Connect with us

Published

on

หากพูดถึงโน้ตบุ๊กเพื่องานครีเอทีฟ เราก็ต้องคาดหวังให้มีการทำงานที่เร็ว จอใหญ่ เครื่องแรง กันอยู่แล้วแหละเนอะ ก็แหม…ถ้าไปเจอเครื่องช้า ทำงานสะดุด โหลดนานก็หงุดหงิดแย่สิคะพี่ขา!! ความกังวลเหล่านี้จะหมดไปแน่นอนค่ะ เพราะแบไต๋ขอนำเสนอ Asus Zenbook Pro 15 UX580 เครื่องแรง จอใหญ่ แถมมีจอที่ TouchPad ด้วย ซึ่งบอกเลยว่า…น่าจะเป็นโน้ตบุ๊กในฝันของคนทำงานสายครีเอทีฟแน่นอน

Asus Zenbook Pro 15 UX580 เครื่องแรง จอใหญ่ แถมมีจอ TouchPad

  • มาพูดถึงจอตัวแรกที่ไม่เหมือนใครก่อน คือจอที่สามารถ TouchPad เรียกว่า ScreenPad คือจอสัมผัสที่ลงแอปได้ เรียกใช้ง่ายแค่ปัดจากขอบ ScreenPad ลงมาก็เลือกใช้งานแอปได้เลย
    • เช่นควบคุมเพลงจาก Spotify
    • กดเปิดดูปฏิทินและตารางนัดหมายต่างๆ 
    • กดเครื่องคิดเลขก็ได้ หรือจะเรียก Numpad ออกมาพิมพ์ตัวเลขเร็ว ๆ ก็ได้
    • โปรแกรมไหนใช้บ่อย ๆ ก็เอามาทำ Shortcut รวมไว้ สะดวกมาก
  • รวมถึงมี Asus Sync ที่ซิงค์การแจ้งเตือนหรือสายเรียกเข้าจากสมาร์ทโฟนมารับและคุยด้วยโน้ตบุ๊กก็ได้
    • แค่ลงแอป Asus Sync ในมือถือ iOS หรือ Android ก็เชื่อมกันได้แล้ว
  • ซึ่ง Asus ก็จะส่งโปรแกรมที่ใช้งานร่วมกับจอ ScreenPad มากขึ้นในอนาคตด้วย
  • ตัวจอ ScreenPad ยังสามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมบางตัวอย่าง Word, Excel, PowerPoint เพื่อเปลี่ยนหน้าจอเป็นแป้นลัดให้สั่งงานได้เร็วขึ้น
  • หรือเวลาดู Youtube หน้าจอนี้ก็กลายเป็นแป้นควบคุมวิดีโอ สั่งงานเสร็จก็กดปิดเพื่อเลื่อนเมาส์ต่อ
  • จะควบคุมใหม่ก็ปัดนิ้วเรียกเมนู แล้วกดเรียกหน้าจอควบคุมกลับมาได้ สะดวกมากเว่อร์ 
  • ตัวจอ ScreenPad เป็นจอภาพขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD สามารถกดที่แป้น F6 เพื่อเปิดโหมดใช้งาน 2 หน้าจอ แล้วเอาอีกจอมาไว้ที่ ScreenPad ได้
    • เช่นเปิด Youtube ให้เล่นในจอ ScreenPad  
    • หรือเปิดโปรแกรม LINE แล้วทำงานพร้อมกับดูแชทงานไป
    • หรือเวลานำเสนองานผ่าน PowerPoint ก็ใช้เป็นจอที่สองเพื่อควบคุมได้
    • ซึ่งเราก็สามารถควบคุมจอเล็กได้ 2 โหมดคือ 1.โหมดเคอร์เซอร์เมาส์ ที่หน้าจอ ScreenPad ยังทำหน้าที่เป็น TouchPad ควบคุมลูกศรเมาส์อยู่ และ 2. Touch mode ที่สั่งงานจอเล็กแบบหน้าจอสัมผัสไปเลย แต่โหมดนี้เราควรจะต่อเมาส์แยกค่ะ

 Asus Zenbook Pro 15 รุ่นนี้ออกแบบมาเพื่องานครีเอทีฟโดยเฉพาะ

  • จอสัมผัสขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด 4K – 3840 x 2160 pixel ที่ไม่ใช่แค่ความคมชัดสูงอย่างเดียว แต่ได้รับการจูนสีให้ตรงตามมาตรฐานอุตสาหกรรม จนได้รับตรา Pantone Validated มาแปะตรงหน้า
  • ซึ่งจอนี้แสดงสีได้ครบ 100% ของขอบเขตสี Adobe RGB ที่มีค่าความผิดเพี้ยนของสีน้อยกว่า 2 ΔE (delta E)
  • จอที่ละเอียดและให้สีที่ตรงแบบี้เหมาะสำหรับช่างภาพ นักตัดต่อวิดีโอ คนทำงานสิ่งพิมพ์ คืองานที่เกี่ยวกับสีสันทั้งหลายนั่นแแหละค่ะ พอจอแสดงสีได้กว้าง ก็ปรับรูปแบบการแสดงสีให้เหมาะสำหรับงานต่าง ๆ ได้
  • Asus Zenbook Pro 15 ตัวท็อปที่เรารีวิวตัวนี้ใช้ Intel Core i9 Gen 8 ที่น่าจะเป็นตัวแรงสุดบนโน้ตบุ๊กตอนนี้แล้วค่ะ
  • อัดแรมมาให้ 16 GB แล้วก็ SSD ให้อีก 512 GB พร้อมชิปกราฟิก GeForce GTX 1050 Ti มาด้วย
    • ซึ่งวัดความแรงด้วย Geekbench 4 แบบ multi-core ได้ที่ 21,331 คะแนน แรงพอ ๆ กับ MacBook Pro รุ่นปัจจุบันตัวท็อปที่ราคาเป็นแสน แต่ถ้าเทียบราคากันแล้ว Asus Zenbook Pro 15 ขายถูกกว่าเยอะ แถมจอละเอียดกว่าด้วยค่ะ
  • Asus Zenbook Pro 15 ตัวนี้ได้ลำโพง harman/kardon มาด้วย ติดตั้งอยู่ด้านใต้เครื่อง ให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าลำโพงในโน้ตบุ๊กทั่วไป
  • น้ำหนักเครื่องก็แค่ 1.88 kg ถือว่าเบาสำหรับโน้ตบุ๊กจอขนาดนี้
  • ดีไซน์เครื่องบาง 1.89 cm เรียบหรูตามแบบ ZenBook ค่ะ สีตัวเครื่องน้ำเงินเข้มเรียกว่า Deep Dive Blue
  • พอร์ตเชื่อมต่อก็มาครบ มีช่อง Thunderbolt 3 ในรูปแบบ USB-C 2 พอร์ต , ช่องต่อ HDMI ทำให้ต่อจอพร้อมกันได้อีก 3 จอ
  • สรุปแล้วสามารถแสดงผลพร้อมกันได้ 5 จอ รวมจอหลักและ ScreenPad ด้วย
  • พร้อมช่อง USB 3.1 อีก 2 พอร์ต ช่องอ่านการ์ด MicroSD และช่องหูฟัง 3.5 mm ด้วย

แต่ข้อสังเกตที่พบคือ : หน้าจอ 4K นั้นแบกน้ำหนักสำหรับการเล่นเกมไม่น้อยนะเลยค่ะ วัดคะแนน 3Dmark ชุด Time Spy ออกมาได้ที่ 2,111 คะแนน ไม่สูงเท่า Gaming Notebook ถ้าจะซื้อเครื่องนี้ไปเล่นเกมด้วยก็ต้องคิดว่ามันเป็นโน้ตบุ๊กครีเอเตอร์ สรุปง่าย ๆ คือไม่ใช่โน้ตบุ๊กที่เน้นเล่นเกมเป็นหลักนั่นเองค่ะ คือแนะนำให้เล่นเกมที่ความละเอียด 1080p ก็พอค่ะจะได้ภาพที่ลื่นกว่า

ส่วนการใช้งานแป้นคีย์บอร์ดนั้น ยังต้องอาศัยความเคยชินบ้าง โดยเฉพาะปุ่มลูกศรขวากับ Fn อาจจะกดผิดกดถูกประจำ และอีกเรื่องคืออแดปเตอร์ของเครื่องมันค่อนข้างหนักถึงเครื่องจะเบา…แต่พอรวมหม้อแปลงไฟก็หนักอยู่

สุดท้ายมาถึงเวลาที่ทุกท่านรอคอย กับราคาของเจ้า Asus Zenbook Pro 15 ที่ขายในไทย 2 รุ่น คือ

  • ตัวท็อป Core i9 ใช้ชิปกราฟิก GeForce GTX 1050 Ti รุ่นนี้ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 89,990 บาท
  • และรุ่นรองที่ประหยัดลงมา ใช้ Intel Core i7 Gen 8 และชิปกราฟิก GeForce GTX 1050 ด้วย ในราคา 69,990 บาท เท่านั้น 
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

งมแอปในมหาสมุทร

เปลี่ยนโทรศัพท์เก่าเป็นกล้องวงจรปิดด้วยแอป “Alfred” แสนสะดวก!

Published

on

แอปที่เราจะพูดถึงในวันนี้ คงถูกใจใครหลายๆ คน ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยง หรือมีเด็กเล็กอยู่ที่บ้าน เพราะเป็นแอปที่จะทำหน้าที่เป็นกล้อง CCTV ขนาดย่อมให้เรา โดยเราไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรหรือเสียตังมากมาย เพียงแค่มีโทรศัพท์เครื่องที่เราใช้ในปัจจุบัน กับโทรศัพท์เครื่องเก่าอีกเครื่องที่วางทิ้งไว้ จากนั้นก็เพียงมีแอป “Alfred” ติดเครื่องไว้ เพียงเท่านี้ก็ได้ดูความเคลื่อนไหวของสัตว์เลี้ยงเราได้ตลอดเวลาแล้ว

วิธีการใช้งานแสนง่าย เพียงแค่เราดาวน์โหลดแอป “Alfred” ลงในโทรศัพท์ทั้ง 2 เครื่อง จากนั้นให้ทำการเลือกว่าเราจะให้เครื่องไหนเป็นเครื่องที่ใช้ดู และเครื่องไหนจะใช้งานเป็นกล้อง

จากนั้นทั้ง 2 เครื่องก็ทำการล็อกอินด้วย Google โดยใช้อีเมลเดียวกัน และแล้วทั้ง 2 เครื่องก็จะทำการเชื่อมกันเรียบร้อย! ที่เหลือก็เพียงนำเครื่องที่ทำหน้าที่เป็นกล้องไปตั้งไว้ยังจุดที่เราต้องการเฝ้าดู และอย่าลืมชาร์จแบตทิ้งไว้ด้วย

หน้าจอของเครื่องที่ใช้งานเป็นกล้อง

หากต้องการประหยัดพลังงาน ให้เรากดเครื่องหมายล็อกด้านล่าง เพื่อกดปิดหน้าจอเครื่องที่ทำหน้าที่เป็นกล้องไว้

สามารถตั้งค่าว่าจะใช้กล้องหน้าหรือกล้องหลังได้ด้วย

นอกจากนี้เรายังสามารถเลือกเปิดปิดแฟลชได้ด้วย ซึ่งภาพที่ออกมาก็จะมีความแตกต่างกันบ้าง ตามความมืดสว่าง

หน้าจอเครื่องที่ทำหน้าที่เป็นจอมอนิเตอร์ สามารถกดถ่ายภาพนิ่งได้ด้วย

ภาพนิ่งที่ได้จากการถ่ายภาพด้วยแอป Alfred

และหากเราต้องการใช้กล้องในห้องที่มืดๆ เราก็สามารถกดใช้โหมดกลางคืนได้เลย

ภาพจากห้องที่มีแสงสว่างน้อย โดยยังไม่ได้ใช้โหมดกลางคืน

ภาพจากการใช้โหมดกลางคืน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ความคมชัด และความละเอียดต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับโทรศัพท์ทั้ง 2 เครื่องที่เราใช้งานด้วย โดยเฉพาะโทรศัพท์ที่ใช้เป็นกล้อง รวมถึงอินเทอร์เน็ตที่เราใช้ก็มีความสำคัญเช่นกัน

ดาวน์โหลด

ภาพรวมถือว่าเป็นแอปกล้องที่ใช้งานได้ดี โดยเฉพาะในยามฉุกเฉินที่ต้องออกไปธุระข้างนอก แล้วไม่ได้มีการเตรียมกล้อง CCTV ไว้ ซึ่งก็ถือว่าใช้งานได้มีประสิทธิภาพทีเดียว แต่อาจจะไม่เหมาะสำหรับการใช้งานในทุกวัน เนื่องจากต้องชาร์จแบตโทรศัพท์เครื่องที่เป็นกล้องทิ้งไว้ด้วย แต่หากใช้ในยามฉุกเฉิน แล้วสำรองชาร์จแบตเครื่องที่เป็นกล้องไว้เต็มแล้ว ก็สามารถอยู่ได้ถึง 2-3 ชั่วโมงเลยทีเดียว โดยรวมถือเป็นแอปที่อำนวยความสะดวกได้ดีแบบหายห่วงเลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

งมแอปในมหาสมุทร

ฝึกพูดภาษาอังกฤษแบบคล่องๆ ด้วยแอป “Speak”

Published

on

“อยากจะฝึกภาษาอังกฤษ ด้วยการพูดเยอะๆ แต่ก็ติดที่ว่าประเทศไทย มีภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ จะหาคนต่างชาติสนทนาภาษาอังกฤษด้วยแต่ละทีก็ยากมากๆ ทำให้ทักษะการพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าไหร่” หลายคนคงรู้สึกแบบนี้ และก็หาทางออกของปัญหานี้ไม่ได้สักที.. เอาน่า ทุกปัญหาต้องมีทางออก เพราะวันนี้แบไต๋จะมาแนะนำแอปฝึกทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ที่ใช้งานได้ดีแอปหนึ่ง นั่นคือแอป “Speak” ซึ่งก็คือ English Speaking Practice นั่นเอง

เมื่อเริ่มเปิดใช้งานครั้งแรก แอปจะส่งบอท Carl ซึ่งเป็น Developer มาคุยกับเรา เพื่อแนะนำวิธีการใช้งานแอป เราจำเป็นต้องคุยกับ Carl จนจบ เพื่อเข้าสู่บทเรียน

เมื่อคุยกับ Carl เสร็จแล้ว ก็จะมีตัวละครต่างๆ โผล่ขึ้นมา ซึ่งก็มีตั้งแต่เชฟ นักท่องเที่ยว คนขับรถแท็กซี่ ฯลฯ โดยแอปจะแบ่งเป็นเลเวลให้เราฝึกฝน โดยแบ่งเป็นเลเวล 1 ไป 5 กับตัวละครในสถานการณ์ต่างๆ กัน

ทั้งนี้ตัวแอปจะล็อกตัวละครต่างๆ ไว้ และแม้จะแบ่งเป็นเลเวล และล็อกไว้ แต่เราก็สามารถกดปลดล็อกได้ หากรู้สึกว่าทักษะการพูดของเราข้ามเลเวลนั้นๆ ไปแล้ว

ในหน้าบทสนทนานั้น จะประกอบไปด้วย ตัวละครคู่สนทนาของเรา ซึ่งจะเป็นผู้เปิดบทสนทนา และหากเราต้องการดูรูปประโยคไปพร้อมๆ กันก็สามารถกดดูได้ โดยกด “tap to reveal”

เมื่อบทสนทนาของเราขึ้น ก็เพียงกดฟัง หรือหากคิดว่าเราพูดเป๊ะในระดับหนึ่งแล้ว ก็อาจกด “Tap to record” เมื่อเราพูดประโยคนั้นจบแล้ว แอปจะประมวลผลว่าเราพูดถูกต้องมากน้อยเพียงใด หากขึ้นเป็นสีเขียวนั่นหมายความว่าเราพูดถูกต้อง หากเป็นสีส้ม แปลว่าบางส่วนออกเสียงผิดเพี้ยนบ้าง และสีแดงคือออกเสียงผิด

เราสามารถกดบันทึกพูดใหม่ได้อีกครั้ง รวมถึงกดฟังประโยคที่เราพูดไปแล้วได้ด้วย และหากเรางุนงงกับคำศัพท์คำใด ก็สามารถกดที่คำๆ นั้น เพื่อดูความหมายได้ โดยแอปจะเชื่อมกับ Google Translate ไว้

หากเรามีข้อสงสัยใด หรือต้องการแจ้งฟีดแบ็ค เช่น บทสนทนาง่ายไป เขียนคำผิด ฯลฯ เราก็สามารถกดแจ้งได้ด้วย

เมื่อเราจบแต่ละบทเรียน แอปจะสรุปคะแนนการออกเสียงโดยรวมเป็นดาวมาให้เรา

ดาวน์โหลด

ถือเป็นอีกหนึ่งแอปที่ช่วยให้ภาษาอังกฤษของเราก้าวหน้าได้ขึ้นมาก ใครอยากเก่งภาษาอังกฤษมากขึ้น ก็ไม่ควรพลาดที่จะโหลดแอป Speak โดยเด็ดขาด!  แบไต๋ขอแนะนำ!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Games

[Review] Dragon Quest XI: Echoes of an Elusive Age ความดั้งเดิมสู่ยุคใหม่ที่ลงตัว

Published

on

สมัยก่อนตอนเด็กๆ ผมชอบการ์ตูนเรื่องดราก้อนบอลมากๆ ถึงขนาดตามเก็บการ์ดและโมเดลฟิกเกอร์ไปอวดเพื่อนในโรงเรียนอยู่ตลอด ยุคนั้นเป็นช่วงเดียวกับเครื่องเกม Playstation 2 ที่โคตรฮิตในบ้านเรา ผมเองก็ถือว่าโชคดีมากๆ ที่มีไว้ครอบครอง และด้วยการที่ผมบ้าดราก้อนบอลเป็นอย่างมาก ก็เลยอยากจะหาเกมดราก้อนบอลมาเล่นแบบที่ท่านผู้อ่านก็น่าจะเคยเป็นกัน

และผมก็ได้เจอกับเกมๆนึงที่มีหน้าปกเป็นบลูม่าและโกฮังในชุดพิคโกโร่ พร้อมกับชื่อเกมว่า “Dragon Quest V” ตอนนั้นตัวผมถึงกับสตั้นไปทันที และรีบชื้อเกมนี้ไปอวดเพื่อนว่าดราก้อนบอลภาคใหม่ออกมาแล้ว !!

และหลังจากที่ผมเล่นไปสักพักก็รู้สึกว่านี่มันไม่ใช่ดราก้อนบอลในแบบที่ผมรู้จักแล้ว แต่มันเป็นเกมอะไรก็ไม่รู้ที่ Copy ดราก้อนบอลมา (ตัวผมในตอนเด็กคิดแบบนั้น) แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันสนุก และสร้างความประทับใจในแบบที่ผมไม่เคยเจอ หลังจากนั้นผมได้ไปศึกษาหาข้อมูลว่าไอ่ Dragon Quest มันคืออะไรกันแน่ และภาพก็ตัดมาถึงปัจจุบันนี้ ที่ผมได้รู้ความจริงเกี่ยวกับเกมนี้ พร้อมทั้งประวัติความเป็นมาทุกอย่าง และได้เอาตัวเกมภาคที่ 5 ขึ้นแท่นบูชาเกม JRPG ที่สุดยอดที่สุดสำหรับตัวผมไปแล้วครับ

จนถึงวันนี้ผ่านมา 30 ปีนับตั้งแต่ตัวเกมภาคแรกวางขายไปในปี 1986 ซีรี่ส์ Dragon Quest ก็ยังออกภาคต่อมาแจกความสดใสให้แฟนๆเกมอยู่ตลอดถึง 10 ภาคหลักที่ยังไม่รวมภาคเสริมทั้งหลาย แต่ก็ต้องยอมรับกันตรงๆว่ากระแสของเกมนี้นั้น ไม่อาจสู้อีกหนึ่งซีรี่ส์ในค่ายเดียวกันอย่าง Final Fantasy ได้ เนื่องจากว่าตัวเกมนั้นค่อนข้างจะคงความดั้งเดิมเอาไว้มากจนเกินไป จนเจาะตลาดต่างชาติไม่ได้สักเท่าไรครับ

แต่สำหรับในญี่ปุ่นบ้านเกิดตัวเองนั้นก็แสดงให้ได้เห็นว่ายังคงมีแฟนๆ เกมอยู่มากแค่ไหน กับภาคล่าสุด Dragon Quest XI ด้วยยอดขาย 2 ล้านชุด ภายใน 2 วันแรกของการจำหน่ายตัวเกมแค่เพียงในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แค่นี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าซีรี่ส์นี้มันยังไม่ตาย และในปี 2018 ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดี ที่เกมเมอร์ฝั่งตะวันตกจะได้มีโอกาสสัมผัสว่าที่เกม RPG ยอดเยี่ยมแห่งปีในรูปแบบภาษาอังกฤษกันบ้าง และแน่นอนบ้านเราก็เช่นกันครับ

Dragon Quest เป็นเกม JRPG จาก Square Enix เจ้าของแฟรนไชส์ชื่อดังอย่าง Final Fantasy แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆแล้ว Dragon Quest นั้นมีมาก่อน Final Fantasy อีกทั้งบริษัท Enix ยังเป็นคนช่วย Square ให้รอดจากการล้มละลายในปี 2002 อีกด้วย (ผลมาจากการล้มเหลวในการสร้างหนัง Final Fantasy: The Spirits Within)

Dragon Quest XI เป็นเกมภาคต่อที่ทิ้งท้ายจากภาค 10 ไปกว่า 7 ปี การกลับมาครั้งนี้ถือว่าครบรอบ 30 ปีซีรี่ส์พอดี ตัวเกมยังคงความคลาสสิคเอาไว้อย่างครบถ้วน แต่ถึงแบบนั้นตัวเกมก็ยังพัฒนาให้ร่วมสมัยยิ่งขึ้น ตัวเกมขยับมาใช้ Unreal Engine 4 จึงการันตีได้เลยว่าภาพกราฟิกภายในเกมนั้นสวยงามจัดเต็มไม่ตกยุคแน่นอน


ก่อนอื่นขอขอบคุณ Square Enix / Sony Thailand ที่ได้เป็นผู้สนับสนุนตัวเกมที่ใช้ในการรีวิวในครั้งนี้ด้วยครับ



Story


ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ณ เมืองแห่งหนึ่ง ผู้คนกำลังมีความสุขไปกับเสียงเพลง เนื่องจากเป็นวันเปิดตัวลูกชายของกษัตริย์แห่งเมืองๆหนึ่ง แต่เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อมีมอนสเตอร์จำนวนมากบุกเข้ามาโจมตีปราสาท ผู้คนต่างล้มตาย ครอบครัวของกษัตริย์ได้พยายามหลบหนีแต่แล้วก็ไม่รอด มีเพียงแค่เด็กสาวและทารกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่กี่วัน ที่เอาตัวรอดจากการโจมตีครั้งนั้นไปได้

ทารกน้อยผู้นั้นได้ถูกเก็บไปเลี้ยงดูโดยผู้เฒ่าใจดีจากหมู่บ้านหลังเขา จากวันนั้นผ่านมาหลายปี ทารกน้อยได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ และพร้อมที่จะออกตามหาความจริงเกี่ยวกับตัวตนของตัวเองในอดีต ตัวเขาเองนั้นได้เกิดมาพร้อมกับพลังพิเศษบางอย่าง ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของโลกนี้ไปทั้งสิ้น

และนี่ก็คือบทนำของ Dragon Quest XI ตลอดทั้งเกมผู้เล่นจะได้พบเจอกับการผจญภัยไปในสถานที่ต่างๆ พบเจอกับเพื่อนร่วมทางใหม่ๆ ออกตามล่าสมบัติลับ ช่วยเหลือชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อน หรือแม้แต่จะไปเล่นคาสิโนคลายเครียดระหว่างเดินทางก็ยังทำได้

พออ่านถึงตรงนี้ สำหรับใครที่ไม่ชอบการดำเนินเรื่องแบบการ์ตูนญี่ปุ่น หรือคนที่ไม่ชอบอะไรที่เป็นเส้นตรงแบบสไตล์ดั้งเดิมของ JRPG และคิดว่าเกมนี้ก็น่าจะมีแนวทางการดำเนินเรื่องคล้ายๆกันล่ะก็ ผมอยากจะบอกว่าคุณคิดผิดอย่างแรงเลยครับ ตัวเกมในภาคนี้จัดเต็มกับเนื้อเรื่องในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในซีรี่ส์ อีกทั้งยังมาพร้อมกับ Dialogue หรือบทสนทนาที่เขียนมาได้ดีเยี่ยม และแน่นอนว่าการดำเนินเรื่องในเกมนี้นั้นน่าติดตามเป็นอย่างมาก

ตรงจุดนี้ สำหรับใครที่ต้องการมองหาการผจญภัยรูปแบบเดิมๆ แต่เพิ่มเติมคือเนื้อเรื่องที่สดใหม่ และมีการดำเนินเรื่องที่เป็นตัวของตัวเอง เกมนี้คือคำตอบที่ดีครับ อีกทั้งในเวอร์ชั่น ENG นั้นตัวเกมยังมีการเพิ่มเสียงพากย์เข้ามาในเกมอีกด้วย ช่วยเพิ่มอารมณ์ระหว่างการเล่นได้เป็นอย่างดีเลย

สิ่งนึงที่ผมชอบเกี่ยวกับการดำเนินเรื่องภายในซีรี่ส์ Dragon Quest นั้นก็คือตัวเกมจะไม่ได้ให้ผู้เล่นสวมบทบาทเป็นใคร แต่ให้ตัวผู้เล่นเป็นตัวของตัวเองนั้นล่ะครับ ในส่วนนี้อาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับเกม JRPG แบบนี้แล้วมันค่อนข้างส่งผลต่อความรู้สึกของตัวผู้เล่นเองเป็นอย่างมาก ราวกับว่าเราได้เข้าไปอยู่ในโลกนั้นจริงๆ ไม่ใช่แค่มองดูอยู่ห่างๆ

นอกจากนั้น Dialogue หรือบทสนทนา ภายในเกมก็ค่อนข้างจะมีความเป็นเอกลักษณ์แบบแปลกๆอยู่มาก ยกตัวอย่างเช่นในแต่ละเมือง ผู้คนต่างเลือดต่างเชื้อสาย ก็จะมีภาษา ทั้งการพูดและสำเนียงที่แตกต่างกันไปอยู่แล้ว เมื่อเราไปคุยกับชาวเมืองนั้นๆ Dialogue ภายในเกมก็จะสะกดคำภาษาอังกฤษมาแปลกๆ ให้เราอ่านออกเสียงแบบมีสำเนียงตามที่ตัวเกมต้องการครับ ตรงจุดนี้ผมถือว่ามันเป็นเรื่องที่ทีมงานใส่ใจรายละเอียดได้ดีมากๆ

ในส่วนของ Cutscreen ที่จะตัดเข้าออกระหว่างการดำเนินเรื่อง แน่นอนว่ามันกดข้ามไม่ได้ และตัวเราเองก็ต้องคอยกดเลื่อนบทสนทนาเองแบบเกมในสมัยก่อนอีกด้วย ถ้าหากผู้เล่นไม่กดเลื่อนถัดไป ฉาก Cutscreen นั้นก็ยังคงอยู่มุมกล้องเดิม ตัวละครท่าเดิม ยังกับโดนหยุดเวลาเอาไว้ ในส่วนนี้ผมก็ถือว่าตัวเกมออกแบบมาได้ดีมากๆ เนื่องจากมุมกล้องและการเคลื่อนไหวของตัวละครในฉากที่ลื่นไหล ไม่ขัดหูขัดตา ดูเป็นธรรมชาติ และยังทำให้ผู้เล่นรู้สึกผูกพันไปกับตัวละครนั้นๆอีกด้วย


The Gameplay


มาถึงอีกหนึ่งหัวข้อหลักของเกมแนวๆนี้กันบ้างครับ จริงๆก็ต้องบอกว่าสำหรับซีรี่ส์ Dragon Quest เองนั้นก็เป็นอีกหนึ่งเกมที่ยังคงรูปแบบระบบการเล่นไว้ดั้งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่เชื่อหรือไม่ครับว่าในที่สุดระบบการสู้ของ Dragon Quest ก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงแล้วในภาคที่ 11 นี้ โดยตัวเกมจะไปใช้ระบบ turn-based แบบเดียวกับ Final Fantasy X โดยที่ต่อไปนี้การใส่คำสั่งของผู้เล่นนั้นจะมีผลทันทีหลังออกคำสั่ง

ซึ่งจะแตกต่างจากภาคอื่นๆ ที่เราต้องใส่คำสั่งให้ครบทุกตัวก่อน หลังจากนั้นถึงจะมีการออก Action ตามที่เราสั่งไว้ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ตัวเกมต้องใช้การวางแผนที่ดีมากขึ้นกว่าเดิม และแน่นอนว่าได้ความสนุกที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แต่ถึงแบบนั้นระบบนี้ก็เหมือนจะพัฒนาต่อยอดมาอีกทีจาก Dragon Quest X ที่เป็นภาคออนไลน์ โดยมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยให้เข้ากับตัวเกมสำหรับเล่นคนเดียวครับ

ตัวเกมยังมาพร้อมกับระบบใหม่อย่าง “Pep Power” ที่เหมือนเป็นท่าโจมตีพิเศษของภาคนี้ โดยจะมาในรูปแบบท่าประสานระหว่างตัวละครหลายๆตัว โดยเงื่อนไขการใช้ก็จะไม่เหมือนกัน และมีท่าพิเศษที่เพิ่มค่า EXP เงิน ไอเท็ม รวมไปถึงเพิ่มค่าสถานะต่างๆอีกมากมาย รวมไปถึงท่าโจมตีสุดยอดที่จะใช้ได้จากท่าประสานพวกนี้ครับ

และเมื่อพูดถึงระบบการต่อสู้ของเกม JRPG ก็คงจะนึกถึงระบบ Random encounter หรือระบบสุ่มเจอมอนสเตอร์ระหว่างทาง แต่บอกลาไปได้เลย เพราะ Dragon Quest XI นั้นได้ยกเลิกใช้ระบบนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเหล่ามอนสเตอร์ทั้งหลายจะแสดงขึ้นมาตามฉาก หากผู้เล่นต้องการจะสู้ ก็เพียงแค่วิ่งเข้าไปโจมตีมันก่อนหรือไม่ก็วิ่งชนมันเท่านั้น ตัวเกมก็จะตัดฉากเข้าสู่การต่อสู้ทันที

ภายในฉากต่อสู้ ก็จะเหมือนกับเกม JRPG ทั่วๆไปที่เราต้องออกคำสั่งให้ตัวละคร แต่ในภาคนี้เราสามารถบังคับตัวละครวิ่งไปมาตามฉากได้ อีกทั้งตัวเกมยังมีระบบ Tactics ที่เป็นเหมือน Auto-Battle ที่เราสามารถตั้งค่าให้ตัวละครต่างๆต่อสู้ในรูปแบบไหน ซึ่งระบบนี้ถือว่าดีมากๆ เพราะผู้เล่นไม่จำเป็นต้องมานั่งออกคำสั่งเอง สามารถเก็บเลเวลตัวละครได้อย่างสบายใจ และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า AI ที่ออกคำสั่งแทนเรานั้นมันฉลาดมากๆ รู้ดีกว่าคนเล่นเสียอีก

มาพูดถึงระบบ Random encounter กันอีกนิดหน่อย ถึงแม้ว่าในการเล่นปกติตัวเกมจะตัดระบบนี้ออกไป แต่จริงๆแล้วมันก็ยังมีอยู่ในเกมเช่นเดิมไม่หายไปไหนครับ เมื่อเราเล่นไปถึงจุดๆแล้วเราจะได้เรือลำหนึ่งที่สามารถออกสำรวจโลกใน Overworld ได้ ตรงจุดนี้แหล่ะที่ตัวเกมจะใส่ระบบ Random encounter เข้ามา ขณะที่ผู้เล่นกำลังล่องเรืออยู่ ผู้เล่นอาจจะได้เจอกับเหล่ามอนสเตอร์แบบในภาคก่อนๆได้ครับ

ระบบ Character Builder หรือเข้าใจกันง่ายๆ หรือการอัพสกิลให้ตัวละคร เป็นระบบที่ต่อยอดมาจากภาค 9 และ 10 โดยเราสามารถปรับแต่งตัวละครได้ตามความต้องการ โดยตัวละครแต่ละตัวจะใช้อาวุธได้หลายชนิด แต่ละตัวก็จะมี Signature Panel หรือชุดสกิลประจำตัวนั้นๆอีกด้วยครับ โดยเราจะได้ Skillpoint ทุกครั้งจากการเลเวลอัพ ถือว่าสร้างสไตล์การเล่นที่แตกต่างกันไป และเราสามารถ Reset Skillpoint ได้ไม่จำกัดครั้งอีกด้วยครับ

นอกจากนี้การปรับแต่งตัวละครในภาคนี้ก็ยังได้รับการปรับปรุงขึ้นมาจากเดิมอีกนิดหน่อย ในภาคนี้ชุดเกราะของตัวละครจะเปลี่ยนไปตามชุดที่ใส่บางชุด รวมไปถึงพวกอาวุธต่างๆ และเราสามารถใช้คำสั่ง Auto equip เพื่อที่จะใส่อุปกรณ์ที่ดีที่สุดในช่องเก็บของเราอีกด้วย ตัวเกมออกแบบหน้าเมนูมาได้อย่างดี เข้าใจง่ายสะดวกต่อการใช้งาน

นอกจากนั้นตัวเกมยังแยกกระเป๋าไอเท็ม และกระเป๋าของตัวละครนั้นๆไปอีกด้วย เช่นถ้าเราต้องการที่ใช้ไอเท็มระหว่างต่อสู้ เราก็ต้องเอาไอเท็มชิ้นนั้นไปไว้กับตัวละครที่เราต้องการก่อนเริ่มต่อสู้ และเมื่อเริ่มต่อสู้แล้ว เราก็ต้องรอให้ถึงเทิร์นของตัวละครนั้นๆ ถึงจะใช้ไอเท็มที่เราใส่ไว้ในกระเป๋าตัวละครเอาไว้ได้ครับ ตรงจุดนี้คิดว่าอาจจะเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่สำหรับผมคิดว่ามันก็เป็นเรื่องที่ท้าทายดีนะ

ใน Dragon Quest XI นั้นจะมีสัตว์ขี่ให้เราด้วย !! โดยสัตว์ขี่พวกนี้จะมาในรูปแบบมอนสเตอร์ ซึ่งมันจะมีผลต่อการเล่นอยู่ค่อนข้างมาก ในบางฉากที่มีภูเขาสูงๆผู้เล่นไม่สามารถปีนขึ้นเขาไปเองได้ แต่ภายในฉากนั้นจะมีมอนสเตอร์พิเศษบางตัวที่มีประกายอยู่ เมื่อเราจัดการมอนสเตอร์พวกนี้ได้แล้ว เราก็จะสามารถขึ้นไปขี่มันได้ โดยมอนสเตอร์แต่ละตัวก็มีความสามารถที่แตกต่างกันไปครับ เช่นบินได้ พังก้อนหินใหญ่ กระโดดสูง ไต่กำแพง เป็นต้น

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Dragon Quest ที่มีมาทุกๆภาคก็น่าจะเป็น Casino ที่เป็นจุดพักผ่อนหย่อนใจให้กับผู้เล่นที่เหนื่อยกับการต่อสู้ โดยในภาค 11 นี้ตัวเกมก็จัดเต็มกับคาสิโนอีกเช่นกัน ภายในนั้นจะมี Mini Game ให้เล่นหลายรูปแบบ และแน่นอนว่าของรางวัลก็ต้องไม่ธรรมดาอีกด้วย ตัวผมเองขณะเล่นเกมนี้ก็เสียเวลาให้กับคาสิโนไปเยอะเหมือนกันครับ

นอกจากนั้นในภาคนี้ตัวเกมยังมีระบบ Fun-Size Forge หรือการสร้างไอเท็ม และการตีบวกไอเท็ม โดยเราสามารถหาวัตถุดิบและสูตรการสร้างภายในเกม มาสร้างอาวุธและชุดเกราะเองได้ครับ โดยขณะสร้างก็จะมี Mini Game ให้เล่นเช่นกัน ถ้าหากเราทำออกมาดีเยี่ยม เราก็จะได้อุปกรณ์ +3 ที่ดีกว่าแบบธรรมดาแน่นอน หรือเราสามารถนำเอาอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว ไปตีบวกเสริมพลังได้เช่นกันครับ

ต่อมาระบบที่ผมจะพูดถึงนั้นก็คือ Campsite ที่เป็นระบบใหม่ล่าสุดของซีรี่ส์นี้เลย โดยภายในฉากจะมีจุดตั้งแคมป์ไฟอยู่ ผู้เล่นสามารถไปตั้งแคมป์ตรงจุดๆนั้นได้ เมื่อตั้งแล้วผู้เล่นสามารถทำการ Save Game ชุบชีวิตตัวละครที่ตาย รีสกิลตัวละคร แก้ไขสถานะผิดปกติต่างๆ ผ่านรูปปั้นเทพธิดาได้แบบภาคก่อนๆครับ และแน่นอนว่าสามารถพักผ่อนฟื้นฟูพลังชีวิตให้เต็มได้เลยทันทีอีกด้วย

สิ่งหนึ่งที่เป็นเหมือนเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับเกม JRPG สมัยก่อนนั้นก็คือการที่ตัวเกมจะมีเควสให้ทำแบบไม่มีการบอกจุดต่ำแหน่งที่ต้องไปต่อ แต่ผู้เล่นต้องใช้การสังเกตสิ่งที่ NPC พูดใน Dialogue เพื่อที่จะดำเนินเกมต่อได้ครับ แต่ถ้าหากพูดเล่นไม่แน่ใจว่าจะต้องทำอะไรกันแน่ ตัวเกมก็ยังมีระบบ Party Talk มาให้เราคุยกับเพื่อนรวมทีม และพวกเขาจะบอกเราเองครับว่าต้องไปทำอะไรต่อไป


The Artwork


จุดเด่นของ Dragon Quest อีกหนึ่งอย่างก็คือการที่ตัวเกมนั้นมี Akira Toriyama มาเป็นผู้รับผิดชอบออกแบบในส่วนของงาน Art ภายในเกมทั้งหมด ผลงานของ Akira ที่ดังๆนั้นก็หนีไม่พ้นการ์ตูนชื่อดังก้องโลกอย่าง Dragon Ball เพราะฉะนั้นในเกม Dragon Quest ผู้เล่นจะได้พบเจอกับบรรยากาศแบบสไตล์ของ Akira ทั้งเกม ไม่ว่าจะเป็นทั้งคาแรคเตอร์ตัวละคร มุขตลกระหว่างฉาก การออกแบบมอนสเตอร์ และอื่นๆอีกมากมาย

ตลอดภายปีที่ผ่านมา Dragon Quest เป็นเกมที่ไม่ค่อยได้รับโอกาสโลดแล่นในโลกของ Full 3D เลย แต่การมาในภาค 11 นี้ตัวเกมได้ใช้ Unreal Engine 4 ในการพัฒนา จึงการันตีได้เลยว่าภาพที่ออกมาต้องสวยงาม ตามที่ชาวแฟนเกมได้คาดหวังเอาไว้กันเป็นแน่แท้ และเมื่อผมได้มีโอกาสสัมผัสตัวเกมจริงๆ ก็พบว่ามันทำออกมาได้ดีเยี่ยม สวยงามไม่ผิดหวังเลยทีเดียวครับ

ภายในเกมผู้เล่นจะได้พบกับสถานที่ เมืองต่างๆ ที่เรียกได้ว่าจัดเต็มมาครบทุกอารมณ์ ไล่ไปตั้งแต่ปราสาทยุโรปกลาง อาณาจักรทะเลทราย หมู่บ้านบ่อน้ำผุร้อนแบบญี่ปุ่น เกาะชาวประมง อาณาจักรใต้น้ำ ดินแดนน้ำแข็งปราสาทหิมะ และอื่นๆอีกมากมายหลายแบบ

อีกหนึ่งจุดเด่นก็คือในเกมนี้จะมีระบบกลางวันและกลางคืน โดยที่เราสามารถเปลี่ยนเวลาได้จากการเล่นไปเรื่อยๆ หรือไปนอนพักตามโรงแรมและเลือกเวลาตื่นครับ แน่นอนว่ามันส่งผลต่อระบบของเกมเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นในตอนกลางคืน เราจะไม่สามารถเข้าเยี่ยมชมปราสาทได้ รวมไปถึงจะมีมอนสเตอร์ที่จะออกมาแค่ตอนกลางคืนเท่านั้น และมี Event บางอย่างที่จะเกิดขึ้นแค่ในเฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้นด้วยครับ

ในรีวิวครั้งนี้ผมเล่นในเครื่อง Playstation 4 รุ่นธรรมดา ตัวเกมรันมาที่ 30 FPS โดยมีดรอปบ้างเล็กน้อยในช่วงที่มีหมอกควันเยอะๆ แต่โดยรวมแล้วออกมาสวยงามมากๆ ดูไม่ขัดตา ส่วนสำหรับเวอร์ชั่น PC นั้นได้ยินมาว่า Port มาดีเกินคาด และสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ

ต่อมาคือเรื่องของเพลงประกอบ จริงๆแล้วต้องบอกเลยว่าเกม JRPG กับเพลงประกอบนั้นถือว่าเป็นของคู่กันเลยทีเดียว และยิ่งสำหรับเกมอย่าง Dragon Quest นั้นก็ขึ้นชื่อเรื่องความ “คลาสสิก” ในเรื่องเสียงเพลงอยู่แล้ว แน่นอนครับว่าภาคนี้จัดเต็มในด้านเพลงประกอบฉาก และซาวด์เอฟเฟคภายในเกม โดยเป็นการนำเพลงจากภาคก่อนๆมารวมไว้ อีกทั้งยังคงความคลาสสิกในรูปแบบเดิมๆเอาไว้อีกด้วย


Best RPG of the year


สรุปแล้ว Dragon Quest XI นั้นเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมมากๆในสายตาของผม ต้องบอกเลยว่าผมเองไม่ได้เป็นแฟนเกมนี้แต่อย่างใด และออกจะชอบเกม JRPG เกมอื่นๆมากกว่าด้วยซ้ำไป แต่การกลับมาครั้งนี้ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมมากๆ จนตัวผมถึงกับสตั้นไปเลยทีเดียว ตัวเกมยังคงรูปแบบการเล่นเดิมๆเอาไว้ทั้งหมด แต่ที่ถูกปรับปรุงคือระบบการเล่นที่ร่วมสมัยยิ่งขึ้น และแน่นอนกับกราฟฟิกที่สวยขึ้นมาก

ตรงจุดนี้ใครที่ไม่เคยเล่นซีรี่ส์ Dragon Quest มาก่อน ภาค 11 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากๆที่สุดครับ คำถามที่น่าจะได้ยินบ่อยมากคือ “มาเริ่มเล่นภาคนี้แล้วจะรู้เรื่องไหม” ขอตอบว่ารู้เรื่องแน่นอนครับ ถึงแม้ว่า Dragon Quest จะมีการเล่าเรื่องแบบภาคต่อภาคตาม Trilogy แต่ถ้าหากมาเริ่มเล่นภาค 11 เป็นภาคแรกก็ยังคงรู้เรื่อง และมันเป็นภาคแรกที่ควรจะเล่นเลยด้วย (เหตุผลที่ไม่สามารถบอกได้ สปอลย์)

และสำหรับผู้เล่นเก่าๆ หรือแฟนคลับหน้าเดิมๆ ที่ติดตามมาตลอดก็ไม่น่าจะพลาดกัน สิ่งที่น่าจะขัดใจแฟนๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องชื่อคถาที่แปลมาได้แย่ แต่มันก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้แฟนๆ ในบ้านเราจะคุ้นเคย และชอบภาคญี่ปุ่นมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามตัวเกมภาค ENG ก็ได้ปรับปรุงอะไรหลายๆอย่างจากภาคญี่ปุ่นมาเยอะมาก สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือเสียงพากย์ที่ทำให้ตัวเกมดูดีมีระดับขึ้นเยอะเลยครับ

ต่อมาในเรื่องระดับความยากในการเล่น จริงๆ ผมก็ไม่ได้คิดว่ามันยาก แถมออกจะง่ายด้วยซ้ำไป เหมาะสำหรับเกมเมอร์ทั่วไป แต่ถ้าหากใครที่ต้องการความท้าทาย ตัวเกมยังมีระบบ Draconian Quest ที่จะมาทำให้เกมนั้นเล่นยากขึ้นกว่าเดิม งานนี้ใครอยากเล่น Hard Mode ล่ะก็ไม่ผิดหวัง

ผมเล่นเกมนี้จบสมบูรณ์แบบโดยใช้เวลาไปเกือบ 100 ชั่วโมง ตัวเกมมีอะไรให้ทำเยอะมากๆ โดยหากใครที่ชอบเกมที่สามารถเล่นได้นานๆ เกมนี้ก็สามารถตอบโจทย์คุณได้ครับ สำหรับตัวผมแล้วยังมองไม่เห็นถึงข้อเสียของเกมนี้เลยสักนิด เพราะฉะนั้นนี้จึงเป็นบทความรีวิวเกมครั้งแรกของผมที่ปิดด้วยคะแนนเต็ม 10 อย่างไม่ต้องสงสัย และเอาต่ำแหน่งสุดยอดเกม RPG ประจำปีได้เลย !!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!