ถ้าความสุขมีการจัดแข่งโอลิมปิก กลุ่มประเทศนอร์ดิกคงเหมาเหรียญรางวัลไปเกลี้ยงโพเดียมแน่ ๆ เพราะจากรายงานความสุขโลก (World Happiness Report) ฉบับล่าสุด ผลปรากฏว่า ‘ฟินแลนด์’ ยังคงครองแชมป์อันดับ 1 เป็นสมัยที่ 9 ติดต่อกัน ตามมาด้วยไอซ์แลนด์และเดนมาร์กในอันดับ 2 และ 3

10 อันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกปี 2026
- ฟินแลนด์
- ไอซ์แลนด์
- เดนมาร์ก
- คอสตาริกา
- สวีเดน
- นอร์เวย์
- เนเธอร์แลนด์
- อิสราเอล
- ลักเซมเบิร์ก
- สวิตเซอร์แลนด์
ส่วนประเทศมหาอำนาจที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักกลับทำคะแนนได้ไม่ค่อยดีนัก โดยสหรัฐอเมริกาอยู่ที่อันดับ 23 แคนาดาอันดับ 25 และสหราชอาณาจักรอันดับ 29 ซึ่งถือเป็นปีที่สองแล้วที่กลุ่มประเทศเหล่านี้หลุดโผ Top 10 ไป และประเทศไทยของเราอยู่อันดับที่ 52 ส่วนประเทศที่มีความสุขน้อยที่สุดในโลกตกไปเป็นของอัฟกานิสสถานครับ
ทำไมฟินแลนด์ถึงแชมป์ตลอดกาล ?
เคล็ดลับของชาวฟินแลนด์ไม่ใช่แค่เรื่องสวัสดิการดีอย่างเดียว แต่คือ ‘จิตวิญญาณแห่งความร่วมมือ’ ศาสตราจารย์จอห์น เอฟ. เฮลลิเวลล์ (John F. Helliwell) ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์อธิบายว่า สังคมที่ประสบความสำเร็จคือสังคมที่ร่วมมือกันในยามวิบากกรรม คนฟินแลนด์เชื่อมั่นว่า ‘เราจะผ่านมันไปด้วยกัน’ ความรู้สึกปลอดภัยและไว้ใจกันนี้เองที่เป็นรากฐานของความสุขที่ยั่งยืน
วิกฤตความสุขในกลุ่มคนรุ่นใหม่
สิ่งที่น่ากังวลในรายงานปีนี้คือ คะแนนความสุขของคนวัยต่ำกว่า 25 ปีในสหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ดิ่งลงเกือบ 1 คะแนนเต็มในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งสวนทางกับคนรุ่นใหม่ในภูมิภาคอื่นที่ดูจะมีความสุขเพิ่มขึ้น
ตัวการสำคัญคืออะไร ?
เหล่านักวิจัยชี้เป้าไปที่ ‘โซเชียลมีเดีย’ และการใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากเกินไป แต่สิ่งที่น่าสนใจคือวัยรุ่นในละตินอเมริกาก็เล่นโซเชียลหนักเหมือนกัน แต่กลับยังมีความสุขดีอยู่ ผู้เชี่ยวชาญเลยสรุปว่ามันอยู่ที่ ‘วิธีการใช้’ ซึ่งมี 2 แบบด้วยกัน
1. ใช้แบบ Positive ก็คือ ติดต่อคนรัก หรือเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ
2. ใช้แบบ Negative ไถฟีดเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับคนอื่นจนกลายเป็น Anti-social
แต่อย่างไรก็ตาม ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรวยเพียงอย่างเดียว เพราะหัวใจสำคัญคือระบบสาธารณสุข การศึกษาที่เท่าเทียม และที่สำคัญที่สุดคือ ‘ความใจดีของคนในสังคม’ รอบตัวเรานั่นเอง











