Connect with us

Games

[รีวิวเกม] Stardew Valley (Nintendo Switch) จิตวิญญาณของ Harvest moon อยู่ในเกมนี้

มาแล้วจ้า Review Stardew Valley บน Nintendo Switch

Published

on

Stardew Valley

8.5

กราฟิก

7.5/10

เกมเพลย์

9.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ภาพรวม

9.0/10

จุดเด่น

  • เล่นนอกบ้านได้
  • เกมเพลย์สนุกเข้าใจง่าย
  • มีอะไรให้ทำมากมาย
  • ราคาไม่แพง

จุดสังเกต

  • ไม่มี Mod
  • ยังพบ Bug ในหลายจุด

ในยุคก่อนหากจะพูดถึงเกมปลูกผักทำไร่คอเกมส่วนใหญ่คงคิดถึงเกม ฮาเวสมูน แต่ในยุคนี้ไม่มีอะไรแรงเท่ากับ Stardew Valley ที่ออกวางขายบน PC เมื่อปี 2016 และด้วยความแรงจึงเป็นที่มาของเวอร์ชั่นคอนโซล ที่ล่าสุดเพิ่งจะออกบน Nintendo Switch ตามคำเรียกร้องของแฟนๆ (เกมออกบน PC , PS4 , XboxOne ด้วย)

โดยพื้นฐานเกม Stardew Valley คือเกมปลูกผักทำไร่ ที่ถูกสร้างด้วยกราฟิกแนวย้อนยุคแบบดอทพิกเซล ที่เหมือนกับเกมในยุค 16 Bit แบบสมัยซูเปอร์แฟมิคอม ที่เป็นยุคที่เกม ฮาเวสมูน ถือกำเนิด งานออกแบบดูคล้ายกับเกม RPG ในอดีตอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ต้องชมคือสีสันและรายละเอียดในเกมที่ผู้สร้างใส่ใจอย่างมาก ทำให้การท่องไปในโลกของเกมมีความสนุก และมีอะไรให้คนช่างสังเกตได้ค้นหาเพียบ อย่างไรก็ตามแม้กราฟิกจะเป็น 16 Bit แต่เพลงประกอบไม่ได้ย้อนยุคตาม ทำให้เราได้เสพดนตรีประกอบที่เข้ากับตัวเกมและช่วยเสริมบรรยากาศได้อย่างลงตัวและยังมีการปรับเปลี่ยนไปตลอดเกม

แม้ว่าภาพของเกมและโลกที่อาจจะดูย้อนยุคแต่พอได้สัมผัสคุณจะพบว่าในโลกกว้างๆ ของเกมมีอะไรให้ทำเยอะมากจนแทบบรรยายไม่หมด ซึ่งโดยพื้นฐานของเกมจะไม่ได้แตกต่างจากเกมปลูกผักทำไร่ทั่วไป ที่เราต้องลงแรงพรวนดินปลูกพืช แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชนิดของพืชที่หลากหลาย และต้องเปลี่ยนการเพาะปลูกไปตามฤดูกาล แล้วยังมีการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้มากมายกว่าแค่สร้างบ้าน หากคุณมีเวลาพอก็จะสร้างไร่สร้างสวนขนาดใหญ่ได้ ด้วยการรวบรวมวัตถุดิบในฉากมาสร้าง

และไม่ใช่แค่ปลูกผักทำไร่ เกมยังกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงสัตว์ , การตกปลา , การสานสายสัมพันธ์กับตัวละครในเมืองที่จะสานต่อไปจนถึงการแต่งงานได้ หรือใครอยากออกท่องโลกเพื่อออกล่าหาของแปลก และเก็บของป่า หรือลงไปทำเหมืองที่ลึกเป็นร้อยชั้นได้ แถมยังต้องต่อสู้กับมอนสตอร์แบบเกมแอ็คชั่นตะลุยดันเจียนที่ทำออกมาได้น่าทึ่งเพราะมีความท้าทายที่สนุกไม่แพ้เกมแอ็คชั่นแท้ๆ เช่นเดียวกับการใส่ใจในรายละเอียดของเกมทำให้เราต้องคิดให้ดีเวลาจะทำอะไรไปเพราะมันจะส่งผลกระทบต่อการสานสัมพันธ์ เช่นหากเราหาของในถังขยะแล้วมีคนมาพบเห็น เขาจะรู้สึกติดลบกับเรา

อย่างไรก็ตามแม้จะมีกิจกรรมให้ทำมากมาย แต่เราก็ต้องคำนึงถึงเวลาที่เดินไปเรื่อยๆ และยังมีค่าพลังความอึด ที่เมื่อเราทำกิจกรรมก็จะลดลงเรื่อยๆ แต่จะเติมได้ด้วยการกินอาหาร นอกจากนี้ยังมีค่าพลัง HP ที่ใช้ตอนเราต่อสู้กับศัตรู ทำให้การเล่นเราต้องคิดวางแผนกันตลอด เพราะหากไม่มีวางแผนกันดีๆใน 1 วันก็อาจจะทำกิจกรรมได้ไม่กี่อย่าง และอย่าคิดว่าอดนอนทำงานจะได้ดีเพราะหากเรานอนดึกเกินไป ก็จะส่งผลต่อค่าพลังในอีกวันด้วย

นอกจากนี้ยังมีระบบพัฒนาตัวละครแบบเกม RPG ที่มีการอัพเดทค่าพลังอย่าง การทำฟาร์ม , สายหาของ , ทำเหมือง , ตกปลา และ ต่อสู้ ที่หากเราทำกิจกรรมแบบไหนมากๆค่าพลังในส่วนนั้นก็จะอัพเกรดขึ้นตาม อย่างไรตาม แม้จะดูยุ่งยากแต่พอได้เล่นจริงๆทุกอย่างไม่ได้ซับซ้อน เล่นง่ายทำให้เราสนุกไปกับเกมที่เต็มไปด้วยรายละเอียดได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด และโดดเกมดูดเวลาไปโดยไม่รู้ตัวจนเล่นโต้รุ่งจนถึงเช้าได้

และเกมที่นำมารีวิวเป็นเวอร์ชั่น Nintendo Switch ทำให้เชื่อว่าหลายคนคงมีคำถามว่ามันจะแตกต่างและเล่นถนัดเหมือนกับ PC หรือไม่ ก็ขอบอกได้เลยว่า การเล่น Stardew Valley บน Switch ถือว่าสะดวกและลื่นไหลมาก ไล่ตั้งแต่การปรับมาใช้ปุ่มกด ที่มีการใช้ประโยชน์ของปุ่มได้ลงตัว โดยเฉพาะการใช้ปุ่ม ZL และ ZR ในการเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ทำได้ลื่นไหลดี

โดยการบังคับตัวละครจะใช้แกนอนาล็อกซ้ายบังคับ ส่วน แกนอนาล็อกขวา บังคับลูกศร แทนเมาส์ ที่น่าแปลกใจเล็กน้อยคือตัวเกมจะไม่ใช้หน้าจอสัมผัสในการเล่น และมีการใช้ระบบสั่นของ Joy-con แต่ดูเหมือนจะสั่นเบาไปหน่อยเมื่อเทียบกับเกมอื่น แต่ก็ช่วยเสริมให้มันแตกต่างจากเวอร์ชั่นอื่น และแน่นอนว่าข้อดีอย่างมากของเวอร์ชั่น Nintendo Switch คือการนำไปเล่นนอกบ้านได้ ซึ่งมันก็ทำหน้าที่ได้ดีและกราฟิกแบบนี้เมื่อมาอยู่บนหน้าจอของ Switch ถือว่าดูดีมาก และต่อให้อยู่บนหน้าจอ Full HD ของทีวียุคใหม่ก็ยังดูสวยงามแบบ 16 Bit ส่วนหากคุณเล่นบน PC อยู่แล้วก็อาจจะไม่เหมาะเท่าไร เพราะมันอาจจะไม่ได้มีอะไรใหม่มากท่าที่ควร แถมในตอนนี้ยังมีการพบเจอ Bug ของเกมอยู่หลายจุดก็ต้องรอให้ทีมงานออกตัวอัพเดทมาแก้ และแน่นอนว่ามันไม่รองรับ Mod ด้วย แต่หากอยากเอาไปเล่นนอกบ้านแบบถนัดๆ ก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่

การมาของเกม Stardew Valley บน Nintendo Switch ถือว่าเป็นการมาถูกที่ถูกทาง เพราะด้วยแนวทางของเกมที่เข้ากับเครื่อง การปรับเปลี่ยนมาใช้ปุ่มกดที่ลงตัว รองรับระบบสั่น และสามารถพกพาไปเล่นนอกบ้านได้ ยิ่งเทียบกับราคาเกมที่ไม่ได้แพงเท่าไร ทำให้มันคุ้มค่าและเป็นอีกเกมที่เจ้าของ Nintendo Switch ควรโหลดมาติดเครื่องไว้ (แนะนำให้ซื้อโซน เม็กซิโก ถูกที่สุด) และรับประกันได้เลยว่ามันจะเป็นเกมดูดเวลาที่พกไปเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา

แสดงความคิดเห็น

Games

[Review] Dragon Quest XI: Echoes of an Elusive Age ความดั้งเดิมสู่ยุคใหม่ที่ลงตัว

Published

on

Stardew Valley

8.5

กราฟิก

7.5/10

เกมเพลย์

9.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ภาพรวม

9.0/10

จุดเด่น

  • เล่นนอกบ้านได้
  • เกมเพลย์สนุกเข้าใจง่าย
  • มีอะไรให้ทำมากมาย
  • ราคาไม่แพง

จุดสังเกต

  • ไม่มี Mod
  • ยังพบ Bug ในหลายจุด

สมัยก่อนตอนเด็กๆ ผมชอบการ์ตูนเรื่องดราก้อนบอลมากๆ ถึงขนาดตามเก็บการ์ดและโมเดลฟิกเกอร์ไปอวดเพื่อนในโรงเรียนอยู่ตลอด ยุคนั้นเป็นช่วงเดียวกับเครื่องเกม Playstation 2 ที่โคตรฮิตในบ้านเรา ผมเองก็ถือว่าโชคดีมากๆ ที่มีไว้ครอบครอง และด้วยการที่ผมบ้าดราก้อนบอลเป็นอย่างมาก ก็เลยอยากจะหาเกมดราก้อนบอลมาเล่นแบบที่ท่านผู้อ่านก็น่าจะเคยเป็นกัน

และผมก็ได้เจอกับเกมๆนึงที่มีหน้าปกเป็นบลูม่าและโกฮังในชุดพิคโกโร่ พร้อมกับชื่อเกมว่า “Dragon Quest V” ตอนนั้นตัวผมถึงกับสตั้นไปทันที และรีบชื้อเกมนี้ไปอวดเพื่อนว่าดราก้อนบอลภาคใหม่ออกมาแล้ว !!

และหลังจากที่ผมเล่นไปสักพักก็รู้สึกว่านี่มันไม่ใช่ดราก้อนบอลในแบบที่ผมรู้จักแล้ว แต่มันเป็นเกมอะไรก็ไม่รู้ที่ Copy ดราก้อนบอลมา (ตัวผมในตอนเด็กคิดแบบนั้น) แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันสนุก และสร้างความประทับใจในแบบที่ผมไม่เคยเจอ หลังจากนั้นผมได้ไปศึกษาหาข้อมูลว่าไอ่ Dragon Quest มันคืออะไรกันแน่ และภาพก็ตัดมาถึงปัจจุบันนี้ ที่ผมได้รู้ความจริงเกี่ยวกับเกมนี้ พร้อมทั้งประวัติความเป็นมาทุกอย่าง และได้เอาตัวเกมภาคที่ 5 ขึ้นแท่นบูชาเกม JRPG ที่สุดยอดที่สุดสำหรับตัวผมไปแล้วครับ

จนถึงวันนี้ผ่านมา 30 ปีนับตั้งแต่ตัวเกมภาคแรกวางขายไปในปี 1986 ซีรี่ส์ Dragon Quest ก็ยังออกภาคต่อมาแจกความสดใสให้แฟนๆเกมอยู่ตลอดถึง 10 ภาคหลักที่ยังไม่รวมภาคเสริมทั้งหลาย แต่ก็ต้องยอมรับกันตรงๆว่ากระแสของเกมนี้นั้น ไม่อาจสู้อีกหนึ่งซีรี่ส์ในค่ายเดียวกันอย่าง Final Fantasy ได้ เนื่องจากว่าตัวเกมนั้นค่อนข้างจะคงความดั้งเดิมเอาไว้มากจนเกินไป จนเจาะตลาดต่างชาติไม่ได้สักเท่าไรครับ

แต่สำหรับในญี่ปุ่นบ้านเกิดตัวเองนั้นก็แสดงให้ได้เห็นว่ายังคงมีแฟนๆ เกมอยู่มากแค่ไหน กับภาคล่าสุด Dragon Quest XI ด้วยยอดขาย 2 ล้านชุด ภายใน 2 วันแรกของการจำหน่ายตัวเกมแค่เพียงในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แค่นี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าซีรี่ส์นี้มันยังไม่ตาย และในปี 2018 ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดี ที่เกมเมอร์ฝั่งตะวันตกจะได้มีโอกาสสัมผัสว่าที่เกม RPG ยอดเยี่ยมแห่งปีในรูปแบบภาษาอังกฤษกันบ้าง และแน่นอนบ้านเราก็เช่นกันครับ

Dragon Quest เป็นเกม JRPG จาก Square Enix เจ้าของแฟรนไชส์ชื่อดังอย่าง Final Fantasy แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆแล้ว Dragon Quest นั้นมีมาก่อน Final Fantasy อีกทั้งบริษัท Enix ยังเป็นคนช่วย Square ให้รอดจากการล้มละลายในปี 2002 อีกด้วย (ผลมาจากการล้มเหลวในการสร้างหนัง Final Fantasy: The Spirits Within)

Dragon Quest XI เป็นเกมภาคต่อที่ทิ้งท้ายจากภาค 10 ไปกว่า 7 ปี การกลับมาครั้งนี้ถือว่าครบรอบ 30 ปีซีรี่ส์พอดี ตัวเกมยังคงความคลาสสิคเอาไว้อย่างครบถ้วน แต่ถึงแบบนั้นตัวเกมก็ยังพัฒนาให้ร่วมสมัยยิ่งขึ้น ตัวเกมขยับมาใช้ Unreal Engine 4 จึงการันตีได้เลยว่าภาพกราฟิกภายในเกมนั้นสวยงามจัดเต็มไม่ตกยุคแน่นอน


ก่อนอื่นขอขอบคุณ Square Enix / Sony Thailand ที่ได้เป็นผู้สนับสนุนตัวเกมที่ใช้ในการรีวิวในครั้งนี้ด้วยครับ



Story


ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ณ เมืองแห่งหนึ่ง ผู้คนกำลังมีความสุขไปกับเสียงเพลง เนื่องจากเป็นวันเปิดตัวลูกชายของกษัตริย์แห่งเมืองๆหนึ่ง แต่เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อมีมอนสเตอร์จำนวนมากบุกเข้ามาโจมตีปราสาท ผู้คนต่างล้มตาย ครอบครัวของกษัตริย์ได้พยายามหลบหนีแต่แล้วก็ไม่รอด มีเพียงแค่เด็กสาวและทารกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่กี่วัน ที่เอาตัวรอดจากการโจมตีครั้งนั้นไปได้

ทารกน้อยผู้นั้นได้ถูกเก็บไปเลี้ยงดูโดยผู้เฒ่าใจดีจากหมู่บ้านหลังเขา จากวันนั้นผ่านมาหลายปี ทารกน้อยได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ และพร้อมที่จะออกตามหาความจริงเกี่ยวกับตัวตนของตัวเองในอดีต ตัวเขาเองนั้นได้เกิดมาพร้อมกับพลังพิเศษบางอย่าง ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของโลกนี้ไปทั้งสิ้น

และนี่ก็คือบทนำของ Dragon Quest XI ตลอดทั้งเกมผู้เล่นจะได้พบเจอกับการผจญภัยไปในสถานที่ต่างๆ พบเจอกับเพื่อนร่วมทางใหม่ๆ ออกตามล่าสมบัติลับ ช่วยเหลือชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อน หรือแม้แต่จะไปเล่นคาสิโนคลายเครียดระหว่างเดินทางก็ยังทำได้

พออ่านถึงตรงนี้ สำหรับใครที่ไม่ชอบการดำเนินเรื่องแบบการ์ตูนญี่ปุ่น หรือคนที่ไม่ชอบอะไรที่เป็นเส้นตรงแบบสไตล์ดั้งเดิมของ JRPG และคิดว่าเกมนี้ก็น่าจะมีแนวทางการดำเนินเรื่องคล้ายๆกันล่ะก็ ผมอยากจะบอกว่าคุณคิดผิดอย่างแรงเลยครับ ตัวเกมในภาคนี้จัดเต็มกับเนื้อเรื่องในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในซีรี่ส์ อีกทั้งยังมาพร้อมกับ Dialogue หรือบทสนทนาที่เขียนมาได้ดีเยี่ยม และแน่นอนว่าการดำเนินเรื่องในเกมนี้นั้นน่าติดตามเป็นอย่างมาก

ตรงจุดนี้ สำหรับใครที่ต้องการมองหาการผจญภัยรูปแบบเดิมๆ แต่เพิ่มเติมคือเนื้อเรื่องที่สดใหม่ และมีการดำเนินเรื่องที่เป็นตัวของตัวเอง เกมนี้คือคำตอบที่ดีครับ อีกทั้งในเวอร์ชั่น ENG นั้นตัวเกมยังมีการเพิ่มเสียงพากย์เข้ามาในเกมอีกด้วย ช่วยเพิ่มอารมณ์ระหว่างการเล่นได้เป็นอย่างดีเลย

สิ่งนึงที่ผมชอบเกี่ยวกับการดำเนินเรื่องภายในซีรี่ส์ Dragon Quest นั้นก็คือตัวเกมจะไม่ได้ให้ผู้เล่นสวมบทบาทเป็นใคร แต่ให้ตัวผู้เล่นเป็นตัวของตัวเองนั้นล่ะครับ ในส่วนนี้อาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับเกม JRPG แบบนี้แล้วมันค่อนข้างส่งผลต่อความรู้สึกของตัวผู้เล่นเองเป็นอย่างมาก ราวกับว่าเราได้เข้าไปอยู่ในโลกนั้นจริงๆ ไม่ใช่แค่มองดูอยู่ห่างๆ

นอกจากนั้น Dialogue หรือบทสนทนา ภายในเกมก็ค่อนข้างจะมีความเป็นเอกลักษณ์แบบแปลกๆอยู่มาก ยกตัวอย่างเช่นในแต่ละเมือง ผู้คนต่างเลือดต่างเชื้อสาย ก็จะมีภาษา ทั้งการพูดและสำเนียงที่แตกต่างกันไปอยู่แล้ว เมื่อเราไปคุยกับชาวเมืองนั้นๆ Dialogue ภายในเกมก็จะสะกดคำภาษาอังกฤษมาแปลกๆ ให้เราอ่านออกเสียงแบบมีสำเนียงตามที่ตัวเกมต้องการครับ ตรงจุดนี้ผมถือว่ามันเป็นเรื่องที่ทีมงานใส่ใจรายละเอียดได้ดีมากๆ

ในส่วนของ Cutscreen ที่จะตัดเข้าออกระหว่างการดำเนินเรื่อง แน่นอนว่ามันกดข้ามไม่ได้ และตัวเราเองก็ต้องคอยกดเลื่อนบทสนทนาเองแบบเกมในสมัยก่อนอีกด้วย ถ้าหากผู้เล่นไม่กดเลื่อนถัดไป ฉาก Cutscreen นั้นก็ยังคงอยู่มุมกล้องเดิม ตัวละครท่าเดิม ยังกับโดนหยุดเวลาเอาไว้ ในส่วนนี้ผมก็ถือว่าตัวเกมออกแบบมาได้ดีมากๆ เนื่องจากมุมกล้องและการเคลื่อนไหวของตัวละครในฉากที่ลื่นไหล ไม่ขัดหูขัดตา ดูเป็นธรรมชาติ และยังทำให้ผู้เล่นรู้สึกผูกพันไปกับตัวละครนั้นๆอีกด้วย


The Gameplay


มาถึงอีกหนึ่งหัวข้อหลักของเกมแนวๆนี้กันบ้างครับ จริงๆก็ต้องบอกว่าสำหรับซีรี่ส์ Dragon Quest เองนั้นก็เป็นอีกหนึ่งเกมที่ยังคงรูปแบบระบบการเล่นไว้ดั้งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่เชื่อหรือไม่ครับว่าในที่สุดระบบการสู้ของ Dragon Quest ก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงแล้วในภาคที่ 11 นี้ โดยตัวเกมจะไปใช้ระบบ turn-based แบบเดียวกับ Final Fantasy X โดยที่ต่อไปนี้การใส่คำสั่งของผู้เล่นนั้นจะมีผลทันทีหลังออกคำสั่ง

ซึ่งจะแตกต่างจากภาคอื่นๆ ที่เราต้องใส่คำสั่งให้ครบทุกตัวก่อน หลังจากนั้นถึงจะมีการออก Action ตามที่เราสั่งไว้ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ตัวเกมต้องใช้การวางแผนที่ดีมากขึ้นกว่าเดิม และแน่นอนว่าได้ความสนุกที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แต่ถึงแบบนั้นระบบนี้ก็เหมือนจะพัฒนาต่อยอดมาอีกทีจาก Dragon Quest X ที่เป็นภาคออนไลน์ โดยมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยให้เข้ากับตัวเกมสำหรับเล่นคนเดียวครับ

ตัวเกมยังมาพร้อมกับระบบใหม่อย่าง “Pep Power” ที่เหมือนเป็นท่าโจมตีพิเศษของภาคนี้ โดยจะมาในรูปแบบท่าประสานระหว่างตัวละครหลายๆตัว โดยเงื่อนไขการใช้ก็จะไม่เหมือนกัน และมีท่าพิเศษที่เพิ่มค่า EXP เงิน ไอเท็ม รวมไปถึงเพิ่มค่าสถานะต่างๆอีกมากมาย รวมไปถึงท่าโจมตีสุดยอดที่จะใช้ได้จากท่าประสานพวกนี้ครับ

และเมื่อพูดถึงระบบการต่อสู้ของเกม JRPG ก็คงจะนึกถึงระบบ Random encounter หรือระบบสุ่มเจอมอนสเตอร์ระหว่างทาง แต่บอกลาไปได้เลย เพราะ Dragon Quest XI นั้นได้ยกเลิกใช้ระบบนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเหล่ามอนสเตอร์ทั้งหลายจะแสดงขึ้นมาตามฉาก หากผู้เล่นต้องการจะสู้ ก็เพียงแค่วิ่งเข้าไปโจมตีมันก่อนหรือไม่ก็วิ่งชนมันเท่านั้น ตัวเกมก็จะตัดฉากเข้าสู่การต่อสู้ทันที

ภายในฉากต่อสู้ ก็จะเหมือนกับเกม JRPG ทั่วๆไปที่เราต้องออกคำสั่งให้ตัวละคร แต่ในภาคนี้เราสามารถบังคับตัวละครวิ่งไปมาตามฉากได้ อีกทั้งตัวเกมยังมีระบบ Tactics ที่เป็นเหมือน Auto-Battle ที่เราสามารถตั้งค่าให้ตัวละครต่างๆต่อสู้ในรูปแบบไหน ซึ่งระบบนี้ถือว่าดีมากๆ เพราะผู้เล่นไม่จำเป็นต้องมานั่งออกคำสั่งเอง สามารถเก็บเลเวลตัวละครได้อย่างสบายใจ และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า AI ที่ออกคำสั่งแทนเรานั้นมันฉลาดมากๆ รู้ดีกว่าคนเล่นเสียอีก

มาพูดถึงระบบ Random encounter กันอีกนิดหน่อย ถึงแม้ว่าในการเล่นปกติตัวเกมจะตัดระบบนี้ออกไป แต่จริงๆแล้วมันก็ยังมีอยู่ในเกมเช่นเดิมไม่หายไปไหนครับ เมื่อเราเล่นไปถึงจุดๆแล้วเราจะได้เรือลำหนึ่งที่สามารถออกสำรวจโลกใน Overworld ได้ ตรงจุดนี้แหล่ะที่ตัวเกมจะใส่ระบบ Random encounter เข้ามา ขณะที่ผู้เล่นกำลังล่องเรืออยู่ ผู้เล่นอาจจะได้เจอกับเหล่ามอนสเตอร์แบบในภาคก่อนๆได้ครับ

ระบบ Character Builder หรือเข้าใจกันง่ายๆ หรือการอัพสกิลให้ตัวละคร เป็นระบบที่ต่อยอดมาจากภาค 9 และ 10 โดยเราสามารถปรับแต่งตัวละครได้ตามความต้องการ โดยตัวละครแต่ละตัวจะใช้อาวุธได้หลายชนิด แต่ละตัวก็จะมี Signature Panel หรือชุดสกิลประจำตัวนั้นๆอีกด้วยครับ โดยเราจะได้ Skillpoint ทุกครั้งจากการเลเวลอัพ ถือว่าสร้างสไตล์การเล่นที่แตกต่างกันไป และเราสามารถ Reset Skillpoint ได้ไม่จำกัดครั้งอีกด้วยครับ

นอกจากนี้การปรับแต่งตัวละครในภาคนี้ก็ยังได้รับการปรับปรุงขึ้นมาจากเดิมอีกนิดหน่อย ในภาคนี้ชุดเกราะของตัวละครจะเปลี่ยนไปตามชุดที่ใส่บางชุด รวมไปถึงพวกอาวุธต่างๆ และเราสามารถใช้คำสั่ง Auto equip เพื่อที่จะใส่อุปกรณ์ที่ดีที่สุดในช่องเก็บของเราอีกด้วย ตัวเกมออกแบบหน้าเมนูมาได้อย่างดี เข้าใจง่ายสะดวกต่อการใช้งาน

นอกจากนั้นตัวเกมยังแยกกระเป๋าไอเท็ม และกระเป๋าของตัวละครนั้นๆไปอีกด้วย เช่นถ้าเราต้องการที่ใช้ไอเท็มระหว่างต่อสู้ เราก็ต้องเอาไอเท็มชิ้นนั้นไปไว้กับตัวละครที่เราต้องการก่อนเริ่มต่อสู้ และเมื่อเริ่มต่อสู้แล้ว เราก็ต้องรอให้ถึงเทิร์นของตัวละครนั้นๆ ถึงจะใช้ไอเท็มที่เราใส่ไว้ในกระเป๋าตัวละครเอาไว้ได้ครับ ตรงจุดนี้คิดว่าอาจจะเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่สำหรับผมคิดว่ามันก็เป็นเรื่องที่ท้าทายดีนะ

ใน Dragon Quest XI นั้นจะมีสัตว์ขี่ให้เราด้วย !! โดยสัตว์ขี่พวกนี้จะมาในรูปแบบมอนสเตอร์ ซึ่งมันจะมีผลต่อการเล่นอยู่ค่อนข้างมาก ในบางฉากที่มีภูเขาสูงๆผู้เล่นไม่สามารถปีนขึ้นเขาไปเองได้ แต่ภายในฉากนั้นจะมีมอนสเตอร์พิเศษบางตัวที่มีประกายอยู่ เมื่อเราจัดการมอนสเตอร์พวกนี้ได้แล้ว เราก็จะสามารถขึ้นไปขี่มันได้ โดยมอนสเตอร์แต่ละตัวก็มีความสามารถที่แตกต่างกันไปครับ เช่นบินได้ พังก้อนหินใหญ่ กระโดดสูง ไต่กำแพง เป็นต้น

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Dragon Quest ที่มีมาทุกๆภาคก็น่าจะเป็น Casino ที่เป็นจุดพักผ่อนหย่อนใจให้กับผู้เล่นที่เหนื่อยกับการต่อสู้ โดยในภาค 11 นี้ตัวเกมก็จัดเต็มกับคาสิโนอีกเช่นกัน ภายในนั้นจะมี Mini Game ให้เล่นหลายรูปแบบ และแน่นอนว่าของรางวัลก็ต้องไม่ธรรมดาอีกด้วย ตัวผมเองขณะเล่นเกมนี้ก็เสียเวลาให้กับคาสิโนไปเยอะเหมือนกันครับ

นอกจากนั้นในภาคนี้ตัวเกมยังมีระบบ Fun-Size Forge หรือการสร้างไอเท็ม และการตีบวกไอเท็ม โดยเราสามารถหาวัตถุดิบและสูตรการสร้างภายในเกม มาสร้างอาวุธและชุดเกราะเองได้ครับ โดยขณะสร้างก็จะมี Mini Game ให้เล่นเช่นกัน ถ้าหากเราทำออกมาดีเยี่ยม เราก็จะได้อุปกรณ์ +3 ที่ดีกว่าแบบธรรมดาแน่นอน หรือเราสามารถนำเอาอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว ไปตีบวกเสริมพลังได้เช่นกันครับ

ต่อมาระบบที่ผมจะพูดถึงนั้นก็คือ Campsite ที่เป็นระบบใหม่ล่าสุดของซีรี่ส์นี้เลย โดยภายในฉากจะมีจุดตั้งแคมป์ไฟอยู่ ผู้เล่นสามารถไปตั้งแคมป์ตรงจุดๆนั้นได้ เมื่อตั้งแล้วผู้เล่นสามารถทำการ Save Game ชุบชีวิตตัวละครที่ตาย รีสกิลตัวละคร แก้ไขสถานะผิดปกติต่างๆ ผ่านรูปปั้นเทพธิดาได้แบบภาคก่อนๆครับ และแน่นอนว่าสามารถพักผ่อนฟื้นฟูพลังชีวิตให้เต็มได้เลยทันทีอีกด้วย

สิ่งหนึ่งที่เป็นเหมือนเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับเกม JRPG สมัยก่อนนั้นก็คือการที่ตัวเกมจะมีเควสให้ทำแบบไม่มีการบอกจุดต่ำแหน่งที่ต้องไปต่อ แต่ผู้เล่นต้องใช้การสังเกตสิ่งที่ NPC พูดใน Dialogue เพื่อที่จะดำเนินเกมต่อได้ครับ แต่ถ้าหากพูดเล่นไม่แน่ใจว่าจะต้องทำอะไรกันแน่ ตัวเกมก็ยังมีระบบ Party Talk มาให้เราคุยกับเพื่อนรวมทีม และพวกเขาจะบอกเราเองครับว่าต้องไปทำอะไรต่อไป


The Artwork


จุดเด่นของ Dragon Quest อีกหนึ่งอย่างก็คือการที่ตัวเกมนั้นมี Akira Toriyama มาเป็นผู้รับผิดชอบออกแบบในส่วนของงาน Art ภายในเกมทั้งหมด ผลงานของ Akira ที่ดังๆนั้นก็หนีไม่พ้นการ์ตูนชื่อดังก้องโลกอย่าง Dragon Ball เพราะฉะนั้นในเกม Dragon Quest ผู้เล่นจะได้พบเจอกับบรรยากาศแบบสไตล์ของ Akira ทั้งเกม ไม่ว่าจะเป็นทั้งคาแรคเตอร์ตัวละคร มุขตลกระหว่างฉาก การออกแบบมอนสเตอร์ และอื่นๆอีกมากมาย

ตลอดภายปีที่ผ่านมา Dragon Quest เป็นเกมที่ไม่ค่อยได้รับโอกาสโลดแล่นในโลกของ Full 3D เลย แต่การมาในภาค 11 นี้ตัวเกมได้ใช้ Unreal Engine 4 ในการพัฒนา จึงการันตีได้เลยว่าภาพที่ออกมาต้องสวยงาม ตามที่ชาวแฟนเกมได้คาดหวังเอาไว้กันเป็นแน่แท้ และเมื่อผมได้มีโอกาสสัมผัสตัวเกมจริงๆ ก็พบว่ามันทำออกมาได้ดีเยี่ยม สวยงามไม่ผิดหวังเลยทีเดียวครับ

ภายในเกมผู้เล่นจะได้พบกับสถานที่ เมืองต่างๆ ที่เรียกได้ว่าจัดเต็มมาครบทุกอารมณ์ ไล่ไปตั้งแต่ปราสาทยุโรปกลาง อาณาจักรทะเลทราย หมู่บ้านบ่อน้ำผุร้อนแบบญี่ปุ่น เกาะชาวประมง อาณาจักรใต้น้ำ ดินแดนน้ำแข็งปราสาทหิมะ และอื่นๆอีกมากมายหลายแบบ

อีกหนึ่งจุดเด่นก็คือในเกมนี้จะมีระบบกลางวันและกลางคืน โดยที่เราสามารถเปลี่ยนเวลาได้จากการเล่นไปเรื่อยๆ หรือไปนอนพักตามโรงแรมและเลือกเวลาตื่นครับ แน่นอนว่ามันส่งผลต่อระบบของเกมเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นในตอนกลางคืน เราจะไม่สามารถเข้าเยี่ยมชมปราสาทได้ รวมไปถึงจะมีมอนสเตอร์ที่จะออกมาแค่ตอนกลางคืนเท่านั้น และมี Event บางอย่างที่จะเกิดขึ้นแค่ในเฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้นด้วยครับ

ในรีวิวครั้งนี้ผมเล่นในเครื่อง Playstation 4 รุ่นธรรมดา ตัวเกมรันมาที่ 30 FPS โดยมีดรอปบ้างเล็กน้อยในช่วงที่มีหมอกควันเยอะๆ แต่โดยรวมแล้วออกมาสวยงามมากๆ ดูไม่ขัดตา ส่วนสำหรับเวอร์ชั่น PC นั้นได้ยินมาว่า Port มาดีเกินคาด และสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ

ต่อมาคือเรื่องของเพลงประกอบ จริงๆแล้วต้องบอกเลยว่าเกม JRPG กับเพลงประกอบนั้นถือว่าเป็นของคู่กันเลยทีเดียว และยิ่งสำหรับเกมอย่าง Dragon Quest นั้นก็ขึ้นชื่อเรื่องความ “คลาสสิก” ในเรื่องเสียงเพลงอยู่แล้ว แน่นอนครับว่าภาคนี้จัดเต็มในด้านเพลงประกอบฉาก และซาวด์เอฟเฟคภายในเกม โดยเป็นการนำเพลงจากภาคก่อนๆมารวมไว้ อีกทั้งยังคงความคลาสสิกในรูปแบบเดิมๆเอาไว้อีกด้วย


Best RPG of the year


สรุปแล้ว Dragon Quest XI นั้นเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมมากๆในสายตาของผม ต้องบอกเลยว่าผมเองไม่ได้เป็นแฟนเกมนี้แต่อย่างใด และออกจะชอบเกม JRPG เกมอื่นๆมากกว่าด้วยซ้ำไป แต่การกลับมาครั้งนี้ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมมากๆ จนตัวผมถึงกับสตั้นไปเลยทีเดียว ตัวเกมยังคงรูปแบบการเล่นเดิมๆเอาไว้ทั้งหมด แต่ที่ถูกปรับปรุงคือระบบการเล่นที่ร่วมสมัยยิ่งขึ้น และแน่นอนกับกราฟฟิกที่สวยขึ้นมาก

ตรงจุดนี้ใครที่ไม่เคยเล่นซีรี่ส์ Dragon Quest มาก่อน ภาค 11 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากๆที่สุดครับ คำถามที่น่าจะได้ยินบ่อยมากคือ “มาเริ่มเล่นภาคนี้แล้วจะรู้เรื่องไหม” ขอตอบว่ารู้เรื่องแน่นอนครับ ถึงแม้ว่า Dragon Quest จะมีการเล่าเรื่องแบบภาคต่อภาคตาม Trilogy แต่ถ้าหากมาเริ่มเล่นภาค 11 เป็นภาคแรกก็ยังคงรู้เรื่อง และมันเป็นภาคแรกที่ควรจะเล่นเลยด้วย (เหตุผลที่ไม่สามารถบอกได้ สปอลย์)

และสำหรับผู้เล่นเก่าๆ หรือแฟนคลับหน้าเดิมๆ ที่ติดตามมาตลอดก็ไม่น่าจะพลาดกัน สิ่งที่น่าจะขัดใจแฟนๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องชื่อคถาที่แปลมาได้แย่ แต่มันก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้แฟนๆ ในบ้านเราจะคุ้นเคย และชอบภาคญี่ปุ่นมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามตัวเกมภาค ENG ก็ได้ปรับปรุงอะไรหลายๆอย่างจากภาคญี่ปุ่นมาเยอะมาก สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือเสียงพากย์ที่ทำให้ตัวเกมดูดีมีระดับขึ้นเยอะเลยครับ

ต่อมาในเรื่องระดับความยากในการเล่น จริงๆ ผมก็ไม่ได้คิดว่ามันยาก แถมออกจะง่ายด้วยซ้ำไป เหมาะสำหรับเกมเมอร์ทั่วไป แต่ถ้าหากใครที่ต้องการความท้าทาย ตัวเกมยังมีระบบ Draconian Quest ที่จะมาทำให้เกมนั้นเล่นยากขึ้นกว่าเดิม งานนี้ใครอยากเล่น Hard Mode ล่ะก็ไม่ผิดหวัง

ผมเล่นเกมนี้จบสมบูรณ์แบบโดยใช้เวลาไปเกือบ 100 ชั่วโมง ตัวเกมมีอะไรให้ทำเยอะมากๆ โดยหากใครที่ชอบเกมที่สามารถเล่นได้นานๆ เกมนี้ก็สามารถตอบโจทย์คุณได้ครับ สำหรับตัวผมแล้วยังมองไม่เห็นถึงข้อเสียของเกมนี้เลยสักนิด เพราะฉะนั้นนี้จึงเป็นบทความรีวิวเกมครั้งแรกของผมที่ปิดด้วยคะแนนเต็ม 10 อย่างไม่ต้องสงสัย และเอาต่ำแหน่งสุดยอดเกม RPG ประจำปีได้เลย !!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[รีวิวเกม] Marvel’s Spider-Man: ขับเคลื่อนด้วยเรื่องราวสุดว้าวไม่รู้เบื่อ

Published

on

By

Stardew Valley

8.5

กราฟิก

7.5/10

เกมเพลย์

9.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ภาพรวม

9.0/10

จุดเด่น

  • เล่นนอกบ้านได้
  • เกมเพลย์สนุกเข้าใจง่าย
  • มีอะไรให้ทำมากมาย
  • ราคาไม่แพง

จุดสังเกต

  • ไม่มี Mod
  • ยังพบ Bug ในหลายจุด

Marvel’s Spider-Man เป็นเกมใหม่สุดเอ็กคลูซีฟของเครื่อง PlayStation®4 ที่ต้องบอกว่ามางานนี้ค่าย Insomniac Game  ผู้พัฒนาหลักของเกมที่ได้ใช้ประสบการณ์ทำเกมแอ็กชั่นผจญภัยสุดสนุกใน Ratchet & Clank และเกมโลกเปิดอย่าง Sunset Overdrive มารวมกับความเชี่ยวชาญของผู้พัฒนาร่วมอย่าง Sony Interactive Entertainment และ Marvel Games ซึ่งทีมงานดูจะให้ความสำคัญกับประสบการณ์การเล่นที่เข้มข้นมาก และรอบนี้ทางทีมงานรีวิวเกมโดนกำชับเรื่องสปอยล์มาอย่างหนักทีเดียว ดังนั้นเราก็จะไม่แตะตัวเนื้อเรื่องที่ตัวโปรโมตทั้งหลายไม่ได้ปล่อยออกมา เพื่อให้ผู้ (รอ) เล่นทุกท่านได้รับอารมณ์ความรู้สึกช็อกเซอร์ไพรส์แบบ เฟิร์สต์ไทม์ เหมือนผู้รีวิว ที่ต้องบอกว่า

ไฮป์เวอร์ โอ๊ยชอบบบบบบ บ.ใบไม้ล้านตัวไปด้วยเลย

จากที่สัมผัสมาระยะหนึ่ง สิ่งที่รู้สึกคือ เกมขับเคลื่อนด้วยเนื้อเรื่อง ซึ่งเข้มข้น มีจุดพลิกผัน จุดความลับเซอร์ไพรส์ผลุบโผล่กัน ทั้งตัวละคร บทสนทนา กิมมิก อีสเตอร์เอ้กต่าง ๆ ตลอดเวลา คือน่าติดตามและน่าสนใจมาก เราทราบกันจากหลายช่องทางแล้วว่า เราจะได้เล่นเป็นทั้ง ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ และ สไปเดอร์แมน ดังนั้นต้องบอกเลยว่า แม้ส่วนใหญ่เราจะอยู่ในบทบาทของสไปเดอร์แมน แต่บทบาทของการเป็นปีเตอร์ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน และไม่ได้มาเป็นแค่กิมมิกเล่นกันนิด ๆ หน่อย ๆ แบบทั้งเกมมีให้เล่นฉากเดียวแบบนั้นแน่นอนด้วย


เนื้อเรื่องกำหนดการเล่น


ความที่เป็นเกมแนวโลกเปิดอิสระ ทำให้เรามีสิ่งที่สามารถทำได้มากมาย แต่ถ้าเปิดมาแล้วมีนู่นนี่บนแผนที่เต็มไปหมดมันก็คงไม่รู้จะโฟกัสที่อะไร ทีมงานจึงออกแบบให้เราติดตามเนื้อเรื่องที่เคลื่อนไป พร้อม ๆ กับ ค่อย ๆ แนะนำตัวละครใหม่ ศัตรูใหม่ ท่าต่อสู้ใหม่ ชุดใหม่ อุปกรณ์ใหม่ โหมดการเล่นใหม่ ภารกิจเสริมใหม่ ซึ่งทำให้เราเรียนรู้ความเป็นโลกกว้างของเกมได้อย่างสนุก และภารกิจรองต่าง ๆ ก็ไม่ได้ใส่มาแค่เพียงให้มันมีเยอะ ๆ เพราะระบบการอัปเกรดแบบเกม RPG ที่มีสายสกิลแตกต่าง ความสามารถพิเศษใหม่ ๆ หลายอย่างต้องอาศัยการสะสมค่าประสบการณ์มาปลดล็อก หลายอย่างต้องเล่นผ่านภารกิจรอง และบางครั้งเราก็ต้องรอจนเนื้อเรื่องหลักปลดล็อกเส้นทางการอัปเกรด รวมถึงพลวัตของเมืองในเกมก่อนด้วย

ซึ่งการที่จะให้เราสามารถเล่นฟาร์มค่าประสบการณ์ในโลกเปิดนั้น มักทำให้หลาย ๆ เกมที่เป็น โอเพ่นเวิลด์ ตกม้าตายมานักต่อนักแล้ว (ไอ้ประเภทตกปลา ตีมอนง่อย ๆ ส่งของข้ามเมือง บลา ๆ ๆ) แต่กับเกมนี้ต้องบอกว่ามีความหลากหลายพอสมควรทีเดียว เช่น การเจออีเว้นท์อาชญากรรมกลางเมือง ก็จะมีความต่างกันไปถึง 4-5 รูปแบบ ซึ่งถามว่าเพียงพอมั้ย ก็เล่นมายังไม่เบื่อนะ บางทีเราต้องปราบกลุ่มอาชญากร ที่มีอาวุธต่างประเภทกัน บางทีก็ต้องไล่ล่ารถ หรือแม้แต่ช่วยชาวเมืองจากความรุนแรงของแก๊งอาชญากรรมด้วย และการปราบอาชญากรรมในเมืองก็เป็นเพียงภารกิจฟาร์มเลเวลหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้ก็ยังมีภารกิจที่เราต้องปลดล็อกสนุก ๆ อีกเยอะมากอย่างไล่จับนกพิราบ? หรือภารกิจนักวิทย์อนุรักษ์ธรรมชาติ? และอีกหลายอย่างทีเดียวที่ต้องเล่นไปพร้อม ๆ กับที่เนื้อเรื่องเปิดที่ทางใหม่ ๆ ตัวละครใหม่ ๆ

 

ตรงนี้มองว่าทีมงานพยายามคิดมาค่อนข้างดีเลย เพราะภารกิจพวกนี้ไม่ได้มีไม่จำกัดจนเราฟาร์มเลเวลตัน ก่อนจะไปเข้าเนื้อเรื่องปกติจนหมดความไม่สนุกหมดความท้าทาย เพราะมันจะถูกจำกัดไว้ด้วยเขตพื้นที่ของเมืองว่าจะมีภารกิจพวกนี้ได้กี่ครั้ง ถ้าทำครบก็เหมือนว่าเราทลายแก๊งของมันได้ก็จะไม่มีอาชญากรรมแก๊งนี้อีก ตรงนี้ส่วนตัวคิดว่าทำให้เกมเป็นเนื้อเดียวกันมันพลวัตไปตามเนื้อเรื่องหลักอย่างสมจริง ไม่ใช่ว่าลูกกระจ๊อกเกิดไม่สิ้นสุดจนน่ารำคาญและน่าเบื่อหน่าย (ไม่อยากพูดชื่อเกมเลย แต่เกมล่าสุดที่รำคาญลูกกระจ๊อกมากคือ Farcry 5) แต่ข้อเสียของมันก็อาจมีตรงที่ถ้าเราชอบภารกิจแนวนี้ ถ้าเราทำหมดแล้วก็จะหมดไปเลย บังคับต้องไปเล่นภารกิจอื่นที่เหลือแทน แต่มันก็เป็นความท้าทายไปในตัว

ดังนั้นใครชอบเสพความเข้มข้นไปเรื่อย ๆ แบบดูหนังก็บอกเลยว่าสนุกแน่

ส่วนภารกิจรอง ที่เป็นเนื้อเรื่องสั้น ๆ ก็จะมีมาให้อินกับจักรวาลของเกมที่กว้างขึ้น เพราะบางครั้งจะเปิดตัวร้ายย่อย ๆ ที่ไม่ใช่บอสหลักของเกม ดังบ้างไม่ดังบ้างจากคอมมิก แต่ก็ทำให้ไม่น่าเบื่อ และสร้างความว้าวได้ดี ถึงเนื้อหาส่วนภารกิจรองจะไม่ได้ระดับเทพเท่าเกมสาย RPG อย่าง The Witcher แต่ก็สมดุลผู้เล่นสายบู๊สายผจญภัย ที่คาดว่าเป็นผู้เล่นกลุ่มหลักของเกมสไปเดอร์แมนเสมอมาได้อย่างดีทีเดียว อย่างภารกิจหนึ่งเราถูกก่อกวนจากอาชญากรโลกโซเชี่ยล ทำให้ต้องไปตามถ่ายรูปรอบเมืองเพื่อหาเบาะแสสถานที่จับตัวประกันเป็นต้น

ส่วนเนื้อเรื่องหลัก เราขอบอกเพียงว่า ไม่เหมือนในหนัง และในคอมมิก มันน่าสนใจมาก ทั้งเซ็ตติ้งเรื่องเวลาที่ตอนนี้ ปีเตอร์ ปกปิดตนเป็นฮีโร่ชื่อดังมาได้กว่า 8 ปีแล้ว ผ่านเหตุการณ์อะไรมาพอสมควรทั้งเรื่องงาน ชีวิตส่วนตัว เพื่อน ๆ สาว ๆ และเจ้านายใหม่ เหล่าแก๊งอาชญากรรม กับนักการเมืองที่ปีเตอร์ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง และอะไรต่อมิอะไรอีกมาก ซึ่งผิวเผินดูเหมือนเป็นเนื้อเรื่องย่อยที่ต่างคนต่างเล่ากันไป แต่ลึก ๆ กลับมีความเชื่อมโยงกันเป็นเนื้อหาใหญ่ ซึ่งทำให้ทุกภารกิจและเส้นเรื่องย่อย ๆ เป็นอะไรที่ทำให้เราขวนขวายจะเล่นไม่น่าเบื่อเลย ให้เทียบมันก็คือหนังเรื่องหนึ่งเลยล่ะ

เซอร์ไพรส์นั้นมีมากจนฉากโพสต์เอนด์เครดิตก็ห้ามพลาด บอกได้แค่นี้ครับ


พลวัตของเมือง คือตัวละครสำคัญ


สิ่งที่หลายคนน่าจะว้าวมากเรื่องหนึ่งคือ เมืองที่มีชีวิตชีวามาก โอเคว่ามันอาจไม่ใช่แผนที่ที่ใหญ่มากนัก (ยิ่งเทียบกับเกมแนวนี้ยุคหลัง ๆ และยิ่งไม่ต้องไปเทียบกับ Assassin’s Creed ยุคนี้เลย) แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความสมจริงที่ละเอียดลออมาก เกมคัดลอกเกาะแมนฮัตตันมาแบบแทบจะเป๊ะทุกซอกมุม ตึกแต่ละหลังก็มีรายละเอียดแบบตึกจริง ๆ ทั้งอิฐกำแพง ขยะ ต้นไม้ ท่อระบายอากาศ ควันไอร้อน ฯลฯ คือสมจริงมาก แต่ที่รู้สึกขาดไปบ้างก็ตรงแค่ว่าเราไม่สามารถเข้าไปในตัวตึกได้ทั้งหมด กับบางฉากเวลามองไกล ๆ กว้าง ๆ ทั้งเมืองดูไม่ค่อยคมไม่ค่อยสวยนักเหมือนรายละเอียดหายไปเยอะจนกลายเป็นกราฟิกสามมิติหยาบ ๆ โดยเฉพาะเวลากลางคืนนี้จะรู้สึกมากกว่ากลางวันเยอะเลย

ส่วนที่ห้ามพลาดในการเดินชมเมืองก็คือสถานที่สำคัญ ๆ ทั้งของจริงอย่างตึกเอ็มไพร์สเตท หรือพิพิธภัณฑ์ อนุสาวรีย์เลื่องชื่อ คือมาครบ เดินเล่นรอบเมืองนี่เหมือนได้เที่ยวนิวยอร์กจริง ๆ ส่วนพวกสถานที่จากตัวคอมมิกมาร์เวลก็มีเป็นกิมมิกให้เราได้ตามหาและถ่ายรูปคู่เช่นกัน อันหนึ่งที่น่าจะบอกได้เพราะเป็นที่เปิดเผยแล้วคือ ตึกอเวนเจอร์สทาวเวอร์ครับ เป็นตึกที่สูงสุดโดดเด่นสุดในเมืองละ อย่าลืมแวะไปเหยียบยอดตึกกันนะ

ชาวเมืองต่าง ๆ ก็มีความน่าสนใจ ถึงแม้น่าตาจะดูกลืน ๆ คล้าย ๆ กันไปหมดด้วยว่าน่าจะจงใจออกแบบให้ไม่มีเอกลักษณ์โดดเด่นแย่งซีนตัวหลักด้วย แต่ก็มีชีวิตชีวาปฏิสัมพันธ์กับเราเวลาเล่นอยู่มาก ช่วยให้เพลินขึ้นเยอะ อินกับการเป็นสไปเดอร์แมนขึ้นเยอะครับ ไม่ว่าจะการล้มหรือเซถลาเวลาเรากระโดดลงมาใกล้ ๆ หรือวิ่งชน ตัวละครที่เดินมาบอกข้อมูลเหตุอาชญากรรมกับเรา หรือเข้ามาขอเซลฟี่ ขอมาไฮทัช ส่วนเหตุการณ์รอบเมืองก็มีทั้งอุบัติเหตุรถชนกันบ้าง ตำรวจค้นบ้านบ้าง คือมันมีอะไรอยู่ตลอดเวลาจริง ๆ

น่าเสียดายว่าโหมดถ่ายภาพยังไม่ได้เพิ่มมาในตอนที่รีวิวนี้ครับ ต้องรออัปเดทพร้อมกันกับวันวางจำหน่าย จึงยังบอกไม่ได้ว่าจะดีงามขนาดไหน แต่ขนาดยังไม่มีโหมดนี้มาให้ ก็ยังรู้สึกมันมีจังหวะน่าถ่ายรูปโคตร ๆ อยู่เพียบเลย มุมสวย ๆ อาคารดัง ๆ แสงท้องฟ้าเทพ ๆ ท่าทางสไปเดอร์แมนเท่ ๆ ที่มีเมืองเป็นฉากหลัง หรือจังหวะตลก ๆ ที่ชาวเมืองมาเล่นกับเราก็มี คือโคตรดีย์ เชื่อว่าบางคนจะหลงเดินเล่นถ่ายรูปเล่นจนลืมเล่นเกมกันบ้างล่ะ

จุดเสียอีกอย่างของการที่แผนที่ใหญ่ไม่มากพอ คือพอยิ่งเล่นเป็นฮีโร่ที่เดินทางว่องไวโหนโจนทะยานข้ามตึกได้ การข้ามฟากจากสุดแผนที่หนึ่งไปอีกฝั่งมันก็ไม่ได้รู้สึกไกลมากขนาดต้องใช้ระบบ ฟาสต์ทราเวล  ซึ่งก็ต้องเล่นไปสักพักถึงจะปลดล็อกระบบนี้ขึ้นมาได้ ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้น ก็รู้สึกว่าการโหนใยไปที่ต่าง ๆ มันน่าสนุกกว่า เพลินตากว่าด้วย แต่ผู้สร้างเขาก็ใส่กิมมิกขำ ๆ ให้ในฉากโหลดระหว่างฟาสต์ทราเวลมาแทน ซึ่งก็ทำให้บางทียอมใช้ระบบนี้เพื่อดูฉากโหลดเลยก็มี 55

และอีกหนึ่งจุดเสียที่พบก็คือ แม้จะมีความเทพในการสร้างสภาพอากาศ กลางวัน กลางคืน ฝนตก แสงเย็น แสงกลางวัน ฝุ่นควัน หมอก ตึกรามบ้านช่องสุดละเอียด บลา ๆ ๆ แต่ก็มาตกม้าตายเรื่องความสมจริงตรงกระจกเงาและผิวน้ำไม่สะท้อนเงาตัวเราถึงแม้เราจะยืนอยู่หน้าตึกที่เป็นกระจกก็ตาม ยิ่งเวลาโหนใยหรือวิ่งบนตึกกระจกจะยิ่งรู้สึกรุนแรงกับจุดนี้มาก ๆ ขาดอรรถรสตรงนี้ไปนิดเดียวจริง ๆ


การเล่น การควบคุมที่เหมือนสิงร่างสไปเดอร์แมน


ระบบการต่อสู้คงต้องบอกว่ายกจุดเด่นแบบเกมตระกูล Batman: Arkham Knight ที่เน้นการต่อคอมโบรุนแรง การหลบ สกัดการรุก และทุ่มความเท่ใส่ผู้เล่นด้วยท่าจบแบบสโลว์โมชั่น มาเต็ม และก็เพิ่มจุดความพลิ้วไหวของสไปเดอร์กับลูกขี้เล่นอันเป็นเอกลักษณ์ได้ลงตัว แต่สิ่งที่ชอบมากอย่างหนึ่งคือ ความฉลาดของปัญญาประดิษฐ์ตัวละครศัตรูที่มาเป็นกลุ่ม ยิ่งถ้ากลุ่มแก๊งที่เราเจอมีอาวุธหลายประเภทหลายขนาดปนกันด้วย มันจะทำงานกันเป็นทีมได้น่ากลัวมาก ไอ้แบบที่ยืนล้อมแล้วจะเข้ามาต่อยตีเราทีละตัวเป็นหนังจีนนั้นมีน้อย การรุมและใช้จุดเด่นของอาวุธตัวพวกมัน ส่งผลพอสมควร เรียกว่าเล่นไม่ระวังก็ตายกันง่าย ๆ เลย ยิ่งดาเมจอาวุธหนักนี่บางครั้งรุนแรงขนาดอัดเรา 2-3 ทีตายได้เหมือนกันนะ ยิ่งวันเปิดขายทางทีมจะเพิ่มโหมดความยากระดับอัลติเมตมาอีก เชื่อว่าบางฉากน่าจะเป็นช่วงหัวร้อนของใครบางคนได้เลยล่ะ

ส่วนการควบคุมต้องบอกว่าไหลลื่น และสนุกมือมาก ยิ่งการโหนใยไปทั่วเมือง หรือการออกท่าต่าง ๆ มันต่อเนื่อง อนิเมชั่นตัวละครดูไม่ขัดตา จังหวะของเกมสะดุดได้น้อยมาก ทั้งนี้ก็มีความท้าทายของผู้เล่นพอให้ไม่เบื่อ คือจังหวะการกดต่อท่าต่าง ๆ ซึ่งปุ่มไม่ได้ยาก แต่ก็ต้องมีสติในการเล่นด้วยถึงจะสร้างความลื่นไหลได้ยาว ๆ อ่อจุดเรียกสติอีกอย่างในการควบคุมคือมันสมจริงมาก อย่างการยิงโหนใยไปในเมือง เราไม่สามารถโหนจุดที่ไม่มีตึกสูงได้ ดังนั้นการยิงใส่อากาศธาตุแล้วจะลอยขึ้นไปเรื่อย ๆ จะไม่เกิดขึ้นในเกมนี้ การจะไปตรงจุดไหนให้ไวที่สุดเราจึงต้องเลือกเส้นทางที่มีตึกไว้ล่วงหน้า ตลอดจนการกดปุ่มเพื่อดีดตัวก็สำคัญ

โดยสรุปความที่มันคุมค่อนข้างง่าย และยึดหลักความสมจริงพอประมาณ ทำให้เรารู้สึกเป็นเหมือนได้เป็นสไปเดอร์แมนจริง ๆ เลย ตรงนี้คิดว่าเป็นโจทย์ที่ทางผู้พัฒนาเกมตั้งใจมาก ๆ

ส่วนการอัปเกรดต่าง ๆ มีขั้นการอัปที่กำลังพอดีไม่สายสกิลยาวเฟื้อยเกินไป จนผู้เล่นมัวแต่ฟาร์มเลเวล ค่อนข้างผลักดันให้ผู้เล่นไปเล่นตัวเนื้อเรื่องต่าง ๆ ทั้งหลักทั้งเสริมเพื่อปลดชุดใหม่ กับอุปกรณ์ใหม่ ๆ มากกว่า ซึ่งทำได้ดีนะครับ เกมรู้สึกเคลื่อนไปข้างหน้าตลอดเวลา แต่สายฟาร์มยาว ๆ ชอบเล่นอะไรซ้ำ ๆ ย่ำที่เดิมเรื่อย ๆ อาจขัดใจ


ข้อผิดพลาดเล็ก ๆ ที่เจอ


เท่าที่พยายามเล่นมาก็เจอความหลุดอยู่บ้าง แต่ไม่ร้ายแรงเป็นเพียงบั๊กเล็ก ๆ ที่ทำให้ขำมากกว่า เช่นคนที่อยู่ในรถตะแคงคว่ำที่เราพยายามยกพลิก กลับหล่นจมหายไปในพื้นถนน ชาวเมืองที่อยู่ดี ๆ มายืนลอยหน้าลอยตาอยู่ยอดเสาเข็มสูงในเขตก่อสร้าง หรือตัวละครที่ต้องเดินนำทางเรา พอเราหยุดเดิน มันกลับเดินสะเปะสะปะไปรอบ ๆ ตัวเราแบบงง ๆ หรือตัวศัตรูที่บางทีก็วิ่งไปมาแบบดูโง่ ๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เห็นเพียงครั้งเดียวและนาน ๆ ครั้งจะเจอ เชื่อว่าถึงเวลาวางขายน่าจะได้รับการแก้ไขไปบ้างแล้ว นอกจากนี้ถ้าเป็นไปได้ก็ยังอยากได้เงาในกระจกอย่างน้อยเวลาโหนไปมาผ่านตึกก็ยังดี และว่ากันจริง ๆ ข้อผิดพลาดหรือบั๊กที่ว่ามาก็ไม่น่าเอามาใส่ใจจริง ๆ

ประเด็นเรื่องดาวน์เกรด ไม่รู้สึกว่าคุณภาพเกมจะตกอะไรนะ เอาจริงคือหลายฉากสวยกว่าที่เห็นในตัวอย่างที่ปล่อยมาด้วยซ้ำ มีแค่ฉากมองไกลตอนกลางคืนเท่านั้นที่รู้สึกกราฟิกมันไม่มาเต็ม และยิ่งถ้าคุณคือผู้เล่นเองยิ่งแทบจะไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะเกมเพลย์มันรวดเร็วลื่นไหลจนเราไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดขนาดนั้น แต่ถามว่าคุณภาพภาพมันว้าวสุด ๆ มั้ยก็ไม่ขนาดนั้น ยอมรับว่ามีฉากที่สวย ๆ และทำเอาทึ่งเยอะ แต่ก็มีฉากที่ทำให้รู้สึกว่าเฉย ๆ ก็มีเหมือนกันซึ่งคงไม่ได้เกี่ยวว่าดาวน์เกรดแต่เป็นเรื่องแนวทางการออกแบบเกมให้สมดุลมากกว่า แค่นี้พัดลมก็ดังพอประมาณแล้ว และเอาจริง ๆ คือไม่น่าต้องใส่ใจนะครับ เกมเพลย์สนุก อรรถรสที่ควรได้จากการเล่นเกมก็มาเต็ม แค่นี้ก็มากพอที่จะซื้อแล้วล่ะ และเชียร์ว่าถ้าจะซื้อจัดตัวรวม DLC ไปเลยครับ คุ้ม!


สรุป


ใครซื้อเกมนี้ไว้บอกเลยโคตรคุ้มครับ เป็นอีกเกมที่น่าเล่นยาว ๆ เดินเล่นถ่ายรูปยังคุ้มเลย จบแล้วมาต่อ New Game+ และรอ DLC เนื้อเรื่องที่จะปล่อยตามมาได้เลย สนุกมากกกกก

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[ทุกซอกมุม] PlayStation®4 Pro 500 Millions Limited Edition: สุดยอดความงามกับราคา (ไม่ปั่น) ที่คู่ควร

Published

on

By

Stardew Valley

8.5

กราฟิก

7.5/10

เกมเพลย์

9.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ภาพรวม

9.0/10

จุดเด่น

  • เล่นนอกบ้านได้
  • เกมเพลย์สนุกเข้าใจง่าย
  • มีอะไรให้ทำมากมาย
  • ราคาไม่แพง

จุดสังเกต

  • ไม่มี Mod
  • ยังพบ Bug ในหลายจุด

ในวาระที่เครื่อง Play Station เครื่องเกมอารยธรรมโซนี่ได้รับการขายไปทั่วโลก รวมจนถึงปัจจุบันแล้วถึง 525.3 ล้านเครื่อง ทางบริษัท โซนี่ จึงไม่พลาดที่จะจัดชุด PS4 รุ่นลิมิเต็ดเพื่อฉลองการนี้ออกมาในชื่อ PlayStation®4 Pro 500 Million Limited Edition ด้วย ซึ่งความพิเศษนอกจากผลิตจำนวนจำกัดพร้อมรันซีเรียลนัมเบอร์ เพียง 50,000 เครื่องแล้ว ยังมาพร้อมดีไซน์ที่ยอมสาวแตกกรี๊ดเมื่อได้เห็น ยิ่งได้สัมผัสแบบใกล้ ๆ มองรายละเอียดชัด ๆ ยิ่งงามเฟร่อ พร้อมของที่ให้มาทั้ง เครื่อง จอย กล้อง ก็สมเหตุสมผลกับราคาขายในบ้านเราที่ 18,490 บาทอย่างที่สุด ยิ่งเทียบราคาเครื่อง PS4 Pro ปัจจุบันที่ 15,999 บาท และเครื่อง PlayStation 4 Pro Marvel’s Spider-Man Limited Edition ที่ 17,690บาท ก็จะเห็นว่าสมน้ำสมเนื้อมากจริง ๆ  วันนี้เราเลยขอแกะกล่องมาดูรายละเอียดทุกซอกทุกมุมกันชัด ๆ ไปเลย

มาเริ่มกันจากข้อมูลทั่วไป ของเครื่องรุ่นพิเศษก่อนดีกว่า

  • ตัวเครื่องเป็นรุ่น CUH-7106B New Model แบบเครื่องรุ่น PS4 Pro รายละเอียดด้านเทคนิคต่าง ๆ ไม่แตกต่างกัน แต่เพิ่มขนาดของฮาร์ดดิสก์จากปกติ 1 TB เป็น 2 TB แทน
  • การออกแบบเน้นความโปร่งแสง สามารถมองทะลุเข้าไปภายในเห็นรายละเอียดของอุปกรณ์ได้ โดยใช้สีน้ำเงินเข้มโปร่งแสงที่แสดงถึงภาพลักษณ์ของ PS4 ด้วย
  • ใช้ทองแดงขับลวดลายต่าง ๆ บนเครื่อง ทั้งเครื่องหมาย Play Station รวมถึงแถบซีเรียลนัมเบอร์ 00001 – 50000 ด้วย
  • เครื่องที่ซีเรียลนัมเบอร์พิเศษจะมีความพิเศษบางอย่าง เช่นเลขซีเรียล 09995 (วันที่เครื่อง PS1 วางขายครั้งแรกในอเมริกา – 9 กันยายน 1995), 01115 (วันวางขายเครื่อง PS4 – 15 พฤศจิกายน 2013) เป็นต้น
  • นอกจากตัวเครื่องยังมีอุปกรณ์ซึ่งใช้ดีไซน์พิเศษให้มาอีก คือ จอยคอนโทรลเลอร์ กล้อง และหูฟัง โดยเฉพาะตัวจอยนั้นยังมีแยกขายออกมาด้วย
  • ราคาขายในบ้านเราเปิดอยู่ที่ 18,490 บาท บวกด้วยแต้มบุญอีกมาก ๆ (อเมริกาเปิดที่ราคา 499.99 USD ราว ๆ 16,300 บาท)
  • แต่ด้วยจำนวนนำเข้ามาขายจำกัดมาก ประมาณกันว่าน่าจะอยู่ที่ราว ๆ  100 เครื่อง ทำให้ราคารีเซลพุ่งไปที่ 30,000 – 60,000 บาทแล้ว

เอาล่ะได้เวลาดูตัวเครื่องจริงกันแล้วววว

รักแรกพบ เริ่มที่กล่องบรรจุเลย

กล่องตัวนี้ไม่ใช่เพียงกระดาษแข็งแบบปกติ หากแต่เป็นพลาสติกลงสีแบบ See-through ที่สะท้อนแนวคิดการออกแบบ แบบโปร่งแสง สามารถมองทะลุเข้าไปเนื้อในได้ ตรงนี้ทำให้หน้ากล่องเราจะเห็นสัญลักษณ์ Play Station ลาง ๆ อยู่ด้านในด้วย การไล่เฉดสีจากน้ำเงินที่เป็นสีประจำเครื่องเกมมาจนตรงกลางที่เป็นเนื้อพลาสติกใสสีขาวขุ่น ก็ดูดีมีรสนิยมไม่เบาเลยทีเดียว

เมื่อเปิดกล่องออกมา ก็เจอการจัดวางที่เรียบหรู แบ่ง 3 ช่องเป็นสัดส่วน โดยมีตัวเครื่องอยู่ในถุงครอบเครื่องแบบลิมิเต็ดอยู่ในช่องใหญ่ด้านซ้าย

ด้านขวาบนมีกล่องซ้อนกัน 2 ชั้น โดยกล่องบนจะใส่คู่มือของเครื่องเกม ทั้งภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น และจีน ตรงนี้ไม่ต้องเสียดายไป เพราะจะมีคู่มือภาษาไทยที่ทำเหมือนเด๊ะ ต่างแค่เนื้อกระดาษ ใส่มาให้อยู่ในตัวลังบรรจุอยู่แล้ว เราก็จัดการเอามารวมในกล่องนี้ได้เลย ส่วนกล่องด้านล่างก็จะใส่สารพัดสายต่าง ๆ ตั้งแต่ สาย HDMI สายชาร์จจอย สายไฟ AC ขาล็อกตัวกล้อง รวมถึงตัวหูฟังที่เป็นรุ่นพิเศษใช้พลาสติกใสสีน้ำเงินมองทะลุเข้าไปได้แบบตัวเครื่องด้วย

ตรงนี้แม้สายไฟที่ให้มาในกล่องจะเป็นหัวปลั๊กแบบ Type G ที่เป็นมาตรฐานอังกฤษ คือเป็นหัวสี่เหลี่ยม 3 หัว ด้วยความที่เป็นมาตรฐานใช้ใน ฮ่องกง สิงคโปร์ ทำให้ของที่มาขายในบ้านเราจึงเป็นหัวแบบนี้ด้วย แต่ไม่ต้องกลัวเพราะในลังบรรจุก็จะมีสายไฟหัวปลั๊ก Type F ที่เป็นขากลมคู่ มีคลิปกราวด์ทั้งสองด้าน มาให้เช่นกัน หัวปลั๊กอาจใหญ่ไปนิดแต่สามารถใช้กับเต้ารับของบ้านเราได้ไม่ต้องไปหาอะแดปเตอร์แปลงไฟมาให้วุ่นวาย ซึ่งข้อดีของการใช้ปลั๊กแบบ Type G ที่มากับเครื่อง มันดีตรงมีฟิวส์ฝังในตัว ซึ่งปลอดภัยกว่าแบบ Type F ด้วยนั่นเอง อันนี้ก็แล้วแต่สะดวกกัน แต่ผมเองมักเลือกใช้ Type G แล้วหาอะแดปเตอร์มาแปลงมากกว่า

ส่วนช่องล่างขวาจะเป็นช่องใส่ ตัวจอยคอนโทรลเลอร์ หรือชื่อเต็มสมศักดิ์ศรีว่า Wireless Controller (DUALSHOCK®4) 500 Million Limited Edition ซึ่งมีขายแยกแบบจำกัดจำนวนในราคา 2,090 บาทเช่นกัน แต่ในกล่องนี้จะให้มา 1 อัน ส่วนช่องด้านข้างกันก็จะใส่ กล้อง PlayStation®Camera มาให้ 1 ชิ้น ตัวกล้องนี่เท่าที่ดูน่าจะไม่ต่างจากตัวเดิมที่มีขายกันครับ

และเมื่อยกช่องด้านขวาออกทั้งหมด ก้นกล่องเราจะได้พบกับ ขาตั้งเครื่องแนวตั้ง Vertical Stand ดีไซน์โปร่งแสงไล่เฉดสีน้ำเงินเข้มเข้ากับตัวเครื่องซ่อนอยู่ด้วย

รักฝังลึก มาดูตัวเครื่องกัน

ตัวเครื่องนอกจากอยู่ในถุงคลุมดีไซน์พิเศษที่มีสัญลักษณ์ Play Station แล้ว ยังใช้โฟมรองตัวเครื่องสีเทา หะ-รู-หะ-รา แทนโฟมสีขาวบ้าน ๆ ด้วย เมื่อนำตัวเครื่องออกมาสัมผัสแรกพบคือ นี่หรือที่รอคอย เมื่อลอกตัวพลาสติกหุ้มออกก็สามารถสัมผัสและเห็นดีไซน์ได้ชัดแจ่มและสวยงามยิ่งขึ้นด้วย เพราะเนื้อวัสดุนั้นทำเป็นสีน้ำเงินเข้มโปร่งแสงสามารถมองเห็นรายละเอียดภายในตัวเครื่องได้ แถมผิวยังสามารถสะท้อนแสงเงาดูแวววาวไฮโซขึ้นกว่าแบบพลาสติกด้านปกติด้วย นอกจากนี้ลวดลายต่าง ๆ เช่นสัญลักษณ์ Play Station ด้านบนเครื่อง และหน้าเครื่องยังทำจากแผ่นทองแดงตัดกับสีน้ำเงินเข้มดูออกเลื่อมทองสวยงามด้วย

และแน่นอนว่าส่วนที่พิเศษสุดคงเป็นแถบซีเรียลนัมเบอร์ที่บอกลำดับการผลิตของเครื่องด้วย ตัวนี้คือ 19723/50000 น่าเสียดายที่ไม่ได้เลขพิเศษของทางโซนี่ แต่ก็เป็นเลขที่มีความหมายส่วนตัวสำหรับผมนะ ฤาเราควรจะเอาเลขนัมเบอร์เครื่องลิมิเต็ดไปซื้อลอตเตอรี่งวดหน้าดีนะ 555 ใครซื้อได้เลขอะไรก็ลองนะ เหมือนเวลาถอยรถใหม่นั่นล่ะ แต่คงไม่ถูกหรอกมั้งเพราะคงใช้แต้มบุญหมดไปกับการได้สิทธิ์ซื้อเครื่องนี้ไปแล้ว 555

ส่วนด้านหลังก็ยังคงมีปุ่มรองเครื่องที่ใช้สัญลักษณ์ของปุ่มต่าง ๆ บนจอยมาใช้เช่นเดิม และสัญลักษณ์ Play Station ด้านหลังจะเป็นนูนต่ำผิวขัดด้านตัดกับผิวเงามันของตัวเครื่องด้วย เวลาใช้ขาตั้งเครื่องก็จะไม่เสียการโชว์รายละเอียดทุกเม็ดไปได้อีก

พอร์ตต่าง ๆ ยังคงเดิมแบบ PS4 Pro

เมื่อเปิดเครื่อง ก็ฟินแตกไปเลย

การจะฟินให้สุดก็คงต้องเปิดเครื่อง ดึงความสวยงามจากดีไซน์โปร่งแสงออกมาให้มากที่สุด โดยเฉพาะแนวไฟสีน้ำเงินหน้าตัวเครื่องที่จะเห็นชัดเจนขึ้น ส่วนตัวคิดว่าคงจะแจ่มว้าวกว่านี้ถ้าในตัวเครื่องมีจุดที่ไฟสว่างเห็นการทำงานของสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ด้วย แต่แค่นี้ก็แจ่มมากแล้วล่ะ

บทสรุป

ตรงนี้บอกเลยว่าสายสะสมห้ามพลาดจริง ๆ ใครได้มาราคาตั้งต้นโดยเฉพาะเครื่องศูนย์ไทยที่น่าจะมีราว ๆ 100 เครื่องด้วยถือว่าโชคดีมาก ๆ ถ้าได้ลองแกะมาสัมผัสจริงจังจะไม่อยากปล่อยของต่อเลย และใครที่ไฮป์มาก ๆ ก็อยากให้มีสติกับการรีเซลสักนิดครับ เพราะเอาจริง ๆ จำนวน 50,000 เครื่องนั้นก็ถือว่าค่อนข้างมากอยู่นะ อนาคตอาจมีของหลุดมาอีกเยอะหรือราคาลงจากตอนนี้ก็ได้ (ช่วงนี้ราคาปั่นเห็นรีเซลถูกสุดอยู่ราว ๆ 2 หมื่นบาทปลาย ๆ) สำหรับส่วนตัวถือว่าประทับใจมากครับ ไม่ปล่อยต่อแน่นอน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!