คำว่า ‘เด็กสมัยนี้’ ดูจะเป็นอะไรที่ไม่ใช่แง่ลบเสมอไปแล้ว เพราะเด็กสมัยนี้นี่แหละที่เก่งจริง ! เรื่องราวของ ‘หลี่ เยว่’ (Li Yue) สาวน้อยจากมณฑลเจียงซี ประเทศจีน กลายเป็นที่ฮือฮาไปทั่วโซเชียล เพราะน้องได้ตัดสินใจนำเงินแต๊ะเอียที่สะสมกว่า 44,000 หยวน (ประมาณ 2 แสนกว่าบาท) มาลงทุนซื้อกิจการร้านเครื่องเขียนเป็นของตัวเอง เพราะมองว่าการฝากเงินในธนาคารอย่างเดียวสู้เงินเฟ้อไม่ได้
ใช้ AI เป็นเลขาฯ ส่วนตัว พร้อมจ้างแม่มาช่วยงาน
ความเจ๋งของน้องหลี่ไม่ได้มีแค่ความกล้าลงทุน แต่ยังวางระบบร้านอย่างเป็นขั้นเป็นตอน รับบทเป็นซีอีโอตัวจิ๋ววางแผนกลยุทธ์ ตั้งแต่คุยกับซัปพลายเออร์ และกำหนดราคาขายเองทั้งหมด ที่น่าสนใจสุดคือน้องใช้ AI มาช่วยจัดการระบบบัญชี ทำสรุปยอดขายแบบเห็นภาพชัดเจนเพื่อให้การบริหารร้านเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
พอถึงเวลาเปิดเทอมก็ตัดสินใจที่จะจ้างแม่ตัวเอง ให้มาช่วยดูแลหน้าร้านด้วยเงินเดือน 3,000 หยวน (ประมาณ 14,000 บาท)
ไม่ใช่แค่ AI แต่ยังมีสกิลด้านธุรกิจ
นอกจากเรื่องการใช้ AI บริหารบัญชีแล้ว น้องยังงัดวิชาธุรกิจออกมาใช้ทันทีด้วยการหั่นราคา เพื่อดึงดูดลูกค้า โดยได้อธิบายกับแม่ด้วยคำพูดสุดคมว่า “ถ้าเรามัวแต่เสียดายต้นทุนจม ของก็จะค้างสต๊อก และเราจะเจอปัญหาเรื่องกระแสเงินสดตามมา”
น้องจึงเลือกใช้สินค้าชิ้นเล็กราคาเพียง 1 หยวน ดึงเด็ก ๆ เข้าร้าน และลดราคาสินค้าคุณภาพลง 50% เพื่อจูงใจผู้ปกครอง จนในที่สุดร้านก็กลับมาคึกคักและสามารถคืนทุนได้สำเร็จ
แต่เพื่อไม่ให้กระทบกับการเรียน น้องหลี่ได้ปรับโมเดลธุรกิจจากการขายเครื่องเขียนที่ใช้เวลาจัดการเยอะ มาเป็นการขายอาหารและเครื่องดื่มแทน เช่น ไส้กรอกและน้ำส้ม โดยย้ำว่าจะเป็นเจ้านายที่มีคุณธรรม สินค้าทุกอย่างต้องชิมเองแล้วว่าดีและสะอาดถึงจะกล้าขาย
คุณแม่ของน้องมองว่าร้านนี้คือโรงเรียนบริหารธุรกิจที่ดีที่สุดสำหรับลูก เพราะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่มีค่า มากกว่าการส่งไปเรียนกวดวิชาที่เด็กไม่ได้สนใจอีก
อย่างไรก็ตาม การรอคอยช่วงเวลาที่พร้อม ความพร้อมก็อาจจะไม่มีจริง เพราะบางทีการลงมือทำ แต่มีแบบแผนอาจจะทำให้เราเห็นผลผลิตได้รวดเร็วกว่า และตอนนี้น้องหลี่เองได้เป็นหัวแถวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว













