ใครที่ใช้คอมฯ สเปกไม่แรงน่าจะถูกใจสิ่งนี้ เพราะอัปเดตล่าสุดของ Windows 11 เวอร์ชัน ’26H2′ ที่เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อสัปดาห์ก่อน เข้ามาช่วยแก้ปัญหาอาการกินแรมที่หลายคนบ่นกันมานาน ตัวอัปเดตนี้มาพร้อมโปรไฟล์ที่เรียกว่า ‘Low-Latency Profile’ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เราเปิดแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้ไวขึ้นแล้ว ยังปรับแต่งระบบหลังบ้านให้ดึงทรัพยากรเครื่องไปใช้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
เรื่องการจัดการหน่วยความจำที่ทำได้ดีขึ้นนี้กลายเป็นที่พูดถึงกันใน ‘Reddit’ โดยมีผู้ใช้งานบอกว่าหลังจากอัปเดตและรีสตาร์ตเครื่อง พบว่าระบบกินแรมลดลงไปถึง 2 GB ซึ่งหลายคนก็เข้ามาคอนเฟิร์มว่าเจอการเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกัน ทางเว็บไซต์ ‘Windows Latest’ เลยลองทดสอบให้ชัวร์ด้วยการเปิดแอปพลิเคชันทิ้งไว้พร้อมกันเยอะ ๆ เพื่อดูว่าระบบแค่เคลียร์พื้นที่ตอนเครื่องว่าง หรือทำงานดีขึ้นจริง ๆ ซึ่งผลทดสอบก็ยืนยันว่าตัวระบบสามารถคุมการกินแรมได้ต่ำกว่าปกติจริง แม้จะใช้งานอย่างหนักหน่วงก็ตาม
ปาวัน ดาวูลูรี (Pavan Davuluri) หัวหน้าทีม Windows เคยเกริ่นเรื่องนี้ไว้ในพอดแคสต์ ‘Windows Insider’ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า “ทีมงานกำลังโฟกัสเรื่องการบีบอัดและจัดการหน่วยความจำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในส่วนของระบบปฏิบัติการและตัวแอปพลิเคชัน เพื่อให้การทำงานร่วมกันสมูทที่สุด”
เขาอธิบายถึงเหตุผลในการพัฒนาครั้งนี้ไว้ว่า “เมื่อเรามองดูราคาของหน่วยความจำคอมพิวเตอร์ที่พุ่งสูงขึ้นในทุกภาคส่วน ทีมงาน Windows จึงมีความพยายามอย่างชัดเจนที่จะผลักดันให้เกิดการใช้หน่วยความจำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น”
การปรับปรุงครั้งนี้ถือว่ามาถูกเวลามากในยุคที่ RAM รุ่นใหม่ ๆ ราคาค่อนข้างสูง จนค่ายคอมพิวเตอร์ (รวมถึง Microsoft เอง) ยังต้องทำแล็ปท็อปรุ่นเริ่มต้นที่ให้ RAM มาแค่ 8 GB ออกมาขาย
แน่นอนว่าอัปเดตซอฟต์แวร์ตัวนี้ไม่ได้ช่วยให้แรมในตลาดปี 2026 ราคาถูกลง แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยยืดอายุการใช้งานคอมพิวเตอร์สเปกเดิมหรือสเปกเริ่มต้นให้ทำงานได้ราบรื่นและเบาเครื่องขึ้น ในระหว่างที่เรารอให้ราคาฮาร์ดแวร์กลับมาจับต้องได้ง่ายกว่านี้







