หลังจากการเปิดฉากของฟุตบอลโลกผ่านไปได้หนึ่งสัปดาห์ นับตั้งแต่เปิดสนามแข่งขัน แฟนบอลหลายคนคงสังเกตเห็นว่า บรรดาผู้ตัดสินในศึกฟุตบอลโลกปีนี้ ต่างพากันสวมอุปกรณ์สุดสะดุดตาไว้บนศีรษะ สิ่งนั้นคืออะไร และจะเข้ามาช่วยให้การตัดสินเป็นธรรมหรือไม่
จริง ๆ แล้ว อุปกรณ์ที่อยู่บริเวณศีรษะของผู้ตัดสินนั้นไม่ได้มีแค่อย่างเดียวเท่านั้น แต่สำหรับบอลโลก 2026 ผู้ตัดสินจะมีอุปกรณ์สำคัญ 3 ชิ้นอยู่รอบศีรษะ ได้แก่
- ไมโครโฟน อุปกรณ์ชิ้นแรกที่ช่วยให้พวกเขาสามารถสื่อสารกับผู้ช่วยผู้ตัดสิน (ผู้กำกับเส้น), ผู้ตัดสินที่สี่, ทีมผู้ตัดสิน VAR รวมถึงแฟนบอลในสนามเมื่อต้องประกาศยืนยันคำตัดสินจาก VAR
- หูฟัง อุปกรณ์ชิ้นที่สองในหูข้างหนึ่ง เพื่อให้ผู้ตัดสินได้ยินสิ่งที่คนอื่น ๆ สื่อสารกลับมา
- กล้อง Ref Cam ติดศีรษะ สิ่งที่เพิ่มเข้ามาใหม่ล่าสุดสำหรับฟุตบอลโลกครั้งนี้ โดยเป็นกล้องที่หันออกไปด้านหน้า ซึ่งติดตั้งอยู่ข้างหูอีกข้างหนึ่ง
เนื่องจากปีนี้เป็นครั้งแรกที่ได้นำเอาเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการแข่งขันฟุตบอลโลก BT beartai จะพาผู้อ่านมารู้จักกับเทคโนโลยีที่เรียกว่า “กล้อง Ref Cam” ความหมายเป๊ะตามชื่อเลย เพราะเป็นกล้องที่ติดอยู่กับผู้ตัดสิน ที่ผู้ถ่ายทอดสดจะนำภาพจากกล้องนี้ไปใช้ เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นมุมมองที่แตกต่างออกไปจากเดิมที่จะมีเพียงมุมมองภาพที่ถ่ายจากกล้องที่อยู่ด้านข้างและด้าบบนของสนามเท่านั้น อาจจะเป็นช็อตการทำประตู หรือช็อตที่ต้องตัดสินการฟาวล์ไม่ฟาวล์ หรือเป็นช็อตสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ตัดสิน
อุปกรณ์ชิ้นนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อให้แฟนบอลได้เห็นมุมมองของตัวผู้ตัดสินเองในช่วงเวลาที่มีปัญหา ซึ่งช่วยให้แฟน ๆ เข้าใจมากขึ้นว่าทำไมถึงตัดสินแบบนี้ มีเหตุผลอะไร ภาพที่ถูกถ่ายทอดก็จะช่วยอธิบายได้โดยที่เราไม่ต้องถกเถียงกันยาวนาน ยืดเยื้อ
ก่อนหน้านี้เคยมีการนำ “Ref Cam” มาใช้ในศึกพรีเมียร์ลีกแล้ว แต่ตอนนั้นตัวกล้องจะถูกติดไว้ที่หน้าอกแทนที่จะเป็นรอบศีรษะ เพื่อช่วยให้ภาพจาก Ref Cam ดูง่ายและสบายตาขึ้น หลังจากเห็นประโยชน์ของการใช้งานได้จริงแล้ว FIFA จึงได้มอบหมายให้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Lenovo พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขึ้นมา เพื่อช่วยลดการสั่นไหวของภาพในขณะที่ผู้ตัดสินกำลังวิ่ง
โยฮันเนส โฮลซ์มุลเลอร์ (Johannes Holzmüller) ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมของ FIFA กล่าวว่า
“ผู้ให้บริการถ่ายทอดสดบอกกับเราว่า พวกเขาอยากใช้ภาพจาก Ref Cam ให้บ่อยกว่านี้ แต่ปัญหาคือตอนที่ผู้ตัดสินกำลังวิ่งหรือสปรินต์ ภาพมันจะสั่นมาก เราจึงนำตัวแปรต่าง ๆ หลายสิบอย่างเข้ามาร่วมวิเคราะห์ด้วยเพื่อวัดค่าและลดการสั่นไหวนี้”
ดังนั้นเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาปิดจุดบอดและลดดราม่าที่อาจเกิดขึ้นจากจังหวะกังขา โดยเฉพาะกรณี “มุมอับ” หรือโดนบังสายตา เหมือนอย่างแมตช์ประวัติศาสตร์ในความทรงจำของแฟนบอลทั่วโลกระหว่าง เยอรมนีพบอังกฤษ ศึกฟุตบอลโลก 2010
ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย จังหวะที่ แฟรงก์ แลมพาร์ด (Frank Lampard) ยิงไกลบอลเช็ดคานกระดอนลงพื้นข้ามเส้นประตูไปเต็มใบอย่างชัดเจน (เมื่อดูจากภาพช้า) แต่ในมุมมองหน้างานจริง ทั้งผู้ตัดสินและไลน์แมนกลับวิ่งตามไม่ทัน แถมมุมสายตาจากด้านข้างยังโดนผู้รักษาประตูบังมิด
เมาริซิโอ เอสปิโนซา (Mauricio Espinosa) ผู้กำกับเส้นชาวอุรุกวัยในแมตช์นั้น ยอมรับสารภาพภายหลังว่า ความเร็วของลูกบอลทำให้เขามองไม่ทันจริง ๆ และเพิ่งมารู้ตัวว่าตัดสินผิดพลาดมหันต์ตอนเห็นภาพรีเพลย์ทางทีวีหลังจบเกม ซึ่งความผิดพลาดนี้ส่งผลให้อังกฤษชวดประตูตีเสมอ 2-2 ก่อนจะพ่ายไป 4-1 ในที่สุด
แม้ในยุคนั้นจะยังไม่มีระบบ Goal-Line หรือ VAR แต่ลองจินตนาการว่า ถ้าผู้ตัดสินสวมกล้อง Ref Cam ไว้ที่ศีรษะ และวิ่งกวดตามมาอยู่บริเวณหน้ากรอบเขตโทษ กล้องจะบันทึกภาพจากมุมมอง First-Person ตรงหน้าในระดับสายตาทันที ซึ่งมุมนี้จะเห็นวิถีของลูกบอลที่ตกทะลุเส้นประตูได้อย่างชัดเจนโดยไม่มีอะไรบัง ช่วยเซฟผู้ตัดสิน แก้ไขความผิดพลาดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกได้ทันเวลา และเปลี่ยนดราม่าระดับโลกให้กลายเป็นการตัดสินที่โปร่งใสได้ทันที













