ในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) 2026 หรือ 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเป็นรอบที่สอง หนุ่ย พงศ์สุข ได้มีโอกาสพูดคุยและสัมภาษณ์พิเศษกับ คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย โดยในบทสัมภาษณ์ได้เจาะลึกถึงเบื้องหลังและไฮไลต์สำคัญ นั่นคือการเปิดตัวโมเดล “Bangkok Blueprint” พิมพ์เขียวระดับโลกที่ร่วมกันผลักดันโดย IMF, World Bank และแบงก์ชาติไทย เพื่อเป็นกรอบอ้างอิงสำหรับประเทศต่าง ๆ ใช้เป็นหลักการในการรับมือกับปัญหาภัยการเงินดิจิทัล
สำหรับ Bangkok Blueprint นั้น เกิดขึ้นจากปัญหาเรื่องการฉ้อโกง และแก๊งสแกมเมอร์ที่ทวีความรุนแรงและกลายเป็นวิกฤตระดับโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่มีสัดส่วนความเสียหายสูงถึง 60-70% ของทั่วโลก พิมพ์เขียวฉบับนี้จึงถูกออกแบบมาให้เป็นกรอบอ้างอิงมาตรฐานสากล ซึ่งมีทั้งหมด 12 ข้อ ภายใต้ 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่
เสาหลักที่ 1 การวางยุทธศาสตร์ กฎหมาย และกลไกกำกับดูแลที่กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบอย่างชัดเจน
เสาหลักที่ 2 การบริหารจัดการภัยทุจริตอย่างครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน ตรวจจับ ตอบสนอง และเยียวยาผู้เสียหาย
เสาหลักที่ 3 การใช้ประโยชน์จากกรอบบริหารความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว เช่น AML/CFT และ Cyber Security
เสาหลักที่ 4 การเสริมสร้างความร่วมมือทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ
เสาหลักที่ 5 การคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างความตระหนักรู้ รวมถึงเพิ่มภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล
นอกจากนี้ แบงก์ชาติยังได้ออกเอกสาร “Compendium” เปรียบเสมือน Bangkok Blueprint in Action ที่ถอดบทเรียนการบริหารจัดการจาก 4 ประเทศในเอเชีย (ฮ่องกง, สิงคโปร์, ไทย และมาเลเซีย) มาเป็นแนวทางปฏิบัติจริง พร้อมทั้งดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างเข้มข้นตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ทั้งการคุมเข้มการเปิดบัญชี, การจัดการเส้นทางเงินทุนสีเทา, สินทรัพย์ดิจิทัล (USDT) และการควบคุมผู้ให้บริการระบบรับชำระเงินที่ไม่รัดกุม
ในส่วนของประเทศไทย ความร่วมมือภายใต้แนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขความเสียหายจากภัยทางการเงินที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่เคยสูงถึงราว 43,000 ล้านบาทต่อปี เหลือเพียงประมาณ 9,000 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 นอกจากนี้ แบงก์ชาติยังได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการคุมเข้มการเปิดบัญชีม้า, การจัดการเส้นทางเงินทุนสีเทา, สินทรัพย์ดิจิทัล (USDT) และการควบคุมผู้ให้บริการระบบรับชำระเงินที่ปล่อยปละละเลยให้ใช้ทำธุรกรรมผิดกฎหมาย รวมถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของกลุ่มธุรกิจ SME ผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อและการผลักดันการนำเทคโนโลยี AI มายกระดับผลิตภาพและประสิทธิภาพทางธุรกิจเพื่อรับมือกับภาวะสังคมสูงวัย
สิ่งที่น่าสนใจในวิสัยทัศน์ของคุณวิทัย คือการมองไกลกว่าแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะแบงก์ชาติไม่ได้ใช้นโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวเพื่อรักษาเสถียรภาพและกรอบเงินเฟ้อที่ 1-3% เท่านั้น แต่ยังสวมหมวกผู้กำกับดูแลเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในจุดที่เปราะบางที่สุด นั่นคือกลุ่มธุรกิจ SME ซึ่งคิดเป็น 9 ใน 10 ของบริษัทในไทย พร้อมทั้งตั้งเป้าผลักดันให้สินเชื่อ SME กลับมาเป็นบวกในปีหน้า จึงเป็นความพยายามครั้งสำคัญ
ทั้งนี้ ธปท. และกระทรวงการคลังมุ่งหวังให้ Bangkok Blueprint เป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การยกระดับการรับมือแบบครบวงจรทุกภาคส่วน (Whole-of-Ecosystem) การบูรณาการความร่วมมือข้ามพรมแดนเพื่อตัดวงจรอาชญากรรมข้ามชาติ และการผลักดันมาตรฐานสากลร่วมกับองค์กรการเงินระดับโลกอย่าง IMF, WBG, FATF และ FSB
ซึ่งในระยะข้างหน้า การสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่มั่นคงจำเป็นต้องอาศัยการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อให้โลกดิจิทัลยังคงเป็นกลไกขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจ บนรากฐานความปลอดภัยและความเชื่อมั่นสูงสุดของประชาชน













