Connect with us

Published

on

Beartai Battle iPhone Xs Max Vs. Note 9 Vs. Pocophone

ยกแรก รูปลักษณ์ภายนอก การดีไซน์ 

  • iPhone Xs Max – ด้านหน้า ด้านหลังเป็นกระจก ที่แอปเปิ้ลเคลมว่าเป็นกระจกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ซึ่งผลการทดสอบก็ทนจริง เป็นรอยและแตกยากกว่ารุ่นเดิมๆ แต่ถ้าแตกขึ้นมากก็มีค่าซ่อมระดับที่ซื้อเรือธง Android ได้ ส่วนเฟรมเครื่องเป็น stainless steel เหมือนรุ่นเดิม น้ำหนักรวม 208 กรัม
  • Galaxy Note 9 – หน้าหลังเป็นกระจก Gorilla Glass 5 เฟรมเครื่องเป็นอลูมิเนียม ดีไซน์เอกลักษณ์ของซัมซุงที่ใช้มาตั้งแต่ Galaxy S8 หนัก 201 กรัม
  • Pocophone F1 – หน้ากระจก หลังพลาสติก ไม่ต้องกลัวตกแล้วฝาหลังแตก แต่ถ้าไม่ชอบฝาหลังพลาสติก ก็มีอีกรุ่นที่เรียกว่า armored edition เปลี่ยนฝาหลังเป็นเคฟล่าร์ ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมไปเลย น้ำหนัก 180 กรัม
  • ข้อสรุป ต้องยอมรับว่า F1 สู้เรื่องดีไซน์กับเรือธงไม่ได้ ความพรีเมี่ยมของวัสดุมันต่างกันเยอะ

หน้าจอ 

  • iPhone Xs Max – Super AMOLED ขนาด 6.5 นิ้ว 1242 x 2688 pixels สัดส่วน 19.5:9 (~458 ppi density) พื้นที่จอ 101 square cm
  • Galaxy Note 9 – Super AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว 1440 x 2960 pixels สัดส่วน 18.5:9 ratio (~516 ppi density) พื้นที่จอ 103.3 square cm
  • Pocophone F1 – IPS LCD ขนาด 6.18 นิ้ว 1080 x 2246 pixels, 18.7:9 ratio (~403 ppi density)

สรุปหน้าจอ

  • จอของ iPhone Xs Max เป็นจอที่ดีที่สุดในโลกมือถือตอนนี้ ด้วยความสว่างสูงสุดถึงระดับ 700 nit ซึ่งสว่างกว่าหน้าจอของ Note 9 (ซึ่งเชื่อว่าเมื่อ Galaxy S10 ออกมาก็จะสลับกันเป็นจอที่ดีที่สุดในโลกจอต่อไป) ซึ่งแม้ความละเอียดจะน้อยกว่า Galaxy Note 9 นิดหน่อย แต่ก็แยกยากจนไม่นับเป็นสาระสำคัญ
  • แต่สีสันของจอทั้ง iPhone Xs Max และ Note 9 นั้นถูกจูนจนตรงกับมาตรฐานวงการภาพยนตร์พอ ๆ กัน
  • เรื่องคุณภาพจอเราจึงยกให้ iPhone Xs Max เพราะสว่างสดใสและจอใหญ่ แต่ถ้านับว่าจอที่ใช้ประโยชน์ได้เต็มพื้นที่จริงๆ ก็ต้องยกให้ Galaxy Note 9 เพราะมันไม่มีรอยบาก
  • ส่วน Pocophone F1 อันนี้แน่นอนว่าแพ้เพราะเป็นจอ IPS LCD แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นจอที่ไม่ดี จอก็คมชัดดีมากแล้ว แค่ไม่ได้ดีเวอร์เมื่อ 2 ตัวแพงนี้

เสียง 

  • iPhone Xs Max – ลำโพงสเตอริโอ ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm รองรับ bluetooth codec SBC, AAC
  • Galaxy Note 9 – ลำโพงสเตอริโอ มีช่องหูฟัง 3.5 mm รองรับ bluetooth codec SBC, AAC, aptX HD, LDAC พร้อม Dolby Atmos
  • Pocophone F1 – ลำโพงสเตอริโอ มีช่องหูฟัง 3.5 mm รองรับ bluetooth codec SBC, AAC, aptX HD, LDAC

สรุปเสียง

  • iPhone เป็นมือถือสำหรับมหาชน เรื่องเสียงก็ไม่ได้แย่ ลำโพงเป็นสเตอริโอที่ดังใช้ได้ แต่สำหรับนักฟังเพลงจริงจังแล้ว iPhone นั้นไม่เหมาะเลย ทั้งไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm (แถมตัวแปลงพอร์ตก็ไม่ได้แถม) รองรับ codec bluetooth ก็น้อยกว่าสมาร์ทโฟนฝั่ง Android
  • ซึ่ง Note 9 ทำเรื่องนี้ได้เยี่ยมมาก ทั้งลำโพงสเตอริโอเสียงดัง แถมเวลาดูหนังก็ให้เสียงก้องกังวาลด้วย Dolby Atmos แถมยังรองรับ Bluetooth codec ได้หลากหลายกว่า
  • ส่วน Pocophone ก็ได้ข้อดีที่ยังมีช่องหูฟัง และรองรับ Bluetooth Codec ได้หลากหลาย แต่ลำโพงสเตอริโอก็ยังสู้รุ่นพี่ไม่ได้ เพราะลำโพงบนเบามาก แต่ลำโพงล่างให้เสียงดังดี

ประสิทธิภาพ 

  • iPhone Xs Max (แรม 4 GB) – ชิป Apple A12 คะแนน Geekbench 4.1 multicore 11,100
  • Galaxy Note 9 (แรม 6 GB) – ชิป Exynos 9810 Octa ได้คะแนน Geekbench multicore ประมาณ 8600
  • Pocophone F1 (แรม 6 GB) – ชิป Snapdragon 845 ได้คะแนน geekbench multicore ประมาณ 8900
  • ถ้าเทียบที่ตัวเลข iPhone Xs Max ก็ยังชนะขาดอยู่ดี
  • แต่ในการใช้งานในระยะยาว Note 9 และ Pocophone F1 จะได้เปรียบกว่า เพราะมีการระบายความร้อนด้วยของเหลว ทำให้เครื่องร้อนน้อยกว่า สามารถคงความเร็วสูงสุดได้นาน

กล้อง 

  • iPhone Xs Max
    • กล้องหน้า 7 MP, f/2.2, 32mm (ถ่ายวิดีโอ 1080p 60 fps)
    • กล้องหลังตัวกว้าง 12 MP, f/1.8, 26mm, 1/2.55″, 1.4µm, OIS, PDAF
    • กล้องหลังตัวซูม 12 MP, f/2.4, 52mm (telephoto), 1/3.4″, 1.0µm, OIS, PDAF
    • 2160p@24/30/60fps, 1080p@30/60/120/240fps, HDR, stereo sound rec.
  • Galaxy Note 9
    • กล้องหน้า 8 MP, f/1.7, 25mm (wide), 1/3.6″, 1.22µm, AF (ถ่ายวิดีโอ1440p@30fps)
    • กล้องหลังตัวกว้าง 12 MP, f/1.5-2.4, 26mm, 1/2.55″, 1.4µm, dual pixel PDAF, OIS
    • กล้องหลังตัวซูม 12 MP, f/2.4, 52mm (telephoto), 1/3.4″, 1.0µm, AF, OIS, 2x optical zoom
    • 2160p@60fps, 1080p@240fps, 720p@960fps, HDR, dual-video rec.
  • Pocophone F1
    • กล้องหน้า 20 MP, f/2.0, 0.9µm
    • กล้องหลัง 12 MP, f/1.9, 1/2.55″, 1.4µm, dual pixel PDAF + เซนเซอร์วัดระยะ 5 MP
    • 2160p@30fps, 1080p@30fps (gyro-EIS), 1080p@240fps
  • เรื่องกล้องถ้าสังเกตดูจะเห็นว่ากล้องหลักนั้นใช้เซนเซอร์น่าจะตัวเดียวกันเลย เพราะมีความละเอียด 12 ล้านพิกเซลเหมือนกัน พื้นที่เซนเซอร์ 1/2.55” เหมือนกัน ขนาดพิกเซล 1.4 µm เท่ากันทั้ง 3 ตัว แต่ก็แตกต่างกันที่ซอฟต์แวร์และตัวเลนส์
  • แม้ตัวสเปกกล้อง iPhone Xs Max จะปรับปรุงจาก iPhone X ไม่เยอะ เปลี่ยนแค่เซนเซอร์ แต่ตัวซอฟต์แวร์ปรับไปเยอะมาก โดยเฉพาะระบบ Smart HDR ที่ช่วยถ่ายหลายภาพแล้วนำมาประกอบเป็นภาพเดียว ทำให้แสงและการถ่ายกลางคืนของ iPhone Xs Max ดีกว่า iPhone X มาก
  • ส่วน Note 9 ก็ใช้ระบบกล้องของ Galaxy S9 ซึ่งสามารถปรับรูรับแสงกล้องหลักได้ 2 ระดับคือ
  • การถ่ายวิดีโอ ทั้ง iPhone Xs Max และ Note 9 สามารถกันสั่นวิดีโอ 4K ได้ ส่วน Pocophone ไม่มีเลย และให้ภาพวิดีโอสดกว่าชาวบ้าน

ความสามารถพิเศษ 

  • iPhone Xs Max เป็น iOS ถ้าไม่ใช่มือถือแอปเปิ้ลก็ไม่ใช่ iOS นี่แหละความสามารถเด่นสุดแล้ว ทำให้ใช้แอปได้แตกต่างจากชาวบ้าน มีฟีเจอร์ AR อย่างเจ๋ง
  • Note 9 คือปากกา ที่ใน Note 9 เพิ่มฟังก์ชั่นให้นอกจากเขียนได้แล้ว ยังสามารถแทนรีโมทได้ด้วย ทั้งเปลี่ยนสไลด์, ถ่ายรูป เปลี่ยนเพลง
  • Pocophone คือความแรงของเครื่องเมื่อเทียบกับราคา

สรุปประสบการณ์การใช้งาน

  • iPhone Xs Max ลื่นไหลตลอด
  • Note 9 ใครที่ชิน UI ของซัมซุงอยู่แล้วคงไม่มีปัญหา แต่ทีมงานใช้แล้วขัดใจโดยเฉพาะเรื่อง Noti ไม่เรียงเวลา กับไม่เปิดจอแสดงขึ้นมาเอง ตัว Bixby ปิดไม่ได้ แต่เวอร์ชั่นใหม่ตั้งให้กด 2 ทีเพื่อเรียกใช้ได้แล้ว LINE Video Call แล้วหน้าแดง แบตเตอรี่ถ้าปรับจอละเอียดสุดอยู่ได้ประมาณ 1 วันเท่านั้น Pocophone แบตอึดกว่า
  • Pocophone F1 การใช้งานลื่นไหลตลอด เครื่องเล็กจบถนัดมือ ใช้งานก็คล่องตัว แต่ด้วยความเป็นที่ Xiaomi และมีอะไรแปลกๆ พอสมควร เช่น เชื่อมต่อกับ Fitbit ไม่ได้เลย เหมือนระบบพยายามเข้าไปจัดการพลังงานจนแอปเชื่อมนาฬิกาไม่ได้ หรือดู Netflix แบบ Full HD ไม่ได้ เพราะมาตรฐาน DRM ไม่ถึง

ราคา 

  • iPhone Xs Max 64 GB $1,099 หรือประมาณ 35,500 บาท
  • Galaxy Note 9 128 GB ราคา 33,900 บาท
  • Pocophone F1 64 GB ราคา 10,990 บาท (ซื้อ 3 เครื่องถึงจะได้ iPhone หรือ note 9)
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

feature

#beartai อยู่นอกบ้านก็ Print ได้ กับ “HP Ink Tank Wireless 415”

Published

on

เมื่อมีคนเอาเอกสารมาส่งให้ขณะที่เราอยู่บนรถ และเราจอดรถไม่ได้จริง ๆ เพราะต้องรีบไปแล้ว จะทำยังไงกันละ ไปดูกันจ้าาา!!

  • พี่หนุ่ยรับโทรศัพท์ : ฮัลโหล คุณตุ๊ก ผมรู้ว่าจะเอาเอกสารบัญชีใช่ไหม ผมกำลังเซ็นต์เลย
  • พี่ตุ๊ก : แต่ตุ๊กต้องรีบใช้ด่วน ๆ เลยนะเดี๋ยวปิดงานไม่ทัน ต้องรีบเอาไปส่งแล้ว แต่ดีตรงที่เขายังอนุโลมให้ไม่ต้องใช้ตัวจริงก็ได้ ขอแค่ชัด ๆ หน่อยก็พอ
  • พี่หนุ่ย : ได้!! งั้นเอางี้ เดี๋ยวไปรอที่ปริ้นเตอร์นะ เดี๋ยวผมส่งไปให้ทางนั้น

เรื่องแบบนี้ต้องให้เทคโนโลยีมาช่วยหน่อยแล้ว เพราะ HP เขาเข้าใจคนทำงานยุคใหม่ที่มักทำงานนอกสถานที่อยู่เสมอ ปริ๊นเตอร์อย่าง HP Ink Tank Wireless 415 จึงสามารถรองรับการพิมพ์ผ่าน Google Cloud Print ได้เลย แค่ทำการเชื่อมต่อเอาไว้ก่อน ก็พิมพ์ได้ทันที ง่ายแบบนี้แหละ

ไม่ว่าชีวิตจะเร่งรีบขนาดไหน แค่เพียงมือถือของเราทำการเชื่อมต่อกับ Printer HP Ink Tank Wireless เอาไว้ ก็สบายหายห่วงไปได้เลย ไม่ว่าจะพิมพ์งาน พิมพ์รูป ส่งภาพเอกสารผ่านอีเมล หรือแม้แต่พิมพ์รูปบน facebook จะอยู่ตรงไหนของโลกก็พิมพ์ได้ ขอแค่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตก็พอ

สเปคคร่าว ๆ ของ Printer ตัวนี้คือ เติมหมึกที่ง่ายมาก ๆ ไม่เลอะมือ พร้อมรองรับการพิมพ์ได้สูงสุด 8,000 แผ่นสำหรับสีและ 6,000 แผ่นสำหรับขาวดำ ตกเฉลี่ยค่าพิมพ์อยู่ที่ 5 สตางค์ต่อแผ่น แถมยังมาพร้อมหมึกกันน้ำอีกด้วย อีก 1 ฟีเจอร์ที่จะขอแนะนำเพิ่มเติมสำหรับคนต้องเดินทางพร้อมกับมีงานท่วมว่า จะต้องทำยังไงถึงจะพิมพ์งานได้แม้อยู่นอกสถานที่

  • จุดสำคัญอยู่ที่เราต้องลงแอปฯ 2 ตัวนี้ให้เรียบร้อย นั่นคือแอปฯ HP Print Service Plugin และแอปฯ Google Cloud Print นั่นเอง
  • ก่อนอื่นเลยเราต้องทำการเชื่อมต่อเครื่องพิมพ์ของเราเข้ากับ Wi-Fi ภายในสำนักงานหรือบ้านของเราก่อน ถ้าไม่มีสาย LAN ก็สามารถเข้าไปควบคุมได้ง่าย ๆ เพียงแค่ให้มือถือเราเชื่อมต่อ WiFi Direct กับ Printer เสร็จแล้วเข้าผ่านแอป HP Smart แล้วกดไปที่รูปปริ้นเตอร์ แล้วเลือก Advanced Setting
  • ระบบจะพาเข้าหน้า Service ของเครื่องพิมพ์ ก็เข้าไปที่
    • Network >
    • Wireless (802.11) >
    • Wireless Setup Wizard แล้วกด Next >
    • เลือก WiFi ของเราพร้อมใส่ User Password ให้เรียบร้อย
    • เป็นอันเสร็จสิ้นการต่ออินเตอร์เน็ตให้กับ Printer HP Ink Tank Wireless 415 ตัวนี้

ซึ่งปัจจุบัน HP Wireless Ink Tank 415 ตัวนี้สามารถทำการสั่งพิมพ์แบบออนไลน์ได้ผ่าน 2 วิธีด้วยกัน มาดูกันว่าสั่งพิมพ์แบบไหนได้บ้าง

  • วิธีแรก เป็นการสั่งพิมพ์ผ่านการส่งอีเมลล์เข้ามาที่เครื่องพิมพ์ เพื่อพิมพ์ออกมาผ่านระบบที่เรียกว่า HP ePrint ซึ่งเราต้องเข้าไป Setting ค่าที่หน้า Advanced Setting เช่นเดียวกัน
    • โดยเข้าไปที่เมนู Web Services > Web Services Settings > แล้วเลือก Continue ด้านล่าง พร้อมติ๊กถูกให้เรียบร้อยแล้วกด OK เสร็จแล้วสังเกตุว่าไฟด้านบนเครื่องจะติดสีฟ้าและสีขาว ก็แสดงว่าเสร็จเรียบร้อย
    • หลังจากนั้นให้กดไปที่เมนู Print Info Page ระบบจะทำการพิมพ์อีเมลล์ที่เราต้องส่งให้ออกมา เพียงเท่านี้เราก็สามารถพิมพ์จากไหนก็ได้แล้วเพียงแค่ส่งเมลล์มาตามนี้ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ word excel powerpoint ไฟล์ภาพ ได้แทบทั้งหมด ไม่มีฟ้อนต์เด้งแน่นอน แต่จำกัดสำหรับไฟล์ภาพแบบ Raw และไฟล์ขนาดใหญ่เกิน 10 Megabyte เพราะไฟล์มีโอกาสโดนปฎิเสธได้
  • และอีกวิธีที่ง่ายเช่นกันคือพิมพ์ผ่าน Google Cloud Print เรามาดูวิธีการ Setting ได้เลย
    • วิธีการจะคล้าย ๆ กับการติดตั้งตอนแรกคือกดเข้าไปที่รูป Printer แล้วเลือก Advanced Setting แล้วเลือก Network > Google Cloud Print > Setup
    • จากนั้นระบบจะทำการขอให้เรายืนยันสิทธิ์โดยการพิมพ์หน้าสำหรับยืนยันออกมา โดยสามารถเข้าผ่าน link หรือสแกนผ่าน qr code ก็ได้
    • จากนั้นก็ทำการกดปุ่มเพื่อยืนยัน เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานได้แล้ว

นี่แหละเครื่องพิมพ์ HP Ink Tank Wireless 415 ที่นอกจากความสามารถดี ๆ เหล่านี้แล้ว ยังมีด้านการรับประกันให้คุณถึง 2 ปีเต็มแบบ On-Site ถึงบ้านและที่ทำงานทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ

แถมยังพร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเบื้องต้นทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย สนนราคาอยู่ที่ 5,590 บาท พร้อมหมึกครบเซ็ตแบบนี้ ถือได้ว่าตอบโจทย์ SMEs และครอบครัวที่ต้องพิมพ์อะไรบ่อย ๆ เป็นอย่างยิ่ง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

feature

เซเว่นฯ จับมือพี่ตูนชวนปฏิเสธไม่รับถุงพลาสติก เปลี่ยนเป็นเงินมอบให้รพ.ศิริราช

Published

on

“เซเว่น อีเลฟเว่น” สานต่อ “ลดวันละถุง คุณทำได้” หนุนคนไทยลดใช้ถุงพลาสติก เปลี่ยนเป็นเงินมอบให้รพ.ศิริราช

จากที่ “เซเว่น อีเลฟเว่น” เดินหน้านโยบาย 7 Go Green (เซเว่นโกกรีน) ที่ได้ฤกษ์ใช้วันที่ 7 เดือน 11 รณรงค์ “ลด และ เลิกใช้ถุงพลาสติก” ที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นทั่วประเทศ เพื่อ“ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” ที่จะมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพราะทุกคนตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากการใช้ถุงพลาสติกที่มีต่อโลกของเรา

มาในวันนี้ทาง เซเว่น อีเลฟเว่น จึงได้สานต่อโครงการรณรงค์ลด และ เลิก ใช้ถุงพลาสติก เปิดตัวแคมเปญ “ลดวันละถุง คุณทำได้” และได้ซูเปอร์สตาร์มหาชน “ตูน บอดี้สแลม” มาเป็นพรีเซนเตอร์ ร่วมเชิญชวนคนไทยลดและเลิกใช้ถุงพลาสติก เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินนำไปสมทบทุนใช้ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อมอบให้กับโรงพยาบาลศิริราช

แคมเปญ “ลดวันละถุง คุณทำได้” รณรงค์ให้ผู้ที่เข้าใช้บริการซื้อสินค้าในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ให้ลดใช้ถุงพลาสติก เพื่อเปลี่ยนเป็นเงิน 0.20 บาท/ถุง นำไปสมทบทุนซื้ออุปกรณ์การแพทย์ มอบให้กับอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา โรงพยาบาลศิริราช โดยได้ศิลปินที่เป็นที่ชื่นชอบของหลาย ๆ คนอย่าง “ตูน บอดี้สแลม” มาเป็นพรีเซนเตอร์ พร้อมปล่อยภาพยนตร์โฆษณาที่สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด Promise “สัญญาที่ดีที่สุดคือสัญญาที่ทำได้จริง” เผยแพร่ผ่านทางสื่ออย่างโทรทัศน์ และตามสื่อโซเชียลมีเดียอย่าง เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตราแกรม ไลน์ และยูทูบ รวมทั้งเผยแพร่ในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศด้วย

“ตูน บอดี้สแลม” เผยว่า “แคมเปญ “ลดวันละถุง คุณทำได้” นับเป็นอีกหนึ่งแคมเปญที่มีเจตนารมณ์ที่ดี ที่จะช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และยังได้ร่วมบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลศิริราชด้วย และดีใจที่เราได้เริ่มต้นช่วยโลกของเราอย่างจริงจังกันซักที”

ทุกครั้งที่ลูกค้างดรับถุงพลาสติก พนักงานจะบันทึกไว้ในระบบ ซึ่งทุกคนสามารถเข้าไปดูจำนวนถุงที่ลดลง และยอดเงินบริจาคได้ทาง หน้าจอเครื่องรับชำระเงิน , 7 APP และ แฟนเพจ 7-Eleven Thailand ได้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าแคมเปญนี้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 แต่ทาง“เซเว่น อีเลฟเว่น” จะยังคงดำเนินแคมเปญนี้ต่อไป เพื่อให้มีการลดและเลิกใช้ถุงพลาสติกอย่างถาวรในอนาคต

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

feature

แพ็กเกจเน็ตแรงระดับกิกกะบิต ทั้งเน็ตบ้านและเน็ตมือถือกับ AIS FIBRE Power4 XTREME

Published

on

ทุกวันนี้ อินเตอร์เน็ตไฟเบอร์มีให้บริการกันหลายค่าย แต่สำหรับบางคนก็ต้องการความแรงอินเตอร์เน็ตมากเป็นพิเศษสำหรับการใช้งานที่ต่างกัน เมื่อมีการซื้อสมาร์ตทีวีมาใหม่ รองรับระบบภาพแบบ 4K  รับรองชัดกริ๊บแน่นอน แล้วจะดูหนัง 4K ได้ไง ถ้าเน็ตไม่แรง ไม่เสถียรแบบนี้ ไม่ยากจ้าก็แค่…เปลี่ยนมาใช้ AIS Fiber Power 4Xtreme ดีกว่า

ด้วยมาตรฐานอินเตอร์เน็ตไฟเบอร์ที่ดีที่สุดจาก AIS กับความแรงถึง 1 กิกาบิตต่อวินาที (1 GBPS) จะดูหนังหรือซีรีส์ 4K ก็ดูได้แบบลื่น ๆ ไม่มีสะดุด ไม่ลดความละเอียดภาพแน่นอน ด้วยแพคเกจที่หลากหลาย

  • เริ่มต้นที่ 2,999 บาทต่อเดือน ที่มาพร้อมสิทธิพิเศษให้เลือกทั้งรับสิทธิดูหนัง ซีรีส์ หรือคอนเทนต์มันส์ ๆ มากมายผ่าน AIS Play Box ในแพคเกจ Platinum Full HD
  • หรือรับอินเทอร์เน็ตดาต้า NEXT G ให้เล่นกันแรง ๆ บนเครือข่าย AIS4G และ AIS Super Wifi ถึง 100 กิกาไบต์ พร้อม โทรฟรี 600 นาที
  • และถ้าไม่อยากเลือก ทาง AIS ก็มีแพคเกจสุดคุ้ม 3,999 บาทต่อเดือน ได้ทั้ง AIS PLAY BOX พร้อมแพคเกจ Platinum Full HD และ อินเทอร์เน็ตดาต้า NEXT G ให้ไปเลย 200 กิกาไบต์ พร้อมโทรฟรี 600 นาที

และแน่นอนว่าทุกแพคเกจจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามร้านค้าชั้นนำในฐานะลูกค้าคนพิเศษ เอไอเอส เซเรเนด ทันที

  • และแพ็กเกจ Power4XTREME ยังเปิดให้ผู้ใช้ปรับความเร็วดาวน์โหลด/อัปโหลดตามที่ต้องการแบบนาทีต่อนาที อยากอัปโหลดเร็วตอนไหน อยากดาวน์โหลดเร็วเมื่อไหร่ ก็เข้าเว็บ myaisfibre.com ไปปรับได้เลย อันนี้ สำหรับลูกค้าที่ใช้แพ็คเกจ 1000/100 Mbps หรือ แพ็กเกจ Power4 XTREME เท่านั้นนะ

และสำหรับใครที่ติดตั้งวันนี้ทาง AIS ใจปล้ำให้ฟรีทั้ง ค่าติดตั้งและเดินสาย ฟรีสิทธิยืม AIS PLAY BOX และ DUAL BAND WIFI ROUTER รวมถึงส่วนลดค่าแรกเข้าจาก 2,000 บาทเหลือเพียง 650 บาทเท่านั้น

มีอุปกรณ์ล้ำ ๆ แล้ว มีเน็ตแรงๆ รึยัง เลือก AIS Fiber Power 4Xtreme รับรองดูหนัง เล่นเกมส์ หรือทำงานต่างๆทางอินเตอร์เน็ตได้ไหลลื่น สนุก ไม่มีสะดุดแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!