นี่อาจกลายเป็นข่าวดีที่สุดในช่วงนี้ที่ทำให้คนไทยเริ่มเห็นทางรอดของปัญหาน้ำมัน หลังมีการรายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันไทยได้เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย ภายหลังการประสานงานทางการทูตระหว่างประเทศไทยและอิหร่าน โดยเจ้าหน้าที่ไทยและบริษัทน้ำมันรายใหญ่เจ้าของเรือยืนยันว่า ไม่มีการจ่ายเงินใด ๆ เพื่อแลกกับการผ่านเขตปิดล้อม
จุดเริ่มต้นของการเจรจา
สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ (พันธมิตรของอิสราเอล) กับอิหร่าน ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 1 ใน 5 ของโลกที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ก่อให้เกิดความระส่ำระสายไปทั่วโลก นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ประเทศไทยต้องเผชิญกับค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้นและคิวรอเติมน้ำมันที่ยาวขึ้นตามสถานีบริการน้ำมัน แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าปริมาณสำรองน้ำมันยังคงเพียงพอก็ตาม
สำนักข่าว Reuters ได้รายงานว่าเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา เรือบรรทุกน้ำมันของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เดินทางข้ามเส้นทางยุทธศาสตร์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากประสบความสำเร็จในการเจรจาระหว่าง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กับเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย
“ผมได้ร้องขอไปว่า หากเรือของไทยจำเป็นต้องผ่านช่องแคบดังกล่าว จะสามารถช่วยดูแลความปลอดภัยได้หรือไม่ ?” นายสีหศักดิ์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อช่วงค่ำวันที่ 24 มีนาคม “ทางอิหร่านตอบรับว่าจะช่วยดูแลให้ และขอให้เราแจ้งรายชื่อเรือที่จะเดินทางผ่าน”
ทำไมอิหร่านถึงยอมเปิดช่องให้เรือไทยผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์
ทุกความขัดแย้งจบได้ด้วยโต๊ะเจรจา นับว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของไทย ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ และเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ที่เล็งเห็นถึงมิตรภาพและสันติภาพระหว่างสองประเทศ
โดยอิหร่านได้แจ้งต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและองค์การทางเรือระหว่างประเทศว่า “เรือที่ไม่เป็นศัตรู” อาจเดินทางผ่านช่องแคบได้ หากมีการประสานงานกับทางการอิหร่าน แหล่งข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า เพื่อความปลอดภัยของเรือบางจาก สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมัสกัต ได้ร่วมมือกับทางการโอมาน ควบคู่ไปกับการประสานงานกับอิหร่านผ่านสถานทูตในกรุงเทพฯ
ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า การเดินทางผ่านของเรือไทยสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ โดยระบุว่า “มิตรภาพย่อมมีพื้นที่พิเศษเสมอ” (Friends have a special place)
โดยเบื้องต้นกระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งชื่อเรือไป 2 ลำ คือ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ ซึ่งเรือขนส่งน้ำมันดิบของบางจาก สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยแล้ว ส่วนอีก 1 ลำคาดว่าจะเดินทางได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2026 มีประเด็นใหญ่เกิดขึ้น เมื่อเรือขนส่งสินค้าของไทย “มยุรีนารี” ถูกยิงเนื่องจากฝ่าฝืนเข้าไปในเขตต้องห้ามทำให้ IRGC หรือกองทัพความมั่นคงของอิหร่านโจมตี ซึ่งในส่วนนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานความช่วยเหลือ กรณีมีลูกเรือสูญหาย 3 ราย โดยปฏิบัติการกู้ภัยร่วมระหว่างอิหร่านและโอมานสามารถเข้าถึงเรือ และเข้าถึงลูกเรือทั้ง 3 คนได้แล้ว แต่ยังยืนยันไม่ได้ว่าชะตากรรมของลูกเรือดังกล่าวเป็นอย่างไร ซึ่งพยายามตรวจสอบอยู่ พร้อมหวังว่าทั้ง 3 คนยังมีชีวิตอยู่ และต้องรอการยืนยันจากทางการอิหร่าน หรือโอมานอีกครั้งหนึ่ง พร้อมแสดงความขอบคุณทั้งสองประเทศที่ให้ความช่วยเหลือประเทศไทยในฐานะมิตรประเทศที่ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งในสงคราม
สถานการณ์น้ำมันไทยจะดีขึ้นไหม ?
แม้จะมีข่าวดีที่เรือบรรทุกน้ำมันดิบของบางจากฯ สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จภายใต้การสนับสนุนทางการทูตจากอิหร่านและโอมาน แต่สถานการณ์พลังงานภายในประเทศไทยยังคงอยู่ในภาวะตึงเครียด เนื่องจากประชาชนจำนวนมากเกิดความตื่นตระหนกและกังวลว่าน้ำมันจะขาดแคลน จนนำไปสู่การเร่งแห่เติมน้ำมัน ส่งผลให้สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งต้องประกาศปิดชั่วคราวหรือแจ้งว่าน้ำมันหมดเนื่องจากปริมาณความต้องการพุ่งสูงขึ้นเกินกว่ารอบการขนส่งปกติ
อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้สั่งการด่วนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้เร่งบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด โดยกำชับว่า “จะต้องไม่มีสถานีบริการน้ำมันแห่งใดขาดแคลนน้ำมันสำหรับจำหน่ายให้กับประชาชน” ซึ่งยังต้องจับตากันต่อไปว่าปัญหานี้จะคลี่คลายขึ้นหรือไม่หลังจากที่อิหร่านไฟเขียวให้เรือขนน้ำมันไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาได้ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาพอสมควรกว่าทุกอย่างจะลงตัว











