Connect with us

Published

on

Beartai Battle iPhone Xs Max Vs. Note 9 Vs. Pocophone

ยกแรก รูปลักษณ์ภายนอก การดีไซน์ 

  • iPhone Xs Max – ด้านหน้า ด้านหลังเป็นกระจก ที่แอปเปิ้ลเคลมว่าเป็นกระจกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ซึ่งผลการทดสอบก็ทนจริง เป็นรอยและแตกยากกว่ารุ่นเดิมๆ แต่ถ้าแตกขึ้นมากก็มีค่าซ่อมระดับที่ซื้อเรือธง Android ได้ ส่วนเฟรมเครื่องเป็น stainless steel เหมือนรุ่นเดิม น้ำหนักรวม 208 กรัม
  • Galaxy Note 9 – หน้าหลังเป็นกระจก Gorilla Glass 5 เฟรมเครื่องเป็นอลูมิเนียม ดีไซน์เอกลักษณ์ของซัมซุงที่ใช้มาตั้งแต่ Galaxy S8 หนัก 201 กรัม
  • Pocophone F1 – หน้ากระจก หลังพลาสติก ไม่ต้องกลัวตกแล้วฝาหลังแตก แต่ถ้าไม่ชอบฝาหลังพลาสติก ก็มีอีกรุ่นที่เรียกว่า armored edition เปลี่ยนฝาหลังเป็นเคฟล่าร์ ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมไปเลย น้ำหนัก 180 กรัม
  • ข้อสรุป ต้องยอมรับว่า F1 สู้เรื่องดีไซน์กับเรือธงไม่ได้ ความพรีเมี่ยมของวัสดุมันต่างกันเยอะ

หน้าจอ 

  • iPhone Xs Max – Super AMOLED ขนาด 6.5 นิ้ว 1242 x 2688 pixels สัดส่วน 19.5:9 (~458 ppi density) พื้นที่จอ 101 square cm
  • Galaxy Note 9 – Super AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว 1440 x 2960 pixels สัดส่วน 18.5:9 ratio (~516 ppi density) พื้นที่จอ 103.3 square cm
  • Pocophone F1 – IPS LCD ขนาด 6.18 นิ้ว 1080 x 2246 pixels, 18.7:9 ratio (~403 ppi density)

สรุปหน้าจอ

  • จอของ iPhone Xs Max เป็นจอที่ดีที่สุดในโลกมือถือตอนนี้ ด้วยความสว่างสูงสุดถึงระดับ 700 nit ซึ่งสว่างกว่าหน้าจอของ Note 9 (ซึ่งเชื่อว่าเมื่อ Galaxy S10 ออกมาก็จะสลับกันเป็นจอที่ดีที่สุดในโลกจอต่อไป) ซึ่งแม้ความละเอียดจะน้อยกว่า Galaxy Note 9 นิดหน่อย แต่ก็แยกยากจนไม่นับเป็นสาระสำคัญ
  • แต่สีสันของจอทั้ง iPhone Xs Max และ Note 9 นั้นถูกจูนจนตรงกับมาตรฐานวงการภาพยนตร์พอ ๆ กัน
  • เรื่องคุณภาพจอเราจึงยกให้ iPhone Xs Max เพราะสว่างสดใสและจอใหญ่ แต่ถ้านับว่าจอที่ใช้ประโยชน์ได้เต็มพื้นที่จริงๆ ก็ต้องยกให้ Galaxy Note 9 เพราะมันไม่มีรอยบาก
  • ส่วน Pocophone F1 อันนี้แน่นอนว่าแพ้เพราะเป็นจอ IPS LCD แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นจอที่ไม่ดี จอก็คมชัดดีมากแล้ว แค่ไม่ได้ดีเวอร์เมื่อ 2 ตัวแพงนี้

เสียง 

  • iPhone Xs Max – ลำโพงสเตอริโอ ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm รองรับ bluetooth codec SBC, AAC
  • Galaxy Note 9 – ลำโพงสเตอริโอ มีช่องหูฟัง 3.5 mm รองรับ bluetooth codec SBC, AAC, aptX HD, LDAC พร้อม Dolby Atmos
  • Pocophone F1 – ลำโพงสเตอริโอ มีช่องหูฟัง 3.5 mm รองรับ bluetooth codec SBC, AAC, aptX HD, LDAC

สรุปเสียง

  • iPhone เป็นมือถือสำหรับมหาชน เรื่องเสียงก็ไม่ได้แย่ ลำโพงเป็นสเตอริโอที่ดังใช้ได้ แต่สำหรับนักฟังเพลงจริงจังแล้ว iPhone นั้นไม่เหมาะเลย ทั้งไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm (แถมตัวแปลงพอร์ตก็ไม่ได้แถม) รองรับ codec bluetooth ก็น้อยกว่าสมาร์ทโฟนฝั่ง Android
  • ซึ่ง Note 9 ทำเรื่องนี้ได้เยี่ยมมาก ทั้งลำโพงสเตอริโอเสียงดัง แถมเวลาดูหนังก็ให้เสียงก้องกังวาลด้วย Dolby Atmos แถมยังรองรับ Bluetooth codec ได้หลากหลายกว่า
  • ส่วน Pocophone ก็ได้ข้อดีที่ยังมีช่องหูฟัง และรองรับ Bluetooth Codec ได้หลากหลาย แต่ลำโพงสเตอริโอก็ยังสู้รุ่นพี่ไม่ได้ เพราะลำโพงบนเบามาก แต่ลำโพงล่างให้เสียงดังดี

ประสิทธิภาพ 

  • iPhone Xs Max (แรม 4 GB) – ชิป Apple A12 คะแนน Geekbench 4.1 multicore 11,100
  • Galaxy Note 9 (แรม 6 GB) – ชิป Exynos 9810 Octa ได้คะแนน Geekbench multicore ประมาณ 8600
  • Pocophone F1 (แรม 6 GB) – ชิป Snapdragon 845 ได้คะแนน geekbench multicore ประมาณ 8900
  • ถ้าเทียบที่ตัวเลข iPhone Xs Max ก็ยังชนะขาดอยู่ดี
  • แต่ในการใช้งานในระยะยาว Note 9 และ Pocophone F1 จะได้เปรียบกว่า เพราะมีการระบายความร้อนด้วยของเหลว ทำให้เครื่องร้อนน้อยกว่า สามารถคงความเร็วสูงสุดได้นาน

กล้อง 

  • iPhone Xs Max
    • กล้องหน้า 7 MP, f/2.2, 32mm (ถ่ายวิดีโอ 1080p 60 fps)
    • กล้องหลังตัวกว้าง 12 MP, f/1.8, 26mm, 1/2.55″, 1.4µm, OIS, PDAF
    • กล้องหลังตัวซูม 12 MP, f/2.4, 52mm (telephoto), 1/3.4″, 1.0µm, OIS, PDAF
    • 2160p@24/30/60fps, 1080p@30/60/120/240fps, HDR, stereo sound rec.
  • Galaxy Note 9
    • กล้องหน้า 8 MP, f/1.7, 25mm (wide), 1/3.6″, 1.22µm, AF (ถ่ายวิดีโอ1440p@30fps)
    • กล้องหลังตัวกว้าง 12 MP, f/1.5-2.4, 26mm, 1/2.55″, 1.4µm, dual pixel PDAF, OIS
    • กล้องหลังตัวซูม 12 MP, f/2.4, 52mm (telephoto), 1/3.4″, 1.0µm, AF, OIS, 2x optical zoom
    • 2160p@60fps, 1080p@240fps, 720p@960fps, HDR, dual-video rec.
  • Pocophone F1
    • กล้องหน้า 20 MP, f/2.0, 0.9µm
    • กล้องหลัง 12 MP, f/1.9, 1/2.55″, 1.4µm, dual pixel PDAF + เซนเซอร์วัดระยะ 5 MP
    • 2160p@30fps, 1080p@30fps (gyro-EIS), 1080p@240fps
  • เรื่องกล้องถ้าสังเกตดูจะเห็นว่ากล้องหลักนั้นใช้เซนเซอร์น่าจะตัวเดียวกันเลย เพราะมีความละเอียด 12 ล้านพิกเซลเหมือนกัน พื้นที่เซนเซอร์ 1/2.55” เหมือนกัน ขนาดพิกเซล 1.4 µm เท่ากันทั้ง 3 ตัว แต่ก็แตกต่างกันที่ซอฟต์แวร์และตัวเลนส์
  • แม้ตัวสเปกกล้อง iPhone Xs Max จะปรับปรุงจาก iPhone X ไม่เยอะ เปลี่ยนแค่เซนเซอร์ แต่ตัวซอฟต์แวร์ปรับไปเยอะมาก โดยเฉพาะระบบ Smart HDR ที่ช่วยถ่ายหลายภาพแล้วนำมาประกอบเป็นภาพเดียว ทำให้แสงและการถ่ายกลางคืนของ iPhone Xs Max ดีกว่า iPhone X มาก
  • ส่วน Note 9 ก็ใช้ระบบกล้องของ Galaxy S9 ซึ่งสามารถปรับรูรับแสงกล้องหลักได้ 2 ระดับคือ
  • การถ่ายวิดีโอ ทั้ง iPhone Xs Max และ Note 9 สามารถกันสั่นวิดีโอ 4K ได้ ส่วน Pocophone ไม่มีเลย และให้ภาพวิดีโอสดกว่าชาวบ้าน

ความสามารถพิเศษ 

  • iPhone Xs Max เป็น iOS ถ้าไม่ใช่มือถือแอปเปิ้ลก็ไม่ใช่ iOS นี่แหละความสามารถเด่นสุดแล้ว ทำให้ใช้แอปได้แตกต่างจากชาวบ้าน มีฟีเจอร์ AR อย่างเจ๋ง
  • Note 9 คือปากกา ที่ใน Note 9 เพิ่มฟังก์ชั่นให้นอกจากเขียนได้แล้ว ยังสามารถแทนรีโมทได้ด้วย ทั้งเปลี่ยนสไลด์, ถ่ายรูป เปลี่ยนเพลง
  • Pocophone คือความแรงของเครื่องเมื่อเทียบกับราคา

สรุปประสบการณ์การใช้งาน

  • iPhone Xs Max ลื่นไหลตลอด
  • Note 9 ใครที่ชิน UI ของซัมซุงอยู่แล้วคงไม่มีปัญหา แต่ทีมงานใช้แล้วขัดใจโดยเฉพาะเรื่อง Noti ไม่เรียงเวลา กับไม่เปิดจอแสดงขึ้นมาเอง ตัว Bixby ปิดไม่ได้ แต่เวอร์ชั่นใหม่ตั้งให้กด 2 ทีเพื่อเรียกใช้ได้แล้ว LINE Video Call แล้วหน้าแดง แบตเตอรี่ถ้าปรับจอละเอียดสุดอยู่ได้ประมาณ 1 วันเท่านั้น Pocophone แบตอึดกว่า
  • Pocophone F1 การใช้งานลื่นไหลตลอด เครื่องเล็กจบถนัดมือ ใช้งานก็คล่องตัว แต่ด้วยความเป็นที่ Xiaomi และมีอะไรแปลกๆ พอสมควร เช่น เชื่อมต่อกับ Fitbit ไม่ได้เลย เหมือนระบบพยายามเข้าไปจัดการพลังงานจนแอปเชื่อมนาฬิกาไม่ได้ หรือดู Netflix แบบ Full HD ไม่ได้ เพราะมาตรฐาน DRM ไม่ถึง

ราคา 

  • iPhone Xs Max 64 GB $1,099 หรือประมาณ 35,500 บาท
  • Galaxy Note 9 128 GB ราคา 33,900 บาท
  • Pocophone F1 64 GB ราคา 10,990 บาท (ซื้อ 3 เครื่องถึงจะได้ iPhone หรือ note 9)
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

feature

Amazon Alexa สั่งงานอุปกรณ์ไฟฟ้าด้วยเสียง

Published

on

เมื่อโลกพัฒนาไปไกลมากขึ้น เทคโนโลยีก็เข้ามามีบทบาทกับเรามากขึ้นตามไปด้วย Amazon Alexa การสั่งงานอุปกรณ์ไฟฟ้าด้วยเสียง ก็เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยี ที่สร้างความสะดวกสบายให้เราในยุดไอทีเป็นอย่างมาก

Amazon Alexa การสั่งงานอุปกรณ์ไฟฟ้าด้วยเสีย จัดแสดงภายในงานแสดงเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลกกับงาน CES 2019 (Consumer Electronics Show 2019) อย่างที่บอกค่ะว่าเป็นเทคโนโลยีที่เพิ่มความสะดวกสบายให้เราได้

การทำงานของ Amazon Alexa คือ การเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ Smart Things ต่าง ๆ ภายในบ้านได้ และสามารถควบคุมการทำงานของอุปกรณ์นั้น ๆ ได้ด้วย เช่น สั่งให้เริ่มต้นทำงาน สั่งให้เปลี่ยนเมนู สั่งให้หยุดการทำงาน และอีกหลายอย่างค่ะ

อยากรู้เพิ่มเติมตาม “หนุ่ย พงศ์สุข” ไปดูความไฮเทคของ “Amazon Alexa ” กันในงาน CES 2019 (Consumer Electronics Show 2019) กันได้เลยค่ะ!!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

feature

Amazon Dash ระบบสั่งซื้ออัตโนมัติเมื่อของหมด “เครื่องใช้ไฟฟ้าสั่งของมาเติมเอง”

Published

on

มาดูอีกหนึ่งเทคโนโลยี จากงานที่ยิ่งใหญ่สุด ๆ  กับงานแสดงเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลกกับงาน CES 2019 (Consumer Electronics Show 2019) ที่บอกเลยว่า ไม่พูดถึงเทคโนโลยีนี้คงไม่ได้

ก้าวไปอีกขั้นแล้วกับ Amazon Dash Replenishment คือ ผู้ช่วยอัฉริยะอย่างนึง ที่ทำให้อุปกรณ์ต่างๆ ในบ้านสั่งของได้ด้วยตนเอง โดยใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านสมัยนี้เริ่มเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แล้ว เช่นพวก

  • เครื่องพิมพ์
  • เครื่องเก็บแคปซูนกาแฟที่ใช้งานเสร็จแล้ว
  • เครื่องกรองอากาศ
  • ฟิลเตอร์แอร์
  • แปรงสีฟันไฟฟ้า

วิธีการคือ Amazon จะเชื่อมต่อ หรือพูดง่าย ๆ คือ ใส่สมองเข้าไปในอุปกรณ์เหล่านี้ เพื่อที่จะแจ้งเตือนระบบร้านค้าของ Amazon เองว่า อุปกรณ์เหล่านี้ของคุณ ที่เป็นสินค้าจำพวกสิ้นเปลืองมีอะไรที่หมดบ้าง เช่น หมึกเครื่องพิมพ์หมด หัวแปรงเริ่มบานแล้ว แผ่นฟิลเตอร์กรองอากาศสกปรกแล้ว ประมาณนี้ค่ะ

ระบบของ Amazon ก็จะส่งข้อมูล และทำการเข้าไปสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของ Amazon โดยตรงทันที!! โดยที่เจ้าของอุปกรณ์เหล่านี้นั้นไม่ต้องเสียเวลาไปสั่งเองแต่อย่างใด ตาม “หนุ่ย พงศ์สุข” ไปดูความสนุกของเทคโนโลยีกันได้เลยจ้าาา!!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

feature

เข้าคิวรีวิว Ninebot Gokart Kit ยืดหด-ปรับความเร็ว-ดริฟต์ได้!!

Published

on

Ninebot Gokart Kit รถโกคาร์ทไฟฟ้า มาพร้อมกับมอเตอร์ทรงพลัง 800 วัตต์ถึง 2 ตัว ทำความเร็วได้สูงสุด 24 กม./ชม. ด้วยการออกแบบอย่างชาญฉลาด โดยการประยุคให้ Ninebot Gokart Kit ให้ใช้ร่วมกันกับ Ninebot by Segway miniPRO เพื่ออาศัยมอเตอร์ ในขณะที่สามารถถอดเอา miniPRO กลับมาใช้เป็นยานพาหนะได้เสมอค่ะ

ในเรื่องของสมรรถนะนั้น Ninebot Gokart Kit ไม่ได้เทียบรถกับโกคาร์ทในตลาด แต่นำไปเทียบกับรถยนต์เลยทีเดียวค่ะ!! เพราะสามารถเร่งจาก 0 ถึง 19 กม./ชม. ในไม่กี่วินาที นอกจากระบบเทรคไฟฟ้าตรงคันเร่งที่เท้าแล้ว  Ninebot Gokart Kit ยังมีเบรคมือให้ดริฟท์กันกระจาย มันส์สุด ๆ ไปเล้ยยย!! ด้วยอัตราการเลี้ยวที่ 2.1:1 ทำให้ควบคุมการเลี้ยวได้อย่างแม่นยำ แม้กระทั้งการเลี้ยวที่วงแคบสุด ๆ

ตัวเครื่องของ Ninebot Gokart Kit สามารถล็อคระดับความเร็วได้ 3 รูปแบบผ่านแอปพิลิเคชั่น

  • โหมดที่ 1 : สำหรับมือใหม่ สูงสุดที่ 8 กม./ชม.
  • โหมดที่ 2 : โหมดทั่วไป สูงสุดที่ 18 กม./ชม. และ
  • โหมดที่ 3 : โหมดสปอร์ต สูงสุดที่ 24 กม./ชม.

ตัวเครื่องได้รับการออกแบบให้รองรับผู้เล่นได้หลายช่วงอายุ โดยการปรับระยะยืดหด และความสูงของแฮนด์ รองรับผู้เล่นตั้งแต่ 130 – 190 ซม. และน้ำหนักมากที่สุดถึง100 กก. พร้อมฟีเจอร์จำกัดความเร็วผ่านแอปพิลิเคชั่น เพื่อลดอันตรายที่อาจะเกิดขึ้นได้อีกด้วย

พร้อมเชื่อมต่อกับแอปพิลิเคชั่นได้ง่าย ๆ ผ่านทาง Bluetooth ทั้งระบบ iOS // Android เพื่อดูระยะทาง และความเร็ว, ล็อคความเร็ว, เปลี่ยนสีไฟ, อัพเฟิร์มแวร์ และอื่น ๆ ค่ะ!!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!