Connect with us

Games

[รีวิวเกม] “Rocket League” Nintendo Switch รถเตะบอลฉบับพกพา

Review เกม Rocket League บน Nintendo Switch

Published

on

Rocket League Nintendo Switch

Rocket League Nintendo Switch
8.7

กราฟิกและการนำเสนอ

8.0 /10

เกมเพลย์

9.0 /10

ความแปลกใหม่

8.5 /10

ความคุ้มค่า

9.0 /10

ภาพรวม

9.0 /10

จุดเด่น

  • เกมเพลย์ลื่นไหล
  • มีโหมดให้เล่นครบ
  • มีรถจากเกมของนินเทนโด
  • ราคาไม่แพง

จุดสังเกต

  • กราฟิกถูกลดระดับลง
  • เล่นโหมดพกพาแล้วเฟรมเรตตก

เรียกว่าหลังจากความสำเร็จของ Nintendo Switch ทำให้หลายค่ายเกมเริ่มสร้างเกมป้อนลงมากขึ้น และการพอรต์ก็เป็นไอเดียในการทำเกมที่ง่ายเพราะไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย โดยก่อนหน้านี้บน Switch มีทั้ง Doom 2016 และ Skyrim เวอร์ชั่นพอร์ตออกวางขาย

ล่าสุดถึงคิวเกม Rocket League ที่เคยเรียกเสียงฮือฮาบนคอนโซลและ PC ก่อนที่จะถูกพอร์ตลง Nintendo Switch โดยเป็นทีมงานเดียวกับที่พอร์ต Doom 2016 บน Switch ทำให้การมาครั้งนี้ไม่ธรรมดาแน่ และประสบการณ์แรกที่ได้เห็นเกมเวอร์ชั่น Switch ถือว่าน่าประทับใจพอสมควร เพราะมันสามารถถ่ายทอดความลื่นไหลมาได้ด้วยเฟรมเรตระดับ 60 FPS เมื่อเชื่อมต่อกับทีวีผ่าน Dock แต่ในโหมดพกพาจะมีเฟรมเรตร่วงลงบ้างแต่ก็พอรับได้ โดยรวมแล้วกราฟิกของเกมถูกลดระดับลงมา แต่หากมองว่ามันเอาไปเล่นนอกบ้านได้ก็ถือว่าดูดีพอตัว

รูปแบบการเล่นของเกมจะเหมือนกับเวอร์ชั่นอื่น ที่เป็นการจำลองการเล่นเกมฟุตบอลด้วยการใช้รถแทนคน ซึ่งทำให้ Rocket League ดูแตกต่างกับเกมอื่น ซึ่งหากคุณไม่เคยเล่นก็อย่ามองข้ามไปเพราะหากคุณเข้าใจวิธีการบังคับแล้วมันคือเกมกีฬาที่สนุกมากๆ เพราะมันมีความลื่นไหล การจับจังหวะของลูกบอลก็ลงตัวและเข้ากับรูปแบบการเล่น ซึ่งหากเล่นจนเข้าใจระบบแล้วจะสนุกจนหยุดเล่นไม่ได้เลย

ประเด็นหลักของเกมคือการนำบอลไปยังเป้าหมายที่เป็นโกลฟุตบอลในโหมดหลัก ซึ่งมันไม่ใช่ง่ายๆเพราะตัวละครหลักจะไม่ใช่คนเป็นรถหลากหลายประเภท ทำให้การนำลูกบอลกลิ้งเข้าประตูไม่ใช่เรื่องง่าย เกมมีเทคนิคที่หลากหลาย และต้องใช้การร่วมมือกันของผู้เล่นในทีม โดยรถของเราจะมีพลังพิเศษเพื่อพุ่งตัวไปด้วยความเร็วสูง แต่จะมีค่าพลังกำหนดต้องคอยเก็บตัวชาร์จเพื่อคืนค่าพลังที่อยู่บนสนาม และรถยังสามารถกระโดดได้ รวมทั้งเรายังบังคับรถให้ไต่กำแพงได้ ทำให้การซิ่งไปบนสนามแข่งทำได้หลายทิศทางมาก

ส่วนมุมกล้องของเกมที่หลายคนอาจจะกังวลว่าจะเล่นได้ลำบากเพราะต้องปรับเปลี่ยนตลอดเวลา เกมได้ใส่การปรับมุมกล้อง 2 รูปแบบคือการล็อคมุมกล้องให้หันไปที่ลูกบอลตลอดเวลา กับอีกแบบที่จะมีลูกศรบอกว่าลูกบอลอยู่ตรงส่วนไหน ซึ่งทำให้เราเล่นได้โดยไม่เกิดอาการมึนหัว โดยรวมการควบคุมบังคับทำได้ง่ายดายไม่ซับซ้อน การควบคุมบังคับด้วย Joy-con ทำได้สะดวกพอประมาณ แต่ถ้าจะให้ดีแนะนำให้ซื้อจอย Pro หรือของค่ายอื่นเช่นของค่าย Hori มาเล่นจะช่วยให้การลงสนามแข่งขันลื่นไหลยิ่งขึ้น

โหมดในเกมนอกจากจะมีการลงสนามแข่งฟุตบอล แล้วยังมีการเพิ่มโหมดการเล่นแบบ บาสเกตบอล และยังมีรูปแบบการเล่นที่ต้องแข่งกันทำให้พื้นผิวของฉากให้หายไปจนลูกบอลทะลุลงไปได้ และยังมีอีกมากมายหลายโหมดที่รอให้เราไปปลดล็อคอีกเพียบ และแน่นอนว่าต้องมีระบบออนไลน์ให้เราเล่นกันซึ่งเกมก็จัดเต็มด้วยโหมดที่หลากหลาย และการหาเพื่อนมาเล่นก็ทำได้ง่ายดาย ส่วนรถในเกมก็มีทั้งแบบธรรมดา และรถจากภาพยนตร์ดังๆอย่าง Batmobile จากหนัง Batman V Superman หรือ DeLorean จากหนัง Back to the Future (แต่ต้องเสียเงินซื้อเพิ่ม)

ส่วนความโดดเด่นของเวอร์ชั่น Nintendo Switch คือรถจากตัวละครของนินเทนโด อย่างเช่นรถ Mario , Luigi และ Metroid ที่ไม่ได้เปลี่ยนแค่รูปร่างหน้าตาเท่านั้น เสียงประกอบยังเปลี่ยนไปด้วยเช่นเมื่อรถมาริโอของเรากระโดด ก็จะมีเสียงเหมือนกับลุงหนวดมาริโอของเรากำลังกระโดด เรียกว่าเป็นของแถมที่เหมาะกับแฟนๆนินเทนโดมาก

บอกตรงๆว่าเกม Rocket League เวอร์ชั่น Nintendo Switch อาจจะไม่ได้โดดเด่นเรื่องกราฟิก แต่มันเติมเต็มด้วยการพกพาไปเล่นนอกบ้านได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งเหมาะมากสำหรับเกมที่เน้นการรวมตัวกับเพื่อนเพื่อเล่นแข่งกัน แถมด้วยราคาขายที่ไม่ได้แพงมากใครมี Nintendo Switch แล้วอยากหาเกมสนุกๆไว้ติดเครื่องเกม Rocket League ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่ควรมองข้ามไป

แสดงความคิดเห็น

Games

[รีวิวเกม] Hyrule Warriors Definitive Edition ตำนานเซลด้าฉบับ Dynasty Warriors บน Switch

Review Hyrule Warriors Definitive Edition บน Nintendo Switch มาแล้ว

Published

on

Rocket League Nintendo Switch

Rocket League Nintendo Switch
8.7

กราฟิกและการนำเสนอ

8.0 /10

เกมเพลย์

9.0 /10

ความแปลกใหม่

8.5 /10

ความคุ้มค่า

9.0 /10

ภาพรวม

9.0 /10

จุดเด่น

  • เกมเพลย์ลื่นไหล
  • มีโหมดให้เล่นครบ
  • มีรถจากเกมของนินเทนโด
  • ราคาไม่แพง

จุดสังเกต

  • กราฟิกถูกลดระดับลง
  • เล่นโหมดพกพาแล้วเฟรมเรตตก

ปรกติแล้วนินเทนโดจะเป็นค่ายที่หวงตัวละครในค่ายอย่างมาก ไม่บ่อยนักที่นินเทนโดจะปล่อยให้ตัวละครของค่ายไปให้ทีมงานอื่นสร้าง แต่พักหลังปู่นินเริ่มปล่อยให้หลายค่ายได้นำตัวละครไปใช้งาน และผลออกมาส่วนใหญ่ออกมาในแง่บวก โดยหนึ่งในความสำเร็จคือเกม Hyrule Warriors ที่สร้างโดยทีมงานเกม Dynasty Warriors และออกวางขายบนเครื่อง WiiU และ 3DS ไปก่อนหน้านี้และประสบความสำเร็จขายได้หลักล้านชุด

ล่าสุดมันกลับมาอีกครั้งบนเครื่อง Nintendo Switch แน่นอนว่าใครๆก็รู้ว่ามันคือการนำเกมซีรีส์ เซลด้า มาอยู่ในรูปแบบของเกม Dynasty Warriors ที่แม้ไม่ใช่เกมแรกที่เป็นการรวมร่างกัน แต่ก็ถือว่าเป็นอีกภาคที่โดดเด่น เพราะถือเป็นเกมแรกของนินเทนโดที่มาในรูปแบบนี้ อย่างไรก็ตามหากคุณไม่เคยเล่นมาก่อนถือเป็นโอกาสอันดีเพราะมันเป็นอีกเกมซีรีส์ Dynasty Warriors ที่ไม่ธรรมดา

กราฟิกที่ไม่โดดเด่น

แต่เดิมเกม Hyrule Warriors ออกบน WiiU ที่ไม่ได้มีสเปคที่แรงอะไร แถมผู้สร้างเกมก็ไม่ได้เน้นในส่วนของกราฟิกทำให้ภาพในเกมก็ดูธรรมดาเหมือนเกมยุค PS3 ฉากในเกมหลายส่วนดูหยาบและขาดรายละเอียดหากมองว่ามันเป็นเกมที่ออกในปี 2018 แต่หากมองว่ามันคือเกมเก่าที่เอากลับมาขายใหม่ก็พอจะรับได้ แต่อย่างน้อยๆมันก็มีเฟรมเรตลื่นทั้งแบบพกพาและต่อทีวีเล่น และความดีงามของเกมคือเพลงและเสียงประกอบที่เอาเพลงดังของซีรีส์เซลด้า มาปรับแต่งให้เข้ากับเกมได้อย่างลงตัวและดูดีมาก และมีหลายเพลงที่สร้างความประทับใจให้คอเกมที่เป็นแฟนซีรีส์เซลด้าด้วย

รูปแบบการเล่นที่สนุกในรูปแบบ Dynasty Warriors เดิมๆไม่มีอะไรใหม่

ในเมื่อมันไม่ใช่เกมใหม่เป็นเพียงแค่เกมที่กลับมาขายใหม่มาทำให้เกมเพลย์เหมือนเดิมทุกอย่าง โดยมันคือเกมแนว Dynasty Warriors ที่เราต้องออกไปต่อสู้แบบลุยกับกองทัพศัตรูจำนวนมากมาย และใช้ท่าไม้ตายและความสามารถพิเศษของตัวละคร และทำภารกิจของแต่ละฉาก แม้จะมีตัวละคร NPC ที่เป็นกองทหารก็ไม่ได้ช่วยอะไรเพราะมันเหมือนออกมาเป็นตัวประกอบมากกว่า โดยเกมเพลย์มีทั้งการยึดพื้นที่ และต่อสู้กับบอส แต่เกมก็มีการใส่การแก้ปริศนาแบบเกมเซลด้าเข้ามาพอหอมปากหอมคอ และมีการใช้สกิลและไอเทมเสริมไปพร้อมกับการแก้ปริศนาด้วยแม้จะไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดก็ตาม แต่โดยรวมเกมยังอยู่ในกรอบของเกม Dynasty Warriors ไม่ได้ฉีกออกมาแบบภาค 9 แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีเพราะเกมทั้งสนุกและเข้าใจง่าย และมีระบบพัฒนาตัวละครด้วยระบบเลเวลที่เรียบง่ายไม่มีอะไรซับซ้อน

ส่วนการบังคับตัวละครในส่วนของแอ็คชั่นถือว่าทำได้ตามมาตรฐานเกม Dynasty Warriors ทั่วไป ที่มีความรวดเร็วและมีท่าไม้ตายจากเกมเซลด้ามาให้ใช้ ผสมผสานกับอาวุธเช่นธนู หรือระเบิด และมีความเป็นเซลด้าเช่นพลังชีวิตของตัวละครในเกมจะแสดงผลเป็นหัวใจแบบเกมเซลด้า และมีการค้นหาหีบสมบัติที่ซ่อนอยู่ในเกม แน่นอนว่าตัวละครที่ยัดใส่เข้ามาในเกม Hyrule Warriors ภาคต้นฉบับก็ถือว่าเยอะแล้ว เพราะเกือบครบทั้งซีรีส์เซลด้า ไม่ว่าตัวเอกหรือตัวร้ายมากันเกือบครบ ส่วนในภาค Definitive Edition บน Nintendo Switch จะเพิ่มในส่วนของฉากและตัวละครที่ต้องเสียเงินซื้อเป็นตัว DLC มาให้กันครบ ทั้งจากภาค WiiU และ 3DS นอกจากนี้ยังมีตัวละคร Link และ Zelda จากเกม The Legend of Zelda: Breath of the Wild มาให้เลือกเล่นกันด้วย

ฉากหลังในเกมจำลองโลกเกมเซลด้ามาครบ

อีกความโดดเด่นของเกมเมื่อมารวมอยู่ในโลกของ Dynasty Warriors เกม Hyrule Warriors ได้นำโลกของเกมเซลด้าแทบทุกภาคมาเป็นฉากหลังไม่ว่าจะเป็นกราฟิกแบบปรกติแบบเกม Zelda Ocarina of Time , Zelda Twilight Princess และ Zelda Skyward Sword หรือฉากที่จำลองมาจากภาพการ์ตูนอย่างภาค The Wind Waker , Phantom Hourglass และ Spirit Tracks รวมทั้งมีภาคเกมบอยอย่าง Link’s Awakening มาให้เล่นกันด้วย แน่นอนว่าเวอร์ชั่น Switch สามารถนำไปเล่นนอกบ้านได้ รวมทั้งยังเล่นกับเพื่อนแบบแบ่งหน้าจอได้ด้วย ปิดท้ายกับ Adventure Mode ที่จะมีการจำลองโลกของเกมเซลด้าภาคแรกมาเป็นแผนที่แบบ 8Bit ที่เราจะค่อยๆเล่นและปลดล็อกฉากในเกมได้

ภาพรวมคุ้มค่าหากคุณยังไม่เคยเล่น

เกม Hyrule Warriors Definitive Edition บน Nintendo Switch ถือว่ายังคงสนุกเหมือนเดิมแต่ก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ใครที่เคยเล่นทั้งบน 3DS และ WiiU แล้วอาจจะไม่คุ้มค่านัก แต่หากคุณไม่เคยเล่นถือว่าเป็นโอกาสที่ดีเพราะมันเป็นหนึ่งในเกมซีรีส์ Dynasty Warriors ที่สนุกเข้าใจง่ายและมีตัวละครดังๆมาให้เล่นครบโดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มอีก

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[รีวิวเกม] Donkey Kong Country Tropical Freeze ลิงยักษ์ปะทะปีศาจน้ำแข็งบน Switch

Review เกม Donkey Kong Country Tropical Freeze มาแล้ว

Published

on

Rocket League Nintendo Switch

Rocket League Nintendo Switch
8.7

กราฟิกและการนำเสนอ

8.0 /10

เกมเพลย์

9.0 /10

ความแปลกใหม่

8.5 /10

ความคุ้มค่า

9.0 /10

ภาพรวม

9.0 /10

จุดเด่น

  • เกมเพลย์ลื่นไหล
  • มีโหมดให้เล่นครบ
  • มีรถจากเกมของนินเทนโด
  • ราคาไม่แพง

จุดสังเกต

  • กราฟิกถูกลดระดับลง
  • เล่นโหมดพกพาแล้วเฟรมเรตตก

ในยุคนี้หากจะพูดถึงเกมแอ็คชั่น 2D คนส่วนใหญ่คงคิดถึงเกมโหลดฟรีบนสมาร์ทโฟน หรือไม่ก็เกมอินดี้ที่สร้างจากการระดมทุนมากกว่าจะมาจากค่ายยักษ์ใหญ่ เพราะเกมไม่ได้เป็นกระแสหลัก มีเพียงเกมจากค่ายนินเทนโดที่ยังคงเดินหน้าสร้างแอ็คชั่น 2D และถือเป็นเกมฟอร์มดีที่ยังมีแฟนๆรอที่จะเล่นอยู่ โดยก่อนหน้านี้ปู่นินออกวางขายเกม 2D อย่าง Kirby: Star Allies และล่าสุดมีการส่งเกมลิงยักษ์ Donkey Kong Country Tropical Freeze กลับมาขายอีกรอบบน Nintendo Switch

มันไม่ใช่เกมใหม่นะ

และตามที่บอกเกม Donkey Kong Country Tropical Freeze ไม่ใช่เกมใหม่แกะกล่อง เพราะมันเคยออกบน WiiU ในปี 2014 มาแล้วแต่เนื่องจาก WiiU ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรทำให้เชื่อว่ามีคอเกมที่มี Nintendo Switch หลายคนไม่เคยเล่นมาก่อน และต้นฉบับถือว่าเหมาะมากที่จะมาสร้างใหม่บนเครื่องคอนโซลลูกผสม เพราะด้วยรูปแบบการเล่นแบบ 2D ที่เรียบง่ายฉากไม่ซับซ้อนทำให้เหมาะมากที่จะเล่นทั้งแบบต่อทีวีและแบบพกพา

กราฟิกดูดีเหมือนเดิมแต่ก็ดูเชยไปหน่อย แต่เพลงในเกมเพราะมาก

แน่นอนว่าในเมื่อมันไม่ใช่เกมใหม่ ทำให้กราฟิกในเกมก็ไม่ได้ดูแตกต่างจากเวอร์ชั่น WiiU ที่ออกในปี 2014 เพราะเป็นการพอร์ตมาทั้งดุ้นไม่ได้เป็นการรีมาสเตอร์ปรับภาพใหม่ แต่ของเดิมก็ถือว่าทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่งและก็ดูดีในยุคนั้น แต่มาในตอนนี้กราฟิกอาจจะดูเชยไปหน่อย เพราะรายละเอียดของฉากน่าจะทำได้ดีกว่านี้ และยิ่งเราไปเทียบกับเกมที่เพิ่งออกอย่าง Kirby: Star Allies เกมยิงยักษ์ดูเหมือนจะมีกราฟิกที่ธรรมดามาก ยังดีที่เฟรมเรตในเกมยังถือว่าลื่นไหลเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน แต่ที่ต้องชมคือเพลงประเสียงประกอบที่ยังคงรักษาความดีของต้นฉบับเอาไว้อย่างครบถ้วน มีทั้งเพลงใหม่ๆและเพลงเก่าคลาสสิกของซีรีส์ Donkey Kong มาให้หายคิดถึงด้วย

เกมเพลย์สุดโหด

อย่าให้กราฟิกที่ดูน่ารักหลอกลวงคุณ เพราะหากมองภายนอกแล้วเกม Donkey Kong Country Tropical Freeze อาจเป็นแอ็คชั่น 2 มิติมุมมองด้านข้างที่แสนจะธรรมดา แต่พอได้สัมผัสจริงมันคือเกมที่มีความโหดระดับเทพ ที่ผู้สร้างตั้งใจนำเกมเพลย์คลาสสิกของซีรีส์ Donkey Kong ตั้งแต่ภาคแอ็คชั่น 2D บนเครื่อง Super Famicom กลับมาในรูปแบบเดิมๆ ทั้งตัวละครก็ไม่ได้อึดเหมือนกับเกมในอดีต แล้วเกมยังใส่ทั้งอุปสรรค และกับดักระดับโหดร้ายซึ่งคอเกมรุ่นใหม่รับประกันความหัวร้อนระดับ Dark Souls กันเลย

ต่อเนื่องด้วยฉากในเกมที่แบ่งออกเป็นฉากๆและมี Map เป็นแผนที่ใหญ่และเลือกเดินเข้าไปในฉากเหมือนกับเกมในอดีต แน่นอนว่าฉากในเกมอาจจะไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่ก็ไม่ได้มาแค่แอ็คชั่น 2D เพราะในเกมมีทั้งฉากที่เราได้บังคับรถเลื่อนให้วิ่งไปตามราง หรือขึ้นไปบังคับจรวด และยังมีฉากใต้น้ำ ที่ออกมาไม่ธรรมดาเช่นกันเพราะความยากมันสุดโหดกว่าฉากแอ็คชั่นแบบธรรมดาเสียอีก ฟังดูอาจจะโหดร้ายแต่ยังดีที่ผู้สร้างได้ใส่จุด Save และไอเทมช่วยเหลือผู้เล่นออกมาให้ใช้งาน แต่โดยรวมแล้วมันก็ยังเป็นเกมหัวร้อนซึ่งเป็นจุดเด่นมาตั้งแต่เวอร์ชั่น WiiU

มีโหมดง่ายในภาค Nintendo Switch

และข่าวดีสำหรับมือใหม่เพราะ Donkey Kong Country Tropical Freeze เวอร์ชั่น Nintendo Switch จะเพิ่มตัวละคร Funky Kong ลิงยักษ์สุดแนวที่มาพร้อมกับ กระดานโต้คลื่นที่เขาจะเหมือนกับโหมดง่ายของภาคนี้ เพราะเขาจะมาพร้อมกับความสามารถพิเศษ เช่นการเดินบนหนามได้(เพราะใช้กระดานโต้คลื่น) และยังลอยตัวกลางอากาศได้ระยะเวลาหนึ่ง ทำให้ตัวเกมง่ายขึ้นมากๆแน่นอนว่าสำหรับคนที่ชอบความโหดอาจจะไม่ถูกใจแต่เราก็เลือกได้ว่าจะลุยแบบต้นฉบับ หรือแบบง่ายที่ทำให้หัวร้อนลดลง

ความคุ้มค่าและ ภาพรวม

Donkey Kong Country Tropical Freeze ไม่ใช่เกมใหม่แถมเป็นแค่การย้ายบ้านมาเท่านั้นไม่ได้ปรับภาพให้ดูดี แต่ของเดิมก็ถือว่าพอดูได้อยู่แล้ว และแฟนเกมนินเทนโดคงจะไม่ได้คาดหวังว่าจะเห็นกราฟิกที่ดูดีขึ้น และหากวัดกันที่เกมเพลย์เกมลิงยักษ์ภาคนี้ถือว่าโดดเด่นอย่างมาก เพราะมันคือจิตวิญญาณ ของเกมดังในอดีตมาอยู่ในเกมยุคใหม่ ที่เล่นได้สนุกคุ้มค่าและมีทางเลือกให้เด็กรุ่นใหม่ที่ไม่อยากหัวร้อนได้เลือกเล่นและสนุกไปกับเกมได้ และความโดดเด่นของเวอร์ชั่น Nintendo Switch คือการเล่นกับเพื่อนสองคนพร้อมกันโดยใช้ Joy-con เล่นคนละ 1 อันและใช้เล่นได้ทั้งต่อทีวีเล่นและ โหมด แท็บเล็ต

โดยรวมเกม Donkey Kong Country Tropical Freeze เหมาะมากหากคุณไม่เคยเล่นบน WiiU มาก่อนเพราะมันคือเกมแอ็คชั่น 2D แถวหน้าของวงการเกมที่หาเล่นไม่ได้บนเครื่องอื่น แม้แต่บนสมาร์ทโฟน แต่หากคุณเคยเล่นบน WiiU มาแล้วอาจจะไม่คุ้มค่านักเพราะมันคือเกมเก่าที่ขายราคาเต็มๆที่เพิ่มสิ่งใหม่เข้ามาน้อยไปหน่อย แต่โดยภาพรวมแล้วมันก็ยังถือเป็นอีกเกมน่าเล่นที่ออกบน Nintendo Switch และออกวางขายในเดือนนี้ (พฤษภาคม)

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[Review] Stifled เมื่อความกลัว มันได้ยินเสียงของคุณ [PSVR & Thai Language]!!

Published

on

Rocket League Nintendo Switch

Rocket League Nintendo Switch
8.7

กราฟิกและการนำเสนอ

8.0 /10

เกมเพลย์

9.0 /10

ความแปลกใหม่

8.5 /10

ความคุ้มค่า

9.0 /10

ภาพรวม

9.0 /10

จุดเด่น

  • เกมเพลย์ลื่นไหล
  • มีโหมดให้เล่นครบ
  • มีรถจากเกมของนินเทนโด
  • ราคาไม่แพง

จุดสังเกต

  • กราฟิกถูกลดระดับลง
  • เล่นโหมดพกพาแล้วเฟรมเรตตก

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสลองเล่นเกม Stifled เกมแนว First Person Horror จากทีมงานอินดี้ Gattai Games ตัวเกมนั้่นก็มีรูปแบบการเล่นคล้ายกับเกมสยองขวัญเกมอื่นๆทั่วไปนั้นล่ะครับ แต่สิ่งที่สร้างความแตกต่างและความแปลกใหม่ ก็คือการที่ตัวเกมใช้ระบบเสียงของผู้เล่นจริงๆ และการเล่นในโหมด VR นี่แล่ะครับ ที่ทำให้ผมเล่นเกมนี้จนจบได้ และที่สำคัญ มันมีภาษาไทยทั้งพากย์และซับไตเติ้ลอีกด้วยครับผม

ตัวเกมมีคอนเซ็ปง่ายๆว่า “They hear you fear” โดยที่พื้นฐานคนทั่วไปแล้วต้องมีบ้าง เวลาเจอผีในเกม หรือฉาก Jumpscare แล้วก็จะปล่อยเสียงอุทานกันออกมา แต่สำหรับเกม Stifled นี่แล้วถ้าหากคุณปล่อยกรี๊ดออกมาตอนที่คุณเจอผีในเกมล่ะก็ แน่นอนว่ามันจบไม่สวยสำหรับตัวผู้เล่นแน่ๆ เพราะว่าพวกมันเหล่านั้น “มันจะได้ยินเสียงของคุณครับ”

“ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ Sony Thailand ที่สนับสนุนตัวเกมในการรีวิวครั้งนี้ด้วยครับ”

Stifled เป็นเกม Horror ทั่วๆไป พื้นฐานการเล่นก็จะคล้ายๆกับเกมดังอย่าง Resident Evil 7 หรือที่ใกล้เคียงที่สุดก็คือ Home Sweet Home, Outlast โดยที่ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Dave ชายหนุ่มวัยกลางคนที่แต่งงานแล้ว Gameplay หลักๆของเกมจะเน้นการประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมดในเกมเป็นหลัก ว่าไอ่ที่เรากำลังเล่นๆอยู่นี้นั้น มันเกิดขึ้นจากอะไร และการ Stealth จะเป็นหัวใจหลักของเกมนี้ครับ

Dave ตื่นขึ้นมาภายในห้องนอนของเขา ตัวเขาเองจำอะไรไม่ค่อยได้มากนัก ตรงจุดนี้ตัวเกมจะพยายามทำให้ผู้เล่นสวมบทบาทเป็น Dave เขาได้พบภรรยาของเขา Rose อยู่ในบ้านเดินไปมา พร้อมกับได้ยินเสียงโทรศัพท์ ที่ปลายสายพูดถึงเรื่องการรับลูกบุญธรรมเข้ามาเลี้ยงภายในบ้าน พร้อมกับเสียงเคาะประตูบ้าน ที่หลังจาก Dave เปิดประตูบ้าน ภาพก็ตัดมาเป็นอีกฉากหนึ่งพอดี

จากที่ผมเล่ามา ตัวผู้อ่านเองก็คงจะไม่เข้าใจว่าผมจะสื่อถึงอะไร แต่ก็นั้นล่ะครับ คือสิ่งที่ผมก็รู้สึกหลังจากที่ได้เล่นในฉากแรกของเกม จากนั้นตัวเกมก็ค่อยๆเปิดปลายฉากจบของเรื่องออกมาที่ละนิดหน่อย โดยที่ถ้าหากผมตัวผมไม่ใช้การสังเกต การคิดวิเคราะห์ การอ่าน มากอย่างเพียงพอแล้วล่ะก็จะไม่มีทางเข้าใจเนื้อเรื่องเกมนี้เลยครับ ในจุดๆนี้จะมีความคล้ายกับเกมอย่าง Home Sweet Home ที่ต้องใช้การประติดประต่อเนื้อเรื่องเอาเองทั้งหมด

ซึ่งเนื้อเรื่องทั้งหมดภายในเกมนั้นจะถูกสรุปภายในระยะเวลาการเล่นไม่ถึง 3 ชั่วโมง ?? ใช่ครับ เนื้อเรื่องของเกมนี้ใช้มีความยาวประมาณ 3 ชั่วโมง หรืออาจจะเร็วกว่าถ้าหากผู้เล่นมีความสามารถในการ Stealth มากพอ แต่ถึงแบบนั้นตัวผมก็ต้องร้อง WOW และทึ่งกับการ “เล่นใหญ่” ของเกมนี้ ที่ทำให้ผมรู้สึกคุ้มค้ากับ 3 ชั่วโมงที่เสียเป็นอย่างมาก ทั้งหมดนี้ผมไม่สามารถบอกได้ เพราะมันคือสปอยล์โคตรใหญ่มากๆ แต่ถ้าหากใครอยากจะรู้จริงๆ สามารถอ่านได้ที่ท้ายบทความเลยครับ


Sound n Stealth


โดยปกติแล้วเกมแนวๆนี้ ถ้าไม่มอบอาวุธให้ผู้เล่น ก็ต้องบังคับให้ผู้เล่น Stealth นี่ล่ะครับ สำหรับ Stifled เองแล้วนั้นนอกจากการ Stealth เองแล้ว “เสียง” ก็จะเป็นอีกหนึ่งลูกเล่นที่ถูกเพิ่มเข้ามาภายในเกมครับ และมันเป็นลูกเล่นที่ล้ำโครตๆซะด้วย

ก่อนอื่นเลยต้องบอกก่อนว่า ตัวเกมจะมี Graphic ที่ค่อนข้างแปลกหูแปลกตา นอกจากฉากปกติแล้ว ในฉาก Gameplay หลักๆตัวเกมจะมีกราฟฟิคแบบเส้นๆ โดยที่ผมเองก็ไม่รู้จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดอย่างเป็นทางการยังไง แต่ต้องบอกเลยว่ามันแปลกมากๆ นอกจากนี้ตัวเกมยังนำเอา Echolocation หรือที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า “การกำหนดที่ตั้งวัตถุด้วยเสียงสะท้อนในมนุษย์” มาเป็นหัวใจหลักของตัวเกมอีกด้วยครับ

Echolocation คืออะไร อธิบายง่ายๆเลยก็คือยกตัวอย่างจากการที่คนตาบอด สามารถกำหนดวัตถุ หรือสภาพโดยรอบของตัวเองได้จากการเคาะ หรือการสร้างเสียงต่างๆ โดยฟังจากเสียงสะท้อน และกำหนดมันออกมาให้กลายเป็นรูปร่างครับ และนั้นคือสิ่งที่ Stifled ต้องการจะนำเสนอให้ผู้เล่น

ตัวเกมจะทำเป็นเหมือนว่าตัว Dave (ตัวผู้เล่นเอง) มองอะไรไม่ค่อยเห็น และต้องคอยส่งเสียงอยู่ตลอดเวลา โดยการส่งเสียงของ Dave นั้นจะออกไปเป็น Pulse กระจายออกรอบๆตัว ส่งผลให้ในเกือบทั้งเกม ตัวผู้เล่นต้องคอยส่งเสียงตลอดเวลา เพื่อให้เราสามารถมองเห็นฉากรอบๆตัวได้ครับ

การส่งเสียงภายในเกมนี้สามารถทำได้ง่ายๆ 2 วิธีครับ อย่างแรกคือการกดปุ่ม R2 ค้างเอาไว้ แล้วปล่อย ยิ่งกดค้างไว้นานๆ Dave ก็จะส่งเสียงดังมากกว่าเดิม โดยที่ตัวเกมจะมี Gimmick เล็กๆน้อยๆ เช่นถ้าหากเรากดปุ่มแล้วปล่อยเบาๆ Dave ก็จะพูดเบาๆ เหมือนแอบกระซิบ โดยคำพูดของเขาที่เราจะได้ยินก็จะเป็น “อะไรวะ” “นั้นใครกัน” แต่ถ้าหากเรากดค้างไว้สุดแล้วปล่อย เขาก็จะตะโกนออกมาดังๆเช่น “มีใครอยู่ไหม” “มีใครได้ยินหรือเปล่า” อะไรประมาณนี้ครับ

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เราสามารถต่อ Microphone เข้าเครื่อง PS4 และใช้เสียงของเรานี่แหล่ะพูดได้เองภายในเกมเลย โดยจากที่ผมลองมาก็พบว่า Sensor วัดเสียงของมันทำออกมาได้ดีมากครับ สามารถวัดระดับเสียงเบา ดัง ได้อย่างแม่นยำ ให้ความสนุกที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

มาถึงตรงนี้ ผู้อ่านหลายๆคนน่าจะเข้าใจแล้วว่าเกมนี้มันสนุกอย่างไร ถ้าหากไม่เข้าใจผมจะอธิบายให้ฟังต่อครับ เนื่องจากว่าศัตรูของเราในเกมนี้มันเป็นผี หรืออะไรก็ตามแต่ พวกมันเหล่านี้มันจะได้ยินเสียงของผู้เล่น แต่มันจะมองไม่เห็นผู้เล่นครับ แน่นอนว่าตัวเราเองก็เช่นกันที่มองไม่เห็นมัน แต่ได้ยินเสียงมัน โดยสิ่งที่จะเข้ามาเป็นตัวแปรนี้ก็คือเสียงนั้นล่ะ หมายความว่าเราจะเห็นตัวมันได้ ก็ต่อเมื่อเราใช้เสียง Pulse ออกไปเพื่อให้ได้เห็นตัวมัน

แต่ถ้าหากทำแบบนั้น มันก็จะเห็นตัวผู้เล่นเองเช่นกันจริงไหมครับ และนั้นแหล่ะคือความสนุกของเกมนี้ ในฉากที่มืดมองอะไรไม่เห็น ผู้เล่นจำเป็นต้องคอยส่งเสียงตลอดเวลา แต่ถ้าทำแบบนั้นพวกมันก็จะได้ยินเสียงของคุณ แต่คุณก็จำเป็นต้องทำ การวางแผน และการเอาตัวรอดของผู้เล่น และการใช้เสียงให้เกิดประโยชน์ คือหัวใจหลักของเกมๆนี้ครับผม


Virtual Reality


นอกจากระบบการใช้เสียงของผู้เล่นจริงๆจะเป็นจุดเด่นของเกมนี้แล้ว VR เองก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ตัวเกมพยายามนำเสนอมันครับ และต้องบอกเลยว่ามันทำออกมาได้ดีมากๆ อย่างแรกเลยคือเรื่อง Motion Sickness ที่ตัวผมเองนั้นมีปัญหา และเล่นเกม VR ทีไรก็จะเป็นแบบนี้ทุกที แต่เกมนี้กลับไม่ค่อยมีอาการแบบนั้นโผล่มาสักเท่าไร ส่วนนึกอาจเป็นเพราะตัวเกมได้ใช้ Graphic แปลกๆ แบบนี้นั้นล่ะครับ

มีสะดุ้งกันบ้างล่ะ

ผมยังไม่ได้ลองใช้ PS Move ดู แต่การเล่นคู่กับจอย PS4 ธรรมดาก็ทำออกมาได้ดี การบังคับ การหันมุมกล้อง ทุกอย่างลงตัวครับ บรรยากาศในเกมทั้งหมดนั้นมันสุดยอดมากๆ ความรู้สึกของการเล่นเกมนี้ในโหมด VR มันจะแตกต่างกับโหมดปกติมากๆครับ อาจจะเป็นเพราะว่าเดิมทีตัวเกมออกแบบมาสำหรับ VR อยู่แล้ว แต่ถึงแบบนั้นมันก็ยังทำได้ดีทั้งสองโหมดการเล่นเลยล่ะ


สุดท้ายนี้ Stifled เป็นอีกหนึ่งเกมที่ควรหามาติดบ้านเอาไว้ สำหรับผู้ที่มี VR ในครอบครองอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ด้วยราคาที่สูงไปสักนิดหน่อย ก็แล้วแต่กำลังสรรพของคุณครับ แต่ด้วยการที่ตัวเกมยาวเพียง 3 ชั่วโมงนั้น อาจจะไม่เป็นที่พอใจสำหรับบางคน แต่สำหรับผมการที่ใส่เจ้า VR นี้ยาวๆ 3 ชั่วโมง พร้อมกับบรรยากาศในเกมเนี่ย ก็คุ้มค่ามากพอแล้วครับผม


และนี่คือสปอยเรื่องราวทั้งหมดในเกม ตามข้อสรุปของผมครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!