Connect with us

Published

on

Spec ของ “Razer Phone 2”

  • CPU Snapdragon 845 ตัวแรง พร้อม Ram 8 GB และ Rom 64 GB (ใส่ microSD ได้อีก 2 TB)
  • จอแสดงผล UltraMotion™ IGZO ความละเอียด 1440p QHD ขนาด 5.7 นิ้ว แตกต่างจากโทรศัพท์มือถือรุ่นอื่น
  • ให้อัตรารีเฟรชจอภาพระดับ 120 Hz และอัตราตอบสนองการสัมผัสระดับ 120 Hz ทำให้คุณเห็นในสิ่งที่คุณสัมผัสได้ทันที
  • ระบบระบายความร้อน Vapor Chamber Cooling ระบายความร้อนได้ดีขึ้น ทำให้เครื่องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
  • แบตเตอรี่ความจุ 4,000 mAH แต่แน่นอนว่าการเล่นเกมเยอะๆ ก็อาจจะอยู่ไม่ถึงวัน
  • ลำโพงคู่หน้า Dolby Atmos เพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมส์ เสียงสมจริง และมีมิติ
  • กล้องหลัง เลนส์มุมกว้าง f1.75 ความละเอียด 12 MP / เลนส์เทเลf2.6 ความละเอียด 12 MP/ PDAF แบบคู่ / วีดีโอรองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K พร้อมระบบเสียงสเตอริโอ
  • กล้องหน้า : เลนส์กล้องหน้า f/2.0 ความละเอียด 8 MP / วิดีโอระดับ 1080p
  • โลโก้ Razer บริเวณด้านหลังตัวเครื่องสามารถเรืองแสงได้ 16.8 ล้านสี เพื่อแสดงการแจ้งข้อมูลจากแอปต่าง ๆ (เช่น ข้อความจาก Facebook หรือ WhatsApp)
  • โดยผู้ใช้สามารถปรับแต่ง Razer Chroma ด้วยเอฟเฟ็กต์แสงสีที่ต้องการผ่านแอป Chroma สามารถปรับโหมดได้มากมายเช่น โหมด Breathing เป็นต้น
  • ฝาหลังเป็นกระจก ทำให้ชาร์จไร้สายได้
  • ป้องกันน้ำระดับ IP67
  • เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมืออยู่ที่ปุ่ม Power

จุดเด่น

  • เล่นเกมลื่นของจริง จอ 120 Hz คือลื่นจริงๆ ซึ่งสามารถดูเกมที่รองรับ 120 Hz ผ่านแอป Cortex
  • ดีไซน์ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกม ทั้งปุ่ม Volume และปุ่มล็อกเครื่องอยู่ตรงกลาง ให้มือไม่ไปโดน ลำโพงอยู่ด้านหน้า ให้รับเสียงสเตอริโอได้เต็มที่
  • โลโก้เรืองแสงด้านหลังคือดีงาม หล่อมาก
  • กล้องถือว่าดีใช้ได้ สำหรับสมาร์ทโฟนเน้นเกม

จุดสังเกต

  • Rom แค่ 64 GB แล้วเกมยุคนี้ก็ใหญ่เหลือเกิน
  • แบตเตอรี่ไม่อึดนัก เมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟน 4000 mAh ทั่วไปในตลาด
  • ช่องลำโพงอาจจะสกปรกง่ายไปหน่อย
  • ไม่มีช่องหูฟัง
  • ตัวเครื่ิอง หนา หนัก เหลี่ยม บางคนอาจจะไม่ชอบ

ราคาบอกได้ว่าสองหมื่นปลาย ๆ ค่ะ

เปิดขายวันแรกในงาน AIS-Razer Game arena @ Central world ลาน Central court ชั้น1 วันที่ 2 พฤศจิกายน 25614 ที่ผ่านมา ไปต่อคิวซื้อกันได้ตั้งแต่เวลา 13.00 พิเศษสุด ๆ 100 คนแรกที่ไปต่อคิวซื้อ AIS-Razer phone ในวันงาน ได้รับฟรี Special premium swag pack จาก Razer มูลค่า 9,500 บาทไปเลยด้วย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Mobile Review

รีวิว Asus Zenfone Max Pro M2 มือถือแบตยักษ์ เครื่องลื่น ราคาเริ่มต้นแค่ 7,000 บาท

Published

on

สำหรับคนที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนแบตอึดมากๆ แต่ใช้งานทั่วไปได้ลื่น แถมราคาไม่แพงเลย สมาร์ตโฟนจาก Asus ในซีรี่ส์ Zenfone Max คือทางเลือกอันดับต้นๆ เลยครับ มือถือตระกูล Max นี่ให้แบตมาเยอะสม่ำเสมอมายาวนานหลายรุ่นแล้ว และตอนนี้ตัวท็อปในตระกูลอย่าง Zenfone Max Pro M2 ก็มาอยู่ในมือเราแล้ว ซึ่งตัวนี้มีราคาเริ่มต้นแค่ 6,990 บาท แต่สิ่งที่ได้มาถือว่าเกินราคาไปพอสมควรเลย

ดีไซน์ของ Asus Zenfone Max Pro M2

  • ดีไซน์ใหม่ ฝาหลังเป็นกระจกโค้ง ดูพรีเมี่ยมและเกาะมือดีมาก
  • หน้าจอใหญ่ สดใส ใช้กระจก Gorilla Glass 6 ทำให้ทน แต่ขอบล่างของหน้าจอหนาไปหน่อย
  • ลำโพงตัวเครื่องดังมากแม้มีลำโพงเดียว เสียงยังโอเคอยู่แม้จะเร่งจนสุด มีช่องต่อหูฟังด้วย แต่ยังไม่ได้ใช้ USB-C

การออกแบบของ Asus Zenfone Max Pro M2 นั้นแตกต่างจาก Zenfone Max ในรุ่นเดิมๆ นะครับคือเปลี่ยนมาใช้ฝาหลังแก้วโค้ง ก็ให้ความรู้สึกที่พรีเมี่ยมขึ้นกว่าฝาหลังพลาสติกแบบเดิม ให้ความรู้สึกเหมือนมือถือราคาหมื่นกว่าเลยแหละ ซึ่งความโค้งของฝาหลังก็ทำให้จับถือเครื่องได้ถนัด เพราะตัวเครื่องนั้นถือว่าค่อนข้างใหญ่ด้วยจอภาพขนาด 6.3 นิ้ว ทำให้ฝาหลังต้องออกแบบให้เกาะมือแบบนี้ครับ ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องเป็นรอยนิ้วมือง่ายมาก แต่ก็เช็คออกได้ง่ายๆ นะ และด้านหลังก็ยังเป็นที่อยู่ของเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ทำงานได้เร็วมาก และกล้อง 2 ตัวพร้อมแฟลชครับ ซึ่งตัวฝาหลังนี้จะมีให้เลือก 2 สีคือสีน้ำเงิน Midnight Blue ที่เรารีวิว และสีเงิน Metro Silver ครับ

Asus Zenfone Max Pro M2 มีหน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2280 x 1080) สัดส่วนภาพ 19:9 ซึ่งสเปคเคลมว่าให้ขอบเขตสี 94% ของ NTSC พร้อมความสว่าง 450 nit และ Contrast Ratio 1500:1 ซึ่งก็ให้ภาพที่สวยสว่างสดใสดีครับ ซึ่งจอก็มีรอยบากขนาดกลางๆ ตามสมัยนิยม ซึ่งรอยบากนี้ไม่ได้เป็นที่อยู่ของกล้องหน้าอย่างเดียว แต่มีไฟแฟลชหน้าให้ด้วยนะครับ ซึ่งมักไม่ค่อยมีในสมาร์ตโฟนทั่วไป แต่ก็ต้องติดีไซน์หน้าจอนิดหนึ่งว่าขอบล่างของจอเหลือเยอะมาก ตอนใช้แรกๆ อาจจะรู้สึกเกะกะตาไปบ้าง

เครื่องที่เราได้รับมารีวิวนั้นไม่ได้ฟิล์มที่กระจกหน้าจอมาด้วยนะครับ เราเลยไม่รู้ว่าเครื่องจริงจะมีฟิล์มติดมาไหม แต่กระจกหน้าจอก็ใช้เป็น Gorilla Glass 6 แล้ว ซึ่งก็เท่าที่เราใช้งานมาหลายสัปดาห์ก็ไม่มีรอยเกิดขึ้นที่กระจกหน้าเลยครับ ถือว่าทนใช้ได้เลย ส่วนกระจกด้านหลัง หลังจากใช้งานมาสักระยะหนึ่งก็มีรอยขนแมวเกิดขึ้น ถ้าใครซีเรียสเรื่องนี้ก็แนะนำให้ใส่เคสนะครับ

พอร์ตด้านล่างและลำโพง

ส่วนเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อนั้นใช้เป็น MicroUSB ครับ ก็ตามสไตล์สมาร์ตโฟนราคาประหยัดที่ยังไม่ได้อัปเกรดเป็น USB-C และยังมีช่องหูฟังมาให้ด้วย แม้ว่าจะไม่ได้มีเทคโนโลยีด้านเสียงพิเศษอย่าง Dolby Atmos หรือ Dirac แต่ก็ให้เสียงได้สมบูรณ์เหมือนต้นฉบับ ส่วนลำโพง 1 ตัวของเครื่อง อันนี้ต้องชมเลยว่าให้เสียงดีมาก ดังกว่ามือถือทั่วไปไม่พอ เมื่อเร่งความดังไปจนสุด เสียงที่ได้ก็ยังโอเคอยู่ด้วย แม้ว่าจะไม่ใช่ลำโพงสเตอริโอก็เถอะ

ประสิทธิภาพแบต 5,000 mAh น่าประทับใจมาก

  • แบตอึดสมคำว่าแบต 5,000 mAh ใช้งานทั่วไปแบบ 2 วันก็ยังไหว
  • ไม่ได้ชาร์จช้านัก แต่ก็ไม่มี Fast Charge มาให้ หัวชาร์จที่แถมเป็นแบบ 5V 2A

อุปกรณ์ชาร์จไฟที่ให้มาในกล่องเป็นแบบ 5V 2A

จุดเด่นของ Asus Zenfone Max Pro M2 คือให้แบตเตอรี่มาถึง 5,000 mAh ซึ่งจุมากอันดับต้นๆ ของวงการสมาร์ตโฟนตอนนี้ แต่ยังให้ขนาดตัวเครื่องที่เล็กพกพาสะดวกอยู่ดี ซึ่งแบตที่จุระดับนี้ก็ใช้งานทั่วไปได้ระดับ 2 วันแบบไม่ต้องชาร์จเครื่องได้เลยนะครับ ส่วนใครที่เล่นเกมหนักๆ ก็น่าจะเอาอยู่จนจบครบวันนะครับ มันเกิดมาเพื่อเกมเมอร์จริงๆ อึดมาก และเมื่อเทสด้วย GeekBench 4.3 ก็ได้คะแนนแบตเตอรี่ 6577 ซึ่งใช้เวลาทดสอบ 3 ชั่วโมง แบตเตอรี่ลดไป 25% ครับ

ส่วนการชาร์จแบตนั้น Zenfone Max Pro M2 นั้นมาพร้อมหัวชาร์จ 5V 2A หรือหัวชาร์จ 10W ธรรมดานะครับ ไม่ได้มีเทคโนโลยี Fast Charge อะไร ก็น่าเสียดายตรงนี้ เพราะเครื่องแบตจุมาก อย่างน้อยน่าจะให้ระบบ Quick Change 18 W มา โดยเมื่อทดสอบชาร์จด้วยหัวชาร์จของ Asus เอง ได้ผลดังนี้

  • ชาร์จ 11 นาที ได้ 7%
  • ชาร์จ 1 ชั่วโมง 25 นาทีได้ 50%
  • ชาร์จ 3 ชั่วโมง 20 นาทีจาก 0-100 ถึงเต็ม
  • หัวชาร์จของ Asus จะชาร์จที่กำลังไฟจริงประมาณ 5v 1.6a แต่ถ้าใช้หัวชาร์จ 10W แบรนด์อื่นๆ มาชาร์จ Zenfone Max Pro M2 ก็ชาร์จได้กำลังไฟแค่ 5W

ประสิทธิภาพของ Zenfone Max Pro M2 เล่นเกมทั่วไปได้ลื่นๆ

  • Snapdragon 660 คือใช้งานทั่วไปได้ลื่นๆ แล้ว
  • ประสิทธิภาพของ Zenfone Max Pro M2 คือเล่นเกมทั่วไปในตลาดได้ลื่น แต่กราฟิกอาจจะยังสู้ตัวท็อปในซีรี่ส์ 8 ไม่ได้
  • ทดสอบเล่นวิดีโอ Netflix ได้ความละเอียด 720p

เอาจริงๆ ประสิทธิภาพของสมาร์ทโฟนระดับเกือบหมื่นในยุคนี้มันใช้งานทั่วไปเกินพออยู่แล้วครับ พวก facebook, LINE, ดู Instagram หรือท่องเว็บได้ลื่นหมดอยู่แล้ว ซึ่ง Asus Zenfone Max Pro M2 ก็มีสเปคที่เหลือกินเหลือใช้ในเรื่องนี้คือ

  • Qualcomm Snapdragon 660 AIE
  • RAM 6 GB (ตัวท็อป ถ้ารุ่นปกติจะมีแรม 4 GB)
  • หน่วยความจำ 64 GB แบบ eMMC

ซึ่งผลการทดสอบประสิทธิภาพจากแอปเทสต่างๆ ก็ออกมาดังนี้ครับ

  • Antutu 7.1.4 ให้คะแนนไปราว 127,000
  • GeekBench 4.3 ให้คะแนน Multi-Core ที่ 5500 เร็วพอๆ กับ Kirin 960 ตัวท็อป 2 ปีก่อน และ Exynos 8890 ใน Galaxy S7
  • 3Dmark ชุดทดสอบ Slingshot Extreme ให้คะแนนราว 1200 คะแนนสำหรับ OpenGL
  • และคะแนนความเร็วในการอ่านจาก AndroBench อยู่ที่ 290 MB/s สำหรับการอ่านต่อเนื่อง

และเราได้เอาไปทดสอบเล่นเกมอย่าง Contra ภาคล่าสุด และ Asphalt 9 ก็เล่นได้ลื่นไหลไม่มีสะดุดครับ ซึ่งเกมอย่าง Asphalt 9 ก็จะมีการปรับกราฟิกให้เหมาะความสามารถของเครื่องอยู่แล้ว ทำให้เล่นไหลลื่นได้เสมอ แต่ถ้าเทียบกราฟิกระดับ High ด้วยกัน เครื่องที่ใช้ชิปตัวท็อปอย่าง Snapdragon 845 ก็ให้ภาพที่มีรายละเอียดมากกว่าที่ Snapdragon 660 จะทำได้ครับ

ส่วนการทดสอบการเล่นวิดีโอด้วย Netflix แม้ว่าจะรองรับมาตรฐาน Widevine L1 แต่ได้ความละเอียดวิดีโอสูงสุดที่ 1280 x 720 pixel เหมือนสมาร์ตโฟน Android หลายๆ รุ่นครับ

ประสิทธิภาพกล้องของ Asus Zenfone Max Pro M2

  • คุณภาพถือว่าโอเคเมื่อเทียบกับราคา
  • ถ่ายวิดีโอได้สูงสุดถึง 4K
  • แต่ช่วงที่เราทดสอบ แอปกล้องยังไม่เสถียร มีค้างบ่อย

สเปคของกล้อง Asus Zenfone Max Pro M2 นั้นน่าสนใจสำหรับมือถือราคาเริ่มต้นแค่ 6,990 บาทนะครับ คือกล้องหลังมีเซนเซอร์หลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.8 พร้อมเซนเซอร์รองสำหรับวัดระยะชัดลึกชัดตื้นความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ที่น่าสังเกตคืออินเทอร์เฟซหน้า Setting ของกล้องค่อนข้างดิบเอามากๆ ที่เห็นครั้งแรกก็คิดว่านี่เป็นแอปกล้องรุ่นก่อนขายจริงรึเปล่า แต่หลังจากรอเฟิร์มแวร์อัปเดตแล้วอัปเดตเล่า (นี่แหละเหตุผลที่ทำให้รีวิวออกช้า 555) ก็สรุปได้ว่านี่แหละแอปกล้องที่ขายจริงแล้ว มีโหมดถ่ายภาพให้เลือกพอสมควร

ภาพกลางคืนจาก Asus Zenfone Max Pro M2

  • โหมดหลักที่ใช้เลยคือ Auto ให้กล้องคิดให้หมด ซึ่งมี AI ในการแยกซีนและปรับภาพอัตโนมัติให้ได้
  • โหมด Pro สำหรับปรับ ISO, White Balance, ความเร็วชัตเตอร์ หรือโหมดการโฟกัส
  • โหมด Night สำหรับถ่ายรูปตอนกลางคืนให้มีสีสันดีขึ้น
  • โหมด HDR สำหรับถ่ายภาพที่มีแสงแตกต่างกันเยอะๆ ให้เก็บรายละเอียดได้มากขึ้น
  • โหมด Sport สำหรับการใช้ชัตเตอร์ที่เร็วกว่าปกติ เพื่อหยุดภาพที่เคลื่อนไหวเร็วๆ

ซึ่งระหว่างที่เราเทสก็เจอปัญหาถ่ายหน้าชัดหลังเบลอแล้วกล้องค้างไปบ้าง ก็หวังว่าใน Firmware รุ่นถัดๆ ไปจะแก้ไขให้ดีขึ้นได้ แต่หน้าตาหน้าอื่นๆ ของแอปกล้องก็ทำไอคอนต่างๆ ได้ใช้ง่ายดีครับ

คุณภาพภาพที่ได้จาก Zenfone Max Pro M2 นั้นก็ดีในระดับหนึ่งครับ คือในที่แสงเยอะก็ให้ภาพที่ดี การเบลอฉากหลังสำหรับการถ่าย Portrait ก็ทำได้เนียนตาในระดับหนึ่ง สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งเมื่อเทียบกับมือถือระดับราคาใกล้ๆ ก็ยังให้ผลลัพธ์ออกมาได้ดีครับ แต่ถ้าเทียบกับมือถือระดับราคาหลักหมื่นแล้ว ก็จะเห็นว่า Zenfone Max Pro M2 ยังเก็บรายละเอียดแสงได้ไม่ดีนัก ส่วนสว่างถูก Burn-out ออกไปได้ง่าย สีสันของภาพไม่สดใสเท่ากล้องตัวพี่ๆ ภาพยังไม่คมเท่า

ภาพในโหมดหน้าชัดหลังเบลอจากกล้องหลัง

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Zenfone Max Pro M2

ส่วนกล้องหน้านั้นมีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อมโหมดหน้าสวยและหน้าชัดหลังเบลอที่แยกกัน ซึ่งถ้าเปิดโหมดหน้าสวย จะเห็นว่าหน้าเนียนและเข้มมาก แต่ก็สามารถปรับระดับการแต่งหน้าให้อ่อนลงได้ครับ ส่วนถ้าไม่เปิดโหมดหน้าสวย หลังเบลอ ก็ให้ภาพที่สมจริงเป็นธรรมชาติอยู่ และกล้องหน้านี้สามารถถ่ายวิดีโอได้ที่ Full HD 30 FPS ครับ

ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า

ส่วนการถ่ายวิดีโอนั้นทำได้สูงสุดที่ 4K 30 fps ครับ ซึ่งก็ให้คุณภาพวิดีโอชัดเจนดี เพียงแต่ว่าโหมด 4K นี้จะไม่สามารถเปิดระบบป้องกันภาพสั่นไหวได้นะครับ ต้องปรับมาใช้ความละเอียด Full HD ถึงจะสามารถเปิดระบบป้องกันภาพสั่นได้ ซึ่งหลังจากเปิดใช้ระบบ stabilization ภาพวิดีโอจะถูกครอปขอบข้างออกไปนิดหนึ่งเพื่อเอาไปชดเชยการสั่นไหวครับ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็เนียนตาดี แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นอาการภาพสั่นจากการชดเชยการสั่นไหวบ้างครับ

ตัวอย่างวิดีโอ Full HD พร้อมกันสั่นจาก Zenfone Max Pro M2

VID_20190120_182211

สรุปประสบการณ์การใช้ Asus Zenfone Max Pro M2

  • ทดสอบการใช้งาน GPS ด้วยการนำทางรถยนต์ ทำงานได้ดี ตำแหน่งไม่หลุดเวลานำทาง
  • เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านหลังทำงานได้ดีมาก สแกนแม่นและติดไว และสามารถสแกนหน้าได้ด้วย
  • แถม Google Drive ให้ใช้ 100 GB อีก 1 ปีเป็นเรื่องที่ดี ประหยัดเงินค่าซื้อพื้นที่ไป 700 บาทต่อปี
  • ตัวระบบหลักอิงพื้นฐานมาจาก Pure Android 8.1 เบาเครื่อง หน้าตาเป็นมาตรฐาน รองรับการอัปเดตในอนาคตได้เยอะ
  • แต่การที่อิงจาก Pure Android มาก็ทำให้มีลูกเล่นน้อย เช่นไม่สามารถสลับตำแหน่งปุ่ม back, home, recent ด้านล่างได้ รวมถึงยังไม่มีการสั่งงานแบบ Gesture หรือฟังก์ชั่นอย่าง Wifi bridge ให้ใช้
  • ตัวเครื่องไม่รองรับ Wifi 5 GHz น่าเสียดายตรงนี้ แต่ก็ไม่ได้แปลกอะไรสำหรับสมาร์ทโฟนราคาประมาณนี้ที่มีไม่กี่รุ่นที่รองรับ Wifi 5 GHz

ถาดใส่ซิมสามารถใส่ได้ 2 ซิมพร้อม MicroSD ที่เพิ่มได้สูงสุด 512 GB

Zenfone Max Pro M2 ราคาเปิดตัวที่ 6,990 บาทสำหรับรุ่นแรม 4 GB (ซื้อที่ Shopee ได้) และ 8,990 สำหรับรุ่นแรม 6 GB ทั้งคู่มีหน่วยความจำ 64 GB เท่ากัน ก็ถือว่าราคารุ่น 4 GB นั้นคุ้มค่ามาก (ส่วนตัว 6 GB อาจจะแพงไป เพราะไม่ได้เพิ่มหน่วยความจำมาให้ด้วย) ใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนแบตอึด ใช้งานได้เกินวัน เล่นเกมสบายๆ Zenfone Max Pro M2 ก็เป็นตัวเลือกที่ดีครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

feature

หมดปัญหาเครื่องใช้ไฟฟ้าพังเพราะไฟตก ไฟเกิน ไฟกระชาก!! ด้วย AVS

Published

on

เอาละสิคะ!! เมื่ออยู่ ๆ ทีวีลูกรักดันมางอแงซะนี่ เป็นอะไร ไม่เอานะลูก ทำใจดี ๆ ยังผ่อนไม่ทันหมดเลย ไม่อยากยกเข้าศูนย์ตอนนี้!! แล้วจะทำไงดีล่ะคะ วันนี้ beartai จึงขอเสนอเครื่องป้องกันเครื่องใช้ไฟฟ้าพังเพราะไฟตก ไฟเกิน ไฟกระชาก ก็ได้เจ้า AVS หรือ Automatic Voltage Stabilizer นั่นเองจ้าาา!!

หรือจะเรียกว่า AVR – Automatic Voltage Regulators ก็ได้ค่ะ ซึ่งหน้าที่ของ AVS ก็ทำงานตามชื่อของมันเลย คือช่วยปรับความดันไฟฟ้าให้นิ่งอัตโนมัติ จะไฟเกิน ไฟตก หรือไฟกระชากก็จะปรับให้นิ่ง AVS นั้นไม่มีแบตเตอรี่ภายใน เพราะฉะนั้นมันไม่ได้ป้องกันไฟดับได้เหมือน UPS น้า ถ้าไฟดับ อุปกรณ์ที่ต่อ AVS อยู่ก็ดับไปด้วย แต่หม้อแปลงลูกใหญ่มาก ซึ่ง Zircon KB-series ตัวนี้เป็นหม้อแปลงเทอรอยด์ด้วย ซึ่งทนทานกว่าหม้อแปลงทั่วไป ซึ่งพอหม้อแปลงภายในเครื่องเป็นลูกใหญ่ AVS จึงสามารถจัดการความดันได้ช่วงกว้างกว่า และมีความละเอียดในการปรับความดันมากกว่า UPS

เจ้า AVS ของเราแสดงระดับความดันขาเข้าที่ลดลง แต่เครื่องก็พยายามตรึงความดันขาออกให้อยู่นิ่ง ซึ่งก็ตรวจสอบได้จากมิเตอร์ไฟที่เสียบออกจาก AVS ว่าความดันไฟฟ้าค่อนข้างนิ่ง ส่วนพัดลมที่เราต่อตรงจาก Variac จะเห็นว่าค่อย ๆ หมุนช้าลงจากความดันไฟฟ้าที่ลดลง

ซึ่งเมื่อเราลดความดันไปเรื่อย ๆ จนถึงประมาณ 160 Volt ระดับความดันขาออกจะเริ่มลดลง แต่ปกติแล้วไฟฟ้าในระดับ 200 – 240 Volt นั้นยังอยู่ในเกณฑ์ไฟปกติของการไฟฟ้าอยู่ ซึ่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่จะยังทำงานได้ไม่มีปัญหา

แต่เจ้าพัดลมที่ตรงต่อกับ Variac เริ่มมีปัญหาแล้วเมื่อไฟตกมาก ๆ คือพัดลมจะไม่ได้หมุนช้าลงอย่างเดียว แต่ตัวมอเตอร์นั้นจะร้อนขึ้นมาก เพราะมันพยายามดึงกระแสไฟฟ้ามากขึ้นเมื่อแรงดันไฟฟ้าลดลง ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในต้นเหตุของไฟไหม้บ้านค่ะ เมื่ออุปกรณ์ที่เป็นมอเตอร์ต่าง ๆ ต้องทำงานเมื่อไฟตก มันจะร้อนจนอาจลุกไหม้ได้ เพราะฉะนั้นห้ามลืมปิดพัดลม ปิดมอเตอร์ก่อนออกจากบ้านด้วยจ้า

สรุปให้ฟังเลยว่า AVS เครื่องปรับระดับแรงดันไฟอัตโนมัตินั้นเหมาะกับการใช้งานแบบไหน

  1. เมื่อคุณไม่อยากให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ราคาแพงต้องมาด่วนจากไป เครื่อง Zircon KB-Series นี่แค่ 2-3 พันเอง ถูกกว่าค่าซ่อมอุปกรณ์เยอะ
  2. AVS เหมาะจะใช้กับอุปกรณ์ที่ไฟดับก็ไม่เป็นไร เช่น ทีวี โฮมเธียร์เตอร์ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ตู้แช่ เครื่องชงกาแฟ ตู้สาขาโทรศัพท์ เครื่องดนตรีไฟฟ้า และอื่น ๆ อีกมากมาย
  3. AVS มันไม่ได้ป้องกันไฟดับนะ ถ้าไฟดับ อุปกรณ์ที่ต่อกับ AVS ก็ดับไปด้วย เพราะงั้นถ้าคุณจะเอาไปต่อคอมพิวเตอร์ ต่อฮาร์ดดิสก์ เราก็แนะนำให้ใช้ UPS อยู่
  4. และจุดเด่นของ AVS ที่เหนือว่า UPS  คือตัว AVS มีขีดความสามารถในการป้องกันปัญหาทางด้านไฟฟ้า แบบมืออาชืพ

ปัญหาทางไฟฟ้าเช่น ไฟกระชาก ไฟตก ไฟเกิน สัญญานรบกวนต่าง ๆ ที่มาตามระบบสายไฟฟ้าทั่วไปหรือตามโรงงานอุตสาหกรรม จะทำหน้าที่ได้ดีและมีประสิทธิภาพ เสถียรภาพมากกว่า UPS ชนิด Line Interactive ที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาด

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความทนทาน ติดตั้งครั้งเดียวก็แทบจะไม่ต้องดูแลมันอีกเลย เพราะมันไม่มีแบตเตอรี่ต้องคอยเปลี่ยน ใช้ไปเรื่อย ๆ เป็นสิบปี และเรื่องราคาที่ถูกกว่า UPS เป็นเท่าตัว เช่นรุ่นที่รองรับไฟ 2000 VA ที่รับไฟได้ 10-12 A เท่ากัน UPS ราคาจะอยู่ในช่วง 6000-8000 บาท แต่ AVS ของ Zircon ขายราวๆ 3,000 บาทเท่านั้น และจะถูกกว่านี้หากเป็นรุ่น 1000 VA ที่รองรับไฟ 5-7 A

ซึ่ง Zircon ก็มี AVS ให้เลือก 2 รุ่นหลัก ๆ คือ

  • รุ่น HDR ตัวเล็กหน่อย และ
  • Zircon KB-Series

ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้สามารถบอกแรงดันไฟขาเข้า และขาออก พร้อมมีไฟรายงานสถานะเหมือนกัน และใช้ Microcontroller เพื่อควบคุมระดับแรงดันไฟอย่างละเอียดโดยอัตโนมัติ

และมีความสามารถที่น่าสนใจคือ Delay ค่ะ คือผู้ใช้สามารถกดปุ่มหน้าเครื่องเพื่อตั้งได้ว่า เมื่อไฟดับไปจะให้ AVS ดีเลย์การจ่ายไฟกลับมากี่วินาที เพื่อป้องกันปัญหาไฟกระชากตอนที่ไฟเพิ่งกลับมา ซึ่งอุปกรณ์ทั่วไปก็ใช้ 6 วินาทีก็พอ ส่วนถ้าเป็นอุปกรณ์ที่มี Compressor ก็แนะนำให้ใช้เป็น 180 วินาทีเพื่อให้ระบบน้ำยาภายในทำงานให้ครบลูปก่อนที่ไฟจะกลับมา

ใครสนใจจะหาเครื่องปรับแรงดันไฟอัตโนมัติของ Zircon มาใช้ ก็หาซื้อตามร้านอุปกรณ์ไอทีอย่าง Advice, Power Buy ร้านตัวแทนจำหน่ายของ Zircon ทั่วประเทศ หรือร้านออนไลน์ใน Lazada, Shopee จ้า

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Gadget Review

Netgear Orbi AC3000 บ้านใครใช้เน็ตได้ไม่เท่าโปรฯ ตัวนี้เอาอยู่!

Published

on

เราเตอร์หน้าตาสวยงามที่มาพร้อมกับความสามารถสุดล้ำ ซึ่งสำหรับใครที่อยากใช้อินเตอร์เน็ตภายในบ้านได้ตรงตามความแรงของ Package ที่ได้สมัครเอาไว้โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่อินเตอร์เน็ตบ้านมีความแรงสูงมาก ๆ ก็เรียกได้ว่า Netgear Orbi AC3000 ตัวนี้สามารถตอบโจทย์คุณได้อย่างแน่นอน

การเชื่อมต่ออุปกรณ์

  • 4 พอร์ต 10/100/1000Mbps Gigabit Ethernet
  • 1 WAN + 3 LAN for Router
  • 4 LAN for Satellite
  • พอร์ต  USB 2.0 port

ฟีเจอร์สำคัญ

Orbi home Wi-Fi System ประกอบด้วย Orbi WiFi Router ตัวหลักและ Satellite Orbi ตัวลูกที่สามารถติดตั้งได้เพิ่มสูงสุด 3 ตัว (รวมเป็น 4 ตัว) โดยมีย่านความถี่พิเศษในการส่งสัญญาณระหว่าง Router และ Satellite จึงทำให้การรับ – ส่งข้อมูลมีความรวดเร็วและไม่ถูกรบกวนจากสัญญาณภายนอก มาพร้อมความสามารถต่าง ๆ ที่เรียกได้ว่าเหมาะสำหรับผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตในยุคปัจจุบันสุด ๆ

อัตราการรับส่งสูงระดับ AC3000 (1733 + 866 + 400Mbps)

ด้วยความแรงของการส่งสัญญาณระดับ 3000 Mbps จึงมั่นใจได้ว่าการรับ – ส่งข้อมูล จะแรงมากกว่าหรือเท่ากับความเร็วที่เราเช่าสัญญาณอินเตอร์เน็ตมาอย่างแน่นอน

ครอบคลุมสัญญาณทั้งบ้าน

Netgear Orbi ออกแบบมาเพื่อให้บ้านที่มีพื้นที่กว้าง ๆ สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีสะดุด สามารถครอบคลุมสัญญาณได้ถึง 4,000 ตารางฟุต สำหรับการเชื่อมต่อ 2 ตัว หรือสูงกว่านี้เมื่อเชื่อมต่อ 4 ตัวแบบครบชุด (1 router + 3 satellite)

เทคโนโลยี WiFi Mesh

มีเทคโนโลยี WiFi Mesh ระหว่าง Orbi WiFi Router และ Satellite ทำให้การเชื่อมต่อไร้รอยต่อ ไม่มีสะดุด โดยจะเลือกการเชื่อมต่อให้โดยอัตโนมัติ ลดอาการเน็ตหน่วงเวลาหลุดระยะการเชื่อมต่อระหว่าง router กับ Satellite โดยไม่ต้องทำด้วยตนเองเหมือนการเชื่อมต่อ wifi extender ทั่วไป

เทคโนโลยี Band Steering

เทคโนโลยี Band Steering จะช่วยในการเลือกย่านสัญญาณความถี่ให้กับมือถือ / อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตของคุณแบบอัตโนมัติ ทำให้เราใช้งานอินเตอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

เทคโนโลยี MU-MIMO

เทคโนโลยี MU-MIMO เป็นอีก 1 เทคโนโลยีที่สำคัญสำหรับบ้านที่มีการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ที่เยอะ จะช่วยให้การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตของทุกอุปกรณ์ลื่นไหล ไม่มีสะดุด

ติดตั้งง่าย

สำหรับใครที่ไม่เคยติดตั้งเน็ตเวิร์คมาก่อน Netgear Orbi ตัวนี้เป็น 1 ในตัวที่ติดตั้งง่ายมาก ๆ เพียงแค่โหลดแอปฯ Netgear Orbi ทั้งบน iOS และ Android มาลงที่มือถือ พร้อมกับทำตามขั้นตอนที่บอก เพียงเท่านี้ก็ใช้งานได้อย่างง่ายดาย หรือถ้าติดตั้งไม่เป็นทาง King IT ก็มีบริการช่วยในการติดตั้ง + หาจุดวางที่มีประสิทธิภาพที่สุดภายในบ้านให้คุณได้อีกด้วย

ราคา/เงื่อนไขการรับประกัน

  • ราคา 23,900 บาทสำหรับรุ่น 2 ตัว Router + Satellite
  • รับประกัน 9 ปี โดยบริษัท คิงส์ อินเทลลิเจ้นท์ เทคโนโลยี จำกัด
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!