ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Read
| Features

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ดีล 8 บริษัทเทคฯ ยกระดับเครื่องมือสงคราม AI : การทำสงครามยุคใหม่เริ่มขึ้นแล้ว ? 

Table of Content

เครื่องมือ AI อาจกลายเป็นจุดกำเนิดสงครามใหม่ ๆ ที่หลายคนคาดไม่ถึง กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘The Pentagon’ เตรียมร่วมมือ 8 บริษัทเทคฯ ยกระดับเครื่องมือสงคราม AI และแต่งตั้งให้เป็น ‘อุปกรณ์ปฏิบัติงานอย่างถูกกฎหมาย’ (Lawful operational use)

8 บริษัทเทคฯ มีบริษัทอะไรบ้าง ?

ก่อนหน้านี้ ผู้บริหารของ Anthropic เคยมีการคาดเดาว่ากองทัพสหรัฐฯ อาจจะเอา AI ไปทำเป็นอาวุธ/เครื่องมือ AI เพื่อทำสงคราม และก็กลายเป็นว่ามันเป็นเรื่องจริง แถมยังยังดีลกับ 8 บริษัทเทคฯ ใหญ่ ไม่ใช่แค่บริษัทเดียวไม่ว่าจะเป็น Google, OpenAI, Amazon, Microsoft, SpaceX, Oracle, NVIDIA และบริษัทสตาร์ตอัป Reflection รวมเป็น 8 บริษัท

ดีลครั้งนี้จะพัฒนาอะไรบ้าง ?

ข้อตกลงของการดีลครั้งนี้ ทางกระทรวงกลาโหมได้ออกมาพูดว่า “ข้อตกลงจะเป็นการเร่งพัฒนากองทัพสหรัฐฯ ให้เป็นกองกำลังที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลัก” ทั้งยังได้ย้ำว่าที่เลือกหลาย ๆ บริษัทก็เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ‘Vendor lock’ หรือการที่ต้องพึ่งพาบริษัท AI บริษัทเดียวมากเกินไป

โดยเชื่อว่าการเข้าถึงขีดความสามารถ AI ที่หลากหลายจะช่วยให้เหล่านักรบมีเครื่องมือที่จำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่และปกป้องประเทศชาติ ซึ่งปัจจุบันมีบุคลากรกว่าหนึ่งล้านคนใช้งานแพลตฟอร์ม AI ของกองทัพที่ช่วยลดระยะเวลาทำงานจากหลักเดือนเหลือเพียงไม่กี่วัน

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์กับ Anthropic เริ่มสั่นคลอนหลังจากซีอีโอแสดงความกังวลเรื่องการนำ AI ไปใช้สอดแนมหรือสร้างอาวุธสงครามอัตโนมัติ จนนำไปสู่การขึ้นทะเบียนเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานและเกิดการฟ้องร้องคัดค้าน ซึ่งความขัดแย้งนี้ได้เปิดโอกาสให้บริษัทอื่นเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดย OpenAI ได้เซ็นสัญญาใหม่กับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ขณะที่ Google เตรียมนำ Gemini มาใช้ในงานระดับชั้นความลับเป็นครั้งแรกท่ามกลางการคัดค้านจากพนักงานบางส่วน

นอกจากนี้ยังมีการนำ Grok ของ X รวมถึงโมเดล Open-source อย่าง Nemotron ของ NVIDIA และ Reflection 70B มาใช้งาน โดยมีผู้ให้บริการคลาวด์อย่าง Microsoft, AWS และ Oracle สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขยายขนาดการใช้เครื่องมือ AI ในภารกิจทางทหารให้ครอบคลุมมากกว่าเดิมโดยไม่เกิดสภาวะผูกขาดจากผู้ผลิตรายเดียว

สงคราม AI Warefare น่ากลัวหรือจริง ๆ ควรจะเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ? 

ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนผ่านสู่สงครามที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไม่ใช่ทางเลือก แต่ถือเป็นไฟลต์บังคับในเชิงยุทธศาสตร์ ที่มหาอำนาจไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะในโลกยุคใหม่ ‘ความเร็ว’ คืออาวุธที่ร้ายแรงที่สุด การที่สหรัฐฯ เร่งดึงยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีเข้ามาเสริมทัพ บ่งบอกว่าความได้เปรียบทางการทหารไม่ได้วัดกันที่จำนวนกำลังพลหรืออาวุธหนักเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ตัดสินกันที่การประมวลผลข้อมูลมหาศาลเพื่อตัดสินใจในสนามรบได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วกว่าคู่แข่ง ซึ่งการลดระยะเวลาทำงานจากหลักเดือนเหลือเพียงไม่กี่วัน คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า AI ได้กลายเป็นตัวทวีคูณกำลังรบ (Force Multiplier) ที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน 

ดังนั้นถ้าถามว่าน่ากลัวไหมก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน แต่ถ้ามองจากโลกความเป็นจริงที่ AI อยู่รอบตัวเราในทุกอุตสาหกรรม การที่มันจะก้าวเข้ามามีบทบาทในด้านความมั่นคงเพื่อปกป้องประเทศ ก็อาจเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่าเป็นวิวัฒนาการปกติของโลกยุค AI ไปแล้ว

ที่มา : bbc
พิสูจน์อักษร : รัชนี สังข์แก้ว

Highlight

หนีไฟไหม้ในร้านเหล้า ! 5 สิ่งที่ต้องล็อกเป้าทันทีที่เดินเข้าประตู

13/07/2026
Read More

ยุคของการปัดซ้าย-ขวา กำลังจะจบลง ? เมื่อ AI เริ่มเลือก “คนที่ใช่” แทนเรา

13/07/2026
Read More

มูลนิธิองค์กรทำดี จับมือ ทรู ลุยโครงการ “Smart Safety Youth Training” เสริมเกราะภัยไซเบอร์ สร้างพลเมืองดิจิทัลยุคใหม่

13/07/2026
Read More

รู้จัก “ไฟไหม้ 3 แบบ” พร้อมวิธีเอาตัวรอดเบื้องต้น

13/07/2026
Read More

ปิดฉากสัปดาห์สุดหิน ! “V4 แป้ง” สาดพลังในเพลง “ชาวนากับงูเห่า” ก่อนกอดคอเพื่อนอำลาเวที True AF 2026

13/07/2026
Read More

ทำไม ‘Solo Living Vlog’ ถึงฮิตระเบิด ? ดูคนอื่นใช้ชีวิตคนเดียวมันฮีลใจยังไง

10/07/2026
Read More

Related Content