไหร่
ในตอนนั้นหวงมีเงินสดอยู่ ‘200 เหรียญสหรัฐฯ’ จุดเริ่มต้นก็คือเงิน 200 เหรียญสหรัฐฯ ที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ของเขา และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้ส่วนแบ่งหุ้น 20% ของ NVIDIA
การเปลี่ยน GPU ให้เป็น ‘อุปกรณ์ประมวลผลทั่วไป’ และจุดเริ่มต้น AI ที่ยังไม่มีใครมองเห็น
หนึ่งไฮไลต์สำคัญของเลกเชอร์นี้ (อ้างอิงจากคลิปเต็ม) คือการคาดการณ์อนาคตเรื่องการเปลี่ยนแปลงของ GPU และจุดกำเนิดของ AI ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญ (Core) ของ NVIDIA เลยก็ว่าได้
หวงตัดสินใจเสี่ยงดวงครั้งใหญ่ด้วยการเปลี่ยนชิปกราฟิก (ที่เดิมทำหน้าที่แค่สร้างภาพ) ให้กลายเป็น ‘ชิปที่ประมวลผลโปรแกรมทั่วไปได้’ (Programmable Chip) เหมือนกับ CPU เขาคาดการณ์ว่าสิ่งนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์แก้สมการยาก ๆ เช่น การพยากรณ์อากาศ, การวิเคราะห์โครงสร้างโมเลกุล (Medical Imaging/Biology) และการจำลองทางฟิสิกส์ ได้เร็วขึ้น 50-100 เท่า
ซึ่งน่าทึ่งมากที่นี่คือคำทำนายที่แม่นยำและสำคัญที่สุด การตัดสินใจสร้างโครงสร้างพื้นฐานนี้ (ที่เรียกว่า CUDA) กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดยุค AI ในปัจจุบัน เพราะ AI และ Deep Learning ล้วนต้องใช้พลังการคำนวณแบบขนาน (Parallel Processing) บน GPU ที่หวงได้วางรากฐานไว้เมื่อทศวรรษที่แล้ว หากไม่มีการคาดการณ์นี้ เราอาจไม่มี AI ที่เก่งกาจในวันนี้
คำแนะนำที่เปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจของหวง
“ผมเชื่อว่าถ้าคุณอยากจะประสบความสำเร็จ คุณต้องมีนิสัยที่พร้อมเรียนรู้จากใครก็ได้ ไม่ว่าจะเล็กจะใหญ่แค่ไหน” สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราเก่งขึ้น หวงยังเสริมอีกว่าคำแนะนำที่ดีที่สุดในการทำธุรกิจคือการ ‘โฟกัส’ ทำแต่ละสิ่งด้วยความตั้งใจ และให้คุณค่ากับคุณภาพมากกว่าปริมาณ แล้วผลลัพธ์จะออกมาดี
บริษัทนักลงทุน (Venture Capital) ไม่ได้ลงทุนเพราะแผนธุรกิจ แต่เพราะเครดิตของคนก่อตั้ง
หวงบอกว่าเขาไม่ได้มีแผนธุรกิจที่สมบูรณ์แบบด้วยซ้ำ แต่เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเขียนยังไงให้เสร็จ เพราะถ้ามัวแต่รอเขียนแผนธุรกิจให้สำเร็จก็คงจะสายเกินไป เงินคงไม่พอ และไม่มีเวลาเหลือแล้วแน่ ๆ
ในโลกความเป็นจริงบริษัทนักลงทุน ไม่ได้ตัดสินใจลงทุนเพียงเพราะ ‘แผนธุรกิจ’ ที่สวยหรู เพราะกระดาษแผ่นเดียวใครก็เขียนขึ้นมาได้ แต่สิ่งที่พวกเขากล้าเดิมพันด้วยจริง ๆ คือ ‘ตัวบุคคล’
คำถามสำคัญที่สุดคือ “เขาเชื่อใจคุณไหม ?” ชื่อเสียงและประวัติการทำงานในอดีตของคุณจึงเป็นเรื่องชี้เป็นชี้ตาย เพราะเครดิตความน่าเชื่อถือจะส่งเสียงดังกว่าทักษะการเขียนแผนธุรกิจของคุณเสมอ และนี่คือสิ่งที่หวงได้กล่าวเอาไว้ในเลกเชอร์ครั้งนั้น
“Great company starts with great people, not great plans” (บริษัทที่ยิ่งใหญ่เริ่มต้นจากบุคลากรที่ยอดเยี่ยม ไม่ใช่จากแผนธุรกิจที่ยอดเยี่ยม)
เราทุกคนล้วนมีภาพยนตร์ในตำนานที่อยู่เหนือกาลเวลา และไม่ว่าจะย้อนกลับไปดูกี่ครั้งก็ยังรู้สึกว่าได้ข้อคิดหรือแนวทางในการใช้ชีวิตอะไรสักอย่างกลับมา เชื่อว่าเลกเชอร์ของ เจนเซ่น หวง ในปี 2011 ครั้งนั้น ก็เป็นอีกหนึ่งตำนานเลกเชอร์ที่มีคุณสมบัติไม่ต่างกับภาพยนตร์ดี ๆ สักเรื่อง













