สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2569 TDRI Annual Public Conference 2026 ในหัวข้อ “ความ (ไม่) มั่นคงของคนไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน” ที่สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ผ่านการนำเสนอใน 5 หัวข้อ 1. ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์กับผลกระทบต่อคนไทย 2. เอไอกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของคนไทย 3. ภัยจากภูมิอากาศกับความเปราะบางของคนไทย 4. สังคมสูงวัยกับความท้าทายของระบบสวัสดิการผู้สูงอายุ และ 5. รัฐในฐานะที่พึ่งสุดท้ายในโลกที่ไม่แน่นอน

ภายในงานมีปาฐกถาโดย ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการทีดีอาร์ไอ และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ ศ. ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “เตรียมคนและรัฐไทยให้พร้อมรับมือเอไอและโลกรวน”

ปธ. ทีดีอาร์ไอ ชี้ “ความไม่มั่นคง” ทำ “โรคประชานิยม” แพร่ระบาดทั่วโลก ย้ำรัฐต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงของมนุษย์ควบคู่ความมั่นคงของรัฐ
ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวในหัวข้อ “ความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และความไม่มั่นคงของคนไทย” ว่า การสัมมนาประจำปีของทีดีอาร์ไอปีนี้ มุ่งนำเสนอความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในโลกปัจจุบันที่ส่งผลต่อความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งด้านชีวิต ความปลอดภัย เศรษฐกิจและสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพื่อตอบสนองความรู้สึกไม่มั่นคงของคนไทยในด้านต่าง ๆ ในปัจจุบัน ทั้งการประสบภัยธรรมชาติ การไม่สามารถทำงานที่มีรายได้ดีและมีความมั่นคง การถูกหลอกลวงจากสแกมเมอร์ สินค้าราคาแพง ตลอดจนการขาดรายได้และผู้ดูแลในช่วงสูงอายุ ในระดับโลก ความไม่มั่นคงของคนได้ทำให้กระแสประชานิยมขยายตัวในวงกว้าง จนอาจเรียกได้ว่าเป็น “โรคประชานิยม” แพร่ระบาด จากเมื่อ 25 ปีก่อนที่มีเพียง 4 ประเทศซึ่งถูกนิยามว่าอยู่ภายใต้ระบบประชานิยม เพิ่มเป็น 17 ประเทศในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน หลายประเทศยังเผชิญเหตุจลาจลและการประท้วงที่มีรากฐานจากความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม สะท้อนว่า ความมั่นคงของมนุษย์มีความสำคัญและต้องมีควบคู่ไปกับความมั่นคงของรัฐ

“การสร้างความมั่นคงของมนุษย์จะต้องเริ่มจากการลดอันตรายจากภัยคุกคามหลัก ไม่ว่าจะเป็นความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ภัยพิบัติ หรือโรคระบาดต่าง ๆ ที่สำคัญความไม่มั่นคงของมนุษย์ยังส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศด้วย วันนี้มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในโลก 4 เรื่อง คือ ภูมิรัฐศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เอไอที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการมีงานที่ดีทำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงมากขึ้น และโครงสร้างประชากรที่เป็นสังคมสูงวัย ซึ่งเรื่องเหล่านี้กำลังจะสร้างความไม่มั่นคงให้กับคนไทย จึงมีความจำเป็นที่สังคมจะร่วมกันหาทางออกจากความเสี่ยงเหล่านี้” ดร.สมเกียรติระบุ
ภูมิรัฐศาสตร์ ซ้ำเติมความอ่อนแอในประเทศ ฉุดความมั่นคงคนไทย ทั้งเศรษฐกิจ การค้า และคุณภาพชีวิต

ด้าน ดร. นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิชาการ และ น.ส. ธัญญาทิพย์ แสงสุวรรณ์ นักวิจัยทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์กับผลกระทบต่อคนไทยว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความมั่นคงของคนไทยหลายด้าน เช่น ภาคธุรกิจต้องเผชิญการแข่งขันและมาตรการทางการค้าที่เข้มข้นขึ้น การส่งออกมีความเสี่ยงจากมาตรการภาษีและจากการที่ไทยอาจถูกมองว่าเป็นทางผ่านของสินค้าสวมสิทธิ์เพื่อหลบเลี่ยงภาษี ขณะที่ผู้ประกอบการไทยต้องแบกรับต้นทุนและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น ส่วนภาคเกษตร ประมง และอุตสาหกรรมต้องรับภาระจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่แพงขึ้น นอกจากนี้คุณภาพชีวิตประชาชนยังถูกกระทบจากปัญหามลพิษข้ามพรมแดน โดยเฉพาะสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำหลายสายที่ภาคเหนือจากเหมืองแร่ในเมียนมา
ขณะเดียวกันประเทศไทยก็มีความอ่อนแอภายในหลายประการ ทำให้ความมั่นคงของคนไทยยิ่งถูกซ้ำเติมหนักขึ้น ประการแรก การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยได้อย่างเต็มที่ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ประการที่สอง การกำกับดูแลที่ไม่เข้มแข็ง จนมีช่องโหว่ให้เกิดกิจกรรมผิดกฎหมายและการเติบโตของธุรกิจนอมินี และประการที่สาม การมีเศรษฐกิจที่พึ่งพาต่างประเทศสูง โดยเฉพาะสินค้าและบริการหลายรายการกระจุกตัวอยู่ในผู้ซื้อไม่กี่ประเทศ
เสนอไทยรับมือโลกป่วน เพิ่มอำนาจต่อรอง อุดช่องโหว่ในประเทศ เข้มกำกับดูแลสินค้าสวมสิทธิ์ ทุนใต้ดิน และนอมินี พร้อมลดพึ่งพานำเข้า แสวงหาตลาดใหม่
สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อให้ไทยรับมือกับความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์คือ การปรับนโยบายต่างประเทศเพื่อรักษาผลประโยชน์และเพิ่มอำนาจต่อรอง โดยยืนยันจุดยืนในการเจรจากับมหาอำนาจและยึดผลประโยชน์ของคนไทย การเจรจาการค้าต่างตอบแทนที่ต้องไม่มองระยะสั้นเฉพาะเรื่องของภาษีเท่านั้น แต่ต้องมองระยะยาวว่าจะส่งผลกระทบต่อคนไทยอย่างไร ส่วนปัญหาข้ามพรมแดนนั้น ผลสำรวจความคิดเห็นของคนในอาเซียนโดย ISEAS พบว่ามีเพียงแค่ 7.9% ของผู้ตอบแบบสำรวจที่มองว่าไทยมีบทบาทผู้นำโดดเด่นในการรับมือกับความท้าทายของภูมิภาค จึงมีความจำเป็นที่ไทยต้องยกระดับบทบาทสู่การเป็นผู้ร่วมสร้างทางออกในระดับภูมิภาค

ขณะเดียวกันต้องยกระดับการกำกับดูแลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้า ทั้งการปิดช่องโหว่สินค้าสวมสิทธิ์ ดึงทุนใต้ดินเข้าสู่ระบบ และขจัดปัญหานอมินี ซึ่งมีช่องโหว่จากกฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จึงควรยกระดับการตรวจสอบผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficiary Ownership: UBO) เช่นใช้แนวทางที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการดำเนินงานทางการเงินเพื่อต่อต้านการฟอกเงิน (FATF) รวมไปถึงการลดการพึ่งพาต่างประเทศ ทั้งการนำเข้า เช่น พลังงาน และปุ๋ยเคมี และการส่งออกที่ไทยต้องเปิดตลาดใหม่ ทั้งนี้ในปัจจุบันไทยยังมีการทำ FTA น้อยและมีสัดส่วนการค้าภายใต้ FTA ที่ต่ำกว่าประเทศอื่นในอาเซียน สุดท้ายในการรับมือในช่วงเกิดวิกฤต ไทยยังเน้นใช้นโยบายอุดหนุนเป็นวงกว้าง ซึ่งลดแรงจูงใจในการปรับตัว เช่น ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตรึงราคาน้ำมัน รวมถึงมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ที่สร้างภาระการคลังสูง ดังนั้นภาครัฐต้องปรับระบบรับมือวิกฤตให้ตรงจุดและยั่งยืน
“โลกภายนอกมีความไม่แน่นอน ภายในของไทยเองก็เปราะบาง ทำให้รับมือได้ไม่ดีเท่าที่ควร ถึงแม้ไทยจะไม่สามารถกำหนดปัจจัยภายนอกได้ แต่สิ่งที่เราสามารถกำหนดได้เอง คือการเร่งปรับตัวและสร้างความพร้อมเพื่อให้สามารถรักษาความมั่นคงของคนไทย ภายใต้ความไม่แน่นอนนี้ได้”
ทีดีอาร์ไอ ประเมิน 2.2 ล้านคนอาจถูกเอไอแย่งงาน ชี้ งานรายได้ดี มีความก้าวหน้าเสี่ยงถูกแทนที่ก่อน แนะภาครัฐหนุนธุรกิจใช้เอไอ เพิ่มผลิตภาพ พร้อมสร้างเส้นทางอาชีพใหม่ให้แรงงาน

ขณะที่ในหัวข้อ “เอไอกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของคนไทย” ดร. พุทธิพันธุ์ หิรัณยตระกูล นักวิชาการ ทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงผลกระทบของเอไอต่อการจ้างงานว่า จากการสำรวจประกาศรับสมัครงานออนไลน์พบว่ามีจำนวนที่ระบุถึงทักษะเอไอเพิ่มขึ้น 4 เท่า (เมื่อเทียบระหว่างไตรมาส 2 ปี 2567 และ 2569) และเป็นทักษะที่ต้องการในหลายอาชีพ ไม่ได้จำกัดเฉพาะสายไอทีเท่านั้น ขณะเดียวกันมีการใช้เอไอ เข้ามาทดแทนงานบางส่วนแล้ว ซึ่งกลุ่มอาชีพที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ เสมียนสำนักงาน พนักงานคีย์ข้อมูล นักบัญชี นักแปล นักการตลาด รวมถึงแรงงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น วงการโฆษณา ที่เอไอสามารถทำงานได้ตั้งแต่การผลิตเสียง ถ่ายภาพ ไปจนถึงตัดต่อ ผลกระทบที่เห็นได้ชัดแล้วในปัจจุบันคือกลุ่มคนจบใหม่ (First Jobber) เริ่มหางานยากขึ้น เพราะงานระดับเริ่มต้นหลายส่วนถูกทดแทนด้วย AI ทั้งนี้ทีดีอาร์ไอได้ประเมินว่าแรงงานไทยราว 2.2 ล้านคนเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการถูก AI เข้ามาทดแทน คิดเป็นสัดส่วนสูงเป็นอันดับที่ 3 ในอาเซียนรองลงมาจากสิงคโปร์ และฟิลิปปินส์
ความท้าทายสำคัญคือ งานที่จะเสี่ยงจะถูกเอไอทดแทนก่อนเป็นอาชีพที่รายได้ดี มีความก้าวหน้าทางอาชีพสูง ส่วนงานที่เอไอยังทดแทนได้ยาก เช่น งานช่าง เวลเนส ดูแลผู้สูงอายุ ยังมีรายได้ไม่สูง ดังนั้นภาครัฐจึงควรสนับสนุนธุรกิจให้ประยุกต์ใช้เอไอเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ควบคู่ไปกับส่งเสริมให้มีการออกแบบงานและเส้นทางอาชีพใหม่ให้แก่แรงงานที่ถูกกระทบเช่นกัน พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาทักษะแรงงาน ทั้งกลุ่มที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในอาชีพเดิม และกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนสายงาน
เอไอ ดาบสองคมในโลกไซเบอร์ ช่วยมิจฉาชีพหลอกลวงง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันช่วยปราบภัยออนไลน์ได้เช่นกัน แนะทุกภาคส่วนร่วมมือยกระดับป้องกัน ไม่ผลักภาระให้ประชาชน

ด้าน ดร. สลิลธร ทองมีนสุข นักวิชาการอาวุโส ทีดีอาร์ไอ ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงจากการใช้เอไอในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยระบุว่า เอไอช่วยให้มิจฉาชีพก่ออาชญากรรมออนไลน์ได้รวดเร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง และเข้าถึงเหยื่อจำนวนมากโดยใช้คนน้อยลง ทั้งการใช้เอไอส่งอีเมล์หลอกคนจำนวนมากได้ง่ายขึ้น การปลอมเสียงและภาพบุคคล และการสร้างเว็บไซต์ปลอม นอกจากนี้ อาชญากรรมออนไลน์ยังเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะมีการพัฒนาบริการต่างๆ สนับสนุนในลักษณะ Cybercrime-as-a-Service ทั้งการให้เช่าเครื่องมือ การจัดหาข้อมูลส่วนบุคคล และบัญชีม้า ไปจนถึงการฟอกเงิน
ในขณะเดียวกันเอไอยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันอาชญากรรมได้เช่นกัน โดยเฉพาะการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของธุรกรรมและตรวจจับเครือข่ายบัญชีผิดปกติ ซึ่งหน่วยงานไทยเริ่มพัฒนาและทดลองใช้แล้ว ทั้งนี้ การป้องกันภัยออนไลน์จำเป็นต้องเปลี่ยนจากมาตรการแยกส่วนไปสู่หลักการร่วมรับผิดชอบ (Shared Responsibility) ระหว่างธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อร่วมตรวจจับและสกัดกั้นอาชญากรรมตลอดห่วงโซ่ ไม่ผลักภาระการป้องกันความเสียหายให้ประชาชนเพียงฝ่ายเดียว
“ความท้าทายสำคัญไม่ใช่แค่การใช้เอไอตรวจจับภัยออนไลน์ แต่ต้องทำให้ระบบป้องกันตอบสนองทันต่ออาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาครัฐควรส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มออนไลน์ ในขณะที่ภาคเอกชนต้องยกระดับการลดอาชญากรรมร่วมกัน ส่วนประชาชนต้องมีทักษะและช่องทางตรวจสอบการหลอกลวงที่เข้าถึงง่าย เพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้เศรษฐกิจดิจิทัลไทย” ดร. สลิลธร ระบุ
ขณะที่งานสัมมนาในช่วงบ่ายจะเป็นการนำเสนอในอีก 3 หัวข้อ คือ ภัยจากภูมิอากาศกับความเปราะบางของคนไทย สังคมสูงวัยกับความท้าทายของระบบสวัสดิการผู้สูงอายุ และรัฐในฐานะที่พึ่งสุดท้ายในโลกที่ไม่แน่นอน พร้อมเวทีเสวนา “สร้างความมั่นคงให้คนไทยในโลกที่ไม่แน่นอนได้อย่างไร?” ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย รศ.ดร. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม., นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหารธนาคารเกียรตินาคินภัทรจำกัด (มหาชน), น.ส. เพียงพนอ บุญกล่ำ ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน, น.ส. สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand ดำเนินการเสวนาโดย นายสราวุธ เฮ้งสวัสดิ์
ติดตามสรุปเนื้อหาช่วงบ่ายที่ https://tdri.or.th/2026/10/tdri-annual-con2026-news2/













