Connect with us

Published

on

สมัยนี้ดูหนังที่บ้านก็ได้อารมณ์เหมือนดูหนังในโรงภาพยนตร์เลยล่ะค่ะ ถ้ามีหนังดี ๆ ก็ไม่ต้องออกจากบ้านไปเจอแดดร้อน ๆ รถติด ๆ แล้ว!! ทีวีดี ๆ เนี่ยเขามีส่วนช่วยให้การชมเนื้อหาสนุกขึ้นได้มากเลยนะคะ อย่างเจ้าตัว #LG OLED TV 65B8 ที่มาพร้อมชิปประมวลผลรุ่นใหม่ให้ภาพดีขึ้น ช่วยให้การดูหนังหรือซีรีส์ใน #Netflix ชัดมากกก

สำหรับคนที่ไม่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีมากนักก็อาจสงสัยว่า ไอเจ้าทีวี OLED เนี่ยดีกว่าทีวี LCD ที่ใช้กันปกติยังไง ทีมงานแบไต๋เรามีเฉลย ตามไปดูกันเลยค่ะ เริ่มจากการสังเกตภาพจาก LG OLED TV 65B8 ขนาด 65 นิ้วตัวนี้เลย ซึ่งภาพจริง ๆ ที่เห็นด้วยตาของเราเนี่ย ภาพดีกว่าทีวีที่เคยดูมามาก ๆ สีสันสดใส การเคลื่อนไหวนุ่มนวล ส่วนความมืดในภาพก็ดูดำสนิท เหมือนภาพลอยออกมาจากจอได้ นั่นก็เป็นเพราะตัวชิปประมวลผล Alpha 7 (อัลฟ่าเซ่เว่น) ตัวใหม่ของ LG ที่ช่วยปรับภาพให้น่าดูมากขึ้นค่ะ พอรวมกับดีไซน์แบบ Cinema Screen ที่ขอบจอบางเฉียบเท่ากันทั้ง 4 ด้าน ก็ทำให้ภาพสวยเด่นขึ้นมาอีก 

LG OLED TV 65B8

  • รองรับการแสดงผลภาพแบบ 4K HDR ทุกรูปแบบ รวมถึง Dolby Vision และระบบเสียงรอบทิศทาง Dolby Atmos ด้วย
    • ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราอาจจะพูดกันว่า “จอดีไปก็เท่านั้น” จะหาเนื้อหาคุณภาพสูงมาชมได้จากไหน แต่ไม่ใช่ในยุคนี้แล้วค่ะ เพราะสมัยนี้ที่ใคร ๆ ก็ดู Netflix แล้วเราสามารถสตรีมหนัง 4K และ HDR มาดูได้ถึงบ้าน
  • สร้างความกระหึ่มให้ฉากแอคชั่นด้วยลำโพง 40 Watt ของ LG OLED TV 65B8
    • และจะยิ่งได้อรรสรถเพิ่มขึ้นถ้ามี Soundbar ที่รองรับ Dolby Atmos มาต่อเพิ่มน้า

และแน่นอนว่า LG OLED TV 65B8 ก็เป็นหนึ่งในทีวีที่ Netflix แนะนำประจำปี 2018 ค่ะ บนรีโมทจึงมีปุ่ม Netflix ให้เรียกใช้ง่าย ๆ และการันตีคุณภาพได้เลยว่าครบทุกอรรถรสการรับชมและความสะดวกในการใช้งานแน่นอน

นอกเหนือจาก Netflix ที่เรียกใช้ได้ง่าย ๆ บนทีวีเครื่องนี้แล้ว ทีวีของ LG ยังสามารถใช้งานได้อีกหลากหลาย เช่น

  • ฟังเพลงจาก Spotify
  • ดูคลิปจาก Youtube ก็ลงแอปเพิ่มแล้วเรียกใช้จากหน้าจอได้เลย
  • แถมยังรองรับ ThinQ AI สั่งงานด้วยเสียงภาษาอังกฤษได้ด้วยนะคะ จะหาเนื้อหา หรือควบคุมเครื่องอย่างเช่น เพิ่ม-ลดเสียงก็สั่งผ่าน Magic Remote ได้เลย

OLED TV ถือว่ายังเป็นเทคโนโลยีสุดยอดของโลกทีวีในตอนนี้ เพราะฉะนั้นราคาจึงอยู่ในหมวดท็อป โดย LG OLED TV 65B8 ขนาด 65 นิ้วตัวนี้ ราคาเปิดตัวที่ 119,990 บาท (แต่เมื่อเทียบคุณภาพกับราคาที่ต้องเสีย ถือว่าคุ้มเลยล่ะค่ะ!!)

แถมตอนนี้ LG ร่วมกับ Netflix จัดโปรโมชั่น “COME CLOSER TO THE SHOWS YOU LOVE” ให้ทีวี LG OLED (โอเลต) และ ทีวี SUPER UHD (ซุปเปอร์ ยูเฮชดีทีวี) ได้รับสิทธิ์ดู Netflix แพ็กเกจ 4K ไปยาว ๆ 6 เดือน มูลค่ากว่า 2,500 บาท ตั้งแต่วันนี้ ถึงสิ้นเดือนตุลาคมนี้เท่านั้น ใครกำลังเล็งทีวีใหม่ รีบด่วนก่อนหมดโปรจ้าาา!!

#beartai #LGOLEDTV

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Computer Review

รีวิว Synology DS218+ กล่องฮาร์ดดิสก์ต่อเครือข่าย พร้อมวิธีเลือกซื้อ NAS และการติดตั้ง!

Published

on

NAS หรือ Network Attached Storage นั้นเป็นเหมือนกล่องมหัศจรรย์ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก หรือรู้สึกว่ามันยุ่งยากนะครับ แต่เชื่อเราเถอะว่าถ้าคุณรู้ว่ามันทำอะไรได้ และใช้งานมันเป็นแล้ว คุณจะหลงรัก NAS จนอาจจะใช้ External Harddisk น้อยลงทีเดียว ซึ่ง Synology ก็เป็นผู้ผลิต NAS จากไต้หวันที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้มาก จนสามารถทำกล่องเก็บฮาร์ดดิสก์ตัวเล็กๆ นี้ให้กลายเป็นเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวขนาดย่อมได้เลย และวันนี้เราจะรีวิว Synology DS218+ รุ่นเกือบท็อปในตระกูลใส่ 2 ไดร์ฟให้อ่านกัน!

Synology NAS ทำอะไรได้บ้าง

ตัวซ้ายคือ DS216j ส่วนตัวขวาคือ DS218+

NAS ของ Synology นั้นจะใช้ระบบปฏิบัติการของตัวเองที่เรียกว่า DSM หรือ Disk Station Manager ซึ่งเจ้า DSM นี้เองที่ทำให้กล่องใส่ฮาร์ดดิสก์หน้าตาธรรมดานี้มีความสามารถที่หลากหลายมาก ซึ่งเราขอยกข้อที่เด่นๆ มาดังนี้

  1. เรื่องเบสิกที่สุด ใช้เก็บไฟล์และเรียกใช้จากที่ไหนในโลกที่มีอินเทอร์เน็ตก็ได้ จะดาวน์โหลดไฟล์บน NAS จากมือถือ หรืออัปโหลดขึ้นไปเก็บก็ได้ ขอแค่มีอินเทอร์เน็ตก็พอ
  2. ไม่ใช่เจ้าของ NAS ก็เรียกไฟล์ใน NAS ได้ โดยเจ้าของสามารถส่งลิงก์ให้คนอื่นดาวน์โหลดไฟล์ที่เก็บไว้ หรือเปิดช่องให้คนอื่นอัปโหลดไฟล์เข้ามาเก็บใน NAS ก็ได้ (ตามข้อกำหนดของการแชร์ ที่จะดูโฟลเดอร์อื่นๆ ใน NAS ไม่ได้) เหมือนมี Google Drive ส่วนตัวที่ให้ความจุเยอะมาก ตามกำลังจ่ายค่าฮาร์ดดิสก์ใน NAS โดยไม่ต้องจ่ายรายปี
  3. ข้อมูลใน NAS จะไม่เสียหายง่ายๆ เหมือน External Harddisk เพราะไม่ต้องเคลื่อนย้ายไปไหน และมีระบบตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเรื่อยๆ เมื่อพบว่าฮาร์ดดิสก์เริ่มมีปัญหาจะแจ้งผู้ใช้ให้จัดการก่อนพัง รวมถึงทำงานแบบ RAID ที่สำรองข้อมูลระหว่างฮาร์ดดิสก์หลายลูกตลอดเวลา ถึงจะพังไปลูกหนึ่ง ข้อมูลก็ไม่หาย
  4. รองรับการสตรีมวิดีโอที่เก็บใน NAS ขึ้นจอทีวี
  5. ใช้ร่วมกับแมคเพื่อเป็นไดร์ฟ Time Machine ได้ โดยข้อมูลจาก Mac จะถูกส่งมาเก็บใน NAS เรื่อยๆ แล้วเมื่อมีปัญหา เช่นไฟล์ถูกลบหรือถูกแก้ไขในแมค จะย้อนข้อมูลเดิมกลับมาได้ผ่านข้อมูลที่เก็บใน NAS
  6. ทำหน้าที่เป็น iTunes Server ได้ สตรีมเพลงไปยังอุปกรณ์ของแอปเปิ้ล
  7. ทำตัวเป็นเซิร์ฟเวอร์กลางของบ้านหรือบริษัท สร้างระบบ Chat ส่วนตัวที่ไม่ต้องเก็บข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์อื่นๆ หรือสร้างระบบ Office ส่วนตัว แก้ไขเอกสารใน NAS ได้ รวมถึงใช้ตั้งระบบเมลส่วนตัวได้ ตั้งระบบเก็บโน้ตส่วนตัวที่บันทึกข้อมูลลงไปแค่ไหนก็ได้
  8. ทำหน้าที่เก็บข้อมูลจากกล้องวงจรปิดก็ได้
  9. ซิงก์ไฟล์ไปมาจากบริการ Cloud ต่างๆ เช่น Dropbox, Google Drive มาลง NAS ได้เลย
  10. สำหรับนักพัฒนา ใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์ย่อมๆ ได้เลย รองรับเทคโนโลยีพวก Node.js หรือ PHP ด้วย

แนะนำการเลือกซื้อ Synology NAS ดูรุ่นกันยังไง

การติดตั้งฮาร์ดดิสก์จะแตกต่างกันระหว่างรุ่น DS216j ที่ต้องเปิดเครื่องมาใส่น็อต กับ DD218+ ที่เป็นถาดใส่ฮาร์ดดิกส์

Synology นั้นออกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ NAS ตั้งแต่กลุ่มผู้ใช้ตามบ้าน ผู้ใช้ในออฟฟิศย่อมๆ ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ทำให้มีผลิตภัณฑ์หลายกลุ่มมาก แต่วันนี้เราจะยกตัวอย่างการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม DS หรือ DiskStation ที่ใช้ในบ้านไปจนถึงองค์กรทั่วไปกันนะครับ

ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใช้ทั่วไปของ Synology จะแยกเป็น 3 ตระกูล 3 ระดับใหญ่ๆ คือ

  • J Series คือรุ่นที่ลงท้ายด้วยตัว J เช่น DS218J หรือ DS119J กลุ่มนี้จะเป็น NAS สำหรับผู้เริ่มต้น มีประสิทธิภาพไม่มากนัก สำหรับใช้ตามบ้านหรือบริษัทเล็กๆ ที่ผู้ใช้ไม่เยอะไม่ถึง 10 คน และไม่ได้ใช้งานที่เกี่ยวกับวิดีโออย่างบันทึกข้อมูลกล้องวงจรปิด หรือสตรีมวิดีโอไปออกจอทีวีนัก
  • Value Series จะมี 2 ระดับย่อยคือ
    • รุ่นที่ลงท้ายด้วย Play ที่เพิ่มเติมประสิทธิภาพด้าน Multimedia เข้ามา เช่น DS218Play, DS418Play
    • รุ่นที่ไม่มีอะไรลงท้าย เช่น DS218, DS118 ก็จะเป็นรุ่นที่ประสิทธิภาพดีขึ้นสำหรับใช้งานในองค์กรขนาดเล็ก
  • + Series รุ่นท็อปที่อัดสเปคมาให้มากที่สุด ทั้ง CPU และ RAM จะเยอะกว่ารุ่นอื่นๆ ในเลขเดียวกัน เหมาะสำหรับงานตั้งแต่ในบ้านถึงองค์กรขนาดย่อมๆ รองรับผู้ใช้พร้อมกันได้มากพอสมควร

ภายในของ DS218+ ใส่ฮาร์ดดิสก์แบบสไลด์ได้ 2 ลูก พร้อมช่องใส่แรมพร้อม และด้านหน้าก็พอร์ต USB 3.0 สำหรับโอนข้อมูลลง NAS ซึ่งปุ่มด้านหน้าจะมีปุ่มเปิด NAS กับปุ่ม C สำหรับก็อปข้อมูลลงเครื่องโดยตรง

ส่วนตัวเลขรหัสของ Synology นั้นตีความไม่ยากครับ เลข 2 ตัวหลังคือรุ่นปีที่ผลิตภัณฑ์นั้นออกมา ส่วนตัวเลขด้านหน้าที่เหลือคือจำนวนไดร์ฟที่รองรับ เช่น

  • รุ่นที่เรารีวิวในวันนี้คือ Synology DS218+ เลขลงท้าย 18 คือเป็นรุ่นปี 2018 ส่วนเลข 2 นำหน้าคือใส่ได้ 2 ไดร์ฟ และเป็นตระกูล Plus ถือเป็นตัวท็อปของกลุ่ม 2 ไดร์ฟแล้ว
  • DS718+ หน้าตาคล้ายๆ DS218+ ออกปี 2018 เหมือนกัน แต่ไม่ได้ใส่ได้ 7 ไดร์ฟตรงๆ ที่ตัวมันใส่ได้ 2 ไดร์ฟ และรองรับอุปกรณ์เสริมทำให้ใส่เพิ่มได้อีก 5 ไดร์ฟรวมเป็น 7 ไดร์ฟ

เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ใช้ตามบ้านที่ใช้งานไม่กี่คน และไม่ได้ดูหนัง 4K จากไฟล์ในกล่อง ดูเป็นรุ่นถูกสุดคือ DS119J ก็ได้ แต่ถ้าคิดว่าต้องการใส่ได้ 2 ไดร์ฟเพื่อเอามาทำ RAID ให้ข้อมูลปลอดภัยมากขึ้นก็ดูเป็นรุ่น DS218J จะได้ราคาที่ไม่แพงเกินไปนัก แต่ถ้าต้องการดูหนัง 4K ด้วย ก็ต้องดูเป็น DS118 หรือ DS218play ขึ้นไปครับ ส่วนรุ่น DS218+ คือตัวท็อปที่รองรับผู้ใช้พร้อมๆ กันได้มากขึ้นนั้นเอง

รีวิว Synology DS218+

พอร์ตหลังเครื่องของ DS218+ จะมีพอร์ต Gigabit LAN, USB 3.0 อีก 2 พอร์ตและพอร์ต eSATA สำหรับต่อฮาร์ดดิสก์ภายนอก

เอาแหละ เราแนะนำกันไปแล้วว่า NAS ทำอะไรได้บ้าง และการดูรุ่นของ Synology ให้เหมาะกับการใช้งานของเรานั้นดูยังไง คราวนี้มาดูกันดีกว่าว่า Synology DS218+ นั้นทำอะไรได้บ้าง

เริ่มต้นติดตั้ง Synology DS218+

สำหรับผู้ใช้ตามปกติแล้ว การเริ่มต้นใช้งาน Synology NAS นั้นทำได้ไม่ยาก แค่เอาฮาร์ดดิกส์ที่เหมาะสมใส่ลงไปในกล่อง เช่น WD Red หรือ Seagate Ironwolf ที่ออกแบบมาสำหรับใช้งานแบบ NAS โดยเฉพาะ แล้วเข้าหน้า find.synology.com เพื่อเริ่มต้นติดตั้ง DSM หรือระบบปฏิบัติการของ NAS ก็ได้แล้ว ทำตามขั้นตอนที่ระบุในหน้าเว็บไปเรื่อยๆ เลือกรูปแบบการจัดการไดร์ฟว่าเป็น RAID แบบไหน หรือถ้าไม่ต้องคิดเยอะก็เลือกเป็น SHR หรือ Synology Hybird RAID ก็จะให้ระบบจัดการไดร์ฟให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ แต่วันนี้เราจะเล่นท่ายากกว่านั้นคือการเอาฮาร์ดดิสก์จาก NAS ตัวเดิมมาใส่ในตัวใหม่ครับ!

(ทริก! ถ้ามีฮาร์ดดิสก์ 2 ลูกที่ขนาดต่างกัน อย่าใส่ลงไปใน NAS ทั้ง 2 ลูกตั้งแต่เริ่มต้น Setup เพราะมันจะทำ Pool 2 ไดร์ฟให้โดยอัตโนมัติ แล้วพื้นที่ที่ได้จะกลายเป็นของลูกเล็กกว่า)

จริงๆ แล้วเราสามารถถอดฮาร์ดดิสก์จาก Synology NAS เดิมมาใส่ในเครื่องใหม่ได้เลย ซอฟต์แวร์จะมีตัวเลือกให้ทำ Migation เพื่อนำข้อมูลมาใช้ได้เลย ไม่ต้องเสียเวลา Backup แล้ว Restore ข้อมูล แต่อย่างไรก็ตามเราควรสำรองข้อมูลใน NAS ก่อน เพราะมันก็มีบางกรณีที่ไม่สามารถ Migate กันได้ เช่นรุ่นของ NAS ตัวเก่ากับใหม่นั้นแตกต่างกันมากเกินไป หรืออาจเกิดอุบัติเหตุอะไรบางอย่าง ทำให้ข้อมูลเสียหาย เช่นกดพลาดกลายเป็น Format ไดร์ฟก็มีให้เห็นกันบ่อยๆ ครับ

การสำรองข้อมูลใน Synology NAS นั้นก็ทำไม่ยากผ่านแอปย่อยที่ชื่อว่า Hyper Backup ครับ ซึ่งสามารถสำรองข้อมูลใน NAS ไปลงฮาร์ดดิกส์ภายนอกได้ พอติดตั้ง NAS เสร็จแล้วก็สามารถเปิด Hyper Backup ขึ้นมา Restore ข้อมูลกลับมาได้ ซึ่งเราเลือกทำติดตั้ง NAS ใหม่โดยการ Backup/Restore ไม่ได้ทำ Migation มา เพราะต้องการเปลี่ยนระบบไฟล์ใน NAS จาก ext4 เป็น Btrfs ด้วยครับ

Btrfs เป็นระบบไฟล์มาตรฐานใหม่ที่ใช้ในกลุ่มเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งมีความสามารถมากกว่าระบบไฟล์ Ext4 ที่ใช้ใน Linux เดิม (แต่ระบบไฟล์ Ext4 ก็ยังได้เปรียบในเรื่องความจัดการง่ายเมื่อเกิดปัญหาอยู่ดี เพราะเป็นระบบไฟล์ที่มีมานาน มีเครื่องมือช่วยเหลือเยอะ) โดยเฉพาะความสามารถ Snapshot คือบันทึกภาพของข้อมูลในเวลาต่างๆ เก็บเอาไว้ แล้วเมื่อเกิดปัญหาเช่นไฟล์ถูกลบ หรือถูกแก้ไข ก็สามารถย้อนกลับมาสภาพก่อนเกิดเหตุการณ์ได้ง่ายๆ แบบไม่เปลืองพื้นที่ในการจัดเก็บเยอะขนาดการ Backup ตามปกติ ซึ่งการจะเปลี่ยนไดร์ฟเก่าที่เป็น Ext4 ให้กลายเป็น Btrfs นั้นมีทางเดียวคือต้อง Format ไดร์ฟเก่าทิ้งทั้งหมด เราจึงต้อง Backup ข้อมูลก่อนครับ

เมื่อติดตั้งระบบ DSM เรียบร้อย ระบบจะให้เราเซ็ตอัป QuickConnect ครับ ซึ่งเป็นระบบเชื่อมต่อเครือข่ายภายนอกโดยที่ไม่ต้องตั้ง PortForward ให้วุ่นวาย ทำให้แอปในมือถือของ Synology สามารถเชื่อมต่อกับ NAS ของเราผ่านเครือข่ายภายนอกได้ด้วย ก็ควรลงทะเบียนเปิดบัญชีให้เรียบร้อย

เริ่มต้นใช้งาน DSM บน Synology NAS

หลังจากเซ็ตอัป Synology NAS เสร็จ เราก็พร้อมใช้งานกันแล้วครับ ซึ่งเราสามารถ NAS นั้นสามารถเข้าได้หลายทาง ทั้งการเข้าถึงไฟล์ผ่าน Network Drive ผ่าน Windows Explorer หรือ Finder ของแมคครับ หรือจะเข้าผ่านแอปของ Synology ในมือถือ แต่วิธีที่ใช้จัดการระบบได้มากที่สุดคือเข้าผ่านเบราว์เซอร์ แล้วจัดการผ่าน DSM หรือ DiskStation Manager ระบบปฏิบัติการของ Synology ครับ

หน้าตาของ DSM

DSM จะมีระบบงานพื้นฐานบางส่วนมาให้แล้วนะครับ พวกการจัดการฮาร์ดดิกส์ในเครื่อง หรือการเซ็ตอัปเครือข่ายต่างๆ แต่มันก็เพิ่มความสามารถได้อีกเยอะมากผ่านการลงโปรแกรมเพิ่มเติมจาก Package Center ซึ่งเราขอยกความสามารถที่น่าสนใจมาโชว์ให้ดูกันเลยดีกว่า!

ปล. ถ้าใครอยากลองใช้ DSM แบบตัวเป็นๆ Synology เปิดหน้าเว็บให้ทดลองที่ Synology Live Demo ครับ ไปลองจิ้มกันได้

ยกตัวอย่างความสามารถของ Synology NAS

จัดการไฟล์ใน NAS ผ่าน File Station

เครื่องมือพื้นฐานที่สุดของ NAS คือ File Station ครับ เอาไว้จัดการไฟล์ต่างๆ ใน NAS ซึ่งถ้าโอนไฟล์ไปมาใน NAS สั่งผ่าน File Station ใน DSM จะทำงานได้เร็วกว่า เพราะข้อมูลไม่ต้องวิ่งมาผ่านคอมพิวเตอร์ที่สั่งงานเหมือนการสั่งผ่าน Windows Explorer นะครับ

ซึ่ง File Station ก็สามารถสั่งแชร์ไฟล์และโฟลเดอร์ออกมาเป็น URL สำหรับส่งให้คนอื่นดาวน์โหลดไฟล์จากเน็ตภายนอกได้ด้วย แถมตั้งค่าให้ใส่รหัสก่อนดาวน์โหลดได้ พร้อมกำหนดวันหมดอายุของไฟล์ได้ด้วย และยังมีคำสั่ง Create file request (ตามในเมนู Action ที่เปิดไว้ในภาพประกอบ) เพื่อสร้างหน้าเว็บสำหรับให้คนอื่นอัปโหลดไฟล์มาเก็บไว้ใน NAS ได้ด้วย

แอป DS File สำหรับเรียกไฟล์บนมือถือ

ส่วนการเรียกไฟล์จาก NAS ผ่านมือถือนั้นจะใช้แอป DS File ครับ ซึ่งมีให้ดาวน์โหลดฟรีบน iOS และ Android ก็สามารถอัปโหลดไฟล์ขึ้นไปเก็บ หรือดาวน์โหลดลงมาใช้ เปิดภาพ เปิดวิดีโอจากใน NAS ได้เลย สบายครับงานนี้

จัดการไฟล์แบบยุคใหม่ด้วย Synology Drive

Drive เป็นระบบจัดการไฟล์รูปแบบใหม่ของ Synology ครับ ที่ตั้งใจทำให้เรื่องวุ่นวายกับไฟล์น้อยลง แต่ก็ต้องทำความเข้าใจกับมันสักหน่อยนะครับ มันจะเป็นแนวคิดการจัดการไฟล์ที่แตกต่างจากที่เราคุ้นเคยกันสักหน่อย จุดเด่นของ Drive คือมีระบบ Team Folder ที่ให้สมาชิกในทีมสามารถเข้ามายุ่งกับไฟล์ในถังกลางได้อิสระ ไม่ต้องวุ่นวายกับการกำหนด Permission มากนัก แต่ก็ยังมีระบบ History ที่สามารถย้อนอดีตไฟล์กลับไปได้ในกรณีที่ไฟล์มีปัญหา และแน่นอนว่าสามารถแชร์ไฟล์ให้บุคคลภายนอกได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีโปรแกรม Drive สำหรับติดตั้งในคอมพิวเตอร์เพื่อซิงก์ข้อมูลมาได้ด้วย

จัดการรูปภาพเหมือนมี Google Photo ส่วนตัวด้วย Synology Moment

รูปภาพที่ Moment จัดกลุ่มให้เองตามวัตถุในภาพ ซึ่งก็จัดว่าค่อนข้างตรงเลย

Moment เป็นแอปใหม่ที่ Synology เพิ่งเปิดตัวครับ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถจัดการกับรูปภาพจำนวนมากได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะแตกต่างจาก Photo Station แอปตัวเดิมที่ดูจริงจัง เหมาะสำหรับช่างภาพเอาไปนั่งจัดพอร์ตของตัวเองมากกว่า เทียบง่ายๆ Moment นั้นทำงานเหมือน Google Photo ส่วนตัวครับ ที่สามารถเก็บรูปความละเอียดเต็มของเราได้ โดยไม่ต้องเสียค่าพื้นที่รายเดือน และรูปก็ยังอยู่บน NAS ส่วนตัวของเรา ซึ่งเหมาะมากสำหรับคนที่กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของรูปถ้าจะต้องไปฝากบน Google ครับ

การใช้งาน Moment นั้นง่ายมาก สามารถโยนภาพทั้งหมดเข้าไปให้มันจัดการได้เลย แบบไม่ต้องแบ่งโฟลเดอร์ก็ได้ หรือจะลงแอป Moment ในสมาร์ตโฟนเพื่อให้อัปโหลดรูปทั้งหมดมาเก็บไว้ใน Moment ก็ได้ ซึ่งเมื่อรูปถูกอัปโหลดมาเก็บใน NAS หมดแล้ว เราก็สามารถลบรูปออกจากสมาร์ตโฟนแล้วค่อยดูรูปผ่านแอป Moment ก็ได้ครับ จะได้ประหยัดพื้นที่เก็บรูปในเครื่อง ซึ่งก็สามารถโหลดรูปกลับมาแสดงได้รวดเร็วพอสมควรครับ เพราะมีกระบวนการแสดงรูปก่อนแม้ว่าจะยังไม่ได้โหลดไฟล์เต็มลงมา ซึ่งใน Moment นั้นสามารถแสดงภาพแบบ 360 องศาได้ด้วย

เมื่ออัปโหลดรูปมาเก็บใน Moment เรียบร้อย ระบบก็จะวิเคราะห์ภาพทั้งหมดออกมา เริ่มต้นจากจัดภาพตามวันที่ก่อน ให้ย้อนกลับไปดูตามวันง่ายๆ แต่ที่ล้ำกว่านั้นคือ Moment มันมีปัญญาประดิษฐ์สามารถวิเคราะห์ภาพแล้วจัดกลุ่มอัตโนมัติออกมาได้เลย โดยใช้หน่วยประมวลผลในกล่อง NAS นั้นแหละ ไม่ได้ส่งข้อมูลไปวิเคราะห์บน cloud ที่ไหน ซึ่งสามารถจัดกลุ่มได้ทั้งแยกตามใบหน้า กรุ๊ปรูปออกมาเป็นคนๆ เลย หรือแยกตามสถานที่ถ่ายรูป ที่เด็ดสุดคือแยกตามวัตถุในภาพ ซึ่ง Moment สามารถวิเคราะห์ภาพได้หลากหลายมาก เช่น เด็ก, แมว, หมา, อาหารอิตาลี, สวนสนุก, น้ำตก, สวนไผ่ ฯลฯ ให้เราได้สนุกกับการย้อนดูรูปในอดีตครับ

แต่ความสามารถในการวิเคราะห์ภาพนั้นไม่ได้มีให้ในทุกรุ่นนะครับ เช่นในรุ่นพื้นฐาน DS218J จะสามารถแยกแยะใบหน้าได้อย่างเดียว ส่วนรุ่นที่เหนือมาหน่อยเช่น DS218+ ที่เรารีวิวในวันนี้จะสามารถวิเคราะห์วัตถุในภาพได้ด้วย เพราะความสามารถในส่วนนี้ต้องใช้ CPU ในกล่อง NAS ที่มีประสิทธิภาพมากพอด้วย

Synology Note Station เก็บโน้ตจดบันทึกอย่างเทพ

เรื่องของการจัดการโน้ตจดบันทึกนั้นก็เป็นเรื่องวุ่นๆ เหมือนกัน โดยเฉพาะคนที่ใช้อุปกรณ์หลายตัว หลายแบรนด์ครับ จะใช้ Apple Note มันก็อ่านได้เฉพาะใน Apple อย่างเดียว จะใช้ Simplenote มันก็เรียบง่ายไป อยากได้โน้ตที่จัดรูปหน้าได้ด้วย หรือจะใช้ Evernote มันก็ต้องเสียเงินค่าใช้ แต่สำหรับผู้ใช้ Synology NAS ก็สามารถดาวน์โหลดแพ็กเกจ Note Station มาใช้งานและจดโน้ตให้ซิงค์กันระหว่างอุปกรณ์ทั้งหมดได้สบายๆ โดยมีแอปให้ดาวน์โหลดทั้ง Windows, macOS, iOS และ Android เพื่อที่จะได้เปิดอุปกรณ์มาพร้อมจดโน้ตได้ทุกที่

โดยโน้ตที่เก็บไว้ใน Note Station แน่นอนว่าจะเก็บอย่างปลอดภัยใน NAS ส่วนตัวของเรา รวมถึงรูป ไฟล์แนบ หรือเสียงที่บันทึกลงในโน้ตด้วย ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับองค์กรธุรกิจที่ไม่ต้องการให้ข้อมูลหลุดออกไปในเซิร์ฟเวอร์ภายนอก

Synology Office แก้ไขเอกสารง่ายๆ บน NAS

ถ้าต้องการฟังก์ชั่นที่มากกว่าการจดโน้ตธรรมดา ใน NAS ของ Synology ก็มีฟังก์ชั่น Office เหมือนกันนะครับ คือสามารถเปิดไฟล์ Word, Excel, Powerpoint มาแก้ไขผ่านเว็บได้เลย เหมือนมี Google Docs ส่วนตัวนั้นแหละ พร้อมความสามารถคอมเมนท์เอกสาร แชร์ไปเปิดเครื่องอื่นๆ หรือแก้ไขเอกสารพร้อมกันหลายคนก็ได้ แต่ฟังก์ชั่นนี้เราไม่ได้ลองเทสเท่าไหร่ เพราะปกติเราใช้ Google Docs เป็นหลักมากกว่า เอาเป็นว่าใครอยากให้เอกสารปลอดภัยจากการเข้าถึงของบริษัทภายนอก ก็ลองใช้ดูได้ครับ

Video Station พื้นที่สำหรับเล่นวิดีโอที่เก็บใน NAS

โปรแกรมพื้นฐานสำหรับจัดการคลังวิดีโอใน Synology NAS คือ Video Station ครับ ซึ่งเมื่อเราใส่ไฟล์วิดีโอลงไปในโฟลเดอร์ที่ถูกต้อง Video Station จะหาปกมาใส่ และเติมข้อมูลให้เองโดยอัตโนมัติ ทำให้หน้าตาวิดีโอของเราสวยงามขึ้น ซึ่งนอกจากจะดูหนังของเราผ่านหน้าเว็บ หรือโหลดแอป DS Video มาลง iOS หรือ Android ให้เปิดหนังในสมาร์ตโฟนได้ มันยังสามารถสตรีมไปขึ้นอุปกรณ์อย่าง Apple TV, Chromecast ได้ และยังมีแอป DS Video สำหรับลงใน Android TV เพื่อดึงไฟล์ไปเล่นโดยตรงก็ได้ ส่วนการสตรีมไปอุปกรณ์ที่รองรับ DLNA ก็ทำผ่านโปรแกรม Media Server ที่ติดตั้งเพิ่มใน NAS ได้ครับ

ที่นี้รุ่นของ NAS นั้นก็เกี่ยวกับประสิทธิภาพการสตรีมวิดีโอไปเปิดเหมือนกันนะครับ ถ้าเราใช้กับอุปกรณ์อย่าง Apple TV หรือ Chromecast ที่มีรูปแบบไฟล์ที่เล่นได้จำกัดแค่ MP4 บางรูปแบบ เมื่อจะเอาไฟล์อื่นๆ อย่าง MKV ไปเปิด มันก็ต้องมีการเข้ารหัสใหม่ ซึ่งถ้าใช้ NAS รุ่นประหยัดอย่าง DS218J อาจจะทำหน้าที่ตรงนี้ไม่ไหว ทำให้เล่นไฟล์วิดีโอผ่านจอนอกไม่ได้เลย แต่ถ้าเป็นรุ่นบนๆ หน่อยอย่าง DS218+ ตัวที่รีวิวนี้ CPU ก็แรงพอที่จะจัดการแปลงไฟล์หนังและสตรีมมาขึ้นจอใหญ่ได้ครับ แต่ถ้าอุปกรณ์ปลายทางสามารถอ่านไฟล์ต้นฉบับได้อยู่แล้วโดยไม่ต้องแปลงใหม่ เช่นใช้ Android TV ที่มีความสามารถในการอ่านไฟล์หลากหลายกว่า กล่อง NAS รุ่นประหยัดก็สามารถสตรีมเนื้อหาไปออกได้ครับ

แต่ถ้าจะไม่ใช้ DS Video ก็ยังมีทางเลือกให้ลง PLEX หรือ Infuse ระบบจัดการวิดีโอชื่อดังก็ได้ครับ

Surveillance Station จัดการกล้องวงจรปิดใน NAS

อีกความสามารถของ Synology NAS ที่เด่นมากๆ คือเรื่องการจัดการกล้องวงจรปิดแบบ IP Cam ครับ ก็สามารถซื้อกล้องที่รองรับแล้วมาบันทึกภาพเก็บลง NAS ได้ทันที แต่สำหรับ Synology NAS ทั่วไปจะรองรับกล้องวงจรปิดได้ 2 ตัวครับ ถ้าจะใช้งานมากกว่านั้นต้องซื้อ License ซอฟต์แวร์เพิ่ม

Surveillance Station นั้นจะเก่งกว่ากล่อง NVR ทั่วไป เรื่องพื้นฐานอย่างการบันทึกภาพแล้วเรียกดูตามไทม์ไลน์ รวมถึงดูผ่านมือถือผ่านแอป DS Cam อันนี้ก็ต้องทำได้อยู่แล้ว แต่ที่เหนือกว่าคือเราสามารถใช้แอป Synology Livecam ในมือถือเพื่อบันทึกภาพตรงหน้าส่งไปบันทึกส่งๆ ที่ NAS ได้เลย นอกจากนี้ยังสามารถส่งภาพที่บันทึกไปไลฟ์บน Youtube ได้ด้วย รวมถึงความสามารถในการทำ Time lapse เร่งระยะเวลาที่บันทึกภาพให้เร็วขึ้นก็ทำได้ และยังลงแอปเพิ่มเพื่อให้รองรับกับอุปกรณ์จากหลากหลายแบรนด์ รวมถึงเพิ่มความสามารถใหม่ๆ ใน Surveillance Station ก็ได้

Download Station เครื่องมือโหลดไฟล์จากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องเปิดคอมค้าง

ใน Synology DSM ยังมีเครื่องมือดาวน์โหลดที่ชื่อว่า Download Station ที่สามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้หลากหลาย อย่างการโหลดผ่าน HTTP, FTP หรือ BitTorrent ซึ่งสามารถจัดการผ่านแอปมือถือที่ชื่อ DS Get ได้ แต่แอปนี้จะไม่มีใน iOS นะครับ มีแต่ Android เท่านั้น

สารพัดระบบ Backup ที่รองรับรูปแบบการใช้งานหลากหลาย

แน่นอนว่าหนึ่งในหน้าที่หลักของ NAS คือใช้สำรองข้อมูลในเครื่องผู้ใช้ด้วย ซึ่ง DSM ก็มีระบบ Backup หลากหลายมากตามความต้องการของผู้ใช้ครับ ซึ่งจะยกตัวอย่างการแบ็กอัปที่ DSM ทำได้ดังนี้นะครับ

  • Active Backup for Business สำหรับสำรองข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเซิร์ฟเวอร์มาเก็บไว้ใน NAS
  • Cloud Station ทำตัวเป็นไดร์ฟออนไลน์ที่ซิงก์ข้อมูลกับในคอมพิวเตอร์ของเราเหมือน Dropbox แต่ข้อมูลจะไปเก็บใน NAS
  • Cloud Sync ซิงก์ข้อมูลใน NAS กับบริการออนไลน์อย่าง Dropbox, Google Drive
  • Hyber Backup สำรองข้อมูลใน NAS ไปเก็บในที่อื่นๆ เช่น External Harddisk
  • Snapshot Replication จัดการการแบ็กอัปแบบ Snapshot เพื่อย้อนเวลากลับไปหาข้อมูลที่ยังไม่เสียหายใน NAS (ต้องใช้ระบบไฟล์ Btrfs)
  • USB Copy เมื่อเสียบไดร์ฟภายนอกเข้า USB ของ NAS จะก็อปไฟล์มาเก็บไว้ทันทีในโฟลเดอร์ที่เลือก

นอกจากนี้ DSM ยังสามารถทำตัวเป็น Time Machine ให้ macOS แบ็กอัปข้อมูลเข้ามาได้ตลอดด้วย โดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ Time Machine ของแอปเปิ้ลมาใช้ โดยเข้าไปเปิดการทำงานของ Bonjour และเปิดใช้ Bonjour Time Machine เพื่อให้เครื่องแมคหาไดร์ฟ Time machine เจอ และส่งข้อมูลมา backup

การตั้งค่า DSM ให้รองรับระบบ TimeMachine ของ macOS

Virtual Machine Manager เมื่อใช้ NAS ทำระบบเสมือน

ใน NAS รุ่นที่มีประสิทธิภาพสูงหน่อยอย่าง DS218+ ที่เพิ่มแรมแล้ว หรือ NAS เพื่อองค์กรธุรกิจ จะสามารถทำ Virtual Machine หรือพูดง่ายๆ ว่าเอา Windows หรือ Linux มาลงซ้อนเข้าไปใน NAS เพื่อใช้งานออนไลน์ได้ด้วย ซึ่งก็แล้วแต่การออกแบบว่าเราจะเอาไปใช้ทำอะไรครับ

จริงๆ Synology NAS ยังมีระบบหยิบย่อยอีกเยอะมาก เช่นโมดูลสำหรับนักพัฒนา สามารถลง PHP, Node.js, Java, Ruby และอื่นๆ เพื่อใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์ย่อมๆ สำหรับนักพัฒนาได้เลย รวมถึงการใช้งานเป็นเซิร์ฟเวอร์เมลบริษัท หรือเซิร์ฟเวอร์ Chat ก็ทำได้ ซึ่งเราไม่ได้ลงรายละเอียดให้อ่านกัน ก็ลองใช้กันดูนะครับ

Synology NAS จึงเหมาะตั้งแต่ผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการเก็บข้อมูลให้เรียกใช้ได้ง่ายๆ ในบ้าน ซึ่งจะได้ความปลอดภัยของข้อมูลมากขึ้นกว่า External Harddisk ด้วย ไปจนถึงผู้ใช้ระดับสูงหรือผู้ใช้ในองค์กรที่ต้องจัดการกับข้อมูลผู้ใช้จำนวนมากๆ ในองค์กร แถมยังสามารถประยุกต์ใช้กับงานได้หลากหลาย ซึ่งก็แล้วแต่รุ่นของ NAS ที่เราเลือกมาใช้ครับ ของเค้าดีจริง แบไต๋คอนเฟิร์ม!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Boardgame Review

[REVIEW] Star Wars: Imperial Assault บอร์ดเกม RPG Strategy สุดมันส์ ที่จะพาคุณและแก๊งสู่จักรวาลอันไกลโพ้น

Published

on

ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของปี 2018 นี้ เกมเมอร์แฟน ๆ Star Wars อาจจะรู้สึกกร่อย ๆ หน่อยเพราะหนังภาคใหม่ก็ไม่มี ที่สำคัญกว่าคือเกมใหม่ก็ยังไร้วี่แวว ถึงจะมี Star Wars Battlefront II (เวอร์ชั่นที่โละระบบ Micro-transaction ไปชั่งกิโลขายเรียบร้อยแล้ว) ให้พอแก้ขัดได้บ้าง แต่สิ่งที่สาวกอย่างพวกเราต้องการจริง ๆ คือเกม Star Wars ที่เน้นการผจญภัยยาว ๆ ในเรื่องราวสุดเข้มข้นมากกว่า เกมที่มอบประสบการณ์แปลกใหม่ให้เรารู้สึก “ว้าว” ไปกับมนต์สเน่ห์ของจักรวาลแห่งนี้ได้อีกครั้ง และจะยิ่งเด็ดไปกว่านั้นอีกหากเราสามารถลากเพื่อน ๆ มาว้าวไปพร้อมกันได้ด้วย

ความรู้สึกเวลาที่คุณเล่นเกมนี้แล้วโดนเพื่อน ๆ รุมตื้บ

หากนั่นคือสิ่งที่คุณตามหาจริง ๆ ล่ะก็ เราขอแนะนำให้คุณรู้จักกับเกมที่ชื่อว่า “Star Wars: Imperial Assault” มันไม่ได้มีกราฟิกอลังการ ไม่ได้มีเสียงเอฟเฟคต์เนียนกริ๊บ แต่มันมีหุ่นเท่ ๆ กระดานเจ๋ง ๆ และมีความสนุกจนเกินพิกัดสำหรับทั้งแฟน Star Wars และแฟนเกมวางแผนกลยุทธ์ แต่บอร์ดเกมชิ้นนี้จะพลังแก่กล้าแค่ไหน? มันจะสามารถดึงคุณเข้าสู่ด้านมืดของโลกบอร์ดเกมได้หรือไม่? (เล่นข้ามวันข้ามคืน ไม่หลับไม่นอน ไม่อาบน้ำ ฯลฯ) ลองไปสัมผัสด้วยกันดีกว่าว่าพลังสถิตอยู่ในบอร์ดเกมนี้หรือไม่

นานมาแล้ว… ในร้านบอร์ดเกมอันไกลโพ้น…

แกะกล่องออกมาครั้งแรก คุณอาจจะตกใจกับความ “เยอะ” ของมันได้

จริงอยู่ที่ Imperial Assault มีค่าหัว เอ้ย ราคาค่อนข้างสูงราว ๆ 4,000 บาท แต่ทีมพัฒนา Fantasy Flight เค้าก็ไม่ได้ตั้งราคาส่ง ๆ เนื่องจากเจ้าบอร์ดเกมตัวนี้มาพร้อมกับไอเท็มเด็ด ๆ เพียบ เริ่มตั้งแต่หุ่นฟิกเกอร์สวย ๆ กว่า 50 ตัว บอร์ดแผนที่จิ๊กซอว์มากกว่า 30 ชิ้น การ์ดกระดาษคุณภาพดีอีกเป็น 100 ใบ และทีเด็ดคือโหมดการเล่นที่มีให้เลือกถึง 3 โหมด! ได้แก่ โหมดแคมเปญแบบ 4 ปะทะ 1 ซึ่งเป็นโหมดหลักของเกมนี้ โหมด Skirmish แบบผู้เล่น 2 คนไฝ้กันเอง และโหมดแคมเปญ Co-op เต็มรูปแบบที่เล่นพร้อมกับ Application ให้ทีมผู้เล่น 4 คนฝ่าฟันภารกิจเนื้อเรื่องไปด้วยกัน ซึ่งแต่ละโหมดก็ไม่ได้ทำออกมาทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ

หุ่นที่ให้มาในกล่องจะไม่ได้ลงสีมาให้ แต่ก็ลงรายละเอียดออกมาได้สวยงามน่าหยิบมาใช้เล่นมาก ๆ

วิธีอธิบายเกมเพลย์ของ Imperial Assault ให้เกมเมอร์สายวิดีโอเกมเห็นภาพง่ายที่สุดก็คือการเอาเกมนี้ไปเปรียบกับเกม X-COM นั่นแล บอร์ดเกมนี้คือ X-COM ที่จำแลงมาในร่าง Star Wars ดี ๆ นี่เอง เพราะวิธีการเล่นรวม ๆ แทบจะเหมือนกันเด๊ะ ทั้งกฎการเล่นแบบผลัดตาและวิธีการออกแอ็คชั่น ต่างกันตรงที่คราวนี้คุณต้องใช้หุ่น บอร์ด กับลูกเต๋าเพื่อเล่นเกมแทนเครื่องพีซีหรือคอนโซล อ้อ แล้วคุณก็ควรหาเพื่อนมาเล่นด้วยอีก 2 คนเป็นอย่างน้อยด้วย เชื่อเหอะว่ามันจะทำให้เกมมีสีสันขึ้นอีกเยอะ

เอามาทาสีแล้วก็จะดูสวยไปอีกแบบ อ้าวเฮ่ย… ซวยแล้วสิ…

เริ่มจากโหมดแคมเปญแบบ 4 ปะทะ 1 ของ Imperial Assault กันก่อน โหมดนี้จะเปิดให้ผู้เล่นนั่งโจ้ด้วยกันได้สูงสุด 5 คน ผู้เล่นคนหนึ่งจะต้องสวมบทเป็นตัวร้ายฝ่ายจักรวรรดิในขณะที่ผู้เล่นที่เหลืออีก 4 คนจะต้องเลือกเล่นเป็นฮีโร่ฝ่ายกบฎคนละตัว โดยผู้เล่นจักรวรรดิจะถือหนังสืออธิบายแคมเปญเอาไว้ในมือและจะต้องคอยเดินเรื่องรวมถึงอธิบายว่าด่านนี้ต้องทำอะไรบ้าง จุดสนุกมันอยู่ตรงที่มีเพียงผู้เล่นตัวร้ายเท่านั้นที่รู้ว่าจะมีเหตุการณ์เซอร์ไพรส์อะไรเกิดขึ้นในด่าน ส่วนผู้เล่นตัวดีจะต้องพยายามด้นสดไปเรื่อยเพื่อทำภารกิจของด่านนั้นให้สำเร็จ ซึ่งสถานการณ์ที่ผู้เล่นหนึ่งคนผู้รู้ไต๋ทุกอย่างโดนผู้เล่นอีก 4 คนใช้สมองรุมตื้บก็ถือว่าสมดุลใช้ได้เลยทีเดียว

เรียนรู้วิถีแห่งพลัง

ใครที่เคยเล่น XCOM มาแล้วน่าจะเล่นเกมนี้ได้สบายบรื๋อ

ก่อนจะได้เล่นแต่ละด่าน สมาชิกทุกคนจะต้องร่วมแรงร่วมใจกันนำบอร์ดจิ๊กซอว์มาต่อให้เป็นแผนที่ของด่านนั้น ๆ ก่อน โดยผู้เล่นตัวร้ายจะได้สิทธิ์ในการชี้นิ้วสั่งเพราะคนอื่นห้ามดูรายละเอียดแคมเปญ บอร์ดพวกนี้ลงสีมาอย่างสวยงาม แถมพวกมันยังมีจำนวนมากกว่า 30 ชิ้น แต่ละชิ้นสามารถพลิกใช้ได้ทั้ง 2 หน้า นั่นหมายความว่าคุณสามารถนำบอร์ดมาต่อเป็นแผนที่ต่าง ๆ ได้มากมายนับไม่ถ้วน หลังจากต่อเสร็จแล้วก็บรรเลงเพลงศึกกันได้เลย โดยผู้เล่นตัวร้ายและตัวดีจะต้องสลับตากันเล่นไปเรื่อย ๆ แบบไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับว่าตัวละครตัวไหนเล่นก่อนเล่นหลัง (แต่ต้องสลับฝ่ายเล่นระหว่างตัวดีตัวร้ายทุกครั้งนะ) ผู้เล่นจะได้ควบคุมตัวละครแต่ละตัวให้เดินไปมาตามเส้นตารางบนบอร์ด เข้าแลกกระสุนบลาสเตอร์หรือควงดาบเข้าไปฟาดด้วยการทอยลูกเต๋าโจมตีและลูกเต๋าป้องกันใส่กัน รวมถึงใช้ความสามารถพิเศษสารพัดตามที่ระบุในการ์ดจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะชนะตามเงื่อนไขที่ด่านนั้นกำหนด

เป็นบอร์ดเกมทั้งทีจะไม่มีทอยเต๋าสู้กันได้ไง

ฝ่ายจักรวรรดิจะมีข้อได้เปรียบตรงที่ได้รู้ว่าต่อไปจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น รวมถึงสามารถเรียกกำลังเสริมออกมาตื้บพวกกบฎสวะได้เรื่อย ๆ ในขณะที่ฝ่ายกบฏก็ไม่ใช่ขี้ ๆ เพราะฮีโร่แต่ละคนเก่งกาจและทนทายาดมาก ๆ และพวกเขายังมาพร้อมกับความสามารถพิเศษสุดโหดที่เอาไว้พลิกสถานการณ์ได้อีกหลายกระบวนท่า

ศึกลูกกระจ๊อกปะทะลูกกระจ๊อก

ไม่ว่าฝ่ายดีจะเล่นแพ้หรือชนะ เกมเมอร์ทั้งคณะก็จะได้เล่นกันต่อไปอยู่ดี โดยเกมจะระบุเอาไว้ว่าหากฝั่งกบฏชนะต้องเล่นด่านไหนต่อและหากฝั่งจักรวรรดิชนะจะต้องเล่นด่านไหนแทน ซึ่งหมายความว่าคุณและเพื่อนสามารถลุยแคมเปญด้วยกันได้ 2 รอบโดยที่แทบจะไม่ต้องเล่นด่านซ้ำกันเลย หลังเล่นจบแต่ละด่าน เกมจะมีช่วงอัพเกรดตัวละครและเปิดตลาดช้อปปิ้งไอเท็มแบบในเกม RPG เพื่อให้ฝ่ายฮีโร่จัดทัพเตรียมสู้ศึกถัดไปตามสะดวก นอกจากนี้ระหว่างด่านของเนื้อเรื่องหลักก็จะมีภารกิจเสริมของทั้งฝั่งกบฏและจักรวรรดิมาคอยคั่นให้เล่นกันด้วย

สงครามดวงดาวสารพัดแบบ

เล่นคู่กับ App ยิ่งให้ความรู้สึกเหมือนเล่นวิดีโอเกมเข้าไปใหญ่ แต่คราวนี้คุณใช้มือลูบไล้ตัวละครตัวเองได้ด้วยนะ!

สำหรับโหมดเล่นกับ App จะมีวิธีเล่นเหมือนกับแคมเปญ 4 ปะทะ 1 ทุกประการ เพียงแต่ให้คอมเป็นตัวร้ายแล้วให้ผู้เล่น 4 คนร่วมมือฝ่าด่านไปด้วยกัน (หรือจะใช้ App เพื่อเล่นเกมนี้คนเดียวก็ยังได้) โดยไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับการจัดการว่าต้องเล่นด่านไหนต่อ จะมีเหตุการณ์อะไรโผล่ขึ้นมาบ้าง และไม่ต้องมานั่งจำว่าใครอัพเกรดอะไรไปแล้ว เนื่องจาก App จะจัดการให้ทุกอย่างรวมถึงให้คุณเซฟเกมได้ด้วย เพียงแต่คุณจะต้องโหลด App ที่ว่ามาจาก App Store (US), Play Store หรือ Steam ซะก่อน ข่าวดีก็คือคุณสามารถโหลด App ตัวนี้ได้ฟรี ๆ และมันยังมาพร้อมกับแคมเปญใหม่ที่มีเนื้อเรื่องต่างไปจากในหนังสือคู่มือซะด้วย

เบื่อแคมเปญยาว ๆ ก็มาเล่นด่าน Skirmish สั้น ๆ กันบ้าง

ส่วนโหมดสุดท้ายอันได้แก่โหมด Skirmish จะให้ผู้เล่นสองคนยกทัพฟาดกันให้จบในแมตช์เดียว ผู้เล่นจะได้เลือกจัดทัพของตัวเองก่อนว่าจะเป็นฝ่ายไหน ระหว่างกบฎ จักรวรรดิ หรือแก๊งนักล่าค่าหัว หลังจากนั้นก็มาเลือกตัวละครและการ์ดความสามารถพิเศษต่างๆ เพื่อเสริมทัพของตัวเอง จุดที่น่าสนใจคือชัยชนะของโหมดนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตื้บทัพอีกฝ่ายให้ราบเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการเก็บคะแนนจากการทำภารกิจในด่านที่เลือกมา แน่นอนว่าการกำจัดยูนิตศัตรูจะทำให้คุณได้แต้ม แต่การแย่งกันยึดจุดยุทธศาสตร์หรือชิงทรัพยากรในด่านก็มอบแต้มให้ไม่น้อย โดยแมตช์ Skirmish จะกินเวลาแค่ 45 นาทีถึงชั่วโมงกว่า ๆ เหมาะสำหรับเกมไนท์ชิล ๆ แบบโจ้กันซักเกมแล้วค่อยแยกย้ายกลับบ้าน ช่วยเปลี่ยนอารมณ์จากแคมเปญที่ต้องทุ่มเทเวลากันเป็นเดือนได้เป็นอย่างดี

โหมดเล่นกับ App ยังมีระบบเซฟเกมให้ด้วยนะ

โหมดทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้ต่างก็ให้อารมณ์ความสนุกคนละแบบ ซึ่งจัดหนักจัดเต็มขนาดนี้ไม่เรียกว่าคุ้มก็บ้าแล้ว เอาแค่เล่นแคมเปญอย่างเดียวให้จบบริบูรณ์ครบทุกฉากได้ก็น่าจะกินเวลา 2 – 3 เดือนได้แล้วมั้ง (ถ้าคุณลากเพื่อนมาเล่นด้วยกันได้ทุกสัปดาห์นะ) ทีเด็ดคือแต่ละด่านในแคมเปญต่างได้รับการออกแบบมาให้มีรูปแบบภารกิจที่ไม่ซ้ำกันเลย ทำให้ผู้เล่นต้องมานั่งลุ้นด้วยกันทุกด่านและได้สนุกไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้สึกจำเจแต่อย่างใด

“Star Wars” กว่านี้มีอีกมั้ย

แน่นอนว่าตัวละครดัง ๆ อย่าง Luke, Han และท่านพ่อ Vader ต่างโผล่เข้ามาอย่างพร้อมหน้าในเกมนี้

การที่เกมนำธีม Star Wars มาครอบระบบการเล่นทั้งหมดเป็นเหมือนโบนัสที่ช่วยให้เกมเล่นได้สนุกขึ้น ดั่งคำสอนของปรมาจารย์โยดาที่ว่า The Force แฝงอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเราและเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน องค์ประกอบจากภาพยนตร์ Star Wars ใน Imperial Assault ก็เหมือนกับ The Force ที่ว่านั่นแล มันแฝงอยู่ในทุกอณูของบอร์ดเกมนี้ ทั้งตัวละครฮีโร่ที่มีทั้งนักขนของเถื่อนสาวบุคลิกแบบ Han Solo วู้กกี้ขาลุยแบบ Chewbacca และเจไดฝึกหัดแบบ Luke ทัพศัตรูก็ดูคุ้นหน้าค่าตามาก ๆ เพราะมีทั้ง Storm Trooper หุ่นพิฆาตขาไก่ AT-ST แม้แต่ท่านพ่อ Darth Vader ก็ยังลงมาลุยเองบางครั้ง

ฮีโร่และตัวละครส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับความสามารถพิเศษที่แฟน ๆ ต้องคุ้นเคยแน่นอน

นอกจากนี้เอฟเฟคต์ของความสามารถพิเศษทั้งหลายก็ดัดแปลงมาจากสิ่งที่เราเห็นในหนังนั่นแล อย่างเช่น การใช้ Force เพื่อเปลี่ยนหน้าลูกเต๋าซะใหม่ ท่าควักปืน “ยิงก่อน” แบบ Han หรือท่าระเบิดตัวเองของหุ่น Probe Droid เป็นต้น สีสันจาก Star Wars ที่ว่านี้มีผลกว่าทำให้คุณและเพื่อน ๆ อินกับเกมตรงหน้ามากกว่าที่คิด เพราะถึงแม้แก๊งคุณจะไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ Star Wars กันทุกคน แต่พวกเขาก็ต้องเคยเห็น Storm Trooper หรือ Luke Skywalker มาบ้างแหละ รวมถึงต้องรู้จักตัวละครดัง ๆ อย่าง Darth Vader แน่นวล และรู้ว่าถ้าท่านพ่อย่างกรายเข้ามาในฉากเองเมื่อไหร่ก็ได้เวลาเผ่นเป็นผึ้งแตกรังกันแล้ว จุดนี้ต้องขอชมทีม Fantasy Flight ที่ซื้อลิขสิทธิ์จักรวาลอันไกลโพ้นมาใช้กับเกม Imperial Assault เพราะมันเป็นจักรวาลที่ผู้เล่นบอร์ดเกมหน้าใหม่สามารถอินตามได้ง่ายกว่าโลกของอัศวินและพ่อมดที่ไหนไม่รู้

ด้านมืดแห่งพลังบอร์ด

“ม่ายยยยยยยยยยยย” (โอดครวญแบบ Luke ทุกครั้งเมื่อต้องเริ่มเตรียมด่านใหม่)

ด้านมืดของ Imperial Assault ที่เห็นเด่นชัดยิ่งกว่าไลท์เซเบอร์สีแดงของเหล่าซิธก็คือการเรียนรู้วิธีการเล่นของมันนี่แหละ จริงอยู่ที่วิธีการเล่นเกมนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมาและเข้าใจไม่ยากเลย แต่กว่าจะเล่นให้เป็นนี่ต้องอ่านคู่มือผสมกับนั่งงมจนไม่เกรนขึ้นได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะผู้เล่นที่ต้องทำหน้าที่เป็นกองทัพจักรวรรดิในโหมดแคมเปญเพราะต้องสวมบทเป็นทั้งตัวร้ายและ Game Master พร้อมกันไปด้วย นั่นหมายความว่าต้องนั่งอ่านคู่มือ 3 เล่มจนเข้าใจทะลุปรุโปร่ง แถมต้องมานั่งจำคำนิยามเฉพาะของตัวละครต่าง ๆ รกเพียบ เพราะเขาหรือเธอคนนี้ต้องเป็นคนอธิบายให้เพื่อน ๆ อีก 4 คนฟังว่าเล่นเป็นฝั่งพระเอกต้องทำยังไงบ้าง ต้องอธิบายเงื่อนไขในการชนะของแต่ละฉาก คอยระลึกว่าจะมีเหตุการณ์เซอร์ไพรส์เกิดขึ้นช่วงไหนบ้าง สับไพ่เตรียมของให้ในช่วงอัพเกรดระหว่างด่าน และอื่น ๆ อีกมากมาย

ขอต้อนรับสู่หลักสูตร Imperial Assault ความยาว 4 เล่ม…

เมื่อบวกกับการที่รูปแบบการวางเนื้อหาในคู่มือที่ไม่ได้เป็นมิตรกับผู้เล่นเท่าไหร่และการที่ประโยคอธิบายคำนิยามต่าง ๆ เขียนได้งงดีแท้ยิ่งทำให้ภาระในการเรียนกฎของผู้เล่นคนนี้ช่างหนักอึ้ง นี่ยังไม่นับช่วงที่เล่นแล้วโดนเพื่อนกวนประสาทอีกนะ (มั่วป่าวว้า? โกงอ้ะ! นี่เล่นถูกปะเนี่ย? บลา ๆๆ) ดังนั้นผู้ใดอยากเสียสละเล่นเป็นตัวร้ายก็ทำใจเอาไว้หน่อย เพราะพลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง แถมเมื่อใดที่คุณยอมเป็นตัวร้ายแล้ว คุณก็จะถูกเพื่อน ๆ ตราหน้าให้เป็นตัวร้ายไปตลอดกาล (เพราะคนอื่นในกลุ่มมันคุมแคมเปญไม่เป็น)

Darth Vader! ชั้นเลือกนาย! เดี๋ยวก่อน… ท่าบีบคอนี่มันใช้แบบนี้ป่าวอะ?

ด้านมืดจุดที่สองก็คือจังหวะตะกุกตะกักที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ระหว่างการเล่น อย่างเช่น ช่วงที่ต้องมานั่งเตรียมแผนที่ก่อนจะได้ลุย ช่วงเตรียมของอัพเกรดระหว่างด่าน และช่วงที่เงื่อนไขของความสามารถบางอย่างดูจะขัดกันเอง เป็นต้น เรื่องนี้อาจฟังดูจุกจิกแต่มันทำให้เสียอารมณ์ระหว่างเล่นได้ไม่น้อย ลองจินตนาการดูว่าคุณกับเพื่อนกำลังอินกับสถานการณ์ตรงหน้าที่สูสีกันกันสุด ๆ แต่แล้วก็ดันไปเจอกับคำนิยามประหลาด ๆ จนต้องหยุดเกมมาช่วยกันนั่งตีความวิธีเล่นที่น่าจะถูกต้องแทน เจอแบบนี้ก็เจื่อนกันสิ อีกสถานการณ์ที่เจื่อนกว่าก็คือระหว่างเปลี่ยนด่านนั่นแล เพราะต้องเคลียร์ของเก่า จัดของใหม่ จดบันทึกรายละเอียดนู่นนี่นั่น ซึ่งบางทีก็กินเวลานานถึงครึ่งชั่วโมงเลยเชียว ดังนั้นผู้เล่นเกม Imperial Assault ควรพกความใจเย็นและความอดทนมาประมาณหนึ่งด้วย เพราะกว่าจะไปถึงโมเมนท์สนุกจนหยุดไม่อยู่ คุณต้องทนผ่านความยุ่งยากยุบยิบยุ่บยั่บไปให้ได้ก่อน แต่เชื่อเถอะว่ามันคุ้มค่า เพราะคุณและเพื่อน ๆ จะได้พบกับระบบการเล่นที่มีความยืดหยุ่น ผ่านการคิดมาแล้วเป็นอย่างดี แถมยังสมดุลไม่ใช่เล่น การันตีได้เลยว่าเล่นไปซัก 3 แมตช์ คุณจะได้เจอกับโมเมเนท์ลุ้นเส้นยาแดงผ่าแปดซัก 1 แมตช์แน่ ๆ

พลังสถิตอยู่กับผู้ที่มุ่งมั่น

จักรวาล Star Wars ช่างกว้างใหญ่ DLC จึงต้องท่วมท้นเช่นกัน

จุดที่น่าสนใจของ Imperial Assault ซึ่งไม่รู้จะเรียกว่าเป็นข้อดีหรือข้อเสียของมันดีก็คือภูเขาภาคเสริมของเกมนี้นี่แหละ อย่างที่บอกไปแล้วว่าเกมนี้ซื้อกล่องแรกกล่องเดียวก็เล่นได้เกินคุ้ม แต่ถ้าใครเป็นนักสะสมสายเพอร์เฟคชั่นนิสต์แล้วดันถูกจริตเกมนี้เข้าอย่างจังก็เตรียมขายบ้านขายรถได้เลย เพราะเกมมีแพ็คเสริมทุกไซส์ทุกแบบ ไซส์เล็กก็เป็นฟิกเกอร์ตัวละครพิเศษที่แฟน ๆ ยากจะหักห้ามใจ เช่น Boba Fett หรือคู่หูดูโอ้ R2 กับ C3PO เป็นต้น ไซส์กลางก็จะเป็นพวกภาคเสริมเพิ่มแคมเปญไซส์พอดีคำ ให้คุณและเพื่อนที่ติดใจมีด่านให้เล่นเพิ่ม 4-5 ด่าน เและไซส์ใหญ่ก็จะเป็นแคมเปญเนื้อเรื่องยืดยาวตอนใหม่เอาไว้เล่นกันต่อเป็นเดือน แม้แต่ผ้าปูรองเล่นของเกมนี้ยังเป็นภาคเสริมให้ซื้อได้เลยเพราะมันพิมพ์แผนที่ Skirmish แถมมาด้วย เบ็ดเสร็จเก็บหมดก็หลักหมื่นแน่นอน ซึ่งถ้าคุณชอบเกมนี้มันก็เป็นเรื่องดีที่มี DLC ให้ซื้อมาเล่นเพิ่มได้เยอะ แต่ก็หักห้ามใจหน่อยละกันถ้าไม่อยากถังแตกจนต้องไปยืมตังค์ Jabba the Hutt

ใครสนใจอยากโจ้ Imperial Assault จริง ๆ ลองไปหาเล่นที่ร้าน Battlefield Bangkok ดูนะ

Imperial Assault ไม่ใช่บอร์ดเกมที่เล่นง่าย เข้าใจเร็วแบบปาร์ตี้เกมอย่าง Werewolf หรือ Monopoly มันเป็นเกมที่ต้องใช้ความพยายามในการเรียนรู้กฎ ใช้ความมุ่งมั่นที่จะเข็นแคมเปญให้จบ และใช้การตื๊อเพื่อลากให้เพื่อน ๆ ในกลุ่มยอมมานั่งเล่นกับคุณให้ได้ จะว่าไปก็เหมือนกับการเข้าเรียนหลักสูตรเจไดจากปรมาจารย์โยดาแหละมั้ง เพราะของที่ได้มาง่าย ๆ จะเป็นของดีได้อย่างไรล่ะ จริงไหม? แต่ถ้าคุณฮึดสู้ผ่านเรื่องจุกจิกยุ่งยากทั้งหลายของมันมาได้ คุณและสหายจะได้พบกับประสบการณ์สนุกสุดมันส์ไปทั้งกลุ่มแบบที่หาไม่ได้ง่าย ๆ ที่ไหน แถมยังได้อินกับสงคราม Star Wars แบบยาว ๆ เน้น ๆ ในแคมเปญที่เต็มไปด้วยการชิงไหวชิงพริบและการทอยเต๋าเสี่ยงดวง ทั้งคุณทั้งเพื่อนจะพากันอุทานโวยวายเมื่อได้เห็นตัวร้ายในตำนานอย่าง Darth Vader ออกมาแผลงฤทธิ์ หรือเมื่อตัวละครฮีโร่คนสุดท้ายคว้าชัยมาได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด มันเป็นความรู้สึกสนุกแบบเดียวกับยามที่คุณได้นั่งดู Star Wars ภาคใหม่ไปพร้อม ๆ กันกับเพื่อนในโรงหนัง แม้ว่าคุณจะต้องเหนื่อยกับการวิ่งเต้นจองตั๋วให้ทันบ้างก็เหอะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

งมแอปในมหาสมุทร

มาแต่งรูป Pantone ให้อินเทรนด์ ด้วยแอปในโทรศัพท์กันเถอะ

Published

on

เทรนด์การแต่งรูปแบบ “Pantone” ดูเหมือนจะฮิตมากๆ ในช่วงนี้ เพราะให้อารมณ์อาร์ทๆ แปลกตาและน่าสนใจ แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าการแต่งรูปแบบ Pantone ที่เราเห็นกันตามโซเชียลเน็ตเวิร์คนั้น ทำได้ง่ายๆ ด้วยแอปพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนเรานี่เอง เดี๋ยวมาดูกันดีกว่า ว่าเราควรใช้แอปอะไรในการแต่งรูปแนว Pantone

ตัวอย่างการแต่งรูปแบบ Pantone

สำหรับแอปที่สามารถแต่งรูปแนว Pantone ได้นั้นก็มี 2 แอปที่น่าสนใจด้วยกัน ซึ่งมีการใช้งานที่ง่าย และมีลักษณะการใช้งานที่ใกล้เคียงกัน

แอป “PANTONE studio”


แอป PANTONE studio เหมาะสำหรับแต่งภาพที่เราต้องการถ่ายรูปในขณะนั้นเลย เนื่องจากตัวแอปไม่สามารถใช้รูปจากภายนอกได้ 

เมื่อเรากดเข้าสู่การถ่ายภาพแล้ว จะปรากฏสัญลักษณ์ Pantone มาให้เรา และหากเราขยับภาพไปยังจุดอื่นที่มีโทนสีแตกต่างออกไป สัญลักษณ์ก็จะเปลี่ยนไปด้วย

หลังจากกดถ่ายภาพแล้ว เรายังสามารถกดเลือกสีต่างๆ ได้ โดยการเลื่อนวงกลมไปยังบริเวณนั้นๆ เพื่อให้ได้สี Pantone ที่เราต้องการ

เมื่อกด Share รูปภาพ เพื่อบันทึกรูปภาพแล้ว ก็จะปรากฎสัญลักษณ์ Pantone รูปแบบอื่นๆ ที่เราสามารถเลือกใช้ได้ ซึ่งก็มีตัวเลือกให้เลือกกว่าสิบแบบเลยทีเดียว

ภาพที่ได้จากแอป PANTONE Studio

ดาวน์โหลด

แอป “Palette Republic”

แอปนี้เหมาะกับการแต่งรูปแนว Pantone ที่เรามีรูปเตรียมไว้แล้ว ซึ่งวิธีใช้ก็ง่ายไม่แพ้แอป PANTONE studio เลย โดยหลังจากที่เปิดรูปขึ้นมาแล้ว ให้เราทำการ crop ภาพตามขนาดและรูปร่างที่เราต้องการได้เลย

หลังจากนั้นกดเลือกชนิดของลักษณะสัญลักษณ์ Pantone ที่เราต้องการ ซึ่งก็มีให้เลือกอย่างหลากหลาย ทั้งแบบฟรีและเวอร์ชั่น Pro เมื่อเลือกรูปแบบสัญลักษณ์ Pantone ที่เราต้องการได้แล้ว แอปจะทำการเลือก Pantone ให้เราเองโดยอัตโนมัติ

ข้อดีคือเราสามารถเลื่อนและปรับขนาดสัญลักษณ์ Pantone ได้ตามที่เราต้องการ และหากเรายังรู้สึกไม่ชอบสีของ Pantone ที่ต้องการ เรายังสามารถปรับสีของ Pantone ได้ด้วย โดยการเลื่อนเปลี่ยนสี Pantone ไปเรื่อยๆ

เราสามารถเลื่อนเปลี่ยน Pantone ไปได้เรื่อยๆ

เพียงเท่านี้ก็จะได้ภาพที่มีสัญลักษณ์ Pantone แล้ว

ดาวน์โหลด

ใครไม่อยากตกเทรนด์และอยากมีรูปเก๋ๆ สักใบ ก็ลองไปแต่งกันดูนะคะ ทำไม่ยากเลย ใช้เวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น แถมยังได้ภาพสวยๆ ไปอวดเพื่อนด้วย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!