หากปี 2025 คือปีแห่งการใช้ AI ปี 2026 นี้อาจเป็นปีที่เทคโนโลยีเข้ามาอยู่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันเรามากขึ้น ซึ่งทุก ๆ ปี สื่อใหญ่ต่างประเทศมักจะออกวิชันเรื่องเทรนด์เทคโนโลยีที่จะได้รับความนิยมในปีนั้น ๆ โดย BT beartai ได้ไปเจอบทความที่น่าสนใจจาก Forbes ที่พาไปสำรวจ 10 เทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตาในมุมธุรกิจ โดยเขาบอกว่า ไม่ว่าะคุณจะเป็นผู้บริโภคหรือองค์กร เทรนด์เทคโนโลยีเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ว่าคุณจะพร้อมหรือไม่ ไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง
1. บ้านอัจฉริยะกว่าที่เคย
แม้เราจะเห็นอุปกรณ์สมาร์ตโฮมพัฒนามาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้ทาง Forbes บอกว่ามันจะไม่ใช่แค่เป็นบ้านที่ฉลาด แต่จะเป็นบ้านที่อัจฉริยะ โดยเปลี่ยนจาก Smart Home สู่การเป็น Intelligent Home
ในปี 2026 เราอาจได้เห็นการเปลี่ยนผ่านของการเชื่อมต่ออุปกรณ์ส่วนใหญ่ในบ้านจากเดิมที่ต้องรอให้เราสั่งงานผ่านแอปฯ AI จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งภายในบ้าน เชื่อมต่อเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ความบันเทิงเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ โดยที่ไม่ต้องรอคำสั่งจากเรา ก็นับว่าเป็นก้าวที่น่าจับตามอง และส่งผลต่อความสะดวกสบายของเราได้อย่างแน่นอน

2. เทคโนโลยีที่เน้นการใช้งานเป็นหลัก
ปี 2026 เทคโนโลยีจะไม่ได้ดูแค่เรื่องความแรงของสเปกอีกต่อไป แต่จะถูกออกแบบให้กลมกลืนไปกับไลฟ์สไตล์เรามากขึ้น อุปกรณ์ไอทีจะถูกดีไซน์ให้มีความเป็นงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นทีวีที่ดูเหมือนภาพแขวนผนัง หรือลำโพงที่กลมกลืนไปกับของแต่งบ้าน อย่าง Samsung The Frame ที่ออกมาเมื่อไม่กี่ปีก่อน สมาร์ตทีวีที่ถูกออกแบบมาให้คล้ายกับขาตั้งวาดภาพแล้วมีหน้าจอแทนผืนผ้าใบ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับงานดีไซน์ยุคใหม่ ที่คนให้ความสำคัญกับทั้งฟังก์ชันและดีไซน์ที่เข้ากันได้กับไลฟ์สไตล์
นอกจากของใช้ในบ้านที่ได้ยกตัวอย่างไปแล้ว ยังครอบคลุมไปยังของใช้อื่น ๆ อย่างแว่นตาอัจฉริยะและถุงมือสัมผัส ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถสัมผัสวัตถุ VR ได้แบบเสมือนจริง ซึ่งก็ยังมีแกดเจ็ตหรือของใช้อื่น ๆ ที่เราจะได้เห็นกัน เอาเป็นว่าเทคโนโลยีกำลังกลืนเข้ากับวิถีชีวิตเราในทุกมิติ โลกจริงกับโลกเสมือนเคลื่อนเข้าหากันแล้วก็ว่าได้

3.หุ่นยนต์และโดรนสำหรับใช้ในบ้าน
ในปี 2025 เราเห็นหุ่นยนต์และอุปกรณ์อัตโนมัติเพื่ออำนวยความสะดวกมากมาย ตั้งแต่เครื่องล้างจาน การรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงเป็นเพื่อนคลายเหงา ในปี 2026 นี้ จะมีการใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ชีวิตที่ซับซ้อนและเร่งรีบ เทรนด์นี้กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้คุ้นชินกับการมีหุ่นยนต์เป็น “เพื่อนร่วมงาน” และ “ผู้ช่วยส่วนตัว”
ขณะเดียวกันภาคธุรกิจเองก็เร่งปรับตัว โดยนำหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่มนุษย์ในพื้นที่เสี่ยงและระบบคลังสินค้า เพื่อเพิ่มความแม่นยำและปลอดภัยในระดับสูงสุดด้วยเช่นกัน ปีที่เราได้เห็น Humanoid จากบิ๊กเทคหลายเจ้า ทั้งการเปิดตัวและการใช้งานจริง ไม่แน่ว่าสิ้นปีนี้เพื่อนร่วมงานที่นั่งข้าง ๆ คุณอาจจะเป็นหุ่นยนต์ก็ได้

4. ทีวีรุ่นพรีเมียมในราคาประหยัด
นอกจากเรื่องดีไซน์ที่ต้องดู Seamless และไปกับไลฟ์สไตล์ได้แล้ว ดูเหมือนว่าปีนี้ทีวีอาจไม่ได้มีเทคโนโลยีอะไรที่หวือหวามากนัก ยกเว้นราคาของสมาร์ตทีวีจอใหญ่ที่มีความพรีเมียม จากเดิมที่ราคาแพงจะถูกปรับให้เข้าถึงง่ายขึ้น โดยเฉพาะทีวีไมโคร LED รุ่นใหม่ ๆ เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ลดต่ำลง ถึงขั้นที่ Forbes คาดการณ์ว่า สมาร์ตทีวีที่มีหน้าจอใหญ่กว่า 100 นิ้ว กลายเป็นตัวเลือกที่จับต้องได้มากขึ้นและอาจพบเห็นได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีเรื่อง Dolby 2.0 ที่ทำให้จอสีสวย สว่าง คมชัดกว่าเดิม แบรนด์ยักษ์ใหญ่จึงเริ่มบุกตลาดทีวีจอใหญ่ในระดับไฮเอนด์มากขึ้น

5. รถยนต์อัจฉริยะ
การพัฒนาของอุตสาหกรรมรถยังคงพัฒนาอย่าต่อเนื่อง โดยปี 2026 นี้ จะเร่งไปที่การพัฒนาฟีเจอร์ “กึ่งอัตโนมัติ” ที่ใส่เข้าไปในรถรุ่นใหม่ ๆ อย่างระบบจอดรถอัตโนมัติ ระบบแฮนด์ฟรี ระบบหลีกเลี่ยงการชน รวมถึง AI ตรวจจับความเหนื่อยล้าที่จะคอยดูแลความปลอดภัยของผู้ขับขี่
แต่ตรงนี้ BT beartai ก็ต้องบอกว่าปีที่ผ่านมาเราเห็นรัฐบาลหลายประเทศออกกฎหมายเรื่องระบบขับขี่อัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติมาไม่น้อย ต้องดูว่าปีนี้ฝั่งผู้ผลิตรถยนต์เจ้าใหญ่จะปรับปรุงระบบเรานี้ได้แม่นยำขึ้นแค่ไหน เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าความสะดวก คือความปลอดภัยของผู้ขับขี่
6. ปีทองของแว่นตาอัจฉริยะ
หลังจากที่ล้มลุกคลุกคลานมานาน ปี 2026 จะเป็นปีที่แว่นตา AR ได้แจ้งเกิดจริง ๆ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือขนาดที่กะทัดรัดเท่าแว่นตาปกติ น้ำหนักที่เบาสบาย และประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานขึ้น รวมถึงการพัฒนาฟีเจอร์ AI ที่เก่งขึ้นจนสามารถแปลภาษาให้เราเห็นบนหน้าจอแว่นได้ทันที หรือช่วยนำทางแบบไม่ต้องก้มมองแผนที่บนมือถือ
7. เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ
เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดทุกปี Wellnes และ Longevity กลายเป็น Mega Trend ไปแล้ว อุปกรณ์ดูแลสุขภาพจะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวกว่าเดิมและอยู่ในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น จากเดิมที่เราใช้สมาร์ตวอตช์ หรือแหวนสุขภาพ ปีนี้ Wellness Tech อาจมาในรูปแบบอื่น อย่างกระจกอัจฉริยะ ที่ไม่ได้มีแค่ส่องแต่ยังบอกอัตราการเต้นของหัวใจ เช็กอารมณ์ของเราได้ว่า “วันนี้เราดูเครียดเกินไปไหมนะ” พร้อมเป็นผู้ช่วยแจ้งเตือนให้เรากินยา หรือจะเป็นที่นอนอัจฉริยะ ปรับความนุ่มตามท่าทางการหายใจเพื่อให้หลับลึกหลับดี BT beartai เชื่อเลยว่า ปี 2026 นี้ จะเป็นอีกหนึ่งปีทองสำหรับเทคโนโลยีในสาขานี้

8. หน้าจอยิ่งเยอะ ยิ่ง Productive
ความนิยมของโน้ตบุ๊ก 2 จอ หรือหลายจอ เข้ามาตอบโจทย์คนทำงานยุค Digital Nomad ที่ต้องการพื้นที่หน้าจอเยอะ ๆ แต่ยังพกพาสะดวก ทำให้ผู้ผลิตแบรนด์ใหญ่ต่างทำราคาย่อมเยามากขึ้น เพื่อให้ผู้คนเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่แค่ฝั่งคอมพิวเตอร์ แต่ยังรวมไปถึงสมาร์ตโฟนจอพับ หรือมือถือ 3 ทบอีกด้วย
9. การกลับมาของ Dumb Phones
ดูเหมือนไม่ใช่แค่การเติบโตของเทคโนโลยีเท่านั้นที่คนสนใจ เพราะกระแส Digital Detox กำลังมามากขึ้นเรื่อย ๆ และพาหลายคน โดยเฉพาะรุ่นใหม่กลับไปใช้มือถือรุ่นเก่า ที่ทำได้เพียงแค่ โทรเข้า-ออก หรือแอปฯ พื้นฐานที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อลดการเล่นโซเชียลมีเดียและหันมาดูแลสุขภาพจิตมากขึ้น และคาดว่าตลาดของ Dumb Phones จะเติบโตขึ้น ใน 2026 นี้
10. พลังงานไร้สาย
แม้นักวิทยาศาสตร์ในญี่ปุ่น จะเริ่มพัฒนาโดยการนำระบบ Machine Learning มาพัฒนาเทคโนโลยีส่งพลังงานไร้สาย (Wireless Power Transfer หรือ WPT) ที่สามารถส่งไฟฟ้าผ่านอากาศได้สำเร็จเป็นครั้งแรก แต่เราก็อาจจะต้องรออีกหลายปีกว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้าถึงมือผู้บริโภคอย่างแพร่หลาย
ในปี 2026 นี้ธุรกิจที่เข้าใจเทคโนโลยีและความต้องการของผู้บริโภค ที่ไม่ใช่แค่ความล้ำหรือความเร็วของสเปกเท่านั้น แต่ต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ให้ชีวิตดีขึ้นด้วย และเป็นอีกปีที่เราจะได้เห็นอะไรใหม่ ๆ จากความฉลาดของ AI ที่เติบโตเร็วมาก ในขณะเดียวกัน มนุษย์เราเองที่ต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าคนส่วนใหญ่จะรับมือกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปเร็วขนาดนี้ได้ดีแค่ไหนกัน ?













