‘AI Worm’ หรือหนอน AI คือมัลแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อโจมตีระบบอะไรก็ตามที่ใช้ AI based โดยเฉพาะ ทั้งนี้แฮกเกอร์ (ผู้โจมตี) จะสร้าง Prompt อันตรายที่ทำสำเนาตัวเองได้เพื่อไปกระตุ้นให้เกิดการทำ Prompt Injection ทางอ้อมแบบต่อเนื่อง ส่งผลให้แอปฯ ที่ได้รับผลกระทบทำงานตามคำสั่งพรอมต์นี้ และเจาะระบบ RAG ของแอปฯ อื่นต่อไปเป็นทอด ๆ
แล้วทำไมต้องเป็นชื่อ Worm ?
ย้อนกลับไปในยุคแรก ๆ ของอินเทอร์เน็ตช่วงปี 1988 แวดวงคอมพิวเตอร์ต้องจารึกชื่อของ ‘Morris Worm’ มัลแวร์ตัวแรก ๆ ที่แพร่กระจายไปทั่วเครือข่าย ต้นกำเนิดเกิดมาจากโรเบิร์ต มอริส (Robert Morris) หนุ่มวัย 23 ปี นักศึกษาปริญญาโทของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ที่เดิมทีตั้งใจเขียนโปรแกรมขึ้นมาเพื่อ ‘วัดขนาดของอินเทอร์เน็ต’ ยุคนั้น (ARPANET) ว่ามีคอมพิวเตอร์เชื่อมต่ออยู่กี่เครื่องกันแน่
เขาเลือกปล่อยโปรแกรมนี้ผ่านระบบของสถาบัน MIT เพื่อพรางตัวไม่ให้สืบสาวกลับมาถึงคอร์เนลล์ได้ แต่จุดเปลี่ยนคือเกิดข้อผิดพลาดในการเขียนโคด ทำให้ตัวหนอนคัดลอกตัวเองซ้ำ ๆ ในเครื่องเดิมจนไม่ยอมหยุด ผลลัพธ์คือคอมพิวเตอร์ทั่วเครือข่ายโดนโปรเซสถมจน RAM และ CPU เต็ม เครื่องค้าง ระบบล่มไปตาม ๆ กัน
แล้ว AI Worm คือมัลแวร์แบบไหน ?
ย้อนกลับมาที่หัวข้อหลักของเราอย่าง AI Worm ซึ่งหลังจากข้อผิดพลาดครั้งนั้น แฮกเกอร์ก็เริ่มมีวิธีอื่น ๆ ที่จะเขียนเจ้า Worm หรือหนอนนี้ขึ้นมาเพื่อประสงค์ร้าย โดยเฉพาะชื่อ Mirai และ Aisuru-Kimwolf ที่เปลี่ยนอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้กลายเป็นกองทัพซอมบี้ (Botnet) รุมถล่มระบบให้ล่ม (DDoS) หรือใช้เรียกค่าไถ่ เดิมทีหนอนยุคเก่าพวกนี้จะเจาะจงเล่นงานเฉพาะอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์บางประเภทที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้าเท่านั้น แต่พอมี AI Agent ที่สามารถตัดสินใจและลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ได้เองอัตโนมัติ ก็ทำให้เกิดภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า ‘AI Worm’ นี่แหละ ซึ่งมันสามารถออกค้นหา เจาะระบบ และแพร่เชื้อใส่อุปกรณ์อะไรก็ตามที่ต่ออินเทอร์เน็ตได้ด้วยตัวเอง
ทีมวิจัยจากบริษัท Anthropic ได้ศึกษาเรื่องนี้และได้ข้อมูลมาว่า โมเดล AI ขนาดเล็กอาจฉลาดพอที่จะคัดลอกตัวเองไปฝังอยู่ในอุปกรณ์สมาร์ตโฮม (IoT) ทั่วไป เช่น เตาอบอัจฉริยะ หรือกล่อง Android TV ราคาถูก ความน่ากลัวที่ต่างจากมัลแวร์ทั่วไปคือ หนอน AI เหล่านี้ทำความเข้าใจและหาวิธีเจาะอุปกรณ์ที่ไม่คุ้นเคยได้เองโดยไม่ต้องมีคนคอยป้อนคำสั่ง
งานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ให้เห็นว่าหนอน AI สร้างการโจมตีที่ปรับเปลี่ยนไปตามเป้าหมายแต่ละเครื่องได้เองเมื่ออยู่บนระบบคอมพิวเตอร์สเปกสูง พอเจาะเข้าเครื่องเหยื่อได้แล้ว มันจะสวมรอยเป็นปรสิต ดึงพลังการประมวลผลของเครื่องนั้นมารันโมเดลภาษา (LLM) เพื่อใช้เป็น ‘สมอง’ ในการคิดวิเคราะห์และขยายวงโจมตีต่อไป ไม่ว่าจะเป็นระบบ Linux, Windows หรืออุปกรณ์ IoT โดยอาศัยช่องโหว่ทั่วไปตามเครือข่ายองค์กรในการแพร่กระจาย
แต่คำถามคือ ถ้าเป็นอุปกรณ์สมาร์ตโฮมที่มีสเปกต่ำล่ะ ? ทีมวิจัยของ Anthropic จึงทดลองว่า AI Worm จะใช้วิธีหั่นแบ่งโมเดล (Shards) เพื่อกระจายกันทำงาน อธิบายง่าย ๆ คือ ถ้าสมองของ AI ใหญ่เกินกว่าจะยัดลงในอุปกรณ์ชิ้นเดียว มันก็จะหั่นตัวเองเป็นชิ้นเล็ก ๆ ไปฝากไว้ตามเครื่องใช้ไฟฟ้าหลาย ๆ เครื่อง เช่น ตู้เย็นอัจฉริยะ เตาอบ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น และเครื่องตัดหญ้าอัตโนมัติ แล้วให้อุปกรณ์เหล่านี้สื่อสารกันเพื่อรวมพลังประมวลผลเป็น AI ตัวเต็ม ยิ่งในปัจจุบัน อุปกรณ์อย่างกล้องวงจรปิดหรือชุดอุปกรณ์ประชุมทางไกลก็เริ่มมีชิป AI ขนาดเล็กฝังมาให้ในตัวแล้วด้วย
ในการทดลอง นักวิจัยลองนำกล่อง Android TV โนเนมจำนวน 15 เครื่อง มาเชื่อมต่อกันเพื่อรันโมเดล AI ขนาด 26,000 ล้านพารามิเตอร์ ผลปรากฏว่าอุปกรณ์ราคาถูกเหล่านี้ช่วยกันรันโมเดลที่ฉลาดระดับนี้ได้จริง แม้จะทำงานได้ค่อนข้างช้า (ประมวลผลได้ 0.39 โทเคนต่อวินาที) และเมื่อทดสอบต่อว่า AI ขนาดเล็กเหล่านี้จะติดตั้งตัวเองลงในอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก พร้อมทั้งทำกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ (หาเครื่องเหยื่อ > คัดลอกตัวเองไปใส่ > เริ่มรันระบบ > หาเหยื่อรายต่อไป) ได้เองในรวดเดียวหรือไม่ คำตอบที่ได้คือ ‘ทำได้จริง’
ข่าวดีในตอนนี้คือ กระบวนการแพร่เชื้อยังทำได้ช้ามาก โดยใช้เวลาประมาณ 1-2 วันในการขยายตัวแต่ละครั้ง นักวิจัยเปรียบเทียบภาพให้เห็นชัด ๆ ว่า หนอน AI ในตอนนี้เหมือนกับฝูงแมลงหวี่ที่ค่อย ๆ ขยายพันธุ์อย่างช้า ๆ ข้ามวัน แต่ก็เตือนนะว่าทุกอย่างจะเร็วขึ้นแน่นอนเมื่ออุปกรณ์สมาร์ตโฮมในอนาคตมีสเปกแรงขึ้น และโมเดล AI ถูกลดขนาดให้เล็กลงแต่เก่งเท่าเดิม
บางคนอาจจะเห็นภาพราง ๆ แล้วว่าในอนาคตโลกของเราจะเต็มไปด้วย AI Agent ที่รันอยู่บนอุปกรณ์แทบทุกชนิด ซึ่งบางส่วนจะไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์ แม้ช่องโหว่ในอุปกรณ์สมาร์ตโฮมจะมีมานานแล้ว แต่ความต่างคือ หนอน AI เหล่านี้มีความอดทนและขยันกว่าแฮกเกอร์ที่เป็นมนุษย์มากในการไล่เจาะอุปกรณ์จำนวนมหาศาลทั่วโลก การปรากฏตัวของหนอนที่แพร่พันธุ์ช้า ๆ ในวันนี้ เป็นเพียงสัญญาณเตือนถึงกองทัพหนอนที่ทั้งเร็วและดุดันกว่าเดิมในอนาคต ซึ่งอาจเจาะระบบที่ปลอดภัยสูงหรือขโมยรหัสสำคัญ (API keys) ได้ เราจึงต้องรีบอุดช่องโหว่เพื่อเพิ่มความยากในการแพร่กระจายของพวกมัน และเตรียมรับมือกับโลกที่หนอน AI เหล่านี้จะอยู่กับเราไปตลอด













