วงการความปลอดภัยไซเบอร์สั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อมีรายงานว่า Apple ได้ส่งข้อความแจ้งเตือนภัยคุกคามไปยังผู้ใช้งาน iPhone ไม่ว่าจะเป็น คนดัง, นักข่าว, นักการเมือง ในกว่า 99 ประเทศทั่วโลก หลังตรวจพบความเสี่ยงว่าบัญชีและอุปกรณ์ของผู้ใช้อาจตกเป็นเป้าหมายของ “สปายแวร์มือปืนรับจ้าง” (Mercenary Spyware) ซึ่งสามารเจาะข้อมูล และขโมยข้อความ ข้อมูลตําแหน่ง และข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอื่นๆ จากโทรศัพท์ได้
สำหรับประเทศไทย เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาทันที เมื่อบุคคลสำคัญทางการเมืองอย่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรี และ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมายืนยันตรงกันว่าได้รับข้อความแจ้งเตือนจากทาง Apple เช่นเดียวกัน ว่า “อาจตกเป็นเป้าหมาย” ในการโจมตีระลอกนี้
แม้ทั้งสองคนจะออกมาบอกว่าได้รับการแจ้งเตือน แต่ Apple ก็ยังระบุไม่ได้ว่า “การกระทำในรอบนี้มาจากสปายแวร์ตัวไหนและใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง”
Apple ระบุบอกเพียงว่ารูปแบบการโจมตีแบบนี้ เป็นการโจมตีแบบมือปืนรับจ้างที่พุ่งเป้าเฉพาะรายบุคคล เหมือนกับ “Pegasus Spyware” ที่ที่ถูกสร้างโดย NSO Group จากบริษัทในอิสราเอล
ปกติแล้ว Pegasus Spyware สร้างมาเพื่อขายให้กับหน่วยงานรัฐบาล หรือหน่วยงานความมั่นคง เพื่อใช้ในภารกิจสืบราชการลับ สืบสวนการก่อการร้าย หรือภัยคุกคามต่อความมั่นคง
แต่ในความเป็นจริง กลับปรากฏรายงานข่าวอื้อฉาวระดับโลกมาอย่างต่อเนื่องว่า รัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐหลายประเทศได้นำสปายแวร์ตัวนี้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยเจาะจงเล่นงานนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม นักกิจกรรมทางการเมือง นักสิทธิมนุษยชน และสื่อมวลชน
จุดที่น่ากังวลของ Pegasus ที่ใช้โจมตีคือ ในบางกรณีมันสามารถโจมตีแบบ Zero-click ได้ ผู้ใช้จึงอาจถูกเจาะเครื่องโดยไม่ต้องกดลิงก์หรือโต้ตอบกับข้อความใด ๆ หากผู้โจมตีมีช่องทางส่งข้อมูลอันตรายและช่องโหว่ที่ใช้ได้กับอุปกรณ์เป้าหมาย
และเมื่อเจาะเข้าระบบได้สำเร็จ จะสามารถเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างบนเครื่องได้แบบเบ็ดเสร็จ ทั้งแชตที่เข้ารหัสลับ รูปภาพ อีเมล พิกัดตำแหน่ง GPS รวมถึงการแอบเปิดกล้องหน้า-หลัง และไมโครโฟนเพื่อดักฟังแบบเงียบ ๆ อย่างไรก็ตาม คำเตือนของ Apple ในรอบล่าสุดยังไม่ยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับ Pegasus
สำหรับผู้ใช้งานที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับและยังไม่ได้รับการแจ้งเตือน Apple และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้แนะนำแนวทางปฏิบัติเบื้องต้น ได้ดังนี้
- อัปเดตระบบปฏิบัติการ (OS) ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเสมอ เพื่ออัปแพตช์ความปลอดภัยและปิดช่องโหว่ใหม่ ๆ ที่แอปเปิลมักจะปล่อยออกมาอุดรูรั่วอยู่เป็นประจำ
- เปิดใช้งาน “Lockdown Mode” หากมั่นใจว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่อาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีระดับรัฐบาล สามารถเปิดใช้งานโหมดล็อกดาวน์บน iPhone ได้ทันที
อย่างไรก็ตาม Lockdown Mode มาพร้อมข้อจำกัดสำคัญบางประการ
ข้อมูลนี้ Apple ได้ระบุเอาไว้ใน support.apple.com ว่าเมื่อเปิดใช้งานโหมดนี้ อุปกรณ์ของคุณจะไม่ทำงานเหมือนการใช้งานปกติทั่วไป เนื่องจากระบบจะทำการจำกัดความปลอดภัยของแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ และฟังก์ชันการทำงานบางอย่างอย่างเข้มงวดสูงสุด เพื่อตัดวงจรช่องทางที่สปายแวร์จะเข้ามาเจาะระบบ ทำให้บางฟังก์ชันอาจใช้งานไม่สะดวกสบายเท่าที่ควร
ทั้งนี้สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ใช่คนมีชื่อเสียง นักข่าว นักการเมือง หรือนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกกับข่าวนี้ เพราะมันทำงานแบบ “มือปืนรับจ้าง” ที่ “เลือกโจมตีเป็นรายคน” เรายังใช้งานอุปกรณ์ได้ตามปกติไม่ต้องเป็นกังวล













