Connect with us

Game Review

[รีวิวเกม] Mario Party The Top 100 มาริโอเฮฮาปาร์ตี้ฉบับรวมฮิต

มาแล้ว Review เกม Mario Party The Top 100 มาริโอปาร์ตี้ภาคล่าสุด

ผู้ชม 1,760 ครั้ง!

Mario Party The Top 100

7

กราฟิก

6.8/10

ระบบการเล่น

7.0/10

ความคุ้มค่า

7.5/10

ความแปลกใหม่

6.5/10

ภาพรวม

7.0/10

จุดเด่น

  • มินิเกมคัดแล้วจำนวน 100 เกม
  • ราคาไม่แพง

จุดสังเกต

  • กราฟิกธรรมดาไป
  • โหมดในเกมน้อยไปหน่อย

ในยุคนี้หากจะพูดถึงมินิเกมแนวเฮฮาปาร์ตี้เล่นได้ทั้งครอบครัว คนส่วนใหญ่จะคิดถึงเกมบนสมาร์ทโฟนมากกว่า แต่ในยุค 90 เชื่อได้เลยว่าต้องมีชื่อของเกม Mario Party อยู่ในอันดับต้นๆแน่นอน

โดยต้นกำเนิดของเกม Mario Party อยู่ในยุค 90 โดยภาคแรกออกบน Nintendo 64 ถือว่าเป็นภาคแยกของลุงหนวดมาริโอ ที่เปลี่ยนแนวมาเป็นมินิเกมที่เน้นการเล่นกับเพื่อน ที่ทั้งสนุกและเรียกเสียงฮาในงานปาร์ตี้ได้มากมาย แม้ว่าในยุคนั้นยังไม่มีระบบออนไลน์ในเกมก็ตาม โดยเกมมีการสานต่อมาจนถึงปัจจุบัน ส่วน Mario Party The Top 100 ภาครวมฮิตที่คัดมินิเกมที่ดีที่สุดมารวมกันและออกวางขายบน 3DS เครื่องเกมที่ใกล้ตกยุคแล้ว

อย่างแรกที่พูดถึงคือกราฟิก เพราะมันนำเกมเก่าและไม่เก่ามารวมกัน ทำให้กราฟิกของเกมก็ต้องมีส่วนที่ยกระดับเพิ่มขึ้นจากต้นฉบับเช่นมินิเกมบน Nintendo 64 ที่มีการทำภาพใหม่ให้ดูดีขึ้น แต่บนคอนโซลที่แรงกว่า 3DS อย่าง WiiU กราฟิกจะถูกปรับให้เหมาะสมกับเครื่องเกมพกพา ซึ่งโดยรวมแล้วก็เรียบๆไม่มีอะไรโดดเด่นเลย

เกมเพลย์ก็อย่างที่บอกว่ามันคือมินิเกมสั้นๆ ที่เน้นการเล่นกับเพื่อน โดยตามชื่อภาคที่จะมีทั้งหมดมากถึง 100 เกมโดยในโหมดพื้นฐานของเกมยังในเบื้องต้นไม่ได้นำมาให้เล่นทั้งหมด ผู้เล่นต้องค่อยๆปลดล็อคไปเรื่อยๆ ซึ่งแม้ปริมาณจะมากแต่ปู่นินได้คัดเอาเฉพาะมินิเกมโดนๆตั้งแต่ภาคแรกบน Nintendo 64 จนถึงภาค 10 บน WiiU มายำรวมกัน

โดยเกมเด่นๆก็มีทั้ง Bombs Away เกมวิ่งหนีระเบิดที่มีตั้งแต่ภาคแรก และยังมี Bumper Balls จากภาค 2 , Chip Shot Challenge มินิเกมตีกอล์ฟจากภาค 3 และอีกมากมายจนบรรยายไม่หมด ส่วนการควบคุมบังคับก็มีทั้งใช้ปุ่มกดและหน้าจอสัมผัสในการเล่น ที่ในเกมมีการแบ่งหมวดหมู่เช่นเกมที่แข่งกัน 4 คน และเกมที่เล่นแบบสามรุม 1 ต่อด้วยการเล่นแบบ 2 VS 2 และแบบดวลกันตัวต่อตัว และมินิเกมแบบพิเศษ ที่มาในรูปแบบที่เล่นได้ยาวนานมากขึ้นเช่นเกมเรียงเพชร ที่ใช้กฎกติกาเหมือนกับเกมต่อเพชรทั่วไป หรือเกมที่จำลองเอากีฬาวอลเลย์บอล มาย่อให้เล่นกันแบบเพลินๆ

นอกจากโหมดหลักแล้ว ยังมีโหมด Minigame Island ที่เป็นการนำมินิเกมมายำรวมเป็นฉากๆเรียงไปเรื่อยๆในด่านที่จำลองมาจากโลกของเกมมาริโอ โดยเราต้องเล่นแข่งกับเพื่อนเพื่อเข้าเส้นชัย ซึ่งเหมาะมากที่จะเล่นกับเพื่อนแต่หากเล่นกับคอม อาจจะดูน่าเบื่อไปนิด ต่อด้วยโหมด Minigame Match ที่เป็นบอร์ดเกมที่ผู้เล่นต้องทอยลูกเต๋า และท่องไปในฉากโดยจะมีมินิเกมให้เล่นเพื่อทำคะแนนแข่งกันด้วย

นอกจากนี้ยังมีโหมด Championship Battles ที่ผู้เล่นจะเล่นมินิเกม 3-5 เกม เพื่อแข่งกันเป็นแชมป์ สุดท้ายกับโหมด Decathlon ที่เป็นการเล่นมินิเกม 5-10 เกมเรียงต่อกันเพื่อทำสถิติใหม่ๆ แต่โดยรวมแล้วมีโหมดให้เล่นน้อยไปนิด แต่เราสามารถเล่นกับเพื่อนผ่านระบบไร้สายได้พร้อมกัน 4 คนพร้อมกันก็พอจะทำให้ลืมความด้อยของเกมไปได้บ้าง

นอกจากนี้ยังได้ใส่ประวัติเกม Mario Party มาให้ชมแบบสั้นๆ และยัง มีเพลงประกอบมาให้เลือกฟังครบทุกเพลงที่รวมอยู่ในเกม รวมทั้งประวัติตัวละครในเกมมาให้ชมกันทุกภาค เป็นที่น่าเสียดายที่ การนำเสนอของเกมก็ดูเรียบๆไปหน่อย ทำให้หากคุณไม่ใช่แฟนซีรีส์ Mario Party มันดูไม่น่าดึงดูดให้เล่นเท่ากับภาคก่อนๆ รวมทั้งกราฟิกในเกมแม้จะดู OK แต่ในปี 2017 มันดูเชยไปไกล จริงอยู่ที่มันออกบน 3DS ได้แค่นี้ถือว่าดีมากแล้วก็ตาม แต่โดยรวมมันคือเกมที่ดูเรียบๆมากเกินไปหน่อย

การกลับมาของลุงหนวดเฮฮาปาร์ตี้ฉบับรวมฮิต ใน Mario Party The Top 100 ถือว่าคุ้มค่าสำหรับแฟนๆซีรีส์ Mario Party เพราะเป็นการรวมมินิเกมน่าเล่นมากถึง 100 เกม แม้ว่าอาจจะดูเชยไปแล้วแต่หากได้เล่นกับเพื่อนๆความสนุกจะเพิ่มขึ้นหลายเท่า แต่หากจะซื้อมาเล่นคนเดียวแนะนำให้ไปหาเกมอื่นมาเล่นน่าจะดีกว่า

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Game Review

[Review] “Red Dead Redemption 2” ขอต้อนรับสู่ Cowboy Life Simulator นะพรรคพวก

Published

on

Mario Party The Top 100

7

กราฟิก

6.8/10

ระบบการเล่น

7.0/10

ความคุ้มค่า

7.5/10

ความแปลกใหม่

6.5/10

ภาพรวม

7.0/10

จุดเด่น

  • มินิเกมคัดแล้วจำนวน 100 เกม
  • ราคาไม่แพง

จุดสังเกต

  • กราฟิกธรรมดาไป
  • โหมดในเกมน้อยไปหน่อย

ว่าไงไอ้เกลอเกมเมอร์ทั้งหลาย! วันนี้ข้ามีเรื่องเด็ดจะมาเล่าให้พวกเอ็งฟังแกล้มเหล้าเพลิน ๆ นะ มันเกี่ยวกับเกมเล็ก ๆ สมญานามว่า “Red Dead Redemption 2” ที่เกมเมอร์แดนเถื่อนหลายคนกำลังพูดถึงในเวลานี้นั่นแหละ บ้างก็ว่าเจ้าเกมนี้มันสุดยอดมากถึงขนาดเป็นเกมที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยนะ บ้างก็ว่ามันไม่เห็นจะมีน้ำยาแถมยังน่าเบื่อชิบเป๋ง เพราะงั้นวันนี้ข้าเลยจะมาสรุปให้พวกเอ็งฟังกันหน่อยว่าจริง ๆ แล้วตัวจริงของมันเป็นยังไงกันแน่ ตัวข้าเองได้เจอมันมากับตัว ได้ขี่ม้าพูดคุย และยิงปืนลูกโม่ไปกับมันมานานกว่า 50 ชั่วโมงแล้ว ซึ่งข้าขอบอกไว้เลยตรงนี้ว่า Red Dead Redemption 2 คือเกมแนว Open World ที่ทะเยอะทะยานที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียวเชียว และความฝันสุดยิ่งใหญ่ของมันที่ต้องการจะก้าวข้ามขีดจำกัดของเกมในยุคนี้ก็เกือบจะเป็นจริงเลยเชียว นี่คงสงสัยสินะว่าทำไมข้าถึงกล้าคุยโวแทนมันขนาดนี้ งั้นสุมหัวเข้ามาฟังรายละเอียดกันแบบชัด ๆ ทางนี้เร็วเข้า

“โหมด Multiplayer มันหายหัวไปไหนอะ?” “ยังไม่ออก…”

*ข้าขอพูดถึงแค่โหมดเล่นคนเดียวเท่านั้นนะพวก เพราะจนถึงวันนี้เจ้าแก๊ง Rockstar Studios ก็ยังไม่ยอมปล่อยตัวโหมด Multiplayer ออกมาซะที ไม่รู้มันเป็นตายร้ายดียังไงบ้างแล้ว

คาวบอยรูปงามในแดนมหัศจรรย์

อาห์… ทิวทัศน์ชนบทในยุคคาวบอยมันช่างสวยงาม

จุดที่เตะตาจนแทบกระเด็นตั้งแต่แว้บแรกที่ได้เมียงมอง Red Dead Redemption 2 ก็คือความหล่อเหลาของมันนี่แหละ เพราะภาพกราฟิกในเกมนี้ช่างสวยงามจับใจมาก ๆ ไล่ตั้งแต่รายละเอียดริ้วรอยและรูขุมขนบนใบหน้าของตัวละครทุกตัว วิวทิวทัศน์ที่แม้จะกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาแต่กลับดูเป็นธรรมชาติและไม่มีการโหลดระหว่างฉากให้ขัดอารมณ์แต่อย่างใด อีกทั้งเอฟเฟ็คแสงสีจากฉากบู๊ล้างผลาญหรือแสงตะวันในยามโพล้เพล้ก็เนียนกริ๊บราวกับภาพถ่ายเชียวล่ะ

อาบน้ำบ้างนะตัว

ที่น่าทึ่งคือองค์ประกอบทั้งหมดนี้ดูดีมีดีเทลไม่แพ้เกมแอ็คชั่นบล็อคบัสเตอร์อย่าง Uncharted 4 หรือ God of War เลยล่ะไอ้เสือ ต่างกันตรงขนาดแผนที่ของเกมแอ็คชั่นทั่วไปที่มักเป็นแค่ห้องใหญ่ ๆ ยาว ๆ หรืออย่างมากก็เป็นโซน ๆ หนึ่ง แต่ในเกมนี้นี่เล่นใหญ่ระดับจังหวัด อดตะลึงไม่ได้ว่านักพัฒนาเกมในแก๊ง Rockstar Studios ต้องทุ่มเทแรงกายและเวลาขนาดไหนเพื่อเสกให้งานช้างระดับนี้เป็นจริงขึ้นมาได้ พวกเขาต้องมานั่งก่อร่างสร้างเมืองให้ทั้งตัวละคร NPC และผู้เล่นดูเหมือนจะใช้ชีวิตอยู่ในนี้ได้จริง ไม่ได้เป็นแค่ฉากหยาบ ๆ ให้เกมเมอร์มองดูสวย ๆ แล้วก็จบกันไป เรียกได้ว่านี่เป็นเกมระดับเน็กซ์เจ็นที่แท้จริงของสมญานาม Rockstar เลยล่ะเอ็งเอ๋ย ทำให้เห็นกันชัด ๆ กันไปเลยว่าเจ้าพวกนี้เก่งกาจด้านการสร้างเกมภาพงาม ๆ มากขนาดไหน แถมยังเป็นงานภาพชั้นดีที่สามารถเพ่งมองลงรายละเอียดแล้วไม่เห็นความด่างพร้อยซะด้วย

แดนเถื่อนที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา

มองหน้าหาเรื่องเรอะ???

ข้าว่าจุดสำคัญที่ช่วยส่งความหล่อของโลกใน Red Dead Redemption 2 ให้ยิ่งเด่นเป็นสง่าก็คืองานดีไซน์ฉากและการลงรายละเอียดทุกเม็ดในโลกจำลองใบนี้ ยกตัวอย่างแค่ประโยคเดียวก็เกินพอ “ขนาดไข่ม้าในเกมมันยังยืดได้หดได้เลยนะเว้ย!” จะให้ละเอียดกว่านี้คงต้องไปหาเกม Microsoft’s Horse Simulator แล้วครับทั่น ความละเอียดระดับนี้ไม่ได้ครอบคลุมแค่เจ้าม้าเท่านั้นนะ ไม่ว่าชาวบ้านชาวช่อง อาคารบ้านเรือน หรือแม้แต่ตัวเอกของเกมนี้อย่าง Arthur Morgan ต่างก็เต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อยเบอร์นี้ด้วยนะพวก เอ็งสามารถสังเกตเห็นได้เลยว่าผู้คนในแดนตะวันตกแห่งนี้มีลักษณะนิสัยแตกต่างกันไปเหมือนคนจริง บางคนก็ทักทายกลับอย่างมีมารยาทเวลาเอ็งกล่าวอรุณสวัสดิ์ บางคนก็ตะโกนถ่มถุยใส่เอ็งเพียงเพราะหมั่นไส้ และหลาย ๆ คนก็ชอบเข้ามาจุ้นจ้านเวลาเอ็งดวลปืนกับคู่อริด้วยการวิ่งไปแจ้งความกับนายอำเภอแถวนั้น ซึ่งเอ็งสามารถเลือกรับมือกับชาวบ้านพวกนี้ยังไงก็ได้ (จะเดินไปตั๊นหน้าชาวบ้านปากเสีย เอาปืนขู่ไม่ให้ปริปาก หรือจะยิงทิ้งเลยก็ตามใจ) แต่โต ๆ กันแล้ว ทำอะไรก็ต้องพร้อมรับมือผลของการกระทำตัวเองด้วยนะ ทำตัวเกรียนมาก ๆ ก็จะยิ่งโดนตั้งค่าหัวแพงและยังโดนชาวบ้านชาวเมืองเหม็นขี้หน้าเป็นพิเศษด้วย

วันนี้จะเข้าไปเดินช้อปปิ้งในร้านไหนดีน้อ

ส่วนบ้านช่องในเกมนี้ก็เดินเข้าไปสำรวจได้เกือบหมด ของขายในร้านค้าก็สามารถเดินเลือกหยิบได้ทีละชิ้นเลยทีเดียว บาร์เหล้าก็เต็มไปด้วยคาวบอยขี้เมาให้ชวนคุยเรื่อยเปื่อยหรือหาเรื่องต่อยตีได้ทุกเมื่อ ส่วนตัว Arthur เองก็อ้วนได้ ผอมได้ แล้วแต่ว่าเอ็งหาอะไรให้หมอนั่นกินบ่อยแค่ไหน หนวดเคราผมเผ้าก็สามารถยาวยุ่งรุงรังได้ถ้าหากไม่รู้จักพาไปเข้าซาลอนซะบ้าง ที่สำคัญคือเขาสามารถเก่งกาจขึ้นได้จากการทำกิจกรรมลักษณะนั้นบ่อย ๆ ทะเลาะวิวาทด้วยกำปั้นบ่อย ๆ ก็จะมีพลังชีวิตมากขึ้น ทะเลาะด้วยปืนบ่อย ๆ ก็จะใช้ท่าชะลอเวลา Deadeye ได้นานขึ้น หรือวิ่งบ่อย ๆ ก็จะจ้ำอ้าวได้นานขึ้น เรียกได้ว่ามีส่วนผสมของเกม RPG นิดหน่อยเหมือน GTA V ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของมันนั่นแหละ

แม้แต่ลัทธิ KKK ก็มาโผล่ในเกมนี้ด้วยนะ จะเข้าไปร่วมก๊วนหรือไล่กระทืบก็เอาที่สบายใจเลย

ทีเด็ดก็คือความละเอียดของโลกในเกมที่ว่านี้ต่างมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้เอ็งอาจจะมองไม่เห็นจะจะว่ามันเชื่อมโยงกันอย่างไร แต่เอ็งสามารถรับรู้ถึงมันได้จากเหตุการณ์คาดเดาไม่ได้มากมายที่จะเกิดจากการกระทำของตัวเอ็งเอง สำหรับข้า นี่คือจุดเด่นของ Red Dead Redemption 2 ที่หาได้ยากยิ่งในเกมอื่น เตรียมตัวเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันแปลก ๆ ฮา ๆ

สารพัดที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อได้เลย ตัวอย่างเช่น เอ็งอาจจะยิงปืนขู่ขึ้นฟ้าแล้วนกเป็ดน้ำร่วงลงมาตายใส่หัว หรือควงปืนคู่กระหน่ำยิงจากหลังม้าอย่างเท่แต่ดันควบม้าไปหัวฟาดต้นไม้จนล้มกลิ้ง และในวันซวยเอ็งอาจจะโดนคนทั้งเมืองไล่ยิงเพราะดันบังคับม้าไปชนคนที่เดินผ่านไปมา เป็นต้น ที่ว่ามานี่เป็นแค่ตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นนะสหาย ระหว่างที่เอ็งได้ลองเล่นเอง เอ็งจะเจออะไรมาทำให้ประหลาดใจแบบนี้อีกเยอะจากชาวบ้าน แก๊งโจรคู่อริ และคนที่เอ็งเคยไปช่วยทำอะไรให้ แถมยังเจอได้บ่อยด้วยนะ หลายคนอาจจะคลางแคลงใจว่าเหตุการณ์กระปิบกระปรอยพวกนี้มันควรจะเป็นแค่น้ำจิ้มให้ฟีเจอร์หลักในเกมไม่ใช่เรอะ จะกล่าวอย่างนั้นก็คงไม่ผิด เพียงแต่มันคงเป็นน้ำจิ้มรสโคตะระเด็ดที่ขาดไม่ได้สำหรับเกมนี้ ประหนึ่งกุ้งเผาที่ห้ามขาดน้ำจิ้มซีฟู้ด หรือคอหมูย่างที่ห้ามขาดน้ำจิ้มแจ่วแบบนั้นเลย เพราะมันทำให้โลกคาวบอยแห่งนี้มีสเน่ห์เหลือร้าย และทำให้คนเล่นอินสุดอะไรสุดเลยนะเออ

สิงห์ปืนไวมหากาฬ

อยากกินกระสุนลูกซองมั้ยลุง?

ข่าวดีข่าวใหญ่สำหรับเกมเมอร์ขาลุยทั้งหลายก็คือปืนคาวบอยแต่ละกระบอกในเกมนี้ยิงมันส์เป็นบ้าเลยล่ะเอ็งเอ๋ย ต้องชมเชยเจ้าแก๊ง Rockstar Studios ที่ทำการบ้านมาดี เก็บงานมาเนี้ยบ สมเป็นมือเก๋าแห่งวงการเกมแอ็คชั่นที่รู้ใจเกมเมอร์เป็นอย่างดี เริ่มจากเสียงระเบิดลูกตะกั่ว เสียงขึ้นนก หรือเสียงเติมกระสุนปืนลงลูกโม่ ทั้งหมดนี้ต่างฟังดูหนักแน่น สะใจ สมจริง เร้าให้สิงห์ปืนไวกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะคว้าปืนออกจากซองทุกครั้งที่เจอโจรกวนส้นเท้า นอกจากนี้อาวุธปืนแต่ละกระบอกยังลงรายละเอียดยิบถึงหัวน็อต แถมยังมีให้เลือกใช้มากกว่า 20 กระบอก เอ็งจะนำปืนแต่ละกระบอกมาขัดทำความสะอาดด้วยน้ำมัน แต่งชิ้นส่วนปืน หรือเปลี่ยนชนิดกระสุนเพื่อเพิ่มพลังทำลายล้างก็ได้ตามใจ เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์สำหรับผู้บ้าปืนยุคเก่าเลยล่ะ

เตรียมหัวเป็นรูได้เลยพวกเอ็ง!

ส่วนระบบยิงปืนสโลวโมชั่นแบบหนังฮ่องกงนามว่า Deadeye ก็ยังตามมาจากภาคแรก ต่างกันตรงที่มันสามารถอั้พเลเวลเพื่อเพิ่มรูปแบบการเด็ดหัวศัตรูได้ Deadeye เลเวลแรก ๆ จะล็อคเป้าอัตโนมัติให้ทั้งหมด แม้จะฟังดูสะดวกแต่หลายครั้งมันทำให้เอ็งยิงใส่ใครก็ไม่รู้ ซึ่งอาจทำให้เอ็งซวยได้หากมันดันไปล็อคใส่ผู้รักษากฎหมายที่เดินผ่านมา ในขณะที่ Deadeye เลเวลสูงจะทำให้เอ็งเลือกล็อคเป้าศัตรูได้เองและยังสามารถชะลอเวลาได้นานขึ้น ซึ่งการได้ล็อคเป้าถล่มกระสุนใส่ร่างคู่อริอย่างช้า ๆ ก็ยังดูดีและสะใจทุกครั้งไม่เปลี่ยนแปร นอกจากนี้เอ็งยังสามารถเปลี่ยนมุมกล้องเป็นมุมมองบุคคลที่หนึ่งเพื่อการเล็งปืนที่สะดวกโยธินขึ้นได้ด้วยนะเว้ย

สโลว์ไลฟ์ในแดนตะวันตก

สิงห์คะนองนามาแล้วแว้วแว้ว

นี่ข้าก็สาธยายมายืดยาวแต่ยังไม่ได้เล่าถึงเรื่องราวการผจญภัยของนาย Arthur Morgan ในโหมดเนื้อเรื่องเลยสินะ ก่อนอื่นขอชมเชยแก๊ง Rockstar Studios อีกรอบเลยว่าเลือกทีมเขียนบทมาได้ไม่เลวจริง ๆ บทสนทนาใน Red Dead Redemption 2 ฟังดูเหมือนหลุดออกมาจากปากของตัวละครในหนังคาวบอยยุค 60 และเนื้อเรื่องที่แม้จะอุดมไปด้วยกลิ่นอายหนังคาวบอยยุคคลาสสิกแต่ก็สามารถมอบอารมณ์แปลกใหม่จากการให้ผู้เล่นได้สวมหมวกคาวบอยในฝั่งผู้ร้าย ได้เป็นสมาชิกของแก๊งโจรห้าร้อยนามว่า Van Der Linde ที่ใช้ชีวิตอย่างเสรีนอกกฎหมาย และได้มองโลกผ่านมุมมองของเหล่าบุคคลที่ถูกตราหน้าว่าเสือโจร แต่แท้จริงแล้วพวกเขาก็เป็นแค่มนุษย์ปุถุชนที่ต้องหาทางดิ้นรนในยุคที่สังคมไม่ต้องการพวกเขาอีกต่อไป

เกิดเป็นโจรทั้งทีก็ต้องดักปล้นรถไฟกันซักครั้ง

แม้เกมเมอร์คาวบอยผู้เคยผ่าน Red Dead Redemption ภาคแรกจะรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าจุดจบของแก๊ง Van Der Linde จะเป็นเยี่ยงไร แต่เส้นทางก่อนจะไปถึงจุดนั้นก็ยังสนุกน่าติดตาม ยิ่งเอ็งได้รู้จักกับสมาชิกแก๊งแต่ละคนมากขึ้นเท่าไหร่ เอ็งก็จะยิ่งอดคิดถึงพวกเขาไม่ได้ เพราะบุคลิกของพวกเขาทุกคนต่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ น่าเศร้าที่ยิ่งเอ็งถลำลึกไปกับเนื้อเรื่องมากขึ้นเท่าไหร่ ชะตาชีวิตของพวกเขาเหล่านี้ก็ยิ่งมืดหม่นขึ้นเรื่อย ๆ ประหนึ่งบทชีวิตของเสือร้ายวัยชราที่เริ่มจนตรอกจากการตามล่าของพรานฝ่ายกฎหมายและนักล่าค่าหัว

ทำความรู้จักกับผู้คนมากหน้าหลายตา เพี้ยนบ้างไม่เพี้ยนบ้าง

อย่างไรก็ตาม จังหวะการดำเนินเรื่องก็ไม่ได้มีแต่ความมืดหม่นเพียงอย่างเดียวเพราะระหว่างทาง Arthur จะได้พบกับบรรดาตัวละครเพี้ยน ๆ เกรียน ๆ ตามสไตล์ Rockstar ให้เกมเมอร์ได้ขบขันกันเป็นระยะ ๆ เช่น สิงห์อมควันผู้คลั่งไคล้การสะสมการ์ดภาพ ช่างถ่ายภาพสัตว์ป่าที่ไม่รู้ห่านอะไรเกี่ยวกับสัตว์เลย หรือนักประดิษฐ์ปากปีจอที่อยากจะประดิษฐ์เรือดำน้ำของเล่นมาขาย เป็นต้น เมื่อนำมาผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกันกับเรื่องราวซีเรียสก็จะพบว่าโดยรวมแล้วการเล่าเรื่องของเกมนี้ถือว่าน่าติดตามดี แต่ก็มีความช้าความเนิบตามสไตล์หนังคาวบอยยุคเก่าติดมาด้วย

ชีวิตในเมืองมันช่างเร่งรีบ มาสโลวไลฟ์รอบกองไฟกันเถอะ

เจ้าความช้าความเนิบที่ว่านี้แหละเอ็งเอ๋ยที่เป็นเหมือนดาบสองคมของ Red Dead Redemption 2 ก่อนที่เอ็งจะซื้อเกมนี้มาโจ้ โปรดรู้เอาไว้ว่าเอ็งควรจะเล่นเกมนี้แบบชิล ๆ ช้า ๆ ค่อย ๆ ดื่มด่ำกับโลกของมันเหมือนการจิบไวน์หรูกลิ่นหอมหวล ไม่ใช่รีบมาราธอนเล่นแบบแข่งกระดกเบียร์กับเพื่อนในวงเหล้า เพราะมันจะทำให้เอ็งพลาดอะไรเด็ด ๆ ไปมากมายและจะยิ่งทำให้เอ็งเข้าสู่โหมดหัวร้อนเกมมิ่งได้ง่าย ดังนั้นถ้าเอ็งเป็นแฟนเกมยิงแหลก ยิงเร็ว แบบ Call of Duty ก็มองข้ามเกมนี้ไปเสียเถิด จำใจฝืนเล่นไปก็มีแต่จะเบื่อซะเปล่า ๆ นอกจากนี้ระบบทั้งหลายในเกมที่ละเอียดยิบเกินไปก็รังแต่จะทำให้ความช้าของจังหวะการเล่นเกมยิ่งช้าลงไปกว่าเดิม เพราะทุกครั้งที่เปิดเกมขึ้นมาเอ็งก็ต้องให้อาหารม้า หาที่อาบน้ำ แล้วก็เอาน้ำมันมาขัดปืนบ้าง หาข้าวกินบ้าง ฯลฯ แค่นี้ก็น่าจะกินเวลาเกิน 10 นาทีกว่าจะได้เล่นจริงจังแล้ว

ให้ตายเหอะ! จะ Fast Travel ในเกมนี้มันต้องทำยังไงฟระ!!? อ๋อ? ให้ขึ้นรถไฟเอาเรอะ? โอเค ๆ

ที่ร้ายที่สุดคือระบบ Tutorial ของ Red Dead Redemption 2 ช่างไม่เอาอ่าวเอามาก ๆ ข้าไม่รู้ว่าอีตา Rockstar Studios มันหวังจะให้ข้าและผู้เล่นคนอื่น ๆ เรียนรู้วิธีการเล่นทั้งหมดจากช่วงต้นเรื่องหรือหาทางเรียนรู้ด้วยตัวเองจากการตะบี้ตะบันเล่นไปเรื่อย ๆ แต่บางครั้งผู้เล่นมันจะไปรู้ได้ไงล่ะโว้ยว่าต้องไปเริ่มงมจากตรงไหน ตัวข้าเองก็ต้องไปพึ่งอากู๋ Google อยู่บ่อย ๆ เพราะไม่รู้จริง ๆ ว่าเกมนี้มัน Fast Travel ยังไง แล้วเวลา Deadeye เลเวลอั้พทำไมมันถึงไม่ล็อคเป้าอัตโนมัติให้เองแล้วฟระ แล้วนี่ทำหมวกหล่นหายแล้วจะไปเก็บคืนได้จากตรงไหนเนี่ย ปริศนาโลกแตกพวกนี้จะทำให้คาวบอยหน้าใหม่ที่เพิ่งเปิดเกมนี้ขึ้นมาเล่นต้องงงเป็นไก่ตาแตก ซึ่งเมื่อเจอตุ๊ยท้องซ้ำด้วยโลกอันแสนจะเปิดกว้างแต่ละเอียดยิบเข้าไปอีกคงทำให้มีจำนวนไม่น้อยที่ขอเบือนหน้าหนีกลับกรุงดีกว่า

ความคลาสสิกที่ไม่ง้อท่านผู้ชม

จะรีบเล่นไปทำไม มาปิ้งไก่กันดีกว่า

เอาล่ะ ข้าก็สาธยายมาจนน้ำลายแห้งขนาดนี้ เอ็งคงพอจะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเจ้า Red Dead Redemption 2 มากขึ้นบ้างแล้วสินะ หมอนี่มันร้าย มันฝันเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ว่าต้องการสร้างโลก Open World ในวงการเกมที่สมบูรณ์แบบที่สุดให้ได้ เพียงแต่ความสมบูรณ์แบบที่ว่ามันแฝงอยู่ในสิ่งละอันพันละน้อยที่เอ็งต้องเพ่งลงไปมองถึงจะเห็น มันไม่ได้ทำให้เกมการเล่นสนุก ตื่นเต้น หวือหวา ในเวลาสั้น ๆ ซ้ำร้ายยังทำให้เกมเชื่องช้าลงในหลายๆ ครั้ง แต่หมอนี่มันก็ไม่ง้อเกมเมอร์ที่ต้องการอะไรแบบนั้นหรอก เพราะมันแน่ใจดีอยู่แล้วว่าเส้นทางนี้คือทางที่ใช่ เส้นทางนี้แหละคือทางที่วงการเกมจะก้าวเดินต่อไป เกมเมอร์อย่างพวกเอ็งและพวกข้าเพียงแค่ต้องปรับตัวยอมรับกับจุดยืนอันแน่วแน่ของมันให้ได้ก็พอ หากเอ็งปรับใจให้พอดีกับจังหวะอันเนิบช้าแต่ละเมียดของมันได้ เอ็งก็จะพบกับโลกคาวบอยแสนมหัศจรรย์แบบที่เอ็งไม่เคยได้สัมผัสที่ไหนมาก่อน หากนั่นเป็นสิ่งที่เอ็งมองหาก็ควบม้าเข้าไปเลยไอ้เสือ!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Game Review

[Review] Soul Calibur VI: ประตูสำคัญบานแรกที่จะทำให้คุณโปรดปรานเกมแนวไฟติ้ง!

Published

on

Mario Party The Top 100

7

กราฟิก

6.8/10

ระบบการเล่น

7.0/10

ความคุ้มค่า

7.5/10

ความแปลกใหม่

6.5/10

ภาพรวม

7.0/10

จุดเด่น

  • มินิเกมคัดแล้วจำนวน 100 เกม
  • ราคาไม่แพง

จุดสังเกต

  • กราฟิกธรรมดาไป
  • โหมดในเกมน้อยไปหน่อย

**รีวิวเกมนี้ในเวอร์ชั่น PlayStation 4 เครื่องธรรมดา**

บ่นนำ

ขอสารภาพตามตรงว่าเกมแนวไฟติ้งมันเต็มไปด้วยระบบการเล่นที่ผู้เขียนเองไม่ถนัดเลยสักอย่าง ทั้งการต้องแข่งขันกับผู้เล่นด้วยกันเอง, รูปแบบการเล่นของเกมที่เน้นการชิงจังหวะความได้เปรียบแบบฉับพลัน ไปจนถึงการต้องมาฝึกปรือคอมโบหรือจดจำปุ่มกดท่าพิเศษเฉพาะตัวละครต่างๆ 

แต่หลังจากที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเล่น Soul Calibur VI ก็ได้ค้นพบว่าเกมภาคล่าสุดของซีรีส์ไฟติ้งศาสตราวุธนี้ คือ “ประตูสำคัญบานแรก” ที่จะชักชวนให้เกมเมอร์ผู้ไม่หือไม่อือในเกมแนวดังกล่าว ชื่นชอบไปจนถึงโปรดปรานเกมแนวไฟติ้งไปโดยปริยายเลยก็เป็นได้ แต่จะด้วยอะไร? และอย่างไร? เชิญหาคำตอบได้ในรีวิวนี้ได้เลย


ระบบการต่อสู้เข้าถึงง่าย และพร้อมจะต่อยอดสู่ขั้นสูง

อย่างที่บอกครับ ผู้เขียนไม่เคยมีโอกาสแตะซีรีส์นี้สักภาค เลยไม่สามารถบอกได้ว่าตัวเกมมีอะไรที่เพิ่มเสริมหรือเปลี่ยนแปลงเข้ามา มีเพียงสิ่งเดียวที่กล้ายืนยัน คือระบบการเล่น “ที่เข้าถึงได้ง่ายเอามากๆ” โดยเบื้องต้นตัวเกมจะยืนพื้นการโจมตีหลักๆ ด้วยกัน 3 แบบ ได้แก่ การโจมตีในแนวตั้ง แนวขวางและการเตะ ที่สามารถต่อยอดกลายเป็นท่าคอมโบที่สร้างความเสียหายได้ในระดับหนึ่งจากการรัวปุ่ม บรรดาท่าพิเศษเฉพาะตัวละครทั้งหลายที่จะมีวิธีการกดที่ใกล้เคียงกันด้วยการผสมปุ่มโจมตีและทิศทางอย่างละปุ่ม (เดินหน้าสองครั้งแล้วโจมตีแนวขวาง หรือถอยหลังแล้วโจมตีแนวตั้งต่อ เป็นต้น) ความเร็วของการต่อสู้ ที่ผู้เล่นจะยังพอกะจังหวะตั้งรับการโจมตีของอีกฝั่งได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ฯลฯ

แต่เมื่อผู้เล่นได้ขลุกอยู่กับเกมไปได้สักพัก ก็จะรู้ว่า Soul Calibur VI มีการเล่นขั้นสูงที่รองรับเราอยู่อีกทอดตามแบบฉบับเกมแนวไฟติ้ง โดยในเกมนี้ จะเน้นการตัดจังหวะในการต่อสู้เพื่อสร้างความได้เปรียบ ทั้งจากความเร็วในการออกท่าของการโจมตีต่างๆ ที่ฝั่งช้ากว่าจะติดสถานะชะงักเพียงชั่วครู่แต่มันก็เป็นระยะเวลามากพอที่จะถูกโจมตีประมาณหนึ่ง, การเคลื่อนที่หลายทิศทาง (เดินหน้า, ถอยหลัง, เดินวนรอบศัตรู, ฯลฯ) ที่จะใช้ในการหลบหลีกการโจมตีแนวตั้งและสวนกลับได้จนกว่าอีกฝั่งจะตั้งตัวได้

Reversal Edge ระบบที่จะพลิกโอกาสให้ฝั่งที่เสียเปรียบตีติ้นขึ้นมาได้อีกครั้ง

แต่หากการต่อสู้ยังไม่จบลง Reversal Edge และ Soul Charge จะไม่ยอมให้คุณเป็นผู้ตามเพียงฝ่ายเดียว เพราะทั้งสองคือระบบการต่อสู้ที่จะพลิกจังหวะให้ผู้เล่นตีตื้นขึ้นมาได้ โดย Reversal Edge จะเป็นการใช้ท่าแอนิเมชั่นชะลอเวลาให้ทั้งสองฝั่งได้เลือกท่าโจมตีเบื้องต้น (โจมตีแนวตั้ง แนวนอน และเตะ) ที่จะแพ้ชนะทางกันเป็นวัฏจักรตามกฎของการละเล่น ค้อน-กรรไกร-กระดาษ ซึ่งฝ่ายไหนที่เลือกท่ามาได้ชนะทาง ก็จะได้สิทธิในการสร้างความเสียหายจำนวนหนึ่งใส่อีกฝั่งพร้อมกลับมามีโอกาสแก้ตัวอีกครั้งเมื่อจบท่าลง

ส่วน Soul Charge จะเป็นท่าพิเศษที่จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเกจของท่านี้เต็มอย่างน้อยหนึ่งหลอด โดยท่าที่ใช้เกจหลอดเดียวจะเป็นการเพิ่มความสามารถในการต่อสู้ให้กับตัวละครของเราชั่วขณะหนึ่ง แต่หากใช้เกจสองหลอดก็จะเป็นปล่อยคัทซีนท่าไม้ตายที่สร้างความเสียหายในระดับสูง

ระบบการต่อสู้อันเป็นหัวใจหลักของเกมนี้ ผู้เขียนมองว่าดีไซน์ออกมาดีใช้ได้เลย ไม่ว่าจะจากการวางตัวที่เป็นมิตรกับผู้เล่นที่แม้จะไม่เคยแตะต้องเกมแนวนี้มาก่อนหรือชำนาญนัก (อย่างผู้เขียน ฮ่าๆ) แต่ก็สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว แถมยังสามารถต่อยอดความสนุกเข้าไปอีกขั้นจากการควบคุมทั้งหลายที่ไม่ได้ซับซ้อนแต่สามารถออกมามีเชิงลึกในการเล่นได้ ในส่วนของระบบการต่อสู้จึงเป็นสิ่งที่ผู้เขียนประทับใจมากที่สุดใน Soul Calibur VI เลยทีเดียว

มอบอิสระในการตามติดเรื่องราวตัวละครที่โปรดปราน แต่ดันมาตกม้าตายด้วยวิธีการนำเสนอ

ถ้าจะให้ว่ากันตามตรง ภาพรวมเนื้อเรื่องของ Soul Calibur VI ในโหมด Story คือจุดที่มีความน่าสนใจน้อยที่สุดของเกม ทั้งจากเนื้อเรื่องที่นำเสนอออกมาได้หลงยุคผิดสมัย ไม่มีชั้นเชิงในการเล่าใดๆ มีแต่ความเรียบง่ายที่ชวนให้เบื่อหน่าย และไหนจะวิธีการนำเสนอแบบหลักๆ ที่หากลองในมุมใจเขาใจเราดู ผู้เขียนเข้าใจว่าเกมภาคนี้น่าจะมีงบในการสร้างไม่มากมายเท่าไหร่นัก เพราะตัวเกมได้ใช้ภาพวาดสไตล์กราฟิกโนเวล (ที่เอาจริงๆ ก็ไม่ถึงกับแย่ เพียงแต่มันละเมียดหรือสวยงามได้มากกว่านี้) ถ่ายทอดเรื่องราวแทบจะทั้งหมด ที่มันก็พาลให้ผู้เขียนคิดขึ้นมาว่าถ้าไม่ใส่ใจแล้วจะทำโหมดนี้ขึ้นมาทำไมกัน?

อยากรู้เรื่องราวของใคร เลือกได้เลย!

แต่ในงานที่ดูสุกเอาเผากิน จริงๆ แล้วก็มีสิ่งที่ดูใส่ใจในรายละเอียดเหมือนกันนั่นคือ อิสระในการเลือกรับทราบเรื่องราวของตัวละครในเกม ที่ผู้เล่นจะสามารถรับรู้เนื้อเรื่องของตัวละครใดก่อนก็ได้ จะไล่เคลียร์จนหมดเพื่อนำเรื่องราวจากทุกตัวมาปะติดปะต่อกันโดยสมบูรณ์ หรือจะเลือกดูการเดินทางเฉพาะตัวละครที่ชอบก็ยังได้ (Geralt จาก the Witcher ยังมีเนื้อเรื่องในโหมดนี้เลยคิดดูละกัน!)

คัทซีนที่กำกับแอกชั่นได้ใช้เลยทีเดียว แต่ดั้นนนนมีน้อยโผล่มาในเกมน้อยมากๆ

และในส่วนของเส้นเรื่องหลัก บางจังหวะที่เป็นช่วงสำคัญของเรื่องราว ตัวเกมก็พอจะมีเรียลไทม์คัทซีนมารองรับเนื้อเรื่อง ณ ตอนนั้น ที่ก็ถือว่ากำกับฉากออกมาใช้ได้ น่าเสียดายที่มีออกมาน้อยมากๆ

อาจจะจริงที่ยังไงเสียระบบการเล่นคือ หัวใจหลักในเกมแนวไฟติ้งอยู่วันเย็นค่ำ แต่ถ้าหากดูในยุคสมัยปัจจุบันที่ตลาดของเกมต่อสู้กันอย่างดุเดือดด้วยอภิมหาสารพัดคอนเทนต์มัดใจผู้เล่นซึ่ง “เนื้อเรื่อง” ก็เป็นหนึ่งในนั้น  (ดูอย่าง Injustice 2 เป็นตัวอย่างก็ได้) และไหนจะทั้งจากที่ตัวเกมเอง ชูชัดด้านโหมดเนื้อเรื่อง แต่ทำไมถึงคุณภาพของวิธีการนำเสนอถึงต่ำกว่ามาตรฐานในเกมปัจจุบัน?

Libra of Souls โหมดการเล่นพระเอกของเกม

อาจกล่าวได้ว่านี่คือโหมดการเล่นที่เป็นพระเอกของเกมอย่างแท้จริง ด้วยการให้ผู้เล่นได้สร้างสรรค์ตัวละครที่เริ่มตั้งแต่การเลือกเผ่าพันธุ์คนปกติไปจนผิดแปลกเกินมนุษย์มนา (โครงกระดูก, มนุษย์กิ้งก่า ฯลฯ), การกำหนดสไตล์การต่อสู้ที่อ้างอิงจากตัวละครต้นตำรับของเกม, และการเนรมิตใบหน้าเสื้อผ้าหน้าผมและสีสันที่ “โคตรจะยืดหยุ่น”เพื่อนำไปผจญภัยยังโลกของ Soul Calibur VI ที่ตลอดทางเราจะได้พบตัวละครต้นฉบับจากเกม ในรูปแบบการเล่นลูกผสมเกมแนว RPG ที่ตัวละครของผู้เล่นจะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นจากการเก็บเกี่ยวเลเวล

เราจะสามารถเลือกปรับแต่งได้แทบจะทุกอย่างแบบละเอียดถี่ ไล่ตั้งแต่หมวกที่สวมใส่,สื้อซับในและเสื้อคลุม, ถุงมือหรือสนับเข่า ไปจนถึงการเลือกเสริมชิ้นส่วนติดบนร่างกาย ฯลฯ  จากบรรดาเสื้อผ้าที่มีให้เลือกในโหมดนี้โดยตรง หรือจะเป็นผสมเล็กปนน้อยจากชิ้นส่วนเสื้อผ้าของตัวละครต้นฉบับของเกม ที่ผู้เขียนรับรองได้ว่าผู้เล่นจะติดพันและเพลิดเพลินในส่วนนี้อย่างแน่นอน แต่ในส่วนของเนื้อเรื่องของโหมดดังกล่าว ก็ยังมีข้อเสียในแบบเดียวกันกับโหมดเนื้อเรื่องหลัก ที่วิธีการนำเสนอจะใช้เพียงแค่ภาพวาดและเสียงพากย์ในการบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไป ที่สำหรับผู้เขียนแล้ว “มันไม่สามารถสร้างความเข้าถึงในเนื้อเรื่องได้เลยสักนิด”

แต่หากชั่งน้ำหนักจากข้อดีและข้อด้อยใน Libra of Souls ดูแล้วละก็ จะพบว่าในโหมดการเล่นดังกล่าว ยังเต็มไปด้วยความสนุกที่ชวนให้ขลุกติดอยู่กับหน้าจอได้เป็นเวลานาน ทั้งจากระบบการเล่นโดยตรงเอง ที่ใส่องค์ประกอบ RPG เข้ามาให้ผู้เล่นได้ติดพันอยู่กับการไต่เลเวล และจากระบบสร้างตัวละครที่จะมอบอิสระให้ผู้เล่นได้ปั้นแต่งนักสู้ในแบบของเราขึ้นมาเพื่อออกผจญภัยไปยังดินแดนการต่อสู้ด้วยศาสตรานี้


สรุป

โดยรวม Soul Calibur VI คือเกมแนวไฟติ้งที่เป็นดั่งประตูสำคัญบานแรกให้ผู้เล่นที่ไม่ยี่ระในเกมแนวนี้ ได้ริ่เริ่มความสนุกไปกับความเข้าถึงง่ายของเกม ก่อนที่ในภายหลังจะรู้สึกท้าทายไปกับมิติการต่อสู้ที่ลึกไม่แพ้ซีรีส์ใดๆ และแม้ในส่วนของโหมดเนื้อเรื่อง จะไม่ได้งานละเมียดสักเท่าไหร่ แต่โหมด Libra of Souls จะลบความน่าผิดหวังในโหมดเนื้อเรื่องออกไปได้ด้วยความยืดหยุ่นที่โหมดนี้มอบให้ทั้งจากการสร้างตัวละครและองค์ประกอบ RPG

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Game Review

[Review] Assassin Creed’s Odyssey มหากาพย์ขนาดยักษ์ที่ใหญ่จนต้องอึ้ง ทึ่ง มึน!

Published

on

Mario Party The Top 100

7

กราฟิก

6.8/10

ระบบการเล่น

7.0/10

ความคุ้มค่า

7.5/10

ความแปลกใหม่

6.5/10

ภาพรวม

7.0/10

จุดเด่น

  • มินิเกมคัดแล้วจำนวน 100 เกม
  • ราคาไม่แพง

จุดสังเกต

  • กราฟิกธรรมดาไป
  • โหมดในเกมน้อยไปหน่อย

หลังจากที่ Ubisoft พยายามปรับภาพลักษณ์ซีรี่ส์ Assassin’s Creed ให้เป็นเกมแอ็คชั่นสวมบทบาทจากภาค Origins ทั้งแฟนหน้าเก่าและหน้าใหม่ของซีรี่ส์ก็เริ่มกลับมานิยมชมชอบมือสังหารในลุคใหม่นี้มากขึ้น ในปีนี้ทางทีมพัฒนาจึงตัดสินใจใช้ปรัชญา “เมื่อของเดิมมันดีอยู่แล้วจะไปเปลี่ยนมันหาพระแสงอะไร” แล้วเน้นต่อยอดของเดิมให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น และที่สำคัญคือขยายขนาดของมันให้ใหญ่โตมโหฬารมากกว่าเดิม โดยเปลี่ยนฉากหลังเป็นโลกยุคกรีกโบราณ โลกที่เต็มไปด้วยนักรบสปาร์ตันซิกแพ็คแน่น นักปรัชญาเคราเฟิ้มในผ้าคลุม และสัญลักษณ์แห่งทวยเทพกรีกกับปีศาจในตำนาน

ซึ่งเราพูดได้เต็มปากตอนนี้เลยว่า Odyssey คือเกม Assassin’s Creed ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพียงแต่ความใหญ่มากของมันก็เป็นดั่งดาบสองคมเล่มมหึมา คือใหญ่จนต้องอึ้งแต่ก็ทำให้ผู้ถือดาบเมื่อยแล้วทำหลุดมือมาฟาดกบาลตัวเองอยู่บ่อย ๆ ว่าแล้วก็มาถกกันแบบลงรายละเอียดกันเถิด เหล่าเกมเมอร์นักสู้และเกมเมอร์นักปราชญ์ทั้งหลาย

ขอต้อนรับสู่ปกรณัมกรีกสุดอลังการ

ใหญ่แค่ไหน… ถามใจเธอดู

จุดแรกที่เด่นกระแทกตาเกมเมอร์ทุกคนตั้งแต่วินาทีแรกที่เปิดเกมนี้ขึ้นมาก็คือขนาดอันใหญ่โตมโหฬารของมันนี่แหละ เรียกได้ว่าสมน้ำสมเนื้อกับการใช้ฉากหลังเป็นมหากาพย์กรีกโบราณเสียจริง โดยเกมจะเล่าเรื่องราวการเดินทางสร้างชื่อเสียงของทหารรับจ้างสาว Kassandra หรือนักรบหนุ่มไร้นาย Alexios ผู้ออกตามหาสมาชิกในครอบครัวที่ต้องพลัดพรากกันแต่กาลก่อน และถึงแม้เนื้อเรื่องจะดำเนินเหมือนกันไม่ว่าคุณจะเลือกเล่นตัวเอกหญิงหรือตัวเอกชาย แต่ทั้งเสียงพากย์และบุคลิกของ Kassandra นั้นน่าสนใจกว่าพระเอกกล้ามบึ้ก ๆ ดาษ ๆ อย่าง Alexios เยอะ จนอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมทีมพัฒนาถึงไม่ใช้เธอเป็นตัวเอกขึ้นปกบนกล่องเกมแทนซะเลย

ครอบครัวสปาร์ตันก็มีโมเม้นท์ดราม่าเหมือนกันนะ

สำหรับเส้นเรื่องหลักก็ถือว่าสนุกน่าติดตามในระดับที่โอเค คือมีจุดหักมุมบ้าง มีอะไรมาให้เซอร์ไพรส์บ้างตามประสา แม้มันจะไม่ได้ยอดเยี่ยมกระเทียมดองจนต้องยกขึ้นหิ้ง แต่การที่เกมให้ความสำคัญกับเรื่องราวของครอบครัวตัวเอกมากกว่าสงครามระหว่างสปาร์ตาและเอเทนก็ช่วยทำให้เนื้อเรื่องลุ่มลึกมากขึ้น นอกจากนี้จุดที่แฟนหน้าใหม่น่าจะชอบก็คือเนื้อเรื่องของ Odyssey ค่อนข้างเป็นเอกเทศน์จาก Assassin’s Creed ภาคอื่น ๆ ทั้งหมด แถมยังแทบไม่พูดถึงเรื่องราวไซไฟในโลกอนาคตระหว่างฝ่ายมือสังหารและเทมปลาร์เลยซักนิด

ออกไปเจอผู้คนหน้าใหม่ เช่น นักปราชญ์กวนทีนนามว่า Sokrates

ในทันทีที่คุณได้พา Kassandra หรือ Alexios ออกจากเกาะแรกเมื่อไหร่ คุณจะได้รู้ซึ้งกับตัวว่าแผนที่ในเกมนี้มันใหญ่ผิดคาดขนาดไหน เพราะนอกจากขนาดของแผนที่ในเกมที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ซีรี่ส์นี้เคยทำออกมาแล้ว กิจกรรมที่มีให้ทำยังมีจำนวนมากมายมหาศาลไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นภารกิจหลักตามเนื้อเรื่อง ภารกิจเสริมที่มาพร้อมกับเรื่องราวสั้น ๆ ที่น่าสนใจ จุดปีนชมวิวเพื่อเปิดตำแหน่ง Fast travel ถ้ำสมบัติและซากเรืออับปางให้ดำน้ำหาของ นักล่าค่าหัวที่เกมสุ่มมาให้คุณประมือเรื่อย ๆ ภารกิจอีเว้นท์จำกัดเวลา และอื่น ๆ อีกล้านแปดที่สาธยายเป็นชั่วโมงก็ไม่หมด ซึ่งกิจกรรมที่เยอะยิ่งกว่าเมืองไทยประกันชีวิตเหล่านี้จะถาโถมเข้ามาใส่คุณไม่ยั้งจนอาจทำให้เมาหมัดได้

สู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น

ความเยอะในจุดนี้อาจทำให้เกมเมอร์ที่ไม่ใช่สาย open-world หรือไม่เคยเล่น Assassin’s Creed มาก่อนยืนงง ๆ เหวอ ๆ เพราะไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อนดี อย่างไรก็ดี หากคุณได้ลองงมไปซักสองสามชั่วโมงจนเริ่มจับจังหวะของเกมได้ คุณจะพบว่ามันไม่แย่อย่างที่คิด เพราะแทบทุกกิจกรรมบนแผนที่จะส่งผลกลับมาสู่ตัวละครของคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คุณอาจจะได้รางวัลเป็น xp ตอนนั้นเลย ได้เห็นตัวละครที่เราไปทำอะไรให้ย้อนกลับมาให้เห็นหน้า หรือบางครั้งมันอาจส่งผลกระทบกับเนื้อเรื่องหลักโดยตรงก็เป็นได้

This is Sparta!

เป็นเกมยุคกรีกทั้งทีจะไม่มีฉากจาก “300“ ได้ไง

แน่นอนว่าเกิดเป็นสปาร์ตันในยุคกรีกโบราณทั้งที จะหลีกหนีการประดาบประลองหอกไปได้เยี่ยงไร โดยระบบการต่อสู้ในภาคนี้ยังคงอิงจากภาค Origins ที่เปลี่ยนจากการเน้นกดโจมตีสลับกับฟันสวนใน Assassin’s Creed ภาคก่อนหน้ามาเป็นการกดคอมโบฟันหนัก ฟันเบา หลบหลีก และปัดป้องให้ต่อเนื่องเหมือนในเกมแอ็คชั่น นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถเลือกใช้อาวุธได้หลากหลายและยังมีท่าไม้ตายให้เลือกสรรเหมือนในเกมสวมบทบาท (RPG) ซึ่งในจุดนี้ Odyssey ได้ยกระดับตัวเองให้เป็นเกมแนวสวมบทบาทที่ฮาร์ดคอร์ยิ่งกว่าภาค Origins เสียอีก เรียกได้ว่าระบบฟาร์มเลเวล ฟาร์มของ ตีบวก มากันให้ครบ โดยการโจมตีแต่ละครั้งก็จะมีเลขดาเมจขึ้นให้เห็นและศัตรูทุกตัวจะมีระดับเลเวลแสดงให้เห็นอยู่บนหัว เมื่อใดที่คุณทำภารกิจสำเร็จหรือกำราบศัตรูได้คุณก็จะได้รางวัลค่าประสบการณ์ เงิน และแร่ธาตุในเกม ค่าประสบการณ์จะเอาไว้ใช้เพื่อการอัพเลเวลแล้วนำแต้มไปซื้อท่าไม้ตายสายนักธนู (Hunter) นักรบ (Warrior) หรือมือสังหาร (Assassin) ซึ่งจะช่วยกำหนดแนวทางการเล่นของคุณได้ ส่วนเงินก็เอาไว้ใช้ซื้อเกราะซื้ออาวุธมาใช้ และแร่ธาตุก็เอาไว้ตีบวกของบนตัวคุณให้ดีขึ้นอีกนั่นเอง

เมื่อเจอศัตรูมากกว่าหนึ่งตัว ความมั่วนิ่มก็บังเกิด

ต้องยอมรับว่าความลุ่มลึกและความหลากหลายที่เพิ่มเข้ามานั้นทำให้การประดาบกับศัตรูในเกมสนุกตื่นเต้นขึ้นมาก และยังทำให้ผู้เล่นคันไม้คันมืออยากเข้าไปจัดหนักกับนักล่าค่าหัวเลเวลสูง ๆเพื่อปล้นข้าวของมันมาใช้อยู่เป็นนิจ แต่ระบบต่อสู้ของ Odyssey ก็ยังไม่สนุกขั้นสุดเหมือนเกมแอ็คชั่นเต็มตัวอย่าง God of War หรือ Spider-man อยู่ดี เพราะยังมีจุดเก้ ๆ กัง ๆ เวลาที่เราสู้กับศัตรูมากกว่าหนึ่งตัวขึ้นไป เพราะพวกมันมักจะแห่เข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังและรุมตีนพร้อมกันจนคุณออกคอมโบอะไรไม่ได้เลย ซ้ำร้ายท่าปัดป้องการโจมตีก็ไม่ช่วยอะไรหากคุณโดนศัตรูจิ้มจากด้านหลัง

ฉากการต่อสู้ที่ควรจะดูเท่แบบในหนังเรื่อง 300 จึงต้องกลายเป็นการ์ตูน Tom & Jerry ที่คุณวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน หันกลับมาจิ้มศัตรูฉึกสองฉึก แล้วก็วิ่งหนีต่อจนกว่าศัตรูจะหมดกลุ่ม เจอแบบนี้มันทำให้ตัวเอกดูกระจอกพิกล นอกจากนี้เอฟเฟ็คการเฉือนเนื้อเถือหนังศัตรูก็ยังดูเบาไปนิด ขาดความสะใจที่ทำให้ทุกการโจมตีดูมีน้ำหนักและรุนแรงถึงตายแบบขวานของ Kratos เรื่องพวกนี้อาจจะฟังดูเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่อันที่จริงมันมีผลต่อความสนุกของเกมไม่ใช่เล่นเลยนะ

ป้าบเข้าให้!

อีกจุดหนึ่งที่น่าประหลาดสำหรับเกมซึ่งมีชื่อขึ้นต้นว่า “มือสังหาร” กลับเป็นระบบการลอบสังหารในเกมภาคนี้ที่ทำ ออกมาได้เก้ ๆ กัง ๆ ซะอย่างนั้น เนื่องจากระบบการระบุตำแหน่งและติดตามทัศนวิสัยของศัตรูช่างไม่เอื้ออำนวยให้ผู้เล่นลอบเร้นเข้าไปหาเป้าหมายได้ง่าย ๆ เลย แถมการจะจิ้มหลังเป้าหมายให้ดับในทีเดียวได้ยังต้องพึ่งพาการอั้พเลเวล ไอเท็ม และการซื้อท่าพิเศษอีกพอสมควร ราวกับว่าเกมไม่ค่อยสนับสนุนให้ผู้เล่นสวมบทเป็นมือสังหารอย่างไรอย่างนั้น

โลกกรีกทั้งใบในมือคุณ

วันนี้ขี่ม้าไปก่อเรื่องอะไรดีน้าาา

จุดที่น่าทึ่งมาก ๆ อีกเรื่องหนึ่งใน Odyssey ก็คือการออกแบบฉากและภารกิจแทบทั้งหมดในเกมได้รับการออกแบบให้ผู้เล่นสามารถเลือกแนวทางการรับมือได้ตามแต่ใจต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการลอบเร้นเข้าไปขโมยของในค่ายโดยไม่ให้ใครเห็น การลอบเก็บศัตรูทีละตัวอย่างเงียบเชียบ หรือจะแกว่งดาบเข้าไปบู๊กับศัตรูตั้งแต่แรกเลยก็เชิญ

จุดนี้ให้ลองนึกถึงภารกิจตี Outpost ในเกม Far Cry แค่เปลี่ยนมาใช้ธนูกับดาบแทนปืนกลนั่นแล ซึ่งภารกิจที่เปิดกว้างและให้ความรู้สึกว่าคุณเป็นมือสังหารตัวจริงเสียงจริงมากที่สุดก็เห็นจะเป็นภารกิจล่าหัวสมาชิกลัทธิ Cult of Cosmos ที่คุณจะได้เจอช่วงกลางเกม โดยคุณจำเป็นต้องทำการบ้าน ออกสำรวจหาข้อมูล และพยายามเดาอย่างมีหลักการเพื่อเผยโฉมหน้าของเป้าหมายให้ได้ก่อน หลังจากหาตัวพบแล้วก็ต้องมากางแผนกันอีกว่าจะเข้าไปจิ้มหมอนี่ยังไงให้สะดวกโยธินที่สุด เพราะบางคนก็เลเวลสูงลิบแถมยังบู๊เก่งอีก บางคนก็ซุ่มอยู่หลังยามเป็นกองทัพ และบางคนก็ล่องเรืออยู่ท่ามกลางเรือบริวารเท่านั้น การให้ผู้เล่นได้คิดวิเคราะห์แล้วเลือกทางที่จะลุยเองตั้งแต่ต้นจนจบแบบนี้มันมอบทั้งความท้าทาย ความสนุกตื่นเต้น และมันยังทำให้ชัยชนะช่างหอมหวานยิ่งกว่าด่านไหน ๆ

แต่ถ้าก่อเรื่องมากไปก็จะโดนนักล่าค่าหัวไล่ตื้บนะจ๊ะ

นอกจากภารกิจที่เปิดกว้าง ระบบสังคมใน Odyssey ยังโต้ตอบกับการกระทำของผู้เล่นให้เห็นกันชัด ๆ หากคุณแอบจิ๊กข้าวของของตัวละคร NPC ในเกมบ่อย ๆ หรือไปอาละวาดใส่ทหารยามเมืองเอาสะใจ ผู้คนในละแวกนั้นก็จะเริ่มด่าทอคุณ วิ่งหนีคุณ หรือบางครั้งพวกเขาจะวิ่งไปหยิบอาวุธมาสู้กับคุณเลยทีเดียว ซึ่งหากคุณอาละวาดมากไปคุณก็จะโดนติดประกาศค่าหัว อันจะส่งผลให้บรรดานักล่าค่าหัวหลายแบบ หลากบุคลิก ที่เป็นเหมือนมินิบอสออกมาไล่กระทืบคุณด้วย

ผู้เล่นยังสามารถเข้าร่วมศึกระหว่างทัพ Spartan หรือ Athenian และบ่อนทำลายอิทธิพลของอีกชนชาติหนึ่งบนเกาะแต่ละแห่งได้ด้วย คุณอาจจะวิ่งไล่เสียบทหารชาติที่คุณไม่ชอบขี้หน้า ปล้นสะดม หรือตามเก็บผู้บัญชาการประจำป้อม ไปเรื่อย ๆ จนกว่าอิทธิพลของชาตินั้นจะลดลงจนต่ำถึงขีดสุด จากนั้นค่อยเปิดศึกใหญ่เพื่อขับไล่ฝ่ายปรปักษ์ให้สิ้น ซึ่งหากคุณช่วยรบจนชนะ คุณก็จะได้เห็นทหารจากทัพที่คว้าชัยมาได้เข้ามายึดครองเกาะแห่งนั้นแทน ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้เองที่ทำให้คุณรู้สึกว่าการกระทำของตัวเองส่งผลกระทบต่อโลกกรีกยุคโบราณจริง ๆ

ยุทธนาวีสไตล์ชนแหลกตามประสาสปาร์ตัน

ส่วนเกมเมอร์ผู้ใดที่เป็นแฟนสมรภูมิราชนาวีจากภาค Black Flag และ Rogue ก็น่าจะถูกใจกับระบบการต่อสู้ทางเรือที่กลับมาอย่างเต็มรูปแบบใน Odyssey แม้อาวุธบนเรือจะไม่ได้ทันสมัยอย่างภาค Black Flag แต่ก็มียุทโธปกรณ์ให้เลือกใช้ได้หลากหลาย ทั้งธนู หลาว และธนูไฟ ซึ่งศึกทางน้ำในยุคนี้ค่อนข้างเปลี่ยนอารมณ์จากเรือโจรสลัดยุคดินปืน มันเน้นการเข้าประชิดและใช้เรือดับเครื่องชนเป็นหลัก

นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถเกณฑ์คนขึ้นเรือแล้วแต่งตั้งให้เป็นต้นหนเพื่อเพิ่มความสามารถพิเศษให้กับเรือได้ อย่างไรก็ตามการควบคุมเรือในยุทธศึกโบราณนั้นค่อนข้างยุ่งยากกว่าเรือโจรสลัดใน Black Flag พอสมควร เพราะวิธีการกดปาหลาวและใช้ไฟนั้นเรียกได้ว่างงไม่ใช่เล่น ซ้ำร้ายมันยังไม่มันส์สะใจเท่ากับการใช้ปืนใหญ่ดินดำอีกด้วย

ใหญ่ไปเป็นภัยแก่ตัว

เมืองใหญ่ขนาดนี้ก็ต้องมีบั๊กตามซอกหลืบกันบ้าง

มาถึงจุดนี้คงไม่ต้องบอกกันอีกรอบแล้วว่าเกมภาค Odyssey มันใหญ่ยักษ์คับฟ้าขนาดไหน (เพราะพูดมาจนปากเปียกปากแฉะประมาณ 25 รอบได้) ซึ่งความใหญ่เกินงามของมันนี่แหละที่ทำให้เกมเมอร์ “เล่นจนเหนื่อย” เหนื่อยกับการวิ่งข้ามฉากเป็น 10 นาที เหนื่อยกับการจัดชุดเกราะและอาวุธใหม่ทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง เหนื่อยกับการเก็บเลเวลเพื่อให้เก่งพอไปฟาดกับศัตรูในฉากได้ แถมจะเล่นแต่ละทีก็ต้องนั่งแช่ 2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยหากต้องการให้เนื้อเรื่องเดิน หากเป็นสายตอดวันละครึ่งชม. นี่รับประกันว่าไม่มีอะไรกระเตื้องแน่นวล

ซ้ำร้ายกิจกรรมที่มีมากมายเหลือคณานับก็ซ้ำกันเยอะแยะ และระบบเซฟเกมอัตโนมัติของเกมก็ไม่ได้เอื้อเฟื้อให้ผู้เล่นเท่าไหร่ หลายครั้งที่การสู้กับบอสยาก ๆ แทบตายจนชนะแบบเส้นยาแดงผ่าแปด แต่ดันถูกลูกระจ๊อกมันฟันตายหลังจากนั้นแป๊บนึงทำให้ต้องมาสู้ใหม่ทั้งหมดแต่แรก เจอแบบนี้มันยิ่งเหนื่อยนะเหวย ดังนั่นเราขอแนะนำให้คุณกด Quick Save บ่อย ๆ ไม่งั้นได้มีเขวี้ยงจอยกันแน่

สิ่งที่น่ากลัวกว่าลัทธิ Cult of Cosmos ก็คือการโหลดเกมนี่แหละ

สำหรับพระเอกชื่อดังประจำเกมยี่ห้อ Ubisoft นามว่า “บั๊ก” ก็ยังโผล่หน้ามาให้เห็นบ้างนาน ๆ ครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้มันไม่ได้แผลงฤทธิ์หนักขนาดทำให้เกมเจ๊งเล่นไม่ได้ แค่ทำให้ NC บางตัวนั่งเข้าไปในกำแพงบ้าง ศพศัตรูเด้งไปเด้งมาบ้าง ตัวละคร NPC ร่างหายไปกับสายลมบ้างก็เท่านั้น จุดนี้ต้องขอชมเชยทีมพัฒนาว่าเก็บงานได้ดีสำหรับเกมสเกลบิ๊กเบิ้มขนาดนี้

แต่จุดที่น่าหน่ายใจที่สุดคือระยะเวลาในการโหลดเกมที่ค่อนข้างนานจนน่าหลับ (อย่างน้อยก็ในเครื่อง PS4 Pro) แถมเกมยังโหลดบ่อย สังเกตการณ์ผ่านนกอินทรีย์เสร็จก็โหลด เปิดเมนูแผนที่ขึ้นมาดูก็โหลด ที่สำคัญคือโหลดนานทุกครั้งที่ม่องเท่ง และคุณต้องตายบ่อยจนเบื่อแน่ ๆ ในช่วงต้นเกม นอกจากนี้ก็มีเกมค้างสองสามวินาทีบ้างในบางจุดเพราะโหลดไม่ทัน

ไม่น่าเชื่อว่าทะเลและระลอกคลื่นในกรีกโบราณจะสวยจับใจขนาดนี้

ส่วนงานภาพกราฟิกใน Odyssey ก็เรียกได้ว่าสวยดีแต่ไม่สวยสุด ความสวยงามของภาพมาจากงานออกแบบและการเล่นสีเป็นหลัก โดยเฉพาะภาพของน้ำทะเลและระลอกคลื่นกระทบชายฝั่งที่น่าทึ่งมาก สวยงามเหมือนทะเลจริงยิ่งกว่าหาดบางแสนซะอีก แต่ตัวกราฟิกเอนจิ้นนั้นค่อนข้างธรรมดาเนื่องจากรายละเอียดเท็กซ์เจอร์ที่จืดจางในหลาย ๆ จุด การแสดงออกทางสีหน้าหน้าท่าทางของตัวละครก็ยังดูแข็ง ๆ อนิเมชั่นก็ดูขัด ๆ ไม่ค่อยเนียน บางคนก็ทำท่าทางโอเวอร์แอ็คติ้งซะยังกับในละครน้ำเน่า ยิ่งเป็นฉากจีบ ๆ รัก ๆ ใคร่ ๆ นี่ไม่ต้องพูดถึง แข็งเป็นหินมากกกก จนดูน่าขนลุกเลยเจ้าข้าเอ๋ย

บทสรุปแห่ง Odyssey

โลกในเกมที่มีชีวิตชีวา และ AI ที่ชอบตีกันเองในยามว่าง…

Assassin’s Creed Odyssey มุ่งมั่นที่จะเป็นเกมที่ใหญ่ที่สุดโดยไม่มีการประนีประนอมถ่อมตัวใด ๆ อาจเป็นเพราะ Ubisoft วางแผนจะใช้เกมภาคนี้ต่ออีกหนึ่งปีด้วยการเพิ่มภาคเสริมเข้ามาเรื่อย ๆ ซึ่งความยิ่งใหญ่เกินตัวที่ว่านี้ก็ต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่างแบบช่วยไม่ได้ ดั่งมหากาพย์สุดอลังการที่ต้องมีช่วงยาวยืดน่าเบื่อปนอยู่บ้าง ดั่งบุฟเฟ่ต์ชั้นเลิศที่กินมากไปก็เริ่มไม่อร่อย และดั่งทริปเที่ยวตารางแน่นเอี้ยดที่ทำให้ความสนุกเริ่มกลายเป็นความเหนื่อย แม้กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็ยังมอบประสบการณ์น่าประทับใจที่ควรค่าแก่การได้ลิ้มลองสักครั้ง หากคุณเป็นแฟน Assassin’s Creed ภาค Origins หรือกำลังมองหาเกมแอ็คชั่นผจญภัยใหญ่ ๆ ไว้นั่งเล่นยาว ๆ Odyssey ก็เป็นตัวเลือกที่คุณไม่ควรพลาดนะขอรับ

*ต้องขอขอบคุณทีมงาน Ubisoft ที่ช่วยสนับสนุนโค้ดเกมสำหรับการรีวิวบนแพลตฟอร์ม Playstation 4 มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!