Connect with us

Published

on

หากพูดถึงโน้ตบุ๊กเพื่องานครีเอทีฟ เราก็ต้องคาดหวังให้มีการทำงานที่เร็ว จอใหญ่ เครื่องแรง กันอยู่แล้วแหละเนอะ ก็แหม…ถ้าไปเจอเครื่องช้า ทำงานสะดุด โหลดนานก็หงุดหงิดแย่สิคะพี่ขา!! ความกังวลเหล่านี้จะหมดไปแน่นอนค่ะ เพราะแบไต๋ขอนำเสนอ Asus Zenbook Pro 15 UX580 เครื่องแรง จอใหญ่ แถมมีจอที่ TouchPad ด้วย ซึ่งบอกเลยว่า…น่าจะเป็นโน้ตบุ๊กในฝันของคนทำงานสายครีเอทีฟแน่นอน

Asus Zenbook Pro 15 UX580 เครื่องแรง จอใหญ่ แถมมีจอ TouchPad

  • มาพูดถึงจอตัวแรกที่ไม่เหมือนใครก่อน คือจอที่สามารถ TouchPad เรียกว่า ScreenPad คือจอสัมผัสที่ลงแอปได้ เรียกใช้ง่ายแค่ปัดจากขอบ ScreenPad ลงมาก็เลือกใช้งานแอปได้เลย
    • เช่นควบคุมเพลงจาก Spotify
    • กดเปิดดูปฏิทินและตารางนัดหมายต่างๆ 
    • กดเครื่องคิดเลขก็ได้ หรือจะเรียก Numpad ออกมาพิมพ์ตัวเลขเร็ว ๆ ก็ได้
    • โปรแกรมไหนใช้บ่อย ๆ ก็เอามาทำ Shortcut รวมไว้ สะดวกมาก
  • รวมถึงมี Asus Sync ที่ซิงค์การแจ้งเตือนหรือสายเรียกเข้าจากสมาร์ทโฟนมารับและคุยด้วยโน้ตบุ๊กก็ได้
    • แค่ลงแอป Asus Sync ในมือถือ iOS หรือ Android ก็เชื่อมกันได้แล้ว
  • ซึ่ง Asus ก็จะส่งโปรแกรมที่ใช้งานร่วมกับจอ ScreenPad มากขึ้นในอนาคตด้วย
  • ตัวจอ ScreenPad ยังสามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมบางตัวอย่าง Word, Excel, PowerPoint เพื่อเปลี่ยนหน้าจอเป็นแป้นลัดให้สั่งงานได้เร็วขึ้น
  • หรือเวลาดู Youtube หน้าจอนี้ก็กลายเป็นแป้นควบคุมวิดีโอ สั่งงานเสร็จก็กดปิดเพื่อเลื่อนเมาส์ต่อ
  • จะควบคุมใหม่ก็ปัดนิ้วเรียกเมนู แล้วกดเรียกหน้าจอควบคุมกลับมาได้ สะดวกมากเว่อร์ 
  • ตัวจอ ScreenPad เป็นจอภาพขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD สามารถกดที่แป้น F6 เพื่อเปิดโหมดใช้งาน 2 หน้าจอ แล้วเอาอีกจอมาไว้ที่ ScreenPad ได้
    • เช่นเปิด Youtube ให้เล่นในจอ ScreenPad  
    • หรือเปิดโปรแกรม LINE แล้วทำงานพร้อมกับดูแชทงานไป
    • หรือเวลานำเสนองานผ่าน PowerPoint ก็ใช้เป็นจอที่สองเพื่อควบคุมได้
    • ซึ่งเราก็สามารถควบคุมจอเล็กได้ 2 โหมดคือ 1.โหมดเคอร์เซอร์เมาส์ ที่หน้าจอ ScreenPad ยังทำหน้าที่เป็น TouchPad ควบคุมลูกศรเมาส์อยู่ และ 2. Touch mode ที่สั่งงานจอเล็กแบบหน้าจอสัมผัสไปเลย แต่โหมดนี้เราควรจะต่อเมาส์แยกค่ะ

 Asus Zenbook Pro 15 รุ่นนี้ออกแบบมาเพื่องานครีเอทีฟโดยเฉพาะ

  • จอสัมผัสขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด 4K – 3840 x 2160 pixel ที่ไม่ใช่แค่ความคมชัดสูงอย่างเดียว แต่ได้รับการจูนสีให้ตรงตามมาตรฐานอุตสาหกรรม จนได้รับตรา Pantone Validated มาแปะตรงหน้า
  • ซึ่งจอนี้แสดงสีได้ครบ 100% ของขอบเขตสี Adobe RGB ที่มีค่าความผิดเพี้ยนของสีน้อยกว่า 2 ΔE (delta E)
  • จอที่ละเอียดและให้สีที่ตรงแบบี้เหมาะสำหรับช่างภาพ นักตัดต่อวิดีโอ คนทำงานสิ่งพิมพ์ คืองานที่เกี่ยวกับสีสันทั้งหลายนั่นแแหละค่ะ พอจอแสดงสีได้กว้าง ก็ปรับรูปแบบการแสดงสีให้เหมาะสำหรับงานต่าง ๆ ได้
  • Asus Zenbook Pro 15 ตัวท็อปที่เรารีวิวตัวนี้ใช้ Intel Core i9 Gen 8 ที่น่าจะเป็นตัวแรงสุดบนโน้ตบุ๊กตอนนี้แล้วค่ะ
  • อัดแรมมาให้ 16 GB แล้วก็ SSD ให้อีก 512 GB พร้อมชิปกราฟิก GeForce GTX 1050 Ti มาด้วย
    • ซึ่งวัดความแรงด้วย Geekbench 4 แบบ multi-core ได้ที่ 21,331 คะแนน แรงพอ ๆ กับ MacBook Pro รุ่นปัจจุบันตัวท็อปที่ราคาเป็นแสน แต่ถ้าเทียบราคากันแล้ว Asus Zenbook Pro 15 ขายถูกกว่าเยอะ แถมจอละเอียดกว่าด้วยค่ะ
  • Asus Zenbook Pro 15 ตัวนี้ได้ลำโพง harman/kardon มาด้วย ติดตั้งอยู่ด้านใต้เครื่อง ให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าลำโพงในโน้ตบุ๊กทั่วไป
  • น้ำหนักเครื่องก็แค่ 1.88 kg ถือว่าเบาสำหรับโน้ตบุ๊กจอขนาดนี้
  • ดีไซน์เครื่องบาง 1.89 cm เรียบหรูตามแบบ ZenBook ค่ะ สีตัวเครื่องน้ำเงินเข้มเรียกว่า Deep Dive Blue
  • พอร์ตเชื่อมต่อก็มาครบ มีช่อง Thunderbolt 3 ในรูปแบบ USB-C 2 พอร์ต , ช่องต่อ HDMI ทำให้ต่อจอพร้อมกันได้อีก 3 จอ
  • สรุปแล้วสามารถแสดงผลพร้อมกันได้ 5 จอ รวมจอหลักและ ScreenPad ด้วย
  • พร้อมช่อง USB 3.1 อีก 2 พอร์ต ช่องอ่านการ์ด MicroSD และช่องหูฟัง 3.5 mm ด้วย

แต่ข้อสังเกตที่พบคือ : หน้าจอ 4K นั้นแบกน้ำหนักสำหรับการเล่นเกมไม่น้อยนะเลยค่ะ วัดคะแนน 3Dmark ชุด Time Spy ออกมาได้ที่ 2,111 คะแนน ไม่สูงเท่า Gaming Notebook ถ้าจะซื้อเครื่องนี้ไปเล่นเกมด้วยก็ต้องคิดว่ามันเป็นโน้ตบุ๊กครีเอเตอร์ สรุปง่าย ๆ คือไม่ใช่โน้ตบุ๊กที่เน้นเล่นเกมเป็นหลักนั่นเองค่ะ คือแนะนำให้เล่นเกมที่ความละเอียด 1080p ก็พอค่ะจะได้ภาพที่ลื่นกว่า

ส่วนการใช้งานแป้นคีย์บอร์ดนั้น ยังต้องอาศัยความเคยชินบ้าง โดยเฉพาะปุ่มลูกศรขวากับ Fn อาจจะกดผิดกดถูกประจำ และอีกเรื่องคืออแดปเตอร์ของเครื่องมันค่อนข้างหนักถึงเครื่องจะเบา…แต่พอรวมหม้อแปลงไฟก็หนักอยู่

สุดท้ายมาถึงเวลาที่ทุกท่านรอคอย กับราคาของเจ้า Asus Zenbook Pro 15 ที่ขายในไทย 2 รุ่น คือ

  • ตัวท็อป Core i9 ใช้ชิปกราฟิก GeForce GTX 1050 Ti รุ่นนี้ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 89,990 บาท
  • และรุ่นรองที่ประหยัดลงมา ใช้ Intel Core i7 Gen 8 และชิปกราฟิก GeForce GTX 1050 ด้วย ในราคา 69,990 บาท เท่านั้น 
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

งมแอปในมหาสมุทร

รวมเทคนิคเล่น “ZEPETO” แอปสร้างอวตารยอดฮิต ยังไงให้สนุก

Published

on

กลายเป็นอีกแอปที่ฮอตฮิตติดลมบนไปโดยปริยาย สำหรับแอปอวตารเก๋ๆ อย่าง “ZEPETO” เพราะนอกจากจะสามารถอวตารรูปร่างหน้าตาของเรา และจับแต่งกายสวยๆ งามๆ ได้แล้ว ยังมีลูกเล่นดีๆ อย่างการ “แชท” ด้วย เดี๋ยวเรามาดูกันดีกว่า ว่าแอป ZEPETO ที่อยู่ดีๆ ก็ดังขึ้นมาในขณะนี้นั้น เราจะเล่นกันยังไงดี ให้สุนทรีและสนุกสุดๆ

แต่งหน้า แต่งตัว แต่งบ้านให้สุด ให้เหมือนหลุดมาจาก The sims!

แอป ZEPETO มีลักษณะการใช้งานเบื้องต้นที่คล้ายกับแอปอวตารและสร้างสติกเกอร์ทั่วไป คือสามารถเลือกภาพถ่ายของเรา หรือถ่ายรูปเรามาทำเป็นตัวการ์ตูนอวตารนั้นๆ แต่ดูจะพิเศษกว่าหน่อย ตรงที่นอกจากจะแต่งหน้า แต่งตัวได้แล้ว ยังสามารถแต่งห้องได้อีก! ใช่ค่ะ! อย่างนี้ก็จำลองตัวเราได้อย่างเต็มที่เลย

ดังนั้นจะเล่นให้สนุก ก็ต้องจับแต่งตัว ลงทุนด้วยการใช้ coins บ้าง เล่นแบบนี้จะสนุกและมีสีสัน ได้แต่งตัว ได้แต่งบ้าน และเคลื่อนไหวได้อย่างหลากหลาย

เอาสติกเกอร์ไปใช้ในแอปอื่นๆ ให้คุ้ม

สร้างเสร็จแล้ว ก็อย่าลืมเอาสติกเกอร์ที่ได้ไปใช้ในแอปอื่นๆ ด้วยนะ บอกเลยว่าแอปนี้เค้าทำสติกเกอร์ออกมาได้ดีเลย

แถมยังสร้างสติกเกอร์ใหม่ๆ เองได้อย่างเต็มที่ด้วย

เล่นเกมและ Daily Quest ให้ครบ

ข้อดีของ ZEPETO คือมีเกมให้เราเล่นเก็บ Coins (จะได้ไม่ต้องนั่งดูวิดีโอโฆษณาอย่างเดียว) และสามารถเล่น Quest ต่างๆ ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ระบบ Daily Quest ของแอปก็ยังไม่เสถียรนัก และกำลังปิดปรับปรุงอยู่ ก็คงต้องรอดูกันต่อไป ว่าแอปจะมีลูกเล่นของ Quest แบบไหนบ้าง

แต่งตัวแข่งกัน แล้วลากเพื่อนมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ความที่ ZEPETO มีฟีเจอร์ Photobooth ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่สามารถถ่ายรูปรวมกับเพื่อนๆ ซึ่งวิธีการใช้งานก็ไม่ยาก หลังจากเรา Follow เพื่อนไปแล้ว (โดยการใส่โค้ดของเพื่อนในช่องค้นหา ซึ่งเป็นตัวเลข 6 หลัก สามารถดูได้ในหน้าโปรไฟล์ของตัวเอง) เราสามารถดึงร่างอวตารของเพื่อนมาถ่ายรูปได้เลย โดยกดเข้าที่ฟีเจอร์ Photobooth แล้วกดเลือกแอคชั่นท่าทางต่างๆ ได้เลย


ทำให้เราสามารถแต่งตัวสวยๆ ไปประชันกับเพื่อนได้แบบเต็มที่ แถมยังถ่ายรูปเป็นที่ระทึก เอ้ย ระลึกได้อีกด้วย!

ลากเพื่อนมาแชทกัน จะได้ไม่เหงา

แอป ZEPETO ไม่ใช่แอปที่สร้างมาสวยๆ งามๆ เล่นสนุกไปอย่างเดียว เพราะสามารถแชทพูดคุยกับเพื่อนๆ ของเราได้ด้วย จะเล่นให้สนุกก็สามารถลากเพื่อนมาเม้าส์กันให้สนั่นได้

Discover คนอื่นๆ จะได้แนวแต่งตัวเก๋ๆ

ถ้าคิดว่าเรายังแต่งตัวได้ไม่ดีพอ ลองหาไอเดียใหม่ๆ จากฟีเจอร์ Discover ก็ได้ แล้วจะได้ไอเดียดีๆ เยอะเลย แถมยังเอามาปรับใช้ในชีวิตจริงได้ด้วยนะ

ดาวน์โหลด

ใครอยากเล่นแอปอวตารสนุกๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่สร้างสติกเกอร์ได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสังคมออนไลน์ในแอปด้วย แอป ZEPETO ก็ถือว่าตอบโจทย์เลยทีเดียว แถมยังมีลูกเล่นอีกเพียบที่กำลังพัฒนาอยู่ ใครสนใจก็ลองไปดาวน์โหลดมาเล่นฆ่าเวลาดู อาจจะติดใจจนต้องเข้าไปเล่นบ่อยๆ เลยก็ได้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Game Review

[Review] Just Cause 4 มหากาฬระเบิดภูเขา เผาเกมให้แหลกละเอียด !!

Published

on

ในวงการเกม มีอยู่หลายเกมที่พยายามส่งภาคต่อออกมาเรื่อยๆ บ้างก็เพื่อหาเงิน บ้างก็เพื่อขยายฐานแฟนคลับ ในหมู่เกมเหล่านั้นล้วนแต่จะออกมาดี ตรงตามความคาดหวังของแฟนๆ และมันจะอยู่บางเกมที่เล่นขนออกภาคต่อมาเยอะ ชนิดที่ว่าไม่ได้มีใครร้องขอ แต่ก็ยังดันทุรังออกภาคต่อมาจนเล่นแทบไม่ทัน ถ้าจะพูดให้นึกภาพออก ก็คงจะเป็นเกมอย่าง Sniper Elite. Sniper Ghost Warrior 3, ซีรี่ส์ Warhammer, Far Cry และอื่นๆอีกมาก บ้างก็ออกมาดูดี บ้างก็ออกมาแย่เสียจนรับไม่ได้

Just Cause เองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ แต่เอาเข้าจริงแล้วภาคต่อของเกมนี้มันก็ไม่ได้แลดูเยอะหรืออะไร เพราะมันก็มีแค่ 4 ภาคเท่านั้นหากเรานับภาคล่าสุดเข้าไปด้วยแต่ปัญหาคือ ตั้งแต่ภาค 2, 3, 4 ตัวเกมมันแลดูไม่มีอะไรแปลกใหม่ที่น่าสนใจเลยนี่สิ

Just Cause เป็นเกมแนว Action Open World ระเบิดภูเขา เผากระท่อม ชนิดที่ว่าไมเคิล เบย์ และ อาหลอง ต้องยอมสยบให้ ตัวเกมวางจำหน่ายภาคแรกไปตั้งแต่ปี 2006 ก่อนที่จะออกภาคต่อตามมาในปี 2010 และภาค 3 ในปี 2015 ก่อนที่จะออกภาค 4 มาในปี 2018 หากดูกันดีๆ แล้วก็จะเห็นว่าตัวเกมภาค 4 ก็ไม่ได้มาเร็วเกินไปหรืออะไร แต่ส่วนตัวแล้วผมกลับรู้สึกว่าเกมภาค 4 มันมาเร็วเกินไป อาจจะเป็นเพราะตัวเกมภาค 3 วางจำหน่ายในช่วงเดือนธันวาคมด้วย

แต่ก่อนเราจะเข้าบทความรีวิวเกม ก่อนอื่นขอขอบคุณ Bandai Namco Entertainment Asia สำหรับตัวเกมที่ใช้รีวิวในครังนี้ด้วยครับ


Welcome to Paradise


Just Cause 4 จะเล่าเรื่องต่อจากภาค 3 หลังจากระเบิดเกาะบ้านเกิดตัวเองไปแล้ว Rico ตัวเอกของเรื่องได้มาถึงเกาะ Solis แถบอเมริกาใต้ จากที่เขาได้รู้มาว่าพ่อของเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับกองกำลังทหาร Black Hand ที่เกาะนี้ โดยเขามีหน้าที่ต้องจัดการเข้ายึดหอคอยขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า “Project Illapa” ที่นึกภาพตามก็จะคล้ายๆกับ หอคอย Ganondorf ใน Zelda โดยตัวเกมจะเปิดอิสระให้ผู้เล่นจะทำอะไรยังไงตรงไหนก่อนก็ได้ ทำให้เกมนี้กลายเป็น Open World จริงๆ ไม่มีอะไรมาหยุดผู้เล่นจากการสำรวจได้เลยครับ

และนั้นคือทั้งหมดในส่วนของเนื้อเรื่องครับ “อ้าวเฮ้ย มีใครกันบ้างที่เข้ามาเล่น Just Cause แล้วต้องการเสพเนื้อเรื่อง นี่มันเป็นเกมแห่งการทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า การออกสำรวจโลกกว้างไม่ใช่หรอ” ผมจะถามกลับคือ นี่มันปี 2018 ไม่ใช่หรือ เกมที่มีเนื้อเรื่องดีๆ อย่างน้อยก็ยังพอมีให้ติดตาม และ Gameplay สนุกๆ สุดมันส์ ก็มีให้เห็นเยอะไป แต่สำหรับ Just Cause 4 แล้ว ผมถามตัวเองตลอดการเล่น 25 ชั่วโมงของผมว่า “เนื้อเรื่องคืออะไรวะ”

ตลอดทั้งเกม ผู้เล่นจะไม่ได้รับการเล่าเรื่องอะไรเลยทั้งสิ้นครับ Open World ตามชื่อ ไม่มีอะไรมาบังคับว่าต้องไปทำอะไรตรงไหนยังไง ไม่มีสิ่งไหนมาล็อคคุณ คุณจะออกไปตรงจุดไหนของแผนที่ หน้าที่ของผู้เล่นคือ ยึดฐานที่มั่นของศัตรูพวก Black Hand ต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ Squad และส่งออกไปควบคุมโซนต่างๆเพิ่ม

ของรางวัลจากการควบคุมโซนต่างๆ สำเร็จ ก็จะเป็นพวกอาวุธใหม่ๆ และการอัพเกรด Grappling hook ซึ่งผมจะพูดถึงมันในภายหลัง โดยในเกมจะแบ่งช่วง Event Story ใหญ่ๆ ออกเป็น 3 Event นั้นคือ Operation Thunderbarge, Operation Windwalker, และ Operation Sandstinger ครับ ก่อนที่จะถึง Event ใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนจบเกม Operation Illapa หลังจากที่เราสามารถยึด Project Illapa ได้

ป้าไม้เขียวขจี

โดยแต่ละ Operation ก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป โดยมีจะการแบ่งภูมิภาค และสภาพอากาศที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของเกมภาคนี้ ใน Operation Thunderbarge เราจะได้พบเจอกับป่าไม้ ภูเขาต่างๆ โดยสภาพอากาศที่เป็นจุดเด่นก็คือ ท้องฟ้านี่แหล่ะครับ ขณะทำภารกิจในภูมิภาคนี้เราอาจจะได้เจอกับฝนตกรุนแรง ที่มีฟ้าผ่าตลอดเวลา ใครที่คิดว่าฟ้าฝ่าในเกมมันไม่น่ากลัว ผมอยากให้คิดใหม่ถ้ามาเล่นในเกมนี้ครับ เพราะมันน่ากลัวจนทำให้คุณโหลดเซฟใหม่ได้เลยล่ะ

ทุ่งนาสุดกว้างงงงง

Operation Windwalker เป็นภูมิภาคที่ผมชอบมากที่สุดในเกม ผู้เล่นจะได้เจอกับทุ่งนากว้างๆ ขับรถกินลมชมวิวไปตามทาง และหมู่บ้านขนาดเล็กๆ แต่ก็ต้องมาเจอกับฝันร้าย เมื่อสภาพอากาศในภูมิภาคนี้คือ พายุทอร์นาโดครับ ไม่ว่าจะทำภารกิจอยู่หรือไม่ ผู้เล่นอาจจะได้เจอกับพายุทอร์นาโดลูกใหญ่ ที่จะพัดทำลายอยู่อย่างที่ขวางหน้า ราวกับหนังเรื่อง Twister ผมเคยมีบางจังหวะที่กำลังต่อสู้กับพวก Black Hand อยู่ดีๆ ก็มีไอ่พายุลูกนี้โผล่เข้ามา พัดทุกๆ คนกระจุยกระจายไปไม่รู้ทิศรู้ทาง แต่ก็ยังไม่วายยิงกันต่ออยู่ดี ถือว่าสร้างความสนุกได้ดีเลยล่ะ

ถ้าไม่บอกว่า Just Cause นี่นึกว่า Forze Horizon

Operation Sandstinger คือความฝันของคนที่ชอบเดินทางในทะเลทราย หรืออยากได้บรรยากาศแบบ Wasteland ครับ ไม่ต้องเดาเลยว่าสภาพอากาศที่เป็นปัญหาในภูมิภาคนี้คือพายุทรายครับ ฟังดูแล้วมันอาจจะไม่ดูอันตรายเท่าฟ้าผ่า หรือพายุหมุน แต่ความน่ากลัวของพายุทรายคือมันทำให้เรามองอะไรไม่ค่อยจะเห็นเลย แถมยังเคลื่อนไหวช้ามากๆ บอกลาร่มกับ Wingsuit ไปได้เลย เพราะเราจะโดนพายุทรายพัดจนไม่สามารถทรงตัวได้นั้นเอง

ทำลายมันให้หมด !!

ต่อมาเรามาพูดถึง Chaos Bar กันบ้างครับ ระบบนี้หายไปในภาค 3 ย้อนกลับไปในภาค 2 มันก็ไม่มีอะไรมากนอกจากได้แต้มที่ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร แต่ใน Just Cause 4 นี้ Chaos Bar เปรียบได้เหมือน EXP Bar ของผู้เล่นครับ เราสามารถเพิ่ม Chaos Bar ได้โดยการสร้างความโกลาหลให้เจ้าพวก Black Hand ด้วยสารพัดวิธีระเบิด เมื่อเราได้ Chaos Bar เต็มเอา เราจะสามารถส่ง Squad 1 ทีมเข้าไปเปิดแผนที่ได้ และจะได้สามารถใช้ Supply Drop ได้มากขึ้นด้วย

ในแต่ละภูมิภาคต่างๆ จะมีพวกฐานทัพของ Black Hand กระจายอยู่มาก โดยเราสามารถเข้ายึดฐานพวกนี้ได้ ของรางวัลจากการยึดสำเร็จ ก็จะเป็นพวกอาวุธชนิดพิเศษ ยานพาหนะใหม่ๆ ไล่ไปตั้งแต่รถธรรมดา ยันเครื่องบินติดอาวุธหนัก รถถังหลากชนิด หรือแม้กระทั่งรถสปอตสุดหรู สำหรับใครที่อยากขับรถกินลมชมวิว

มาพูดถึง Grappling hook กันบ้างเอาจริงๆแล้ว Just Cause มันจะเป็นเกม Action Open World ธรรมดาๆไปเลย ถ้าไม่มีสิ่งนี้ และในภาคนี้เหมือนว่าในที่สุดทีมพัฒนาก็รู้สักทีว่าสิ่งที่ผู้เล่นต้องการมากที่สุดคืออะไร และนั้นมันก็คือการ Mod Grappling Hook นั้นเองครับ

ตัวอย่างหน้าตาตอน Mod

Grappling Hook ภาคนี้มีของเล่นใหม่เพิ่มเข้ามาไม่มากครับ แต่เราสามารถปรับแต่งมันได้จนเล่นกับมันได้ทั้งวันจนลืม Mission ไปเลยทีเดียว อย่างแรกเลยคือตัวเกมจะแบ่ง Mod Slot ออกเป็น 3 ช่อง โดยที่ผู้เล่นจะ Custom ให้แต่ละช่องใช่ Mod แบบไหนก็ได้ โดย Mod ทั้งหมดจะมีอยู่ 3 แบบคือ สายสลิงธรรมดาโดยมีความสามารถในการดึงสายเข้าหากันแบบปกติ แบบที่สองคือสายสลิงที่สามารถปล่อยลูกบอลลูนได้ แบบที่สามคือสายสลิงที่สามารถติดไอ่พ่นได้

โดยเราสามารถใช้ Grappling Hook ทำ Combo กับ Mod รูปแบบต่างๆได้ตามใจไม่เกิน 10 เส้นครับ ยกตัวอย่างเช่นในตู้คอนเทนเนอร์ เราสามารถติดสายสลิง Mod ลูกบอลลูกไว้ 4 เส้น และใช้ Mod ไอพ่นไว้ 2 เส้น กลายเป็นยานพาหนะไปในตัวได้เลย เราสามารถทำการควบคุมให้ไอพ่นแรงขึ้นได้ โดยการกด F หรือเข้าไป Mod เพิ่มเติมอีกทีครับ

หรือจะเล่นสนุกแบบนี้

ยกตัวอย่างเช่นลูกบอลลูน ทีเราสามารถ Mod กำหนดมันให้ลอยได้สูงต่ำแค่ไหน ให้มันคอยบินติดตามเราไหม สามารถทำลายได้หรือไม่ และเมื่อมันระเบิด ต้องการให้มันระเบิดแรงแค่ไหน อะไรแบบนี้เป็นต้นครับ

ไนตรัสเวอร์ชั่น Homemade

เรียกได้ว่าจัดเต็มกันจริงๆ ตลอดทั้งเกมเราจะสามารถใช้เจ้า Grappling Hook กับ Mod เหล่านี่เป็นอาวุธสุดยอด ต่อกรกับพวกเฮลิคอปเตอร์ของศัตรู โดยการโยนดึงมันเข้ากับสิ่งของต่างๆ หรือสร้างของเล่นที่สนุกที่สุดในเกมได้เลย ยกตัวอย่างที่ผมชอบทำ ก็คือเอา Mod ไอพ่นมาติดท้ายรถและใช้เป็นไนตรัสที่แรงยิ่งกว่า Fast & Furious นี่แหล่ะ

หากติดเยอะไป ก็จะกลายเป็นแบบนี้


GFX


Just Cause เป็นอีกหนึ่งเกมที่โดดเด่นเรื่องกราฟิกภายในเกมครับ เกร็ดเล็กน้อย รู้หรือไม่ว่าใน Just Cause 2 ณ เวลาที่มันวางจำหน่าย ตัวเกมนั้นรองรับเพียงแค่ DirectX 10 อย่างเดียวเท่านั้นๆ ทั้งที่ในเวลานั้น DirectX 9 เป็นที่นิยมเสียมากกว่า ทำเอาใครหลายๆ คนอดเล่นเกมนี้ไปตามๆกันครับ

ใน Just Cause 3 ถือว่าเป็นการก้าวกระโดดไปอีกขั้น ด้วยการที่ตัวเกมสามารถสร้างฉากภายในเกมออกมาได้สวยงามมากๆ พร้อมกับการเล่นที่ลื่นไหล ทำให้มันเป็นเกมที่ดูดีมากๆ ในตอนนั้น หากเรานำมาเล่นตอนนี้ก็ยังคงจะพบว่ามันยังสวยไม่เปลี่ยนแปลงเลย

ถามจริง …

แต่แล้วความผิดหวังก็ต้องมาถึง Just Cause 4 คือหายนะของคำว่า Downgrade ครับ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าตัวเกมที่ผมใช้รีวิว เป็นเวอร์ชั่น PC ที่รันในความละเอียดภาพแบบ Full โดยตั้งค่ากราฟิกไว้สูงสุดเท่าที่เกมจะปรับให้ได้ ในฉากแรกที่เกมส่งมาคือภูเขาหิมะ ซึ่งตรงนี้ตัวผมยังไม่รู้สึกอะไรมาก แต่พอเมื่อมาเจอกับฉากในป่าครั้งแรก ตรงนี้ผมถึงกับสบถคำหยาบออกมาไม่รู้กี่สิบคำ พร้อมกับสงสัยว่า “นี่มันเกมปีอะไรวะเนี่ย”

เหมือนจะสวย แต่ไม่

ตัวเกมมีปัญหาในเรื่องกราฟิกอยู่หลายจุดมากครับ เรื่องแรกเลยคือตัวเกมมีการบีบอัด Texture ออกมาแย่มาก การแสดงผลของแสงและเงาที่เหมือนทำออกมาได้ไม่ดี การลบรอยหยักภายในเกมที่ไม่รู้ว่าจะมีไว้ทำอะไร เพราะมันไม่ช่วยอะไรเลย Model ตัวละครทุกตัวภายในเกม เหมือนหลุดมาจากเกมปี 2008 ยังไม่นับเรื่องการแสดงผลของน้ำที่ห่วยมาก ทั้งๆ ที่อยู่ในเกาะแท้ๆ แต่เหมือนจับเอาน้ำมาใส่ไว้ให้รู้ว่าตรงนี้คือน้ำนะยังงั้นแหล่ะ

ขับรถเข้าใส่ Tornado คือความคิดที่ไม่ดีสักเท่าไร

ทั้งหมดนี้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ถ้าเรากลับไปเล่น Just Cause 3 ก็จะเห็นได้ชัดเลยว่ากรา ฟิกในภาค 3 ทำได้ดีกว่าภาค 4 เยอะมากๆครับ ตรงนี้อาจจะเป็นเพราะเรื่องแสงสีที่มีส่วนด้วย แต่ไม่เลยสักนิด ใน Just Cause 4 มันโดน Downgrade ไปจริงๆ จากข้อมูลที่ได้มา ในเกมนี้มีการใช้ Engine ใหม่ Apex Engine ออกแบบมาเพื่อระบบ Dynamic Weather และ Physic แบบใหม่ สำหรับการใช้ Grappling Hook และ Object ภายในเกม

ซึ่งมันก็ดีครับ หากเรามองในแง่ของ Gameplay แต่ส่วนตัวผมกลับรุ้สึกว่ามันมากเกินไปหน่อยที่จะเข็นเอาเกมที่มีกราฟิกตกยุคแบบนี้มาขายในปี 2018 ปีที่ชาวเกมเมอร์พร้อมจะด่าคุณได้ทุกเมื่อ หากเกม AAA ที่มีกราฟฟิกสวยงามมาก่อน กลับโดน Downgrade ในภาคต่อของเกมที่พวกเขารัก นอกจากนั้นแล้วผมยังมองอีกว่า อาจจะเป็นเพราะด้วยการที่ตัวเกมต้องวางจำหน่ายใน Console ด้วย จึงจำเป็นต้องลดคุณภาพลง เพราะใน Just Cause 3 เวอร์ชั่น Console นั้นทำ Frame Rate ไว้ได้แย่มาก แต่เฮ้ย นี่เวอร์ชั่น PC นะ เอ็งไม่คิดจะทำอะไรหน่อยหรือไง


Performance


มาพูดถึงเรื่อง Performance และการเล่นด้วยรวมกันบ้างครับ อย่างแรกที่ผมต้องการจะพูด ก็คือการออกแบบ UI และการจัดการหน้าเมนู ที่ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่า สิ่งที่มันดีๆ อยู่แล้วในภาค 3 จะมาทำให้มันแย่ลงในภาค 4 ทำไม ตัวเกมกลับมาใช้รูปแบบดั้งเดิมของ Just Cause 2 ซึ่งบอกตามตรงว่ามันรกมากๆ

ตลอดทั้งเกมผู้เล่นต้องใช้เจ้า Comm Link โดยหน้าที่ของมันก็คือแผนที่ภายในเกม การจัดการ Mod Grappling Hook, การเรียกใช้ Supply Drop, Leaderboard Challenge ต่างๆ ที่ทำมาได้รกมากๆ แถมยังไม่สามารถซูมเข้าออกแผนที่ได้อีกด้วย นอกจากนี้หากเราพูดถึงการใช้เมาส์คีย์บอร์ดในการควบคุมเมนูต่างๆ ก็ต้องบอกว่ามันรู้สึกไม่ใช่เลยสักนิด ตัวเกมถูก Port โดยตรงมาจาก Console ล้วนๆ โดยแทนที่ปุ่มของ PC ไปก็เท่านั้น

และพูดถึงการบังคับตัวละครในเกม ยังดีที่ตัวเกมทำออกมาได้ค่อนข้างดีสำหรับการควบคุมตัวละครครับ แต่ก็แสดงให้เห็นอยู่ว่ามันออกแบบมาสำหรับชาว Console โดยเฉพาะ และยิ่งไปกว่านั้น หากเราเข้าไปใน Setting ของเกม สิ่งแรกที่จะพบเลยคือ เราไม่สามารถปรับความไวของมุมกล้องได้มากกว่า 100 ฟังดูอาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมต้องไปปรับ DPI เมาส์เพิ่มมากถึง 1800 เพื่อที่จะหันมุมกล้องได้อย่างปกติ ไม่ช้าจนเกินไป

กลับมาพูดถึงเรื่องการบังคับหน้าเมนูกันอีกครั้ง เวลาเราจะเลือกอะไร แน่นอนว่าเราต้องใช้เคอร์เซอร์เมาส์และคลิกซ้ายเพื่อเลือก หากเราต้องการกลับหน้าก่อน เป็นปกติที่เราจะกด ESC ใช่ไหมครับ แต่เกมนี้ไม่เป็นอย่างนั้น หากผู้เล่นกด ESC ก็จะออกจากหน้าเมนูโดยที่ไม่สนว่ากำลังทำอะไรอยู่กลับสู่เกมทันที หากต้องการอยากจะกลับหน้าก่อน ก็ต้องคลิกขวา เข้าใจกันง่ายๆว่า คลิกซ้าย = A คลิกขวา = B นั้นแหล่ะครับ

จากปัญหาด้านบน จริงๆมันก็อาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรมาก แต่สำหรับผมมันก็น่ารำคาญอยู่มากเลยทีเดียว ส่วนอีกเรื่องที่จะพูดถึง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับระบบการเล่นครับ แต่นั้นคือเรื่อง Cutscene ภายในเกม

ภาพจาก Pre-Reader Cutscene

เชื่อหรือไม่ว่า Just Cause 4 นั้นใช้ Pre Reader Cutscene อยู่ครับ อีกครั้งที่ผมขอย้ำว่านี่มันปี 2018 นะ อะไรก็ตามที่เป็น Pre Reader ควรจะหายไปจากวงการเกมได้แล้ว แต่เกมนี้อินดี้มากๆครับ ครั้งแรกที่ผมเจอ ผมนึกว่ากำลังเล่นเกมสมัย Playstation 2 อยู่เสียอีก เพราะนอกจากจะแย่แล้ว คุณภาพที่พี่แก Reader ออกมายังห่วย มีภาพแตกให้เห็นเป็นระยะอีกด้วย ยังดีที่เราจะไม่เจอไอ่เจ้า Pre-Reader Cutscene บ่อยๆนัก

สุดท้ายเรื่องที่ผมอยากจะบ่นก็คือ การ Port ครับ อย่างที่ผมบอกไปว่ารีวิวครั้งนี้ผมเล่นในเวอร์ชั่น PC โดยปรับกราฟฟิก Setting และคุณภาพไว้ที่สูงสุดที่ Full HD สเป็คที่ผมใช้ก็คือ Ryzen 5 1600 + GTX 1070Ti + 16GB Ram ผมใช้จอ 75Hz โดยไม่เปิด Vsync สามารถเล่นได้ที่ 60-75 FPS โดยไม่นิ่งๆอยู่ที่ 75FPS ตลอดเวลาครับ

ก่อนที่จะตัดสินอะไร เรามาดูกันก่อนครับ ด้วยสเป็คคอมระดับนี้ กับกรา ฟิกแค่นี้ ผมกลับทำ FPS ได้ค่อนข้างน้อยกว่าที่ควรจะเป็นมากๆ นี่มันใช้ทรัพยากรเครื่องมากพอๆกับเกมอย่าง PUBG เลยทีเดียว และเพื่อตัดสิน ผมลองเอาตัวเกมไปต่อกับจอคอมพิวเตอร์ที่รองรับความละเอียดภาพ 1440p พอเข้าเกมก็พบว่า นี่มันดูแย่กว่า Full HD เสียอีก และยังมีการพูดถึงเกี่ยวกับการที่ตัวเกม Crash ระหว่างเล่นอยู่บ่อยๆ สำหรับคนที่ใช้การ์ดจอ Nvidia ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวผมยังไม่เคยเจอกับตัวเองครับ


The Verdict


ตัวผมเองใช้เวลาเล่นไปประมาณ 25-30 ชั่วโมง ก่อนที่จะมารีวิวในครั้งนี้ แถมยังเป็นการเล่นแบบไม่ต่อเนื่องเสียอีก เพราะผมไม่สามารถทนกับการทำ Mission เดิมๆวนซ้ำไปมา แค่เล่นให้จบเนื้อเรื่องหลักที่มีเหมือนไม่มี ก็ถือว่าอดทนสุดๆแล้ว หากเบื่อๆ ก็ไปเกรียนชาวบ้านในเกมเล่น มีบ้างที่พยายามออกสำรวจโลกต่างๆ จะเจอกับแค่ Easter Egg ขำๆอย่างภาพด้านบนเท่านั้น

รีวิวจากผู้ใช้ Steam Mostly Negative

Just Cause 4 เปิดตัวมาด้วยราคาที่สูงมากๆ เท่ากับเกม AAA ทั่วไป 1,989.00 บาทใน Steam แต่คุณภาพที่ได้กลับไม่สมกับราคามากนัก หากคุณมีภาค 3 อยู่แล้ว ผมแนะนำให้คุณเล่นภาค 3 ต่อไป จนกว่าภาค 4 จะลดราคาเสียเถอะ ส่วนตัวผมแล้วก็คงยังเข้าไปเล่นอยู่บ้าง หากเบื่อๆ หรือหัวร้อนจากการลง Rank ใน Rainbow Six Siege ครับ

สรุปแล้ว Just Cause 4 เป็นอีกหนึ่งเกมที่น่าผิดหวังในสิ้นปี 2018 นี้อยู่มากครับ หากใครที่เป็นแฟนๆ และคาดหวังกับมัน ก็อาจจะพบกับความผิดหวังอยู่บ้าง สำหรับแฟนๆหน้าใหม่ ผมเดาว่าแค่เปิดมาเจอฉากในป่าของ Mission แรกก็น่าจะขายแผ่นทิ้งกันบ้างแล้ว แต่เอาเข้าจริงแล้ว เกมนี้ยังเป็นเกมที่สนุกอยู่มากๆครับ ด้วยการ Action แบบครบเครื่องจัดเต็ม พร้อมลุยอยู่ตลอดเวลา และของเล่นเก่าหน้าใหม่อย่าง Grappling Hook Mod ที่จะทำให้ตลอดทั้งการเล่นของคุณนั้นสนุก และหัวเราะได้เรื่อยๆเลยล่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

feature

#beartaiเทสต์ จับ iPad Pro 2018 ต่ออุปกรณ์เสริมที่ไม่ใช่ของแอปเปิ้ล อะไรใช้ไม่ได้บ้าง!!

Published

on

รีวิว iPad Pro แบบที่คนอื่นเค้าไม่รีวิวกัน!! มันเอามาแทนคอมได้จริงไหม

  • iPad Pro 2018 เป็น iPad รุ่นแรกที่เปลี่ยนการเชื่อมต่อจาก lightning เป็น USB-C ทำให้ใช้อุปกรณ์ได้หลากหลายมาก
    • วันนี้ได้ iPad Pro รุ่นล่าสุดจาก iStudio by SPVi (ใครสนใจก็ไปอุดหนุนได้ มีสาขาใหญ่ๆ อยู่ที่ Central พระราม 9, แจ้งวัฒนะ หรือ Seacon Square) เลยจะมารีวิวแบบ ถ้าเราไม่ใช้อุปกรณ์เสริมแสนแพงของแอปเปิ้ลเลย เราจะใช้งานแทนคอมพิวเตอร์ได้หรือไม่ มาเริ่มกันเลย!
  • เราใช้อุปกรณ์เสริมตัวนี้ครับ Asus Professional Dock ของ Asus เพื่อแปลง USB-C (เจ้าแท่นตัวนี้ราคา 3,290 บาท) เป็นพอร์ตเชื่อมต่อหลากหลาย และต่อจอออกได้ด้วย
  • ทดลองการใช้งานขึ้นหน้าจอแบบ 2 จอ ทำอะไรได้บ้าง
    • ส่วนใหญ่จะเป็นการ mirror หน้าจอไปออก
    • บางแอปที่รองรับการแสดงผล 2 หน้าจออย่าง iMovie, Photo หรือ lightroom ถึงจะโชว์ได้
  • ทดลองการต่อ flashdrive , harddisk ว่าเห็นอะไรบ้าง ดึงไฟล์ได้แค่ไหน
    • เห็นได้แค่รูปกับวิดีโอ ไม่สามารถใช้ไฟล์โดยตรงจากไดร์ฟได้
  • ทดลองเสียบคีย์บอร์ดและเมาส์นอกผ่าน Dock
  • แต่ถ้าไม่อยากใช้คีย์บอร์ดมีสาย ก็ใช้คีย์บอร์ด Bluetooth ก็ได้ อันนี้มาพร้อมเคสคีย์บอร์ด พร้อมใช้งานแบบ Notebook ได้เลย
  • แล้ว iPad Pro จะใช้งานแทนโน้ตบุ๊กได้ไหม เดี๋ยวเราลองเขียนข่าวขึ้นเว็บแบไต๋กันดูครับ “เอาเรื่องทำไม iPhone ถึงขายได้น้อยลงดึกว่า” แล้วลองใส่รูปดู ดูสิว่าเหนื่อยว่าใช้โน้ตบุ๊กไหม
    • เหนื่อยกว่า
  • ที่นี้ลองเสียบสายแลน ใช้อินเทอร์เน็ตจากแลนดูบ้างว่าทำได้ไหม
  • ลองดูเรื่องการชาร์จบ้าง อแดปเตอร์แถมจ่ายไฟ 9 V 2 A หรือ 18 W แล้วถ้าใช้อแดปเตอร์จ่ายไฟ 60 W จะรับไฟได้เท่าไหร่

เทสต์

  • การใช้งาน Harddisk ภายนอกและ flashdrive
  • กำลังไฟในการชาร์จ
  • การต่อจอออกภายนอก
  • การต่อสายแลน
  • การเปิดหน้าเว็บทำงาน
  • การใช้โปรแกรมอย่าง word
  • การต่อคีย์บอร์ดนอกกากๆ
  • การต่อคีย์บอร์ดแอปเปิ้ลเอง
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!