ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Read

“โดนหลอกสแกนหน้า” น่ากลัวยังไง มีโอกาสเกิดแค่ไหน ?

Table of Content

ล่าสุดเราเห็นข่าวที่ส่งต่อกันมาว่าให้ “ระวังมิจฉาชีพหลอกให้สแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนธนาคาร” แวบแรกที่เห็น ในหัวก็เกิดคำถามทันทีว่า “หลอกสแกนหน้าอีกแล้ว มีโอกาสเกิดขึ้นได้แค่ไหน?”

ก่อนตอบคำถามนั้น ขอวางบริบทก่อนสักนิด ปี 2567 ที่ผ่านมา ไทยสูญเงินไปกว่า 60,000 ล้านบาท จากการหลอกลวงออนไลน์ มีโทรศัพท์หลอกกว่า 38 ล้านสาย และ SMS หลอกกว่า 130 ล้านข้อความ นับว่าสูงที่สุดในรอบ 5 ปี ตัวเลขนี้ช่วยให้เข้าใจว่าสแกนใบหน้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่ใหญ่กว่ามาก

การสแกนใบหน้า คืออะไร?

ปกติแล้วการสแกนใบหน้าในมือถือ แบ่งได้หลัก ๆ เป็น 2 ประเภท คือ 2 มิติ และ 3 มิติ ซึ่งมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน

ภาพนี้ถูกสร้างจาก AI

สแกนแบบ 2 มิติ (2D) แบบนี้ใช้กล้องหน้าอ่านภาพใบหน้าในมุมมองแบน ๆ แล้วเทียบลักษณะโดยรวม เช่น ตา จมูก ปาก และสัดส่วนใบหน้า พูดให้เห็นภาพคือเหมือนเราถ่ายหน้าตัวเองออกมาแล้วพิมพ์ลงบนกระดาษ A4 ข้อดีคือใช้แค่ซอฟต์แวร์ + กล้องอย่างเดียวก็สแกนหน้าได้ ข้อเสียคือมีโอกาสถูกหลอกได้ง่ายกว่า

สแกนใบหน้าแบบ 3 มิติ (3D) แบบนี้จะมีความละเอียดมากกว่าเดิม เพราะใช้ กล้อง + เซนเซอร์ + ซอฟต์แวร์ ในการสแกน พูดให้เห็นภาพก็จะเหมือนกับ “ภาพปั้นนูนสูง” ที่รู้ว่าตรงไหนนูนมากนูนน้อย ข้อดีคือปลอดภัยกว่า สแกนใบหน้าได้จากทุกมุม ข้อเสียคือราคาอุปกรณ์ค่อนข้างสูง

Liveness Detection การสแกนใบหน้า
ภาพนี้ถูกสร้างจาก AI

แล้วมีอะไรอีกที่ต้องรู้ ? ปัจจุบันธนาคารไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้แค่ 2D หรือ 3D เพียงอย่างเดียว แต่เพิ่ม Liveness Detection เข้ามาด้วย ซึ่งก็คือการตรวจว่าหน้าที่กล้องเห็นอยู่นั้นเป็น “คนจริง ๆ ที่กำลังอยู่ตรงหน้า” ไม่ใช่รูปถ่ายหรือวิดีโอ เช่น ให้กะพริบตา หันหน้า หรือพูดตามคำสั่ง โดย ธปท. กำหนดให้ใช้ระบบนี้สำหรับธุรกรรมที่เกิน 50,000 บาท หรือการเปิดบัญชีผ่านแอปโดยไม่ต้องมาที่สาขา

ซึ่งส่วนใหญ่มิจฉาชีพมักจะหลอกสแกนใบหน้าในรูปแบบ 2 มิติมากกว่า เพราะไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก แค่ให้เหยื่อวิดีโอคอลแล้วแอบอัดไว้ หรือให้เหยื่อถ่ายวิดีโอใบหน้าหลาย ๆ มุมส่งมา

ส่วนระบบที่มี Liveness Detection นั้นยากกว่าจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเจาะไม่ได้เลย ปัจจุบันมีเครื่องมือ deepfake แบบ real-time ที่ทำงานได้เกิน 25 เฟรมต่อวินาที และราคาถูกลงเรื่อย ๆ ซึ่งใช้หลอกระบบยืนยันตัวตนได้โดยไม่ต้องแตะตัวมือถือหรือ OS ของเหยื่อเลย อย่างไรก็ตาม การโจมตีแบบนี้ยังค่อนข้างซับซ้อนสำหรับมิจฉาชีพทั่วไปในไทย

ทำไมมิจฉาชีพถึงอยากได้ใบหน้าของเรา ?

มิจฉาชีพอยากได้ใบหน้าของเราเพราะ ใบหน้าคือกุญแจที่เปิดความน่าเชื่อถือได้สองทาง ทางแรกคือใช้ยืนยันตัวตนแทนเรา ไม่ว่าจะเปิดบัญชีม้า สมัครสินเชื่อเถื่อน หรือทำธุรกรรมโดยไม่ต้องมีตัวเราอยู่ด้วย ทางที่สองคือปลอมเป็นเราเพื่อหลอกคนอื่น ไม่ว่าจะวิดีโอคอลหาพ่อแม่ ปลอมเป็นเพื่อน หรือแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดูน่าเชื่อถือ เพราะคนส่วนใหญ่ “เห็นหน้า = เชื่อ” โดยอัตโนมัติ พูดง่าย ๆ คือใบหน้าของเราไม่ได้มีค่าเพราะมันล็อกเงินในบัญชีไว้ แต่เพราะมันล็อก ความไว้วางใจของคนรอบข้างเราไว้ต่างหาก

หลอกสแกนใบหน้า มีโอกาสเกิดขึ้นแค่ไหน?

scammer facescan old man
ภาพนี้ถูกสร้างโดย AI

เพื่อตอบคำถามนี้ เราลองย้อนไปหาข่าวที่เคยเกิดขึ้นในไทย เอาจริง ๆ สถิติตัวเลขค่อนข้างหายาก เพราะไม่ได้มีการแยกชัดเจนว่าอาชญากรรมที่เกิดจากการสแกนใบหน้ามีมากน้อยแค่ไหน (ซึ่งการที่ไม่มีข้อมูลไม่ได้แปลว่าเกิดน้อย เพียงแต่ยังไม่ถูกนับแยกไว้)

จากที่ไล่เก็บข้อมูลจากข่าวที่เกิดขึ้น พบว่ามีเคสไม่เยอะมากหากเทียบกับการหลอกลวงรูปแบบอื่น แยกเป็น 2 รูปแบบหลัก ๆ คือ

  • หลอกสแกนใบหน้าเพื่อเปิดบัญชีม้า ซิมผี สมัครสินเชื่อเถื่อน รูปแบบนี้มิจฉาชีพต้องการข้อมูลใบหน้าคู่กับข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ เช่น บัตรประชาชนและเบอร์โทรศัพท์ เพื่อสร้าง identity ปลอมในปริมาณมาก
  • หลอกสแกน ส่งวิดีโอใบหน้า แล้วเอาไปปลอมแปลงหน้า (Deep Fake) เพื่อหลอกคนอื่นต่อ

แล้วหลอกสแกนหน้าแบบไหน ถึงน่ากลัว?

ถ้าเป็นแอปกู้เงินเถื่อนหรือเงินกู้นอกระบบ อันนี้ต้องระวัง เพราะแม้ตัวแอปจะผิดกฎหมาย แต่ความเสียหายในทางปฏิบัติยังเกิดขึ้นได้จริง เช่น ถูกนำข้อมูลส่วนตัวไปข่มขู่ โทรรบกวนคนรู้จัก หรือขายข้อมูลต่อในตลาดมืด อย่างไรก็ตาม แค่ข้อมูลใบหน้าอย่างเดียวยังไม่พอที่จะอนุมัติสินเชื่อ ต้องมีข้อมูลส่วนตัวอื่นพ่วงด้วย

แต่ที่น่ากลัวจริง ๆ คือการถูกสแกนใบหน้าแล้วขโมยตัวตนของเราเพื่อเอาไปหลอกคนใกล้ตัวโอนเงิน รูปแบบนี้มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุดและสร้างความเสียหายได้จริง เช่น

  • ปลอมเป็นลูกหลาน แล้ววิดีโอคอลไปหลอกลวงพ่อแม่ให้โอนเงิน
  • ปลอมเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ เพื่อเพิ่มความสมจริงในการกดดันเหยื่อ
  • Clone เสียง + ใบหน้าพร้อมกัน ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบมากขึ้นในต่างประเทศ ทำให้การแยกแยะยากมาก แม้แต่คนที่ระมัดระวังตัวอยู่แล้ว
  • หลอกให้ส่ง OTP ในการจ่ายเงิน โดยใช้ความน่าเชื่อถือของใบหน้าที่ปลอมขึ้นมา

นี่ไม่ใช่การหลอกสแกนหน้าเพื่อดูดเงินออกจากบัญชีโดยตรง แต่เป็นหนึ่งใน “วิธีเพิ่มความสมจริง” ในการหลอกให้เหยื่อโอนเงินออกจากบัญชีเอง

มีโอกาสเกิดขึ้นแค่ไหน ?

การหลอกสแกนใบหน้ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าถามว่าเยอะไหม ก็ต้องบอกว่าไม่ค่อยเยอะหากเทียบกับการหลอกลวงแบบอื่น ภัยโดยตรงจากสแกนหน้า เช่น การดูดเงินออกจากบัญชี ยังทำได้ยากเพราะระบบธนาคารไทยป้องกันได้ดีพอสมควร แต่ภัยทางอ้อม อย่างการเอาใบหน้า + เสียงไปปลอมตัวหลอกคนใกล้ชิด มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นรูปแบบที่หลอกง่ายที่สุดเพราะเหยื่อ “เห็นหน้าคนที่ไว้ใจ”

กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ ผู้สูงอายุ ที่มักถูกหลอกด้วยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ และ วัยทำงาน 25–34 ปี ที่ใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์สูงและเป็นกลุ่มเสี่ยงหลักจากการวิจัยในไทย

ถ้าโดนหลอกแล้ว ทำอย่างไร?

ถ้าสงสัยว่าถูกหลอกให้ส่งข้อมูลใบหน้าหรือข้อมูลส่วนตัวไปแล้ว ให้ทำทันที

  1. โทรแจ้งธนาคาร เพื่อระงับบัญชีชั่วคราวหรือตั้งค่าการแจ้งเตือนพิเศษ
  2. แจ้ง AOC (Anti Online Scam Operation Center) โทร 1441 ซึ่งเปิด 24 ชั่วโมง
  3. แจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ ผ่านเว็บไซต์ thaipoliceonline.com หรือสถานีตำรวจใกล้บ้าน
  4. แจ้งเตือนคนใกล้ชิด โดยเฉพาะพ่อแม่หรือผู้สูงอายุในครอบครัว ว่าอาจมีคนพยายามโทรหาในชื่อหรือหน้าของเรา

Highlight

จาก AI ผู้ช่วยสู่ AI ที่ทำงานเอง Claude เปิด Auto Mode เป็นค่าเริ่มต้น

10/08/2026
Read More

เก่าไปใหม่มา ! Google Assistant เตรียมหยุดให้บริการ 4 ก.ย. นี้ คาดเตรียมใช้ Gemini แทน

10/08/2026
Read More

ไหนใครได้ลองแล้ว ? ปุ่ม “Ask Maps” ฟีเจอร์ใหม่ที่ Google Maps ใส่ Gemini AI แชตบอตที่คุยกับแผนที่ได้แล้ว

10/08/2026
Read More

กันตนาล้ำ ไม่ง้อดารา เดบิวต์คู่พระ-นาง AI ครั้งแรกในวงการบันเทิงไทย ! 

10/08/2026
Read More

ลาด้วยรอยยิ้ม ! เพื่อนนักล่าฝันคืนสเตจส่งกำลังใจ “V11 นะโม” ยุติฝันสัปดาห์ที่ 9 ท่ามกลางความรักแน่นฮอลล์

10/08/2026
Read More

ทรู จับมือ มูลนิธิถันยรักษ์ฯ ชวน “โอปอล สุชาตา” ควงคุณแม่ส่งต่อแคมเปญ “เต้าต้องตรวจ” เติมเต็มความหมายวันแม่ปีนี้

10/08/2026
Read More

Related Content