Connect with us

Published

on

สมัยนี้ดูหนังที่บ้านก็ได้อารมณ์เหมือนดูหนังในโรงภาพยนตร์เลยล่ะค่ะ ถ้ามีหนังดี ๆ ก็ไม่ต้องออกจากบ้านไปเจอแดดร้อน ๆ รถติด ๆ แล้ว!! ทีวีดี ๆ เนี่ยเขามีส่วนช่วยให้การชมเนื้อหาสนุกขึ้นได้มากเลยนะคะ อย่างเจ้าตัว #LG OLED TV 65B8 ที่มาพร้อมชิปประมวลผลรุ่นใหม่ให้ภาพดีขึ้น ช่วยให้การดูหนังหรือซีรีส์ใน #Netflix ชัดมากกก

สำหรับคนที่ไม่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีมากนักก็อาจสงสัยว่า ไอเจ้าทีวี OLED เนี่ยดีกว่าทีวี LCD ที่ใช้กันปกติยังไง ทีมงานแบไต๋เรามีเฉลย ตามไปดูกันเลยค่ะ เริ่มจากการสังเกตภาพจาก LG OLED TV 65B8 ขนาด 65 นิ้วตัวนี้เลย ซึ่งภาพจริง ๆ ที่เห็นด้วยตาของเราเนี่ย ภาพดีกว่าทีวีที่เคยดูมามาก ๆ สีสันสดใส การเคลื่อนไหวนุ่มนวล ส่วนความมืดในภาพก็ดูดำสนิท เหมือนภาพลอยออกมาจากจอได้ นั่นก็เป็นเพราะตัวชิปประมวลผล Alpha 7 (อัลฟ่าเซ่เว่น) ตัวใหม่ของ LG ที่ช่วยปรับภาพให้น่าดูมากขึ้นค่ะ พอรวมกับดีไซน์แบบ Cinema Screen ที่ขอบจอบางเฉียบเท่ากันทั้ง 4 ด้าน ก็ทำให้ภาพสวยเด่นขึ้นมาอีก 

LG OLED TV 65B8

  • รองรับการแสดงผลภาพแบบ 4K HDR ทุกรูปแบบ รวมถึง Dolby Vision และระบบเสียงรอบทิศทาง Dolby Atmos ด้วย
    • ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราอาจจะพูดกันว่า “จอดีไปก็เท่านั้น” จะหาเนื้อหาคุณภาพสูงมาชมได้จากไหน แต่ไม่ใช่ในยุคนี้แล้วค่ะ เพราะสมัยนี้ที่ใคร ๆ ก็ดู Netflix แล้วเราสามารถสตรีมหนัง 4K และ HDR มาดูได้ถึงบ้าน
  • สร้างความกระหึ่มให้ฉากแอคชั่นด้วยลำโพง 40 Watt ของ LG OLED TV 65B8
    • และจะยิ่งได้อรรสรถเพิ่มขึ้นถ้ามี Soundbar ที่รองรับ Dolby Atmos มาต่อเพิ่มน้า

และแน่นอนว่า LG OLED TV 65B8 ก็เป็นหนึ่งในทีวีที่ Netflix แนะนำประจำปี 2018 ค่ะ บนรีโมทจึงมีปุ่ม Netflix ให้เรียกใช้ง่าย ๆ และการันตีคุณภาพได้เลยว่าครบทุกอรรถรสการรับชมและความสะดวกในการใช้งานแน่นอน

นอกเหนือจาก Netflix ที่เรียกใช้ได้ง่าย ๆ บนทีวีเครื่องนี้แล้ว ทีวีของ LG ยังสามารถใช้งานได้อีกหลากหลาย เช่น

  • ฟังเพลงจาก Spotify
  • ดูคลิปจาก Youtube ก็ลงแอปเพิ่มแล้วเรียกใช้จากหน้าจอได้เลย
  • แถมยังรองรับ ThinQ AI สั่งงานด้วยเสียงภาษาอังกฤษได้ด้วยนะคะ จะหาเนื้อหา หรือควบคุมเครื่องอย่างเช่น เพิ่ม-ลดเสียงก็สั่งผ่าน Magic Remote ได้เลย

OLED TV ถือว่ายังเป็นเทคโนโลยีสุดยอดของโลกทีวีในตอนนี้ เพราะฉะนั้นราคาจึงอยู่ในหมวดท็อป โดย LG OLED TV 65B8 ขนาด 65 นิ้วตัวนี้ ราคาเปิดตัวที่ 119,990 บาท (แต่เมื่อเทียบคุณภาพกับราคาที่ต้องเสีย ถือว่าคุ้มเลยล่ะค่ะ!!)

แถมตอนนี้ LG ร่วมกับ Netflix จัดโปรโมชั่น “COME CLOSER TO THE SHOWS YOU LOVE” ให้ทีวี LG OLED (โอเลต) และ ทีวี SUPER UHD (ซุปเปอร์ ยูเฮชดีทีวี) ได้รับสิทธิ์ดู Netflix แพ็กเกจ 4K ไปยาว ๆ 6 เดือน มูลค่ากว่า 2,500 บาท ตั้งแต่วันนี้ ถึงสิ้นเดือนตุลาคมนี้เท่านั้น ใครกำลังเล็งทีวีใหม่ รีบด่วนก่อนหมดโปรจ้าาา!!

#beartai #LGOLEDTV

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

งมแอปในมหาสมุทร

มาเริ่มต้นเขียนไดอารี่ของตัวเอง ด้วยแอป “Grid Diary” กันเถอะ!

Published

on

ใครที่เพิ่งดูซีรี่ย์เลือดข้นคนจางจบ อาจจะคิดในใจว่า การเขียนไดอารี่นี่มันมีอิทธิพลต่อความรู้สึกและความทรงจำจริงๆ เพราะมันช่วยให้เราซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตนเองในทุกช่วงเวลาของชีวิต แถมพอคนอื่นได้อ่าน ก็ทำให้คนอื่นๆ ได้รับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของเราอย่างตรงไปตรงมาอีกด้วย อืม.. ไอ้คนอินกับซี่รี่ย์อย่างเราๆ ชักอยากจะเขียนเรื่องต่างๆ เพื่อบันทึกความทรงจำในแต่ละวันขึ้นมาบ้างแล้วสิ

คงต้องดาวน์โหลดแอป “Grid Diary” แอปไดอารี่เก๋ๆ มาไว้ในเครื่องหน่อยแล้ว เพราะแอปตัวนี้เขียนบันทึกได้ง่ายมาก ใช้งานลื่นไหล และมีฟีเจอร์ดีๆ เพียบ

ไปดูกันเลยดีกว่า

ขึ้นชื่อว่า Grid ก็บอกอยู่แล้วว่าแอปนี้จะเป็นไดอารี่ที่มาในลักษณะช่องๆ นั่นเอง ซึ่งก็เป็นเอกลักษณ์ของแอปนี้เลยล่ะ

วิธีการใช้งานแอปนั้นแสนจะสะดวก เพราะ Grid Diary จะมีหัวข้อในแต่ละช่องมาให้เรา ซึ่งก็ถือเป็นไกด์ไลน์อย่างดี เมื่อเรานึกไม่ออกว่าจะลงรายละเอียดอะไรบ้าง และหากเราต้องการเปลี่ยนหัวข้อ ก็สามารถลงแล้วเขียนขึ้นเองได้

ในแต่ละหน้าไดอารี่ จะมีข้อมูลพื้นฐานของแต่ละวัน เช่น อารมณ์ในวันนั้นๆ หรือภูมิอากาศ เป็นต้น ดังนั้นก่อนจะเขียนไดอารี่ ก็ควรที่จะใส่ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ก่อน เวลากลับมาอ่านไดอารี่จะได้จำได้ถึงสภาพแวดล้อมและความรู้สึกในวันเก่าๆ และเมื่อต้องการเขียน เพียงแค่กดในช่องที่เราต้องการ จากนั้นก็สามารถทำการเขียนไดอารี่ได้เลย

ไดอารี่มีลูกเล่นที่น่าสนใจหลายอย่าง โดยเฉพาะการสามารถกดเพิ่ม Activity Data ลงไป ซึ่งก็จะเชื่อมกับ “Health” ในสมาร์ทโฟนเรานั่นเอง ทำให้เรารู้ว่าวันนี้เราเดินไปกี่ก้าว ใช้แคลอรี่ไปเท่าไหร่บ้าง

นอกจากนี้เรายังสามารถใส่รูปได้ 5 รูป ในแต่ละวันด้วย ซึ่งหากเราต้องการใส่รูปภาพลงไปมากขึ้น ก็สามารถอัพเป็นเวอร์ชั่นโปรเพื่อใส่ภาพได้แบบไม่จำกัดจำนวน

เมื่อกดใส่รูป รูปจะปรากฏอยู่ทางขวามือของไดอารี่

เมื่ออยู่ในหน้าหลัก Grid ที่ใส่รูปลงไป จะปรากฏรูปออกมาในลักษณะนี้

เรายังสามารถย้ายช่องแต่ละช่อง โดยการลากช่องสลับไปมาได้ด้วย รวมถึงการเพิ่มและการลบช่องต่างๆ ออกได้

หากหัวข้อยังไม่ถูกใจ ก็สามารถกดเพิ่มได้ โดยมีตัวเลือกให้เลือกอย่างหลากหลาย หรือจะกดเครื่องหมายไม้กายสิทธิ์ก็ได้ เราก็จะได้หัวข้อใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ พร้อมสลับตำแหน่งกันไปมา

หากต้องการดูไดอารี่ที่เราเขียนแบบภาพรวมในแต่ละวันก็สามารถทำได้ โดยกดไอคอนรองสุดท้าย แล้วแอปก็จะแสดงผลไดอารี่ออกมาอย่างเป็นระเบียบ และอ่านง่ายสบายตา และหากเราต้องการแชร์ก็สามารถทำได้ในรูปแบบไฟล์ PDF รูปภาพ หรืออีเมลล์ ฯลฯ


และหากต้องการดูข้อมูลสถิติการเขียนของเรา ก็ให้กดไอคอนแรกสุด ซึ่งแอปก็จะสรุปข้อมูลต่างๆ ของเราออกมา เช่น จำนวนตัวอักษรที่เราเขียน จำนวนช่องที่เราใช้ อากาศ และอารมณ์ต่างๆ เป็นต้น

ดาวน์โหลด

ถือเป็นแอปไดอารี่ที่ทำออกมาได้ดีมากๆ และน่าจะเหมาะกับคนที่ชอบไดอารี่ที่ใช้งานง่าย และมีรูปแบบที่เรียบง่าย ใครสนใจอยากจะเริ่มเขียนไดอารี่ Grid Diary เป็นตัวเลือกที่ดีเลยล่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Mobile Lab

รีวิวเป็นหมู่คณะ Huawei Mate 20 Series ยกตระกูล Mate 20 Pro, Mate 20 X, Mate 20 เจ๋งแค่ไหน!

Published

on

Huawei Mate 20 Series ถือเป็นการจัดเต็มครั้งล่าสุดของหัวเว่ยเลยนะครับ เพราะออก 4 รุ่นพร้อมกัน ครอบคลุมตลาดสมาร์ทโฟนกลุ่มเรือธงไปได้ทั้งหมด ซึ่งในรีวิวนี้เราจะพูดถึงแค่ 3 รุ่นที่หาซื้อได้ทั่วไปคือ Huawei Mate 20, Huawei Mate 20 X และ Huawei Mate 20 Pro นะครับ ส่วนรุ่นที่สุดของตัวท็อปอย่าง Porsche Design Huawei Mate RS นั้นเราขอไม่พูดถึง เพราะไม่ได้หาซื้อได้ทั่วไปครับ

ความแรงของ Huawei Mate 20 Series

สมาร์ทโฟนตระกูล Huawei Mate 20 ทั้ง 3 รุ่นนั้นมีส่วนที่เหมือนกันอยู่ 2 เรื่องครับ คือความแรงและพื้นฐานการออกแบบที่เหมือนกัน ซึ่งเราจะพูดถึงเรื่องความแรงก่อน

Huawei Mate 20, Mate 20 X และ Mate 20 Pro นั้นใช้ชิป Kirin 980 ตัวท็อปของหัวเว่ยเหมือนกันหมด มี Ram 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB เท่ากันทุกตัว เมื่อทดสอบประสิทธิภาพออกมาจึงได้ความแรงพอๆ กัน คือ Geekbench 4 ได้ Multi-core ประมาณ 9900 คะแนน และ 3Dmark ชุด Slingshot Extreme ได้ประมาณ 4200 คะแนนใน Performance mode

อ่านเรื่องความเจ๋งของชิป Kirin 980 ได้ที่นี่

คำว่า Performance Mode นั้นสำคัญสำหรับ Mate 20 นะครับ เพราะมันคือการปลดล็อกประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่อง ที่เมื่อก่อนมีข่าวดราม่าว่าหัวเว่ยปรับความแรงเครื่องเพื่อเร่งคะแนนทดสอบ มาใน EMUI 9 เลยมีตัวเลือกของ Performance Mode ให้เปิดใช้ในหน้า Battery ของ Settings เลย จะได้ไม่ต้องมาว่าเราอีกว่าใช้ความแรงสูงสุดของเครื่องไม่ได้ ซึ่งเมื่อเปิดใช้แล้วแบตเตอรี่ก็จะลดลงเร็วกว่าปกตินะครับ เราเลยไม่ได้เปิดใช้นักหรอก เพราะเครื่องมันแรงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปอยู่แล้ว แต่ถ้าสายเกมเมอร์ก็เปิดทิ้งไว้เลยก็ได้ครับ

เปิด Performance Mode แล้วให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นขนาดไหน ผลทดสอบจาก Geekbench 4 ที่เราเทสมานั้นเพิ่มขึ้นไม่เยอะครับ หลักร้อย จาก 9800 เป็น 9900 ไรงี้ แต่ที่น่าสนใจคือผลการทดสอบ Compete ที่วัดประสิทธิภาพ GPU ของ Geekbench

  • เมื่อปิด Performance Mode ได้คะแนนราว 6,000
  • เมื่อปิด Performance Mode ได้คะแนนราว 9,000

ซึ่ง Antutu 7.1 ก็ให้ผลสอดคล้องกัน

  • เมื่อปิด Performance Mode ได้คะแนนราว 170,000 คะแนน
  • เมื่อเปิด Performance Mode อัดไป 292,000 คะแนน

หมายความว่า Performance Mode เข้าไปเร่งการทำงานของ GPU หรือหน่วยประมวลผลด้านกราฟิกขึ้นไปได้ 50-100% เลยนะครับ อย่างการทดสอบของ Antutu ที่มีการเทสเรื่องกราฟิกเยอะก็จะเห็นผลชัด

PUBG ยังเปิดใช้โหมด High หรือ Ultra ไม่ได้เลย

แต่เราว่าประสิทธิภาพของ Huawei Mate 20 Series ยังดีได้กว่านี้ ผ่านการปรับปรุงเฟิร์มแวร์ครับ เพราะตัวชิป Kirin 980 ยังใหม่อยู่ ประสิทธิภาพก็ยังไม่เข้าที่เข้าทางนัก อย่างเกม PUBG ก็ยังไม่สามารถเปิดโหมดภาพความละเอียดสูงได้ใน Huawei Mate 20 Series (รอจนวันที่ 14 พ.ย. 61 ก็ยังไม่มีซอฟต์แวร์ปรับเรื่องนี้ออกมา) หรือระบบ AI ของตัวกล้องเองก็ตรวจจับซีนต่างๆ ได้ช้ากว่า Huawei P20 ทำได้

กล้องชุดสี่เหลี่ยมจัตุรัส ภาษาการออกแบบใหม่ของ Mate 20 Series

อีกเรื่องที่ Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 ตัวนั้นคล้ายกันคือการออกแบบ แม้ว่าทั้ง 3 รุ่นจะขนาดหน้าจอที่แตกต่างกัน แต่ดีไซน์นั้นอิงพื้นฐานมาเหมือนกันคือด้านหน้าเป็นหน้าจอเกือบทั้งหมด ฝาหลังเครื่องก็เป็นกระจกโค้ง ขอบเครื่องก็บาง เวลาจับถือแล้วรู้สึกว่าเครื่องบาง และเครื่องไม่ค่อยลื่นแบบมือถือกระจกทั่วไป ทำให้เกาะมือดีมาก ซึ่งลายเฉียงๆ ที่เรียกว่า Hyper Optical Pattern ชัดหน่อย ซึ่งลวดลายเหล่านี้ก็ทำให้เครื่องเกาะมือดีขึ้นด้วย

ทั้ง 3 รุ่นนี้ก็มีสีสันที่แตกต่างกันไป คือ

  • Huawei Mate 20 Pro จะมีสี Emerald Green และ Black โดยสีเด่นเป็นสีเขียวมรกต
  • Huawei Mate 20 จะมีสี Midnight Blue และ Twilight ซึ่งก็เป็นสีที่ทำให้ Huawei P20 Pro เป็นที่จดจำ
  • Huawei Mate 20 X จะมีสี Midnight Blue และ Phantom Silver เป็นสีเด่นซึ่งจะออกโทนเงินอมม่วง

เรื่องอื่นๆ ที่ Huawei Mate 20 Series โดดเด่น

ใน Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 รุ่นยังมีจุดเด่นที่เหมือนกันอีกหลายอย่างนะครับ (จริงๆ อาจจะมีมากกว่านี้อีก แต่บางอย่างก็หลบซ่อนเอาไว้จนเราคิดไม่ถึง 555)

  1. รองรับ ARcore เทคโนโลยีการแสดง AR ของกูเกิ้ล (ที่ทำออกมาแข่งกับ ARkit ของแอปเปิ้ล) ซึ่งปัจจุบันก็มีสมาร์ทโฟนไม่กี่รุ่นที่รองรับครับ แต่ Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 รุ่นรองรับหมด ทำให้สามารถลงแอปที่สร้างด้วย ARcore ได้ เช่น เล่นเกมแบบ AR ที่อิงสถานที่จริงได้ (อย่างวิดีโอที่เอามาแปะข้างบนคือของเกม Slingshot Island ที่ทำงานด้วย ARcore) หรือออกสำรวจจักรวาลภายในบ้านของเรา หรือเปิดโลกไดโนเสาร์ มีไดโนเสาร์มายืนให้ดูตรงหน้า ซึ่งสามารถค้นคำว่า ARcore ใน Play Store แล้วโหลดแอปเจ๋งๆ มาเล่นได้เลยครับ
  2. รองรับ GPS แบบ 2 คลื่น ในงานเปิดตัวของ Huawei Mate 20 Series ได้ชูจุดเด่นการใช้ GPS 2 คลื่นคือ L1 และ L5 ควบคู่กันทำให้การระบุตำแหน่งแม่นยำกว่าเดิมมาก ซึ่งเราก็ทดสอบโดยใช้ Huawei Mate 20 นำทางขับรถไปต่างจังหวัด ก็ได้ผลตามนั้นครับ การนำทางทำได้ราบลื่นตลอดเส้นทาง แผนที่ล็อกตำแหน่งได้แม่นยำ ไม่มีการกระเด้งไปตำแหน่งอื่นๆ แม้ขับรถอยู่ใต้ทางด่วนครับ
  3. รองรับการแสดงผล HDR จาก Youtube เพราะผ่านมาตรฐาน Youtube Signature Device การันตีว่าจะเล่นวิดีโอ Youtube ที่คุณภาพสูงสุดได้ ขนาด Huawei Mate 20 ที่เป็นจอ IPS ธรรมดายังสามารถแสดงผล HDR จาก Youtube ได้สวยงามเลย ส่วน Netflix ก็น่าจะรองรับ HDR ผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ภายหลังครับ
  4. มีระบบ HiVision สามารถใช้กล้องหล้งเพื่อวิเคราะห์สิ่งต่างๆ รอบตัว เช่นส่องอาหารก็วิเคราะห์แคล หรือส่องสินค้าต่างๆ ก็สามารถหาที่ซื้อได้
  5. ใช้ PC Mode ไร้สายได้ คือในอดีตสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยนั้นรองรับ PC Mode อยู่แล้ว โดยเสียบหัวแปลง USB-C ให้เป็น HDMI แล้วต่อกับจอมิเตอร์ ก็จะใช้งานสมาร์ทโฟนแบบ PC ได้ สามารถเปิดหลายๆ แอปพร้อมกัน แล้ววางเรียงกันแบบหน้าต่างเหมือน Windows ได้ แต่ใน Mate 20 Series โหมดนี้ก็ปรับปรุงขึ้นให้สามารถทำงานแบบไม่ต้องใช้สายได้เลย ต่อ Miracast ขึ้นจอทีวี แล้วใช้หน้าสมาร์ทโฟนเป็น Trackpad ในการทำงาน ก็เป็นรูปแบบการใช้งานที่ล้ำมากครับ สามารถพรีเซนต์งานไร้สายได้โดยใช้แค่สมาร์ทโฟน แต่การเชื่อมต่อไร้สายก็มีข้อจำกัดอยู่ตรงความหน่วงที่มากกว่าแบบมีสายนะครับ ถ้าต้องการใช้ PC Mode นานๆ เราก็แนะนำให้ต่อสายดีกว่า

PC Mode ไร้สาย ส่งภาพไปออกจอทีวีแบบหน้าต่างเหมือน Windows

แต่จุดอ่อน (อย่างน้อยก็ในตอนนี้) ที่ Huawei Mate 20 Series ทุกรุ่นมีเหมือนกันคือใช้หน่วยความจำแบบ Nano Memory Card หรือ NM Card ที่มีขนาดเท่า Nano Sim ครับ ซึ่งตอนนี้หัวเว่ยเป็นรายเดียวที่ใช้หน่วยความจำชนิดนี้ในตลาด ก็ทำให้การ์ดหาซื้อยาก และมีราคาแพงกว่า MicroSD ทั่วไปครับ ซึ่งก็ต้องวัดใจกันต่อไปว่าหัวเว่ยจะผลักดันจนมันกลายเป็นมาตรฐานของสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่นได้รึเปล่า และตัวระบบ HiVision นั้นสามารถเรียกใช้ได้โดยการกด 2 นิ้วลงไปในหน้าจอ ซึ่งดันไปเหมือนกับเวลาเราจะครอปปรับรูปใน instagram ทำให้ HiVision ลั่นบ่อยสำหรับผู้ใช้ instagram จนหลายคนก็ปิด HiVision ทิ้งไปเลย ก็ต้องรอการปรับปรุงต่อไป

เอาแหละมาถึงจุดที่ Huawei Mate 20 แต่ละรุ่นแตกต่างกันบ้าง รีวิวกันไปทีละเครื่องเลย

Huawei Mate 20 Pro ตัวท็อปของตระกูล แต่หลายจุดก็น่าตี

ถ้าจะให้ฟันธงตั้งแต่ต้นเลยว่าเลย Huawei Mate 20 Pro ตัวท็อปของตระกูลนั้นเหมาะกับใคร (ถ้าไม่นับ Porsche Design Huawei Mate RS นะ) มันเหมาะสำหรับคนที่ต้องการโทรศัพท์ที่ดูดี ดูแพง กล้องดี และมีฟีเจอร์ล้ำๆ ที่รุ่นน้องไม่มีครับ

จุดเด่นของ Huawei Mate 20 Pro นั้นอยู่ที่หน้าจอโค้ง ที่ให้สีสดใสคมชัดกว่าจอทั่วไป มันดูแวววาว ดูพรีเมี่ยมมาก ซึ่งจอตัวนี้มีขนาด 6.39 นิ้วความละเอียด 2K+ หรือ 3120 x 1440 pixel ในขณะที่ Mate 20 รุ่นอื่นให้ความละเอียดแค่ FullHD+ เท่านั้น แถมจอสว่างมากพอเจอแดดก็ไม่หวั่น คมชัดทุกสถานการณ์จริงๆ

แล้ว Huawei Mate 20 Pro ยังเป็นมือถือรุ่นเดียวในตระกูลที่มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ใต้จอ ซึ่งเป็นเซนเซอร์รุ่นใหม่ด้วยทำให้การสแกนนิ้วเร็วกว่าสมาร์ทโฟนที่ใช้เซนเซอร์ใต้จอรุ่นอื่นๆ ที่เราเคยใช้มา และมีเซนเซอร์สแกนหน้าแบบ 3 มิติด้วย (ทำให้หน้าจอต้องมีรอยบากที่ใหญ่กว่า Mate 20 รุ่นอื่นๆ) ทำให้การยืนยันใบหน้าทำได้แม่นยำขึ้น ทำให้ Mate 20 Pro สามารถใช้งานได้ทั้งสแกนหน้าและสแกนนิ้วพร้อมๆ กัน ซึ่งปกติสแกนหน้าจะทำงานเร็วกว่า แต่ในบางกรณีเช่นแอปธนาคารที่ต้องการยืนยันด้วยลายนิ้วมือ ก็ยังสามารถสแกนในหน้าจอได้ ไม่ได้ตัดสแกนนิ้วทิ้งไปเหมือนสมาร์ทโฟนบางรุ่น ทำให้มีปัญหาเวลาใช้แอปที่ต้องสแกนนิ้ว

ด้วยความที่กล้องหน้าของ Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมเซนเซอร์วัดระยะแบบ 3 มิติ ทำให้ตรวจจับหน้าเพื่อทำ 3D Live Emoji ได้ และสามารถเอาไปทำ 3D Scan object ได้ คือสแกนวัตถุอย่างตุ๊กตาให้กลายเป็นโมเดล 3 มิติในมือถือ แล้วให้มันขยับได้ แต่ความสามารถนี้จะเปิดให้ใช้ปลายปีนี้

เรื่องระบบชาร์จของ Huawei Mate 20 Pro นี้เด่นมาก เพราะมาพร้อมกับหัวชาร์จแบบ SuperCharge 40 W ชาร์จแค่ครึ่งชั่วโมงก็ได้แบตเตอรี่ 70% ของความจุ 4200 mAh แล้ว เร็วมากแบบน่าตกใจ (และเป็นรุ่นเดียวที่ได้หัว 40W รุ่นน้องได้หัวชาร์จ 22.5W หมด) แล้วหัวเว่ยก็ยังการันตีความปลอดภัยโดย TÜV Rheinland เหมือนเคย ว่าถ้าใช้กับหัวชาร์จและสายชาร์จของหัวเว่ยเองจะปลอดภัยแน่นอน และ Mate 20 Pro ยังเป็นรุ่นเดียวที่รองรับการชาร์จไร้สาย แถมยังสามารถแบ่งปันพลังงานเพื่อชาร์จสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับการชาร์จไร้สายได้ด้วย หรือที่เรียกฟังก์ชั่นนี้ว่า Reverse wireless Charging เอาไปแปะหลังกันแบบในรูป เอาไปชาร์จ iPhone ก็ได้

เรื่องกล้องเดี๋ยวเราไปเล่ารวมกับกล้องของ Huawei Mate 20 X อีกทีนะ เลื่อนลงไปอ่านข้างล่าง

สรุปจุดเด่นของ Huawei Mate 20 Pro มีดังนี้ครับ

  • จอสวยที่สุดในตระกูล เมื่อรวมกับดีไซน์แล้วพรีเมี่ยมมาก ขนาดเครื่องก็ไม่เล็ก ไม่ใหญ่จนเกินไป
  • กล้องดีงามมาก ดีที่สุดของหัวเว่ยตอนนี้
  • เป็นรุ่นเดียวที่มาพร้อมเซนเซอร์ตรวจหน้า 3 มิติ เซนเซอร์สแกนหน้าในจอ และ SuperCharge 40 W
  • กันน้ำได้ระดับ IP68 ในขณะที่รุ่นอื่นกันได้แค่ IP53  และมีเคสสำหรับใส่ดำน้ำขายด้วย

มาถึงเรื่องติของ Huawei Mate 20 Pro กันบ้างครับ ก็มีดังนี้

  • หน้าจอโค้งทำให้หาฟิล์มหรือกระจกกันรอยติดยาก และรักษายากกว่ารุ่นอื่นๆ ซึ่งถ้าไม่ติดฟิล์ม จอก็อาจจะเป็นรอยได้ง่ายๆ เหมือนกัน อย่างเครื่องรีวิวของเราก็เริ่มมีรอยขึ้นที่หน้าจอแล้ว และหัวเว่ยไม่ติดฟิล์มให้กับจอของ Huawei Mate 20 Pro มาตั้งแต่แกะจากกล่อง (อย่างน้อยก็ในเครื่องที่เราได้มา) ซึ่ง Mate 20 และ Mate 20 X นั้นมีฟิล์มกันรอยมาให้เลย
  • สแกนหน้า 3 มิติ, 3D Scan Object, IP68 รวมถึง SuperCharge 40 W ที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่นนี้ เราคิดว่ายังไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะต้องจ่ายเพิ่มจากรุ่นน้องเท่าใดนัก (ราคาเปิดตัว 31,990 บาท)
  • Reverse Wireless Charging มีจุดชาร์จค่อนข้างเล็ก บางครั้งก็ต้องใช้เวลาหาตำแหน่งแปะมือถือ 2 ตัวนานเหมือนกันกว่าจะชาร์จได้
  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm อยู่รุ่นเดียวในตระกูล ถ้าจะฟังเพลงผ่านสาย ต้องต่อผ่าน USB-C แถมเสียงลำโพงล่างออกผ่านพอร์ต USB-C เมื่อเสียบชาร์จจะทำให้เสียงจากเครื่องเบาลง

Huawei Mate 20 X รุ่นนี้พี่เชียร์

เรากล้าบอกเลยว่า Huawei Mate 20 X เป็นรุ่นที่คุ้มค่าที่สุดในตระกูล Mate 20 ครับ เหมาะมากสำหรับเกมเมอร์ คนที่ต้องการมือถือจอใหญ่ คนที่ต้องการมือถือกล้องสวย คนที่ต้องการใช้ปากกากับมือถือ เพราะมีจุดเด่นหลายอย่างที่รุ่นอื่นไม่มี คือ

  • Huawei Mate 20 X เป็นรุ่นเดียวที่มีระบบระบายความร้อน Huawei Cooling System ต่อท่อระบายความร้อนจากตัวชิปเลย ลดปัญหาเล่นเกมนานๆ แล้วเครื่องหน่วงเพราะ CPU ร้อนเกินไปจนต้องจำกัดความแรง
  • เป็นรุ่นเดียวที่ใช้ปากกา M-Pen ได้ ปากกานี้รองรับแรงกด 4096 ระดับ พร้อมมีปุ่มลัดเรียกใช้งานด่วนๆ ได้ เมื่อใช้งานกับ Mate 20 X ที่มีจอใหญ่น้องๆ แท็บเล็ตเลยฟินมาก ขอบจอไม่โค้งเหมือน Galaxy Note 9 ด้วยนะ เขียนปากกาได้ง่ายๆ ทั้งหน้าจอ และเครื่องที่ขายในไทยก็มีปากกา M-Pen ติดมาด้วยเลย ไม่ต้องซื้อเพิ่ม
  • เป็นรุ่นเดียวที่มีลำโพงจริงจังทั้งด้านหัวและด้านท้าย ให้เสียงดังที่สุด และดีที่สุดในตระกูล ออกแบบมาสำหรับเกมเมอร์เล่นเกม เวลาเล่นเกมมือจะไม่ไปบังรูลำโพง หรือจะใช้ดูหนังก็ให้เสียงสเตอริโอได้ดี
  • เป็นรุ่นแบตเตอรี่ก็ให้มามากที่สุด 5000 mAh แบตอึดมาก เล่นเกมได้ยาวๆ

ส่วนหน้าจอของ Huawei Mate 20 X นั้นเป็นจอ OLED ขนาด 7.2 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ ด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่มาก ทำให้เมื่อมองจอดีๆ ก็จะเห็นเป็นเม็ดพิกเซลเหมือนกันนะครับ แต่โดยรวมก็ถือเป็นจอที่ดี ให้สีสันและความสว่างได้ดี ถ้าเปิด Youtube HDR นี่ฟินเต็มตาเต็มอารมณ์มาก ด้านบนมีรอยบากเป็นแค่หยดน้ำ เพราะไม่มีเซนเซอร์ตรวจจับหน้าแบบ 3 มิติ ทำให้พื้นที่หน้าจอใช้ได้เยอะครับ

ที่นี้มาถึงเรื่องที่จะทำให้คนไม่ซื้อ Huawei Mate 20 X คือความใหญ่ของหน้าจอครับ เห็นเครื่องนี้ครั้งแรกก็บอกเลยว่าหวั่นใจอยู่เหมือนกันกับจอ 7.2 นิ้วว่าจะใส่กระเป๋ากางเกงไหวไหม แต่เมื่อใช้จริงมา 2-3 สัปดาห์ก็พบว่าฝาหลังโค้งของ Mate 20 X ทำให้จับเครื่องง่ายและไม่หลุดมือครับ เวลาถืออยู่ในมือนี่ไม่มีปัญหาเลย ส่วนการใส่กระเป๋ากางเกง มันก็ใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ส่วนใหญ่ได้ไม่มีปัญหานะครับ ยกเว้นกางเกงที่กระเป๋าตื้น ก็ต้องเก็บมือถือไว้ในกระเป๋านอกแทน เอาเป็นว่าความใหญ่ของจอไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ ลองไปซ้อมถือที่ร้านบ่อยๆ ก็ได้ครับ

สำหรับคนที่ใช้ปากกาเพื่อการทำงานทั่วไป ก็ถือว่าเป็นปากกาที่ดี จับถนัดมือ เขียนได้ง่ายๆ สามารถกดปุ่มที่ปากกาค้างแล้วแตะในหน้าล็อกเพื่อจดโน้ตด่วนได้เลย แต่เราถือว่า M-Pen ยังอยู่ในช่วงแรกของการพัฒนานะครับ ลูกเล่นยังสู้ S-Pen ของซัมซุงที่พัฒนาซอฟต์แวร์มานานหลายปีไม่ได้ และลื่นไหลในการใช้โดยเฉพาะสำหรับงานศิลปินก็ยังสู้ Apple Pencil ไม่ได้

เอาแหละมาถึงเรื่องสำคัญบ้าง Huawei Mate 20 X ยังใช้ระบบกล้อง 3 ตัวระดับท็อปเหมือนกับ Mate 20 Pro ครับ ซึ่งดูผลงานของมันจากหัวข้อถัดไปเลย

ว่าด้วยเรื่องกล้องของ Huawei Mate 20 Pro และ Mate 20 X

ภาพจาก Huawei Mate 20 Pro ด้วยเลนส์มุมกว้าง

มาถึงจุดที่น่าสนใจที่สุดของ Huawei Mate 20 Pro และ Mate 20 X กันบ้าง คือกล้องครับ ที่คราวนี้ดีไซน์กล้อง 3 ตัวรวมแฟลชให้วางเรียงเป็นสีเหลี่ยมจัตุรัส เรียกว่า Matrix Camera System โดยตัดเอากล้องขาวดำออกไปแล้ว และเพิ่มกล้องมุมกว้างเข้าไป ทำได้ Mate 20 ทั้ง 2 รุ่นนี้ ได้ทางยาวโฟกัสเทียบเท่าเลนส์ 16 – 80 mm และสามารถซูมดิจิทัลด้วย AI Zoom ขยายภาพได้จนถึง 270 mm

เลนส์มุมกว้างช่วยให้ขายาวขึ้นได้

พูดถึงของใหม่ เลนส์มุมกว้าง 16 mm เลนส์ตัวนี้เมพมาก เราได้ใช้แน่นอน (ตอนมีเลนส์ขาวดำใน Huawei รุ่นเก่าๆ เราอาจไม่ค่อยได้ใช้ แต่เลนส์มุมกว้างนี้ได้ใช้แน่) มันสะดวกมากเวลาถ่ายรูปในห้องที่มีพื้นที่จำกัด หรือถ่ายรูปเดียวให้เห็นครอบคลุมทุกอย่าง ที่สำคัญสำหรับสาวๆ กล้องมุมกว้างจะช่วยให้เราถ่ายรูปแล้วขายาวขึ้นได้ด้วยนะ แค่ถ่ายแล้วเอาขาให้ไปอยู่ตรงขอบๆ ภาพ อันนี้เทคนิคเด็ดเลย

ส่วนตัวเลนส์ซูม 3 เท่าก็ยังมีประโยชน์มาก ได้ระยะซูมที่ไกลกว่ามือถือรุ่นอื่นๆ ชัดเจน ซึ่งเราได้ใช้ Huawei Mate 20 Pro มาสักครึ่งเดือนแล้ว กล้าพูดเลยว่าสามารถใช้แทนกล้องเพื่อออกงานข่าวได้เลย เพราะเป็นกล้องที่ถ่ายภาพแล้วสวยเลย เลือกซูม 0.6 เท่า หรือ 3 เท่าก็ได้ ซึ่ง AI ในกล้องก็ช่วยปรับแต่งภาพให้เหมาะสมอัตโนมัติ

Bokeh รูปหัวใจสวยงาม

อีกโหมดหนึ่งที่สนุกคือการปรับ Bokeh ให้เป็นรูปต่างๆ เช่นรูปหัวใจ หรือเป็นโบเก้แบบหมุนเหมือนเลนส์โบราณก็ได้ ส่วน Night Shot ที่ถ่ายรูปเปิดชัตเตอร์ 4 วิแบบไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องก็ทำได้อยู่แล้ว

เรื่องควรรู้เวลาถ่ายรูปคือ กล้องมุมกว้าง 0.6 เท่าและกล้องซูม 3 เท่าจะไม่ได้เก็บแสงได้ดีเท่ากล้องหลักซูม 1 เท่าของเครื่องที่มี f/1.8 ถ้าถ่ายที่แสงน้อยก็ใช้ซูมแค่ 1x จะดีกว่า

แต่จุดหนึ่งที่เราคิดว่า Huawai ยังปรับปรุงได้อีกคือการถ่ายภาพแบบ HDR ที่เมนูเปิดนั้นอยู่ไกลเหลือเกิน ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่า HDR จะเปิดอัตโนมัติในโหมด AI อะไรบ้าง (ที่รู้ตอนนี้มีโหมด Cloud ที่เปิด HDR เอง) ทำให้เวลาถ่ายเราก็ต้องเลื่อนไปเปิด HDR เองอยู่ดี เวลาที่จะถ่ายภาพตรงหน้ามีแสงที่แตกต่างกันเยอะๆ แล้วก็ AI ยังทำงานได้ช้าเมื่อเทียบกับ Huawei P20 ที่คิดซีนภาพเร็วกว่านี้ ก็ต้องรอปรับซอฟต์แวร์ต่อไป

ส่วนกล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล ถ่ายเซลฟี่ได้สวยๆ เนียนตาในแบบของ Huawei + Leica ครับ แต่จะออกโทนผ่องๆ สว่างๆ หน่อย ซึ่งก็แล้วแต่คนชอบนะครับ

วิดีโอจากกล้องหน้าของ Huawei Mate 20 X

ส่วนเรื่องวิดีโอนั้นก็ยอดเยี่ยมครับ คือถ่าย 4K พร้อมระบบป้องกันการสั่นไหวได้ คือกล้องนิ่งขึ้นมาก ไม่ต้องใช้ไม้กันสั่นก็นิ่งได้ อันนี้ทำได้ดีกว่ามาตรฐานเลย แต่เรื่อง AI Color นี่สิเป็นเรื่องใหม่ เมื่อ Dual-NPU ใน Kirin 980 สามารถวิเคราะห์ว่าคนอยู่ไหนในภาพบ้าง แล้วทำฉากหลังเป็นขาว-ดำ ซึ่งเนียนในระดับที่น่าพอใจเลย รวมถึงสามารถเบลอฉากหลังระหว่างถ่ายวิดีโอด้วย ซึ่งต่อไปเมื่อมีการอัปเดท Firmware ไปเรื่อยๆ ก็น่าจะทำได้เนียนตากว่านี้อีก (วิดีโอข้างล่างช่วงระหว่างซูมมันจะสั่นๆ หน่อยนะ เพราะเอานิ้วไปแตะจอเปลี่ยนระดับการซูมแรงไปหน่อย 555)

สุดท้าย Huawei Mate 20 รุ่นน้องสำหรับคนเน้นเครื่องแรง

มาถึงตัวน้องนุชสุดท้องอย่าง Huawei Mate 20 รุ่นนี้ราคาถูกที่สุด อันนี้สำหรับคนงบน้อยหน่อย ไม่เน้นกล้องมาก แต่อยากได้เครื่องแรง เพราะตั้งราคาแค่ 24,990 บาท ซึ่งมีจุดแตกต่าง 2 อย่างหลักๆ เมื่อเทียบกับรุ่นพี่คือ คือกล้องกับจอครับ

หน้าจอของ Huawei Mate 20 ตัวธรรมดามีขนาด 6.5 นิ้ว จอใหญ่กว่า Mate 20 Pro แต่มีความละเอียด Full HD และเป็นจอ IPS-LCD เท่านั้น ไม่ใช่จอ OLED เหมือน 2 รุ่นพี่ ทำให้สีสันไม่สดใสเท่า แม้ว่าถ้าเอาไปเทียบกับจอของ Mate 20 Pro แล้วจะดูหมองไปเลย แต่ถ้าเทียบกับจอมือถือทั่วไป มันก็ยังเป็นจอที่สวยอยู่ดีครับ แถมยังเล่น HDR ของ Youtube ได้ด้วย

และอีกเรื่องที่ต่างกันเยอะคือชุดกล้องหลัง ที่สเปกด้อยกว่า Mate 20 Pro กับ X ทุกเลนส์ คือเลนส์หลักมีความละเอียดแค่ 12 ล้านพิกเซล ไม่ใช่ 40 ล้านพิกเซล เลนส์ซูมก็ซูมได้แค่ 2 เท่า ไม่ใช่ 3 เท่าอย่างรุ่นพี่ แล้วเลนส์มุมกว้างความละเอียดแค่ 16 ล้านพิกเซล ไม่ใช่ 20 ล้านพิกเซลเหมือนตัวท็อป ซึ่งความแตกต่างนี้ ถ้าถ่ายกลางวันก็ไม่ได้เห็นผลมากนักนะครับ อาจจะแค่ซูมได้ไม่เยอะมากเท่านั้นเอง แต่ถ้าเทียบภาพกลางคืน ฝั่ง Mate 20 Pro และ X ให้ภาพที่คมชัดกว่าพอสมควร

เราใช้ Huawei Mate 20 มาประมาณ 1 สัปดาห์ ก็ให้ประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีครับ เพราะพื้นฐานตัว Kirin 980 กับ Ram 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB มันดีพออยู่แล้ว คือใครที่งบน้อยหน่อย ไม่เน้นว่ากล้องกับจอจะต้องดีที่สุด มันก็เป็นทางเลือกที่ประหยัดที่สุดครับ แต่ก็อย่างว่า เมื่อเรามีอีกรุ่นที่กล้องดีกว่าชัดเจน Huawei Mate 20 จึงอาจเป็นแค่ทางผ่านเพื่อไปซื้อรุ่น Pro หรือ X แทนครับ

ตัวอย่างภาพและวิดีโอจาก Huawei Mate 20

สรุป Huawei Mate 20 Series รุ่นไหนเหมาะกับใคร

Huawei Mate 20 Series ทุกตัวคือเครื่องแรงที่สุดของ Huawei ตอนนี้แล้ว กล้องก็ดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป ถ้าใครชอบดีไซน์แบบนี้ก็คิดต่อได้เลยว่าจะเป็นรุ่นไหน

  • Huawei Mate 20 Pro ตัวนี้ราคาแพงสุดที่ 31,990 บาท เหมาะสำหรับคนต้องการมือถือสวยๆ ดูพรีเมี่ยม จอดีที่สุด กล้องดีตัวท็อปของตระกูล ขนาดเครื่องไม่ใหญ่เกินไป
  • Huawei Mate 20 X เหมาะกับเกมเมอร์ คนทั่วไปที่อยากได้กล้องดีเหมือนรุ่นโปรในราคาเบาลงมาหน่อย ให้จอใหญ่สุด มีปากกาด้วย ลำโพงดังสุด ราคาแค่ 28,990 บาท ถูกกว่ารุ่นโปรตั้ง 3,000 บาท
  • Huawei Mate 20 อันนี้สำหรับคนงบน้อยหน่อย ไม่เน้นกล้องมาก แต่อยากได้เครื่องแรง เพราะตั้งราคาไว้ที่ 24,990 บาทเอง

ชอบตัวไหนก็หาซื้อกันได้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

งมแอปในมหาสมุทร

มาเพิ่มคุณค่าให้ Hashtag ด้วยแอป “Top Tags” กันเถอะ!

Published

on

ถ้าใครเล่น Instagram หรือ Twitter คงรู้กันดีว่า Hashtag นั้นสำคัญมากแค่ไหน เพราะเจ้า Hashtag ไม่ได้มีไว้ประดับบารมีให้แคปชั่นดูเก๋ไก๋อย่างเดียว แต่ยังทำหน้าที่ในการเชื่อมให้คนอื่นๆ สามารถเห็นบัญชี Instagram และ Twitter ของเราได้ และยังเชื่อมต่อกับคนอื่นๆ ในเรื่องราวที่ใกล้เคียงกันกับโพสต์ของเราด้วย ซึ่งก็ถือว่า Hashtag นั้นมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ขายบนโลกออนไลน์ทั้งหลาย คงตระหนักถึงประโยชน์ของ Hashtag กันดีอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น หลายๆ คน อาจไม่ถนัดกับการใช้ Hashtag กันเท่าไหร่ วันนี้แบไต๋เลยจะมาแนะนำแอปดีๆ ที่ช่วยให้การใช้ Hashtag ของคุณทรงคุณค่ามากขึ้น! และแอปที่เราจะรีวิวในวันนี้ก็คือ “Top Tags

เจ้าแอป Top Tags เป็นแอปสร้าง Hashtag สำหรับบรรยายลงในรูปหรือโพสต์ของเรา ซึ่งจะเลือก Hashtag ที่ได้รับความนิยมหรือมีผู้ใช้จำนวนมากมาใช้ ซึ่งข้อดีของการใช้ Hashtag ที่ได้รับความนิยมก็คือคนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับ Hashtag เหล่านั้น และเมื่อต้องการสืบค้นเรื่องใดๆ ก็มักจะใช้ Hashtag ที่เป็นคีย์เวิร์ดที่คุ้นเคย ซึ่งก็หมายความว่า หากเราใช้ Hashtag ที่เป็นที่นิยม ย่อมส่งผลให้โพสต์ของเราถูกผู้ใช้คนอื่นๆ เข้าถึงได้มากขึ้นนั่นเอง 


สำหรับวิธีการใช้งาน Top Tags ก็ไม่ยากเลย หากเราเลือกใช้แบบ “Top Tags” เราก็จะพบหมวดหมู่ของ Hashtag ต่างๆ ที่แอปจัดหมวดหมู่ไว้ให้ เช่น หมวดอาหาร หมวดท่องเทียว หมวดแฟชั่น เป็นต้น เมื่อเข้ามาในหมวดที่เราเลือกแล้ว เราก็สามารถกดเลือก Hashtag และปรับเปลี่ยนคีย์เวิร์ดตามที่เราต้องการได้เลย

สำหรับใครที่อยากเลือก Hashtag ให้ได้ดั่งใจเราทุกอย่าง ก็สามารถใช้ฟีเจอร์ “custom tags” ได้ ซึ่งเราสามารถสร้าง Hashtag ขึ้นมา โดยอาจนำ Hashtag ที่จัดหมวดหมู่โดย Top tags มาดัดแปลง และเมื่อต้องการใช้ก็เพียงไปคัดลอกแล้วนำมาวางในโพสต์ของเราได้เลย แถมเรายังสามารถเข้าไปแก้ไขได้เรื่อยๆ ด้วย

ฟีเจอร์ถัดมา ที่มีประโยชน์สุดๆ ก็คือ “Tag Mixer” เป็นฟีเจอร์ที่เราสามารถผสม Hashtag จากคีย์เวิร์ดหลายๆ อัน เช่น เราอยากใส่ Hashtag เกี่ยวกับเพื่อน เราก็ก็เลือก Friend และเราอยากใส่ Hashtag ที่เกี่ยวกับทะเลลงไปด้วย เราก็กดบวก beach ทีนี้แอปก็จะรวม Hashtag ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่เราต้องการลงไปแบบอัติโนมัติ

สำหรับฟีเจอร์สุดท้ายที่แอปนี้ทำได้ก็คือ การทำ bio ด้วยตัวอักษรเก๋ๆ ที่เค้าฮิตกันนั่นเอง วิธีใช้เจ้าฟีเจอร์ “Bio Editor” ก็ง่ายมาก เพียงแค่กด Add font แล้วเลือกแบบอักษรที่เราต้องการได้เลย และสามารถใส่ Hashtag ลงไปได้ด้วย

ดาวน์โหลด

ถือเป็นแอปที่ใช้งานง่ายๆ และใช้ประโยชน์ได้จริง แบไต๋ก็หวังว่าแอป Top Tags จะเป็นประโยชน์ต่อคนที่หลงใหลการใช้ Instagram และ Twitter นะคะ ส่วนใครลองใช้แล้วได้ผลเป็นยังไง อย่าลืมเล่าฟีดแบคให้ฟังบ้างล่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!