Connect with us

Published

on

ยุคนี้โน้ตบุ๊กสำหรับใช้ทำงานต้องเน้นความบางเบาค่ะ หลาย ๆ ค่ายก็ทำโน้ตบุ๊ตแบบ Ultrabook มาแข่งกัน ซึ่ง AMD และ HP ก็ส่ง HP ENVY x360 ตัวนี้มาให้เรารีวิวกันค่า

ดูรอบเครื่องก่อน HP ENVY x360 จัดเป็นโน้ตบุ๊กที่สวยเลย เราชอบดีไซน์หลายอย่างของเครื่องนี้นะคะ เริ่มตั้งแต่โครงสร้างเครื่องเป็นโลหะ ดูพรีเมี่ยมและแข็งแรง ฝาหลังจอก็มีโลโก้ HP แบบใหม่ที่สะท้อนแสงอยู่ด้านหลัง ซึ่งดูล้ำสมัยกว่าโลโก้ปกติ ที่บานพับมีโลโก้ Envy ติดอยู่เนียน ๆ และบริเวณนี้ยังมีลวดลายเก๋ ๆ อยู่ด้วย

เมื่อเปิดฝาเครื่องดูภายใน จะเห็นโลโก้ HP แบบใหม่อยู่ด้านใต้จอ ซึ่งจอสัมผัสขนาด 13.3 นิ้วตัวนี้เป็นกระจก Gorilla glass ทำให้ดูแวววาวน่าใช้งานมาก (กลับมาหน้า) และจากชื่อรุ่น x360 ก็บอกอยู่แล้วว่าสามารถพลิกจอทำงานได้ 360 องศา ทั้งแบบโน้ตบุ๊กปกติแบบนี้ แล้วก็รูปแบบพลิกจอกลับหลังสำหรับดูหนัง หรือตั้งเป็นเตนท์สำหรับนำเสนองานด้วยจอสัมผัส หรือพับเก็บไปอีกด้านเลยเพื่อใช้งานแบบแท็บเล็ต ก็ทำให้รูปแบบการใช้งาน HP ENVY x360 นั้นยืดหยุ่นนะคะ รองรับการใช้งานทั้งเชิงธุรกิจและความบันเทิง

เมื่อเครื่องพลิกไปพลิกมาได้ ตัวลำโพงก็ต้องสามารถให้เสียงได้ตลอดเวลานะคะ ตอนแรกเราก็สงสัยว่าลำโพง Bang & Olufsen (แบง แอนด์ โอลูบเซน) ที่อยู่หน้าเครื่องนี้จะให้เสียงได้ยังไงเวลาคว่ำเครื่องลงพื้นเพื่อดูหนัง ปรากฎว่าด้านล่างของเครื่องก็มีลำโพงอีก 2 ตัวค่ะ สรุป HP ENVY x360 มีทั้งลำโพงด้านใต้จอ และด้านใต้เครื่อง ให้เสียงได้ครบทุกรูปแบบการใช้งานเลย ซึ่งเสียงจากลำโพง Bang & Olufsen ที่เป็นแบรนด์เครื่องเสียงชื่อดังจากเดนมาร์ก ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง ให้เสียงได้ดังกังวาลดีมาก คือแบบดังมาก ถ้าเปิดดังสุดก็ได้ยินชัดเต็มห้องค่ะ แต่ลำโพงตัวแค่นี้เราก็ไม่ได้หวังว่าจะให้เบสได้ตูม ๆ นะ เอาเป็นว่าพอมีแล้วกัน

มาดูเรื่องหน้าจอกันบ้างค่ะ HP ENVY x360 ตัวนี้เป็นจอสัมผัส Full HD ขนาด 13.3 นิ้ว ก็ให้ภาพได้คมชัดสดใสดี แต่จะตินิดหนึ่งตรงที่หน้าจอค่อนข้างสะท้อนแสงนะคะ ก็ต้องหาที่นั่งดีๆ หลบมุมแสงหน่อย ไม่งั้นใช้งานแล้วจะปวดตา

และทีเด็ดของจอตัวนี้อยู่ที่ปุ่ม F1 ตรงนี้ค่ะ จะเปิดใช้ HP Sure View เปลี่ยนโหมดจอให้คนรอบข้างมองไม่เห็นเนื้อหาในจอ จะเห็นภาพชัดเจนแค่ผู้ใช้ที่อยู่ตรงหน้าเครื่องเท่านั้น ซึ่งบางทีในงานธุรกิจเราก็กลัวความลับรั่วไหลเนอะ แทนที่จะต้องซื้อฟิล์ม Privacy มาติดจอ แต่ ENVY ตัวนี้มีให้เลือกปิด-เปิดในเครื่องได้เลย ซึ่งการทำงานในโหมดสัมผัสก็ทำได้ลื่นไหลดีค่ะ ด้วยความที่จอเป็นกระจก Gorilla glass ทำให้สัมผัสเวลาใช้งานนั้นรู้สึกดี และ HP ENVY x360 ยังมาพร้อมปากกาแบบ Active Pen สามารถตรวจจับแรงกดได้ ก็ใช้วาดเขียนบนจอได้ลื่นๆ สามารถวางมือลงบนจอเพื่อเขียนได้เลย แต่ตัวเครื่องไม่มีที่เก็บปากกานะคะ ก็ต้องเก็บแยกในกระเป๋าโน้ตบุ๊กให้ดีๆ เดี๋ยวหายนะ

ส่วน Webcam ด้านบนนี้ก็ให้คุณภาพพอใช้ได้ค่ะ เน้นสำหรับเอาไว้ทำ Video Call เป็นหลักเลย ไม่ได้เน้นถ่ายให้สวย และมาพร้อมเซนเซอร์ infrared ทำให้ใช้งาน Windows Hello ระบบล็อกอินเครื่องด้วยใบหน้าได้ด้วย

ส่วนคีย์บอร์ดกับ Touchpad นั้นทำงานได้ดีค่ะ เท่าที่ใช้งานมายังไม่มีปัญหาใหญ่ๆ นอกจากต้องปรับความคุ้นเคยหน่อย เพราะข้างขวาของคีย์บอร์ดเป็นปุ่ม Home, Page Up, Page Down บางทีก็ชอบไปกดโดน

ปิดท้ายที่พอร์ตรอบเครื่องนิดหนึ่ง HP ENVY x360 ตัวนี้ให้พอร์ต USB 3.0 มา 2 พอร์ต ช่องเสียบหูฟังพร้อมไมค์ ปุ่มเปิดเครื่อง และช่องอ่านการ์ด MicroSD ส่วนข้างนี้ก็มีช่องต่อไฟ พอร์ต USB-C สารพัดประโยชน์ 1 พอร์ตซึ่งเสียบชาร์จไฟได้ด้วย และต่อตัวแปลงภาพขึ้นจอได้ เพราะเครื่องนี้ไม่มีช่อง HDMI กับพอร์ตแลนนะคะ และปุ่มปรับระดับเสียงค่ะ เอาไว้ให้ปรับความดังได้ง่ายๆ เวลาหงายเครื่องในรูปแบบอื่นๆ

จบเรื่องรูปลักษณ์ดีไซน์ การใช้งานไปแล้ว มาดูเรื่องประสิทธิภาพกันบ้างค่ะ! อย่างที่บอกว่า HP ENVY x360 ตัวนี้ AMD ส่งมาให้เรารีวิว เพราะงั้นเครื่องนี้จึงใช้ CPU เป็น AMD Ryzen 5 พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก AMD Radeon Vega 8 ค่ะ มาพร้อมหน่วยความจำแบบ SSD NVMe ความจุ 256 GB และอัดแรมมาให้ 8 GB

ถ้าพูดในเชิงการทำงานทั่วไป CPU AMD Ryzen 5 + SSD นั้นแรงใช้ได้นะคะ เครื่องนี้บูตวินโดวส์เร็วมาก เปิดโปรแกรมต่างๆ ใช้งานได้รวดเร็ว เปิดเว็บทำงานพร้อมกันได้มากมาย เท่าที่ใช้มายังไม่รู้สึกว่าเครื่องหน่วงเลย คืองานธุรกิจนี่เอาอยู่สบายๆ แต่ก็มีจุดอ่อนอยู่ตรงที่แบตเตอรี่ค่ะที่เราเทสโดยทำงานบน Google Chrome เปิดใช้งานไปเรื่อยๆ ก็ใช้ต่อเนื่องได้ราวๆ 4-5 ชั่วโมงเท่านั้นเอง เพราะงั้นต้องพกสายชาร์จติดตัวไว้ตลอดนะคะ

แล้วถ้าเอาไปเล่นเกมล่ะ เราพบว่า AMD Ryzen 5 นั้นไม่แรงพอสำหรับการเล่นเกม 3 มิติค่ะ ทีมงานลองเล่นเกม Tomb Raider ที่ออกมาหลายปีแล้วในโหมดกราฟิกแบบ Normal พอเล่นไปสักพักภาพเริ่มกระตุก น่าจะเพราะเครื่องร้อนขึ้นด้วย ซึ่งเมื่อทดสอบด้วย Geekbench 4 ก็ได้คะแนน CPU แบบ Multi-core ราว 9000 คะแนน ก็ระดับประมาณเดียวกับ Intel Core i5 Gen 7 เมื่อปีที่แล้วค่ะ แต่ยังสู้ Core i5 Gen 8 ไม่ได้

สรุปกันดีกว่า HP ENVY x360 ที่ใช้ AMD Ryzen 5 ตัวนี้ ตั้งราคาไว้ที่ 29,990 บาท ก็ถือเป็นราคาที่ถูกเลยสำหรับโน้ตบุ๊กจอ 13 นิ้ว หนักแค่ 1.3 กิโล และได้ดีไซน์เครื่องสวยแบบนี้ มาพร้อมปากกา Active Pen ด้วย ซึ่งมันเหมาะสำหรับการใช้งานในเชิงธุรกิจ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้บริหาร หรือเอาไปใช้นำเสนองานนะคะ เพราะมันทำงานพวกนี้ได้รวดเร็ว แต่ก็ต้องติดอแดปเตอร์ไฟไปด้วยเสมอ เพราะแบตเตอรี่ไม่อึดนัก ส่วนใครที่มองหาเครื่องสำหรับเล่นเกม เครื่องนี้ไม่เหมาะนะค้า!!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

feature

#beartai อยู่นอกบ้านก็ Print ได้ กับ “HP Ink Tank Wireless 415”

Published

on

เมื่อมีคนเอาเอกสารมาส่งให้ขณะที่เราอยู่บนรถ และเราจอดรถไม่ได้จริง ๆ เพราะต้องรีบไปแล้ว จะทำยังไงกันละ ไปดูกันจ้าาา!!

  • พี่หนุ่ยรับโทรศัพท์ : ฮัลโหล คุณตุ๊ก ผมรู้ว่าจะเอาเอกสารบัญชีใช่ไหม ผมกำลังเซ็นต์เลย
  • พี่ตุ๊ก : แต่ตุ๊กต้องรีบใช้ด่วน ๆ เลยนะเดี๋ยวปิดงานไม่ทัน ต้องรีบเอาไปส่งแล้ว แต่ดีตรงที่เขายังอนุโลมให้ไม่ต้องใช้ตัวจริงก็ได้ ขอแค่ชัด ๆ หน่อยก็พอ
  • พี่หนุ่ย : ได้!! งั้นเอางี้ เดี๋ยวไปรอที่ปริ้นเตอร์นะ เดี๋ยวผมส่งไปให้ทางนั้น

เรื่องแบบนี้ต้องให้เทคโนโลยีมาช่วยหน่อยแล้ว เพราะ HP เขาเข้าใจคนทำงานยุคใหม่ที่มักทำงานนอกสถานที่อยู่เสมอ ปริ๊นเตอร์อย่าง HP Ink Tank Wireless 415 จึงสามารถรองรับการพิมพ์ผ่าน Google Cloud Print ได้เลย แค่ทำการเชื่อมต่อเอาไว้ก่อน ก็พิมพ์ได้ทันที ง่ายแบบนี้แหละ

ไม่ว่าชีวิตจะเร่งรีบขนาดไหน แค่เพียงมือถือของเราทำการเชื่อมต่อกับ Printer HP Ink Tank Wireless เอาไว้ ก็สบายหายห่วงไปได้เลย ไม่ว่าจะพิมพ์งาน พิมพ์รูป ส่งภาพเอกสารผ่านอีเมล หรือแม้แต่พิมพ์รูปบน facebook จะอยู่ตรงไหนของโลกก็พิมพ์ได้ ขอแค่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตก็พอ

สเปคคร่าว ๆ ของ Printer ตัวนี้คือ เติมหมึกที่ง่ายมาก ๆ ไม่เลอะมือ พร้อมรองรับการพิมพ์ได้สูงสุด 8,000 แผ่นสำหรับสีและ 6,000 แผ่นสำหรับขาวดำ ตกเฉลี่ยค่าพิมพ์อยู่ที่ 5 สตางค์ต่อแผ่น แถมยังมาพร้อมหมึกกันน้ำอีกด้วย อีก 1 ฟีเจอร์ที่จะขอแนะนำเพิ่มเติมสำหรับคนต้องเดินทางพร้อมกับมีงานท่วมว่า จะต้องทำยังไงถึงจะพิมพ์งานได้แม้อยู่นอกสถานที่

  • จุดสำคัญอยู่ที่เราต้องลงแอปฯ 2 ตัวนี้ให้เรียบร้อย นั่นคือแอปฯ HP Print Service Plugin และแอปฯ Google Cloud Print นั่นเอง
  • ก่อนอื่นเลยเราต้องทำการเชื่อมต่อเครื่องพิมพ์ของเราเข้ากับ Wi-Fi ภายในสำนักงานหรือบ้านของเราก่อน ถ้าไม่มีสาย LAN ก็สามารถเข้าไปควบคุมได้ง่าย ๆ เพียงแค่ให้มือถือเราเชื่อมต่อ WiFi Direct กับ Printer เสร็จแล้วเข้าผ่านแอป HP Smart แล้วกดไปที่รูปปริ้นเตอร์ แล้วเลือก Advanced Setting
  • ระบบจะพาเข้าหน้า Service ของเครื่องพิมพ์ ก็เข้าไปที่
    • Network >
    • Wireless (802.11) >
    • Wireless Setup Wizard แล้วกด Next >
    • เลือก WiFi ของเราพร้อมใส่ User Password ให้เรียบร้อย
    • เป็นอันเสร็จสิ้นการต่ออินเตอร์เน็ตให้กับ Printer HP Ink Tank Wireless 415 ตัวนี้

ซึ่งปัจจุบัน HP Wireless Ink Tank 415 ตัวนี้สามารถทำการสั่งพิมพ์แบบออนไลน์ได้ผ่าน 2 วิธีด้วยกัน มาดูกันว่าสั่งพิมพ์แบบไหนได้บ้าง

  • วิธีแรก เป็นการสั่งพิมพ์ผ่านการส่งอีเมลล์เข้ามาที่เครื่องพิมพ์ เพื่อพิมพ์ออกมาผ่านระบบที่เรียกว่า HP ePrint ซึ่งเราต้องเข้าไป Setting ค่าที่หน้า Advanced Setting เช่นเดียวกัน
    • โดยเข้าไปที่เมนู Web Services > Web Services Settings > แล้วเลือก Continue ด้านล่าง พร้อมติ๊กถูกให้เรียบร้อยแล้วกด OK เสร็จแล้วสังเกตุว่าไฟด้านบนเครื่องจะติดสีฟ้าและสีขาว ก็แสดงว่าเสร็จเรียบร้อย
    • หลังจากนั้นให้กดไปที่เมนู Print Info Page ระบบจะทำการพิมพ์อีเมลล์ที่เราต้องส่งให้ออกมา เพียงเท่านี้เราก็สามารถพิมพ์จากไหนก็ได้แล้วเพียงแค่ส่งเมลล์มาตามนี้ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ word excel powerpoint ไฟล์ภาพ ได้แทบทั้งหมด ไม่มีฟ้อนต์เด้งแน่นอน แต่จำกัดสำหรับไฟล์ภาพแบบ Raw และไฟล์ขนาดใหญ่เกิน 10 Megabyte เพราะไฟล์มีโอกาสโดนปฎิเสธได้
  • และอีกวิธีที่ง่ายเช่นกันคือพิมพ์ผ่าน Google Cloud Print เรามาดูวิธีการ Setting ได้เลย
    • วิธีการจะคล้าย ๆ กับการติดตั้งตอนแรกคือกดเข้าไปที่รูป Printer แล้วเลือก Advanced Setting แล้วเลือก Network > Google Cloud Print > Setup
    • จากนั้นระบบจะทำการขอให้เรายืนยันสิทธิ์โดยการพิมพ์หน้าสำหรับยืนยันออกมา โดยสามารถเข้าผ่าน link หรือสแกนผ่าน qr code ก็ได้
    • จากนั้นก็ทำการกดปุ่มเพื่อยืนยัน เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานได้แล้ว

นี่แหละเครื่องพิมพ์ HP Ink Tank Wireless 415 ที่นอกจากความสามารถดี ๆ เหล่านี้แล้ว ยังมีด้านการรับประกันให้คุณถึง 2 ปีเต็มแบบ On-Site ถึงบ้านและที่ทำงานทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ

แถมยังพร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเบื้องต้นทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย สนนราคาอยู่ที่ 5,590 บาท พร้อมหมึกครบเซ็ตแบบนี้ ถือได้ว่าตอบโจทย์ SMEs และครอบครัวที่ต้องพิมพ์อะไรบ่อย ๆ เป็นอย่างยิ่ง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Game Review

[REVIEW] Battlefield V สนามรบออนไลน์สุดมันส์ของเกมเมอร์สายทีมเวิร์ค

Published

on

รบกันมารัว ๆ มากกว่า 40 ภาค ในสมรภูมิต่างที่ต่างเวลามากกว่า 5 ยุค เมื่อมาถึงภาคน้องใหม่ล่าสุดของ Battlefield ที่กลับไปใช้ฉากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมือนต้นกำเนิดของซีรี่ส์ ทีมพัฒนา DICE จึงต้องสรรหาจุดแปลกใหม่เข้ามาบ้างหากไม่อยากให้แฟน ๆ เบื่อไปซะก่อน ซึ่งแทนที่พวกเขาจะใช้วิธีง่าย ๆ อย่างการโปะสกินใหม่ ใส่ปืนแปลก ๆ หรือยานพาหนะประหลาด ๆ เข้ามาในเกมเพื่อให้คนเล่นตื่นเต้นจากการได้จับของเล่นใหม่ พวกเขากลับมุ่งเน้นไปในเส้นทางที่ลึกลงไปกว่านั้น แม้จะมองเห็นได้ยากด้วยตาเปล่าแต่เกมเมอร์จะรู้สึกถึงมันได้อย่างชัดเจนเมื่อได้ลองเล่นเกมกับมือ

ความแปลกใหม่ที่ว่าของ Battlefield V คือการปรับซีรี่ส์นี้ให้กลายเป็นเกมออนไลน์มัลติเพลเยอร์สเกลยักษ์ที่เน้น “การเล่นเป็นทีม” เต็มรูปแบบ รวมทั้งการปรับระบบในเกมให้เข้าที่เข้าทางและสมดุลที่สุดเท่าที่จะทำได้ การเลือกเดินในเส้นทางนี้อาจทำให้เกมเมอร์ไม่ได้ร้องโอ้โห อ้าหา ตั้งแต่เปิดเกมมาเล่นใน 10 นาทีแรก แต่พวกเขาจะซาบซึ้งกับมันหลังจากโจ้เพลิน ๆ ไปนานกว่า 10 ชั่วโมงแล้ว รายละเอียดของความใหม่นี้เป็นอย่างไร ถูกใจแฟน ๆ ซีรี่ส์และขา FPS หรือไม่ ลองไปดูกันเลย!

ภาพ เสียง เอนจิ้นทรงพลัง ประหนึ่งรถถัง Tiger!

อาห์… เอฟเฟ็กต์รถถังระเบิดบึ้มนั้นช่างสวยงาม

ขึ้นชื่อว่าเป็นเกม Battlefield ทั้งทีก็ต้องมาพร้อมกับเอนจิ้น Frostbite มหากาฬของทีม DICE เค้าอยู่แล้ว ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคุณภาพกราฟิกยังคงมาตรฐานอันสูงส่งของ Frostbite ไว้ได้ไม่ผิดหวัง ภาพเนียนกริ๊บเหมือนภาพถ่าย แสงสีสดใส แถมยังเฟรมเรตลื่นปรื๊ด 60 FPS แม้จะเล่นบนเครื่อง PS4 Pro นอกจากนี้หากคุณเล่นบนพีซี คุณยังสามารถดันกราฟิกให้มิด Ultra แล้วสัมผัสภาพงาม ๆ ที่สวยติดอันดับต้น ๆ ของเกม FPS ในยุคนี้แบบไม่กระเทือนพลังเครื่องมากเกินไป และหากคุณเป็นสายบ้ากราฟิกตัวจริงยังสามารถโดดไปลองใช้เอฟเฟกต์ Ray Tracing ที่มาพร้อมกับการ์ดจอ NVIDIA ตัวใหม่ได้ แต่การสัมผัสเทคโนโลยีแห่งอนาคตตัวนี้ก็ต้องแลกมากับเฟรมเรตเกมที่ร่วงแบบไม่ปราณีด้วยนะ

จะหาเสียงปืนกลที่ดุดันกว่านี้ได้ที่ไหน! ว้ากกกก ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

อย่างไรก็ตาม พระเอกตัวจริงที่โดดเด่นยิ่งกว่าภาพกราฟิกงาม ๆ ก็เห็นจะเป็นเสียงเอฟเฟกต์ของเกมนี้นี่แหละ เสียงลูกตะกั่วแต่ละเม็ดที่แหวกอากาศผ่านตัวคุณไปช่างฟังดูน่าหวาดเสียวจนทำให้เผลอโยกหัวหลบกระสุนระหว่างจับจอยเล่นอยู่บ่อย ๆ อีกทั้งเสียงก้องกังวาลจากปากกระบอกปืนเวลาที่คุณลั่นไกก็ฟังดูหนักแน่น รุนแรง เต็มไปด้วยพลังทำลายล้างที่พร้อมจะบดเนื้อทหารฝ่ายตรงข้ามให้เป็นชิ้น ๆ และที่ฟังดูโหดที่สุดก็คือเสียงเหล็กตีนตะขาบและปืนใหญ่ของรถถังสงครามโลกที่ใครได้ยินเป็นต้องรีบวิ่งหลบเป็นแถบ ๆ สรุปง่าย ๆ คือเสียงทั้งหลายในเกมนี้ทำให้ปืนทุกชนิดยิงมันส์เป็นบ้า น่าเสียดายที่เสียงดนตรีประกอบของภาคนี้ฟังดูไม่ค่อยฮึกเหิมหรือติดหูเท่าไหร่ หนำซ้ำยังมีแค่โทนเดียวคือช้า ๆ คลอ ๆ เนิบ ๆ จนอาจทำให้คุณเผลอหลับระหว่างรบได้

ลุยเพลิน ๆ กับเรื่องสั้นสุดกินใจ

เนื้อเรื่องตอนใหม่ที่เพิ่มเข้ามาทั้งสนุกและกินใจกว่าที่คาดคิด

สำหรับโหมดเนื้อเรื่องของ V ยังยึดตามรูปแบบเดิมจากภาคที่แล้ว ซึ่งก็คือการเล่าเรื่องราวสั้น ๆ ฉบับจบในตัวเองของผู้ที่ต้องต่อสู้ในสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่ 2 จากทั่วทุกมุมโลก เรื่องสั้นเหล่านี้ต่างก็เป็นเรื่องราวผ่านมุมมองใหม่ ๆ ที่เกมเมอร์ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นต้นกำเนิดหน่วยวินาศกรรมของสหราชอาณาจักร เรื่องราวของกองกำลังฝ่ายต่อต้านในนอร์เวย์ ตำนานของกองกำลังสัมพันธมิตรผิวสีที่ถูกประวัติศาสตร์ลืมในสงครามโลกครั้งที่สอง และที่เพิ่งได้รับการเพิ่มเข้ามาล่าสุดอย่างเรื่องราวของหน่วยรถถัง Tiger ที่นำเสนอมุมมองของทหารฝ่ายเยอรมัน แม้แต่ละเรื่องราวจะมีแค่ 2 ด่านย่อยให้เล่นและกินเวลาเพียงชั่วโมงหน่อย ๆ แต่มันก็พาผู้เล่นไปชมภาพกราฟิกสวย ๆ เสียงเอฟเฟคต์แจ่ม ๆ และพยายามเล่าเรื่องราวที่แปลกใหม่ทั้งยังกินใจ ไม่ได้มีแต่ฉากบุกยึดหัวหาดที่ถูกใช้กันมาเป็นล้านรอบให้เห็น จุดนี้ต้องขอชมเชยทีม DICE จากใจที่ยอมเสี่ยงนำเสนออะไรแปลกใหม่ในฉากหลังที่สุดจะช้ำอย่างสงครามโลกครั้งที่สอง

อย่าเห็นตูนะๆๆๆๆๆๆ

สำหรับฉากส่วนใหญ่จะค่อนข้างเปิดกว้างกึ่ง Open-World ให้ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะลอบเร้นเก็บศัตรูหรือบู๊ล้างผลาญมันตั้งแต่แรก (มีเพียงฉากในเรื่องสั้น The Last Tiger เท่านั้นที่เน้นให้ผู้เล่นขับรถถังบู๊อย่างเดียว) ข้อดีก็คือเกมให้ผู้เล่นได้ครุ่นคิดวางแผนเองในระดับหนึ่ง แต่ข้อเสียก็คือระบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ในเกมนี้ช่างไม่ได้เรื่องเอาซะเลย แผนที่เล็ก ๆ บอกตำแหน่งศัตรูก็ไม่มี ศัตรูมองด้านไหนอยู่ก็ไม่บอก แถมทหารข้าศึกยังตาดียังกับฮอว์คอาย แม้คุณจะพยายามย่องตอดเก็บศัตรูทีละคนแต่สุดท้ายก็มักจะจบที่การสาดกระสุนใส่ทุกคนที่ขวางหน้าอยู่ดีเพราะศัตรูรู้ตัวง่ายเกินไป เมื่อบวกกับเรื่องที่ AI ของมันก็ไม่ได้ฉลาดเท่าไหร่ทำให้รู้สึกว่าการควงปืนฆ่าล้างฐานดูจะเป็นตัวเลือกที่ง่ายและปิดจ๊อบได้ไวกว่า มีเพียงสมรภูมินอร์เวย์ยามค่ำคืนเท่านั้นที่ให้ความรู้สึกลุ้นระทึกเหมือนเกมลอบเร้นจริง ๆ

ฉากในโหมดเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ภาพสวยมาก เล่นไปชมวิวไปก็เพลินอยู่นะ

ซ้ำร้ายหลายฉากยังมีรูปแบบการเล่นคล้ายกันไปหมด คือโยนผู้เล่นเข้าไปในสมรภูมิกว้าง ๆ คนเดียวแล้วปล่อยให้เดินทางไปทำภารกิจบนแผนที่เอง (ส่วนใหญ่ก็คือการไประเบิดอะไรสักอย่างทิ้งนั่นแหละ) ส่วนปืนผาหน้าไม้ที่มีให้ในภาคนี้ก็ไม่ได้มีรูปแบบการใช้งานต่างจากภาค Battlefield I สักเท่าไหร่ อันที่จริงหลายกระบอกเหมือนกับเอาปืนเก่ามาแปะสกินใหม่เลยล่ะ ทำให้พอเล่นไปสักพักก็อดรู้สึกจำเจไม่ได้ อย่างไรก็ตามเนื้อเรื่องใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่าง The Last Tiger กลับกินใจ อลังการ และคุ้มค่ากับการรอคอยชนิดเหนือจากความคาดหมาย สรุปง่าย ๆ ได้ว่าโหมดเนื้อเรื่องของ Battlefield V ก็คือโหมดสอนเล่นภาพสวย ๆ ยาวหน่อย ๆ และมีเนื้อเรื่องที่สนุกพอให้เล่นเพลิน ๆ ได้นั่นแล

ฮีโร่เค้าอยู่ในสมรภูมิ “มัลติเพลเยอร์”

ลุยเข้าไปเลยทหารหาญ!

จริงอยู่ที่โหมดเนื้อเรื่องของภาค V ก็ไม่แย่แต่ใครเค้าซื้อเกม Battlefield มาเพื่อเล่นคนเดียวกันล่ะ มันต้องเอามาโจ้โหมดเล่นกับชาวบ้านสิ! ซึ่งขอบอกตรงนี้เลยว่า DICE ทำออกมาไม่ผิดหวังทั้งในด้านความหลากหลายของโหมดการเล่นและความลุ่มลึกของเกมเพลย์ เริ่มจากโหมดต่าง ๆ ที่มีให้เล่นกว่า 6 โหมด ตอบโจทย์สไตล์การเล่นของเกมเมอร์สายไฝ้ออนไลน์ทุกประเภท ประเดิมด้วยโหมดคลาสสิกทั้งหลายอย่าง Conquest โหมดสัญลักษณ์ของซีรี่ส์ที่ยังมอบประสบการณ์สนามรบสุดอลังการไม่เปลี่ยน โหมด Team Deathmatch สำหรับเกมเมอร์ปืนไวที่ชอบยิงกันให้ตายเป็นหลัก และโหมด Domination ที่เน้นแย่งกันคุมพื้นที่ไปมาในสมรภูมิขนาดกลาง ให้ผู้เล่นได้แสดงมือสาดกระสุนและได้ใช้กลยุทธ์แบบพอดี ๆ

DICE เค้าใจดีแจกโหมดใหม่แผนที่ใหม่ฟรี ๆ จ้า (แต่รอหน่อยนะ)

ส่วนโหมดน้องใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่าง Breakthrough และ Frontlines Small ก็รวดเร็วสะใจ กระตุ้นต่อมอะดรีนาลีนให้สูบฉีดพลั่ก ๆ แต่โหมดใหม่ที่เด่นที่สุดเห็นจะไม่พ้น Grand Operations ที่สนุกตื่นเต้น ให้อารมณ์เหมือนเล่นแคมเปญ (แต่สู้กับคนแทน AI นะ) เพราะคุณต้องพาทีมฟันฝ่าสมรภูมิเดือดต่อเนื่องกันถึง 5 แห่ง แต่ละแห่งก็มีวิธีรบต่างกันและผลแพ้ชนะในสมรภูมิที่แล้วยังส่งผลกระทบต่อการรบในสมรภูมิถัดไป ซึ่งถ้าจะเล่นโหมดนี้ให้จบบริบูรณ์ได้ก็ต้องนั่งโจ้กันเป็นชั่วโมงแน่นวล นี่ยังไม่รวมโหมดใหม่ ๆ ที่จะทยอยเพิ่มเข้ามาจากอัพเดต “Tides of War” ที่จะทยอยขนของฟรีมาให้เกมเมอร์รบกันต่อไปเรื่อย ๆ อย่างเช่น โหมดทัพรถถังล้วนประจัญบาน และโหมด Battle Royale ยอดฮิตที่เกมไหนไม่มีช่วงนี้แล้วดูเหมือนจะเอาท์อีกนะ

อยากจะรบในทุ่ง รบในทะเลทราย รบในเมือง ก็เลือกได้เลย

ทั้งนี้แผนที่ทั้งหลายในเกมยังได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี มีทั้งรบในเมือง รบในทุ่ง รบในทะเลทราย รบบนภูเขาหิมะ อาจจะขาดแค่รบในอวกาศเท่านั้นแหละ แต่ละฉากที่มีที่ทางให้พลทหารสายซุ่มยิงและสายบู๊ประจัญบานวาดลวดลายกันอย่างทั่วถึง ที่สำคัญคือสิ่งก่อสร้างทั้งหมดสามารถถูกยิงทำลายให้เป็นจุลได้จากระเบิดสารพัดชนิด ส่งผลให้สนามรบมีพลวัตร เปลี่ยนแปลงไปมาตลอดแบบคาดเดาอะไรไม่ค่อยจะได้ ช่วยเพิ่มความลุ่มลึกให้เกมไปอีกขั้น

สนามรบแห่งนี้ ไม่มีที่ให้หมาป่าเดียวดาย

ยุคนี้เค้าเน้นหมาหมู่ เอ้ย! ทีมเวิร์ค

องค์ประกอบที่ใหม่ที่สุดของ Battlefield V คือการให้ความสำคัญกับคำว่า “ทีมเวิร์ค” สุด ๆ แบบที่ไม่เคยเห็นในภาคไหนมาก่อน บรรดาหมาป่าขาลุยเดี่ยวทั้งหลายจงระวังตัวเอาไว้ให้ดี เพราะถ้าคุณวิ่งบู๊คนเดียวเข้าไปในสมรภูมิแบบที่เคยทำในเกมอื่น คุณจะต้องพบกับประสบการณ์ตายแล้วตายอีกตายมันอยู่นั่นโดยที่ฆ่าใครก็ไม่ได้ ทำประโยชน์อะไรก็ไม่ได้ แถมยังสกอร์ห่วยรั้งท้ายตารางอีก ในทางตรงกันข้าม เหล่าผู้เล่นสายเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่ชอบตบบ่าช่วยเพื่อน ๆ มากกว่าการไล่ยิงชาวบ้านกลับได้ดิบได้ดี เจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานรวดเร็วจนคนอื่นได้แต่นั่งมองตาปริบ ๆ

ชุบทีมีใบ

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าทีม DICE เค้าออกแบบระบบเกือบทั้งหมดในภาคนี้ให้เอื้อกับการเล่นเป็นทีมมาก ๆ มากที่สุด มากจริง ๆนะ ตั้งแต่เข้าเกมคุณก็จะได้รับการจับกลุ่มเข้าไปอยู่ในหน่วยเดียวกับเกมเมอร์คนอื่นโดยอัตโนมัติ รวมถึงได้ไปอยู่ในลิสต์รายชื่อเพื่อนกันแบบชั่วคราวด้วย (ประมาณว่าหากเล่นด้วยกันแล้วถูกใจก็กดชวนเป็นเพื่อนกันจริง ๆ ได้เลย) นอกจากนี้เวลาเลือกจุดเกิดที่เพื่อนในหน่วยเดียวกันก็ได้แต้มเยอะกว่า ชุบชีวิตเพื่อนในหน่วยก็ได้แต้มเยอะกว่า โยนยุทโธปกรณ์ให้เพื่อนก็เยอะกว่าอีก สรุปคือเพียงทำอะไรที่ช่วยหน่วยของคุณก็รับแต้มกำไรไปเลยเท่าตัวประหนึ่งโปรบัตรเครดิต ซึ่งนอกจากเรื่องแต้มที่ล่อตาล่อใจแล้ว หน่วยทหารราบที่รู้จักทำงานเป็นทีม 4 คนและรู้จักสลับคลาสไปมาเพื่อรับมือสถานการณ์ตรงหน้านี่ก็แทบจะไร้เทียมทานเลยทีเดียว เพราะฆ่ายังไงก็ไม่ตาย ต่อให้ตายเดี๋ยวก็เกิดใหม่มาเติมอีก แถมยังกระทืบรถเกราะให้พังได้ในไม่กี่อึดใจด้วย

“แกวิ่งเข้าไปก่อนสิ” “แกน่ะแหละ” ”แกน่ะแหละ” “แกน่ะแหละ”…

การที่เกมเน้นทีมเวิร์คขนาดนี้ยังช่วยให้เกมเมอร์ที่ไมได้ถนัดยิงชาวบ้านรัว ๆ เล่นเกมนี้ได้สนุกขึ้น แม้คุณจะไม่ได้เป็นเทพ FPS ก็สามารถเพลิดเพลินไปกับ Battlefield V และสร้างผลงานในแต่ละแมตช์ได้ง่าย ๆ เพียงแค่หาจังหวะช่วยเพื่อนให้ถูกเวลาและมุ่งมั่นทำภารกิจบนแผนที่อย่างสม่ำเสมอคุณก็สามารถติดอันดับต้น ๆ ในเกมได้ไม่ยากเลย อย่างไรก็ตาม การที่ภาค V เลือกที่จะเดินมาสายนี้เต็มตัวก็เป็นดั่งดาบสองคม เพราะมันทำให้เกมเมอร์ที่ชอบลุยเดี่ยวจากเกมตระกูล CoD หมดสนุกชัวร์ นอกจากพวกเขาจะเล่นตามสไตล์เดิมได้ยากแล้ว การเป่าศัตรูดับหนึ่งคนก็ไม่ได้ให้แต้มมากมายและไม่ได้ส่งผลกับทีมข้าศึกขนาดนั้น นอกเหนือไปกว่านั้น บรรดาโหมดที่เน้นการลุยแหลกอย่าง Team Deathmatch หรือ Frontlines Small ก็หาคนเล่นด้วยยากแถมยังไม่สนุกเท่าโหมดที่เน้นทีมเวิร์ค ซึ่งมันยิ่งส่งผลให้จุดอ่อนตรงนี้เห็นชัดขึ้น

มาแต่งตัวตุ๊กตาทหารของคุณกันเถอะ

ที่ร้ายที่สุดคือเกมเน้นการรบเป็นหน่วยของทหารราบมาก ๆ จนมันไปบดบังรัศมีของยานพาหนะใน Battlefield จนแทบมิด จริงอยู่ที่รถถังทั้งหลายยังพกพลังทำลายล้างสุดโหดเอาไว้แต่พวกมันก็สามารถถูกทหารราบยิงทิ้งได้ไม่ยาก ซ้ำร้ายพวกมันยังอืดอาดแถมขับยาก ส่วนเครื่องบินนี่แทบไม่มีบทให้เล่นเลยเพราะพลังทำลายล้างอ่อนมากแถมกว่าจะได้อัพเกรดแจ๋ว ๆ อย่างการทิ้งระเบิดก็กินเวลานานอีก กลายเป็นของประดับฉากที่เอาไว้ให้เหล่าเสืออากาศบินขู่ศัตรูหรือไล่ยิงกันเองกลางหาวซะมากกว่า

เหล้าเก่าในขวดใหม่สำหรับทหารผ่านศึก

ระบบอัพเกรดนั้นเรียบง่ายและเน้นการเปลี่ยนสกินเป็นหลัก

ระบบหลัก ๆ แทบทั้งหมดของ Battlefield V คือการนำของดี ๆ ที่เวิร์คอยู่แล้วจากเกมสมรภูมิสารพัดภาคของ DICE มาปรับใช้เข้าด้วยกัน โดยระบบอัพเกรดได้รับการออกแบบให้เรียบง่ายขึ้นมาก อิงตามระบบของเกม Star Wars: Battlefront 2 (ระบบดี ๆ นะ ไม่ใช่ระบบ Micro transaction ดราม่านั่น) ทำให้ของอัพเกรดแทบทั้งหมดจะเป็นด้านรูปลักษณ์ภายนอก ทั้งชุดยูนิฟอร์มทหาร ทรงปืนและสีปืน มีแต่ศูนย์เล็งเท่านั้นที่อาจมีผลต่อการเล่นบ้าง ซึ่งหากคุณต้องการได้อัพเกรดที่ช่วยให้คุณรบเก่งขึ้นจริง ๆ ก็ต้องไปหวังพึ่งกับความเชี่ยวชาญปืนนามว่า Specialization ที่จะได้มาก็ต่อเมื่อคุณเล่นคลาสนั้นบ่อย ๆ และต้องปลดล็อคตามเงื่อนไขที่เกมกำหนด ข้อดีของสไตล์อัพเกรดแบบนี้คือเข้าใจง่ายมาก ส่วนข้อเสียคือเกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์อาจจะไม่มีเป้าหมายให้เล่นยาว ๆ เหมือนตอน Battlefield ภาค 3 และ 4 ที่มีของเล่นแต่งปืนให้ปลดล็อคนับไม่ถ้วน แถมแต่ละชิ้นยังมีผลต่อประสิทธิภาพของปืนไม่มากก็น้อย

ถึงทุกอย่างจะดูคุ้น ๆ แต่ถ้ายังสนุกอยู่ก็โอเคมั้ง

กลยุทธ์การรบของภาค V นั้นไม่ได้แปลกใหม่แหวกแนวเหมือนช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่าง Battlefield 4 มาเป็น Battlefield 1 ครั้งนี้ทีม DICE เขาใช้แผนการรบที่เน้นชนะชัวร์ตามที่ระบุในตำราเหมือนตอนนำภาค Battlefield 3 ไปสู่ภาค Battlefield 4 มันคือกลยุทธ์ที่เน้นพัฒนาต่อยอดจากเกมภาคก่อนแทนการยกเครื่องทำใหม่ทั้งหมดจากศูนย์ พวกเขาพยายามขัดเกลาของที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น พยายามตบแต่งให้ภาคนี้กลายเป็นมัลติเพลเยอร์เกมที่ชูจุดขายเรื่องทีมเวิร์คอย่างเต็มรูปแบบ ผลลัพธ์ที่ออกมาคือเกม Battlefield ที่สมบูรณ์และสมดุลมาก ๆ ซึ่งมาพร้อมกับความรู้สึกซ้ำซากจำเจเช่นกัน (แถมฉากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่โดนใช้มาจนพรุนก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่) สมรภูมิแห่งนี้จะตรงใจคุณหรือไม่คงต้องถามใจตัวเองดู หากคุณเป็นแฟนซีรี่ส์นี้อยู่แล้ว ชอบเล่นเป็นทีมอยู่แล้ว และชอบแมตช์มัลติเพลเยอร์ที่สมดุลสุด ๆ Battlefield V จะเป็นสมรภูมิที่น่าจดจำสำหรับคุณ แต่หากคุณชอบความแปลกใหม่ ชอบโชว์เหนือคนเดียว และชอบเล่นโหมดเนื้อเรื่องยิ่งกว่าอื่นใด ข้ามสมรภูมิแห่งนี้ไปก็ไม่เสียหลายนะครับ

ขอบคุณ NGIN และ Nadz Project สำหรับการสนับสนุนรีวิวในครั้งนี้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

งมแอปในมหาสมุทร

รวมเทคนิคเล่น “ZEPETO” แอปสร้างอวตารยอดฮิต ยังไงให้สนุก

Published

on

กลายเป็นอีกแอปที่ฮอตฮิตติดลมบนไปโดยปริยาย สำหรับแอปอวตารเก๋ๆ อย่าง “ZEPETO” เพราะนอกจากจะสามารถอวตารรูปร่างหน้าตาของเรา และจับแต่งกายสวยๆ งามๆ ได้แล้ว ยังมีลูกเล่นดีๆ อย่างการ “แชท” ด้วย เดี๋ยวเรามาดูกันดีกว่า ว่าแอป ZEPETO ที่อยู่ดีๆ ก็ดังขึ้นมาในขณะนี้นั้น เราจะเล่นกันยังไงดี ให้สุนทรีและสนุกสุดๆ

แต่งหน้า แต่งตัว แต่งบ้านให้สุด ให้เหมือนหลุดมาจาก The sims!

แอป ZEPETO มีลักษณะการใช้งานเบื้องต้นที่คล้ายกับแอปอวตารและสร้างสติกเกอร์ทั่วไป คือสามารถเลือกภาพถ่ายของเรา หรือถ่ายรูปเรามาทำเป็นตัวการ์ตูนอวตารนั้นๆ แต่ดูจะพิเศษกว่าหน่อย ตรงที่นอกจากจะแต่งหน้า แต่งตัวได้แล้ว ยังสามารถแต่งห้องได้อีก! ใช่ค่ะ! อย่างนี้ก็จำลองตัวเราได้อย่างเต็มที่เลย

ดังนั้นจะเล่นให้สนุก ก็ต้องจับแต่งตัว ลงทุนด้วยการใช้ coins บ้าง เล่นแบบนี้จะสนุกและมีสีสัน ได้แต่งตัว ได้แต่งบ้าน และเคลื่อนไหวได้อย่างหลากหลาย

เอาสติกเกอร์ไปใช้ในแอปอื่นๆ ให้คุ้ม

สร้างเสร็จแล้ว ก็อย่าลืมเอาสติกเกอร์ที่ได้ไปใช้ในแอปอื่นๆ ด้วยนะ บอกเลยว่าแอปนี้เค้าทำสติกเกอร์ออกมาได้ดีเลย

แถมยังสร้างสติกเกอร์ใหม่ๆ เองได้อย่างเต็มที่ด้วย

เล่นเกมและ Daily Quest ให้ครบ

ข้อดีของ ZEPETO คือมีเกมให้เราเล่นเก็บ Coins (จะได้ไม่ต้องนั่งดูวิดีโอโฆษณาอย่างเดียว) และสามารถเล่น Quest ต่างๆ ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ระบบ Daily Quest ของแอปก็ยังไม่เสถียรนัก และกำลังปิดปรับปรุงอยู่ ก็คงต้องรอดูกันต่อไป ว่าแอปจะมีลูกเล่นของ Quest แบบไหนบ้าง

แต่งตัวแข่งกัน แล้วลากเพื่อนมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ความที่ ZEPETO มีฟีเจอร์ Photobooth ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่สามารถถ่ายรูปรวมกับเพื่อนๆ ซึ่งวิธีการใช้งานก็ไม่ยาก หลังจากเรา Follow เพื่อนไปแล้ว (โดยการใส่โค้ดของเพื่อนในช่องค้นหา ซึ่งเป็นตัวเลข 6 หลัก สามารถดูได้ในหน้าโปรไฟล์ของตัวเอง) เราสามารถดึงร่างอวตารของเพื่อนมาถ่ายรูปได้เลย โดยกดเข้าที่ฟีเจอร์ Photobooth แล้วกดเลือกแอคชั่นท่าทางต่างๆ ได้เลย


ทำให้เราสามารถแต่งตัวสวยๆ ไปประชันกับเพื่อนได้แบบเต็มที่ แถมยังถ่ายรูปเป็นที่ระทึก เอ้ย ระลึกได้อีกด้วย!

ลากเพื่อนมาแชทกัน จะได้ไม่เหงา

แอป ZEPETO ไม่ใช่แอปที่สร้างมาสวยๆ งามๆ เล่นสนุกไปอย่างเดียว เพราะสามารถแชทพูดคุยกับเพื่อนๆ ของเราได้ด้วย จะเล่นให้สนุกก็สามารถลากเพื่อนมาเม้าส์กันให้สนั่นได้

Discover คนอื่นๆ จะได้แนวแต่งตัวเก๋ๆ

ถ้าคิดว่าเรายังแต่งตัวได้ไม่ดีพอ ลองหาไอเดียใหม่ๆ จากฟีเจอร์ Discover ก็ได้ แล้วจะได้ไอเดียดีๆ เยอะเลย แถมยังเอามาปรับใช้ในชีวิตจริงได้ด้วยนะ

ดาวน์โหลด

ใครอยากเล่นแอปอวตารสนุกๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่สร้างสติกเกอร์ได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสังคมออนไลน์ในแอปด้วย แอป ZEPETO ก็ถือว่าตอบโจทย์เลยทีเดียว แถมยังมีลูกเล่นอีกเพียบที่กำลังพัฒนาอยู่ ใครสนใจก็ลองไปดาวน์โหลดมาเล่นฆ่าเวลาดู อาจจะติดใจจนต้องเข้าไปเล่นบ่อยๆ เลยก็ได้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!