Connect with us

Games

[รีวิวเกม] Star Wars Battlefront 2 เกมสุดดราม่าที่สนุกกว่าที่คาด

Review เกม Star Wars Battlefront 2 มาดูกันว่าจะสนุกแค่ไหน

Published

on

Star Wars Battlefront 2

Star Wars Battlefront 2
7.9

กราฟิก

9.0/10

ระบบการเล่น

8.0/10

ความคุ้มค่า

7.5/10

ความแปลกใหม่

7.5/10

ภาพรวม

7.5/10

จุดเด่น

  • กราฟิกงามๆ ทั้งโหมดเนื้อเรื่องและออนไลน์
  • โหมดเนื้อเรื่องน่าติดตาม

จุดสังเกต

  • โหมดเนื้อเรื่องสั้นไปหน่อย
  • ระบบ Microtransaction

เรียกว่าเป็นเกมที่มีดราม่าตั้งแต่วันแรกที่ออกวางขายสำหรับเกม Star Wars Battlefront 2 ที่มีทั้งเรื่อง การปลดล็อกตัวละคร และการจ่ายเงินเพื่อซื้อของในเกมเพิ่มเติมมากเกินความจำเป็นทำให้มีหลายคนลังเลว่าจะซื้อดีหรือไม่ (เกมวางขายบน PS4 , XboxOne และ PC)

แต่อย่างน้อยๆแฟน Starwars อย่างผู้เขียนก็ต้องหามาลองเล่นให้ได้ และสัมผัสแรกก็สร้างความประทับใจมากมาย เพราะกราฟิกในเกมถูกยกระดับจากภาคแรกอย่างเห็นได้ชัด ดูดีทั้งรายละเอียดของฉากที่มีแสงเงาที่สมจริง ตัวละครในเกม ก็ถอดแบบมาจากเวอร์ชั่นภาพยนตร์ได้อย่างสมบูรณ์ เรียกว่าในส่วนนี้ไม่มีที่ติ เช่นเดียวกับเพลงประกอบที่ยกความดีความชอบมาจากเวอร์ชั่นหนังที่เป็นผลงานคลาสสิกของ John Williams มาเสริมให้การท่องไปในโลกในเกมสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

รูปแบบการเล่นยังคงเหมือนกับภาคแรก ที่มีทั้งรูปแบบเกมยิงมุมมองบุคคลที่ 1 , มุมกล้องแบบเกมยิงมุมมองบุคคลที่ 3 และเกมแอ็คชั่นที่เราต้องรับบทเป็น Jedi หรือ Sith lord รวมทั้งฉากยานอวกาศที่ขนยานระดับตำนานมาให้เราได้ใช้งานกันทั้งฝ่าย Galactic Empire และฝ่ายกบฏ โดยการบังคับทำได้ดีตามมาตรฐานเกมระดับ AAA ที่ทุกอย่างดูลื่นไหลและบังคับได้ง่ายไม่ยุ่งยาก แต่ก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นกว่าภาคที่แล้วมากนัก

ส่วนของใหม่ที่แฟนเกมอยากให้มีในภาคแรกอย่าง โหมดเนื้อเรื่อง ก็ถูกใส่เข้ามาในภาค 2 โดยเราจะได้รับบทเป็น Iden Versio commander หน่วยรบพิเศษของ Imperial ที่ต้องมาสานเรื่องราวต่อจากเหตุการณ์ที่เกิดหลังจาก Star Wars EP6 Return of the Jedi และก่อนจะเกิด Star Wars: The Force Awakens ที่มีการเล่าเรื่องที่เข้มข้นและยังมีตัวละครในตำนานของซีรีส์ StarWars มาให้เราสวมบทบาทด้วย ในส่วนของโหมดเนื้อเรื่องถือว่าทำได้ดีกว่าที่คาดเสียอย่างเดียวมันสั้นไปหน่อยเล่นได้ไม่กี่ชั่วโมงก็จบแล้ว

และแน่นอนว่าประเด็นหลักของเกมคือโหมดเล่นกับเพื่อนผ่านระบบออนไลน์ ที่ส่วนตัวแล้วภาคนี้ทำได้ดีเช่นเดิม (มองเฉพาะโหมดการเล่นไม่นับการเติมเงิน) เพราะฉากในเกมยังเต็มไปด้วยรายละเอียด ลูกเล่นของอุปกรณ์ประกอบฉาก รวมทั้งกราฟิกที่ยังคงดูดีมากๆแม้จะเป็นโหมดออนไลน์ และไม่ต้องรอนานเพื่อหาเพื่อนเล่นแถมความลื่นไหลอยู่ในระดับดีมาก ทำให้การท่องไปในโลกของ Starwars กับเพื่อนทั่วโลกถือว่าทำได้ดีไม่มีอะไรติดขัด โหมดในเกมอาจจะมีไม่ได้มากมายหรือแปลกใหม่ อะไรแต่การเล่นอยู่ในระดับมาตฐานของเกมยิงดีๆควรจะมี แถมยังออนไลน์ได้สูงสุดมากถึง 40 คน และยังโหมดออนไลน์แบบ 4VS4 ที่จะแบ่งเป็นทีมฮีโร่และตัวร้าย , โหมด Strike ที่ทั้งสองทีมต้องแข่งกันทำภารกิจ , โหมด Blast ที่เป็นการดวลกันโดยมีจำนวนตัวกำหนดซึ่งถ้าทีมไหนพลาดตายจำนวนจะค่อยๆลดไปเรื่อยๆซึ่งถ้าทีมไหนหมดก่อนก็จะแพ้ นอกจากนี้ยังมีโหมดอาเขตที่มาท้าทายด้วยภารกิจโหดๆ ที่เราสามารถเล่นกับเพื่อนได้ 2 คนพร้อมกันแบบแบ่งหน้าจอด้วย

ส่วนประเด็นดราม่าของเกมที่อาจทำให้ผู้เล่นต้องเสียเงินเพิ่มกับระบบ Micro transaction ซึ่งในตอนที่ผู้เขียนเล่นทาง EA ได้ปิดการจ่ายเงินเพื่อปลดล็อคกล่องสุ่มไอเทมไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถวิจารณ์ในส่วนนี้ได้ อย่างไรก็ตามระบบที่เกี่ยวข้องกับการสุ่มรางวัลคือ Star Card ที่ช่วยอัพเกรดตัวละครของเราได้ โดยมันมีทั้งระบบอัพเกรดความสามารถใหม่ๆของตัวละคร และเพิ่มสกิลใหม่ๆได้ ก็ถือเป็นระบบที่ทำให้เราสามารถปรับแต่งตัวละครและอยู่กับเกมได้ยาวนานมากขึ้น

โดยการเล่นแบบออนไลน์ ผู้ที่มี Card ดีกว่าจะได้เปรียบ อย่างไรก็ตามผู้เล่นที่มีฝีมือดีก็ยังสามารถชนะคอเกมทั่วไปที่มี Card ดีๆได้ แต่หากทั้ง 2 คนมีความสามารถเท่ากันคนที่มี Card จะได้เปรียบกว่า แน่นอนว่าเราสามารถอัพเกรด card แต่ละใบให้ดีขึ้นได้อีก ส่วนการปลดล็อคตัวละครด้วยคะแนนที่ทาง EA ยอมลดจำนวนที่ใช้ลงแล้วทำให้ไม่น่าจะมีประเด็นดราม่าอีก โดยมีการนำเอาตัวละครในตำนานของซีรีส์ Starwars มาทั้งยุคเก่าและยุคใหม่มาให้ใช้กันแบบจุใจ คาดว่าในอนาคตจะตามมาอีกหลายตัวแน่

หากเอาเรื่องดราม่าออกไปเกม Star Wars Battlefront 2 ถือเป็นเกมที่สนุกพอตัว โหมดเนื้อเรื่องทำออกมาได้ดี ส่วนระบบออนไลน์ก็มีความลื่นไหล รวมทั้งเกมมีอะไรให้ปลดล็อคกมากมายทำให้เราอยู่กับเกมได้ยาวนาน ก็ต้องรอในอนาคตว่าทาง EA จะทำอย่างไรกับระบบ Micro transaction และระบบกล่องรางวัลแบบสุ่มต่อไป ซึ่งหากปรับให้เหมาะสมแล้วเกมจะลงตัวกว่านี้มาก แต่สำหรับแฟน Starwars แค่โหมดเนื้อเรื่องก็คุ้มแล้ว เพราะมีสิ่งที่เอาใจแฟนๆอยู่มากมายและช่วยเสริมเติมเต็มจักรวาล Starwars ให้สมบูรณ์มากขึ้น

แสดงความคิดเห็น

Games

[รีวิวเกม] Bayonetta 2 สาวแว่นกลับมาโหดอีกครั้งบน Nintendo Switch

Review เกม Bayonetta 2 มาแล้ว !!

Published

on

Star Wars Battlefront 2

Star Wars Battlefront 2
7.9

กราฟิก

9.0/10

ระบบการเล่น

8.0/10

ความคุ้มค่า

7.5/10

ความแปลกใหม่

7.5/10

ภาพรวม

7.5/10

จุดเด่น

  • กราฟิกงามๆ ทั้งโหมดเนื้อเรื่องและออนไลน์
  • โหมดเนื้อเรื่องน่าติดตาม

จุดสังเกต

  • โหมดเนื้อเรื่องสั้นไปหน่อย
  • ระบบ Microtransaction

หากพูดถึงเกมแอ็คชั่นที่สนุกมันส์สะใจแล้ว ต้องมีรายชื่อเกม Bayonetta อยู่แน่ เพราะในภาคแรกถือว่าสร้างตำนานและทำให้ชื่อของค่าย Platinum Games เป็นที่รู้จัก แต่หลังจากนั้นภาคต่อของมันออกเฉพาะเครื่อง WiiU เพราะปู่นินออกเงินทุนสร้างให้ ทำให้มันหมดโอกาสออกบนเครื่องเกมอื่นนอกจากเครื่องเกมของนินเทนโด

เกริ่นนำ

และเป็นที่มาของการขุดเอาของเก่ามาขายใหม่อีกครั้งใน Bayonetta 2 (และภาคแรก) ที่กลับมาขายใหม่บน Nintendo Switch ที่ปู่นินยอมลงทุนพอร์ตมาลง เพราะในช่วงต้นปี 2018 ยังไม่มีเกมดังๆ ออกวางขาย และถือเป็นโอกาสดีเพราะต้นฉบับออกบน WiiU คอนโซลที่ล้มเหลวในแง่ยอดขายทำให้เชื่อว่ามีคอเกมหลายคนยังไม่เคยเล่นแน่ ส่วนใครเคยเล่นเวอร์ชั่น WiiU ก็ถือว่าได้เล่นในรูปแบบที่เราเอาไปเล่นนอกบ้านได้ด้วย

กราฟิก

การย้ายบ้านมาบนคอนโซลลูกผสมอย่าง Nintendo Switch ซึ่งสเปกก็ไม่ได้แรงมากมายอะไรทำให้กราฟิกในเกมเหมือนเดิมแทบจะ 100% ความละเอียดของเกมจะอยู่ที่ 720p ทั้งแบบต่อทีวีและแบบพกพา ฟังดูธรรมดาแต่มันกลับดูดีอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเกมจัดเต็มไปด้วยรายละเอียดของตัวละครและฉากที่ออกแบบมาอย่างดีตั้งแต่ต้นฉบับอยู่แล้ว และที่น่าประทับใจมากคือเฟรมเรตในเกมที่ลื่นไหลขึ้นกว่าเดิม ซึ่งปรกติบน WiiU ก็มีเฟรมเรตระดับ 60 FPS อยู่แล้วแต่พอเล่นจริงๆบน WiiU ก็มีอาการเฟรมเรตร่วงอยู่ แต่บน Switch ทุกอย่างถูกแก้ไขให้ลื่นไหลขึ้นแล้ว โดยรวมในส่วนของกราฟิกทำได้ดีขึ้นในส่วนของเฟรมเรตนอกนั้นเหมือนเดิม

เพลงประกอบ

ดนตรีประกอบในเกมยังคงเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพราะมันเป็นการพอร์ต แต่ระบบเสียงของเดิมก็ถือว่าทำได้ดีอยู่แล้ว การมาอยู่บนคอนโซลใหม่ก็ยังยอดเยี่ยมเหมือนเดิม โดยมีทั้งเพลงที่ระทึกใจเหมือนกับได้ชมภาพยนตร์แอ็คชั่น อีกทั้งเสียงประกอบและเสียงพากย์ก็จัดเต็มและช่วยเสริมให้เกมดูสนุกน่าติดตาม โดยเฉพาะเสียงพากย์ของสาวแว่นบาโย ที่ดูยั่วยวนอย่างมาก

เนื้อเรื่อง

เรื่องราวของเกมจะเริ่มต่อจากภาคแรก ที่สาวแว่นของเราต้องออกไปต่อสู้กับเทพ รวมทั้งปีศาจที่มีความโหดกว่าภาคแรก เพื่อออกตามหาวิญญาณของคู่หูสาว Jeanne ที่ถูกดึงลงนรก การนำเสนอเรื่องราวในเกมอยู่ในระดับดีเหมือนกับการชมภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ที่ดึงให้ผู้เล่นอินไปกับเรื่องราวที่ยังคงเข้มข้นเหมือนกับภาคแรก และยังมีจุดหักมุมและตัวละครใหม่ที่เพิ่มความโหดจนสาวแว่นรับมือได้ยากกว่าเดิม

เกมเพลย์

รูปแบบการเล่นยังคงเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนสาวแว่นของเรายังคงมาในรูปแบบเกมแอ็คชั่นความเร็วสูง ที่แทบไม่มีจุดที่ให้ผู้เล่นหยุดพักหายใจกันเลย เกมเน้นการทำคอมโบต่อเนื่อง ที่ยังมีอาวุธระยะประชิดเช่นดาบ และอาวุธประเภทยิงเช่นปืน ที่ผู้เล่นสามารถสลับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นคอมโบที่หลากหลายอย่างมาก และในภาคสองจะมีประเภทอาวุธที่หลากหลายทำให้เกมสนุกกว่าภาคแรก

อีกความโดดเด่นของสาวแว่นคือท่าไม้ตาย witch time ก็ยังคงทำหน้าที่ได้ดีโดยเมื่อเรากดท่าหลบหลีกการโจมตีของศัตรูแล้วจะเกิดภาพ Slow Motion และทำให้เราใช้ท่าสวนกลับได้อย่างรวดเร็ว และยังมีท่าสุดโหดอย่าง Climax ที่เรียกเอาเครื่องทรมานออกมาจัดการศัตรูด้วยความโหดแบบสุดๆแบบที่ชิ้นส่วนอวัยวะกระจายกันเลย โดยผ่านการกดปุ่มตามจังหวะที่เรียบง่ายแต่ลงตัวและสนุกเหมือนเดิม แน่นอนว่าแม้ภาคนี้สาวแว่นของเราจะผมสั้นแต่ก็ยังมีท่าที่ใช้เส้นผมเพื่อกำจัดศัตรูและเรียกปีศาจออกมาต่อสู้กับศัตรูได้เหมือนเดิม

นอกจากเกมเพลย์แบบปรกติแล้วเกม Bayonetta2 ถือว่ามีรูปแบบที่หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแปลงร่างที่ในภาคสองเราสามารถแปลงร่างได้มากกว่าเดิม เช่นสาวบาโยของเราจะเปลี่ยนร่างเป็นงูและลงไปว่ายในฉากที่เต็มไปด้วยน้ำได้ และยังมีการบังคับหุ่นยักษ์เพื่อต่อสู้กับศัตรูในฉากได้ ส่วนบอสในเกมก็อลังการงานสร้างไม่ว่าจะเป็นตัวเล็กและประเภทตัวใหญ่ยักษ์ที่การรับมือมันไม่ง่ายแน่นอน

ความคุ้มค่า

แน่นอนว่ามันเป็นเกมพอร์ต ทำให้หลายคนมีคำถามว่ามันจะคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งหากคุณไม่เคยมีเครื่อง WiiU มาก่อนและไม่เคยเล่น Bayonetta 2 ถือว่าคุ้มค่ามากๆเพราะมันคือหนึ่งในสุดยอดเกมแอ็คชั่นแห่งยุค ที่ทั้งสนุกลงตัวแบบไม่มีที่ติ และข่าวดีสำหรับคนที่ซื้อคือในตลับเกมจะมีรหัสดาวน์โหลด Bayonetta ภาคแรกมาให้เล่นด้วย ส่วนใครอยากได้แบบแยกภาคก็มีขายแบบดาวน์โหลดด้วยเช่นกัน ทำให้แม้ว่ามันจะเป็นเกมพอร์ตแต่การที่ได้มาสองภาคในราคาเดียวถือว่าคุ้มค่ามาก

สรุปโดยรวมแล้วหากคุณเป็นเจ้าของ Nintendo Switch เกม Bayonetta 2 (และภาคแรก) ถือว่าเป็นทางเลือกที่คุ้มเงินทุกบาทที่เสียไปแน่นอน และในช่วงนี้ปู่นินดูเหมือนยังไม่ได้เร่งออกเกมฟอร์มดีมากเท่ากับปีที่แล้ว ทำให้เราอาจมีทางเลือกไม่มากนัก และภาค 2 ยังคงเป็นเกมที่หาเล่นได้เฉพาะบนคอนโซลของนินเทนโดเท่านั้น ถือเป็นอีกเกมที่แฟนปู่นินควรมีไว้ติดเครื่อง

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[รีวิวเกม] Radiant Historia Perfect Chronology เกม RPG ย้อนเวลาฉบับภาษาอังกฤษ

Review เกม Radiant Historia Perfect Chronology บน 3DS มาแล้ว

Published

on

Star Wars Battlefront 2

Star Wars Battlefront 2
7.9

กราฟิก

9.0/10

ระบบการเล่น

8.0/10

ความคุ้มค่า

7.5/10

ความแปลกใหม่

7.5/10

ภาพรวม

7.5/10

จุดเด่น

  • กราฟิกงามๆ ทั้งโหมดเนื้อเรื่องและออนไลน์
  • โหมดเนื้อเรื่องน่าติดตาม

จุดสังเกต

  • โหมดเนื้อเรื่องสั้นไปหน่อย
  • ระบบ Microtransaction

หากจะพูดถึงค่าย Atlus แล้วแฟนเกมทั่วโลกคงจะคิดถึงเกมแนว RPG ขั้นเทพเพราะชื่อเสียงของเกม Persona และ Shin Megami Tensei ที่แม้อาจจะไม่ได้โด่งดังเท่ากับ Final Fantasy แต่ก็มีแฟนจำนวนมากรอติดตามที่จะเล่น ทำให้หากมีเกมแนว RPG จากค่ายนี้ออกวางขายมันจะถูกจับตามองในทันที

เกริ่นนำ

โดยล่าสุดกับการมาของเกม Radiant Historia Perfect Chronology สุดยอดเกม RPG บน 3DS ฉบับภาษาอังกฤษแม้จะถือว่าออกช้ากว่าฉบับญี่ปุ่นอยู่พอสมควร แต่การที่ 3DS มันล็อคโซนทำให้คนที่มีเครื่องโซนอเมริกายังไงก็ต้องรอ ทำให้การกลับมาอีกครั้งของเกม RPG ย้อนเวลาถือว่ายังคงน่าเล่น เพราะมันสร้างชื่อว่าเป็นเกมที่สนุกเกินคาดมาตั้งแต่สมัยออกบน Nintendo DS แล้ว และหากคุณไม่ทราบมาก่อนเกม Radiant Historia Perfect Chronology คือภาครีเมคของเกมเก่าที่เคยออกวางขายบน NDS มาแล้ว

กราฟิก

แม้ว่าตัวเกมจะขึ้นชื่อว่าเป็นการรีเมค Radiant Historia ที่เคยออกวางขายบน NintendoDS แต่การกลับมาบน 3DS ดูเหมือนกราฟิกจะไม่ได้อัพเกรดไม่มากนัก เพราะพื้นฐานยังคงเหมือนเดิม ตัวละครก็ยังคงเป็นดอทพิเซลที่เพิ่มความละเอียดมาเล็กน้อย ที่เห็นชัดๆเลยว่าเปลี่ยนคือฉากกว้างขึ้นเพราะขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น และเสริมด้วยคัทซีนที่เป็นการ์ตูนทั้งภาพนิ่งและอนิเมชั่นงามๆที่มีการลงทุนสร้าง และออกแบบงานศิลป์ตัวละครใหม่หมด ตรงจุดนี้เองทำให้เกมดูสดใหม่ขึ้น (ภาคต่อไปขอให้ออกบน Nintendo Switch นะ)

เพลงประกอบ

ดนตรีประกอบถือเป็นจุดเด่นมากเพราะได้คุณ Yoko Shimomura มาทำเพลงให้ซึ่งผลงานที่ผ่านมาของเธอมีทั้ง Final Fantasy 15 หรืองานคลาสสิกอย่าง Front Mission ทำให้มีเพลงที่โดดเด่นติดหูอยู่หลายเพลง แต่ที่ดูเหมือนเกินหน้าเกินตาเพลงประกอบคือเสียงพากย์ที่ใส่เข้ามาแทบจะทุกฉากสำคัญในเกม และข่าวดีสำหรับแฟนเกมที่ชอบเสียงพากย์ญี่ปุ่น เพราะในภาคนี้จะมีเสียงพากย์เดิมๆจากเวอร์ชั่นญี่ปุ่น แต่จะมีบทบรรยายและเมนูทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้เราสามารถสัมผัสความยอดเยี่ยมของการพากย์ต้นฉบับได้ไปพร้อมกับเข้าใจเรื่องราว

รูปแบบการเล่น

เกม Radiant Historia เกมแนว RPG เทิร์นเบส ที่โบราณสุดๆเพราะยังมีการเลือกใช้คำสั่งเพื่อโจมตี ใช้ท่าไม้ตาย หรือเติมพลัง แถมยังมีฉากต่อสู้แบบ 2D เหมือนกับ Final Fantasy ภาคเก่ายิ่งทำให้ดูเชย แต่เมื่อได้เล่นแล้วมันแทบจะไม่มีความเชยของเกม RPG ในอดีตเลยเพราะเกมเพลย์มีความเร็วสูงมาก สามารถสู้เสร็จเทิร์นภายในไม่ถึงนาที(ศัตรูธรรมดา) และการที่เป็นภาษาอังกฤษทำให้เราอ่านเมนูได้เข้าใจ และสามารถรู้ถึงคุณสมบัติของท่าไม้ตาย ซึ่งมันมีประโยชน์และจำเป็นมากต่อการเล่น

เพราะรูปแบบการต่อสู้จำเป็นต้องใช้ไม้ตายให้ถูกกับรูปแบบของฉากต่อสู้ ที่จะแบ่งเป็นช่องๆรวมทั้งหมด 9 ช่อง โดยศัตรูในเกมจะอยู่ตามช่องซึ่งผู้เล่นสามารถเลือกท่าไม้ตายให้ตรงศัตรูที่อยู่ในช่อง เราจะสามารถโจมตีโดนเป็นหมู่คณะได้ แน่นอนว่าเกมได้ใส่ท่าไม้ตายมาเพื่อใช้งานโดยเฉพาะเช่นท่าผลักหรือดึงให้ศัตรูมารวมกันเป็นกลุ่มแล้วอัดทีเดียวพร้อมกัน จุดนี้ผู้เล่นต้องคำนึงถึงและต้องใช้ให้ชำนาญเพราะมันจำเป็นมากต่อการเล่น

ส่วนฉากในเมืองและดันเจี้ยนในเกมจะนำเสนอด้วยมุมมองด้านบน ภาพในเกมดูเหมือนจะมีมิติแต่จริงๆแล้วมันก็คือเกม 2D มุมกล้องด้านบนที่ดูเข้าใจง่าย ฉากในเกมไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากและมีระบบ Map ที่ดีดูง่ายเมนูทำได้ดีและเมื่อมาแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วยิ่งเข้าใจง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก

แน่อนว่าเกมของค่าย Atlus ในยุคนี้ได้ใส่โหมดง่ายสำหรับมือใหม่ที่อยากลองเล่น ซึ่งในเกม Radiant Historia ก็มีมาให้เลือกที่นอกจากตัวเกมส่วนใหญ่จะง่ายแล้ว ในโหมดง่ายนี้เราจะสามารถโจมตีศัตรูโดยตรงในฉากแผนที่ได้ โดยไม่ต้องตัดเข้าฉากต่อสู้ทำให้การเก็บเลเวลทำได้รวดเร็วอย่างมาก แต่อาจดูเหมือนง่ายไปหน่อยจนเกมหมดสนุกแนะนำให้เลือกการเล่นแบบปรกติน่าจะดีกว่า

การย้อนเวลา

อีกจุดเด่นของเกม Radiant Historia คือการย้อนเวลา ที่เราจะสามารถไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดได้ โดยการย้อนเวลาจะทำได้ผ่านจุด Save ที่เป็นหนังสือ โดยจะแบ่งออกเป็น Timeline ที่ดูง่ายเราสามารถเลือกช่วงเวลาที่ต้องการจะกลับไปได้ แม้ว่าจะไม่ได้มีอิสระมากมายเพราะเกมล็อคไว้ว่าต้องกลับไปช่วงเวลาไหน แต่ก็มีทางแยกที่ให้เราเลือกเล่นเพื่อได้สัมผัสกับเรื่องราวที่แตกต่าง และเป็นจุดเด่นที่เหมาะมากสำหรับเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษทำให้เราทราบเรื่องราวและเหตุผลในการย้อนเวลามาแก้ไข

การแก้ปริศนา

การแก้ปริศนาในเกมมีการเล่นกับการย้อนเวลา เช่นการอัพเกรดตัวละครแล้วใช้ท่าใหม่ๆเพื่อเปิดทางไปต่อ เช่นเราลงไปฉากที่เป็นเหมืองในครั้งแรกแล้วไม่สามารถเข้าไปได้ ก็ให้เราย้อนเวลาไปเอาสกิลใช้ระเบิดแล้วย้อนกลับมา เราก็จะเข้าไปในเหมืองได้ แน่นอนว่าเราต้องย้อนไปมาเพื่อหาทางไปต่อกันตลอดทั้งเกม ส่วนนี้ทำให้เกมสนุกและแตกต่างจากเกมอื่น

เกมมีความยาวพอสมควรเพราะนอกจากเรื่องราวหลักที่เราต้องเล่นแล้ว ยังมีเควสย่อยอีกมากมายรอให้เราไปค้นหาอีกเพียบ หากคุณเป็นแฟนเกม RPG จากค่าย Atlus ถือว่าไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีคนสร้างเกมแนว RPG เทิร์นเบสแท้ๆแต่มีความหลากหลายในการเล่าเรื่องราว และมีความรวดเร็วในการเล่น ถือว่าเป็นเกมฟอร์มดีในยุคท้ายๆ ของเครื่อง 3DS แล้ว ซึ่งถ้าหากมันจะมีภาคต่อคงจะไปออกบน Nintendo Switch แน่นอน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[รีวิวเกม] Dissidia Final Fantasy NT (PS4) ตำนานไฟนอลฉบับเกมต่อสู้

Review เกม Dissidia Final Fantasy NT ตำนานเกมต่อสู้ของซีรีส์ไฟนอล มาแล้ว

Published

on

Star Wars Battlefront 2

Star Wars Battlefront 2
7.9

กราฟิก

9.0/10

ระบบการเล่น

8.0/10

ความคุ้มค่า

7.5/10

ความแปลกใหม่

7.5/10

ภาพรวม

7.5/10

จุดเด่น

  • กราฟิกงามๆ ทั้งโหมดเนื้อเรื่องและออนไลน์
  • โหมดเนื้อเรื่องน่าติดตาม

จุดสังเกต

  • โหมดเนื้อเรื่องสั้นไปหน่อย
  • ระบบ Microtransaction

สำหรับแฟนๆซีรีส์ Final Fantasy ถือว่าการได้สัมผัสตัวละครในตำนานในเกมรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ RPG ถือว่าเป็นความสนุกในฝันเพราะเป็นที่รู้กันว่าจุดเด่นของซีรีส์ ไฟนอลคือตัวละครที่โดดเด่น ที่สามารถครองใจผู้เล่นได้ ทำให้การมาของ Dissidia Final Fantasy NT บน PS4 น่าสนใจเกินหน้าเกินตารูปแบบการเล่นในทันที เพราะมันคือการรวมดาวตัวละครไฟนอลมาครบทุกภาคในรูปแบบเกมต่อสู้

เกริ่นนำ

เกม Dissidia Final Fantasy NT บน PS4 ต้นฉบับออกบนเกมตู้มาเป็นปีแล้ว แต่การที่มันเปิดให้เล่นในญี่ปุ่นก่อน ทำให้แฟนๆชาวไทยอาจจะไม่เคยเล่น ซึ่งหากย้อนไปไกลอีกหน่อยมันเคยออกบน PSP มาแล้วโดยเป็นการนำตัวละครไฟนอลมามัดรวมกันแล้วปรับเปลี่ยนแนวเป็นแอ็คชั่นต่อสู้แบบ 3 มิติที่มีความเป็น Final Fantasy ครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นกราฟิกและท่าไม้ตายที่อลังการงานสร้างรวมทั้งฉากและตัวละคร โดยในภาคใหม่จะได้ “ทีมนินจา” มาสร้างยิ่งน่าสนใจเพราะทีมนี้ถือว่าถนัดสร้างเกมแอ็คชั่นอยู่แล้ว

กราฟิก

กราฟิกในเกมอยู่ในระดับดี แม้มันไม่ได้สร้างจากค่าย Square Enix โดยตรงแต่ก็ถ่ายทอดความเป็น Final Fantasy ได้อย่างครบถ้วน แถมยังออกแบบตัวละครในตำนานที่มีมาตั้งแต่สมัยแฟมิคอม 8Bit มาเป็นตัวละครในเกมยุคใหม่ได้น่าสนใจโดยเฉพาะตัวละครคลาสสิกจากภาคสามที่มาในรูปแบบหลากหลายอาชีพ ส่วนเฟรมเรตของเกมก็ลื่นไหลดีแม้จะเล่นหลายคนในโหมดออนไลน์ก็ไร้อาการกระตุกต่างจากสมัยตัวเดโม

เพลงประกอบ

เพลงในเกมถือเป็นจุดเด่นอย่างมากเพราะมันเป็นการรวมฮิตเอาเพลงจากซีรีส์ Final Fantasy มารวมกันทุกภาค โดยมีเพลงในตำนานของหลายภาคที่ใส่มาแบบแทบไม่ได้ปรับเปลี่ยนเหมือนเป็นการเอาใจแฟนเกมไฟนอลทั้งรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่ ส่วนเสียงพากย์ในเกมก็จัดเต็มมากันทุกตัว โดยตัวละครดังๆในตำนานก็มีเสียงพากย์ที่เหมือนกับต้นฉบับด้วย นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถเปลี่ยนเพลงประกอบได้เองตามใจชอบด้วย

เกมเพลย์

รูปแบบการเล่นเป็นเกมแนวต่อสู้แบบ 3 ต่อ 3 ที่มีมุมกล้อง 3D แบบมองจากด้านหลังของตัวละคร ที่ผู้เล่นสามารถปรับเปลี่ยนได้เอง โดยแต่ละตัวละครจะมีความคล่องตัวสูงผู้เล่นสามารถใช้ท่าพุ่งตัวเข้าหาเป้าหมายอย่างรวดเร็วได้ ทำให้เกมเพลย์รวดเร็วเหมือนกับการต่อสู้แบบฉบับที่ซีรีส์ ไฟนอลใช้มาตลอด และเกมมีระบบโจมตีที่เป็นเอกลักษณ์ โดยมีทั้งแบบ Brave Attack ที่เป็นท่าไม้ตายที่รุนแรง และทำให้ทีมศัตรูเสียค่า Break Bonus และยังมีท่า HP Attack ที่เมื่อโจมตีทีมคู่แข่งจะส่งผลให้ค่า Break Bonus เพิ่ม

นอกจากนี้ยังมีท่าไม้ตายพิเศษที่แตกต่างของตัวละครที่เรียกว่า EX Skills ที่รับประกันความรุนแรง ที่นอกจากจะใช้เพื่อโจมตีคู่แข่งแล้วยังส่งผลกับสถานะของตัวละครเช่นเพิ่มพลังโจมตี , ป้องกัน หรือเติมพลัง และยังมีท่าที่ส่งผลกับทีมศัตรูเช่นพิษ หรือให้ตาบอดชั่วคราว และแน่นอนว่าซีรีส์ไฟนอล ต้องมีมนต์อสูร มาให้ใช้ที่เราต้องค่อยๆเก็บสะสมพลังแล้วเรียกมันมาใช้งาน ซึ่งแต่ละตัวมีท่าไม้ตายที่แตกต่างกันแถมยังมีมากันแทบจะครบทุกตัว (ตัวที่ดังๆ) เช่น Bahamut,Ifrit,Leviathan,Odin,Shiva และอีกมากมายหลายตัว ในตอนแรกจะมีมาให้ใช้เพียง 1 ตัวแต่จะค่อยๆปลดล็อคออกมาให้ได้ใช้งานกัน โดยรวมท่าไม้ตายในเกมเน้นความรวดเร็วและต้อง ชิงไหวชิงพริบกันตลอด และการเล่นเป็นทีมสำคัญมาก

ส่วนตัวละครในเกมก็มีการยัดใส่มาตั้งแต่ภาคแรกๆอย่างนักรบแห่งแสง จนถึง เจ้าชาย Noctis Lucis Caelum จากภาค 15 และยังมีภาคพิเศษอย่าง Final Fantasy Tactics และตัวละครจาก Final Fantasy Type-0 มาให้เลือกเล่นด้วย รวมแล้ว(ตอนนี้) มีทั้งหมด 28 ตัว โดยโหมดหลักๆในเกมจะมีโหมดเล่นออฟไลน์ ที่ผู้เล่นสามารถจัดทีมออกไปต่อสู้กับตัวละครฝ่าย Com เพื่อสะสมค่าพลัง , เงิน และยังได้ Memoria มาปลดล็อคสิ่งใหม่ๆในโหมดเนื้อเรื่องเช่นคัทซีนงามๆ ส่วนโหมดออนไลน์ที่น่าประทับใจเพราะมีความลื่นไหลอย่างมาก แม้ว่าการรอเพื่อนร่วมกันเล่นอาจจะใช้เวลานานไปนิด แต่เราสามารถสนุกแบบไม่กระตุกแบบเดียวกับโหมดออฟไลน์ และยังปรับแต่งการแข่งได้ตามต้องการได้ด้วย ซึ่งเมื่อชนะจะได้ค่าพลัง และคะแนนมาปลดล็อคสิ่งใหม่ๆเช่นกัน

ความคุ้มค่า

เกม Dissidia Final Fantasy NT อาจจะไม่ได้มีโหมดมากมาย แต่ก็มีตัวละครระดับตำนานให้เลือกเล่นจำนวนมาก และยังมีการปลดล็อคสิ่งใหม่ๆเช่นความสามารถของตัวละคร หรือชุดใหม่ รวมทั้งไอเทมเสริมหรืออสูรเพิ่มเติม ทำให้ผู้เล่นอยู่กับเกมได้ยาวนานเพราะมีอะไรซ่อนอยู่เพียบ แถมในอนาคตทีมงานยังจะมีการอัพเกรดสิ่งใหม่ๆเพิ่มเข้ามาให้เล่นเพิ่มอีกแน่(แต่ต้องเสียเงิน)


และความดีงามตามที่บอกมาทั้งหมดทำให้การกลับมาอีกครั้งของเกมต่อสู้ของซีรีส์ไฟนอล อย่าง Dissidia Final Fantasy NT มีดีมากพอที่จะหามาเล่น ต่อให้ไม่ใช่แฟนซีรีส์ไฟนอล วัดกันที่เกมเพลย์ล้วนๆ ก็ยังถือว่าสนุกพอตัวแม้จะไม่ได้มากมายเท่ากับเกมต่อสู้ขั้นเทพหลายเกมแต่ก็มีสิ่งให้ผู้เล่นค้นหามากกว่าที่คิด

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!