[Review เกม ] Zelda Breath of the Wild หนึ่งในเกมยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล

98

หลังจากปล่อยให้คอเกมรอกันนานแสนนานในที่สุดเกมฟอร์มยักษ์อย่าง The Legend of Zelda: Breath of the Wild ก็ได้ออกมาให้คอเกมทั่วโลกได้สนุกไปกับ Zelda ภาคที่ผู้สร้างได้ยืนยันว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของซีรีส์

โดย The Legend of Zelda: Breath of the Wild เป็นอีกหนึ่งเกมที่ใช้เวลาสร้างยาวนานมาก เพราะหลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2014 ก็ได้เลื่อนวันวางขายมาตลอด จนต้องมาออกพร้อมกัน 2 เครื่องทั้ง WiiU และ Nintendo Switch ทำให้มันยิ่งกลายเป็นจุดเด่นเพราะ Zelda คือเกมเดียวที่โดดเด่นบน Switch และหลังจากได้คะแนนเต็ม 10 จากหลายสำนักรีวิวทำให้มันกลายเป็นกระแสในทันที

และสัมผัสแรกภาพในเกมถือว่าน่าประทับใจมากๆ จริงอยู่ที่ความละเอียดสูงสุดบน Switch จะอยู่ที่ 900p และเฟรมเรต 30 FPS ที่มีอาการร่วงบ้าง แต่โดยรวมแล้วมันคืองานศิลปะที่ยอดเยี่ยม งานออกแบบฉากทำได้ดีเต็มไปด้วยรายละเอียด เช่นความละเอียดของพื้นผิวที่ทำได้ดีมีการตกกระทบของแสงเงาที่แตกต่างกันของช่วงเวลา และยังเคลื่อนไหวตามสภาพอากาศชนิดที่เกมยุคใหม่บางเกมยังไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดขนาดนี้

ส่วนตัวละครในเกมสร้างออกมาโดยอิงการออกแบบมาจากการ์ตูนอนิเมะ ที่ดูดีมากแม้ว่าจะอยู่บนจอ HD ทีวี ก็ยังมีความคมชัดและจะดียิ่งกว่าเมื่อมาอยู่บนจอของ Switch ส่วนงานออกแบบโดยรวมเหมือนกับการ์ตูนจากค่าย จิบลิ อย่าง Princess Mononoke

ส่วนระบบเสียงถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่(มาก) ของซีรีส์ เพราะมีเสียงพากย์เป็นครั้งแรก(ไม่นับภาค Cdi และภาคเสริม) และถือว่าเป็นเสียงพากย์จากมืออาชีพที่มีคุณภาพมาก แต่อย่างไรก็ตาม Link ก็ยังคงเป็นใบ้เหมือนเดิม และจะมีเสียงพากย์เฉพาะฉากสำคัญเท่านั้นไม่ได้มีตลอดเวลา แต่ที่ต้องชมคือเพลงประกอบที่เลือกความเงียบพร้อมเสียงบรรยากาศ แต่เมื่อเจอศัตรูหรือสถานที่สำคัญดนตรีจะขึ้นแถมเป็นเพลงธีมที่ไพเราะติดหูระดับเดียวกับ Zelda ทุกภาคที่ผ่านมา

รูปแบบการเล่นของ Zelda: Breath of the Wild ถือความโดดเด่นที่สุดเพราะมันได้กลายร่างเป็นเกม Open World เต็มตัว ที่มีโลกกว้างมากๆอย่างไม่น่าเชื่อว่าปู่นินจะทำแนวโลกอิสระได้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ และแม้มันจะกว้างแต่ก็เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่า หมู่บ้าน และศัตรู ซึ่งหากคุณดูผ่านๆคงคิดว่าไม่มีอะไรแต่พอเล่นจริงๆแล้วมีรายละเอียดมากจนแม้แต่แมลงตัวเล็กๆก็ใส่เข้ามา

ส่วนองค์ประกอบของเกมถูกปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพราะจากเดิม Link ต้องออกเดินทางหาดันเจี้ยนเพื่อได้อาวุธ หรือไอเทมใหม่และเดินทางหาที่ต่อไป แต่ใน Breath of the Wild  นอกจาก Link ต้องออกทำเควส หลักแล้วอีกประเด็นคือเราต้องออกค้นหา Shrine ที่อยู่ตามจุดบนแผนที่โดยมันเป็นมินิดันเจี้ยนที่มีการแก้ปริศนาในฉากที่สั้นๆ เพื่อเก็บไอเทม และ Spirit orb

โดยมันมี Shrine ให้เล่นกันถึงหลักร้อย ทำให้แม้จะไม่ยาวแต่เมื่อเทียบปริมาณแล้วมันน่าทึ่งมาก และคุณต้องทำเพราะ Shrine เป็นเหมือนจุดวาร์ป และ Spirit orb ก็ใช้เอาไปแลกเป็นพลังหัวใจ หรือจะเลือกเพิ่มพลังความอึดได้ด้วย ซึ่งมีประโยชน์มากเวลาคุณวิ่งหนีศัตรู , ปีนเขา , ว่ายน้ำและอีกหลายอย่างที่ใช้ค่าพลังนี้

อีกทั้งปริศนาใน Shrine แม้จะไม่ยาวแต่ก็เต็มไปด้วยความซับซ้อนมาก และแทบจะไม่มีการบอกใบ้ ไม่เหมือนเกมรุ่นใหม่ที่แทบจะบอกทุกอย่าง และยังมีความหลากหลายมีทั้งการแก้ปริศนาโดยใช้ไอเทม หรือการใช้ระบบจับการเคลื่อนไหวของ Joy-con และยังมีศัตรูขั้นเทพที่รอท้าทายผู้เล่น โดย Shrine ที่มีมากมายในช่วงแรกเราต้องค้นหาเองไม่มีบอกบนแผนที่ แต่พอเราอัพเกรด Sheikah Slate แล้วจะมีเสียงเตือนเมื่อเราอยู่ใกล้ๆ Shrine

ส่วนโลกกว้างๆของเกมที่กว้างสมกับเป็น Open World จริงๆ แถมไปได้แทบจะทุกที่ พร้อมกับความสามารถใหม่ของ Link ที่จะปีนป่ายไปได้แทบจะทุกที่ แต่จะมีค่าพลังความอึดกำหนดไว้ (ซึ่งอัพเกรดได้) ถือเป็นมิติใหม่ที่เสริมความหลากหลายให้เกมน่าเล่นขึ้น และส่งผลให้แม้ว่ามันจะเป็นครั้งแรกที่เปลี่ยนแปลงมาใช้โลกกว้างๆแต่มันกลับทำได้แทบจะเหนือกว่าเกมโลกอิสระแท้ๆหลายเกมเลยด้วยซ้ำ

ระบบอาวุธและเครื่องป้องกันเป็นอีกหนึ่งที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแม้ว่ามันจะพังง่ายเสียเหลือเกิน ใช่แล้วดาบ หรือโล่ รวมทั้งอาวุธหลายประเภทสามารถพังได้ แถมยังพกพาไปแบบจำกัดด้วย ดังนั้นผู้เล่นต้องวางแผนกันดีๆ อีกทั้งในฉากต่อสู้กับบอสในบางครั้งไม่มีไอเทม แม้แต่หัวใจตกให้เติมพลังเหมือนกับเกม Zelda ทั่วๆไป ทำให้ความโหดเพิ่มขึ้นมาก เพราะไม่มีการอำนวยความสะดวกเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ฟังดูเหมือนจะยุ่งยากแต่ก็ไม่ได้รู้สึกลำบากในการเล่นแม้แต่น้อย และที่ชอบอย่างมากคือประเภทของอาวุธที่มีทั้งแต่ ดาบหลายขนาด และยังมี หอก , ท่อนไม้ , บูมเมอแรงไปจนถึงอาวุธเทพๆที่รอให้เราไปค้นหาในโลกกว้างๆจนคุณคาดไม่ถึง

ระบบแอ็คชั่นในการต่อสู้ถือเป็นไฮไลท์ที่โดดเด่นมาก แม้ว่าภาคหลังๆ Zelda เริ่มใส่ความเป็นแอ็คชั่นที่ต้องใช้ฝีมือมากขึ้น แต่ภาคนี้ทำได้เข้มข้นมาก มีการใช้ท่าสโลว์โมชั่นเพื่อหน่วงเวลาในการต่อสู้กับศัตรู รวมทั้งอาวุธชนิดต่างๆก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน เช่นดาบยักษ์ที่มีพลังทำลายสูงแต่โจมตีได้ช้า หรือหอกใช้โจมตีระยะไกลได้ รวมทั้งยังมีอาวุธแบบพิเศษที่ปล่อยพลังท่าไม้ตายได้ รวมทั้งเรายังมาประยุกต์ กับรูปแบบของไอเทมได้เรียกว่ามันไม่มีที่ติในส่วนนี้เลยแม้แต่น้อย

ส่วนไอเทมพิเศษที่ช่วยในการแก้ปริศนาแม้ว่าจะดูไม่เยอะแต่ก็มีความหลากหลายเพราะมีทั้ง Remote Bomb ที่เป็นระเบิดแบบกลม , Remote Bomb ระเบิดแบบสี่เหลี่ยม ,  Magnesis พลังแม่เหล็ก ,  Stasis หยุดเวลาวัตถุให้อยู่นิ่งๆ และ Cryonis สร้างน้ำแข็งบนพื้นน้ำได้ และมันไม่ได้มีไว้แก้ปริศนาเท่านั้น เรายังเอาไปประยุกต์เพื่อเดินทางไปยังจุดที่เราไปไม่ได้ในแบบปรกติ ที่สมชื่อเกมแนว Open World รวมทั้งไอเทมสำคัญอย่างเครื่องร่อนที่ช่วยให้เราท่องไปในดินแดนอันกว้างใหญ่ได้

นอกจากนี้พวกเครื่องป้องกันเช่นเสื้อผ้าที่ส่งผลกับ Link เช่นเสื้อผ้าป้องกันความหนาว หรือชุดพิเศษที่เสริมความสามารถเช่นว่ายน้ำ ส่วนความอิสระในการเลือกช่องทางการเล่นก็ถือเป็นความโดดเด่น เช่นเมื่อเราเดินทางไปยังดินแดนที่มีความหนาวถึงจุดเยือกแข็งที่พลังชีวิตของเราละต่อยๆลดลงเรื่อยๆ วิธีแก้นอกจากชุดกันความเย็นมาใช้แล้วยังมีวิธีการอื่นเช่นกินอาหารที่เพิ่มความทนทานความหนาว และยังทำได้ด้วยการถือคบเพลิง หรือไม้ติดไฟ เรียกว่ามีอิสระในการเลือกวิธีการเล่นแบบที่คุณคาดไม่ถึง

ความอิสระในการเดินเรื่องที่สามารถไปไหนก็ได้จะเดินไปหาบอสใหญ่เลยก็ได้ตั้งแต่ช่วงแรกๆของเกม อย่างไรก็ตามการบอกว่าเราต้องไปทำอะไรที่ไหนต่อ หรือ Quest หลักๆของเกมจะบอกจุดบน Map ที่ต้องไป แต่ระหว่างทางหาเส้นทางไม่ได้มีการลงรายละเอียดซึ่งเป็นสิ่งที่เกม Zelda ใช้มานาน แต่คนที่เคยชินกับเกมยุคใหม่ๆอาจจะงงๆว่าต้องไปทำอะไรต่อ แต่พอทำความเข้าใจแล้วการออกท่องโลกโดยไม่ต้องมีอะไรบอกมากมายกลับเป็นความท้าทายอย่างแท้จริง

แน่นอนว่าความยากของภาคนี้เพิ่มขึ้นหลายเท่า เพราะแม้แต่ศัตรูธรรมดาก็ตบเราตายได้อย่างง่ายดาย เช่นเดียวกับบอส ที่มีท่าไม้ตายที่ลดพลังหัวใจของเราได้อย่างรวดเร็วผิดกับเกม Zelda ภาคก่อนๆมาก เรียกว่าเดินๆอยู่ดีๆก็อาจตายได้ในพริบตา จนสื่อนอกต่างจากให้นิยามว่ามันคือ Dark Souls ของ Nintendo กันเลย แต่มันก็ไม่ได้ยากจนเกินไปหากเตรียมตัวมาดี อาวุธเครื่องป้องกันที่จำเป็นครบ และรู้จุดอ่อนของศัตรูโดยเฉพาะบอส ก็จะผ่านไปได้ (แต่ไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อนแน่)รวมทั้งเรายังมีอิสระในการเลือกวางกลยุทธ์ในการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นแบบลอบเร้นลอบโจมตี หรือ ใช้สภาพอากาศให้เป็นประโยชน์ ซึ่งหากวางแผนกันดีๆก็สามารถกำจัดศัตรูได้คราวละหลายตัว

อีกความยอดเยี่ยมคือเหล่า สัตว์จักรกลยักษ์ Divine Beasts ที่เราต้องเข้าไปภายในตัวมัน ที่เหมือนเป็นดันเจี้ยนหลักของภาคนี้ ที่ดูภายนอกอาจจะไม่ได้ยาวนัก แต่การแก้ปริศนาทำเราปวดหัวได้ง่ายๆหากเล่นรอบแรก เพราะมันซับซ้อนที่เราต้องงัดเอาทุกอย่างที่เรามีเพื่อแก้ และยังมีการใช้กลไกบังคับเพื่อปรับเปลี่ยนฉากภายในที่เพิ่มความยากขึ้นไปอีก จนมีบางปริศนาผู้เล่นที่ผ่านการเล่น Zelda มาทุกภาคยังอุทานออกมาว่ามันคิดออกมาได้ยังไง และเหมือนเป็นการคอบโจทย์ของเกมยุคใหม่ที่ต้องไม่ยาวมากเกินไป อีกทั้งเราสามารถ Save ได้แทบจะทุกที่ทุกเวลา และจะกลับมาเริ่มต้นที่จุด Save ไว้ไม่ได้เริ่มใหม่ทั้งฉากเหมือน Zelda บางภาค

ปิดท้ายกับระบบเสริมที่จำเป็นอย่างการทำอาหารที่ทุกคนต้องใส่ใจมาก เพราะเกมนี้ไม่ได้มีพลังชีวิตที่เป็นหัวใจซ่อนอยู่ในฉากแล้ว เราต้องออกค้นหาวัตถุดิบแล้วปรุงเป็นอาหารที่จะช่วยเพิ่มค่าพลังและไม่ใช่แค่พลังชีวิต มันยังเพิ่มความฮึดหรือทำให้เราทนความเย็นได้ เช่นเดียวกับ “ม้า” ที่ในเบื้องต้นผู้เล่นต้องไปจับม้าที่อยู่ในป่ามาแล้วไปลงทะเบียน เราจะสามารถผิวปากเรียกมาใช้งานได้ แต่ด้วยความสมจริงหากม้าอยู่นอกระยะแล้วต่อให้เรียกมันก็ไม่มา

การกลับมาของ Link ในเกม Zelda Breath of the Wild ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถูกที่ควร เพราะสามารถผสมผสานความเป็นเกม Zelda กับ Open World ได้ลงตัวมาก มีสิ่งใหม่ๆอยู่ในเกมมากมาย จนอาจพูดได้ว่ามันคือ Zelda Ocarina of Time ของยุคนี้ได้เลย ใครมี WiiU และ Nintendo Switch ไม่ควรพลาด เพราะความยอดเยี่ยมของมันขนาดให้ลงทุนซื้อเครื่องเพื่อมาเล่นเกมนี้เกมเดียวยังคุ้มเลย

ขอบคุณร้านเกม Nadz Project ดิจิตอล เกตเวย์ ชั้น 2

The Legend of Zelda: Breath of the Wild
กราฟิก และงานออกแบบ
90
เกมเพลย์
100
ความแปลกใหม่
100
ความคุ้มค่า
100
ภาพรวม
100
จุดเด่น
โลกกว้างๆที่ทำอะไรก็ได้
เกมเพลย์สนุกมาก
ความหลากหลายในเกม
งานออกแบบงามๆ
ปริศนาที่ซับซ้อน
จุดสังเกต
ออกบน Switch ที่มีราคาแพงส่วน WiiU ก็ตกรุ่นไปแล้ว
เฟรมเรตตกในบางฉาก
98

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก