ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Read
| IT News

หนัง VS โลกจริง ทำไมแค่รับสาย แต่เงินหายออกจากบัญชี ?

Table of Content

จากบทหนังระทึกขวัญ สู่ภัยเงียบที่ ‘แค่รับสาย’ ก็อาจหมดตัว ในโลกของภาพยนตร์เรื่อง ‘เส้นตาย สายลวง’ (The Red Line) เราเห็นภาพการต่อสู้ที่ดุเดือดระหว่างเหยื่อผู้สูญเสียกับแก๊งคอลเซนเตอร์ที่ไร้ความปรานี หนังเรื่องนี้ไม่ได้แค่สร้างความบันเทิง แต่มันคือการหยิบเอา ‘ฝันร้าย’ ของคนไทยมาตีแผ่ให้เห็นว่า เพียงแค่เสียงเรียกเข้าหนึ่งสาย ก็สามารถเปลี่ยนชีวิตคนธรรมดาให้พังทลายลงได้ในชั่วข้ามคืน

พล็อตเรื่องที่ตัวละครต้องเผชิญกับการถูกข่มขู่และหลอกล่อให้โอนเงิน คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมปัจจุบัน มิจฉาชีพยุคนี้ไม่ได้ใช้แค่การสุ่มโทร แต่ใช้ ‘AI Deepfake’ ในการปลอมเสียงและใบหน้าของเจ้าหน้าที่รัฐหรือคนใกล้ชิด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือจนเราแยกไม่ออก

แค่รับสาย เงินก็หายได้เลยจริงเหรอ ?

ความจริงที่น่ากลัวกว่าในหนังคือหลายคนกังวลว่า ‘แค่รับสาย เงินก็หายได้เลยจริงเหรอ ?’ ข้อเท็จจริงจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมและผู้เชี่ยวชาญไซเบอร์ยืนยันว่า การรับสายเพียงอย่างเดียว ‘ยังไม่สามารถ’ ดูดเงินออกไปได้ทันที แต่มันคือ ‘จุดเริ่มต้นของกับดัก’

ซึ่งเราจะมาเทียบฉากในหนังกับโอกาสในการเกิดขึ้นจริง ดังนี้

1. หลอกลวงด้วยจิตวิทยา 

ในภาพยนตร์ฉากที่ตัวละครถูกต้อนให้จนมุมด้วย ‘เวลา’ และ ‘ความกลัว’ มักเริ่มจากการหลอกลวงด้วยข้อมูลส่วนตัวที่ดูเหมือนจะเป็นความลับ ทำให้เหยื่อเชื่อสนิทใจว่าปลายสายคือเจ้าหน้าที่ตัวจริงที่กำลังกุมชะตาชีวิตของเขาอยู่ 

นี่ตรงกับชีวิตจริงที่มิจฉาชีพมักจะหลอกลวงเหยื่อด้วยจิตวิทยาเหมือนในภาพยนตร์ และจะมีการจะสวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่ เช่น ตำรวจ, DSI หรือพนักงานขนส่ง สร้างเรื่องให้เราตกใจ เช่น มีพัสดุผิดกฎหมาย หรือค้างชำระภาษี เพื่อให้เรายอมแอดไลน์เพื่อ ‘เคลียร์ปัญหา’ จากนั้นก็หลอกล่อให้เหยื่อโอนเงินออกจากบัญชีด้วยตัวเอง

2. หลอกให้ติดตั้งแอปฯ ควบคุมมือถือจากระยะไกล แล้วแอบโอนเงินออกจากบัญชี

ในภาพยนตร์เราจะเห็นว่ามิจฉาชีพหว่านล้อมให้เหยื่อกดลิงก์บางอย่างเพื่อ ‘ยืนยันความบริสุทธิ์’ เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส หน้าจอมือถือก็เริ่มทำงานผิดปกติ และเริ่มโอนเงินออกจากบัญชีเอง

ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่าในชีวิตจริง แค่การกดหน้าจอหนึ่งครั้ง ไม่สามารถทำให้เงินไหลออกจากบัญชีเองได้ เพราะระบบมือถือในปัจจุบันมีมาตรการป้องกันความปลอดภัยที่รัดกุมขึ้น และธนาคารมีระบบป้องกัน เช่น ไม่ให้ทำการอัดภาพหน้าจอ หรือแชร์หน้าจอระหว่างใช้แอปฯ มีมาตรการสแกนใบหน้าเมื่อต้องโอนเงินเกินกว่า 50,000 บาท รวมถึงมีระบบระงับการโอนเงินทันที เมื่อตรวจเจอพฤติกรรม หรือธุรกรรมที่ผิดปกติ ง่าย ๆ คือมันเกิดขึ้นได้ยากมาก

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเกิดขึ้น วิธีการที่ซับซ้อนแบบนี้ จะเกิดขึ้นต่อเมื่อมันคุ้มพอที่จะใช้วิธีที่ยุ่งยากขนาดนี้ มิจฉาชีพส่วนใหญ่จึงใช้แค่จิตวิทยาเพื่อหลอกล่อให้เหยื่อกดโอนออกมาเองซึ่งง่ายกว่ามาก

วิธีรับมือไม่ให้กลายเป็นเหยื่อ

หากไม่อยากให้ชีวิตจริงต้องกลายเป็นบทสรุปที่เศร้าเหมือนในภาพยนตร์ นี่คือเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุด

  • ไม่เชื่อทุกอย่างที่มาจากโลกอินเทอร์เน็ต ให้คิดไว้เสมอว่าทุกอย่างมีโอกาสที่จะไม่จริง และตรวจสอบกับคนใกล้ตัว หรือผู้ที่มีความรู้ซ้ำก่อนทุกครั้ง หากมีการให้โอนเงินแนะนำให้เดินไปสอบถามกับเจ้าหน้าที่ธนาคารโดยตรงจะดีที่สุด
  • ไม่กดลิงก์แปลกหน้า ไม่ว่าจะเป็น SMS หรือ Line ที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะหน่วยงานจริงจะไม่มีนโยบายส่งลิงก์เพื่อให้ทำรายการทางการเงิน
  • ตั้งสติและวางสาย มิจฉาชีพจะพยายามให้คุณอยู่ในสายตลอดเวลาเพื่อไม่ให้มีเวลาคิดหรือปรึกษาใคร การ ‘วางสาย’ คือวิธีที่ทรงพลังที่สุดในการตัดวงจร
  • หมั่นอัปเดตระบบปฏิบัติการของมือถือให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ เนื่องจากในเวอร์ชันใหม่ ๆ จะมีการปิดช่องโหว่ และเพิ่มมาตรการความปลอดภัยให้อยู่ตลอด 

เมื่อ AI Deepfake กลายเป็น ‘อาวุธ’ ในมือมิจฉาชีพ

นอกจากนี้ในช่วงท้ายของหนังเราจะเห็นว่ามีการใช้ AI Deepfake หรือเทคโนโลยีที่สามารถจำลองได้ทั้ง ‘ใบหน้า’ และ ‘น้ำเสียง’ ของคนที่เราคุ้นเคยหรือเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างแนบเนียน และสมจริง ซึ่งเป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะแยกออก ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะแยกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ 

1. Deepfake Voice (การปลอมแปลงเสียง) นี่คือการเอา AI มาเรียนรู้เสียงของเหยื่อ จากคลิปวิดีโอต่าง ๆ ของเหยื่อที่โพสต์ลงบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งความสมจริงจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เอามาให้ AI เรียนรู้ ยิ่งนานมันก็จะสมจริงมากขึ้น จากนั้นมิจฉาชีพก็จะสร้างเสียงขึ้นมาโดยการใช้เทคโนโลยี Text-to-Speech เพื่อเปลี่ยนตัวอักษรให้เป็นเสียง หรือการใช้ Voice Changer เพื่อเปลี่ยนเสียงเป็นคนใกล้ตัว แล้วโทรมาบอกว่าเกิดอุบัติเหตุ สั่งให้โอนเงินด่วน ความคุ้นเคยนี้เองที่ทำให้เราลดการป้องกัน และยอมทำตามขั้นตอนติดตั้งแอปฯ อันตรายได้ง่ายขึ้น

2. Deepfake Video Call (การหลอกด้วยภาพเคลื่อนไหว) เดี๋ยวนี้มิจฉาชีพไม่ได้มาแค่เสียง แต่มาเป็นวิดีโอโดยการใช้ AI ซ้อนทับใบหน้า (Face Swap) ลงบนตัวแสดงแทนในขณะที่วิดีโอคอลหาเหยื่อ โดยมิจฉาชีพจะใส่ชุดเครื่องแบบตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ธนาคาร แล้วขยับปากพูดตามสคริปต์ที่เตรียมไว้ ภาพที่เห็นในจอมือถือจะดูเนียนตาจนเหยื่อหลงเชื่อว่ากำลังคุยกับเจ้าหน้าที่ตัวจริง สร้าง ‘ความน่าเชื่อถือสูงสุด’ ก่อนจะส่งลิงก์แอปฯ ดูดเงินให้เหยื่อกดติดตั้งตามขั้นตอน

จะรู้ได้ยังไงว่าเป็น AI Deepfake 

อันดับแรกสังเกตการขยับปาก หากคุยผ่านวิดีโอคอล ให้สังเกตว่าคำพูดกับจังหวะปากตรงกันไหม หรือมีความเบลอสะดุดรอบ ๆ ใบหน้าเวลาเขาขยับตัวแรง ๆ หรือไม่ 

ตั้งคำถามเฉพาะเจาะจง เช่น หากเป็นคนรู้จักโทรมา ให้ลองถามคำถามที่มีแค่คุณกับเขาที่รู้ เช่น “หมาที่บ้านชื่ออะไร” หรือ “เจอกันครั้งล่าสุดที่ไหน” โดย AI หรือคนที่สวมรอยจะตอบคำถามพวกนี้ไม่ได้ทันที

อันดับสุดท้ายคือการให้หันข้าง ปัจจุบัน AI Deepfake ส่วนใหญ่ยังประมวลผลใบหน้าด้านข้างได้ไม่สมบูรณ์ หากยอมหันหน้า ให้สังเกตที่ภาพเพราะอาจจะบิดเบี้ยวหรือหายไปชั่วขณะได้

ภาพยนตร์ ‘เส้นตาย สายลวง’ อาจจบลงด้วยความสะใจในการตามล่าคนร้ายและได้เงินคืน แต่ในชีวิตจริง การตามเงินที่หายไปกลับคืนมานั้นยากยิ่งกว่าหลายเท่า เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าอาจนำมาซึ่งภัยที่คาดไม่ถึง แต่สิ่งที่ไม่มีเทคโนโลยีไหนเอาชนะได้คือ ‘สติ’ ของเราเอง

อย่าปล่อยให้ความกลัวนำทางจนเราก้าวข้าม ‘เส้นตาย’ ไปสู่วงจรของมิจฉาชีพ เพราะในโลกความจริงการป้องกันเพียงเล็กน้อยในวันนี้ ดีกว่าการต้องมาเสียใจในวันที่บัญชีเหลือเพียงเลขศูนย์

ที่มา : bot, etda, antifakenewscenter
พิสูจน์อักษร : รัชนี สังข์แก้ว

Highlight

แผนรับวิกฤต ! “ไทยช่วยไทย” คุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 50% เริ่ม 1 เม.ย. นี้

30/03/2026
Read More

สำเร็จแล้ว ! นักวิทย์เปลี่ยนขยะ ‘พลาสติก’ ให้เป็น ‘ยารักษาโรคพาร์กินสัน’

30/03/2026
Read More

ทำไม คลิปสั้น AI ถึงสะกดคนดูได้อยู่หมัด ?

30/03/2026
Read More

“บางกอกแอร์เวย์ส” กางโรดแม็ปปี 2026 เปิดเกมรุกระยะยาว พร้อมเตรียมปรับขึ้นค่าตั๋ว หลังราคาน้ำมันพุ่ง เริ่ม 1 เม.ย. นี้

27/03/2026
Read More

Haier ทุ่ม 1,200 ล้านบาท ปูพรมลุย AI Smart Home ในไทยเต็มตัว ตั้งเป้ารายได้ทะลุ 14,000 ล้านในปี 2569

27/03/2026
Read More

อย่าเพิ่งซื้อแอร์ ถ้ายังไม่ได้เช็ก BTU ที่ ‘พอดี’ กับห้อง

27/03/2026
Read More

Related Content