ในงาน World Economic Forum 2026 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หนึ่งในเซสชันที่คนสนใจที่สุด ‘The Day After AGI’ หรือ ‘โลกหลังยุค AGI’ ในเซสชันนี้ได้ 2 ผู้มีอิทธิพลแห่งวงการ AI อย่าง ดาริโอ อโมเดอี (Dario Amodei) ซีอีโอแห่ง Anthropic และ เดมิส แฮสซาบิส (Demis Hassabis) ซีอีโอจาก Google DeepMind มาจับเข่านั่งคุยกันถึงความเป็นไปได้และโลกหลังจากวันที่ AGI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่มีความฉลาดเทียบเท่ามนุษย์เกิดขึ้น BT beartai ได้สรุป 8 เรื่องที่น่าสนใจ จากเวทีนี้มาให้ได้อ่านกัน
- AI จะถูกใช้เพื่อไขความลับจักรวาล
แฮสซาบิสเห็นว่าจุดมุ่งหมายหลักของเขายังคงเป็นการใช้ AI เป็นเครื่องมือไขความลับจักรวาลและวิทยาศาสตร์ (เช่น AlphaFold) แต่เขามองว่า AI ปัจจุบันยังขาด ‘ความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์’ ในระดับสูง เช่น การตั้งสมมติฐานทฤษฎีใหม่ ๆ ซึ่งยากกว่าแค่การแก้โจทย์ที่มีอยู่แล้ว
ขณะที่อโมเดอีมองว่า AI จะสามารถเขียนโคดและรีเซิร์ชได้เร็วขึ้นหลายเท่า และมนุษย์มีส่วนในการควบคุมและดูแลเล็กน้อยเท่านั้น ในส่วนของแฮสซาบิสก็มองว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องที่เขาไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด เพราะอาจจะต้องมีมนุษย์อยู่ในลูปการทำงานของ AI อยู่บ้าง
- นักวิจัยคือกุญแจสู่ AGI
อโมเดอีก็ได้กล่าวตอนปิดว่า แม้ทั้ง Anthropic และ Google Deepmind จะไม่ได้มีมุมมองเดียวกันต่อการเกิดขึ้นของ AGI แต่ตอนนี้ทั้งสองก็มีจุดร่วมเดียวกัน คือใช้นักวิจัยที่มีความสามารถสูงในการพัฒนาโมเดลแบบเต็มรูปแบบ และโฟกัสไปที่การแก้ปัญหาเชิงวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ และเขาก็เชื่อว่าบริษัทแบบนี้แหละที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาวได้แน่
- AGI จะเก่งเท่าผู้ได้รับรางวัลโนเบลหลายสาขา
ฝั่ง Anthropic ย้ำสิ่งที่เขาเคยบอกไว้ว่า เรากำลังอยู่ในยุคที่ AI จะเก่งเทียบเท่าคนที่ได้รับรางวัลโนเบลได้เลยและมันอาจเกิดขึ้นในปี 2026-2027 นี้ด้วยซ้ำ ! เพราะเรากำลังเข้าสู่ยุคที่ AI จะเขียนโคดและทำงานวิจัยด้าน AI เองได้
- AI กำลังเทรน AI ของมันเอง
AI จะสามารถสร้างวงจร (Loop) การพัฒนาด้วยการสร้างระบบของตัวมันเอง เทรน AI ของมันเองเพื่อเร่งความเร็วในการพัฒนาโมเดลรุ่นต่อไปให้เร็วกว่าที่มนุษย์จินตนาการไว้
- มนุษยชาติกำลังอยู่ในความเสี่ยง หากควบคุม AI ไม่ได้
อโมเดอีเปรียบเทียบช่วงเวลานี้ว่าเป็น ‘Technological Adolescence’ หรือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่มนุษย์ต้องผ่านไปให้ได้โดยไม่ทำลายตัวเองและเผ่าพันธุ์ตัวเองเสียก่อน ความเสี่ยงที่น่ากังวลคือการที่ AI ที่ฉลาดกว่ามนุษย์ หรือ ASI (Artificial Super Intelligence) หลุดจากการควบคุม หรือถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การก่อการร้ายทางชีวภาพ (Bioterrorism) หรือการใช้โดยรัฐเผด็จการ
- เป้าหมายของมนุษย์จะเปลี่ยนไป เมื่อ AI สมบูรณ์แบบ
ในทางกลับกัน แฮสซาบิสก็เห็นว่าหาก AI ทำงานแทนเราได้หมด และเราเข้าสู่ยุค ‘หลังความขาดแคลน’ (Post-scarcity) มนุษย์จะหาความหมายของชีวิตจากที่ไหน แต่เขายังมองในแง่ดีว่ามนุษย์จะหาสิ่งใหม่ทำ เช่น ศิลปะ กีฬา หรือการสำรวจอวกาศ
- คลื่นยักษ์แห่งการว่างงานอาจกำลังมาถึง
อโมเดอียืนยันคำเดิมว่า งานออฟฟิศระดับเริ่มต้น (Entry-level) ประมาณครึ่งหนึ่งอาจหายไปภายใน 1-5 ปี โดยเริ่มเห็นผลกระทบแล้วในสายงานเขียนโคด ซึ่งบริษัทอย่าง Anthropic เองก็เริ่มต้องการพนักงานระดับ Junior น้อยลง แม้ในอดีตตลาดแรงงานจะปรับตัวได้ (เช่น จากเกษตรกรมาเป็นคนงานโรงงาน) แต่ก็น่ากังวลว่าครั้งนี้ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเร็วมากจนเกินความสามารถในการปรับตัวของสังคมด้วยเหมือนกัน
- การปรับตัวให้เข้ากับ AI คือ ทางรอด
สำหรับประเด็นว่างงานนี้ ทางแฮสซาบิสก็ได้แนะนำว่านักเรียนนักศึกษาควรใช้เครื่องมือ AI ให้เชี่ยวชาญที่สุด เพื่อก้าวกระโดดข้ามขั้นตอนการเรียนรู้แบบเดิม ๆ ซึ่งจะช่วยให้เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานยุคใหม่ได้เร็วกว่าคนอื่น
และทั้งหมดนี้คือ 8 เรื่องราวที่ผู้นำในวงการ AI โลกได้สะท้อนผ่านบทสนทนาบนเวที The Day After AGI ที่ทั้งสองเห็นตรงกันว่า AGI กำลังจะมาถึงในไม่ช้าและจะเปลี่ยนโลกอย่างมหาศาล ความท้าทายสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่คือการจัดการความเสี่ยงและการปรับตัวของสังคมมนุษย์ให้ทันต่อความเร็วนี้













