แม้ว่า Data Center หลายแห่งในไทยจะดำเนินธุรกิจมานานหลายปี แต่ช่วงนี้มีกระแสถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ ปี 2021 มีการเปิดตัว STT Bangkok 1 ซึ่งเป็น Data Center ระดับไฮเปอร์สเกลแห่งแรกในประเทศไทย ผ่านมาได้ไม่นาน Data Center ก็เกิดขึ้นมาด้วยการขยายตัวอย่างรวดเร็ว สำคัญกว่านั้นคือการย้ายเข้ามาตั้งปะปนกับย่านอยู่อาศัยและชุมชน โดยที่กฎหมายการกำกับดูแลและโครงสร้างพื้นฐานเดิมตามไม่ทัน จนอาจกลายเป็นช่องโหว่ของปัญหาอื่น ๆ ตามมา
เรียกได้ว่าทั่วพื้นที่ของกรุงเทพฯ คลุ้งไปด้วยการเติบโตของ Data Center ที่สร้างขึ้นมาเป็นดอกเห็ด และล้วนสร้างความกังวลให้แก่ประชาชนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ Data Center พระราม 9 หรือรามคำแหง 28 แล้วจริง ๆ Data Center ดีหรือไม่ดี ทำไมกลายเป็นของแสลงที่หลายคนไม่อยากให้มี โดยเฉพาะเรื่องการแย่งทรัพยากรที่น่าจะเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความกังวล
ภาพรวม Data Center ในประเทศไทย
ข้อมูลจากการรวบรวมพบกว่าประเทศไทยมี Data Center ทั้งหมดประมาณ 55–65 แห่ง (รวมศูนย์ Data Center ของผู้ให้บริการโทรคมนาคมเดิม, องค์กรขนาดใหญ่ และ Hyperscale Data Center ยุคใหม่)
โครงการสำคัญระดับ Hyperscale / AI Data Center มีโครงการขนาดใหญ่หลัก ๆ อยู่ที่ 25–26 โครงการสำคัญ ซึ่งคิดเป็นกำลังไฟฟ้าประกาศรวมกว่า 2,600+ MW
สถิติการอนุมัติการลงทุนจาก BOI (Board of Investment) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ในช่วงปีที่ผ่านมามีการโถมลงทุนในกลุ่ม Hyperscale / AI Data Center อย่างมหาศาล
- ปี 2024 BOI อนุมัติการส่งเสริมการลงทุนรวม 47 โครงการ (มูลค่าราว 1.73 แสนล้านบาท)
- ปี 2025 มีการยื่นขอส่งเสริมเพิ่มขึ้นอีก 36 โครงการ (มูลค่ารวมกว่า 7.28 แสนล้านบาท)
- ปี 2026 (ไตรมาสแรก) อนุมัติเพิ่มอีก 7 โครงการยักษ์ (มูลค่าเฉียด 1 แสนล้านบาท)
Data Center กระจายตัวตามสัดส่วนพื้นที่หลัก
กรุงเทพฯ และปริมณฑล มี Data Center กระจุกตัวอยู่ประมาณ 34–45 แห่ง (ทั้งที่เปิดดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างก่อสร้าง) เน้นให้บริการระดับองค์กร จุดเชื่อมต่อโครงข่าย และต้องการ Latency ต่ำ
ภาคตะวันออก (EEC – ชลบุรี, ระยอง, ฉะเชิงเทรา) ครองสัดส่วนกำลังไฟฟ้าสูงที่สุดถึง 61% (1,600+ MW) เนื่องจากเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักสำหรับ AI / Hyperscale Campus ขนาดใหญ่ ที่ต้องการพื้นที่กว้างและกำลังไฟสูง
ต่างจังหวัด/ภูมิภาคอื่น ๆ กระจายตัวเป็นศูนย์บริการระดับภูมิภาคและ Edge Data Center รวมประมาณ 5–10% ของกำลังไฟฟ้ารวมทั้งประเทศ
กฎหมายเดินช้ากว่าความเติบโตของ Data Center ?
Data Center ตามนิยามคือ ห้อง อาคาร หรือสถานที่ทางกายภาพ ที่ใช้รองรับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับสร้าง ดำเนินการ และให้บริการแอปพลิเคชันและบริการต่าง ๆ รวมถึงเป็นสถานที่จัดเก็บและจัดการข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแอปพลิเคชันและบริการ แต่กลับไม่เคยมีนิยามในทางกฎหมายมาก่อน ทำให้ไม่มีกฎหมายฉบับไหน ๆ ที่จะเข้ามาคอยกำกับดูแลเช่นเดียวกัน และนำมาซึ่งปัญหาที่แก้ไม่ตก
ก่อนที่วันที่ 14 สิงหาคม 2026 ราชกิจจาฯ ประกาศตั้ง ‘บอร์ด Data Center’ เพื่อควบคุมผลกระทบทางน้ำ ไฟ และสิ่งแวดล้อม และต้องจับตานัดหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูภาพรวมข้อกฎหมาย และวางแนวทางการออกกฎหมายเพื่อปิดช่องโหว่ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ส่งสัญญาณที่ดีของฝั่งรัฐบาล พร้อมแรงผลักจากนักวิชาการที่ดันให้เกิด พ.ร.บ. Data Center ในการลดความซับซ้อนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความกระจัดกระจายของกฎหมาย
ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ที่ได้ออกร่างกฎหมาย H.R. 9340 (Ratepayer Protection Act) ที่เพิ่งผ่านคณะกรรมาธิการเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา เป็นร่างกฎหมายที่ช่วยคุมบิลค่าไฟของประชาชน ไม่ให้พุ่งทะยานเพราะโรงไฟฟ้าแห่งใหม่และสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่ต้องสร้างเพื่อป้อนไฟให้ Data Center ขนาดยักษ์ ซึ่งกังวลกันว่าจะถูกบวกเข้าไปในบิลค่าไฟรายเดือนของทุกคนในเมือง ก็ต้องตามกันต่อว่าประเทศไทยจะมีทิศทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับ Data Center อย่างไร
ผลกระทบของ Data Center แรงแค่ไหน ทำไมต้องกังวล ?
แน่นอนว่า Data Center ไม่มีการเผาไหม้ในกระบวนการทำงานปกติ ไม่มีปล่องควันพิษ และไม่มีขยะเคมี แต่ที่คนกังวลกันมากที่สุดก็เพราะ Data Center ต้องดึงทรัพยากรพื้นฐานของเมืองมาใช้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีช่วงหยุดพัก แบบนี้ไฟ-น้ำจะหมดจนคนต้องลำบากหรือเปล่า
ประเด็นนี้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ตอบชัดว่าปริมาณที่ Data Center ใช้ในกรุงเทพฯ ไม่ได้ใหญ่เหมือนที่อยู่ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งใช้ไฟฟ้าระดับ 100 เมกะวัตต์ ของกรุงเทพฯ เองอยู่ในระดับ 20 เมกะวัตต์ ที่การไฟฟ้าก็ยืนยันว่าไม่ได้มีผลกระทบกับการใช้ไฟของคนในกรุงเทพฯ แต่ก็ต้องเป็น Data Center ที่ทำงานร่วมกับการไฟฟ้าอย่างถูกต้อง ผ่านการประเมินการใช้ไฟว่าจะไม่กระทบกับโหลดความต้องการในพื้นที่ จึงไม่การันตีกับพื้นที่อื่นที่อาจมีข้อจำกัดในเรื่องระบบส่งไฟฟ้า
ทำให้สิ่งที่ต้องกังวลตามมาคือระบบสายส่งกำลังไฟที่ยังไม่พร้อม และกำลังประสบปัญหาในการรองรับความต้องการไฟฟ้ามหาศาลจาก Data Center
แต่การเหมาว่า Data Center ทุกแห่งกินไฟและแย่งน้ำของประเทศก็อาจจะเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องซะทีเดียว เพราะเราต้องแยก Traditional Data Center เจ้าเดิม ออกจาก Hyperscaler และ AI Data Center ผู้มาใหม่ โดย Data Center ขนาดเล็ก-กลาง (10-15 MW) ในกรุงเทพฯ ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้ไทยมานานกว่า 20 ปี ใช้เพียงระบบระบายความร้อนด้วยอากาศปกติ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
แต่กลุ่มที่น่ากังวลจริง ๆ คือ Hyperscaler (50 MW+) และ AI Data Center (100 MW+) ซึ่งประมวลผลซับซ้อน เกิดความร้อนสูง จนต้องหันไปพึ่งพาระบบระบายความร้อนด้วยน้ำเพื่อลดค่าไฟ ส่งผลให้สูญเสียน้ำระเหยวันละนับล้านลิตร ถึงแม้ปัจจุบันยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีจะเริ่มปรับมาใช้ระบบ Hybrid หรือ Closed-Loop ให้น้ำหมุนเวียนในระบบเพื่อลดการสิ้นเปลืองน้ำลงบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงบริโภคพลังงานไฟฟ้าในระดับมหาศาลอยู่ดี
สำหรับตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าการใช้ไฟของ Data Center สร้างปัญหา ต้องย้อนดูกรณีศึกษาในไอแลนด์เมื่อปี 2023 ที่ Data Center ดึงพลังงานไฟฟ้าไปมากถึง 21% ของไฟฟ้าทั้งประเทศ จนรัฐบาลต้องสั่งชะลอการอนุมัติสร้าง Data Center เพิ่มในพื้นที่กรุงดับลิน เพราะเสี่ยงทำไฟดับทั้งเมือง
งานวิจัยตรวจวัดความร้อนรอบ Data Center พบว่า อุณหภูมิอากาศบริเวณใต้ลมสูงกว่าบริเวณเหนือลมเฉลี่ย 0.7–0.9°C และบางจุดพุ่งสูงขึ้นถึง 2.2°C ในระยะหลายร้อยเมตร ซึ่งเมื่อนำมาตั้งในกรุงเทพฯ จะยิ่งซ้ำเติมปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island)
เช่นเดียวกับมลพิษทางอากาศและน้ำมันสำรอง ตอนนี้ปัญหาที่พบในไทยคือการตรวจสอบว่ากรณีการสร้าง Data Center นั้นได้ทำถูกต้องตามที่ขออนุญาตหรือไม่ หากจงใจกักตุนน้ำมันและไม่ทำตามใบอนุญาตอย่างถูกต้องก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
เรื่องปัญหามลพิษจำเป็นจะต้องมีกฎหมายควบคุมชัดเจน เพราะเป็นประเด็นหลักที่กระทบต่อสุขภาพประชาชนได้โดยตรง และเป็นสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องเป็นปัจจัยแรก ๆ มาโดยตลอดเช่นเดียวกัน
ไฟไหม้ Data Center ครั้งเดียว ทำบริการนับล้านล่ม
เหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ Data Center ของ OVHcloud เมืองสตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี 2021 ที่ส่งผลกระทบต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก
นอกจากเพลิงไหม้จะทำลายตัวอาคารแล้ว ยังส่งผลให้เว็บไซต์และบริการออนไลน์กว่า 3.6 ล้านแห่งทั่วยุโรปและทั่วโลกต้องหยุดทำงานทันที ซึ่งรวมถึงระบบบริการของรัฐบาลในหลายประเทศ เว็บไซต์พิพิธภัณฑ์ชื่อดัง แพลตฟอร์มคริปโทเคอร์เรนซี และระบบอีเมลของภาคเอกชนจำนวนมากที่ต้องเข้าสู่แผนกู้คืนภัยพิบัติฉุกเฉิน
ความเสียหายอันหนักหน่วงนี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายแก่ภาคธุรกิจ แต่ยังเกิดขึ้นในจังหวะที่เปราะบางที่สุด เพียง 2 วันหลังจากที่ OVHcloud ในฐานะผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่สุดของยุโรป ได้ประกาศแผนเตรียมจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO) เพื่อก้าวขึ้นเป็นคู่แข่งสำคัญของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีฝั่งสหรัฐฯ อย่าง Amazon, Microsoft และ Google โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ได้รับการบันทึกไว้เป็นหนึ่งในบทเรียนราคาแพงที่สุดของอุตสาหกรรม Data Center เกี่ยวกับความสำคัญของสถาปัตยกรรมการป้องกันไฟและการสำรองข้อมูลภายนอกพื้นที่ ทำให้เป็นบทเรียนสำคัญของการสร้าง Data Center ในปัจจุบันที่จะต้องเข้มงวด และได้มาตรฐานยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งนี้เรียกว่า Data Center Tier
มาตรฐาน Data Center Tier การันตีคุณภาพแค่ไหน ?
Data Center ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิ ระบบไฟฟ้า อุปกรณ์ดับเพลิง และความปลอดภัยที่รัดกุม ดังนั้นการประเมินความเสถียรและความมั่นคงปลอดภัยของ Data Center จะถูกวัดจากเปอร์เซ็นต์การทำงานอย่างต่อเนื่องของระบบ โดยสถาบัน Uptime Institute ได้กำหนดมาตรฐานระดับ Tier เพื่อแบ่งเกณฑ์ประสิทธิภาพและโครงสร้างพื้นฐานออกเป็น 4 ระดับ เพื่อเป็นมาตรฐานกลางในการตรวจสอบและการันตีคุณภาพการใช้งาน
สำหรับมาตรฐาน Tier แบ่งตามระดับความเสถียรและการรองรับความเสียหาย ได้แก่
- Tier 1 เป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับเริ่มต้น มี UPS และเครื่องสำรองไฟ (รับประกันความเสถียรอยู่ที่ 99.671%)
- Tier 2 เพิ่มระบบจ่ายไฟและระบบทำความเย็นสำรองเพื่อรองรับการบำรุงรักษา (รับประกันความเสถียรอยู่ที่ 99.741%)
- Tier 3 ออกแบบให้สามารถซ่อมบำรุงหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ได้โดยไม่ต้องหยุดการทำงานของระบบ (รับประกันความเสถียรอยู่ที่ 99.982%)
- Tier 4 เป็นระดับสูงสุด มีความทนทานต่อข้อผิดพลาด หากระบบใดระบบหนึ่งล้มเหลวก็ยังคงทำงานต่อได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตรา Downtime ต่ำที่สุดไม่เกินประมาณ 26 นาทีต่อปี (รับประกันความเสถียรอยู่ที่ 99.995%)
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ Data Center เข้าสู่ย่านชุมชนในกรุงเทพฯ กำลังกลายเป็นประเด็นน่ากังวลเนื่องจากกฎหมายกำกับดูแลตามไม่ทันความเติบโต แม้ว่าจะมีบอร์ด Data Center แล้วก็ตาม แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ว่าท้ายที่สุดแล้วกฎหมายที่ออกมาควบคุมการกำเนิดของ Data Center ได้อย่างมีคุณภาพ อยู่ในมาตรฐานที่ไม่สร้างปัญหาให้กับการนำทรัพยากรมาใช้ และไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อมความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรอบพื้นที่ตั้งของ Data Center นั้น ๆ













