เชื่อไหมว่ายอดการสมัคร YouTube Premium, YouTube Music, YouTube TV และ NFL Sunday Ticket ยอดซับฯ เหล่านี้ล้วนเป็นรายได้หลักของแพลตฟอร์มอย่าง YouTube ?
บริษัทแม่ของ YouTube อย่าง Alphabet ได้ออกมาแจกแจงรายได้ปี 2025 ของ YouTube เมื่อไม่นานมานี้ โดยได้แจ้งว่า รายได้ของ YouTube อยู่ที่ 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งมาจากค่าโฆษณาและยอดการสมัครสมาชิกเป็นส่วนใหญ่ ! ซึ่งรายได้โฆษณาของ YouTube ถือเป็นจำนวนที่มากกว่ารายได้โฆษณาทั้งปีของบริษัทสื่อบันเทิงใหญ่ ๆ อย่าง Disney, NBC, Paramount และ Warner Bros. Discovery’s (WBD’s) อีกด้วย
ยืนหนึ่งสตรีมมิง ยอดซับฯ พุ่ง พอดแคสต์ทุบสถิติ
YouTube นั้นเป็นที่นิยมสำหรับคนที่ชื่นชอบวิดีโอยาว ๆ เป็นทุนเดิม และแม้ว่าช่วงหลังจะมี Shorts เพิ่มเข้ามา แต่ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ YouTube กลายเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่สร้างรายได้มหาศาล ไม่ว่าจะเป็น
- แชมป์สตรีมมิง : YouTube ยังคงครองแชมป์แพลตฟอร์มสตรีมมิงอันดับ 1 ในสหรัฐฯ ติดต่อกันเกือบ 3 ปี (อ้างอิงจาก Nielsen) ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ระดับโลกอย่าง NFL หรือเทศกาลดนตรี Coachella กลายเป็นว่าปัจจุบัน การดู YouTube คือการรับชม Pop Culture ร่วมกันผ่านหน้าจอไปแล้ว
- โมเดลการสมัครสมาชิก : รายได้จากค่าสมาชิกยังคงพุ่งทะยานขึ้น โดยเฉพาะ YouTube Music Premium นอกจากนี้เตรียมเปิดตัวแพ็กเกจใหม่บน YouTube TV กว่า 10 รูปแบบตามหมวดหมู่คอนเทนต์ (Genre-specific) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ส่วน NFL Sunday Ticket ก็สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยการทุบสถิติจำนวนผู้สมัครสมาชิกแบบจ่ายเงินสูงสุดเท่าที่เคยมีมา
- ยุคทองของพอดแคสต์ : พฤติกรรมการฟังพอดแคสต์เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ข้อมูลเดือนตุลาคม 2025 ระบุว่ายอดการรับชมพอดแคสต์ผ่านจอทีวีสูงถึง 700 ล้านชั่วโมง พุ่งสูงขึ้นจากปีก่อนถึง 75% สะท้อนว่าคนชอบเสพคอนเทนต์ยาว ๆ ผ่านหน้าจอใหญ่มากขึ้น และอาจเป็นเหตุผลที่คนชอบสมัคร YouTube Premium มากขึ้นตามข้อ 2
กลยุทธ์ ‘ขายความน่ารำคาญ’ : เมื่อ YouTube เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการซื้อโฆษณา เพื่อให้คนดูจ่ายเงินเพื่อไม่ดูโฆษณาอีกที
หนึ่งในผู้ใช้งานบัญชี X โดยใช้ชื่อว่า @aakashgupta ได้แสดงความคิดเห็นต่อกลยุทธ์ของ YouTube ว่า โมเดลธุรกิจของ YouTube ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่แพลตฟอร์มวิดีโอธรรมดา แต่ได้กลายเป็นด่านเก็บค่าผ่านทางแบบเนียน ๆ
ด้วยจำนวนผู้ใช้งานกว่า 2,700 ล้านคนต่อเดือน แม้จะมีสมาชิกที่ยอมจ่ายค่าสมาชิกระดับพรีเมียมเพียงแค่ 4.6% หรือประมาณ 125 ล้านคน แต่กลุ่มคนจำนวนน้อยนิดนี้กลับเป็นหัวใจสำคัญที่สร้างกำไรมหาศาลให้กับ Google โดยทางผู้บริหารออกมายอมรับเองว่า ผู้ใช้งานกลุ่มที่จ่ายเงินสร้างกำไรสุทธิได้สูงกว่าสายฟรีอย่างเทียบไม่ติด กลยุทธ์ที่ใช้นั้นเรียบง่ายแต่เจ็บแสบ คือการทำโฆษณาให้น่ารำคาญจนกลุ่มที่มีกำลังทรัพย์ยอมควักเงินจ่ายเพื่อซื้อความสงบ ในขณะที่ยังต้องเลี้ยงกลุ่มสายฟรีอีก 95% เอาไว้เพื่อรักษามูลค่าในสายตาของนักโฆษณาไปพร้อมกัน
YouTube ใช้กลยุทธ์การทำกำไรที่ชาญฉลาดแบบ ‘ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว’ ก็คือเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการจ่ายเงินเพื่อลงโฆษณา แต่ในขณะเดียวกันก็เก็บเงินจากผู้ใช้งานผ่านระบบสมาชิกรายเดือนเพื่อแลกกับการไม่ต้องเห็นโฆษณาเหล่านั้นอีกที กลายเป็นว่าไม่ว่าเราจะเลือกดูโฆษณา หรือเลือกสมัครพรีเมียมเพื่อข้ามโฆษณา YouTube ก็ได้รับเงินจากฝั่งใดฝั่งหนึ่งอยู่ดี ซึ่งกลยุทธ์ที่ดูเหมือนจะย้อนแย้งแต่ลงตัวนี้เอง ที่ทำให้พวกเขากวาดรายได้ถล่มทลายถึง 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2025
อีกทั้งข้อมูลนี้ยังทำให้เราได้เข้าใจว่าการซื้อ ‘ความสนใจ’ ของคน หากทำสำเร็จมันสามารถต่อยอดเป็นรายได้มหาศาลจริง ๆ เพราะยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้า YouTube เลือกที่จะเปิดให้คนซื้อพื้นที่ลงโฆษณาอย่างเดียว รายได้ก็จะมาแค่ฝั่งของผู้ประกอบการ และทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกไม่อยากเข้ามาดู แบบนี้จะเป็นการ ‘ขายความสนใจของคน’ ให้ไปดูแพลตฟอร์มอื่นแทนเพราะเข้ามาก็เจอแต่โฆษณา แต่เมื่อ YouTube เปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้ได้มีทางเลือกในการเลี่ยงโฆษณาเพื่อดูคอนเทนต์ต่อ ก็จะทำให้ YouTube ได้ประโยชน์จากทั้งสองฝ่าย และยังคงทำให้คนเข้ามาใช้งานเรื่อย ๆ ถือเป็นการซื้อความสนใจของคน และยังสร้างรายได้ให้ YouTube เองด้วย













