Connect with us

Games

[รีวิวเกม] Dragon Quest 11 3DS ตำนานเกม RPG ฉบับพกพา

มาดู Review Dragon Quest 11 ฉบับเครื่องเกมพกพา 3DS กันว่าจะสนุกเหมือน PS4 หรือเปล่า

Published

on

Dragon Quest 11

8.8

กราฟิก และงานออกแบบ

7.8/10

เกมเพลย์

9.0/10

ความแปลกใหม่

8.5/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

ภาพรวม

9.5/10

จุดเด่น

  • เนื้อเรื่องเดียวกับ PS4
  • เกมเพลย์สนุกเข้าใจง่าย
  • กราฟิกแบบ 2D ที่คลาสสิก

จุดสังเกต

  • มีปัญหามุมกล้องในโหมด 3D

หลังจากทีมงาน แบไต๋ได้รีวิวเกม Dragon Quest 11 บนเครื่อง PS4 ไปแล้ว ต่อเนื่องด้วยการรีวิวเวอร์ชั่น 3DS ที่ดูภายนอกแล้วจะมีความแตกต่างกับบนคอนโซลมากมาย จนแทบจะเหมือนคนละเกม ไปดูกันว่าตำนานเกม RPG บนเครื่องเกมพกพาจะน่าเล่นเหมือนบน PS4 หรือไม่

โดยเกม Dragon Quest 11 บน Nintendo 3DS ถือว่าเป็นมิติใหม่ของซีรีส์ RPG เก่าแก่ที่มีประวัติยาวนาน เพราะเป็นครั้งแรกที่ภาคหลักจะออกวางขายทั้ง 2 เวอร์ชั่น ที่โดยพื้นฐานแล้วมันคือเกมเดียวกัน แตกต่างที่การนำเสนอ โดยเรื่องราวหลักๆแล้วจะเหมือนกันดังนั้นหากคุณเล่นบน PS4 มาแล้วก็ทบจะไม่แตกต่างหรือมีอะไรให้น่าประหลาดใจแล้ว แต่การดำเนินเรื่องที่ไม่ได้มีความสวยงามของกราฟิกมาช่วยทำให้ผู้เล่นต้องใช้จินตนาการ เพื่อให้อินไปกับเรื่องราว

ประเด็นหลักของเกมจึงอยู่ที่กราฟิก ที่บน 3DS จะมาในรูปแบบลูกผสมไฮบริด โดยหลักๆมันมีกราฟิกแบบ 3 มิติ ที่มีมุมมองค่อนข้างจำกัด ซึ่งมันเหมือนเป็นการนำ Dragon Quest 9 มาอัพเกรด แน่นอนว่าหากคุณเล่นบน PS4 มาก่อนอาจจะรับกราฟิกแบบนี้ยากหน่อย แต่หากทำความเข้าใจ ก็ถือเป็นงานสร้างภาพที่ดูดี ตัวละครถูกย่อส่วนให้กลายเป็น SD ที่ดูน่ารัก แต่ก็ไม่ได้ย่อจนเหลือตัวจิ๋วจนน่ารักเกินไป

และเนื่องจากเกม Dragon Quest 11 ไม่มีเสียงพากย์อยู่แล้วตั้งแต่บน PS4 ทำให้ 3DS ก็ยังไม่มีแต่มันก็เหมาะสมกับการนำเสนอบนเครื่องเกมพกพา ส่วนเพลงประกอบก็ยังคงเป็นผลงานของคุณ Koichi Sugiyama เวอร์ชั่นเดียวกับบน PS4 แม้ว่าจะมาอยู่บนเครื่องพกพาที่มีลำโพงเล็กๆก็ยังสามารถถ่ายทอดความยอดเยี่ยมได้อย่างครบถ้วนไม่ต่างจากบนคอนโซล

เกมเพลย์ของเวอร์ชั่น 3DS จะเน้นความคลาสสิก แต่ยังเป็นศัตรูเป็นตัวในเดินในฉาก (โหมด 3 มิติ) และเมื่อตัวเข้าฉากต่อสู้ก็ในโหมดนี้คล้ายกับภาค 9 ในส่วนของการนำเสนอที่ดูดีไม่ต่างกัน เกมยังคงมีแอ็คชั่นของท่าไม้ตายและคาถาอยู่ ทำให้ในการเล่นแบบ 3 มิติมันก็เหมือนการเอาภาค 9 มาอัพเกรดขึ้นเท่านั้น แถมกราฟิกระดับนี้อาจจะดูเชยไปสำหรับคนที่อยากเล่นเกมกราฟิกงามๆ

แต่ความโดดเด่นของเวอร์ชั่น 3DS คือการที่ผู้เล่นสามารถเปลี่ยนเป็น กราฟิกแบบ 2D แบบ ดอทพิกเซล 16 Bit บน Super Famicom โดยคุณภาพของกราฟิกจะประมาณ Dragon Quest 6 ที่ดูดีมากสำหรับแฟนๆที่เล่นมาตั้งแต่ภาคแรกถือว่าเป็นเหมือนการทำเพื่อเอาใจแฟนๆที่ชอบความคลาสสิก โดยในโหมด 2D จะเจอศัตรูแบบสุ่มแบบเดียวกับเกม Dragon Quest ภาคก่อนๆ

ส่วนในฉากต่อสู้เราสามารถเลือกได้ว่าจะใช้แบบธรรมดาที่เป็น 3D หรือแบบคลาสสิกที่เป็นดอทพิกเซล ที่เหมือนกับภาค Super Famicom เช่นกัน ซึ่งถ้าใครชอบของเก่าคลาสสิกแบบวินเทจ ต้องชอบมากเพราะมันได้อารมณ์ เดิมๆของ Dragon Quest มีฉากที่มีเฉพาะ 3DS ส่วนระบบการเล่นก็ยังคงเหมือนเดิมที่เป็นแนว เทิร์นเบส ใส่คำสั่งเหมือนเดิม และด้วยการนำเสนอแบบคลาสสิกถือว่ามันเข้ากันได้อย่างดี และยังคงมีระบบหลักๆของเกมทั้ง Zone ที่เป็นเหมือนท่าระเบิดพลัง และมีท่า Link ที่เป็นการประสานพลังของตัวละครในทีมเพื่อเกิดเป็นท่าที่ทรงพลังได้ ส่วนระบบพัฒนาตัวละครและสกิลก็ใช้แบบ Skill Panel เหมือนกับ PS4 ที่เรียบง่ายเพราะแค่เลือกช่องที่จะอัพเกรด โดยการอัพจะใช้ค่า SP มาปลดล็อก

ส่วนสิ่งที่แตกต่างที่ผู้เขียนเล่นเวอร์ชั่น PS4 จบแล้วพบก็คือฉากในเกมที่แม้จะเหมือนกับ PS4 แต่ก็มีความแคบกว่ามาก ทำให้เกิดมุมอับจนเดินชนศัตรูบนฉากได้ง่ายกว่า อีกทั้งผู้สร้างพยายามใส่สิ่งต่างๆไปในฉากมากเกินไปจนดูรก แต่หากคุณเลือกเล่นในโหมด 2D ฉากจะดูโล่งและเดินง่ายกว่า แต่ก็ถือว่าเป็นข้อเสียเล็กๆที่หากคุณอยากเห็นฉากที่ดูกว้างกว่านี้อาจจะผิดหวังไปบ้าง ส่วนข้อดีคือเราสามารถเห็นแผนที่ได้ตลอดเวลาที่เดินในฉากเพราะเกมใช้หน้าจอล่างของ 3DS ในการนำเสนอแผนที่

ส่วนข่าวดีสำหรับคนที่เล่นบน PS4 แล้วไม่อยากเริ่มใหม่หมดเมื่อมาเล่นบน 3DS เพราะมันสามารถใช้ Password แชร์ Save กับ PS4 ได้ แน่นอนว่ามันไม่ได้โอนมาทั้งหมด และไม่ได้เล่นต่อกันแบบ 100% แต่ก็ทำให้เราไม่ต้องนั่งเล่นใหม่ทั้งเกม แม้ว่าส่วนใหญ่บน 3DS จะเหมือนกับ PS4 แต่ก็มีเรื่องราวบางส่วนที่แตกต่างกันเล็กน้อย มีฉากที่หากเล่นได้เฉพาะบน 3DS อยู่พอสมควร

นอกจากนี้ยังโหมดพิเศษมินิเกมตะลุยดันเจี้ยนแบบ 2D ที่เราจะได้เล่นเป็น Yocchi ตะลุยไปในดันเจี้ยนที่เต็มไปด้วยศัตรู และเมื่อเดินทางไปจนจบจะเจอบอสที่เป็น Gate Keeper และเมื่อชนะได้จะได้ “Adventure Log Password” เพื่อเอาไปปลดล็อกฉากพิเศษที่จะนำมาจาก Dragon Quest ภาคเก่าทั้งแบบ 8 Bit และ 16 Bit มาให้เล่นกันด้วย

โดยรวมแล้ว Dragon Quest 11 เวอร์ชั่น 3DS จะด้อยกว่าเรื่องกราฟิกแต่เติมเต็มด้วยความคลาสสิกแบบจัดเต็ม สนุกไม่แพ้ PS4 อย่างไรก็ตามก็ต้องทำความเข้าใจรูปแบบการนำเสนอที่อาจจะไม่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่ก็ให้ความสนุกไม่แตกต่างกันแถมยังพกพาเอาไปเล่นนอกบ้านได้ สำหรับแฟนซีรีส์ Dragon Quest ก็ไม่ควรพลาดความสนุกของเกม RPG คลาสสิกฉบับพกพา

แสดงความคิดเห็น

Games

[Review] 20XX: ผู้สืบถอดจิตวิญญาณของ Mega Man X ที่แท้ทรู [Nintendo Switch]

Published

on

Dragon Quest 11

8.8

กราฟิก และงานออกแบบ

7.8/10

เกมเพลย์

9.0/10

ความแปลกใหม่

8.5/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

ภาพรวม

9.5/10

จุดเด่น

  • เนื้อเรื่องเดียวกับ PS4
  • เกมเพลย์สนุกเข้าใจง่าย
  • กราฟิกแบบ 2D ที่คลาสสิก

จุดสังเกต

  • มีปัญหามุมกล้องในโหมด 3D

ไม่ต้องบอกก็รู้กันว่าปี 2018 นี้ เป็นปีที่ดีงามสำหรับแฟนๆ Mega Man (หรือ Rock Man ถ้าเป็นชื่อญี่ปุ่น) ทั่วโลกขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นการนำเอา Mega Man X Legacy Collection กลับมาลงให้กับคอนโซลทุกเครื่อง รวมไปถึง PC รวมไปถึงการมาของภาคต่อ ซีรี่ส์ดั้งเดิม อย่าง Mega Man 11 ที่คราวนี้กลับมาพร้อมกราฟิกล้ำสมัย ไม่กลับไปใช้กราฟิก 8 bit แบบภาค 9 และ ภาค 10 แล้ว

โฉมหน้าเกมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Mega Man

ก่อนหน้านี้ได้มีพัฒนาหลายรายได้พยายามทำเกมแนวๆ Mega Man ออกมาสู่ตลาดมากมาย โดยผลงานที่ดังๆเลยก็น่าจะเป็น Mighty No.9 ที่สร้างความผิดหวังให้แฟนๆ เกมทั่วโลก ด้วยทุนสร้างกว่า 4 ล้านดอลลาร์ แต่ผลงานที่ออกมาไม่คุ้มทุนเสียอย่างนั้น รวมไปถึงซีรี่ส์ Gunvolt หลายๆ คนอาจจะไม่คุ้นหูสักเท่าไร แต่ถ้าใครมี 3DS และเป็นแฟน Mega Man ล่ะก็คงน่าจะรู้จักเกมนี้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ


จนมาถึง 20XX ต้องบอกเลยว่าตัวผมเองก็ไม่เคยได้ยินชื่อเกมนี้มาก่อนเลย จนได้มาลองเล่นครั้งแรกในเวอร์ชั่น Nintendo Switch นั้นล่ะครับ แต่ความจริงแล้วเจ้าเกมนี้อยู่ในหน้าร้านค้า Steam Early Access ตั้งแต่ปี 2014 โน่นแล้ว และได้วางจำหน่ายตัวเต็มเวอร์ชั่น PC ไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2017 แต่เพิ่งจะนำมาลงให้กับคอนโซลในปี 2018 นี่เองครับ

ฉากนี้ คุ้นๆแหะ

20XX เป็นเกม Action Side Scroller ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Mega Man X โดยตรง ไม่ว่าจะเป็น Gameplay งาน Artwork ตัวละคร ทุกๆ อย่างทำให้ผมอดคิดไม่ได้จริงๆว่านี่มันคือการนำเอา Mega Man X กลับมา Remake อีกครั้งครับ

แต่ถึงแบบนั้นตัวเกมก็ยังคงมีเอกลักษณ์อยู่มาก จึงทำให้ผู้เล่นจะรู้สึกว่าได้เล่นอะไรแปลกใหม่ มากกว่าเกมที่ Copy Mega Man X มาเสียมากกว่าครับ ไม่ว่าจะเป็นระบบ Permadeath (ตายแล้วตายเลย) การปรับแต่งตัวละคร รวมไปถึงระบบ Coop ที่นับว่าเป็นครั้งแรกเลยก็ได้สำหรับเกมแนวๆนี้อีกด้วยครับ


Ready.. Start !!


20XX ในเกมเราจะได้รับบทเป็น 2 หุ่น Nina และ Ace (หรือ Mega Man กับ Zero นั้นแหล่ะ) ตัวเกมจะไม่มีเนื้อเรื่องที่เป็นแก่นสารอะไรมาก ตัวเกมจะเล่าว่ามี 2 ดอกเตอร์ได้สร้างหุ่นยนต์ขึ้นมา แต่กลับควบคุมไม่ได้ และหุ่นยนต์เหล่านั้นได้ทำลายบ้านเมืองต่างๆ ทั้งหมดจึงเป็นหน้าที่ของ 2 คู่หู Nina และ Ace ที่ต้องมาตามเก็บเจ้าหุ่นยนต์ปัญหาพวกนี้ครับ

Action เดิมๆ เพิ่มเติมคือความมันส์

อย่างที่บอกไปในตอนแรกว่าตัวเกมได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Mega Man X เพราะฉะนั้นแล้ว Gameplay ของ 20XX จะมีความรวดเร็วค่อนข้างมากผู้เล่นสามารถชาร์จยิง กระโดดสูง หรือสไลด์ตามฉากได้ตามต้องการ ไม่มีค่าจำกัดอะไรทั้งสิ้น จากที่ผมลองเล่นๆมาพบว่า Gameplay มันเร็วกว่า Mega Man X เสียอีกครับ

ทั้งสองตัวละคร Nina และ Ace จะมี Gameplay ที่แตกต่างกันออกไปครับ ตัว Nina เองจะมีปืน Blaster ที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบการยิงได้ แต่ตัว Ace จะมีดาบ Buster Sword (แบบเดียวกับที่ Zero ใช้) เป็นคอมโบ 3 ที และแน่นอนจุดเด่นของเกมแนวๆนี้คือการนำพลังของ Boss ที่เราปราบมาใช้ได้ แต่ใน 20XX นั้นล้ำไปกว่านั้น เพราะเราสามารถติดตั้งพลังของบอสพร้อมกันได้ 3 พลัง และนำมาใช้ได้พร้อมกันเลยครับผม

และเมื่อผู้เล่นจบเกมไปรอบนึงแล้ว ตัวเกมก็จะปลดล็อคตัวละครพิเศษมาให้เล่นอีกหนึ่งตัวครับ ซึ่งตรงนี้ในเวอร์ชั่น PC จะนำมาขายเป็น DLC แทน


Mega Souls


จุดสำคัญที่ทำให้ 20XX เป็นเกมที่สนุก และมีความแตกต่าง นำกลับมาเล่นซ้ำได้เรื่อยๆ นั้นก็เป็นเพราะการที่ตัวเกมนั้นมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองครับ อย่างที่ผมบอกไปในตอนแรกว่าตัวเกมมีระบบ Loadout และ Permadeath ที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้เล่น Dark Souls ผสมกับ Mega Man เลยล่ะ (นึกภาพความยากของทั้ง 2 เกมนี้มาเจอกัน) แต่เกมนี้มันก็ไม่ได้เล่นยากขนาดนั้นนะ

สองตัวละครหลักที่เราจะได้เล่น

20XX จะไม่ได้ดำเนินเกมแบบ Mega Man หรือเกม Action ผ่านด่านเกมอื่นๆทั่วไปครับ แต่กลับกันตัวเกมจะเล่นผ่านเป็น Session แทนที่จะเล่นผ่านเป็น Stage แบบเกมอื่นๆ มาถึงตรงนี้ผู้อ่านคงจะงงๆกันบ้างแล้ว ว่าไอ่การเล่นผ่าน Session มันเป็นอย่างไร แต่นี่ล่ะครับคือจุดเด่นของเกมนี้เลยล่ะ

เราสามารถเอา Chip ไปแลกเป็น Token เพื่อชื้อ Item ระหว่างฉากได้

ก่อนที่เราจะพูดถึงระบบ Session ผมขอขั้นด้วยระบบ Loadout ของเกมก่อนครับ เกมนี้มีความเป็น RPG สูงมากๆ เราสามารถ Upgrade ตัวละครของเราได้ผ่านการเก็บ Chip ที่ดรอปจาก Monster ตามฉาก ไม่ว่าจะเป็นชุดเกราะ พลังชีวิต อาวุธ เราสามารถ Upgrade ได้หมดครับ โดยทั้งหมดนี้เราสามารถทำได้ที่ Lobby ของเราก่อนที่จะเข้าไปเล่นในเกม

หน้า Lobby หรือจะเรียกว่า HQ ของเกมครับ

ใน Lobby ของเรานั้นก็จะเต็มไปด้วย ฟังก์ชันต่างๆ ที่มีทั้งหมดในเกม เช่นการทำ Challenge ประจำวัน หรือสัปดาห์ เพื่อแลก Chip การเปลี่ยนตัวละคร การแลก Token ที่เราสามารถนำไปใช้ตามตู้แลก Item ที่อยู่ตามฉากได้ และแน่นอนการ Upgrade ตัวละครที่เราสามารถทำได้ใน Lobby นี้ครับ 

เล่นคนเดียวไม่ไหว ? Coop เลยสิ

และก่อนเข้าไปเล่นในเกม ผู้เล่นสามารถเลือกที่จะเล่นคนเดียว หรือ Coop กับเพื่อนได้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งแบบ Online หรือแบบ Local (แบ่งจอย) ก็ได้ทั้งหมด อีกทั้งตัวเกมยังมีระดับความยากในเราได้เลือกเล่นอีกด้วยครับ


Permadeath


และเมื่อพูดถึงความยาก ถ้าพูดถึงเกมอย่าง Mega Man X แล้วระดับความยากยังถือว่าไม่มากเท่าไรหากเทียบกับซีรี่ส์ดั้งเดิมอย่าง Mega Man แต่สำหรับ 20XX นั้นเรียกได้ว่าง่ายกว่า Mega Man X เยอะมากๆครับ ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับการเลือกระดับความยากของผู้เล่น และในความง่ายนั้น มันมีความยากของมันแฝงอยู่เสมอครับ นั้นคือระบบ Permadeath นั้นเอง

ใน Mega Man นั้น เมื่อผู้เล่นเอาชนะบอสประจำฉากนั้นๆได้ ก็จะได้รับพลังของบอสมาใช้ และเลือกสู้กับบอสตัวต่อไป หากผู้เล่นพลาดตายจนเสีย Life จนหมด เราก็สามารถ Continue ได้เรื่อยๆ โดยที่เราจะต้องกลับมาเลือกบอสสู้ใหม่ แต่พลังที่เราได้จากบอสตัวก่อนๆก็จะไม่หายไปไหน

หากตายเมื่อไร ทุกๆอย่างที่เราเล่นมาจะหายหมด และนับสกอร์ทันที

แต่ใน 20XX จะมีบอสประจำฉากอยู่เช่นเดียวกันครับ แต่สิ่งที่โหดกว่าก็คือถ้าผู้เล่นพลาดตาย ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้เล่นสะสมมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพลังของบอสต่างๆ หรือการ Upgrade หรือ Chip Token ที่้เราสะสมมา ทั้งหมดจะหายไปกับตา โดยผู้เล่นต้องกลับมาเริ่มนับ 1 ใหม่กับตัวใหม่ทั้งหมด (โหดกว่า Dark Souls อีก)

งานนี้ไม่ต้องห่วง ตกบ่อตาย เสียแค่ 1 HP จ้า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การผ่านฉากในเกมนี้ หรือการสู้บอส มันก็ไม่ยากเกินความสามารถสักเท่าไร สิ่งที่ผู้เล่นต้องระวังก็คืออย่าพลาดตายเท่านั้นเองครับ และไม่ต้องห่วง ในเกมนี้ถ้าหากเรากระโดดตกเหว หรือไปโดนหนามเข้า เราจะไม่ตายเลยเหมือน Mega Man แต่จะเสียเพียงแค่ HP แค่ 1 Point เท่านั้นครับผม

บางทีเจอสุ่มด่านมาแบบนี้ก็ไม่ไหวนะ

มาพูดถึงระบบ Session กันบ้าง ใน 20XX นั้นทุกๆครั้งที่เราเริ่มฉากใหม่ Level ภายในฉากนั้นก็จะมีการ Random Generate ไปเรื่อยๆ ทำให้ทุกๆครั้งที่เรากลับมาเล่นฉากเดิมๆนั้นก็จะไม่เบื่อ เพราะว่ามันไม่เหมือนกันเลยสักรอบนั้นล่ะครับ และนี่คือที่มาว่าทำไมผมถึงเรียกว่า Session และระดับความยากของมันก็จะเพิ่มไปเรื่อยๆตาม Level หากผู้เล่นกลับมาเล่นฉากแรกๆในเลเวลสูงๆ บอกเลยว่ามันจะไม่ง่ายเหมือน Level แรกๆ แน่นอนครับผม


Coop Mode


อีกหนึ่งระบบที่ผมชอบมากๆ นั้นก็คือการ Coop ครับ เกมนี้เราสามารถเล่น Coop กับเพื่อนได้ไม่ว่าจะผ่านหน้าจอเดียวกัน หรือ Online กันผ่าน Internet / Wifi นับว่าเป็นมิติใหม่ของเกมแนวๆนี้เลยล่ะ และใน 20XX นั้นก็ทำมาได้ดีมากๆเสียด้วย แต่ด้วยอาจจะเป็นเพราะเกมไม่ค่อยดังมาก ทำให้ผมหาเพื่อนมาเล่น Online ด้วยกันผ่าน Internet ไม่ค่อยจะเจอสักเท่าไร แต่ก็ยังเล่นกับเพื่อน โดยแบ่ง Joycon ให้กันได้อยู่ดี !!

มาพูดถึงเรื่องกราฟิกภายในเกมกันก่อนบ้าง จริงๆ ผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากกับเกมแนวๆนี้สักเท่าไรที่จะให้ภาพสวยๆ แบบเดียวกับ Zelda BOTW แต่ใน 20XX นั้นก็ต้องยอมรับว่าทีมงานทำการบ้านได้ดี สิ่งที่ต้องชมเลยก็คือการออกแบบ Animation ตัวละครที่ทำมาได้ไหลลื่นไม่ขัดหูขัดตาผมเลยสักนิด ถึงแม้การออกแบบบอสจะเข้าขั้นแย่ไปสักหน่อยก็เถอะ และการออกแบบฉากภายในเกม ที่ผมก็ขอโทษระบบ Random Generate แล้วกัน ที่มันสร้างฉากมาได้น่ารำคาญมากๆ

สรุปแล้ว 20XX เป็นเกมที่ ผมต้องขอบอกเลยว่าใครที่มี Nintendo Switch ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแฟน Mega Man หรือไม่ ควรมีติดเครื่องเอาไว้ครับ การที่เอามาเล่น Coop กับเพื่อนสองคนในจอเดียวกันผ่าน Joycon คนละอัน เป็นอะไรที่ดีงามมากๆ ส่วนสำหรับแฟนๆ Mega Man น่ะหรอครับ คุณจะรออะไรอยู่ ?? ตัวเกมวางขายแล้ววันนี้ ไปหาจับจองกันได้ ทุก Platfrom !!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[Review] Dark Souls Remastered มหกรรมตายซ้ำตายซ้อนได้กลับมาอีกครั้ง

Published

on

Dragon Quest 11

8.8

กราฟิก และงานออกแบบ

7.8/10

เกมเพลย์

9.0/10

ความแปลกใหม่

8.5/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

ภาพรวม

9.5/10

จุดเด่น

  • เนื้อเรื่องเดียวกับ PS4
  • เกมเพลย์สนุกเข้าใจง่าย
  • กราฟิกแบบ 2D ที่คลาสสิก

จุดสังเกต

  • มีปัญหามุมกล้องในโหมด 3D

Dark Souls …… เมื่อเอ่ยถึงเกมนี้ทีไร สิ่งแรกที่เข้ามาในหัวผมเลยก็คือการ Gitgud (Get Good) ของผมตัวผมเองตลอดหลายชั่วโมงในการเคลียร์เกมให้จบในแต่ละภาค ตลอดหลายปีที่ผ่านมากับซีรี่ย์นี้ ผมมีความรู้สึกทั้งดีและไม่ดีกับมันมาก ในช่วงหลังๆผมกับหมู่เพื่อนมักจะแซวเกมที่เล่นยากๆ หรือฉากที่บางฉากของเกมที่เล่นยากว่า “นี่แมร่งโครต Dark Souls เลยว่ะ”

Dark Souls เป็นเกมแนว Action RPG Openworld ที่มองดูผ่านๆ แล้วก็อาจจะไม่มีอะไรมาก แต่เมื่อได้ลองเล่นแล้วก็จะค้นพบว่าตัวเกมนั้นมี”มาก”กว่าที่เห็น จุดเด่นของเกมนี้เลยก็คือเนื้อเรื่องภายในเกมที่ออกแนว Dark Fantasy โดยมีพื้นฐานจากยุคกลางเป็นหลัก และมีสไตล์การเล่าเรื่องแบบเกมสมัยก่อน ที่ไม่มีอะไรบอกว่าเราต้องไปทำอะไรที่ไหน แต่ใช้บทบทสนทนาเป็นตัวบอกทาง

ซีรี่ย์ Souls นั้นได้เปิดตัวมาครั้งแรกในปี 2009 Demon’s Souls เป็นเกม Exclusive สำหรับ PS3 ในยุคนั้นบอกเลยว่ามีน้อยคนที่จะได้ลิ้มลองความโครตยากของเกมนี้ แต่ด้วยการที่ตัวเกมเลือกลงให้กับ PS3 อย่างเดียว จึงทำให้ไม่ค่อยเป็นที่พูดถึงกันในวงกว้างมากสักเท่าไรนัก แต่ก็มีเกมเมอร์ชาวไทยไม่น้อยที่ได้สัมผัสสุดยอดเกมในตำนานเกมนี้

จนกระทั่ง From Software ได้ออกภาคต่อของ Demon’s Souls (แต่ใช้ Origins ใหม่) ในปี 2011 Dark Souls ภาคแรกได้ถือกำเนิดขึ้นมาในรูปแบบ Multiplatfrom และเป็นครั้งแรกที่ตัวเกมได้วางขายใน PC อีกด้วย ตัวเกมได้รับคำชมจากนักนักวิจารณ์ทั่วโลกในขั้นดีเยี่ยม สื่อเกมชั้นนำต่างๆ พร้อมใจลงคะแนนกันในระดับ 9/10 ทำยอดขายไปได้มากกว่า 2 ล้านชุดทั่วโลก จนได้ออกภาคต่อมาอีก 2 ภาค และแน่นอนว่าประสบความสําเร็จทุกภาคครับ

หากพูดถึง Dark Souls อย่างที่ผมบอกไปว่าจุดเด่นของเกมนี้ก็คือความยากสุดโหด กับเนื้อเรื่องขั้นเทพ ในภาคหลังๆ Dark Souls ถูกวิจารณ์จากเกมเมอร์ว่าตัวเกมนั้นมีความง่ายมากเกินไปหน่อย รวมไปถึงเนื้อเรื่องที่ออกจะขาดๆไปสักนิด เห็นได้ชัดจากในภาค 2 ที่ตัวเกมได้ฉีกเนื้อเรื่องในภาคเก่าแทบจะทั้งหมดออกเลย แต่ก็กลับมาใช้เนื้อเรื่องเดิมอีกครั้งในภาค 3 แต่ถ้าถามถึงแฟนๆซีรี่ย์ Souls ว่าภาคไหนคือภาคที่พวกเขาชอบมากที่สุด ผมค่อนข้างมั่นใจว่าพวกเขานั้นจะต้องพร้อมใจตอบว่าภาคแรก คือภาคที่พวกเขาชอบมากที่สุดครับ

หลังจากการปิดท้ายไปแล้วในภาค 3 DLC The Ringed City ทุกอย่างก็เหมือนจะจบลง เนื่องจากว่า From Software ได้ออกมาพูดว่านี่เป็นภาคสุดท้ายของซีรี่ย์ Souls แล้ว ทำให้มีแฟนๆเรียกร้องอยากให้นำ Dark Souls ภาคแรกกลับมา Remaster ใหม่อีกครั้ง เนื่องจากว่าในยุคนี้กระแสเกม Remaster นั้นมาแรงมาก แถมยังมีฐานผู้เล่นใหม่ๆที่มาจากเกมภาค 2 และภาค 3 ที่ยังไม่เคยเล่นภาคแรกอีกเยอะมาก ผ่านมาปีกว่าๆ ดูเหมือนว่าวันนี้จะเป็นความจริงแล้วครับ

โดยก่อนที่บทความ Review จริงๆจะเริ่มขึ้น ผมอยากให้ทุกคนได้อ่านบทความตั้งแต่ช่วงด้านล่างนี้ลงไปก่อนนะครับ

Bandai Namco ตัดสินใจจะนำ Dark Souls ภาคแรกมา Remaster ใหม่ โดยครั้งนี้จะนำตัวเกมกลับมา Run เต็มที่ในรูปแบบ 4K 60 FPS อีกทั้งยังนำไปลงให้กับ Console ตัวใหม่ของ Nintendo อย่าง Switch อีกด้วย ตัวเกมถูกพัฒนาโดย QLOC แต่สำหรับเวอร์ชั่น Nintendo Switch นั้น จะถูกพัฒนาโดย Virtuos ครับ …..

ใช่แล้วครับ ท่านอ่านไม่ผิด Dark Souls Remastered นั้นไม่ได้ถูกพัฒนาโดย From Software แต่ถูกพัฒนาโดยบริษัท outsource ที่จ้างมาโดย Bandai Namco เองทั้งหมดครับ ตรงนี้หลายๆคนอาจจะมองว่าไม่มีปัญหาอะไร แต่จริงๆแล้วสำหรับผมมันมีอยู่มากเลยล่ะ

ผลงานของ QLOC ที่ผ่านๆมาที่ได้รับคำชมที่สุดก็คือการนำเอา Mortal Kombat X เวอร์ชั่น PC ที่เละเทะกลับมาทำใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยมครับ นอกจากนั้นก็จะรับผิดชอบ Port เกมมาลง PC ให้กับค่าย Capcom และยังเป็นทีมงานที่สามารถทำให้ Resident Evil 4 Run ได้ที่ 60 FPS 4K Resolution อย่างไม่มีปัญหาใน RE4 HD Ultimate Edition

ส่วนสำหรับ Virtuos ที่รับผิดชอบในส่วนของ Nintendo Switch นั้นผลงานที่ผ่านมาเท่าที่ผมจะนึกออก ก็คือการนำเอา Final Fantasy X และ XII มา Remaster ใหม่ครับ และยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการนำเอา LA Noire มา Remaster ใหม่ให้กับ PS4 Xbox One และแน่นอน Nintendo Switch อีกด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องห่วงว่า Dark Souls Remastered ใน Switch จะออกมาแย่ เพราะ LA Noire พี่แกยังทำมาได้แล้วไม่มีปัญหาอะไรเลยอีกด้วย

และในรีวิวนี้ผมอาจจะไม่พูดเจาะจงถึงตัวเกมมากสักเท่าไร แต่จะพูดแนะนำให้ผู้เล่นหน้าใหม่ๆ ที่อยากลองเริ่มต้นกับซีรี่ย์ Soul ดูครับ และจะปิดท้ายด้วยคำวิจารณ์ของผมในตัวเกมเวอร์ชั่น Remaster อันนี้ สำหรับใครที่ต้องการจะอ่านเนื้อหาในส่วนของ Remaster อย่างเดียว แนะนำให้เลื่อนไปล่างๆได้เลยครับ

ตรงนี้หลายๆคนคงจะสงสัยว่าผมจะสื่อถึงอะไร แต่บางคนอาจจะจับใจความได้บ้างแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเรามาเข้าหัวข้อหลักของบทความรีวิวนี้กันก่อนดีกว่าครับ


Welcome to Lordran


Nito หนึ่งในผู้ครอบครอง Lord Soul

ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นในยุคโบราณ โลกทั้งหมดถูกปกคุมไปด้วยหมอกและความมืดมิด เหล่ามังกรเป็นผู้ครอบครองโลกเวลาผ่านไปหลายปี จนกระทั่งก่อกำเนิดแสงสว่าง ความแตกต่างกันระหว่างความสว่างและความมืดมิดเกิดขึ้นมาพร้อมกับกองไฟกองแรก (The First Flame) มาพร้อมกับ Lord Soul ทั้งหมด 4 ดวง โดยผู้ที่ครอบครอง Lord Soul จะสามารถต่อสู้กับมังกรได้

Anor Londo เมืองแห่งแสงอาทิตย์

Gwyn Lord of Sunlight หนึ่งในผู้ที่ครอบครอง Lord Soul ได้นำพากองทัพของตนเอง พร้อมกับผู้ที่ครอบครอง Lord Soul คนอื่นๆเข้าต่อสู้กับมังกร และตั้งตนเองเป็นเทพของโลกนี้ Gwyn ได้สถาปณาดินแดนขึ้นมาชื่อว่า Lordran โดยมีเมือง Anor Londo เป็นเมืองหลวง เวลาสงบสุขผ่านมาหลายพันปี Gwyn ค้นพบว่าพลังของ Lord Souls กำลังจะหมดไปเรื่อยๆ เขาจึงพยายามหาหนทางเพื่อที่จะกอบกู้ยุคแห่งไฟเอาไว้ให้ได้

ภาพเต็มๆของ Gwyn Lord of Cinder ที่เราจะได้สู้

Gwyn ได้ใช้พลังชีวิตของตัวเองเป็นเชื้อเพลิงให้กับกองไฟ เพื่อที่จะสานต่อยุคแห่งไฟของเหล่าเทพเอาไว้ให้ได้ ทำให้ The Flame ยังคงอยู่ และพลังของ Lord Soul ก็ยังคงอยู่ต่อไป ทำให้เขาได้ฉายาใหม่ว่า Gwyn, Lord of Cinder

เหตุการณ์นี้ Gwyn ได้พยายามฝืนธรรมชาติ ทำให้คำสาป Undead ได้กำเนิดขึ้นมา พร้อมกับคำทำนายว่า เมื่อถึงเวลาจะมี Chosen Undead จะเข้ามารับช่วงต่อจาก Gwyn, Lord of Cinder เพื่อให้ยุคแห่งไฟมีอยู่ต่อต่อ และลบคำสาป Undead

สภาพของ Undead ที่กำลังจะกลายเป็น Hollow

โดยในเกมเราจะได้รับบทเป็น Chosen Undead ผู้ที่ตื่นขึ้นมาในคุก เนื่องจากว่าเราติดคำสาป Undead ที่จะกลายเป็น Hollow หรือคนไร้สติ เพื่อป้องกันว่าจะไปทำร้ายใครคนอื่นครับ

โดยเนื้อเรื่องในเกมนี้ต้องบอกเลยว่ามันมีความละเอียดอยู่ค่อนข้างสูงมากๆ โดยที่ผมเล่าไปทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนนึง และเป็นการเล่าแบบหลบสปอยให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้อีกด้วยครับ ผู้เล่นสามารถดำเนินเรื่องภายในเกมได้ผ่านการเล่นผ่านฉากไปเรื่อยๆ และสนทนากับ NPC ต่างๆเพื่อตีความหมายเอาเองครับผม และแน่นอนว่า ฉากจบของเกมนี้ไม่ได้มีแบบเดียวแน่นอน


Git Gud


ยืนชี้หน้าหาเรื่องมังกรแบบนี้ก็ได้ !!

สิ่งหนึ่งที่เกมเมอร์หลายๆคนกลัวที่จะเล่น Dark Souls ข้อแรกเลยก็คือความยากในเกมใช่ไหมครับ แต่จริงๆแล้วต้องบอกเลยว่า Dark Souls เป็นเกมที่เข้าใจง่าย และเล่นง่ายมากๆ ตัวเกมเพลย์ไม่มีอะไรซับซ้อนมากเลย ผู้เล่นจะมีพลังชีวิต ค่าความอึด อาวุธมือซ้ายและมือขวา การบังคับ การโจมตีในเกมไม่มีอะไรยากเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างค่อนข้างแฟร์กับผู้เล่นเป็นอย่างมาก ในแง่ของความเป็นอัศวินคนนึง

Boss Fight ที่น่าจดจำที่สุดตั้งแต่เล่น Video Game มา

แต่ถ้าแล้วเป็นแบบนั้นทำไมถึงได้ยินกันว่ามันยากกันถึงขั้นปาจอย ตรงนี้ล่ะครับที่ผมอยากจะพูดถึง ในยุคนี้มีเกม Fast Action Hack n Slash มากมายทั่วตลาด ไม่ว่าจะเป็น DMC, God of War,Assassin’s Creed หรืออะไรอีกมากมายก็ตาม แต่เคยคิดบ้างไหมว่าบางทีแล้วเกมเหล่านั้นมันก็ไม่มี Logic ของพื้นฐานความเป็นมนุษย์ธรรมดาบ้างเลย(ถึงแม้ว่าตัวละครเกมเหล่านั้นมันจะไม่ใช่คนธรรมดาก็เหอะ)

เห็นแบบนี้ ประมาทไม่ได้นะบอกเลย

ตรงนี้ล่ะครับ ที่ Dark Souls พยามจะบอกเรา ในเกมเราก็เป็นแค่ Undead คนนึงที่ติดคำสาป ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ธรรมดาๆคนนึง การที่จะเอาตัวเราเข้าไปวิ่งรับคมดาบลูกธนู คนปกติโดนแค่ทีเดียวก็ตายแล้ว แต่ถึงแบบนั้น Dark Souls เองก็ยังมีความเป็น Fantasy อยู่มาก ตัวเกมจึงมีความลงตัวมากๆ สำหรับผู้ที่ชอบอะไรที่ท้าทาย หรือชอบความสมจริงในรูปแบบ Fantasy ครับผม

ยากเกินไป ? Summon NPC มาช่วยสิ

จากการที่ตัวผมเล่นเกมนี้มาเคลียร์ทุกภาค สิ่งที่ผมพอจะแนะนำให้เหล่าผู้เล่นใหม่ๆได้ก็คือ “keep calm and carry on” เข้าไว้ครับ หากคุณมีสติ มีสมาธิสูง รู้จักใช้การสังเกต การจดจำ รับรองว่าคุณจะสนุกกับ Dark Souls แน่นอนครับ

Sen’s Fortress สถานที่โครตหัวร้อนของ Dark Souls ภาคแรก

ในทางกลับกัน สิ่งที่ผมคิดว่า Dark Souls ไม่แฟร์กับผู้เล่นมากที่สุด ก็น่าจะเป็นฉากภายในเกมที่เหมือนว่าจะถูกออกแบบมาให้ผู้เล่นตายๆไปซะอย่างนั้นมากกว่าเสียอีกครับ เพราะมีอยู่หลายฉากมากๆ ที่ผมตกม้าตายง่ายๆ เพราะฉากภายในเกมนี่แหล่ะ ณ จุดนี้มันก็ทำให้ผมปาจอยได้เหมือนกัน

บางทีก็เยอะไปนะ

สุดท้ายแล้วนั้นหากผู้เล่นใหม่ๆ ที่อาจจะเพิ่งเคยเล่นภาคนี้เป็นภาคแรก หรือว่าไม่เคยเล่นซีรี่ส์นี้มาก่อนเลย แล้วมาเล่น Dark Souls เป็นครั้งแรก ถ้าหากคุณผ่านมันไปได้จนเคลียร์เกมแล้วล่ะก็ ยินดีด้วยครับ คุณผ่านบททดสอบ และพร้อมที่จะ Git Gud ไปในเกมภาคต่อๆแล้วครับผม


Remastered


Anor Londo สวยงามคูณ 2

Dark Souls Remastered Is Insulting ผมได้ยินประโยคนี้มาจากที่ไหนสักที ก่อนที่เกมจะวางขาย 1-2 เดือน จนถึงวันนี้ตัวเกมได้วางขายไปแล้ว และตัวผมเองก็เล่นสำรวจจนแถบจะครบทุกจุด ตรงตามที่ตัวเองต้องการ ทำให้ผมรู้สึกว่าการ Remaster ครั้งนี้มันก็ทำมาให้ “น่าผิดหวัง” จริงๆ

ใช้เวลา 7 ปีในการ Patch Blighttown

เริ่มต้นที่ Graphic กันก่อน แน่นอนครับว่าตัวเกมได้รองรับความละเอียดภาพสูงถึง 4K ร่วมสมัย มาพร้อมกับ 60FPS เหมือนกันทุก Platfrom แสงสีเงาทุกอย่างจะถูกปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น Effect สกิลต่างๆ Item ภายในเกมที่ถูกทำให้สวยงามยิ่งขึ้น และแน่นอนว่า Blighttown ได้รับการแก้ไขแล้ว (อันนี้น่าจะเป็นเรื่องดีที่สุด)

มันส์ล่ะทีนี้

ในส่วนของ Multiplayer ตัวเกมได้เพิ่มจำนวนผู้เล่นสูงสุดจาก 4 คนเป็น 6 คน แน่นอนว่าต้องใช้ Item Dried Finger เช่นเดียวเหมือนภาค 3 ครับ โดยจะแบ่งเป็น 3 V 3 เหมือนเดิม โดยที่เจ้า Dried Finger จะขายอยู่กับ Undead Merchant ที่ Undead Burg แทนที่จะหาเก็บได้ใน Painted World of Ariamis จะถูกแทนที่โดย Humanitie แทนครับ

ทักทายกันหน่อย

ระบบ Password Matchmaking ก็จะถูกเพิ่มเข้ามา พร้อมกับระบบ Level Sync เมื่อ Guest ที่ถูก Summon เข้ามามี Level หรือ Gear สูงเกินไปมากกว่า Host ก็จะถูกปรับให้เท่าๆกันเพื่อความสมดุลย์ครับ นอกจากนั้นผู้เล่นยังสามารถเลือกได้ระหว่าง global หรือ Local matchmaking ครับผม

ระบบ PVP ที่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยคล้ายๆกับภาค 3 เมื่อมีการ Invade เกิดขึ้น Item ที่ใช้เพิ่มพลังชีวิตได้มีเพียงแค่ Estus Flasks อย่างเดียวเท่านั้น และถ้า Invader ตาย ก็จะได้รับ Estus Flasks เพิ่ม 1 ขวดครับ และระหว่างมีการ Invade เกิดขึ้น Host ไม่สามารถ Summon Phantom เพิ่มได้ครับ

ไม่ต้องลำบากอีกต่อไป

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลกเล็กๆน้อยๆอย่างอื่นก็จะมีเรื่อง Item บางชนิดเช่น Soul หรือ Covenant item สามารถใช้ทีเดียวหลายๆอันได้แล้ว มี Bonfire เพิ่มเข้ามา 1 จุดตรง Vamos the Blacksmith ใน Catacomb อีกทั้ง Covenants สามารถเปลี่ยนได้ที่ Bonfire (ขอบคุณมาก) และตัวเกมสามารถปรับปุ่มได้ตามใจชอบเลยครับ

ภาพสดๆจาก Bonfire ด้านใน Anor Londo

อีกเรื่องนึงที่หลายๆคนให้ความสนใจคือ ระบบ Online ในภาคนี้จะมาใช้ระบบ Dedicated Servers แทน P2P แล้ว หลายคนคงดีใจไม่น้อย เพราะน่าจะหมดปัญหาเรื่องปิงสูงๆระหว่าง PVP ได้ แต่จริงๆแล้วระบบ Dedicated ของ Dark Souls Remastered นั้นเป็นเพียงแค่ Online Network และ Matchmaking Server เท่านั้น หมายความว่าผู้เล่นจะหาคนเจอง่ายกว่าเดิม ระบบออนไลน์ภายในเกมจะดีขึ้นกว่าเดิม แต่เมื่อมีการ Coop หรือ Invade กันแล้วทุกอย่างก็จะขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่อของ Host ผู้ที่เป็นเจ้าของ Session นั้นๆเช่นเดิมครับ


มาดูถึงปัญหาของตัวเกมกันบ้าง จริงๆแล้วตัวเกม Remaster นี้มันก็ไม่มีปัญหาอะไรเลยสักนิด ตัวเกม Run ได้ Smooth ไม่มีเฟรมเรตตกเลยสักนิดเดียว อีกทั้งผมยังเล่นผ่านเจ้า PS4 รุ่นแรกๆ ก็จบเกมได้ไม่มีปัญหา (ถึงแม้จะว่าจะ Crash ไปครั้งนึงเพราะเครื่องร้อนเกินไปก็เถอะ) ทุกๆอย่างดูเหมือนจะ Perfect มาก สำหรับชาว Next Gen Console PS4 และ Xbox One

แต่เมื่อเรากลับมามองใน PC Version ของ Original Dark Souls ที่ลง Mod DSfix ไว้ก็จะพบว่ามันก็ไม่ต่างอะไรกันมากเลยนี่หว่า แถมรู้สึกว่าของ DSfix+Mod ยังดูดีกว่าในบางจุดอีกด้วย ซึ่งตรงนี้นั้นแหล่ะครับคือปัญหาที่ผมไว้ว่ามันน่าผิดหวัง

ไม่ว่าจะ port มาแย่ขนาดไหน ก็ยังได้รับคำชมอยู่ดี

หากทุกคนยังจำกันได้ Dark Souls Prepare To Die Edition วางจำหน่ายครั้งแรกบน Steam ตัวเกมนั้นเรียกได้ว่า Port มาโครตห่วย ตัวเกม Lock FPS ไว้ที่ 30 ความละเอียด 720p การควบคุมโดย Mouse Keyboard ที่โครตแย่ ระบบออนไลน์สุดห่วยอย่าง GFWL แต่หลังจากเกมวางขายไม่ถึงชั่วโมง ก็มีทีมงานนึงออก Mod แก้ไขทุกอย่างในเกมในชื่อ DSfix ทำให้ตัวเกม Run ได้มากกว่า 60FPS รองรับความละเอียด 1080p Full HD นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆสำหรับชาว PC ครับ

และเวลาก็ผ่านมาหลายปี Bandai Namco หรือ From Software ก็ไม่เคยคิดจะปล่อย Patch ให้กับชาว PC เลยแม้แต่น้อย ตัวเกม Dark Souls Prepare To Die Edition ที่ไร้ DSfix ก็ยังแย่อยู่แบบนั้น แต่ถึงแบบนั้นตัวเกมก็ได้รับคำชม Very Positive เพราะด้วยความสนุกของตัวเกม

รีวิวชาว Steam สำหรับ Dark Souls Remastered

เมื่อมีการประกาศ Dark Souls Remastered ออกมาแฟนๆชาว PC คงหวังว่าตัวเกมของ PC น่าจะมีอะไรพิเศษกว่าบ้างเล็กน้อยนอกจาก 4K Resolution แต่เมื่อถึงเวลาวางจำหน่าย สิ่งที่พวกเขาได้อีกสิทธิการลดราคาตัวเกมไป 50% สำหรับผู้ที่มีเกมอยู่แล้ว ทั้งๆที่มันควรจะ Upgrade ให้ฟรีๆด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเกม Skyrim Special Edition, Bioshock Remaster ที่ Upgrade ให้กับผู้เล่นฟรีๆ

DSFix 4K VS Remaster / cr จาก reddit Godless3

ตรงจุดนี้จึงทำให้มีชาว PC ไม่น้อยที่หัวร้อนซะตั้งแต่ยังไม่ทันได้เล่นเกมก็ออกมาโจมตี Bandai Namco กันซะแล้ว เพราะตัว Dark Souls Remastered นั้นเอาเข้าจริงแล้วมันก็เหมือนการใส่ DSfix เข้าไปแล้วเอามาขายใหม่ในราคา 40USD และต้องขอย้ำว่าตัวเกมไม่ได้ Remaster อะไรมากมายเลยนอกจาก 60FPS กับ 4K Resolution

ยกตัวอย่างการ Remaster Halo: Combat Evolved Anniversary

หากเรามองไปอย่างเกม Remaster เกมอื่นๆยกตัวอย่างเช่น Halo Combat Evolved Anniversary นั้นคือการ Remaster ที่ดูดีที่สุดสำหรับผม หรือจะเป็นเกมอย่าง Call of Duty 4 Modern Warfare และเกมที่ผมเพิ่งจะพูดถึงไปอย่าง Skyrim Special Edition ก็ยังทำได้ดีกว่ามาก หากเอามาเปรียบเทียบกับ Dark Souls Remastered อันนี้ครับ


สุดท้ายนี้ Dark Souls Remastered เป็นเกมที่ดีครับ เป็นเกมที่ไม่ว่ายังไงชาตินี้คุณก็ต้องหามาเล่นให้ได้ การ Remastered ครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนที่ยังไม่มีตัวเกม หรือไม่เคยเล่นมาก่อนเลย ไม่ว่าจะเป็นชาว PC หรือชาว Console เกมนี้ทำได้ดีทุก Platfrom ครับ ตลอดการเล่นผมไม่พบเจอปัญหาใดๆเลย ระบบ Online ที่ปรับปรุงขึ้นมาจากตัวเกม Original อย่างเห็นได้ชัด การ Summon คนไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป (แน่นอนว่าเจอ Invade ง่ายกว่าเดิมด้วย)

แต่สำหรับชาว PC ที่มีตัวเกมอยู่แล้ว Prepare To Die Edition + DSfix + Mod ผมว่าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วจริงๆครับ …..

ปิดท้ายด้วยฉากการตายที่โครตน่าเสียดาย (ดูเลือดบอสสิ)

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

รีวิวเกม Bloodstained Curse of the Moon เกมแนวแส้ 8Bit กลับมาในรูปแบบเดิม

Review เกม Bloodstained Curse of the Moon มาแล้วจ้า

Published

on

Dragon Quest 11

8.8

กราฟิก และงานออกแบบ

7.8/10

เกมเพลย์

9.0/10

ความแปลกใหม่

8.5/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

ภาพรวม

9.5/10

จุดเด่น

  • เนื้อเรื่องเดียวกับ PS4
  • เกมเพลย์สนุกเข้าใจง่าย
  • กราฟิกแบบ 2D ที่คลาสสิก

จุดสังเกต

  • มีปัญหามุมกล้องในโหมด 3D

ในยุคนี้หากค่ายเกมไม่ยอมสร้างภาคต่อ อดีตทีมสร้างตำนานสามารถหาทุนสร้างได้เองผ่านการระดมทุนเพื่อสร้างเกมแนวเดียวกันได้เอง และเกม Bloodstained Ritual of the night ก็เป็นหนึ่งในเกมที่เกิดจากการระดมเงินจากแฟนเกมที่ต้องการให้เกม Castlevania แนว 2 มิติกลับมาอีกครั้ง และหลังจากได้ทุนตามเป้าก็เงียบหายไปนาน ซึ่งผู้สร้างเกมกลัวคนจะรอนานได้ส่งเกม Bloodstained Curse of the Moon ที่มาในรูปแบบ 8Bit มาให้เล่นแก้ขัดไปก่อนระหว่างรอภาคหลัก

ภาคเสริมที่มาในกราฟิกย้อนยุค

โดยเกม Bloodstained Curse of the Moon เป็นเหมือนภาคแรกของภาคหลัก และอย่างที่บอกว่ากราฟิกมันถูกสร้างมาแนวย้อนยุคไปสู่สมัยแฟมิคอม 8Bit ทำให้กราฟิกมันเหมือนเกมเมื่อ 30 ปีก่อน แต่ก็มีหลายส่วนที่งานออกแบบและรายละเอียดของตัวละครโดยเฉพาะบอสในเกมทำออกมาได้ดูดีกว่าเกมในยุคก่อนมาก และแน่นอนว่าในเมื่อภาพย้อนยุคเพลงประกอบเกมก็มาแนวเสียงแบบ 8 Bit เช่นกันแม้ว่าเพลงในเกมอาจจะไม่ได้ติดหูเท่ากับเกม Castlevania แต่ก็เข้ากับรูปแบบเกมได้ลงตัว อย่างไรก็ตามแม้ว่ามันจะถูกสร้างแนวย้อนยุค แต่หลายส่วนในเกมก็ยังคงดูรู้ว่ามันคือเกมใหม่ที่พยายามจะทำให้เก่าอยู่ดี

เกมเพลย์กลับคืนสู่ความคลาสสิก

ส่วนรูปแบบของเกม Bloodstained Curse of the Moon ยังคงเดินตามรอยภาคหลักเพราะเป็นแอ็คชั่น 2 มิติมุมมองด้านข้างที่แทบจะถอดมาจากเกม Castlevania ที่ทั้งฉากการออกแบบ รวมทั้งศัตรูหลายตัวแถบจะถอดแบบกันออกมา แล้วเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาเท่านั้น มีเพียงบอสในเกมที่ดูจะเหมือนจะมีความเป็นเอกลักษณ์อยู่บ้าง ส่วนตัวเอกจะมีอาวุธสองประเภทที่มีทั้งแบบหลัก และอาวุธพิเศษที่จะเสียค่าพลัง ที่โดยรวมแล้วสามารถบอกว่ามันคือการนำเกม Castlevania มาสร้างใหม่ได้เลย

ส่วนความโดดเด่นของภาคนี้คือการที่มีตัวละครมาให้เลือกเล่น ที่มีความคล้ายกับภาค Castlevania 3 Dracula’s Curse ที่ออกวางขายบนเครื่อง Famicom ที่ตัวเอกจะเป็น zangetsu นักปราบปีศาจผู้ใช้ดาบ และเมื่อเราเล่นไปเรื่อยๆจะช่วยเหลือตัวละครที่เหลือและค่อยๆปลดล็อกออกมา โดยตัวละครทั้งหมดจะมี 4 ตัวที่มีทั้ง zangetsu ผู้ใช้ดาบที่ทรงพลัง และ Miriam ผู้ใช้ แส้เป็นอาวุธ , Alfred ผู้ใช้เวทมนต์ และปิดท้ายด้วย Gebel ที่สามารถแปลงร่างเป็นค้างคาวได้ ทำให้โดยรวมยิ่งเหมือนกับเกม Castlevania 3 มากขึ้นไปอีก โดยผู้เล่นต้องใช้ความสามารถที่แตกต่างในการเปิดทางไปต่อเช่นเมื่อใช้ Gebel เราจะบินเข้าไปยังจุดที่ตัวละครอื่นไปไม่ได้ และเราสามารถ เปลี่ยนตัวละครได้ตลอดเกมยกเว้นว่าเราจะพลาดท่าทำตัวละครนั้นตายก็จะเรียกใช้งานไม่ได้จนกว่าจะตายครบทุกตัวแล้วจะต้องเริ่มต้นใหม่

ฉากในเกมซับซ้อนกว่าที่คิด

ตัวเกมแบ่งออกเป็นฉากๆที่ดูเหมือนว่าไม่ได้มีความซับซ้อนแต่พอได้เล่นจริงๆมีทั้งทางแยก และทางลับที่มีไอเทมพิเศษซ่อนอยู่ และเราต้องใช้ความสามารถพิเศษของตัวละครเพื่อเปิดทางไปต่อ และมันจำเป็นอย่างมากเพราะเราจำเป็นต้องอัพเกรดตัวละครได้ทั้งค่าพลังชีวิต และความสามารถพิเศษ เช่นการกระโดดสองจังหวะ และยังมีการอัพเกรดท่าไม้ตายใหม่ๆของตัวละครด้วย ที่ต้องชมผู้สร้าง คือระดับความยากของเกมที่ปรกติแล้วเกมแนวย้อนยุคมักจะใส่ความยากระดับสุดโหดเข้ามา เพื่อให้สัมผัสถึงความโหดของเกมสมัยก่อน แต่กับเกม Bloodstained Curse of the Moon ถือว่ามีระดับความยากที่พอดีๆ ไม่โหดจนเกินไปและก็ไม่ง่ายจนเกินไปมือใหม่ก็สามารถเล่นได้

โดยรวมแล้วเกม Bloodstained Curse of the Moon แม้ว่ามันเหมือนเกมที่เอามาเล่นแก้ขัดระหว่างรอเกม Bloodstained Ritual of the night สร้างเสร็จแต่ก็ทำออกมาได้ดีเกินคาดมาก เกมสนุกหลากหลายในรูปแบบ 2D และเล่นได้หลายรอบโดยไม่เบื่อ แถมยังมีราคาขายที่ไม่แพง(ประมาณ 200 กว่าบาท) ใครที่ยังชื่นขอบเกม 2D แนว Castlevania สมัยยุค 80 ไม่ควรพลาด

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!