สมรภูมิการเมืองไทยในปี 2569 กำลังก้าวเข้าสู่จุดเดือด เมื่อ 3 สำนักโพลยักษ์ใหญ่เปิดตัวเลขหยั่งเสียงประชาชน พบว่ากระแสความต้องการเปลี่ยนแปลงยังคงทำงานอย่างเข้มข้น ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังคงมีฐานที่มั่นแข็งแกร่งในพื้นที่ จนเกิดคำถามสำคัญว่า ผลเลือกตั้งครั้งนี้จะพลิกโฉมหน้าประเทศไทย หรือจะเป็นการฉายหนังม้วนเดิม ?

1. สวนดุสิตโพล
สวนดุสิตโพลได้ทำโพลสำรวจใน 2 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติและการเลือกตั้ง 2569
จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 2,269 คน ตั้งแต่วันที่ 20 – 23 มกราคม 2569 ซึ่งได้สะท้อนภาพความไม่เข้าใจต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 โดยมีประชาชนร้อยละ 53.15 เคยอ่านเพียงบางส่วน และเกือบครึ่ง (ร้อยละ 47.82) ยอมรับว่าเข้าใจเพียงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ในมิติการเลือกตั้ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ครองแชมป์ความนิยมด้วยคะแนนร้อยละ 33.80 โดยมีปัจจัยหนุนจากคะแนนพรรคทั้งแบบบัญชีรายชื่อ (ร้อยละ 33.14) และ สส. เขต (ร้อยละ 31.16) ที่นำโด่งมาเป็นอันดับ 1
ตามมาด้วยอันดับ 2 พรรคเพื่อไทย (ร้อยละ 20.76) และอันดับ 3 พรรคภูมิใจไทย (ร้อยละ 17.23)
พิจารณาจากผลสำรวจนี้จะพบว่าแม้รัฐธรรมนูญจะดูไกลตัวในด้านตัวบทกฎหมาย แต่ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และเทคะแนนให้พรรคประชาชนอย่างเหนียวแน่น

2. นิด้าโพล
นิด้าโพลเปิดตัวเลขที่สะเทือนพรรคเพื่อไทย เมื่อผลการสำรวจจากตัวอย่าง 2,500 ราย ตั้งแต่วันที่ 5-8 มกราคม 2569 ชี้ให้เห็นว่าความนิยมของพรรคเพื่อไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากลดลงด้านตัวเลข อันดับก็ยังเป็นรองพรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำลังกลายเป็นแคนดิเดตหลักที่น่ากลัวอีกด้วย
สำหรับนายกฯ ที่คนไทยส่วนใหญ่เลือก อันดับ 1 ยังเป็น นายณัฐพงษ์ (ร้อยละ 24.76) แต่ที่น่าจับตาคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล พุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ที่ร้อยละ 20.84 ในขณะที่อันดับ 3 ร้อยละ 14.12 ระบุว่ายังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ และทิ้งห่างตัวแทนจากเพื่อไทยอย่าง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่รั้งอันดับ 5 (ร้อยละ 9.64) ส่วนอันดับ 4 เป็นอดีตนายกหน้าคุ้น อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ร้อยละ 12.12)
ด้านความนิยมพรรค พรรคภูมิใจไทยเบียดเพื่อไทยขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ทั้งแบบแบ่งเขต (ร้อยละ 21.96) และบัญชีรายชื่อ (ร้อยละ 22.32)
นี่คือสัญญาณเตือนว่ายุทธศาสตร์บ้านใหญ่ และผลงานที่จับต้องได้ของพรรคสีน้ำเงิน กำลังทำงานได้ดีกว่ากระแสดีเอ็นเอชินวัตรในบางพื้นที่เสียอีก

3. โพลมติชน-เดลินิวส์
เมื่อขยับมาดูโพลมหาชนจากการโหวตผ่านคิวอาร์โคด 28,002 ราย ตั้งแต่วันที่ 9-15 มกราคม 2569 ผลโพลที่ได้กลับแสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ที่สูสีที่สุดระหว่างสองขั้วอำนาจใหม่และอำนาจเดิม
อันดับ 1 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ร้อยละ 35.2) ครองใจคนรุ่นใหม่และสายดิจิทัล
อันดับ 2 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (ร้อยละ 32) ทำคะแนนจี้ติดแบบหายใจรดต้นคอ สะท้อนว่าฐานแฟนคลับเพื่อไทยในโลกออนไลน์ยังไม่ยอมแพ้
อันดับ 3 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (ร้อยละ 5.4) ยังคงรักษาฐานเสียงแม่หน่อยไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แม้ว่าโพลอื่น ๆ จะไม่ได้อยู่อันดับบนก็ตาม
ด้านตัวแทนจากภูมิใจไทยอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตามมาในอันดับที่ 4 โดยมีคะแนนเพียง ร้อยละ 4.5 เท่านั้น
ซึ่งโพลของมติชน-เดลินิวส์ ถูกจับตามองเป็นพิเศษเนื่องจากในการเลือกตั้งปี 2566 ผลโพลตรงกับผลการเลือกตั้งจริงที่ระบุว่าคนไทยสนับสนุนให้นายพิธา ลิมเจริญรัตน์ จากพรรคก้าวไกล มาเป็นอันดับ 1 และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร มาเป็นอันดับ 2 แม้ท้ายสุดนายพิธาจะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม
พลิกไม่พลิก ? อยู่ที่ “คนไม่เลือก” และ “เขตเลือกตั้ง”
แม้พรรคประชาชนจะชนะในหน้าโพลทุกสำนัก แต่ตัวเลขจากนิด้าโพลและสวนดุสิตโพล ชี้ให้เห็นจุดเสี่ยงสำคัญ นั่นคือ กลุ่ม “ยังไม่ตัดสินใจ” มีอยู่ถึงร้อยละ 14.12 (จากนิด้าโพล) ซึ่งคนกลุ่มนี้มักจะเป็น “Swing Vote” กลุ่มคะแนนเสียงที่ไม่ยึดติดกับพรรคใดพรรคหนึ่งพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
อีกประเด็นที่มองข้ามไม่ได้เลยคือ พรรคภูมิใจไทยมาแรงแซงโค้ง การที่ภูมิใจไทยขึ้นอันดับ 2 แซงเพื่อไทยในโพลนิด้า สะท้อนว่าการสู้ในระดับเขต พรรคประชาชนอาจต้องเจอกับกำแพงที่เจาะยากกว่าที่คิด เนื่องจากพลังของบ้านใหญ่และเจ้าของอิทธิพลเดิมในพื้นที่
ดังนั้นเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ จึงไม่ใช่แค่การเลือกระหว่างเอาส้มหรือไม่เอาส้ม แต่เป็นการวัดพลังระหว่างกระแสการเมืองระดับชาติกับเครือข่ายอำนาจท้องถิ่น คนไทยส่วนใหญ่จะเทคะแนนเสียงที่กลุ่มใด และนั่นอาจจะเป็นคำตอบว่าประเทศไทยจะเดินไปสู่อนาคตแบบไหน







