Connect with us

Games

[รีวิวเกม] NARUTO TO BORUTO Shinobi Striker (ตัว beta) นินจานารูโตะฉบับออนไลน์

Review ตัว Beta เกม NARUTO TO BORUTO Shinobi Striker มาแล้ว

Published

on

NARUTO TO BORUTO Shinobi Striker (ตัวเบต้า)

8

กราฟิกและการนำเสนอ

8.0/10

เกมเพลย์

8.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • สร้างตัวละครได้ละเอียดมาก
  • เกมเพลย์สนุก

จุดสังเกต

  • ระบบออนไลน์ยังไม่ลื่น
  • กราฟิกธรรมดาไปหน่อย

เกมในยุคนี้ต้องมีโหมดออนไลน์ ถือเป็นเรื่องปรกติไปแล้ว เพราะมันทำให้เราสนุกกับเพื่อนได้ทั่วโลก และยังสามารถสร้างรายได้จากการเก็บค่าบริการหรือขายไอเทมในเกม ทำให้ผู้สร้างต่างคิดค้นรูปแบบการเล่นแบบออนไลน์ที่สามารถดึงดูดผู้เล่นกันแทบทุกค่ายเกม

และหนึ่งในนั้นคือเกม NARUTO TO BORUTO Shinobi Striker ที่นำนินจานารูโตะ มาสร้างเป็นเกมแอ็คชั่นการออนไลน์เล่นกับเพื่อน โดยเพิ่งจะเปิดตัว beta มาให้ผู้เล่นแบบจำกัดบน PS4 และสัมผัสแรกกราฟิกในเกมอาจจะดูธรรมดาไปหน่อยแม้ว่าผู้สร้างจะระบุว่าได้ใช้ Unreal Engine 4 ในการสร้างกราฟิก เพราะมันขาดรายละเอียด ตัวละครก็ดูธรรมดา แต่หากมองว่ามันคือเกมออนไลน์ก็พอจะเข้าใจได้ ส่วนเพลงประกอบถือว่ามาในแนวญี่ปุ่นโบราณที่มีการผสมผสานกับเพลงยุคใหม่ได้ลงตัว

เมื่อเริ่มเกมเราจะมาอยู่ในโลกของนินจานารูโตะ และมีโหมดฝึกสอนมาให้เล่น และเราต้องออกไปรับภารกิจที่อยู่ด้านบนของฉาก โดยพื้นฐานแล้วมันคือเกมแอ็คชั่น ที่ต้องออกไปต่อสู้กับคู่แข่งอีกทีมแบบ 4VS4 ความโดดเด่นของเกมคือการสร้างตัวละครที่เป็นนินจาได้ละเอียดมาก ไล่ตั้งแต่รูปร่างหน้าตาที่ผู้เล่นสามารถปรับแต่งได้ตามใจ และยังมีการเลือกความสามารถที่เหมือนกับคลาสในเกมที่มีทั้งสายโจมตี , ป้องกัน หรือเติมพลัง ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างกันอย่างชัดเจน และจำเป็นต่อการเล่นในทุกคลาสแบบไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ

โดยรูปแบบการโจมตีของเกมจะมีทั้งแบบปรกติที่จะมีอาวุธที่แตกต่างตามคลาสของเกม และยังมีท่าไม้ตายพิเศษที่เป็นวิชานินจาเทพๆมาให้ใช้หลากหลายรูปแบบ แต่เมื่อเราใช้ไปแล้วต้องรอให้ค่าพลังค่อยๆสะสมจนเต็มอีกครั้งถึงจะใช้ได้ ทำให้ผู้เล่นไม่สามารถยิงท่าเดิมๆแบบต่อเนื่องได้ แต่ในการต่อสู้ผู้เราจะเลือกวิชานินจาได้ 4 ท่า และยังมีท่าไม้ตายสุดยอดเพิ่มอีก 1 ท่า โดยผู้เล่นสามารถเลือกปรับแต่งท่าได้เอง และยังเปลี่ยนตามคลาสของตัวละครที่เลือกไว้

และเมื่อสร้างตัวละครและเรียนรู้วิธีการเล่นแล้ว ก็ได้เวลาลงสนามออนไลน์สู้กับเพื่อนๆได้ โดยตัว beta จะมีโหมดแย่งชิงธงมาให้ทดลองเล่นกัน แน่นอนว่ากฎกติกาก็ตามชื่อที่ผู้เล่นต้องแข่งกันแย่งธงของผู้เล่นอีกทีมให้ได้มากที่สุด ฟังดูไม่น่าเล่นแต่เมื่อนำรูปแบบของซีรีส์ นินจานารูโตะ มาใช้เป็นรูปแบบหลักทำให้การเล่นสนุกขึ้นมาก เพราะเราสามารถวิ่งไต่กำแพงได้อย่างง่ายดาย และยังมีแอ็คชั่นเทพๆของนินจาเช่นการกระโดดไกล หรือกระโดดสองจังหวะแล้วใช้สลิง ซึ่งถ้าผู้เล่นเรียนรู้และนำมาใช้งานได้ชำนาญแล้วจะเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก เพราะฉากในเกมสร้างออกมารองรับทุกรูปแบบการเคลื่อนไหวของตัวละคร

ในตัว beta ยังมีโหมดให้เล่นไม่มาก และยังมีหลายส่วนในฉากที่ยังปิดอยู่ อีกทั้งเกมยังมี Bug อยู่เช่นการเดินแล้วไปติดอยู่ในบางส่วนของฉาก และเกมยังมีอาการกระตุกยังไม่ลื่นเท่าที่ควร ก็เข้าใจว่ายังเป็นตัวทดลองยังไม่ใช่ตัวเกมเต็มๆ ซึ่งเกม NARUTO TO BORUTO Shinobi Striker ตัวเต็มๆจะเปิดให้เล่นกันในช่วงต้นปี 2018

โดยรวมแล้วเกม NARUTO TO BORUTO Shinobi Striker ตัว Beta ถือว่าเป็นการนำการ์ตูน นารูโตะ มาสร้างเป็นเกมในรูปแบบออนไลน์สู้กับเพื่อนได้ลงตัว มีการนำรูปแบบของวิชานินจามาปรับใช้ในเกมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ไม่ค่อยได้เห็นในเกมออนไลน์ทั่วๆไป และยังเน้นความเป็นแอ็คชั่นที่รวดเร็วดุดัน แม้ว่าจะมีจุดที่ติดขัดอยู่บ้างแต่หากตัวเต็มๆออกมาแก้ไขในส่วนนี้มันจะกลายเป็นเกมซีรีส์ นารูโตะที่น่าเล่นที่สุดเกมหนึ่ง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Games

[Review] Assassin Creed’s Odyssey มหากาพย์ขนาดยักษ์ที่ใหญ่จนต้องอึ้ง ทึ่ง มึน!

Published

on

NARUTO TO BORUTO Shinobi Striker (ตัวเบต้า)

8

กราฟิกและการนำเสนอ

8.0/10

เกมเพลย์

8.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • สร้างตัวละครได้ละเอียดมาก
  • เกมเพลย์สนุก

จุดสังเกต

  • ระบบออนไลน์ยังไม่ลื่น
  • กราฟิกธรรมดาไปหน่อย

หลังจากที่ Ubisoft พยายามปรับภาพลักษณ์ซีรี่ส์ Assassin’s Creed ให้เป็นเกมแอ็คชั่นสวมบทบาทจากภาค Origins ทั้งแฟนหน้าเก่าและหน้าใหม่ของซีรี่ส์ก็เริ่มกลับมานิยมชมชอบมือสังหารในลุคใหม่นี้มากขึ้น ในปีนี้ทางทีมพัฒนาจึงตัดสินใจใช้ปรัชญา “เมื่อของเดิมมันดีอยู่แล้วจะไปเปลี่ยนมันหาพระแสงอะไร” แล้วเน้นต่อยอดของเดิมให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น และที่สำคัญคือขยายขนาดของมันให้ใหญ่โตมโหฬารมากกว่าเดิม โดยเปลี่ยนฉากหลังเป็นโลกยุคกรีกโบราณ โลกที่เต็มไปด้วยนักรบสปาร์ตันซิกแพ็คแน่น นักปรัชญาเคราเฟิ้มในผ้าคลุม และสัญลักษณ์แห่งทวยเทพกรีกกับปีศาจในตำนาน

ซึ่งเราพูดได้เต็มปากตอนนี้เลยว่า Odyssey คือเกม Assassin’s Creed ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพียงแต่ความใหญ่มากของมันก็เป็นดั่งดาบสองคมเล่มมหึมา คือใหญ่จนต้องอึ้งแต่ก็ทำให้ผู้ถือดาบเมื่อยแล้วทำหลุดมือมาฟาดกบาลตัวเองอยู่บ่อย ๆ ว่าแล้วก็มาถกกันแบบลงรายละเอียดกันเถิด เหล่าเกมเมอร์นักสู้และเกมเมอร์นักปราชญ์ทั้งหลาย

ขอต้อนรับสู่ปกรณัมกรีกสุดอลังการ

ใหญ่แค่ไหน… ถามใจเธอดู

จุดแรกที่เด่นกระแทกตาเกมเมอร์ทุกคนตั้งแต่วินาทีแรกที่เปิดเกมนี้ขึ้นมาก็คือขนาดอันใหญ่โตมโหฬารของมันนี่แหละ เรียกได้ว่าสมน้ำสมเนื้อกับการใช้ฉากหลังเป็นมหากาพย์กรีกโบราณเสียจริง โดยเกมจะเล่าเรื่องราวการเดินทางสร้างชื่อเสียงของทหารรับจ้างสาว Kassandra หรือนักรบหนุ่มไร้นาย Alexios ผู้ออกตามหาสมาชิกในครอบครัวที่ต้องพลัดพรากกันแต่กาลก่อน และถึงแม้เนื้อเรื่องจะดำเนินเหมือนกันไม่ว่าคุณจะเลือกเล่นตัวเอกหญิงหรือตัวเอกชาย แต่ทั้งเสียงพากย์และบุคลิกของ Kassandra นั้นน่าสนใจกว่าพระเอกกล้ามบึ้ก ๆ ดาษ ๆ อย่าง Alexios เยอะ จนอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมทีมพัฒนาถึงไม่ใช้เธอเป็นตัวเอกขึ้นปกบนกล่องเกมแทนซะเลย

ครอบครัวสปาร์ตันก็มีโมเม้นท์ดราม่าเหมือนกันนะ

สำหรับเส้นเรื่องหลักก็ถือว่าสนุกน่าติดตามในระดับที่โอเค คือมีจุดหักมุมบ้าง มีอะไรมาให้เซอร์ไพรส์บ้างตามประสา แม้มันจะไม่ได้ยอดเยี่ยมกระเทียมดองจนต้องยกขึ้นหิ้ง แต่การที่เกมให้ความสำคัญกับเรื่องราวของครอบครัวตัวเอกมากกว่าสงครามระหว่างสปาร์ตาและเอเทนก็ช่วยทำให้เนื้อเรื่องลุ่มลึกมากขึ้น นอกจากนี้จุดที่แฟนหน้าใหม่น่าจะชอบก็คือเนื้อเรื่องของ Odyssey ค่อนข้างเป็นเอกเทศน์จาก Assassin’s Creed ภาคอื่น ๆ ทั้งหมด แถมยังแทบไม่พูดถึงเรื่องราวไซไฟในโลกอนาคตระหว่างฝ่ายมือสังหารและเทมปลาร์เลยซักนิด

ออกไปเจอผู้คนหน้าใหม่ เช่น นักปราชญ์กวนทีนนามว่า Sokrates

ในทันทีที่คุณได้พา Kassandra หรือ Alexios ออกจากเกาะแรกเมื่อไหร่ คุณจะได้รู้ซึ้งกับตัวว่าแผนที่ในเกมนี้มันใหญ่ผิดคาดขนาดไหน เพราะนอกจากขนาดของแผนที่ในเกมที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ซีรี่ส์นี้เคยทำออกมาแล้ว กิจกรรมที่มีให้ทำยังมีจำนวนมากมายมหาศาลไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นภารกิจหลักตามเนื้อเรื่อง ภารกิจเสริมที่มาพร้อมกับเรื่องราวสั้น ๆ ที่น่าสนใจ จุดปีนชมวิวเพื่อเปิดตำแหน่ง Fast travel ถ้ำสมบัติและซากเรืออับปางให้ดำน้ำหาของ นักล่าค่าหัวที่เกมสุ่มมาให้คุณประมือเรื่อย ๆ ภารกิจอีเว้นท์จำกัดเวลา และอื่น ๆ อีกล้านแปดที่สาธยายเป็นชั่วโมงก็ไม่หมด ซึ่งกิจกรรมที่เยอะยิ่งกว่าเมืองไทยประกันชีวิตเหล่านี้จะถาโถมเข้ามาใส่คุณไม่ยั้งจนอาจทำให้เมาหมัดได้

สู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น

ความเยอะในจุดนี้อาจทำให้เกมเมอร์ที่ไม่ใช่สาย open-world หรือไม่เคยเล่น Assassin’s Creed มาก่อนยืนงง ๆ เหวอ ๆ เพราะไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อนดี อย่างไรก็ดี หากคุณได้ลองงมไปซักสองสามชั่วโมงจนเริ่มจับจังหวะของเกมได้ คุณจะพบว่ามันไม่แย่อย่างที่คิด เพราะแทบทุกกิจกรรมบนแผนที่จะส่งผลกลับมาสู่ตัวละครของคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คุณอาจจะได้รางวัลเป็น xp ตอนนั้นเลย ได้เห็นตัวละครที่เราไปทำอะไรให้ย้อนกลับมาให้เห็นหน้า หรือบางครั้งมันอาจส่งผลกระทบกับเนื้อเรื่องหลักโดยตรงก็เป็นได้

This is Sparta!

เป็นเกมยุคกรีกทั้งทีจะไม่มีฉากจาก “300“ ได้ไง

แน่นอนว่าเกิดเป็นสปาร์ตันในยุคกรีกโบราณทั้งที จะหลีกหนีการประดาบประลองหอกไปได้เยี่ยงไร โดยระบบการต่อสู้ในภาคนี้ยังคงอิงจากภาค Origins ที่เปลี่ยนจากการเน้นกดโจมตีสลับกับฟันสวนใน Assassin’s Creed ภาคก่อนหน้ามาเป็นการกดคอมโบฟันหนัก ฟันเบา หลบหลีก และปัดป้องให้ต่อเนื่องเหมือนในเกมแอ็คชั่น นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถเลือกใช้อาวุธได้หลากหลายและยังมีท่าไม้ตายให้เลือกสรรเหมือนในเกมสวมบทบาท (RPG) ซึ่งในจุดนี้ Odyssey ได้ยกระดับตัวเองให้เป็นเกมแนวสวมบทบาทที่ฮาร์ดคอร์ยิ่งกว่าภาค Origins เสียอีก เรียกได้ว่าระบบฟาร์มเลเวล ฟาร์มของ ตีบวก มากันให้ครบ โดยการโจมตีแต่ละครั้งก็จะมีเลขดาเมจขึ้นให้เห็นและศัตรูทุกตัวจะมีระดับเลเวลแสดงให้เห็นอยู่บนหัว เมื่อใดที่คุณทำภารกิจสำเร็จหรือกำราบศัตรูได้คุณก็จะได้รางวัลค่าประสบการณ์ เงิน และแร่ธาตุในเกม ค่าประสบการณ์จะเอาไว้ใช้เพื่อการอัพเลเวลแล้วนำแต้มไปซื้อท่าไม้ตายสายนักธนู (Hunter) นักรบ (Warrior) หรือมือสังหาร (Assassin) ซึ่งจะช่วยกำหนดแนวทางการเล่นของคุณได้ ส่วนเงินก็เอาไว้ใช้ซื้อเกราะซื้ออาวุธมาใช้ และแร่ธาตุก็เอาไว้ตีบวกของบนตัวคุณให้ดีขึ้นอีกนั่นเอง

เมื่อเจอศัตรูมากกว่าหนึ่งตัว ความมั่วนิ่มก็บังเกิด

ต้องยอมรับว่าความลุ่มลึกและความหลากหลายที่เพิ่มเข้ามานั้นทำให้การประดาบกับศัตรูในเกมสนุกตื่นเต้นขึ้นมาก และยังทำให้ผู้เล่นคันไม้คันมืออยากเข้าไปจัดหนักกับนักล่าค่าหัวเลเวลสูง ๆเพื่อปล้นข้าวของมันมาใช้อยู่เป็นนิจ แต่ระบบต่อสู้ของ Odyssey ก็ยังไม่สนุกขั้นสุดเหมือนเกมแอ็คชั่นเต็มตัวอย่าง God of War หรือ Spider-man อยู่ดี เพราะยังมีจุดเก้ ๆ กัง ๆ เวลาที่เราสู้กับศัตรูมากกว่าหนึ่งตัวขึ้นไป เพราะพวกมันมักจะแห่เข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังและรุมตีนพร้อมกันจนคุณออกคอมโบอะไรไม่ได้เลย ซ้ำร้ายท่าปัดป้องการโจมตีก็ไม่ช่วยอะไรหากคุณโดนศัตรูจิ้มจากด้านหลัง

ฉากการต่อสู้ที่ควรจะดูเท่แบบในหนังเรื่อง 300 จึงต้องกลายเป็นการ์ตูน Tom & Jerry ที่คุณวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน หันกลับมาจิ้มศัตรูฉึกสองฉึก แล้วก็วิ่งหนีต่อจนกว่าศัตรูจะหมดกลุ่ม เจอแบบนี้มันทำให้ตัวเอกดูกระจอกพิกล นอกจากนี้เอฟเฟ็คการเฉือนเนื้อเถือหนังศัตรูก็ยังดูเบาไปนิด ขาดความสะใจที่ทำให้ทุกการโจมตีดูมีน้ำหนักและรุนแรงถึงตายแบบขวานของ Kratos เรื่องพวกนี้อาจจะฟังดูเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่อันที่จริงมันมีผลต่อความสนุกของเกมไม่ใช่เล่นเลยนะ

ป้าบเข้าให้!

อีกจุดหนึ่งที่น่าประหลาดสำหรับเกมซึ่งมีชื่อขึ้นต้นว่า “มือสังหาร” กลับเป็นระบบการลอบสังหารในเกมภาคนี้ที่ทำ ออกมาได้เก้ ๆ กัง ๆ ซะอย่างนั้น เนื่องจากระบบการระบุตำแหน่งและติดตามทัศนวิสัยของศัตรูช่างไม่เอื้ออำนวยให้ผู้เล่นลอบเร้นเข้าไปหาเป้าหมายได้ง่าย ๆ เลย แถมการจะจิ้มหลังเป้าหมายให้ดับในทีเดียวได้ยังต้องพึ่งพาการอั้พเลเวล ไอเท็ม และการซื้อท่าพิเศษอีกพอสมควร ราวกับว่าเกมไม่ค่อยสนับสนุนให้ผู้เล่นสวมบทเป็นมือสังหารอย่างไรอย่างนั้น

โลกกรีกทั้งใบในมือคุณ

วันนี้ขี่ม้าไปก่อเรื่องอะไรดีน้าาา

จุดที่น่าทึ่งมาก ๆ อีกเรื่องหนึ่งใน Odyssey ก็คือการออกแบบฉากและภารกิจแทบทั้งหมดในเกมได้รับการออกแบบให้ผู้เล่นสามารถเลือกแนวทางการรับมือได้ตามแต่ใจต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการลอบเร้นเข้าไปขโมยของในค่ายโดยไม่ให้ใครเห็น การลอบเก็บศัตรูทีละตัวอย่างเงียบเชียบ หรือจะแกว่งดาบเข้าไปบู๊กับศัตรูตั้งแต่แรกเลยก็เชิญ

จุดนี้ให้ลองนึกถึงภารกิจตี Outpost ในเกม Far Cry แค่เปลี่ยนมาใช้ธนูกับดาบแทนปืนกลนั่นแล ซึ่งภารกิจที่เปิดกว้างและให้ความรู้สึกว่าคุณเป็นมือสังหารตัวจริงเสียงจริงมากที่สุดก็เห็นจะเป็นภารกิจล่าหัวสมาชิกลัทธิ Cult of Cosmos ที่คุณจะได้เจอช่วงกลางเกม โดยคุณจำเป็นต้องทำการบ้าน ออกสำรวจหาข้อมูล และพยายามเดาอย่างมีหลักการเพื่อเผยโฉมหน้าของเป้าหมายให้ได้ก่อน หลังจากหาตัวพบแล้วก็ต้องมากางแผนกันอีกว่าจะเข้าไปจิ้มหมอนี่ยังไงให้สะดวกโยธินที่สุด เพราะบางคนก็เลเวลสูงลิบแถมยังบู๊เก่งอีก บางคนก็ซุ่มอยู่หลังยามเป็นกองทัพ และบางคนก็ล่องเรืออยู่ท่ามกลางเรือบริวารเท่านั้น การให้ผู้เล่นได้คิดวิเคราะห์แล้วเลือกทางที่จะลุยเองตั้งแต่ต้นจนจบแบบนี้มันมอบทั้งความท้าทาย ความสนุกตื่นเต้น และมันยังทำให้ชัยชนะช่างหอมหวานยิ่งกว่าด่านไหน ๆ

แต่ถ้าก่อเรื่องมากไปก็จะโดนนักล่าค่าหัวไล่ตื้บนะจ๊ะ

นอกจากภารกิจที่เปิดกว้าง ระบบสังคมใน Odyssey ยังโต้ตอบกับการกระทำของผู้เล่นให้เห็นกันชัด ๆ หากคุณแอบจิ๊กข้าวของของตัวละคร NPC ในเกมบ่อย ๆ หรือไปอาละวาดใส่ทหารยามเมืองเอาสะใจ ผู้คนในละแวกนั้นก็จะเริ่มด่าทอคุณ วิ่งหนีคุณ หรือบางครั้งพวกเขาจะวิ่งไปหยิบอาวุธมาสู้กับคุณเลยทีเดียว ซึ่งหากคุณอาละวาดมากไปคุณก็จะโดนติดประกาศค่าหัว อันจะส่งผลให้บรรดานักล่าค่าหัวหลายแบบ หลากบุคลิก ที่เป็นเหมือนมินิบอสออกมาไล่กระทืบคุณด้วย

ผู้เล่นยังสามารถเข้าร่วมศึกระหว่างทัพ Spartan หรือ Athenian และบ่อนทำลายอิทธิพลของอีกชนชาติหนึ่งบนเกาะแต่ละแห่งได้ด้วย คุณอาจจะวิ่งไล่เสียบทหารชาติที่คุณไม่ชอบขี้หน้า ปล้นสะดม หรือตามเก็บผู้บัญชาการประจำป้อม ไปเรื่อย ๆ จนกว่าอิทธิพลของชาตินั้นจะลดลงจนต่ำถึงขีดสุด จากนั้นค่อยเปิดศึกใหญ่เพื่อขับไล่ฝ่ายปรปักษ์ให้สิ้น ซึ่งหากคุณช่วยรบจนชนะ คุณก็จะได้เห็นทหารจากทัพที่คว้าชัยมาได้เข้ามายึดครองเกาะแห่งนั้นแทน ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้เองที่ทำให้คุณรู้สึกว่าการกระทำของตัวเองส่งผลกระทบต่อโลกกรีกยุคโบราณจริง ๆ

ยุทธนาวีสไตล์ชนแหลกตามประสาสปาร์ตัน

ส่วนเกมเมอร์ผู้ใดที่เป็นแฟนสมรภูมิราชนาวีจากภาค Black Flag และ Rogue ก็น่าจะถูกใจกับระบบการต่อสู้ทางเรือที่กลับมาอย่างเต็มรูปแบบใน Odyssey แม้อาวุธบนเรือจะไม่ได้ทันสมัยอย่างภาค Black Flag แต่ก็มียุทโธปกรณ์ให้เลือกใช้ได้หลากหลาย ทั้งธนู หลาว และธนูไฟ ซึ่งศึกทางน้ำในยุคนี้ค่อนข้างเปลี่ยนอารมณ์จากเรือโจรสลัดยุคดินปืน มันเน้นการเข้าประชิดและใช้เรือดับเครื่องชนเป็นหลัก

นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถเกณฑ์คนขึ้นเรือแล้วแต่งตั้งให้เป็นต้นหนเพื่อเพิ่มความสามารถพิเศษให้กับเรือได้ อย่างไรก็ตามการควบคุมเรือในยุทธศึกโบราณนั้นค่อนข้างยุ่งยากกว่าเรือโจรสลัดใน Black Flag พอสมควร เพราะวิธีการกดปาหลาวและใช้ไฟนั้นเรียกได้ว่างงไม่ใช่เล่น ซ้ำร้ายมันยังไม่มันส์สะใจเท่ากับการใช้ปืนใหญ่ดินดำอีกด้วย

ใหญ่ไปเป็นภัยแก่ตัว

เมืองใหญ่ขนาดนี้ก็ต้องมีบั๊กตามซอกหลืบกันบ้าง

มาถึงจุดนี้คงไม่ต้องบอกกันอีกรอบแล้วว่าเกมภาค Odyssey มันใหญ่ยักษ์คับฟ้าขนาดไหน (เพราะพูดมาจนปากเปียกปากแฉะประมาณ 25 รอบได้) ซึ่งความใหญ่เกินงามของมันนี่แหละที่ทำให้เกมเมอร์ “เล่นจนเหนื่อย” เหนื่อยกับการวิ่งข้ามฉากเป็น 10 นาที เหนื่อยกับการจัดชุดเกราะและอาวุธใหม่ทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง เหนื่อยกับการเก็บเลเวลเพื่อให้เก่งพอไปฟาดกับศัตรูในฉากได้ แถมจะเล่นแต่ละทีก็ต้องนั่งแช่ 2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยหากต้องการให้เนื้อเรื่องเดิน หากเป็นสายตอดวันละครึ่งชม. นี่รับประกันว่าไม่มีอะไรกระเตื้องแน่นวล

ซ้ำร้ายกิจกรรมที่มีมากมายเหลือคณานับก็ซ้ำกันเยอะแยะ และระบบเซฟเกมอัตโนมัติของเกมก็ไม่ได้เอื้อเฟื้อให้ผู้เล่นเท่าไหร่ หลายครั้งที่การสู้กับบอสยาก ๆ แทบตายจนชนะแบบเส้นยาแดงผ่าแปด แต่ดันถูกลูกระจ๊อกมันฟันตายหลังจากนั้นแป๊บนึงทำให้ต้องมาสู้ใหม่ทั้งหมดแต่แรก เจอแบบนี้มันยิ่งเหนื่อยนะเหวย ดังนั่นเราขอแนะนำให้คุณกด Quick Save บ่อย ๆ ไม่งั้นได้มีเขวี้ยงจอยกันแน่

สิ่งที่น่ากลัวกว่าลัทธิ Cult of Cosmos ก็คือการโหลดเกมนี่แหละ

สำหรับพระเอกชื่อดังประจำเกมยี่ห้อ Ubisoft นามว่า “บั๊ก” ก็ยังโผล่หน้ามาให้เห็นบ้างนาน ๆ ครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้มันไม่ได้แผลงฤทธิ์หนักขนาดทำให้เกมเจ๊งเล่นไม่ได้ แค่ทำให้ NC บางตัวนั่งเข้าไปในกำแพงบ้าง ศพศัตรูเด้งไปเด้งมาบ้าง ตัวละคร NPC ร่างหายไปกับสายลมบ้างก็เท่านั้น จุดนี้ต้องขอชมเชยทีมพัฒนาว่าเก็บงานได้ดีสำหรับเกมสเกลบิ๊กเบิ้มขนาดนี้

แต่จุดที่น่าหน่ายใจที่สุดคือระยะเวลาในการโหลดเกมที่ค่อนข้างนานจนน่าหลับ (อย่างน้อยก็ในเครื่อง PS4 Pro) แถมเกมยังโหลดบ่อย สังเกตการณ์ผ่านนกอินทรีย์เสร็จก็โหลด เปิดเมนูแผนที่ขึ้นมาดูก็โหลด ที่สำคัญคือโหลดนานทุกครั้งที่ม่องเท่ง และคุณต้องตายบ่อยจนเบื่อแน่ ๆ ในช่วงต้นเกม นอกจากนี้ก็มีเกมค้างสองสามวินาทีบ้างในบางจุดเพราะโหลดไม่ทัน

ไม่น่าเชื่อว่าทะเลและระลอกคลื่นในกรีกโบราณจะสวยจับใจขนาดนี้

ส่วนงานภาพกราฟิกใน Odyssey ก็เรียกได้ว่าสวยดีแต่ไม่สวยสุด ความสวยงามของภาพมาจากงานออกแบบและการเล่นสีเป็นหลัก โดยเฉพาะภาพของน้ำทะเลและระลอกคลื่นกระทบชายฝั่งที่น่าทึ่งมาก สวยงามเหมือนทะเลจริงยิ่งกว่าหาดบางแสนซะอีก แต่ตัวกราฟิกเอนจิ้นนั้นค่อนข้างธรรมดาเนื่องจากรายละเอียดเท็กซ์เจอร์ที่จืดจางในหลาย ๆ จุด การแสดงออกทางสีหน้าหน้าท่าทางของตัวละครก็ยังดูแข็ง ๆ อนิเมชั่นก็ดูขัด ๆ ไม่ค่อยเนียน บางคนก็ทำท่าทางโอเวอร์แอ็คติ้งซะยังกับในละครน้ำเน่า ยิ่งเป็นฉากจีบ ๆ รัก ๆ ใคร่ ๆ นี่ไม่ต้องพูดถึง แข็งเป็นหินมากกกก จนดูน่าขนลุกเลยเจ้าข้าเอ๋ย

บทสรุปแห่ง Odyssey

โลกในเกมที่มีชีวิตชีวา และ AI ที่ชอบตีกันเองในยามว่าง…

Assassin’s Creed Odyssey มุ่งมั่นที่จะเป็นเกมที่ใหญ่ที่สุดโดยไม่มีการประนีประนอมถ่อมตัวใด ๆ อาจเป็นเพราะ Ubisoft วางแผนจะใช้เกมภาคนี้ต่ออีกหนึ่งปีด้วยการเพิ่มภาคเสริมเข้ามาเรื่อย ๆ ซึ่งความยิ่งใหญ่เกินตัวที่ว่านี้ก็ต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่างแบบช่วยไม่ได้ ดั่งมหากาพย์สุดอลังการที่ต้องมีช่วงยาวยืดน่าเบื่อปนอยู่บ้าง ดั่งบุฟเฟ่ต์ชั้นเลิศที่กินมากไปก็เริ่มไม่อร่อย และดั่งทริปเที่ยวตารางแน่นเอี้ยดที่ทำให้ความสนุกเริ่มกลายเป็นความเหนื่อย แม้กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็ยังมอบประสบการณ์น่าประทับใจที่ควรค่าแก่การได้ลิ้มลองสักครั้ง หากคุณเป็นแฟน Assassin’s Creed ภาค Origins หรือกำลังมองหาเกมแอ็คชั่นผจญภัยใหญ่ ๆ ไว้นั่งเล่นยาว ๆ Odyssey ก็เป็นตัวเลือกที่คุณไม่ควรพลาดนะขอรับ

*ต้องขอขอบคุณทีมงาน Ubisoft ที่ช่วยสนับสนุนโค้ดเกมสำหรับการรีวิวบนแพลตฟอร์ม Playstation 4 มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Games

[Review] Call of Duty: Black Ops 4 หวนคืนสู่เหย้า ซีรี่ส์เกมเดินหน้ายิงอันดับ 1 ของโลกกลับมาแล้ว !!

Published

on

NARUTO TO BORUTO Shinobi Striker (ตัวเบต้า)

8

กราฟิกและการนำเสนอ

8.0/10

เกมเพลย์

8.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • สร้างตัวละครได้ละเอียดมาก
  • เกมเพลย์สนุก

จุดสังเกต

  • ระบบออนไลน์ยังไม่ลื่น
  • กราฟิกธรรมดาไปหน่อย

ย้อนกลับไปในปี 2007 Call of Duty 4: Modern Warfare ได้ฉีกแนวทางของตัวเองจากการทำเกม FPS ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 กลายมาเป็นสงครามในยุคปัจจุบัน ณ ตอนนั้น Story ของตัวเกมก็ยังไม่มีอะไรให้น่าจดจำมากสักเท่าไร นอกจากตัวละครอมตะอย่าง Captain John Price ที่โผล่มาตั้งแต่ภาคแรกของซีรี่ส์ ตัวเกมมาพร้อมกับระบบ Multiplayer ที่มีระบบล้ำยุคเป็นอย่างมาก จนทำให้เกมนี้ติดอันดับเกมที่มีผู้เล่นออนไลน์สูงที่สุดในโลก ณ เวลานั้นเลยทีเดียว (นึกถึง PUBG สมัยนี้)

ปี 2009 Call of Duty: Modern Warfare 2 ได้ตอกย้ำความสำเร็จของซีรี่ส์ไปอีกขั้น ด้วยยอดขาย 24 ชั่วโมงแรกที่ 4.7 ล้านชุดทั่วโลก ตัวเกมมาพร้อมกับ Story Mode ขั้นเทพ และมีฉากจบที่ข้างคาใจผู้เล่นทั่วโลก พร้อมกับระบบ Multiplayer ที่ปรับปรุงไปอีกขั้น ชื่อของ Call of Duty ได้กระจายออกไปกว้างมากยิ่งขึ้น สร้างฐานแฟนๆหน้าใหม่ได้ทั่วโลก และผู้คนต่างรอคอยการมาของ Modern Warfare 3 ที่จะมาเขย่าวงการเกมอีกครั้ง

จนกระทั่ง

Call of Duty: Black Ops วางขายปี 2010 ณ ตอนนั้นทั่วโลกได้ทุกหยุดเอาไว้ ด้วยยอดขายวันแรกที่ 5.6 ล้านชุด ตัวเกมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลยกับ Modern Warfare 2 แต่ในภาคนี้ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Alex Mason ที่ถูกบังคับล้างสมอง และถูกส่งไปทำภารกิจลับ (ไม่ดีเท่าไร) จากคนระดับสูงของ CIA หรือที่เรียกที่ได้ว่า Black Operations อยู่ในยุค 60-70 อีกสิ่งนึงที่แตกต่างจากซีรี่ส์ Modern Warfare นั้นก็คือ ตัวเกมจะมีความดิบ เถื่อน และโหดขึ้นมาก

แน่นอนว่าตัวเกมก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีครับ ในปี 2012 Black Ops 2 ได้วางจำหน่าย ณ เวลานั้นตัวเกมต้องเจอกับมรสุมใหญ่อย่าง Battlefield 3 ที่ทำให้เกิดสงครามในโลกจริงๆ เช่นการตีกันระหว่างแฟนเกมทั้ง 2 ฝ่าย แต่ Call of Duty ก็ยังมีจุดยืนของตัวเอง แต่ถึงแบบนั้นเอง ตัวเกมก็ยังโดนคำวิจารณ์จากหลายๆสื่อว่า ไม่มีการพัฒนาอะไรใหม่ๆเลยก็เถอะ

ตรงนี้เรามาทำความเข้าใจก่อนว่า ทีมพัฒนาที่รับผิดชอบทำ Call of Duty นั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 ทีมด้วยกัน ประกอบไปด้วย

  • Infinity Ward ( ทีมผู้ให้กำเนิดซีรี่ส์ 2003-ปัจจุบัน) : Modern Warfare, Ghosts, Infinite Warfare
  • Treyarch (2005–ปัจจุบัน) : World at War, Black Ops
  • Sledgehammer Games (2011-ปัจจุบัน) : Advanced Warfare, WWII

หลังจากนั้นก็มีสารพัด Call of Duty ออกมาวางขายให้เหล่าสาวกเสียตังกันหลายภาคจนนับไม่ถ้วน หลังจาก Black Ops 2 ซีรี่ส์นี้ก็พบเจอกับวิกฤตหลายอย่างมากมาย ที่ส่วนมากจะเป็นคำวิจารณ์ในแง่ลบ พร้อมกับกระแส Hater จากทั่วโลก เนื่องจากว่าตัวเกมออกวางขายรายปี แถมยังมีการนำเอาไปเปรียบเทียบกับเกมคู่แข่งอย่าง Battlefield อีกด้วย

“the disappointment”

Call of Duty: Black Ops 3 เปิดตัววางขายในปี 2015 นี่เป็นครั้งแรกที่ตัวเกมซีรี่ส์ Black Ops ได้ถูกวิจารณ์ไปในทางที่แย่ ซึ่งมันก็แย่จริงๆในทุกๆ ด้าน สิ่งที่ไม่น่าให้อภัยที่สุด ก็น่าจะเป็นเนื้อเรื่องของเกม ที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องอะไรกับ 2 ภาคแรก แถมยังมี Timeskip จากภาค 2 มากถึง 40 ปี ตัวเกมในโหมด Multiplayer และ Zombie ดันถูกวิจารณ์หนักกว่าเข้าไปอีก ทั้งเรื่องความสมดุลของอาวุธปืน การออกแบบฉากภายในเกมที่ทำออกมาได้แย่ ระบบ Micro-transaction ปลดล็อคปืน และฉากในโหมด Zombie ที่มีเพียงแค่ฉากเดียว (ที่เหลือก็ DLC) ยังไม่นับปัญหาของ Performance ในเวอร์ชั่น PC ที่แย่สุดๆอีกด้วย

จนตอนนี้ผ่านมา 3 ปีเต็มแล้วก็ถึงเวลาที่ Black Ops 4 จะกลับมา หลังจากปล่อยให้ทีมอื่นๆปล่อยของมาหลายปี Treyarch มีเวลามากถึง 3 ปีเต็มในการพัฒนาตัวเกมภาคใหม่ให้กลับมาเข้าสู่ยุค Next Gen อย่างแท้จริงกันสักที

และพวกเขาก็ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ


Black Ops.. IS Back !!


Call of Duty: Black Ops 4 เป็นเกม FPS วางจำหน่ายในแบบ Multi Platform หากเรานับแค่ตัวเลขของเกมภาคหลักๆ Black Ops 4 ถือเป็นภาคที่ 15 และตั้งแต่ซีรี่ส์ Call of Duty เปิดตัวมาในปี 2003 ปีนี้ก็ถือว่าครบรอบ 15 ปีพอดีครับ ตัวเกมในภาคนี้ได้ตัด Story Mode ที่เป็นเหมือนลายเซ็นหลักๆของตัวเกมออกไป เหลือไว้เพียงแค่ Multiplayer Mode, Zombie Mode, และแน่นอน Blackout Mode หรือ Battle Royale โหมดการเล่นที่เป็นกระแสหลักของเกมในยุคนี้ครับ

ในตอนแรกที่ตัวเกมประกาศออกมาว่า Black Ops 4 จะไม่มีโหมดเนื้อเรื่อง แต่จะเพิ่มโหมด Blackout เข้ามาแทน ผมเองที่ชอบภาค Black Ops มากที่สุดถึงกับสาปส่งตัวเกมตั้งแต่ยังไม่ได้วางจำหน่าย เพราะหลังจากที่ผิดหวังกับ Black Ops 3 ไป ตัวผมก็หมดหวังกับซีรี่ส์นี้อย่างจริงจังแล้ว สิ่งที่ไม่น่าให้อภัยที่สุดก็คือการที่ตัวเกมมันดันใช้ชื่อ Black Ops ภาคที่ 4 แต่ไม่มี Story Mode ให้เล่นนี่ล่ะ (แล้วจะทำภาคต่อทำ….อะไร)

จนเมื่อผมได้ดูตัวอย่างเกมครั้งแรก ทันทีที่ได้ดูผมกลับรู้สึกชอบมันขึ้นมาซะงั้น ตัวเกมได้โชว์ให้เห็นถึง Gameplay รูปแบบใหม่ๆ ที่ยังคงความดั้งเดิมของ Call of Duty เอาไว้ โดยการเพิ่มระบบ Class Skill เข้ามา และเน้นการเล่นแบบ Team Work มากยิ่งขึ้น อีกทั้งสิ่งนึงที่ผมสังเกตได้เลยก็คือ การกระโดดไต่กำแพง หรืออาวุธปืนโคตร Hi-Tech มันหายไปแล้ว !!

สิ่งหนึ่งที่ทำให้แฟนๆเกมส่วนมากไม่ชอบ Call of Duty ยุคใหม่ๆ นั้นก็คือการที่ตัวเกมมันเล่นแต่ธีมโลกอนาคต ที่ผู้เล่นต่างกันใส่ชุดไอร่อนแมน มาพร้อมกับปืนอนาคตสุดล้ำที่ไม่ได้มีในชีวิตจริง และ Gameplay ที่เร็วซะจนมองไม่ทัน แฟนๆเกมยังคงโหยหาถึงบรรยากาศเดิมๆ แบบในภาค Modern Warfare 2 หรือบรรยากาศยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 และ สงครามเย็น แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับตลอดหลายปีก็คือโลกอนาคตของ Call of Duty นี่ล่ะครับ

ใน Black Ops 4 นั้นตัวเกมจะย้อนเวลากลับไปในช่วงของ Timeskip 40 ปีระหว่าง Black Ops 2 และ Black Ops 3 โดยธีมภายในเกมนี้ก็จะเรียกว่าเป็นยุคอนาคตก็ได้ แต่ก็ไม่เวอร์วังถึงขนาดฝังชิบไว้ในหัว หรือมีแขนกลพิเศษฟังอยู่ในตัวอะไรแบบนั้น ตัวละครในเกมก็ยังคงเป็นทหารธรรมดาๆ ที่มีอุปกรณ์พิเศษสุด Hi-Tech ตามยุคนั้นแหล่ะครับ โดยในภาคนี้เราจะได้เห็นตัวละครจาก Black Ops 3 กลับมาร่วมแจมในสนามรบแบบครบเซ็ตอีกด้วย


Story Mode ??


ถึงแม้ว่าตัวเกมจะตัด Story Mode ออกไป ก็ใช่ว่าเกมนี้จะไม่มีเนื้อเรื่องอะไรเลย ภายในเกมจะมีโหมด Specialist HQ ให้ได้เล่นกันเป็นตัวละครต่างๆภายในเกม โดยก่อนเริ่มและหลังจบภารกิจ เราก็จะได้ดู Cutscene ต่างๆ โดยไอ่เจ้า Cutscene พวกนี้แหล่ะ คือการเล่าเรื่องของ Black Ops 4 ครับ

ตัวเกมเปิดมาจะพูดถึง Savannah Mason ลูกสาวของ David Mason (ตัวละครหลักภาค 2) ที่เป็นลูกชายของ Alex Mason (ตัวละครหลักภาคแรก) ที่ได้จัดตั้งหน่วยรบพิเศษขึ้นมา และมีการฝึกผ่านเครื่องจำลองที่จะมี ตัวละครหลักอีกหนึ่งตัวอย่าง Woods (เวอร์ชั่นจำลอง) มาช่วยสอน Basic ให้กับเรา หรือเข้าใจง่ายๆ มันก็คือ Tutorial mode ดีๆนั้นเอง

จากการคำนวนของผมแล้ว ใน Black Ops 4 น่าอยู่ในช่วงเวลาหลักจากผ่านเหตุการณ์ในภาค 2 ประมาณ 20 กว่าปี และเป็นเหตุการณ์ก่อนภาค 3 20 กว่าปี แต่ถึงแบบนั้น ผมก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้ว่าทำไมตัวละครในโหมด Multiplayer ของ Black Ops 3 (ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่องหลัก) มาโผล่ใน Black Ops 4 โดยดูเหมือนว่าจะกลายเป็นตัวละครของเนื้อเรื่องหลักไปแล้ว

และข้อมูลจาก wikia ก็แสดงให้เห็นว่าตัวละครจากภาค 3 นั้นเกิดในช่วงปี 2040 กันส่วนมาก แต่เหตุการณ์ใน Black Ops 2 คือช่วงปี 2025 และตัวละครใหม่ของ Black Ops 4 ก็เกิดในช่วงปี 2023 เข้าไปอีก จนถึงจุดนี้ผู้อ่านก็น่าจะงงกันบ้าง บางคนอาจจะงงเนื้อเรื่องภายในเกม หรือบางคนอาจจะงงสิ่งที่ผมกำลังพูดอยู่ก็เป็นได้ครับ

แต่สิ่งที่น่าจะอธิบายได้ง่ายที่สุด ก็คือ Black Ops 3 อาจจะไม่ใช่เนื้อเรื่อง Canon หรือไม่ก็เป็นตัว Black Ops 4 เองที่ไม่ใช่ Canon เพราะอย่าลืมครับว่าใน Black Ops 2 มีฉากจบมากถึง 5 แบบ และก็ไม่มีการยืนยันอะไรจากปาก Treyarch เลยว่าแบบไหนคือ Canon Ending แต่การเปิดตัวของ Savannah Mason ลูกสาวของ David Mason นั้นก็อาจจะเป็นตัวบ่งบอกถึงอะไรบางอย่างที่เรายังไม่รู้จนกว่าจะมี Black Ops 5 นั้นล่ะครับ


Multiplayer Mode


เป็นครั้งแรกของซีรี่ส์ ที่รื้อถอดระบบของตัวเกมออกมาทำใหม่ทั้งหมด แต่ยังคง Gunplay แบบเดิมๆเอาไว้ แต่ในภาคนี้จะไม่มีการ Regenerate Health อีกต่อไปแล้ว ใช่แล้วครับท่านอ่านไม่ผิด แต่ตัวเกมจะบังคับให้ผู้เล่นใช้ยาฉีดเพิ่มพลังชีวิตเองตลอดเวลา โดยมาในรูปแบบสกิลติดตัวที่สามารถกดใช้เมื่อไรก็ได้ และมี Cooldown ครับ

ในภาคนี้ตัวเกมจะเน้นการเล่นแบบ Teamwork มากยิ่งขึ้นเพราะฉะนั้นการที่จะเป็น One Man Show แบบในภาคก่อนๆ ก็อาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีสักเท่าไร ตัวเกมจะมี Specialists หรือตัวละครหลักๆ ให้ผู้เล่นเลือกก่อนเริ่ม Match โดยแต่ละตัวก็จะมีสกิลที่แตกต่างกันออกไป แต่การเลือก Specialists มาใช้ จะไม่เกี่ยวกับ Level ของผู้เล่น และไม่มี Loadout แยกออกไป สิ่งเดียวที่แตกต่างไปก็คือสกิล และรูปร่างหน้าตาของตัวละครนั้นล่ะครับ

หากเข้าใจกันง่ายๆ มันก็คือการนำเอา Overwatch มาผสมกับ Rainbow Six Siege นั้นแหล่ะครับ โดย Specialists ในเกมนี้จะมีความสามารถมากมายหลายแบบมาก แต่ละตัวก็จะมีสกิล Ultimate ประจำตัวด้วย เช่นอย่าง “Ruin” มีสกิลติดตัวคือ Grapple Gun และมีสกิล Ultimate อย่าง Grav Slam ที่กระโดดถล่มใส่พื้นสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

หรืออย่าง Ajax ที่มีสกิลติดตัวอย่างแรก คือระเบิด 9-Bang หรือก็คือ stun grenade เวอร์ชั่นอัพเกรด ที่ทำให้ศัตรูมีอาการมึนงงไม่สามารถทำอะไรได้ มาพร้อมกับสกิล Ultimate ที่ตัว Ajax จะกางโล่ Ballistic Shield ออกมาป้องกันการโจมตีทุกประเภท แถมยังติดตั้งปืน Machine Pistol เอาไว้ใช้งานขณะกางโล่อยู่อีกด้วย

โดยการทำงานของสกิลพวกนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัว Specialists นั้นๆครับ เช่นอย่าง Ruin ที่จะยิง Grapple Gun ได้บ่อยๆ เพราะมี Cooldown ค่อนข้างน้อย แต่ Ajax ก็จะปาระเบิด 9-Bang ไม่ได้บ่อยนัก เพราะมี Cooldown ค่อนข้างเยอะ ส่วนสกิล Ultimate ก็จะมีหลักการทำงานเหมือนเกม Overwatch ที่ถ้าผู้เล่นทำการ Action มากขึ้น หรือรอเวลาจนครบ สกิล Ultimate ก็จะปลดล็อคให้ใช้ได้ครับ

อย่างที่ผมได้บอกไปว่าภาคนี้จะไม่มีการ Regenerate Health เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ถึงแม้ว่าจะไม่มีระบบนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะฟื้นฟูพลังชีวิตตัวเองไม่ได้เลย (ไม่ใช่ Counter Strike นะเออ) เริ่มต้นมาผู้เล่นจะมีพลังชีวิตที่ 150 สามารถใส่ชุดเกราะได้หากต้องการ เมื่อผู้เล่นโดนดาเมจไม่ว่าจากอะไรก็ตาม พลังชีวิตก็จะลดลงไปทันที แต่ผู้เล่นสามารถฟื้นฟูพลังชีวิตจนเต็มได้ โดยการใช้ Stim Shot โดยจะมาในรูปแบบ Skill ติดตัวสำหรับทุกคน แน่นอนว่ามันมี Cooldown และ เมื่อใช้ Stim shot แล้ว พลังชีวิตก็จะค่อยๆฟื้นฟูเรื่อยๆจนเต็มภายในครั้งเดียว ไม่ว่าจะมีพลังชีวิตน้อยแค่ไหนก็ตามครับ

ตัวเกมยังมีระบบ Create a Class เหมือนเดิม เพราะอย่างที่ผมบอกไปว่าถึงแม้จะมี Specialists ให้เลือกเล่น แต่ Loadout ก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้เล่นเองอยู่ดีว่าจะใช้อาวุธแบบไหน การปรับแต่ง Class ของตัวเองก็ยังคงเหมือนภาคก่อนๆ ที่ผู้เล่นสามารถใส่ของได้ 10 อย่างเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นปืน ของแต่งปืน Perk ต่างๆ ทั้งหมดรวมกันได้ไม่เกิน 10 อย่าง

มาพูดถึงเรื่อง Gameplay และ Gunplay กันบ้าง ปกติแล้วซีรี่ส์ Call of Duty จะขึ้นชื่อเรื่องการ Action ที่รวดเร็วไม่อิงความสมจริง และยิ่งในภาคหลังๆ Gameplay ก็เร็วขึ้นมาก ราวกับเป็นสงครามระหว่างยอดมนุษย์ในชุดเกราะ สำหรับใน Black Ops 4 เอง ตัวเกมได้ตัดยอดมนุษย์เหล่านั้นออกไป เหลือไว้เพียงแค่ทหารธรรมดา ที่มีอุปกรณ์ Hi-Tech เท่านั้นเองครับ โดยจะให้ความรู้สึกคล้ายๆกับ Black Ops 2

และอย่างที่ได้บอกไปว่าในภาคนี้ตัวเกมได้ตัดระบบ Regenerate Health ออก และบังคับให้ผู้เล่นกดใช้ Stim Shot ฟื้นฟูพลังชีวิตเอาเอง แถมยังมีสกิลตาม Specialists ต่างๆอีก ทำให้ Gameplay ไม่ได้รวดเร็วแบบภาคก่อนๆอย่างแน่นอนครับผม

ระบบ Scorestreaks หรือ Killstreaks ก็ยังคงอยู่เช่นเดิมไม่หายไปไหนครับ ในภาคนี้จะมี Streaks ให้ใช้ 15 แบบด้วยกัน อย่างพวก UAV, Hellstrom, Lightning Strike, Care Package, และอื่นๆอีกมาก

อีกสิ่งนึงที่ไม่พูดไม่ได้ก็คือโหมดการเล่นครับ สำหรับ Black Ops 4 ดูเหมือนว่าทีมงานจงใจจะนำเอาโหมดใหม่ “Control” มาเป็นตัวชูโรง โดยจะมีการแบ่งทีมเป็น 5V5 ฝ่ายบุก และฝ่ายป้องกัน โดยที่ฝ่ายบุกต้องเข้าไปยึดต่ำแหน่ง A และ B ก่อนเวลาหรือแต้มเกิดหมด ระบบนี้จะคล้ายๆกับ โหมด Assault ของ Overwatch ครับ และก็ยังมีโหมดใหม่ “Heist” ที่อธิบายง่ายๆเลยมันก็คือการนำเอา Counter Strike มาใส่ใน Call of Duty นั้นล่ะ

แต่ถึงแบบนั้นตัวเกมก็ยังคงมีโหมดการเล่นดั้งเดิมไม่ว่าจะเป็น Team Deathmatch, Kill Confirmed, Hardpoint, Domination มาพร้อมกับโหมด Hardcore ต่างๆ สิ่งนึงที่ผมชอบมากๆสำหรับเกมในภาคนี้คือการนำเอาด่านจากภาค 1 และ ภาค 2 มา Remake ใหม่ภาคละ 2 ด่าน และมีด่านดั้งเดิมใหม่ถึง 10 ด่าน และแน่นอนครับว่าการกลับมาของ Nuketown ที่จะเป็น Free Update ให้ผู้เล่นทุกคนเร็วๆนี้ครับ


Battle Royale


มาพูดถึงโหมด Blackout กันบ้าง ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นส่วนที่ผู้อ่านอยากรู้มากที่สุดแล้ว ก่อนที่ตัวเกมจะวางขาย โหมด Blackout ของ Black Ops 4 เคยเปิดให้เล่นฟรีในช่วง Open Beta มาแล้วครั้งนึง อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผมยอม Pre-Order เกมนี้ ก็เป็นเพราะได้ลองเล่น Blackout Open Beta ตอนนั้นล่ะครับ เพราะมันทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมากๆ

ก่อนที่เราจะเจาะลึกเข้าไปในโหมด Blackout ก่อนอื่นเรามาทำเข้าใจก่อนว่า Gamemode Battle Royale เอาเข้าจริงแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลยสักนิด และการที่จะนำมันเอาเข้ามาไว้ในเกม Call of Duty ก็เป็นเรื่องง่ายมากๆอีกด้วย สิ่งที่ทีมงานต้องทำก็คือการออกแบบแผนที่ให้กว้างและสมดุลก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เพราะในองค์ประกอบอื่นๆไม่ว่าจะเป็นตัวละคร อาวุธ มันก็เป็นส่วนหลักๆของการทำเกม Call of Duty อยู่แล้วนั้นล่ะครับ

Blackout มี Gameplay คล้ายๆกับเกม BR อื่นๆอย่างเช่น PUBG อยู่มาก นับตั้งแต่จับคู่หา Match เข้าห้อง รอที่ Lobby นับเวลาถอยหลังกระโดดร่ม เก็บอาวุธ เข้าสู่ Safe Zone เอาชีวิตรอดให้อยู่เป็นคนสุดท้าย แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปจากเกมอื่นๆ ก็คือตัวเกมได้ใส่ความเป็น “Call of Duty” เข้าไปครับ ไม่ว่าจะเป็น Gunplay ที่เป็นเอกลักษณ์ ระบบ Perk ที่มาเป็นรูปแบบ Item ให้ผู้เล่นได้ใช้งาน และสุดท้าย Zombie ที่โผล่มาเป็นศัตรูมือที่ 3 ในเกม

การใช้งาน Item และการจัดการช่องเก็บของ การบังคับตัวละครให้มีความลื่นไหล ถือว่าเป็นหัวใจหลักๆของเกมแนว BR เลยก็ว่าได้ และสำหรับ Blackout ก็ต้องบอกเลยว่ามันทำออกมาได้ยอดเยี่ยมไร้ที่ติ แต่ถึงแบบนั้นตัวเกมก็ไม่ได้มี Action ที่รวดเร็วเหมือนในโหมด Multiplayer สักเท่าไร เพื่อความสมดุลของเกมครับ

การออกแบบแผนที่ ฉากภายในเกมก็ถือว่าทำออกมาได้ดีครับ รวมไปถึงเรื่องของยานพาหนะภายในเกมที่มีให้ขับหลายแบบ ตั้งแต่รถบรรทุก ATV ไปยันถึงเฮลิคอปเตอร์ !! และสิ่งนึงที่ต้องเอ่ยปากชมเลยก็คือ ตั้งแต่เริ่มเล่น Blackout มา ผมยังไม่เจอกับอาการ “เกลือ” หรือเข้าใจกันง่ายๆเลยก็คือไม่มีปืนให้ใช้ หรือหาปืนยาก ทันทีที่ลงถึงพื้นแบบเดียวที่เจอกันบ่อยๆตอนเล่น PUBG นั้นล่ะครับผม

พวกอุปกรณ์เสริมต่างๆอย่างพวกระเบิด ปืน Grapple Gun และอื่นๆสามารถติดตั้งใช้ได้ทีละอย่างเท่านั้น อันที่ไม่ได้ใช้ผู้เล่นก็ต้องเก็บไว้ในกระเป๋า พอจะเอามาใช้ก็แค่ติดตั้งไว้ในช่องอุปกรณ์พร้อมใช้งาน และกดปุ่มใช้งานได้ทันที จะแตกต่างจากพวก Item Perk ที่ผู้เล่นต้องเก็บไว้ในกระเป๋าตลอดเวลา และกดใช้งานมันในกระเป๋าได้ทันทีไม่มีจำกัดชนิด และไม่จำกัดชิ้นครับ

เรื่องสุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือ Server และ Region ของเกมกันบ้าง ตัวเกมที่ผมเล่นเป็นเวอร์ชั่น PC โดยเกมนี้ได้วางจำหน่ายใน Battle.net ไม่ใช่ Steam แต่อย่างใด และอย่างที่ทราบกันว่า Bnet นั้นจะมีการแยก Region ให้ผู้เล่นก่อนเข้าเกมเป็น 3 ส่วนคือ US,EU,Asia สำหรับคนที่เกมของ Bnet อยู่แล้ว ก็จะรู้ว่าชาว SEA ส่วนใหญ่จะเลือก Region US ก่อนเข้าเกม ส่วน Asia นั้นก็จะเป็นคนเกาหลี จีน และ ญี่ปุ่นเสียมากกว่า

และใน Black Ops 4 เองก็เช่นกันที่มี Region ให้เลือกก่อนเข้าเกมครับ แน่นอนว่าผมก็เลือก US ไปปกติ และก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆ เพราะต่อไปนี้ผมไม่ต้องมารับมือกับทัวร์จีนอีกต่อไป หรือไม่ก็เป็น Random Person ที่ไม่สามารถสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษได้ ส่วนเรื่อง Ping นั้นก็ค่อนข้าง Random เช่นกันครับ เพราะว่าเกมนี้ได้ใช้ระบบ Dedicate Server ด้วยการที่ผมเลือก US ไปบางครั้งก็หลุดไปใน Server US บ้าง หรือมาใน SEA บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็เล่นได้ไม่มีปัญหาครับ


Zombie IX


มาถึงโหมดสุดท้ายของเกมอย่าง ZOMBIE กันบ้าง ในภาคนี้ตัวเกมเลือกโหมดนี้ว่า “IX” ครับ แถมภาคนี้ยังได้จัดเต็มกับโหมดนี้มากกว่าเดิม Skill Perk ใหม่ๆ แถมยังมีด่านเลือกเล่นเริ่มต้นให้มากถึง 3 ด่านด้วยกัน ไม่ต้องง้อ DLC อีกด้วย

ธีมหลักในโหมด Zombie ของเกมภาคนี้ก็คือ เทพเจ้านอร์ส และยุค 40-70 ครับ ระบบใหม่ที่ภูมิใจนำเสนอเลยก็คือ ระบบ Class เฉพาะเป็นครั้งแรกของโหมดนี้ ด้วยการที่Multiplayer มี Specialists โหมด Zombie เองก็ต้องมี Class กับเขาบ้าง ผู้เล่นจะสามารถเลือก Perk ประจำตัวต่างๆได้ โดยระบบนี้ต่อยอดมาจาก Black Ops 3 ครับ แต่ของเล่นใหม่ใน Black Ops 4 ก็คือ อาวุธพิเศษที่จะใช้ได้เมื่อ Cooldown พร้อมใช้งาน

โหมด Zombie ใน Black Ops 4 จะแยก Story ออกไปตามฉากต่างๆ โดยจะแบ่งเป็น 2 อย่างคือ Chaos Story และ Aether Story 

โดยสำหรับ Chaos Story ตัวเกมก็จะใช้ธีมเทพเจ้านอร์ส Perk ต่างๆก็จะสามารถชื้อได้ผ่านรูปปั้นเทพต่างๆในฉาก และผู้เล่นสามารถเลือกใช้อาวุธพิเศษต่างๆที่มีฐานมาจากเทพเจ้านอร์ส 4 อย่าง โดยที่แต่ละอย่างก็จะมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป เช่น Scepter of RA จะสามารถฟื้นฟูพลังชีวิตให้เพื่อนได้ หรือ Hammer of Valhalla ที่จะสามารถปลดปล่อยพลังสายฟ้าได้อย่างในหนัง Thor นั้นเอง

สำหรับ Aether Story จะเป็นการเล่นธีมในยุค 40-70 โดยที่ Perk Skill ต่างๆก็ยังเหมือนเดิม แตกต่างที่ผู้เล่นต้องไปเลือกชื้อตามตู้เครื่องดืมภายในฉาก และสำหรับอาวุธพิเศษก็จะแตกต่างจาก Chaos Story อีกด้วยอย่างเช่น Overkill Mini-Gun ที่สามารถยิงลูกระเบิดได้ หรือ Path of Sorrows ดาบซามูไรที่ช่วยให้ผู้เล่นป้องกันการโจมตีได้ แถมยังเคลื่อนไหวได้เร็วมากขึ้นกว่าเดิม

อาวุธพิเศษเหล่านี้จะสามารถ Upgrade ได้เรื่อยๆจากการนำมาใช้บ่อยๆใน Match ครับ สามารถ Upgrade ได้สูงสุดที่ระดับ 3 โดยอาวุธระดับ 3 นั้นต้องบอกเลยว่ามันโกงมาก ผู้เล่นสามารถเอาอาวุธพวกนี้ออกมาใช้ได้เรื่อยๆ แต่จะมีเวลาจำกัด และต้องรอ Cooldown หลังจากเวลาหมดแล้ว นอกจากนี้แล้วก็ยังมีพวก Equipment ต่างๆอย่าง Frag, Acid Bomb, Claymore โดยที่อุปกรณ์เหล่านี้สามารถใช้ได้เรื่อยๆไม่มีวันหมด แต่ต้องรอ Cooldown เช่นเดียวกับพวกอาวุธพิเศษนั้นล่ะครับ

ในภาคนี้ตัวเกมได้เพิ่มระบบน้ำยา Elixir เข้ามา หรือเข้าใจง่ายๆมันก็คือ Skill ที่ผู้เล่นจะกดใช้เมื่อไรก็ได้ โดยน้ำยาพวกนี้จะมีหลายรูปแบบ และติดตัวผู้เล่นมาตั้งแต่เริ่มเกม เราสามารถหาน้ำยาใหม่ๆได้จากการผสมน้ำยาผ่านหน้า Laboratory โดยการนำ Nebulium Plasma ที่ได้หลังจากการเล่นจบ มาผสมกันให้กลายเป็นน้ำยาระดับต่างๆไล่แต่ Common ถึง Epic เลยครับ ระบบนี้จริงๆแล้วก็ต่อยอดมาจาก GobbleGums ใน Black Ops 3 นั้นเอง

มาพูดถึง Gameplay กันบ้าง ก็ไม่มีอะไรต้องอธิบายให้มากสำหรับคนที่เคยเล่น หรือเป็นแฟนโหมดนี้อยู่แล้ว แต่สำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ก็อาจจะคิดว่ามันเป็นเพียงแค่การยิง Zombie ที่โผล่มาเป็น Wave เท่านั้น แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว Zombie Mode ใน Black Ops ค่อนข้างแตกต่างจากเกมอื่นๆที่มีอยู่ตามตลาดเยอะมากๆ อย่างแรกเลยก็คือระบบ Point ที่เอาไว้ชื้อปืนใหม่ๆตามฉาก หรือการสุ่มปืนผ่าน Mystery Box และเอาไว้เปิดประตูในฉาก เพื่อขยายพื้นที่ออกไป


Performance


เรื่อง Optimization กับเกม PC นั้นถือว่าเป็นของคู่กันเลยทีเดียวครับ สำหรับ Black Ops 4 นั้นในเวอร์ชั่น PC ตัวเกมได้จัดเต็มกับ Graphics Settings ชนิดที่ว่าผมเองยังตกใจว่ามันจำเป็นต้องเยอะขนาดนี้เลยหรือ สเป็คที่ผมใช้รีวิวครั้งนี้คือ Ryzen 5 1700 กับ GTX 1070Ti ผมตั้งค่าทุกอย่างให้อยู่ในระดับสูงสุดทั้งหมด เปิดการตั้งค่าทุกอย่างให้เป็น On ปิด Vsync และตั้ง Reader Resolution ไว้ที่ 115 ตัวเกมใช้ RAM การ์ดจอไปแค่ 3377MB และ Frame Rate ที่ได้ในตัวเกมสูงถึง 100-130FPS เลยทีเดียวครับ

แต่นั้นคือผลทดสอบในโหมด Multiplayer และโหมด Zombie แต่พอมาถึงโหมด Blackout Frame Rate ที่ได้นั้นตกลงมาอย่างเห็นได้ชัดเจนมาเหลือ 75-90 จนผมเองยังตกใจ แถมตัวเกมยังลดคุณภาพกราฟฟิกในโหมดนี้ลงมาอีกด้วย สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจน คือ Texture ในโหมด Blackout ที่ลดคุณภาพสุดๆ สาเหตุอาจจะเป็นเพราะด้วยการที่แผนที่ใหญ่ขึ้นมา Object ต่างๆก็จะเยอะขึ้นตามไป และ Engine ของ Call of Duty เองก็ดูเหมือนจะไม่ได้ออกแบบมาสำหรับแผนที่ใหญ่ๆ ครับ

ส่วนต่อมาที่จะพูดถึงก็คือเรื่องเสียงภายในเกม Call of Duty ขึ้นชื่อเรื่องเสียงปืนห่วยแตกมานานหลายปี รวมไปถึงเสียงประกอบฉาก เสียงระเบิด และอื่นๆ อีกมากมายที่มันฟังดูเฉยๆ มาก จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเกมนี้ไปแล้ว ใน Black Ops 4 เองก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์เหล่านั้นเอาไว้ได้ดีเลยล่ะครับ แต่เสียงปืนในโหมด Blackout กลับให้ความรู้สึกถึงเดซิเบลที่มากกว่า อาจจะเป็นเพราะว่าปรับให้เข้ากับ BR ก็เป็นได้ หากรับได้กับเสียงปืนสุดเอกลักษณ์แล้ว ก็น่าจะผ่านข้อนี้ไปได้ครับ

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของซีรี่ส์นี้ก็คือ Server Online ของตัวเกม ที่ใน Console มักจะใช้ระบบ P2P เป็นหลัก และมันก็เป็นแบบนี้จริงๆมาหลายปีแล้ว ข้อดีของระบบนี้คือไม่ว่ายังไง Server ก็จะไม่มีวันตาย ตราบใดที่ยังมีคนเล่นอยู่ ส่วนข้อเสียก็มีเยอะมากกว่าข้อดีของมันเสียอีก แต่วันนี้เราจะมาพูดถึง Black Ops 4 ก็ขอแสดงความยินดีกับชาว PC Gamer ที่ในภาคนี้ตัวเกมได้ใช้ระบบ Dedicated Servers สำหรับชาว PC เท่านั้น

แต่สำหรับชาว Console ก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะภาคนี้ก็ยังมีระบบ Dedicated Servers ช่วยในการจับคู่ แต่ถึงเวลาเล่นก็ยังเป็น P2P อยู่ดีครับ แต่ถึงแบบนั้นก็น่าจะอุ่นใจเรื่อง Ping ได้ เพราะการที่ตัวเกมจับคู่ผู้เล่นเข้าหากันตาม Region ของ Server นี่ล่ะ น่าจะทำให้การเล่นลื่นไหลขึ้นเยอะ


Back In Black


Black Ops 4 ได้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนของตัวเองได้เป็นอย่างดี และนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีตั้งแต่ Black Ops 2 ที่ทำให้ผมรู้สึก Impress กับซีรี่ส์ Call of Duty และกลับไปอยู่ในวังวนของการ Hype ภาคต่อๆไปอีกครั้ง สำหรับแฟนๆเกมที่ต้องการบรรยากาศดั้งเดิม Since Modern Warfare เกมนี้ตอบโจทย์ได้อย่างดีเลยครับ ด้วยการธีมของตัวเกมไม่ได้เวอร์วังอยู่ในโลกอนาคตขนาดนั้น ทำให้ยังคงความดั้งเดิมเอาไว้ได้บ้าง

ถึงแม้ว่าตัวเกมจะตัดโหมดเนื้อเรื่องออกไป ก็ไม่ได้ทำให้ตัวเกมนั้นดูแย่เลยสักนิดเดียว ในทางกลับกันมันกลับทำให้ทีมงานได้มีเวลาสร้างสรรค์โหมด Online ทุกๆอย่างให้มีความสดใหม่เพิ่มขึ้นอีกด้วย ตัวเกมได้มีการนำเอาตัวละครจากภาคเก่าๆทั้งหมดมาไว้ให้เลือกเล่นกันในโหมด Blackout เหมือนเป็นการ Service แฟนๆยุคเก่าส่วนนึง

แถมยังมีการนำเอาด่านของ Black Ops ภาคเก่าๆ (ยกเว้นภาค 3) มาใส่รวมๆกันไว้ให้เล่นทั้งโหมด Multiplayer และโหมด Zombie ก็เป็นอะไรที่สุดยอดมากๆแล้ว สำหรับตัวผมแล้วนั้น Black Ops 4 มันก็คือ Call of Duty: Treyarch All-Star นั้นล่ะครับ และจนกว่าจะถึง Black Ops 5 ตระกูล Mason คงไม่จบง่ายๆแค่นี้แน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Games

[Review] Dragon Quest XI: Echoes of an Elusive Age ความดั้งเดิมสู่ยุคใหม่ที่ลงตัว

Published

on

NARUTO TO BORUTO Shinobi Striker (ตัวเบต้า)

8

กราฟิกและการนำเสนอ

8.0/10

เกมเพลย์

8.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • สร้างตัวละครได้ละเอียดมาก
  • เกมเพลย์สนุก

จุดสังเกต

  • ระบบออนไลน์ยังไม่ลื่น
  • กราฟิกธรรมดาไปหน่อย

สมัยก่อนตอนเด็กๆ ผมชอบการ์ตูนเรื่องดราก้อนบอลมากๆ ถึงขนาดตามเก็บการ์ดและโมเดลฟิกเกอร์ไปอวดเพื่อนในโรงเรียนอยู่ตลอด ยุคนั้นเป็นช่วงเดียวกับเครื่องเกม Playstation 2 ที่โคตรฮิตในบ้านเรา ผมเองก็ถือว่าโชคดีมากๆ ที่มีไว้ครอบครอง และด้วยการที่ผมบ้าดราก้อนบอลเป็นอย่างมาก ก็เลยอยากจะหาเกมดราก้อนบอลมาเล่นแบบที่ท่านผู้อ่านก็น่าจะเคยเป็นกัน

และผมก็ได้เจอกับเกมๆนึงที่มีหน้าปกเป็นบลูม่าและโกฮังในชุดพิคโกโร่ พร้อมกับชื่อเกมว่า “Dragon Quest V” ตอนนั้นตัวผมถึงกับสตั้นไปทันที และรีบชื้อเกมนี้ไปอวดเพื่อนว่าดราก้อนบอลภาคใหม่ออกมาแล้ว !!

และหลังจากที่ผมเล่นไปสักพักก็รู้สึกว่านี่มันไม่ใช่ดราก้อนบอลในแบบที่ผมรู้จักแล้ว แต่มันเป็นเกมอะไรก็ไม่รู้ที่ Copy ดราก้อนบอลมา (ตัวผมในตอนเด็กคิดแบบนั้น) แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันสนุก และสร้างความประทับใจในแบบที่ผมไม่เคยเจอ หลังจากนั้นผมได้ไปศึกษาหาข้อมูลว่าไอ่ Dragon Quest มันคืออะไรกันแน่ และภาพก็ตัดมาถึงปัจจุบันนี้ ที่ผมได้รู้ความจริงเกี่ยวกับเกมนี้ พร้อมทั้งประวัติความเป็นมาทุกอย่าง และได้เอาตัวเกมภาคที่ 5 ขึ้นแท่นบูชาเกม JRPG ที่สุดยอดที่สุดสำหรับตัวผมไปแล้วครับ

จนถึงวันนี้ผ่านมา 30 ปีนับตั้งแต่ตัวเกมภาคแรกวางขายไปในปี 1986 ซีรี่ส์ Dragon Quest ก็ยังออกภาคต่อมาแจกความสดใสให้แฟนๆเกมอยู่ตลอดถึง 10 ภาคหลักที่ยังไม่รวมภาคเสริมทั้งหลาย แต่ก็ต้องยอมรับกันตรงๆว่ากระแสของเกมนี้นั้น ไม่อาจสู้อีกหนึ่งซีรี่ส์ในค่ายเดียวกันอย่าง Final Fantasy ได้ เนื่องจากว่าตัวเกมนั้นค่อนข้างจะคงความดั้งเดิมเอาไว้มากจนเกินไป จนเจาะตลาดต่างชาติไม่ได้สักเท่าไรครับ

แต่สำหรับในญี่ปุ่นบ้านเกิดตัวเองนั้นก็แสดงให้ได้เห็นว่ายังคงมีแฟนๆ เกมอยู่มากแค่ไหน กับภาคล่าสุด Dragon Quest XI ด้วยยอดขาย 2 ล้านชุด ภายใน 2 วันแรกของการจำหน่ายตัวเกมแค่เพียงในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แค่นี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าซีรี่ส์นี้มันยังไม่ตาย และในปี 2018 ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดี ที่เกมเมอร์ฝั่งตะวันตกจะได้มีโอกาสสัมผัสว่าที่เกม RPG ยอดเยี่ยมแห่งปีในรูปแบบภาษาอังกฤษกันบ้าง และแน่นอนบ้านเราก็เช่นกันครับ

Dragon Quest เป็นเกม JRPG จาก Square Enix เจ้าของแฟรนไชส์ชื่อดังอย่าง Final Fantasy แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆแล้ว Dragon Quest นั้นมีมาก่อน Final Fantasy อีกทั้งบริษัท Enix ยังเป็นคนช่วย Square ให้รอดจากการล้มละลายในปี 2002 อีกด้วย (ผลมาจากการล้มเหลวในการสร้างหนัง Final Fantasy: The Spirits Within)

Dragon Quest XI เป็นเกมภาคต่อที่ทิ้งท้ายจากภาค 10 ไปกว่า 7 ปี การกลับมาครั้งนี้ถือว่าครบรอบ 30 ปีซีรี่ส์พอดี ตัวเกมยังคงความคลาสสิคเอาไว้อย่างครบถ้วน แต่ถึงแบบนั้นตัวเกมก็ยังพัฒนาให้ร่วมสมัยยิ่งขึ้น ตัวเกมขยับมาใช้ Unreal Engine 4 จึงการันตีได้เลยว่าภาพกราฟิกภายในเกมนั้นสวยงามจัดเต็มไม่ตกยุคแน่นอน


ก่อนอื่นขอขอบคุณ Square Enix / Sony Thailand ที่ได้เป็นผู้สนับสนุนตัวเกมที่ใช้ในการรีวิวในครั้งนี้ด้วยครับ



Story


ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ณ เมืองแห่งหนึ่ง ผู้คนกำลังมีความสุขไปกับเสียงเพลง เนื่องจากเป็นวันเปิดตัวลูกชายของกษัตริย์แห่งเมืองๆหนึ่ง แต่เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อมีมอนสเตอร์จำนวนมากบุกเข้ามาโจมตีปราสาท ผู้คนต่างล้มตาย ครอบครัวของกษัตริย์ได้พยายามหลบหนีแต่แล้วก็ไม่รอด มีเพียงแค่เด็กสาวและทารกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่กี่วัน ที่เอาตัวรอดจากการโจมตีครั้งนั้นไปได้

ทารกน้อยผู้นั้นได้ถูกเก็บไปเลี้ยงดูโดยผู้เฒ่าใจดีจากหมู่บ้านหลังเขา จากวันนั้นผ่านมาหลายปี ทารกน้อยได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ และพร้อมที่จะออกตามหาความจริงเกี่ยวกับตัวตนของตัวเองในอดีต ตัวเขาเองนั้นได้เกิดมาพร้อมกับพลังพิเศษบางอย่าง ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของโลกนี้ไปทั้งสิ้น

และนี่ก็คือบทนำของ Dragon Quest XI ตลอดทั้งเกมผู้เล่นจะได้พบเจอกับการผจญภัยไปในสถานที่ต่างๆ พบเจอกับเพื่อนร่วมทางใหม่ๆ ออกตามล่าสมบัติลับ ช่วยเหลือชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อน หรือแม้แต่จะไปเล่นคาสิโนคลายเครียดระหว่างเดินทางก็ยังทำได้

พออ่านถึงตรงนี้ สำหรับใครที่ไม่ชอบการดำเนินเรื่องแบบการ์ตูนญี่ปุ่น หรือคนที่ไม่ชอบอะไรที่เป็นเส้นตรงแบบสไตล์ดั้งเดิมของ JRPG และคิดว่าเกมนี้ก็น่าจะมีแนวทางการดำเนินเรื่องคล้ายๆกันล่ะก็ ผมอยากจะบอกว่าคุณคิดผิดอย่างแรงเลยครับ ตัวเกมในภาคนี้จัดเต็มกับเนื้อเรื่องในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในซีรี่ส์ อีกทั้งยังมาพร้อมกับ Dialogue หรือบทสนทนาที่เขียนมาได้ดีเยี่ยม และแน่นอนว่าการดำเนินเรื่องในเกมนี้นั้นน่าติดตามเป็นอย่างมาก

ตรงจุดนี้ สำหรับใครที่ต้องการมองหาการผจญภัยรูปแบบเดิมๆ แต่เพิ่มเติมคือเนื้อเรื่องที่สดใหม่ และมีการดำเนินเรื่องที่เป็นตัวของตัวเอง เกมนี้คือคำตอบที่ดีครับ อีกทั้งในเวอร์ชั่น ENG นั้นตัวเกมยังมีการเพิ่มเสียงพากย์เข้ามาในเกมอีกด้วย ช่วยเพิ่มอารมณ์ระหว่างการเล่นได้เป็นอย่างดีเลย

สิ่งนึงที่ผมชอบเกี่ยวกับการดำเนินเรื่องภายในซีรี่ส์ Dragon Quest นั้นก็คือตัวเกมจะไม่ได้ให้ผู้เล่นสวมบทบาทเป็นใคร แต่ให้ตัวผู้เล่นเป็นตัวของตัวเองนั้นล่ะครับ ในส่วนนี้อาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับเกม JRPG แบบนี้แล้วมันค่อนข้างส่งผลต่อความรู้สึกของตัวผู้เล่นเองเป็นอย่างมาก ราวกับว่าเราได้เข้าไปอยู่ในโลกนั้นจริงๆ ไม่ใช่แค่มองดูอยู่ห่างๆ

นอกจากนั้น Dialogue หรือบทสนทนา ภายในเกมก็ค่อนข้างจะมีความเป็นเอกลักษณ์แบบแปลกๆอยู่มาก ยกตัวอย่างเช่นในแต่ละเมือง ผู้คนต่างเลือดต่างเชื้อสาย ก็จะมีภาษา ทั้งการพูดและสำเนียงที่แตกต่างกันไปอยู่แล้ว เมื่อเราไปคุยกับชาวเมืองนั้นๆ Dialogue ภายในเกมก็จะสะกดคำภาษาอังกฤษมาแปลกๆ ให้เราอ่านออกเสียงแบบมีสำเนียงตามที่ตัวเกมต้องการครับ ตรงจุดนี้ผมถือว่ามันเป็นเรื่องที่ทีมงานใส่ใจรายละเอียดได้ดีมากๆ

ในส่วนของ Cutscreen ที่จะตัดเข้าออกระหว่างการดำเนินเรื่อง แน่นอนว่ามันกดข้ามไม่ได้ และตัวเราเองก็ต้องคอยกดเลื่อนบทสนทนาเองแบบเกมในสมัยก่อนอีกด้วย ถ้าหากผู้เล่นไม่กดเลื่อนถัดไป ฉาก Cutscreen นั้นก็ยังคงอยู่มุมกล้องเดิม ตัวละครท่าเดิม ยังกับโดนหยุดเวลาเอาไว้ ในส่วนนี้ผมก็ถือว่าตัวเกมออกแบบมาได้ดีมากๆ เนื่องจากมุมกล้องและการเคลื่อนไหวของตัวละครในฉากที่ลื่นไหล ไม่ขัดหูขัดตา ดูเป็นธรรมชาติ และยังทำให้ผู้เล่นรู้สึกผูกพันไปกับตัวละครนั้นๆอีกด้วย


The Gameplay


มาถึงอีกหนึ่งหัวข้อหลักของเกมแนวๆนี้กันบ้างครับ จริงๆก็ต้องบอกว่าสำหรับซีรี่ส์ Dragon Quest เองนั้นก็เป็นอีกหนึ่งเกมที่ยังคงรูปแบบระบบการเล่นไว้ดั้งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่เชื่อหรือไม่ครับว่าในที่สุดระบบการสู้ของ Dragon Quest ก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงแล้วในภาคที่ 11 นี้ โดยตัวเกมจะไปใช้ระบบ turn-based แบบเดียวกับ Final Fantasy X โดยที่ต่อไปนี้การใส่คำสั่งของผู้เล่นนั้นจะมีผลทันทีหลังออกคำสั่ง

ซึ่งจะแตกต่างจากภาคอื่นๆ ที่เราต้องใส่คำสั่งให้ครบทุกตัวก่อน หลังจากนั้นถึงจะมีการออก Action ตามที่เราสั่งไว้ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ตัวเกมต้องใช้การวางแผนที่ดีมากขึ้นกว่าเดิม และแน่นอนว่าได้ความสนุกที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แต่ถึงแบบนั้นระบบนี้ก็เหมือนจะพัฒนาต่อยอดมาอีกทีจาก Dragon Quest X ที่เป็นภาคออนไลน์ โดยมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยให้เข้ากับตัวเกมสำหรับเล่นคนเดียวครับ

ตัวเกมยังมาพร้อมกับระบบใหม่อย่าง “Pep Power” ที่เหมือนเป็นท่าโจมตีพิเศษของภาคนี้ โดยจะมาในรูปแบบท่าประสานระหว่างตัวละครหลายๆตัว โดยเงื่อนไขการใช้ก็จะไม่เหมือนกัน และมีท่าพิเศษที่เพิ่มค่า EXP เงิน ไอเท็ม รวมไปถึงเพิ่มค่าสถานะต่างๆอีกมากมาย รวมไปถึงท่าโจมตีสุดยอดที่จะใช้ได้จากท่าประสานพวกนี้ครับ

และเมื่อพูดถึงระบบการต่อสู้ของเกม JRPG ก็คงจะนึกถึงระบบ Random encounter หรือระบบสุ่มเจอมอนสเตอร์ระหว่างทาง แต่บอกลาไปได้เลย เพราะ Dragon Quest XI นั้นได้ยกเลิกใช้ระบบนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเหล่ามอนสเตอร์ทั้งหลายจะแสดงขึ้นมาตามฉาก หากผู้เล่นต้องการจะสู้ ก็เพียงแค่วิ่งเข้าไปโจมตีมันก่อนหรือไม่ก็วิ่งชนมันเท่านั้น ตัวเกมก็จะตัดฉากเข้าสู่การต่อสู้ทันที

ภายในฉากต่อสู้ ก็จะเหมือนกับเกม JRPG ทั่วๆไปที่เราต้องออกคำสั่งให้ตัวละคร แต่ในภาคนี้เราสามารถบังคับตัวละครวิ่งไปมาตามฉากได้ อีกทั้งตัวเกมยังมีระบบ Tactics ที่เป็นเหมือน Auto-Battle ที่เราสามารถตั้งค่าให้ตัวละครต่างๆต่อสู้ในรูปแบบไหน ซึ่งระบบนี้ถือว่าดีมากๆ เพราะผู้เล่นไม่จำเป็นต้องมานั่งออกคำสั่งเอง สามารถเก็บเลเวลตัวละครได้อย่างสบายใจ และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า AI ที่ออกคำสั่งแทนเรานั้นมันฉลาดมากๆ รู้ดีกว่าคนเล่นเสียอีก

มาพูดถึงระบบ Random encounter กันอีกนิดหน่อย ถึงแม้ว่าในการเล่นปกติตัวเกมจะตัดระบบนี้ออกไป แต่จริงๆแล้วมันก็ยังมีอยู่ในเกมเช่นเดิมไม่หายไปไหนครับ เมื่อเราเล่นไปถึงจุดๆแล้วเราจะได้เรือลำหนึ่งที่สามารถออกสำรวจโลกใน Overworld ได้ ตรงจุดนี้แหล่ะที่ตัวเกมจะใส่ระบบ Random encounter เข้ามา ขณะที่ผู้เล่นกำลังล่องเรืออยู่ ผู้เล่นอาจจะได้เจอกับเหล่ามอนสเตอร์แบบในภาคก่อนๆได้ครับ

ระบบ Character Builder หรือเข้าใจกันง่ายๆ หรือการอัพสกิลให้ตัวละคร เป็นระบบที่ต่อยอดมาจากภาค 9 และ 10 โดยเราสามารถปรับแต่งตัวละครได้ตามความต้องการ โดยตัวละครแต่ละตัวจะใช้อาวุธได้หลายชนิด แต่ละตัวก็จะมี Signature Panel หรือชุดสกิลประจำตัวนั้นๆอีกด้วยครับ โดยเราจะได้ Skillpoint ทุกครั้งจากการเลเวลอัพ ถือว่าสร้างสไตล์การเล่นที่แตกต่างกันไป และเราสามารถ Reset Skillpoint ได้ไม่จำกัดครั้งอีกด้วยครับ

นอกจากนี้การปรับแต่งตัวละครในภาคนี้ก็ยังได้รับการปรับปรุงขึ้นมาจากเดิมอีกนิดหน่อย ในภาคนี้ชุดเกราะของตัวละครจะเปลี่ยนไปตามชุดที่ใส่บางชุด รวมไปถึงพวกอาวุธต่างๆ และเราสามารถใช้คำสั่ง Auto equip เพื่อที่จะใส่อุปกรณ์ที่ดีที่สุดในช่องเก็บของเราอีกด้วย ตัวเกมออกแบบหน้าเมนูมาได้อย่างดี เข้าใจง่ายสะดวกต่อการใช้งาน

นอกจากนั้นตัวเกมยังแยกกระเป๋าไอเท็ม และกระเป๋าของตัวละครนั้นๆไปอีกด้วย เช่นถ้าเราต้องการที่ใช้ไอเท็มระหว่างต่อสู้ เราก็ต้องเอาไอเท็มชิ้นนั้นไปไว้กับตัวละครที่เราต้องการก่อนเริ่มต่อสู้ และเมื่อเริ่มต่อสู้แล้ว เราก็ต้องรอให้ถึงเทิร์นของตัวละครนั้นๆ ถึงจะใช้ไอเท็มที่เราใส่ไว้ในกระเป๋าตัวละครเอาไว้ได้ครับ ตรงจุดนี้คิดว่าอาจจะเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่สำหรับผมคิดว่ามันก็เป็นเรื่องที่ท้าทายดีนะ

ใน Dragon Quest XI นั้นจะมีสัตว์ขี่ให้เราด้วย !! โดยสัตว์ขี่พวกนี้จะมาในรูปแบบมอนสเตอร์ ซึ่งมันจะมีผลต่อการเล่นอยู่ค่อนข้างมาก ในบางฉากที่มีภูเขาสูงๆผู้เล่นไม่สามารถปีนขึ้นเขาไปเองได้ แต่ภายในฉากนั้นจะมีมอนสเตอร์พิเศษบางตัวที่มีประกายอยู่ เมื่อเราจัดการมอนสเตอร์พวกนี้ได้แล้ว เราก็จะสามารถขึ้นไปขี่มันได้ โดยมอนสเตอร์แต่ละตัวก็มีความสามารถที่แตกต่างกันไปครับ เช่นบินได้ พังก้อนหินใหญ่ กระโดดสูง ไต่กำแพง เป็นต้น

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Dragon Quest ที่มีมาทุกๆภาคก็น่าจะเป็น Casino ที่เป็นจุดพักผ่อนหย่อนใจให้กับผู้เล่นที่เหนื่อยกับการต่อสู้ โดยในภาค 11 นี้ตัวเกมก็จัดเต็มกับคาสิโนอีกเช่นกัน ภายในนั้นจะมี Mini Game ให้เล่นหลายรูปแบบ และแน่นอนว่าของรางวัลก็ต้องไม่ธรรมดาอีกด้วย ตัวผมเองขณะเล่นเกมนี้ก็เสียเวลาให้กับคาสิโนไปเยอะเหมือนกันครับ

นอกจากนั้นในภาคนี้ตัวเกมยังมีระบบ Fun-Size Forge หรือการสร้างไอเท็ม และการตีบวกไอเท็ม โดยเราสามารถหาวัตถุดิบและสูตรการสร้างภายในเกม มาสร้างอาวุธและชุดเกราะเองได้ครับ โดยขณะสร้างก็จะมี Mini Game ให้เล่นเช่นกัน ถ้าหากเราทำออกมาดีเยี่ยม เราก็จะได้อุปกรณ์ +3 ที่ดีกว่าแบบธรรมดาแน่นอน หรือเราสามารถนำเอาอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว ไปตีบวกเสริมพลังได้เช่นกันครับ

ต่อมาระบบที่ผมจะพูดถึงนั้นก็คือ Campsite ที่เป็นระบบใหม่ล่าสุดของซีรี่ส์นี้เลย โดยภายในฉากจะมีจุดตั้งแคมป์ไฟอยู่ ผู้เล่นสามารถไปตั้งแคมป์ตรงจุดๆนั้นได้ เมื่อตั้งแล้วผู้เล่นสามารถทำการ Save Game ชุบชีวิตตัวละครที่ตาย รีสกิลตัวละคร แก้ไขสถานะผิดปกติต่างๆ ผ่านรูปปั้นเทพธิดาได้แบบภาคก่อนๆครับ และแน่นอนว่าสามารถพักผ่อนฟื้นฟูพลังชีวิตให้เต็มได้เลยทันทีอีกด้วย

สิ่งหนึ่งที่เป็นเหมือนเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับเกม JRPG สมัยก่อนนั้นก็คือการที่ตัวเกมจะมีเควสให้ทำแบบไม่มีการบอกจุดต่ำแหน่งที่ต้องไปต่อ แต่ผู้เล่นต้องใช้การสังเกตสิ่งที่ NPC พูดใน Dialogue เพื่อที่จะดำเนินเกมต่อได้ครับ แต่ถ้าหากพูดเล่นไม่แน่ใจว่าจะต้องทำอะไรกันแน่ ตัวเกมก็ยังมีระบบ Party Talk มาให้เราคุยกับเพื่อนรวมทีม และพวกเขาจะบอกเราเองครับว่าต้องไปทำอะไรต่อไป


The Artwork


จุดเด่นของ Dragon Quest อีกหนึ่งอย่างก็คือการที่ตัวเกมนั้นมี Akira Toriyama มาเป็นผู้รับผิดชอบออกแบบในส่วนของงาน Art ภายในเกมทั้งหมด ผลงานของ Akira ที่ดังๆนั้นก็หนีไม่พ้นการ์ตูนชื่อดังก้องโลกอย่าง Dragon Ball เพราะฉะนั้นในเกม Dragon Quest ผู้เล่นจะได้พบเจอกับบรรยากาศแบบสไตล์ของ Akira ทั้งเกม ไม่ว่าจะเป็นทั้งคาแรคเตอร์ตัวละคร มุขตลกระหว่างฉาก การออกแบบมอนสเตอร์ และอื่นๆอีกมากมาย

ตลอดภายปีที่ผ่านมา Dragon Quest เป็นเกมที่ไม่ค่อยได้รับโอกาสโลดแล่นในโลกของ Full 3D เลย แต่การมาในภาค 11 นี้ตัวเกมได้ใช้ Unreal Engine 4 ในการพัฒนา จึงการันตีได้เลยว่าภาพที่ออกมาต้องสวยงาม ตามที่ชาวแฟนเกมได้คาดหวังเอาไว้กันเป็นแน่แท้ และเมื่อผมได้มีโอกาสสัมผัสตัวเกมจริงๆ ก็พบว่ามันทำออกมาได้ดีเยี่ยม สวยงามไม่ผิดหวังเลยทีเดียวครับ

ภายในเกมผู้เล่นจะได้พบกับสถานที่ เมืองต่างๆ ที่เรียกได้ว่าจัดเต็มมาครบทุกอารมณ์ ไล่ไปตั้งแต่ปราสาทยุโรปกลาง อาณาจักรทะเลทราย หมู่บ้านบ่อน้ำผุร้อนแบบญี่ปุ่น เกาะชาวประมง อาณาจักรใต้น้ำ ดินแดนน้ำแข็งปราสาทหิมะ และอื่นๆอีกมากมายหลายแบบ

อีกหนึ่งจุดเด่นก็คือในเกมนี้จะมีระบบกลางวันและกลางคืน โดยที่เราสามารถเปลี่ยนเวลาได้จากการเล่นไปเรื่อยๆ หรือไปนอนพักตามโรงแรมและเลือกเวลาตื่นครับ แน่นอนว่ามันส่งผลต่อระบบของเกมเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นในตอนกลางคืน เราจะไม่สามารถเข้าเยี่ยมชมปราสาทได้ รวมไปถึงจะมีมอนสเตอร์ที่จะออกมาแค่ตอนกลางคืนเท่านั้น และมี Event บางอย่างที่จะเกิดขึ้นแค่ในเฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้นด้วยครับ

ในรีวิวครั้งนี้ผมเล่นในเครื่อง Playstation 4 รุ่นธรรมดา ตัวเกมรันมาที่ 30 FPS โดยมีดรอปบ้างเล็กน้อยในช่วงที่มีหมอกควันเยอะๆ แต่โดยรวมแล้วออกมาสวยงามมากๆ ดูไม่ขัดตา ส่วนสำหรับเวอร์ชั่น PC นั้นได้ยินมาว่า Port มาดีเกินคาด และสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ

ต่อมาคือเรื่องของเพลงประกอบ จริงๆแล้วต้องบอกเลยว่าเกม JRPG กับเพลงประกอบนั้นถือว่าเป็นของคู่กันเลยทีเดียว และยิ่งสำหรับเกมอย่าง Dragon Quest นั้นก็ขึ้นชื่อเรื่องความ “คลาสสิก” ในเรื่องเสียงเพลงอยู่แล้ว แน่นอนครับว่าภาคนี้จัดเต็มในด้านเพลงประกอบฉาก และซาวด์เอฟเฟคภายในเกม โดยเป็นการนำเพลงจากภาคก่อนๆมารวมไว้ อีกทั้งยังคงความคลาสสิกในรูปแบบเดิมๆเอาไว้อีกด้วย


Best RPG of the year


สรุปแล้ว Dragon Quest XI นั้นเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมมากๆในสายตาของผม ต้องบอกเลยว่าผมเองไม่ได้เป็นแฟนเกมนี้แต่อย่างใด และออกจะชอบเกม JRPG เกมอื่นๆมากกว่าด้วยซ้ำไป แต่การกลับมาครั้งนี้ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมมากๆ จนตัวผมถึงกับสตั้นไปเลยทีเดียว ตัวเกมยังคงรูปแบบการเล่นเดิมๆเอาไว้ทั้งหมด แต่ที่ถูกปรับปรุงคือระบบการเล่นที่ร่วมสมัยยิ่งขึ้น และแน่นอนกับกราฟฟิกที่สวยขึ้นมาก

ตรงจุดนี้ใครที่ไม่เคยเล่นซีรี่ส์ Dragon Quest มาก่อน ภาค 11 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากๆที่สุดครับ คำถามที่น่าจะได้ยินบ่อยมากคือ “มาเริ่มเล่นภาคนี้แล้วจะรู้เรื่องไหม” ขอตอบว่ารู้เรื่องแน่นอนครับ ถึงแม้ว่า Dragon Quest จะมีการเล่าเรื่องแบบภาคต่อภาคตาม Trilogy แต่ถ้าหากมาเริ่มเล่นภาค 11 เป็นภาคแรกก็ยังคงรู้เรื่อง และมันเป็นภาคแรกที่ควรจะเล่นเลยด้วย (เหตุผลที่ไม่สามารถบอกได้ สปอลย์)

และสำหรับผู้เล่นเก่าๆ หรือแฟนคลับหน้าเดิมๆ ที่ติดตามมาตลอดก็ไม่น่าจะพลาดกัน สิ่งที่น่าจะขัดใจแฟนๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องชื่อคถาที่แปลมาได้แย่ แต่มันก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้แฟนๆ ในบ้านเราจะคุ้นเคย และชอบภาคญี่ปุ่นมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามตัวเกมภาค ENG ก็ได้ปรับปรุงอะไรหลายๆอย่างจากภาคญี่ปุ่นมาเยอะมาก สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือเสียงพากย์ที่ทำให้ตัวเกมดูดีมีระดับขึ้นเยอะเลยครับ

ต่อมาในเรื่องระดับความยากในการเล่น จริงๆ ผมก็ไม่ได้คิดว่ามันยาก แถมออกจะง่ายด้วยซ้ำไป เหมาะสำหรับเกมเมอร์ทั่วไป แต่ถ้าหากใครที่ต้องการความท้าทาย ตัวเกมยังมีระบบ Draconian Quest ที่จะมาทำให้เกมนั้นเล่นยากขึ้นกว่าเดิม งานนี้ใครอยากเล่น Hard Mode ล่ะก็ไม่ผิดหวัง

ผมเล่นเกมนี้จบสมบูรณ์แบบโดยใช้เวลาไปเกือบ 100 ชั่วโมง ตัวเกมมีอะไรให้ทำเยอะมากๆ โดยหากใครที่ชอบเกมที่สามารถเล่นได้นานๆ เกมนี้ก็สามารถตอบโจทย์คุณได้ครับ สำหรับตัวผมแล้วยังมองไม่เห็นถึงข้อเสียของเกมนี้เลยสักนิด เพราะฉะนั้นนี้จึงเป็นบทความรีวิวเกมครั้งแรกของผมที่ปิดด้วยคะแนนเต็ม 10 อย่างไม่ต้องสงสัย และเอาต่ำแหน่งสุดยอดเกม RPG ประจำปีได้เลย !!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!