Connect with us

Games

[Review เกม ] Zelda Breath of the Wild หนึ่งในเกมยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล

มาแล้ว Review เกม Zelda : Breath of the Wild ภาคล่าสุดบน Switch และ WiiU มาดูกันว่ามันจะสุดยอดแค่ไหน

Published

on

The Legend of Zelda: Breath of the Wild

The Legend of Zelda: Breath of the Wild
9.8

กราฟิก และงานออกแบบ

9.0 /10

เกมเพลย์

10.0 /10

ความแปลกใหม่

10.0 /10

ความคุ้มค่า

10.0 /10

ภาพรวม

10.0 /10

จุดเด่น

  • โลกกว้างๆที่ทำอะไรก็ได้
  • เกมเพลย์สนุกมาก
  • ความหลากหลายในเกม
  • งานออกแบบงามๆ
  • ปริศนาที่ซับซ้อน

จุดสังเกต

  • ออกบน Switch ที่มีราคาแพงส่วน WiiU ก็ตกรุ่นไปแล้ว
  • เฟรมเรตตกในบางฉาก

หลังจากปล่อยให้คอเกมรอกันนานแสนนานในที่สุดเกมฟอร์มยักษ์อย่าง The Legend of Zelda: Breath of the Wild ก็ได้ออกมาให้คอเกมทั่วโลกได้สนุกไปกับ Zelda ภาคที่ผู้สร้างได้ยืนยันว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของซีรีส์

โดย The Legend of Zelda: Breath of the Wild เป็นอีกหนึ่งเกมที่ใช้เวลาสร้างยาวนานมาก เพราะหลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2014 ก็ได้เลื่อนวันวางขายมาตลอด จนต้องมาออกพร้อมกัน 2 เครื่องทั้ง WiiU และ Nintendo Switch ทำให้มันยิ่งกลายเป็นจุดเด่นเพราะ Zelda คือเกมเดียวที่โดดเด่นบน Switch และหลังจากได้คะแนนเต็ม 10 จากหลายสำนักรีวิวทำให้มันกลายเป็นกระแสในทันที

และสัมผัสแรกภาพในเกมถือว่าน่าประทับใจมากๆ จริงอยู่ที่ความละเอียดสูงสุดบน Switch จะอยู่ที่ 900p และเฟรมเรต 30 FPS ที่มีอาการร่วงบ้าง แต่โดยรวมแล้วมันคืองานศิลปะที่ยอดเยี่ยม งานออกแบบฉากทำได้ดีเต็มไปด้วยรายละเอียด เช่นความละเอียดของพื้นผิวที่ทำได้ดีมีการตกกระทบของแสงเงาที่แตกต่างกันของช่วงเวลา และยังเคลื่อนไหวตามสภาพอากาศชนิดที่เกมยุคใหม่บางเกมยังไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดขนาดนี้

ส่วนตัวละครในเกมสร้างออกมาโดยอิงการออกแบบมาจากการ์ตูนอนิเมะ ที่ดูดีมากแม้ว่าจะอยู่บนจอ HD ทีวี ก็ยังมีความคมชัดและจะดียิ่งกว่าเมื่อมาอยู่บนจอของ Switch ส่วนงานออกแบบโดยรวมเหมือนกับการ์ตูนจากค่าย จิบลิ อย่าง Princess Mononoke

ส่วนระบบเสียงถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่(มาก) ของซีรีส์ เพราะมีเสียงพากย์เป็นครั้งแรก(ไม่นับภาค Cdi และภาคเสริม) และถือว่าเป็นเสียงพากย์จากมืออาชีพที่มีคุณภาพมาก แต่อย่างไรก็ตาม Link ก็ยังคงเป็นใบ้เหมือนเดิม และจะมีเสียงพากย์เฉพาะฉากสำคัญเท่านั้นไม่ได้มีตลอดเวลา แต่ที่ต้องชมคือเพลงประกอบที่เลือกความเงียบพร้อมเสียงบรรยากาศ แต่เมื่อเจอศัตรูหรือสถานที่สำคัญดนตรีจะขึ้นแถมเป็นเพลงธีมที่ไพเราะติดหูระดับเดียวกับ Zelda ทุกภาคที่ผ่านมา

รูปแบบการเล่นของ Zelda: Breath of the Wild ถือความโดดเด่นที่สุดเพราะมันได้กลายร่างเป็นเกม Open World เต็มตัว ที่มีโลกกว้างมากๆอย่างไม่น่าเชื่อว่าปู่นินจะทำแนวโลกอิสระได้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ และแม้มันจะกว้างแต่ก็เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่า หมู่บ้าน และศัตรู ซึ่งหากคุณดูผ่านๆคงคิดว่าไม่มีอะไรแต่พอเล่นจริงๆแล้วมีรายละเอียดมากจนแม้แต่แมลงตัวเล็กๆก็ใส่เข้ามา

ส่วนองค์ประกอบของเกมถูกปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพราะจากเดิม Link ต้องออกเดินทางหาดันเจี้ยนเพื่อได้อาวุธ หรือไอเทมใหม่และเดินทางหาที่ต่อไป แต่ใน Breath of the Wild  นอกจาก Link ต้องออกทำเควส หลักแล้วอีกประเด็นคือเราต้องออกค้นหา Shrine ที่อยู่ตามจุดบนแผนที่โดยมันเป็นมินิดันเจี้ยนที่มีการแก้ปริศนาในฉากที่สั้นๆ เพื่อเก็บไอเทม และ Spirit orb

โดยมันมี Shrine ให้เล่นกันถึงหลักร้อย ทำให้แม้จะไม่ยาวแต่เมื่อเทียบปริมาณแล้วมันน่าทึ่งมาก และคุณต้องทำเพราะ Shrine เป็นเหมือนจุดวาร์ป และ Spirit orb ก็ใช้เอาไปแลกเป็นพลังหัวใจ หรือจะเลือกเพิ่มพลังความอึดได้ด้วย ซึ่งมีประโยชน์มากเวลาคุณวิ่งหนีศัตรู , ปีนเขา , ว่ายน้ำและอีกหลายอย่างที่ใช้ค่าพลังนี้

อีกทั้งปริศนาใน Shrine แม้จะไม่ยาวแต่ก็เต็มไปด้วยความซับซ้อนมาก และแทบจะไม่มีการบอกใบ้ ไม่เหมือนเกมรุ่นใหม่ที่แทบจะบอกทุกอย่าง และยังมีความหลากหลายมีทั้งการแก้ปริศนาโดยใช้ไอเทม หรือการใช้ระบบจับการเคลื่อนไหวของ Joy-con และยังมีศัตรูขั้นเทพที่รอท้าทายผู้เล่น โดย Shrine ที่มีมากมายในช่วงแรกเราต้องค้นหาเองไม่มีบอกบนแผนที่ แต่พอเราอัพเกรด Sheikah Slate แล้วจะมีเสียงเตือนเมื่อเราอยู่ใกล้ๆ Shrine

ส่วนโลกกว้างๆของเกมที่กว้างสมกับเป็น Open World จริงๆ แถมไปได้แทบจะทุกที่ พร้อมกับความสามารถใหม่ของ Link ที่จะปีนป่ายไปได้แทบจะทุกที่ แต่จะมีค่าพลังความอึดกำหนดไว้ (ซึ่งอัพเกรดได้) ถือเป็นมิติใหม่ที่เสริมความหลากหลายให้เกมน่าเล่นขึ้น และส่งผลให้แม้ว่ามันจะเป็นครั้งแรกที่เปลี่ยนแปลงมาใช้โลกกว้างๆแต่มันกลับทำได้แทบจะเหนือกว่าเกมโลกอิสระแท้ๆหลายเกมเลยด้วยซ้ำ

ระบบอาวุธและเครื่องป้องกันเป็นอีกหนึ่งที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแม้ว่ามันจะพังง่ายเสียเหลือเกิน ใช่แล้วดาบ หรือโล่ รวมทั้งอาวุธหลายประเภทสามารถพังได้ แถมยังพกพาไปแบบจำกัดด้วย ดังนั้นผู้เล่นต้องวางแผนกันดีๆ อีกทั้งในฉากต่อสู้กับบอสในบางครั้งไม่มีไอเทม แม้แต่หัวใจตกให้เติมพลังเหมือนกับเกม Zelda ทั่วๆไป ทำให้ความโหดเพิ่มขึ้นมาก เพราะไม่มีการอำนวยความสะดวกเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ฟังดูเหมือนจะยุ่งยากแต่ก็ไม่ได้รู้สึกลำบากในการเล่นแม้แต่น้อย และที่ชอบอย่างมากคือประเภทของอาวุธที่มีทั้งแต่ ดาบหลายขนาด และยังมี หอก , ท่อนไม้ , บูมเมอแรงไปจนถึงอาวุธเทพๆที่รอให้เราไปค้นหาในโลกกว้างๆจนคุณคาดไม่ถึง

ระบบแอ็คชั่นในการต่อสู้ถือเป็นไฮไลท์ที่โดดเด่นมาก แม้ว่าภาคหลังๆ Zelda เริ่มใส่ความเป็นแอ็คชั่นที่ต้องใช้ฝีมือมากขึ้น แต่ภาคนี้ทำได้เข้มข้นมาก มีการใช้ท่าสโลว์โมชั่นเพื่อหน่วงเวลาในการต่อสู้กับศัตรู รวมทั้งอาวุธชนิดต่างๆก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน เช่นดาบยักษ์ที่มีพลังทำลายสูงแต่โจมตีได้ช้า หรือหอกใช้โจมตีระยะไกลได้ รวมทั้งยังมีอาวุธแบบพิเศษที่ปล่อยพลังท่าไม้ตายได้ รวมทั้งเรายังมาประยุกต์ กับรูปแบบของไอเทมได้เรียกว่ามันไม่มีที่ติในส่วนนี้เลยแม้แต่น้อย

ส่วนไอเทมพิเศษที่ช่วยในการแก้ปริศนาแม้ว่าจะดูไม่เยอะแต่ก็มีความหลากหลายเพราะมีทั้ง Remote Bomb ที่เป็นระเบิดแบบกลม , Remote Bomb ระเบิดแบบสี่เหลี่ยม ,  Magnesis พลังแม่เหล็ก ,  Stasis หยุดเวลาวัตถุให้อยู่นิ่งๆ และ Cryonis สร้างน้ำแข็งบนพื้นน้ำได้ และมันไม่ได้มีไว้แก้ปริศนาเท่านั้น เรายังเอาไปประยุกต์เพื่อเดินทางไปยังจุดที่เราไปไม่ได้ในแบบปรกติ ที่สมชื่อเกมแนว Open World รวมทั้งไอเทมสำคัญอย่างเครื่องร่อนที่ช่วยให้เราท่องไปในดินแดนอันกว้างใหญ่ได้

นอกจากนี้พวกเครื่องป้องกันเช่นเสื้อผ้าที่ส่งผลกับ Link เช่นเสื้อผ้าป้องกันความหนาว หรือชุดพิเศษที่เสริมความสามารถเช่นว่ายน้ำ ส่วนความอิสระในการเลือกช่องทางการเล่นก็ถือเป็นความโดดเด่น เช่นเมื่อเราเดินทางไปยังดินแดนที่มีความหนาวถึงจุดเยือกแข็งที่พลังชีวิตของเราละต่อยๆลดลงเรื่อยๆ วิธีแก้นอกจากชุดกันความเย็นมาใช้แล้วยังมีวิธีการอื่นเช่นกินอาหารที่เพิ่มความทนทานความหนาว และยังทำได้ด้วยการถือคบเพลิง หรือไม้ติดไฟ เรียกว่ามีอิสระในการเลือกวิธีการเล่นแบบที่คุณคาดไม่ถึง

ความอิสระในการเดินเรื่องที่สามารถไปไหนก็ได้จะเดินไปหาบอสใหญ่เลยก็ได้ตั้งแต่ช่วงแรกๆของเกม อย่างไรก็ตามการบอกว่าเราต้องไปทำอะไรที่ไหนต่อ หรือ Quest หลักๆของเกมจะบอกจุดบน Map ที่ต้องไป แต่ระหว่างทางหาเส้นทางไม่ได้มีการลงรายละเอียดซึ่งเป็นสิ่งที่เกม Zelda ใช้มานาน แต่คนที่เคยชินกับเกมยุคใหม่ๆอาจจะงงๆว่าต้องไปทำอะไรต่อ แต่พอทำความเข้าใจแล้วการออกท่องโลกโดยไม่ต้องมีอะไรบอกมากมายกลับเป็นความท้าทายอย่างแท้จริง

แน่นอนว่าความยากของภาคนี้เพิ่มขึ้นหลายเท่า เพราะแม้แต่ศัตรูธรรมดาก็ตบเราตายได้อย่างง่ายดาย เช่นเดียวกับบอส ที่มีท่าไม้ตายที่ลดพลังหัวใจของเราได้อย่างรวดเร็วผิดกับเกม Zelda ภาคก่อนๆมาก เรียกว่าเดินๆอยู่ดีๆก็อาจตายได้ในพริบตา จนสื่อนอกต่างจากให้นิยามว่ามันคือ Dark Souls ของ Nintendo กันเลย แต่มันก็ไม่ได้ยากจนเกินไปหากเตรียมตัวมาดี อาวุธเครื่องป้องกันที่จำเป็นครบ และรู้จุดอ่อนของศัตรูโดยเฉพาะบอส ก็จะผ่านไปได้ (แต่ไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อนแน่)รวมทั้งเรายังมีอิสระในการเลือกวางกลยุทธ์ในการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นแบบลอบเร้นลอบโจมตี หรือ ใช้สภาพอากาศให้เป็นประโยชน์ ซึ่งหากวางแผนกันดีๆก็สามารถกำจัดศัตรูได้คราวละหลายตัว

อีกความยอดเยี่ยมคือเหล่า สัตว์จักรกลยักษ์ Divine Beasts ที่เราต้องเข้าไปภายในตัวมัน ที่เหมือนเป็นดันเจี้ยนหลักของภาคนี้ ที่ดูภายนอกอาจจะไม่ได้ยาวนัก แต่การแก้ปริศนาทำเราปวดหัวได้ง่ายๆหากเล่นรอบแรก เพราะมันซับซ้อนที่เราต้องงัดเอาทุกอย่างที่เรามีเพื่อแก้ และยังมีการใช้กลไกบังคับเพื่อปรับเปลี่ยนฉากภายในที่เพิ่มความยากขึ้นไปอีก จนมีบางปริศนาผู้เล่นที่ผ่านการเล่น Zelda มาทุกภาคยังอุทานออกมาว่ามันคิดออกมาได้ยังไง และเหมือนเป็นการคอบโจทย์ของเกมยุคใหม่ที่ต้องไม่ยาวมากเกินไป อีกทั้งเราสามารถ Save ได้แทบจะทุกที่ทุกเวลา และจะกลับมาเริ่มต้นที่จุด Save ไว้ไม่ได้เริ่มใหม่ทั้งฉากเหมือน Zelda บางภาค

ปิดท้ายกับระบบเสริมที่จำเป็นอย่างการทำอาหารที่ทุกคนต้องใส่ใจมาก เพราะเกมนี้ไม่ได้มีพลังชีวิตที่เป็นหัวใจซ่อนอยู่ในฉากแล้ว เราต้องออกค้นหาวัตถุดิบแล้วปรุงเป็นอาหารที่จะช่วยเพิ่มค่าพลังและไม่ใช่แค่พลังชีวิต มันยังเพิ่มความฮึดหรือทำให้เราทนความเย็นได้ เช่นเดียวกับ “ม้า” ที่ในเบื้องต้นผู้เล่นต้องไปจับม้าที่อยู่ในป่ามาแล้วไปลงทะเบียน เราจะสามารถผิวปากเรียกมาใช้งานได้ แต่ด้วยความสมจริงหากม้าอยู่นอกระยะแล้วต่อให้เรียกมันก็ไม่มา

การกลับมาของ Link ในเกม Zelda Breath of the Wild ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถูกที่ควร เพราะสามารถผสมผสานความเป็นเกม Zelda กับ Open World ได้ลงตัวมาก มีสิ่งใหม่ๆอยู่ในเกมมากมาย จนอาจพูดได้ว่ามันคือ Zelda Ocarina of Time ของยุคนี้ได้เลย ใครมี WiiU และ Nintendo Switch ไม่ควรพลาด เพราะความยอดเยี่ยมของมันขนาดให้ลงทุนซื้อเครื่องเพื่อมาเล่นเกมนี้เกมเดียวยังคุ้มเลย

ขอบคุณร้านเกม Nadz Project ดิจิตอล เกตเวย์ ชั้น 2

แสดงความคิดเห็น

Games

[Review] Dark Souls Remastered มหกรรมตายซ้ำตายซ้อนได้กลับมาอีกครั้ง

Published

on

The Legend of Zelda: Breath of the Wild

The Legend of Zelda: Breath of the Wild
9.8

กราฟิก และงานออกแบบ

9.0 /10

เกมเพลย์

10.0 /10

ความแปลกใหม่

10.0 /10

ความคุ้มค่า

10.0 /10

ภาพรวม

10.0 /10

จุดเด่น

  • โลกกว้างๆที่ทำอะไรก็ได้
  • เกมเพลย์สนุกมาก
  • ความหลากหลายในเกม
  • งานออกแบบงามๆ
  • ปริศนาที่ซับซ้อน

จุดสังเกต

  • ออกบน Switch ที่มีราคาแพงส่วน WiiU ก็ตกรุ่นไปแล้ว
  • เฟรมเรตตกในบางฉาก

Dark Souls …… เมื่อเอ่ยถึงเกมนี้ทีไร สิ่งแรกที่เข้ามาในหัวผมเลยก็คือการ Gitgud (Get Good) ของผมตัวผมเองตลอดหลายชั่วโมงในการเคลียร์เกมให้จบในแต่ละภาค ตลอดหลายปีที่ผ่านมากับซีรี่ย์นี้ ผมมีความรู้สึกทั้งดีและไม่ดีกับมันมาก ในช่วงหลังๆผมกับหมู่เพื่อนมักจะแซวเกมที่เล่นยากๆ หรือฉากที่บางฉากของเกมที่เล่นยากว่า “นี่แมร่งโครต Dark Souls เลยว่ะ”

Dark Souls เป็นเกมแนว Action RPG Openworld ที่มองดูผ่านๆ แล้วก็อาจจะไม่มีอะไรมาก แต่เมื่อได้ลองเล่นแล้วก็จะค้นพบว่าตัวเกมนั้นมี”มาก”กว่าที่เห็น จุดเด่นของเกมนี้เลยก็คือเนื้อเรื่องภายในเกมที่ออกแนว Dark Fantasy โดยมีพื้นฐานจากยุคกลางเป็นหลัก และมีสไตล์การเล่าเรื่องแบบเกมสมัยก่อน ที่ไม่มีอะไรบอกว่าเราต้องไปทำอะไรที่ไหน แต่ใช้บทบทสนทนาเป็นตัวบอกทาง

ซีรี่ย์ Souls นั้นได้เปิดตัวมาครั้งแรกในปี 2009 Demon’s Souls เป็นเกม Exclusive สำหรับ PS3 ในยุคนั้นบอกเลยว่ามีน้อยคนที่จะได้ลิ้มลองความโครตยากของเกมนี้ แต่ด้วยการที่ตัวเกมเลือกลงให้กับ PS3 อย่างเดียว จึงทำให้ไม่ค่อยเป็นที่พูดถึงกันในวงกว้างมากสักเท่าไรนัก แต่ก็มีเกมเมอร์ชาวไทยไม่น้อยที่ได้สัมผัสสุดยอดเกมในตำนานเกมนี้

จนกระทั่ง From Software ได้ออกภาคต่อของ Demon’s Souls (แต่ใช้ Origins ใหม่) ในปี 2011 Dark Souls ภาคแรกได้ถือกำเนิดขึ้นมาในรูปแบบ Multiplatfrom และเป็นครั้งแรกที่ตัวเกมได้วางขายใน PC อีกด้วย ตัวเกมได้รับคำชมจากนักนักวิจารณ์ทั่วโลกในขั้นดีเยี่ยม สื่อเกมชั้นนำต่างๆ พร้อมใจลงคะแนนกันในระดับ 9/10 ทำยอดขายไปได้มากกว่า 2 ล้านชุดทั่วโลก จนได้ออกภาคต่อมาอีก 2 ภาค และแน่นอนว่าประสบความสําเร็จทุกภาคครับ

หากพูดถึง Dark Souls อย่างที่ผมบอกไปว่าจุดเด่นของเกมนี้ก็คือความยากสุดโหด กับเนื้อเรื่องขั้นเทพ ในภาคหลังๆ Dark Souls ถูกวิจารณ์จากเกมเมอร์ว่าตัวเกมนั้นมีความง่ายมากเกินไปหน่อย รวมไปถึงเนื้อเรื่องที่ออกจะขาดๆไปสักนิด เห็นได้ชัดจากในภาค 2 ที่ตัวเกมได้ฉีกเนื้อเรื่องในภาคเก่าแทบจะทั้งหมดออกเลย แต่ก็กลับมาใช้เนื้อเรื่องเดิมอีกครั้งในภาค 3 แต่ถ้าถามถึงแฟนๆซีรี่ย์ Souls ว่าภาคไหนคือภาคที่พวกเขาชอบมากที่สุด ผมค่อนข้างมั่นใจว่าพวกเขานั้นจะต้องพร้อมใจตอบว่าภาคแรก คือภาคที่พวกเขาชอบมากที่สุดครับ

หลังจากการปิดท้ายไปแล้วในภาค 3 DLC The Ringed City ทุกอย่างก็เหมือนจะจบลง เนื่องจากว่า From Software ได้ออกมาพูดว่านี่เป็นภาคสุดท้ายของซีรี่ย์ Souls แล้ว ทำให้มีแฟนๆเรียกร้องอยากให้นำ Dark Souls ภาคแรกกลับมา Remaster ใหม่อีกครั้ง เนื่องจากว่าในยุคนี้กระแสเกม Remaster นั้นมาแรงมาก แถมยังมีฐานผู้เล่นใหม่ๆที่มาจากเกมภาค 2 และภาค 3 ที่ยังไม่เคยเล่นภาคแรกอีกเยอะมาก ผ่านมาปีกว่าๆ ดูเหมือนว่าวันนี้จะเป็นความจริงแล้วครับ

โดยก่อนที่บทความ Review จริงๆจะเริ่มขึ้น ผมอยากให้ทุกคนได้อ่านบทความตั้งแต่ช่วงด้านล่างนี้ลงไปก่อนนะครับ

Bandai Namco ตัดสินใจจะนำ Dark Souls ภาคแรกมา Remaster ใหม่ โดยครั้งนี้จะนำตัวเกมกลับมา Run เต็มที่ในรูปแบบ 4K 60 FPS อีกทั้งยังนำไปลงให้กับ Console ตัวใหม่ของ Nintendo อย่าง Switch อีกด้วย ตัวเกมถูกพัฒนาโดย QLOC แต่สำหรับเวอร์ชั่น Nintendo Switch นั้น จะถูกพัฒนาโดย Virtuos ครับ …..

ใช่แล้วครับ ท่านอ่านไม่ผิด Dark Souls Remastered นั้นไม่ได้ถูกพัฒนาโดย From Software แต่ถูกพัฒนาโดยบริษัท outsource ที่จ้างมาโดย Bandai Namco เองทั้งหมดครับ ตรงนี้หลายๆคนอาจจะมองว่าไม่มีปัญหาอะไร แต่จริงๆแล้วสำหรับผมมันมีอยู่มากเลยล่ะ

ผลงานของ QLOC ที่ผ่านๆมาที่ได้รับคำชมที่สุดก็คือการนำเอา Mortal Kombat X เวอร์ชั่น PC ที่เละเทะกลับมาทำใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยมครับ นอกจากนั้นก็จะรับผิดชอบ Port เกมมาลง PC ให้กับค่าย Capcom และยังเป็นทีมงานที่สามารถทำให้ Resident Evil 4 Run ได้ที่ 60 FPS 4K Resolution อย่างไม่มีปัญหาใน RE4 HD Ultimate Edition

ส่วนสำหรับ Virtuos ที่รับผิดชอบในส่วนของ Nintendo Switch นั้นผลงานที่ผ่านมาเท่าที่ผมจะนึกออก ก็คือการนำเอา Final Fantasy X และ XII มา Remaster ใหม่ครับ และยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการนำเอา LA Noire มา Remaster ใหม่ให้กับ PS4 Xbox One และแน่นอน Nintendo Switch อีกด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องห่วงว่า Dark Souls Remastered ใน Switch จะออกมาแย่ เพราะ LA Noire พี่แกยังทำมาได้แล้วไม่มีปัญหาอะไรเลยอีกด้วย

และในรีวิวนี้ผมอาจจะไม่พูดเจาะจงถึงตัวเกมมากสักเท่าไร แต่จะพูดแนะนำให้ผู้เล่นหน้าใหม่ๆ ที่อยากลองเริ่มต้นกับซีรี่ย์ Soul ดูครับ และจะปิดท้ายด้วยคำวิจารณ์ของผมในตัวเกมเวอร์ชั่น Remaster อันนี้ สำหรับใครที่ต้องการจะอ่านเนื้อหาในส่วนของ Remaster อย่างเดียว แนะนำให้เลื่อนไปล่างๆได้เลยครับ

ตรงนี้หลายๆคนคงจะสงสัยว่าผมจะสื่อถึงอะไร แต่บางคนอาจจะจับใจความได้บ้างแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเรามาเข้าหัวข้อหลักของบทความรีวิวนี้กันก่อนดีกว่าครับ


Welcome to Lordran


Nito หนึ่งในผู้ครอบครอง Lord Soul

ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นในยุคโบราณ โลกทั้งหมดถูกปกคุมไปด้วยหมอกและความมืดมิด เหล่ามังกรเป็นผู้ครอบครองโลกเวลาผ่านไปหลายปี จนกระทั่งก่อกำเนิดแสงสว่าง ความแตกต่างกันระหว่างความสว่างและความมืดมิดเกิดขึ้นมาพร้อมกับกองไฟกองแรก (The First Flame) มาพร้อมกับ Lord Soul ทั้งหมด 4 ดวง โดยผู้ที่ครอบครอง Lord Soul จะสามารถต่อสู้กับมังกรได้

Anor Londo เมืองแห่งแสงอาทิตย์

Gwyn Lord of Sunlight หนึ่งในผู้ที่ครอบครอง Lord Soul ได้นำพากองทัพของตนเอง พร้อมกับผู้ที่ครอบครอง Lord Soul คนอื่นๆเข้าต่อสู้กับมังกร และตั้งตนเองเป็นเทพของโลกนี้ Gwyn ได้สถาปณาดินแดนขึ้นมาชื่อว่า Lordran โดยมีเมือง Anor Londo เป็นเมืองหลวง เวลาสงบสุขผ่านมาหลายพันปี Gwyn ค้นพบว่าพลังของ Lord Souls กำลังจะหมดไปเรื่อยๆ เขาจึงพยายามหาหนทางเพื่อที่จะกอบกู้ยุคแห่งไฟเอาไว้ให้ได้

ภาพเต็มๆของ Gwyn Lord of Cinder ที่เราจะได้สู้

Gwyn ได้ใช้พลังชีวิตของตัวเองเป็นเชื้อเพลิงให้กับกองไฟ เพื่อที่จะสานต่อยุคแห่งไฟของเหล่าเทพเอาไว้ให้ได้ ทำให้ The Flame ยังคงอยู่ และพลังของ Lord Soul ก็ยังคงอยู่ต่อไป ทำให้เขาได้ฉายาใหม่ว่า Gwyn, Lord of Cinder

เหตุการณ์นี้ Gwyn ได้พยายามฝืนธรรมชาติ ทำให้คำสาป Undead ได้กำเนิดขึ้นมา พร้อมกับคำทำนายว่า เมื่อถึงเวลาจะมี Chosen Undead จะเข้ามารับช่วงต่อจาก Gwyn, Lord of Cinder เพื่อให้ยุคแห่งไฟมีอยู่ต่อต่อ และลบคำสาป Undead

สภาพของ Undead ที่กำลังจะกลายเป็น Hollow

โดยในเกมเราจะได้รับบทเป็น Chosen Undead ผู้ที่ตื่นขึ้นมาในคุก เนื่องจากว่าเราติดคำสาป Undead ที่จะกลายเป็น Hollow หรือคนไร้สติ เพื่อป้องกันว่าจะไปทำร้ายใครคนอื่นครับ

โดยเนื้อเรื่องในเกมนี้ต้องบอกเลยว่ามันมีความละเอียดอยู่ค่อนข้างสูงมากๆ โดยที่ผมเล่าไปทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนนึง และเป็นการเล่าแบบหลบสปอยให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้อีกด้วยครับ ผู้เล่นสามารถดำเนินเรื่องภายในเกมได้ผ่านการเล่นผ่านฉากไปเรื่อยๆ และสนทนากับ NPC ต่างๆเพื่อตีความหมายเอาเองครับผม และแน่นอนว่า ฉากจบของเกมนี้ไม่ได้มีแบบเดียวแน่นอน


Git Gud


ยืนชี้หน้าหาเรื่องมังกรแบบนี้ก็ได้ !!

สิ่งหนึ่งที่เกมเมอร์หลายๆคนกลัวที่จะเล่น Dark Souls ข้อแรกเลยก็คือความยากในเกมใช่ไหมครับ แต่จริงๆแล้วต้องบอกเลยว่า Dark Souls เป็นเกมที่เข้าใจง่าย และเล่นง่ายมากๆ ตัวเกมเพลย์ไม่มีอะไรซับซ้อนมากเลย ผู้เล่นจะมีพลังชีวิต ค่าความอึด อาวุธมือซ้ายและมือขวา การบังคับ การโจมตีในเกมไม่มีอะไรยากเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างค่อนข้างแฟร์กับผู้เล่นเป็นอย่างมาก ในแง่ของความเป็นอัศวินคนนึง

Boss Fight ที่น่าจดจำที่สุดตั้งแต่เล่น Video Game มา

แต่ถ้าแล้วเป็นแบบนั้นทำไมถึงได้ยินกันว่ามันยากกันถึงขั้นปาจอย ตรงนี้ล่ะครับที่ผมอยากจะพูดถึง ในยุคนี้มีเกม Fast Action Hack n Slash มากมายทั่วตลาด ไม่ว่าจะเป็น DMC, God of War,Assassin’s Creed หรืออะไรอีกมากมายก็ตาม แต่เคยคิดบ้างไหมว่าบางทีแล้วเกมเหล่านั้นมันก็ไม่มี Logic ของพื้นฐานความเป็นมนุษย์ธรรมดาบ้างเลย(ถึงแม้ว่าตัวละครเกมเหล่านั้นมันจะไม่ใช่คนธรรมดาก็เหอะ)

เห็นแบบนี้ ประมาทไม่ได้นะบอกเลย

ตรงนี้ล่ะครับ ที่ Dark Souls พยามจะบอกเรา ในเกมเราก็เป็นแค่ Undead คนนึงที่ติดคำสาป ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ธรรมดาๆคนนึง การที่จะเอาตัวเราเข้าไปวิ่งรับคมดาบลูกธนู คนปกติโดนแค่ทีเดียวก็ตายแล้ว แต่ถึงแบบนั้น Dark Souls เองก็ยังมีความเป็น Fantasy อยู่มาก ตัวเกมจึงมีความลงตัวมากๆ สำหรับผู้ที่ชอบอะไรที่ท้าทาย หรือชอบความสมจริงในรูปแบบ Fantasy ครับผม

ยากเกินไป ? Summon NPC มาช่วยสิ

จากการที่ตัวผมเล่นเกมนี้มาเคลียร์ทุกภาค สิ่งที่ผมพอจะแนะนำให้เหล่าผู้เล่นใหม่ๆได้ก็คือ “keep calm and carry on” เข้าไว้ครับ หากคุณมีสติ มีสมาธิสูง รู้จักใช้การสังเกต การจดจำ รับรองว่าคุณจะสนุกกับ Dark Souls แน่นอนครับ

Sen’s Fortress สถานที่โครตหัวร้อนของ Dark Souls ภาคแรก

ในทางกลับกัน สิ่งที่ผมคิดว่า Dark Souls ไม่แฟร์กับผู้เล่นมากที่สุด ก็น่าจะเป็นฉากภายในเกมที่เหมือนว่าจะถูกออกแบบมาให้ผู้เล่นตายๆไปซะอย่างนั้นมากกว่าเสียอีกครับ เพราะมีอยู่หลายฉากมากๆ ที่ผมตกม้าตายง่ายๆ เพราะฉากภายในเกมนี่แหล่ะ ณ จุดนี้มันก็ทำให้ผมปาจอยได้เหมือนกัน

บางทีก็เยอะไปนะ

สุดท้ายแล้วนั้นหากผู้เล่นใหม่ๆ ที่อาจจะเพิ่งเคยเล่นภาคนี้เป็นภาคแรก หรือว่าไม่เคยเล่นซีรี่ส์นี้มาก่อนเลย แล้วมาเล่น Dark Souls เป็นครั้งแรก ถ้าหากคุณผ่านมันไปได้จนเคลียร์เกมแล้วล่ะก็ ยินดีด้วยครับ คุณผ่านบททดสอบ และพร้อมที่จะ Git Gud ไปในเกมภาคต่อๆแล้วครับผม


Remastered


Anor Londo สวยงามคูณ 2

Dark Souls Remastered Is Insulting ผมได้ยินประโยคนี้มาจากที่ไหนสักที ก่อนที่เกมจะวางขาย 1-2 เดือน จนถึงวันนี้ตัวเกมได้วางขายไปแล้ว และตัวผมเองก็เล่นสำรวจจนแถบจะครบทุกจุด ตรงตามที่ตัวเองต้องการ ทำให้ผมรู้สึกว่าการ Remaster ครั้งนี้มันก็ทำมาให้ “น่าผิดหวัง” จริงๆ

ใช้เวลา 7 ปีในการ Patch Blighttown

เริ่มต้นที่ Graphic กันก่อน แน่นอนครับว่าตัวเกมได้รองรับความละเอียดภาพสูงถึง 4K ร่วมสมัย มาพร้อมกับ 60FPS เหมือนกันทุก Platfrom แสงสีเงาทุกอย่างจะถูกปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น Effect สกิลต่างๆ Item ภายในเกมที่ถูกทำให้สวยงามยิ่งขึ้น และแน่นอนว่า Blighttown ได้รับการแก้ไขแล้ว (อันนี้น่าจะเป็นเรื่องดีที่สุด)

มันส์ล่ะทีนี้

ในส่วนของ Multiplayer ตัวเกมได้เพิ่มจำนวนผู้เล่นสูงสุดจาก 4 คนเป็น 6 คน แน่นอนว่าต้องใช้ Item Dried Finger เช่นเดียวเหมือนภาค 3 ครับ โดยจะแบ่งเป็น 3 V 3 เหมือนเดิม โดยที่เจ้า Dried Finger จะขายอยู่กับ Undead Merchant ที่ Undead Burg แทนที่จะหาเก็บได้ใน Painted World of Ariamis จะถูกแทนที่โดย Humanitie แทนครับ

ทักทายกันหน่อย

ระบบ Password Matchmaking ก็จะถูกเพิ่มเข้ามา พร้อมกับระบบ Level Sync เมื่อ Guest ที่ถูก Summon เข้ามามี Level หรือ Gear สูงเกินไปมากกว่า Host ก็จะถูกปรับให้เท่าๆกันเพื่อความสมดุลย์ครับ นอกจากนั้นผู้เล่นยังสามารถเลือกได้ระหว่าง global หรือ Local matchmaking ครับผม

ระบบ PVP ที่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยคล้ายๆกับภาค 3 เมื่อมีการ Invade เกิดขึ้น Item ที่ใช้เพิ่มพลังชีวิตได้มีเพียงแค่ Estus Flasks อย่างเดียวเท่านั้น และถ้า Invader ตาย ก็จะได้รับ Estus Flasks เพิ่ม 1 ขวดครับ และระหว่างมีการ Invade เกิดขึ้น Host ไม่สามารถ Summon Phantom เพิ่มได้ครับ

ไม่ต้องลำบากอีกต่อไป

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลกเล็กๆน้อยๆอย่างอื่นก็จะมีเรื่อง Item บางชนิดเช่น Soul หรือ Covenant item สามารถใช้ทีเดียวหลายๆอันได้แล้ว มี Bonfire เพิ่มเข้ามา 1 จุดตรง Vamos the Blacksmith ใน Catacomb อีกทั้ง Covenants สามารถเปลี่ยนได้ที่ Bonfire (ขอบคุณมาก) และตัวเกมสามารถปรับปุ่มได้ตามใจชอบเลยครับ

ภาพสดๆจาก Bonfire ด้านใน Anor Londo

อีกเรื่องนึงที่หลายๆคนให้ความสนใจคือ ระบบ Online ในภาคนี้จะมาใช้ระบบ Dedicated Servers แทน P2P แล้ว หลายคนคงดีใจไม่น้อย เพราะน่าจะหมดปัญหาเรื่องปิงสูงๆระหว่าง PVP ได้ แต่จริงๆแล้วระบบ Dedicated ของ Dark Souls Remastered นั้นเป็นเพียงแค่ Online Network และ Matchmaking Server เท่านั้น หมายความว่าผู้เล่นจะหาคนเจอง่ายกว่าเดิม ระบบออนไลน์ภายในเกมจะดีขึ้นกว่าเดิม แต่เมื่อมีการ Coop หรือ Invade กันแล้วทุกอย่างก็จะขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่อของ Host ผู้ที่เป็นเจ้าของ Session นั้นๆเช่นเดิมครับ


มาดูถึงปัญหาของตัวเกมกันบ้าง จริงๆแล้วตัวเกม Remaster นี้มันก็ไม่มีปัญหาอะไรเลยสักนิด ตัวเกม Run ได้ Smooth ไม่มีเฟรมเรตตกเลยสักนิดเดียว อีกทั้งผมยังเล่นผ่านเจ้า PS4 รุ่นแรกๆ ก็จบเกมได้ไม่มีปัญหา (ถึงแม้จะว่าจะ Crash ไปครั้งนึงเพราะเครื่องร้อนเกินไปก็เถอะ) ทุกๆอย่างดูเหมือนจะ Perfect มาก สำหรับชาว Next Gen Console PS4 และ Xbox One

แต่เมื่อเรากลับมามองใน PC Version ของ Original Dark Souls ที่ลง Mod DSfix ไว้ก็จะพบว่ามันก็ไม่ต่างอะไรกันมากเลยนี่หว่า แถมรู้สึกว่าของ DSfix+Mod ยังดูดีกว่าในบางจุดอีกด้วย ซึ่งตรงนี้นั้นแหล่ะครับคือปัญหาที่ผมไว้ว่ามันน่าผิดหวัง

ไม่ว่าจะ port มาแย่ขนาดไหน ก็ยังได้รับคำชมอยู่ดี

หากทุกคนยังจำกันได้ Dark Souls Prepare To Die Edition วางจำหน่ายครั้งแรกบน Steam ตัวเกมนั้นเรียกได้ว่า Port มาโครตห่วย ตัวเกม Lock FPS ไว้ที่ 30 ความละเอียด 720p การควบคุมโดย Mouse Keyboard ที่โครตแย่ ระบบออนไลน์สุดห่วยอย่าง GFWL แต่หลังจากเกมวางขายไม่ถึงชั่วโมง ก็มีทีมงานนึงออก Mod แก้ไขทุกอย่างในเกมในชื่อ DSfix ทำให้ตัวเกม Run ได้มากกว่า 60FPS รองรับความละเอียด 1080p Full HD นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆสำหรับชาว PC ครับ

และเวลาก็ผ่านมาหลายปี Bandai Namco หรือ From Software ก็ไม่เคยคิดจะปล่อย Patch ให้กับชาว PC เลยแม้แต่น้อย ตัวเกม Dark Souls Prepare To Die Edition ที่ไร้ DSfix ก็ยังแย่อยู่แบบนั้น แต่ถึงแบบนั้นตัวเกมก็ได้รับคำชม Very Positive เพราะด้วยความสนุกของตัวเกม

รีวิวชาว Steam สำหรับ Dark Souls Remastered

เมื่อมีการประกาศ Dark Souls Remastered ออกมาแฟนๆชาว PC คงหวังว่าตัวเกมของ PC น่าจะมีอะไรพิเศษกว่าบ้างเล็กน้อยนอกจาก 4K Resolution แต่เมื่อถึงเวลาวางจำหน่าย สิ่งที่พวกเขาได้อีกสิทธิการลดราคาตัวเกมไป 50% สำหรับผู้ที่มีเกมอยู่แล้ว ทั้งๆที่มันควรจะ Upgrade ให้ฟรีๆด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเกม Skyrim Special Edition, Bioshock Remaster ที่ Upgrade ให้กับผู้เล่นฟรีๆ

DSFix 4K VS Remaster / cr จาก reddit Godless3

ตรงจุดนี้จึงทำให้มีชาว PC ไม่น้อยที่หัวร้อนซะตั้งแต่ยังไม่ทันได้เล่นเกมก็ออกมาโจมตี Bandai Namco กันซะแล้ว เพราะตัว Dark Souls Remastered นั้นเอาเข้าจริงแล้วมันก็เหมือนการใส่ DSfix เข้าไปแล้วเอามาขายใหม่ในราคา 40USD และต้องขอย้ำว่าตัวเกมไม่ได้ Remaster อะไรมากมายเลยนอกจาก 60FPS กับ 4K Resolution

ยกตัวอย่างการ Remaster Halo: Combat Evolved Anniversary

หากเรามองไปอย่างเกม Remaster เกมอื่นๆยกตัวอย่างเช่น Halo Combat Evolved Anniversary นั้นคือการ Remaster ที่ดูดีที่สุดสำหรับผม หรือจะเป็นเกมอย่าง Call of Duty 4 Modern Warfare และเกมที่ผมเพิ่งจะพูดถึงไปอย่าง Skyrim Special Edition ก็ยังทำได้ดีกว่ามาก หากเอามาเปรียบเทียบกับ Dark Souls Remastered อันนี้ครับ


สุดท้ายนี้ Dark Souls Remastered เป็นเกมที่ดีครับ เป็นเกมที่ไม่ว่ายังไงชาตินี้คุณก็ต้องหามาเล่นให้ได้ การ Remastered ครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนที่ยังไม่มีตัวเกม หรือไม่เคยเล่นมาก่อนเลย ไม่ว่าจะเป็นชาว PC หรือชาว Console เกมนี้ทำได้ดีทุก Platfrom ครับ ตลอดการเล่นผมไม่พบเจอปัญหาใดๆเลย ระบบ Online ที่ปรับปรุงขึ้นมาจากตัวเกม Original อย่างเห็นได้ชัด การ Summon คนไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป (แน่นอนว่าเจอ Invade ง่ายกว่าเดิมด้วย)

แต่สำหรับชาว PC ที่มีตัวเกมอยู่แล้ว Prepare To Die Edition + DSfix + Mod ผมว่าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วจริงๆครับ …..

ปิดท้ายด้วยฉากการตายที่โครตน่าเสียดาย (ดูเลือดบอสสิ)

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

รีวิวเกม Bloodstained Curse of the Moon เกมแนวแส้ 8Bit กลับมาในรูปแบบเดิม

Review เกม Bloodstained Curse of the Moon มาแล้วจ้า

Published

on

The Legend of Zelda: Breath of the Wild

The Legend of Zelda: Breath of the Wild
9.8

กราฟิก และงานออกแบบ

9.0 /10

เกมเพลย์

10.0 /10

ความแปลกใหม่

10.0 /10

ความคุ้มค่า

10.0 /10

ภาพรวม

10.0 /10

จุดเด่น

  • โลกกว้างๆที่ทำอะไรก็ได้
  • เกมเพลย์สนุกมาก
  • ความหลากหลายในเกม
  • งานออกแบบงามๆ
  • ปริศนาที่ซับซ้อน

จุดสังเกต

  • ออกบน Switch ที่มีราคาแพงส่วน WiiU ก็ตกรุ่นไปแล้ว
  • เฟรมเรตตกในบางฉาก

ในยุคนี้หากค่ายเกมไม่ยอมสร้างภาคต่อ อดีตทีมสร้างตำนานสามารถหาทุนสร้างได้เองผ่านการระดมทุนเพื่อสร้างเกมแนวเดียวกันได้เอง และเกม Bloodstained Ritual of the night ก็เป็นหนึ่งในเกมที่เกิดจากการระดมเงินจากแฟนเกมที่ต้องการให้เกม Castlevania แนว 2 มิติกลับมาอีกครั้ง และหลังจากได้ทุนตามเป้าก็เงียบหายไปนาน ซึ่งผู้สร้างเกมกลัวคนจะรอนานได้ส่งเกม Bloodstained Curse of the Moon ที่มาในรูปแบบ 8Bit มาให้เล่นแก้ขัดไปก่อนระหว่างรอภาคหลัก

ภาคเสริมที่มาในกราฟิกย้อนยุค

โดยเกม Bloodstained Curse of the Moon เป็นเหมือนภาคแรกของภาคหลัก และอย่างที่บอกว่ากราฟิกมันถูกสร้างมาแนวย้อนยุคไปสู่สมัยแฟมิคอม 8Bit ทำให้กราฟิกมันเหมือนเกมเมื่อ 30 ปีก่อน แต่ก็มีหลายส่วนที่งานออกแบบและรายละเอียดของตัวละครโดยเฉพาะบอสในเกมทำออกมาได้ดูดีกว่าเกมในยุคก่อนมาก และแน่นอนว่าในเมื่อภาพย้อนยุคเพลงประกอบเกมก็มาแนวเสียงแบบ 8 Bit เช่นกันแม้ว่าเพลงในเกมอาจจะไม่ได้ติดหูเท่ากับเกม Castlevania แต่ก็เข้ากับรูปแบบเกมได้ลงตัว อย่างไรก็ตามแม้ว่ามันจะถูกสร้างแนวย้อนยุค แต่หลายส่วนในเกมก็ยังคงดูรู้ว่ามันคือเกมใหม่ที่พยายามจะทำให้เก่าอยู่ดี

เกมเพลย์กลับคืนสู่ความคลาสสิก

ส่วนรูปแบบของเกม Bloodstained Curse of the Moon ยังคงเดินตามรอยภาคหลักเพราะเป็นแอ็คชั่น 2 มิติมุมมองด้านข้างที่แทบจะถอดมาจากเกม Castlevania ที่ทั้งฉากการออกแบบ รวมทั้งศัตรูหลายตัวแถบจะถอดแบบกันออกมา แล้วเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาเท่านั้น มีเพียงบอสในเกมที่ดูจะเหมือนจะมีความเป็นเอกลักษณ์อยู่บ้าง ส่วนตัวเอกจะมีอาวุธสองประเภทที่มีทั้งแบบหลัก และอาวุธพิเศษที่จะเสียค่าพลัง ที่โดยรวมแล้วสามารถบอกว่ามันคือการนำเกม Castlevania มาสร้างใหม่ได้เลย

ส่วนความโดดเด่นของภาคนี้คือการที่มีตัวละครมาให้เลือกเล่น ที่มีความคล้ายกับภาค Castlevania 3 Dracula’s Curse ที่ออกวางขายบนเครื่อง Famicom ที่ตัวเอกจะเป็น zangetsu นักปราบปีศาจผู้ใช้ดาบ และเมื่อเราเล่นไปเรื่อยๆจะช่วยเหลือตัวละครที่เหลือและค่อยๆปลดล็อกออกมา โดยตัวละครทั้งหมดจะมี 4 ตัวที่มีทั้ง zangetsu ผู้ใช้ดาบที่ทรงพลัง และ Miriam ผู้ใช้ แส้เป็นอาวุธ , Alfred ผู้ใช้เวทมนต์ และปิดท้ายด้วย Gebel ที่สามารถแปลงร่างเป็นค้างคาวได้ ทำให้โดยรวมยิ่งเหมือนกับเกม Castlevania 3 มากขึ้นไปอีก โดยผู้เล่นต้องใช้ความสามารถที่แตกต่างในการเปิดทางไปต่อเช่นเมื่อใช้ Gebel เราจะบินเข้าไปยังจุดที่ตัวละครอื่นไปไม่ได้ และเราสามารถ เปลี่ยนตัวละครได้ตลอดเกมยกเว้นว่าเราจะพลาดท่าทำตัวละครนั้นตายก็จะเรียกใช้งานไม่ได้จนกว่าจะตายครบทุกตัวแล้วจะต้องเริ่มต้นใหม่

ฉากในเกมซับซ้อนกว่าที่คิด

ตัวเกมแบ่งออกเป็นฉากๆที่ดูเหมือนว่าไม่ได้มีความซับซ้อนแต่พอได้เล่นจริงๆมีทั้งทางแยก และทางลับที่มีไอเทมพิเศษซ่อนอยู่ และเราต้องใช้ความสามารถพิเศษของตัวละครเพื่อเปิดทางไปต่อ และมันจำเป็นอย่างมากเพราะเราจำเป็นต้องอัพเกรดตัวละครได้ทั้งค่าพลังชีวิต และความสามารถพิเศษ เช่นการกระโดดสองจังหวะ และยังมีการอัพเกรดท่าไม้ตายใหม่ๆของตัวละครด้วย ที่ต้องชมผู้สร้าง คือระดับความยากของเกมที่ปรกติแล้วเกมแนวย้อนยุคมักจะใส่ความยากระดับสุดโหดเข้ามา เพื่อให้สัมผัสถึงความโหดของเกมสมัยก่อน แต่กับเกม Bloodstained Curse of the Moon ถือว่ามีระดับความยากที่พอดีๆ ไม่โหดจนเกินไปและก็ไม่ง่ายจนเกินไปมือใหม่ก็สามารถเล่นได้

โดยรวมแล้วเกม Bloodstained Curse of the Moon แม้ว่ามันเหมือนเกมที่เอามาเล่นแก้ขัดระหว่างรอเกม Bloodstained Ritual of the night สร้างเสร็จแต่ก็ทำออกมาได้ดีเกินคาดมาก เกมสนุกหลากหลายในรูปแบบ 2D และเล่นได้หลายรอบโดยไม่เบื่อ แถมยังมีราคาขายที่ไม่แพง(ประมาณ 200 กว่าบาท) ใครที่ยังชื่นขอบเกม 2D แนว Castlevania สมัยยุค 80 ไม่ควรพลาด

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[รีวิวเกม] Detroit: Become Human ลงตัว สวยงาม น่าติดตามที่สุดของค่าย Quantic Dream

Published

on

By

The Legend of Zelda: Breath of the Wild

The Legend of Zelda: Breath of the Wild
9.8

กราฟิก และงานออกแบบ

9.0 /10

เกมเพลย์

10.0 /10

ความแปลกใหม่

10.0 /10

ความคุ้มค่า

10.0 /10

ภาพรวม

10.0 /10

จุดเด่น

  • โลกกว้างๆที่ทำอะไรก็ได้
  • เกมเพลย์สนุกมาก
  • ความหลากหลายในเกม
  • งานออกแบบงามๆ
  • ปริศนาที่ซับซ้อน

จุดสังเกต

  • ออกบน Switch ที่มีราคาแพงส่วน WiiU ก็ตกรุ่นไปแล้ว
  • เฟรมเรตตกในบางฉาก

ใครเป็นสายเสพเนื้อเรื่องที่มีหลากหลายทางเลือกให้ท้าทายการตัดสินใจ เพื่อพิชิตเนื้อเรื่องแบบ Best ยัน Worst Ending คงรู้จักชื่อของค่าย Quantic Dream เป็นอย่างดี โดยเฉพาะผลงานสร้างชื่อในยุคเอ็กคลูซีฟสำหรับโซนี่อย่าง Heavy Rain (2010) และ Beyond: Two Souls (2013) ที่มีให้เล่นกันถึง 2 เจนเลยทั้งเครื่องเพลย์ฯ 3 และรีมาสเตอร์ในเพลย์ฯ 4 (แล้วเพิ่งแจกฟรีเกม Heavy Rain ให้สมาชิกเพลย์สเตชั่นพลัสไปเมื่อเดือนก่อนนี่เอง)

แต่สำหรับแฟนตัวจริง น่าจะเคยเล่นกันมาตั้งแต่เกม Fahrenheit (2005) หรืออาจคุ้นอีกชื่ออย่าง Indigo Prophecy ในยุคของมัลติแพลตฟอร์ม ที่เรียกตัวเองเป็นเกมแนว Cinematic Interactive Drama Action-Adventure ซึ่งสร้างประสบการณ์สุดว้าวในยุคนั้นให้กับเกมเมอร์อย่างมาก ด้วยรูปแบบการเล่นที่เหมือนกำลังชมภาพยนตร์ผสมกับเกมเพลย์เรียกสติ ที่เรียกว่าได้ใช้ทุกปุ่มของจอย (สำหรับคอมก็ใช้ทั้งเม้าส์และคีย์บอร์ด) ได้คุ้มสุด ๆ นอกจากนั้นการสวมบทบาทของตัวละครหลากหลายที่ผู้เล่นต้องมีส่วนในการตัดสินชะตากรรม เพื่อเดินเส้นเรื่องที่วางไว้อย่างน่าตื่นเต้นก็คือเสน่ห์แบบสร้างฐานแฟนพันธุ์แท้ขึ้นมามากมายทีเดียว

สำหรับเกม Detroit: Become Human นี่ถ้าใครตามมาแต่ต้นคือเป็นโปรเจ็กต์ที่เห็นกันมาตั้งแต่ปลาย ๆ เจนของเครื่องเพลย์ 3 เลยทีเดียว และคือเกมที่สร้างความพรั่นพรึงในเรื่องของกราฟิกโมเดลตัวละครที่สุดแสนสมจริงสวยงามราวกับซีจีของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดทุนสร้างร้อยล้านกันเลย ทั้งนี้อาจเพราะ เดวิด เคจ หรือชื่อจริงๆคือ เดวิด เดอ กรัตโตลา ตัวผู้กำกับหลักและผู้ก่อตั้งค่าย Quantic Dream เป็นผู้ที่สนใจในงานภาพยนตร์อย่างมาก ต้องยอมรับว่านอกจากบทเกมที่เนื้อเรื่องน่าดึงดูดแล้ว เกมของค่ายนี้ยังคุณภาพสูงทั้งการใช้ดนตรีประกอบ การตัดต่อและมุมกล้องแปลกใหม่ด้วย คือมองมันเป็นหนังเลยก็ได้เลยล่ะ

แต่ด้วยเวลาการพัฒนายาวนานก็ทำเราเกือบลืมโปรเจ็กต์นี้ไปเลย จนมาปลายเจนเครื่องเพลย์ 4 เอาเนี่ยถึงได้เล่นกัน ก็สรุปแบบคร่าว ๆ ฟันธงกันตรงนี้ก่อนเลยว่า

คุ้มค่าการรอคอยมากกกกกกก นะ สำหรับสาวกน่ะ

เนื้อหาเกม และประวัติศาสตร์เมืองที่กลืนกลมคมคาย

เนื้อหาของ Detroit เป็นการบูรณาการหนังและนิยายแนวไซไฟปรัชญา ที่ยิ่งเล่นเกมไปได้กลิ่นไอแรงทั้ง Blade Runner ทั้ง I,Robot ทั้ง A.I. ทั้ง Ex Machina คือมาเยอะหลายเรื่องอ่ะ ในทางที่ดีด้วยนะ โดยเราจะค่อย ๆ เข้าใจเนื้อหาต่าง ๆ ผ่านมุมมอง หรือเส้นเรื่องของ 3 ตัวละครหลักที่ล้วนเป็นหุ่นแอนดรอยด์ทั้งสิ้น

คอนเนอร์ แอนดรอยด์สืบสวน

หนึ่งคือ คอนเนอร์ แอนดรอยด์สืบสวนที่บางคนคงได้เล่นในตอนที่เป็นเดโมไปแล้ว เขาสามารถใช้สมองอัจฉริยะในการประมวลหลักฐานและจำลองสถานการณ์ในที่เกิดเหตุเพื่อการวิเคราะห์คดี นอกจากนั้นเขายังมีหน้าที่สำคัญในการเป็นผู้เจรจากับคนร้าย หรือสืบจากศพเหยื่อโดยเฉพาะคดีที่ผู้ร้ายคือหุ่นแอนดรอยด์ด้วย ส่วนตัวผมค่อนข้างชอบตัวละครนี้ที่สุดนะ เพราะเขาอยู่ตรงกลางระหว่างมนุษย์และแอนดรอยด์ที่สุด เขาต้องพยายามเข้าใจมนุษย์เพื่อร่วมงานกัน ถึงขนาดบางครั้งก็ต้องใช้เล่ห์หลอกแอนดรอยด์ด้วยกันเพื่อบรรลุภารกิจให้ฝั่งมนุษย์ตามโปรแกรมที่ได้รับมา ในขณะเดียวกันมนุษย์ที่เขาเกี่ยวข้องก็มักแสดงความดูถูกและไม่ยอมรับเขา กลายเป็นว่าเขาแทบไม่มีพวกที่จริงใจเลยจริง ๆ การตัดสินใจของเส้นเรื่องคอนเนอร์จึงกระทบตอนจบค่อนข้างมาก เพราะโจทย์ของคอนเนอร์ส่วนตัวผมมองว่าเป็นโจทย์การตัดสินใจที่ยากมากนะ

มาร์คัส แอนดรอยด์รับใช้ของศิลปินชื่อดัง

สองคือ มาร์คัส แอนดรอยด์รับใช้ของศิลปินชื่อดัง ที่ถูกคนใส่ร้ายจนถูกนำไปทำลายทิ้ง แต่เพราะชะตาอันยิ่งใหญ่เขาฟื้นขึ้นมาและถูกชักนำให้เดินทางค้นหา เจริโต้ ดินแดนในคำเล่าลือในหมู่แอนดรอยด์ว่าเป็นสวรรค์ของเหล่าหุ่นที่เกิดความรู้คิดขึ้นมา และทีละนิดเขาก็ค่อย ๆ กลายเป็นแสงนำทางของเหล่าหุ่นต่าง ๆ ตัวละครนี้ค่อนข้างเลือกง่ายคุณสามารถขาวสุดหรือดำสุดแบบเดาชะตากรรมมันได้เลยนะ เป็นเส้นเรื่องที่ผมมองว่าน้ำเน่าสุดนะ แต่ก็นั่นล่ะเรื่องราวแบบมาร์คัสเนี่ยมันชวนให้ปลาบปลื้มไม่ใช่น้อยนะ มันคือตัวแทนของอารมณ์อุดมคติแบบเอพิกเลยล่ะ

คาร่า แอนดรอยด์รับใช้

ตัวสุดท้ายคือ คาร่า จริง ๆ ควรจะยกเธอมาพูดเป็นตัวแรกด้วยซ้ำนะ เพราะตั้งแต่เริ่มโปรเจ็กต์มาเธอถูกนำเสนอเป็นตัวหลักมาตลอด ทั้งยังเป็นสาวหนึ่งเดียวในตัวละครหลักด้วย คือเป็นดอกไม้จรรโลงใจผู้เล่นสุดเลยล่ะ  เธอเป็นแอนดรอยด์รับใช้ที่ต้องดูแล อริส เด็กหญิงลูกของเจ้านายที่ซื้อเธอมา และจับพลัดจับผลูต้องเดินทางผจญภัยไปด้วยกันเพื่อข้ามแดนไปหาเมืองที่มนุษย์และหุ่นจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ คือเส้นเรื่องนี้ผูกมาเพื่อดราม่า เพื่อช็อกคนเล่น เพื่อกระแทกกระทั้นหัวใจคนดูสุด ๆ อ่ะ

แน่นอนว่าตามสไตล์ครับ ท้ายสุดทั้ง 3 ก็ต้องมาเกี่ยวพันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ในช่วงเหตุการณ์ขมวดเกลียวที่สุด และการตัดสินใจของแต่ละตัวละครเมื่อมาผนวกกันก็จะเกิดความเป็นไปได้มากมายนำไปสู่บทสรุปที่หลากหลายสมใจนักล่าเรื่องราว โดยส่วนตัวเกมนี้ไม่ค่อยมีเส้นเรื่องที่เปล่าประโยชน์ หรือจำเป็นต่อแก่นเรื่องน้อยแบบเส้นเรื่องอินเดียนแดงใน Beyond: Two Souls คือเกมนี้คิดมาละเอียดและกลมกล่อมเป็นเอกภาพสอดคล้องกันดีมากครับ

โดยความแยบยลและฉลาดอีกประการของตัวเกมคือมันเอามาผสานกับประวัติศาสตร์ดราม่ายุคอุตสาหกรรมใหม่ในอเมริกา อย่างที่เมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน คือประยุกต์ได้เนียนอย่างต้องกราบอ่ะ คมคายมาก ตรงนี้ขอแบ่งปันความรู้กันหน่อยเผื่อจะอินขึ้น

เรื่องราวของเมืองดีทรอยต์ ดราม่ายุคอุตสาหกรรม

คือเมืองดีทรอยต์เนี่ยในยุคอุตสาหกรรมรถยนต์อเมริกันเฟื่องฟูสักเมื่อ 80 ปีก่อน ประมาณทศวรรษ 1930 ถือเป็นเมืองแห่งโรงงานผลิตรถยนต์เลย เพราะคือฐานใหญ่ของ GM บริษัทระดับโลกของอเมริกา ความเจริญและเทคโนโลยีหลั่งไหลเข้ามามากรวมถึงคนมากมายที่มาขุดทองกันด้วย แต่ภายหลังเพราะประสบปัญหาทางการเงินในช่วงปลายทศวรรษ GM ก็เลือกกดค่าแรงและลดสวัสดิการต่าง ๆ ลง จนคนงานหรือก็คือชาวเมืองส่วนใหญ่นั่นล่ะ รู้สึกทนไม่ไหว ประท้วงก่อจลาจล เรียกว่าประธานาธิบดีรูสเวลท์ในตอนนั้นต้องส่งกองทัพเข้ามาจัดการความวุ่นวายเลยทีเดียว นักข่าวต่าง ๆ ก็จับจ้องเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ เพราะท้ายสุดมันทำให้เกิดสหภาพแรงงานขึ้นครั้งแรก ทำให้นายทุนไม่สามารถเอารัดเอาเปรียบลูกจ้างได้อีกต่อไป

ระหว่างที่เล่นนอกจากสภาพบ้านเมืองที่ถูกปล่อยทิ้งรกร้างในย่านคนจน ตัดกับภาพความเจริญสุด ๆ ของเมืองในตัวเกมแล้ว เรายังได้เห็นการแทนภาพของแอนดรอยด์กับภาพคนงานที่ถูกกดขี่ด้วย สัญญะต่าง ๆ ในฉาก แล้วการเดินเรื่องอย่างสุดแสนจะดราม่า ก็ผลักให้เรายิ่งเล่นยิ่งอินเข้าเรื่อย ๆ กับการตัดสินใจในแต่ละช่วงของตัวละคร ที่ต้องบอกว่าคนเขียนบทยกเรื่องจริงมาสวมเรื่องสมมติ แล้วตกตะกอนให้คนเกิดความคิดความเข้าใจต่อสังคมโลกได้อย่างปรัชญามากครับ โดยเฉพาะคำถามใหญ่ที่ว่า เรายอมรับหรือเคารพต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพราะอะไรกันแน่ ตรงนี้เรียกร้องให้แต่ละคนตอบไประหว่างการเดินทางตลอดเกมนี้ครับ

และถ้ากลัวจะง่วงอืดยืด บอกเลยครับเข้มข้นหลากอารมณ์ได้ตลอดเลย และที่สำคัญเกมหลอกล่อด้วยฉากปักธงที่ชวนให้คิดว่าตัวละครนั้น ๆ ต้องตายแหง ๆ อยู่ตลอดเลย จนเราเครียดมากเหมือนกันนะเพราะตัวละครบางตัวเราโคตรผูกพันมัน รักมันเลย และบางช่วงที่พอมันดราม่าจัด ๆ นี่โห บางฉากยอมกลับไปเล่นใหม่เพื่อแก้ผลลัพธ์เลยล่ะ บอกตรงนี้เลยเกมนี้มีโอกาสทำเอาตับแตกเยอะมากครับ รู้ทเส้นเรื่องที่ดีที่สุดก็ยังมีดราม่าเลยนะ

กราฟิก

มาพูดถึงด้านกราฟิกบ้าง ต้องยอมรับแบบสุดใจว่าโมเดลตัวละคร การทำเท็กเจอร์ผิว และเอฟเฟ็กต์ต่าง ๆ รวมถึงโมแค็ปสีหน้าท่าทางนี่ สมกับการพัฒนาอย่างจริงจังยาวนานมาก คือสวยสมจริงมาก ๆ จะโคลสดูใกล้ ๆ ก็ยิ่งตื่นตาในความละเอียด สีหน้านี่ก็อินเข้าใจง่ายมาก ส่วนพวกฉากนี่ก็ถือว่าได้ดีเลยครับมีความหลากหลายสภาพแวดล้อม บางฉากนี่นึกว่าเกม Resident Evil บางฉากก็นึกว่า Mission Impossible เลยนะ หลากอารมณ์ครบเครื่องมาก ถึงบางฉากจะไม่ได้ละเอียดมากนักแต่ก็ยืนพื้นบนความพอดีไม่ต่ำเกรดจนน่าเกลียด

ที่ขัดใจคงเป็นบางอย่างที่เผาแบบชัดเจนอย่างการเข้าโหมดวิเคราะห์หรือวิชั่นพิเศษของตัวละครที่เวลาหยุดนิ่ง รายละเอียดของตัวประกอบและฉากนี่ดรอปลงจนช็อกนะบางที โดยเฉพาะฉากหลัง ๆ ที่ตัวละครประกอบฉากจำนวนมาก ๆ ก็มีความทื่อและเผางานอยู่เหมือนกันราวกับใช้แรงทำทั้งเกมมาดีแล้วเริ่มเหนื่อย

และที่สั่นสะท้านหัวใจสุดคงเป็นเสียงพัดลมของตัวเครื่องที่ดังก้องไม่ต่างกับตอนเล่นเกมอย่าง God of War ฉบับล่าสุดเลยทีเดียว (ซึ่งก็อดฯปรับแต่งมาดีกว่านะในภาพรวม) ยิ่งบางช่วงที่ต้องเรนเดอร์โมเดลจำนวนมากในฉากก็มีอาการกระตุกหน่วงให้เห็นเหมือนกัน บั๊กที่ทำให้ตัวละครทำท่าแปลก ๆ หรือลอยก็มีบ้างแต่ต้องยอมรับว่าน้อยมากกก ส่วนบั๊กที่ทำให้เกมค้างจนต้องออกจากเกมก็มีเหมือนกันแต่ก็น้อยมากกกก อีกนั่นล่ะ (ผู้รีวิวเจอไป 1-2 ครั้ง ในช่วงใกล้ ๆ จบเกม)

การควบคุม

การควบคุม และความลื่นไหลของเกมเพลย์ ถ้าใครเคยเล่น Beyond: Two Souls อันนี้จะใกล้พอสมควร พัฒนาจากตอนเกม Heavy Rain ที่การคุมไม่สะดวกขั้นสุดไปเยอะมาก แต่อาจเพราะบียอนด์ใส่รายละเอียดการควบคุมไว้เยอะ ทั้งฉากแอ็กชั่นที่ค่อนข้างมาก และการควบคุมวิชั่นวิญญาณคุ้มครองเราอีก ก็จะค่อนข้างมีการใช้ปุ่มและเซ็นเซอร์ของจอยครบเครื่องกว่ามาก แต่พอมาเกมดีทรอยต์นี้เหมือนจะปรับลดลงมาให้พอดี ไม่ยากเยอะเท่าบียอนด์ฯ แต่ก็ไม่ง่ายจนขาดความท้าทาย คือใครที่เล่นบียอนด์มาแล้วคงพริ้วเลยล่ะ โดยรวมผมว่าพอดีลงตัว ลื่นไหลไม่สะดุดดีสามารถเล่นได้เพลิน ๆ โดยไม่ต้องยกจอยสั่นจอยขัดจังหวะเลย

ส่วนที่ต้องชมอีกอย่างคือความใส่ใจในรายละเอียดของการนำเสนอครับ โดยเฉพาะหน้าเมนูที่มีตัวละครแสดงรีแอ็กชั่นกับการเล่นของเราด้วยนะ คือบางทีเธอจะถามคำถามเราเกี่ยวกับประเด็นในเรื่อง หรือแสดงท่าทีต่อการตัดสินใจที่ผ่านมาของเราด้วยสีหน้าท่าทางได้ด้วย คือเจ๋งเลยอ่ะ ในตอนช่วงจบเกมยังมีกิมมิกเจ๋ง ๆ ด้วยนะ

ฟันธงคุ้มไหมถ้าจะซื้อ

และสุดท้ายก็คงขอแนะนำคนที่จะซื้อมาเล่นครับ ว่ามันคือเกมที่โคตรดีโคตรเจ๋งเลยล่ะถ้าคุณชอบเกมแนวนี้ และพอจะมีสกิลภาษาอังกฤษในระดับหนึ่ง เพราะถ้าไม่อ่าน/ฟังบทสนทนาต่าง ๆ มันจะเอาไปตอบตัดสินใจทางเลือกได้ไม่ดีและไม่อินเลย ตัวทางเลือกก็ซับซ้อนใกล้เคียงกันมากนะบางทีแบบต่างกันนิดเดียว มันคือแสดงให้เห็นว่าเกมมันรองรับความคิดของผู้เล่นไว้ครบเครื่องหลากหลายทีเดียว การไล่หาการจบหรือจุดเปลี่ยนเหตุการณ์แบบต่าง ๆ ที่เป็นได้มันจึงน่าสนใจมาก ยอมกลับไปเล่นใหม่หลายฉากเพราะความอยากรู้นี่ล่ะครับ และเกมก็เอื้อให้เราไปสำรวจเส้นทางที่ต่างไปด้วยนะ เราสามารถกลับมาเล่นแชปเตอร์เคยผ่านไปแล้วใหม่ได้ โดยเลือกได้ว่าจะเซฟผลลัพธ์ไปในแชปเตอร์อื่นด้วยหรือไม่ หรือแค่เล่นเพื่อดูความเป็นไปได้อื่นแล้วไม่เซฟไป

นอกจากนี้เกมยังเปิดให้ใช้ทริกเล็ก ๆ ในการเล่นด้วย โดยถ้าผลลัพธ์ดูไม่เป็นดั่งใจเรากดออกไปเข้าหน้าเมนู แล้วกลับเข้ามาเล่นใหม่ มันจะเริ่มที่ต้นฉากนั้นใหม่ เพราะเกมไม่ได้ทำการเซฟออโต้ทุกครั้งที่เรากดเลือกย่อย ๆ ทำให้เรากลับไปแก้ไขทางเลือกที่ไม่ชอบใหม่ได้ โดยเฉพาะพวกควิกไทม์อีเว้นท์ยาก ๆ ที่ส่งผลต่อเนื้อเรื่องนี่ได้ใช้บ่อยเลย

อ่อเกมมีระบบสะสมคะแนนไว้ใช้ปลดเนื้อหาพิเศษต่าง ๆ เช่นวิดีโอหนังสั้น คอนเซ็ปต์อาร์ต เพลงประกอบ โมเดลตัวละครในหน้าเมนูด้วย โดยคะแนนนี้ก็มาจากการเล่นของเราว่าได้ทำกิจกรรมเยอะขนาดไหน และเก็บทางแยกแต่ละอันในเส้นเรื่องได้เยอะขนาดไหนนั่นเอง กระตุ้นให้ผู้เล่นสำรวจและลองเสี่ยงเล่นในทางต่าง ๆ มากขึ้นด้วย

และถ้าคุณทั้งไม่มีสกิลภาษา ไม่ชอบเล่นเกมแนวเนื้อเรื่องแบบนี้อีก ผ่านไปเลยครับมันคือเกมดีที่คุณจะเอาไปดองและบ่นในภายหลังเท่านั้นเอง

ขอบคุณ Sony Interactive Entertainment สำหรับเกมเพื่อรีวิวนะครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!