Connect with us

Published

on

รีวิว OPPO R17 Pro ตัวรองท็อป แต่ใส่เทคโนโลยียิ่งกว่าท็อป!! รีวิวแรกหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการ มือถือเทพ ชาร์จ 10 นาทีได้ 40%!! ถ่ายกลางคืนสวยด้วย Ultra Night Mode

SuperVOOC ใน OPPO R17 Pro เป็นเทคโนโลยีชาร์จไฟที่เร็วที่สุดในโลกแล้วตอนนี้ ซึ่งเมื่อก่อนมีแต่ OPPO Find X รุ่น Lamborghini ตัวท็อปของท็อปเท่านั้นถึงจะได้ SuperVOOC แต่ตอนนี้มาอยู่ใน R17 Pro แล้วความลับของเทคโนโลยี SuperVOOC อยู่ที่ในสมาร์ทโฟนจะมีแบตเตอรี่ 2 เซลล์เพื่อชาร์จไปพร้อม ๆ กันด้วยไฟ 10V 5A หรือไฟ 50W ซึ่งเราทดสอบโดยเครื่องวัดกำลังไฟของ USB-C ก็ได้กำลังไฟประมาณที่สเปคว่ามาครับ โดย R17 Pro ก็มีแบต 1850 mAh อยู่ 2 เซลล์ รวมแล้วความจุ 3700 mAh ซึ่งก็ใช้งานได้ทั้งวัน

นอกจากเรื่องระบบชาร์จแล้ว กล้องหลัง 3 ตัวของ OPPO R17 Pro เป็นระบบกล้องที่แตกต่างจากค่ายอื่น

  • เลนส์ตัวบนสุดนี้คือ TOF Camera หรือกล้อง Time-of-flight ทำงานโดยการสาดแสงอินฟราเรดออกจากจุดสีดำ ๆ ใต้เลนส์ตัวนี้ แล้วคำนวนหาความลึกจากระยะเวลาที่แสงสะท้อนกลับ ทำให้ R17 Pro สามารถรับรู้ความลึกของวัตถุในภาพได้ อย่างล้ำ!!
  • ส่วนกล้องตัวกลางเป็นเลนส์หลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ที่มี่รูรับแสงอัจฉริยะ หรือที่ OPPO เรียกว่า Smart Aperture ซึ่งปรับรูรับแสงได้ระหว่าง f/1.5 สำหรับถ่ายที่แสงน้อย และ f/2.4 สำหรับถ่ายที่แสงมากให้คมชัด
  • ส่วนเลนส์ตัวล่างนี้มีความละเอียด 20 ล้านzzกเซล เอาไว้เพิ่มความละเอียดให้ภาพโดยเฉพาะเวลาซูม

ภาพจากกล้องหลังของ OPPO R17 Pro พร้อมทำหลังละลาย

ซึ่งการที่ OPPO R17 Pro มีทั้งกล้อง TOF และกล้องรอง ทำให้มันเป็นมือถือที่ถ่าย Portrait สวยที่สุดตัวหนึ่งเลย กล้องรับรู้ระดับความลึกของใบหน้าและฉากหลังได้ดีมาก ลองดูภาพ Portrait สวยๆ จากสาว ๆ Beartai 12+ ของเรา ภาพที่ได้ออกมาดูดีเป็นธรรมชาติเหมือนใช้กล้องใหญ่ถ่าย ซึ่งต่อไปกล้อง TOF จะสามารถใช้สร้างโมเดล 3 มิติด้วยการถ่ายภาพได้ด้วย ส่วนภาพ Portrait จากกล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล f/2.0 ก็ทำได้ดีตามสไตล์ OPPO ครับ แต่เราก็ชอบภาพ Portrait จากกล้องหลังมากกว่านะ

ภาพจากกล้องหน้าของ OPPO R17 Pro

ความสามารถพิเศษอีกอย่างของกล้อง R17 Pro คือรูรับแสงที่กว้างขนาด f/1.5 ที่มาพร้อม Ultra Night Mode โหมดถ่ายกลางคืน และมาพร้อม OIS ระบบกันสั่น สามารถถ่ายภาพตอนกล่างคืนได้นิ่งขึ้น แบบไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง ทำให้ถ่ายภาพกลางคืนได้สวยมากตาม Tagline ของรุ่นนี้ที่บอกว่า Seize the night ซึ่งตัว Ultra Night

ภาพกลางคืนจาก OPPO R17 Pro ในโหมดถ่ายกลางคืนไม่ใช้ขาตั้งกล้อง

Mode นี้ มี AI Ultra-clear Engine เอไอที่ช่วยประมวลภาพในระยะเวลา 2-4 วินาที ทำให้ภาพออกมาสวยและคมชัด  ส่วนการถ่ายวิดีโอนั้นทำได้สูงสุดที่ 4K ที่กล้องหลังนะครับ ซึ่งการถ่าย 4K ระบบกันสั่นจะทำงานน้อยหน่อย ถ้าเดินถ่ายแนะนำให้ใช้ 1080p ก็พอ ส่วนกล้องหน้าถ่ายได้สูงสุด 1080p จ้า

  • มาดูดีไซน์เครื่องกันบ้างครับ ต้องยอมรับว่า OPPO R17 Pro มีกลิ่นอายของ OPPO Find X อยู่พอสมควรเลย ทั้งฝาหลังแก้วโค้ง สีสันสะท้อนแสง ซึ่งสีที่เราได้มารีวิวนี้คือ Emerald Green แต่จะมีอีกสีที่ไล่เฉดม่วง-ฟ้า สวยงามเรียกว่า Radiant Mist ด้วย แล้วก็ด้านบนและด้านล่างเครื่องเก็บขอบเครื่องให้ลึกเข้าไปแบบนี้ พร้อมช่องใส่ซิมก็อยู่ด้านล่าง นี่มันการออกแบบของ Find X ชัด ๆ
  • ตัวสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอก็เป็นอีกเทคโนโลยีล้ำๆ ที่ใส่มาใน R17 Pro เป็นรุ่นแรกของ OPPO ขนาดตัวท็อปอย่าง Find X ยังไม่มีสแกนนิ้วแบบนี้เลย ซึ่งเวลาสแกนก็สวยงามดีครับ แต่ไม่ได้เร็วแบบแตะปุ้บปลดล็อกปั้บ ก็ใช้ร่วมกับการสแกนใบหน้าจะทำให้ใช้สะดวกขึ้น แต่ตัวสแกนนิ้วตัวนี้ยังไม่สามารถใช้ปลดล็อกแอปอื่น ๆ อย่างแอปธนาคารหรือแอปเก็บรหัสผ่านได้นะครับ คงต้องรออัปเดทจากทาง OPPO ต่อไป
  • ส่วนหน้าจอ AMOLED นี้มีขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ ให้สัดส่วนภาพ 19.5:9 ซึ่งจอนี้ก็ให้สีสันสวยงดงามแบบไม่โอเวอร์เกินจริง แต่ยังไม่รองรับการแสดงผล HDR กับ Youtube หรือ Netflix นะครับ และด้านบนของจอก็เป็นที่อยู่ของรอยบากรูปหยดน้ำตำแหน่งของกล้องหน้านั้นเอง ทำให้กินพื้นที่ในจอน้อย ใช้งานไม่รำคาญสายตา และหน้าจอใช้กระจก Gorilla Glass 6 ที่ทนกว่าเดิมด้วย

OPPO R17 Pro ถือเป็นสมาร์ทโฟนระดับกลาง สเปคเครื่องเป็น Snapdragon 710 พร้อม RAM 8 GB และหน่วยความจำ 128 GB (แต่เพิ่ม MicroSD ไม่ได้นะ) ซึ่ง OPPO มีระบบจัดการเกมที่เรียกว่า Game Space เพื่อเร่งประสิทธิภาพเครื่องสูงสุดสำหรับการเล่นเกมด้วย ทำให้เครื่องแรงพอที่จะเล่นเกมฮิตในปัจจุบันสบายๆ

ค่าตัวของ OPPO R17 Pro นั้นอยู่ที่ 24,990 บาท แต่สามารถผูกโปรกับค่ายมือถือต่าง ๆ ที่บางค่ายให้ส่วนลดสูงสุดถึง 15,000 บาท เหลือราคาแค่ 9,990 บาท ไม่ถึงหมื่นก็ซื้อได้แล้วน้า!!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

งมแอปในมหาสมุทร

แต่งรูปให้หน้าสวยเป๊ะ ด้วยแอป “Ulike” แอปแต่งรูปที่ใช้งานง่ายมาก

Published

on

มาอีกแล้ว แอปที่จะละลายใจสาวๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง เพราะวันนี้แบไต๋จะมาแนะนำแอปแต่งรูป ที่ทำให้สาวๆ ทุกคนดูสวยไม่หยุด ฉุดไม่อยู่กันเลยทีเดียว! ซึ่งก็คือแอป “Ulike” นั่นเอง

จริงๆ แล้ว Ulike ก็คล้ายคลึงกับแอปแต่งรูป ที่มีฟีเจอร์แต่งหน้าเหมือนแอปอื่นๆ เช่น Meitu, Snow หรือ Youcammakeup แต่ข้อดีของ Ulike เห็นจะเป็นการเพิ่มความละเอียดในการตกแต่งใบหน้าที่มากกว่าแอปอื่นๆ และมีฟีเจอร์เสริมต่างๆ ที่ไม่ได้เห็นบ่อยๆ ในแอปแต่งรูป เดี๋ยวเรามาดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

ข้อดีที่เห็นได้ชัดคือ Ulike สามารถเลือกตกแต่งใบหน้าอย่างละเอียดได้ตั้งแต่ขั้นตอนการถ่ายรูปเลย ไม่ว่าจะเป็นโครงหน้า จมูก ตา ปาก ฯลฯ นั่นทำให้เราสามารถเลือกถ่ายภาพที่ดีที่สุดได้ตั้งแต่ขั้นตอนแรกเลย

สามารถปรับแต่งอวัยวะทุกส่วนบนใบหน้าได้ทั้งหมด

และในขณะที่แอปอื่นๆ สามารถปรับโครงหน้าได้เพียงลด-เพิ่มขนาดเท่านั้น แต่ Ulike สามารถปรับโครงหน้าแบบสำเร็จรูปได้อย่างหลากหลาย เช่น โครงหน้าดูมีแก้มด้วย “Baby” หรือโครงหน้าเป๊ะๆ แบบ “Beauty” เป็นต้น

ภาพแต่ละโหมด จะมีการเพิม-ลด ทรงของโครงหน้าที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ยังสามารถปรับเพิ่ม-ลด ขนาดโหนกแก้มและกรามได้ด้วย

ภาพเปรียบเทียบการปรับแต่งลดกราม

ภาพด้านขวาถูกปรับลดโหนกแก้มแล้ว

ปรับขนาดของปากก็สามารถทำได้ในขณะถ่ายรูปด้วย

หลังจากเลือกปรับอวัยวะพื้นฐานไปแล้ว ก็ถึงเวลาเลือกแต่งหน้าได้แบบตามใจตัวเอง เหมือนใช้เครื่องสำอางจริงละเลงลงบนใบหน้าแล้วล่ะ

ฟีเจอร์ “แต่งหน้า” ก็สามารถเลือกเครื่องสำอางต่างๆ ได้เลย ทั้งลิปสติก บรัชออน เขียนทรงคิ้ว ฯลฯ ซึ่งก็มีให้เลือกค่อนข้างหลากหลายทีเดียว

ตัวอย่างการปรับแต่งสีลิปสติก

ข้อดีที่เห็นได้ชัดคือ เมคอัพของ Ulike ทำออกมาได้อย่างแนบเนียนมากๆ

สีแก้มเหมือนแต่งหน้าด้วยบรัชออนจริงๆ

นอกจากนี้ใครที่โพสต์ท่าไม่เก่งหรือไอเดียหมดว่าจะโพสต์ท่าถ่ายรูปยังไง ก็สามารถใช้ฟีเจอร์ “Pose” เพื่อดูไอเดียการโพสต์ได้ โดยฟีเจอร์นี้แบ่งออกเป็นหมวดหมู่การถ่ายภาพในแต่ละแบบด้วย ซึ่งก็ใช้งานได้ดีจริงๆ  

โดย Pose จะมาในลักษณะโครงท่า วิธีการใช้งานก็เพียงไปยืนทับตามรอยโครงต่างๆ ก็จะได้องศาและท่าทางที่เหมาะสม ทำให้ภาพออกมาดูสวยงาม

ดาวน์โหลด

หืมมม เป็นไงบ้างคะสาวๆ เป็นอีกหนึ่งแอปที่น่าดาวน์โหลดมาใช้ใช่มั้ยล่ะ แบไต๋แนะนำเลยว่าแอปนี้เด็ด ใช้งานได้ดี แต่งภาพออกมาได้สวยไม่แพ้แอปอื่นๆ เลย แถมยังมีลูกเล่นเสริมอื่นๆ ที่แอปอื่นๆ ยังไม่ค่อยมีกันด้วย และแบไต๋เองก็เชื่อว่าหากสาวๆ ได้ลองใช้กัน น่าจะถูกใจแอปนี้กันไม่น้อย จนเป็นแอปติดเครื่องแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

feature

#beartai อยู่นอกบ้านก็ Print ได้ กับ “HP Ink Tank Wireless 415”

Published

on

เมื่อมีคนเอาเอกสารมาส่งให้ขณะที่เราอยู่บนรถ และเราจอดรถไม่ได้จริง ๆ เพราะต้องรีบไปแล้ว จะทำยังไงกันละ ไปดูกันจ้าาา!!

  • พี่หนุ่ยรับโทรศัพท์ : ฮัลโหล คุณตุ๊ก ผมรู้ว่าจะเอาเอกสารบัญชีใช่ไหม ผมกำลังเซ็นต์เลย
  • พี่ตุ๊ก : แต่ตุ๊กต้องรีบใช้ด่วน ๆ เลยนะเดี๋ยวปิดงานไม่ทัน ต้องรีบเอาไปส่งแล้ว แต่ดีตรงที่เขายังอนุโลมให้ไม่ต้องใช้ตัวจริงก็ได้ ขอแค่ชัด ๆ หน่อยก็พอ
  • พี่หนุ่ย : ได้!! งั้นเอางี้ เดี๋ยวไปรอที่ปริ้นเตอร์นะ เดี๋ยวผมส่งไปให้ทางนั้น

เรื่องแบบนี้ต้องให้เทคโนโลยีมาช่วยหน่อยแล้ว เพราะ HP เขาเข้าใจคนทำงานยุคใหม่ที่มักทำงานนอกสถานที่อยู่เสมอ ปริ๊นเตอร์อย่าง HP Ink Tank Wireless 415 จึงสามารถรองรับการพิมพ์ผ่าน Google Cloud Print ได้เลย แค่ทำการเชื่อมต่อเอาไว้ก่อน ก็พิมพ์ได้ทันที ง่ายแบบนี้แหละ

ไม่ว่าชีวิตจะเร่งรีบขนาดไหน แค่เพียงมือถือของเราทำการเชื่อมต่อกับ Printer HP Ink Tank Wireless เอาไว้ ก็สบายหายห่วงไปได้เลย ไม่ว่าจะพิมพ์งาน พิมพ์รูป ส่งภาพเอกสารผ่านอีเมล หรือแม้แต่พิมพ์รูปบน facebook จะอยู่ตรงไหนของโลกก็พิมพ์ได้ ขอแค่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตก็พอ

สเปคคร่าว ๆ ของ Printer ตัวนี้คือ เติมหมึกที่ง่ายมาก ๆ ไม่เลอะมือ พร้อมรองรับการพิมพ์ได้สูงสุด 8,000 แผ่นสำหรับสีและ 6,000 แผ่นสำหรับขาวดำ ตกเฉลี่ยค่าพิมพ์อยู่ที่ 5 สตางค์ต่อแผ่น แถมยังมาพร้อมหมึกกันน้ำอีกด้วย อีก 1 ฟีเจอร์ที่จะขอแนะนำเพิ่มเติมสำหรับคนต้องเดินทางพร้อมกับมีงานท่วมว่า จะต้องทำยังไงถึงจะพิมพ์งานได้แม้อยู่นอกสถานที่

  • จุดสำคัญอยู่ที่เราต้องลงแอปฯ 2 ตัวนี้ให้เรียบร้อย นั่นคือแอปฯ HP Print Service Plugin และแอปฯ Google Cloud Print นั่นเอง
  • ก่อนอื่นเลยเราต้องทำการเชื่อมต่อเครื่องพิมพ์ของเราเข้ากับ Wi-Fi ภายในสำนักงานหรือบ้านของเราก่อน ถ้าไม่มีสาย LAN ก็สามารถเข้าไปควบคุมได้ง่าย ๆ เพียงแค่ให้มือถือเราเชื่อมต่อ WiFi Direct กับ Printer เสร็จแล้วเข้าผ่านแอป HP Smart แล้วกดไปที่รูปปริ้นเตอร์ แล้วเลือก Advanced Setting
  • ระบบจะพาเข้าหน้า Service ของเครื่องพิมพ์ ก็เข้าไปที่
    • Network >
    • Wireless (802.11) >
    • Wireless Setup Wizard แล้วกด Next >
    • เลือก WiFi ของเราพร้อมใส่ User Password ให้เรียบร้อย
    • เป็นอันเสร็จสิ้นการต่ออินเตอร์เน็ตให้กับ Printer HP Ink Tank Wireless 415 ตัวนี้

ซึ่งปัจจุบัน HP Wireless Ink Tank 415 ตัวนี้สามารถทำการสั่งพิมพ์แบบออนไลน์ได้ผ่าน 2 วิธีด้วยกัน มาดูกันว่าสั่งพิมพ์แบบไหนได้บ้าง

  • วิธีแรก เป็นการสั่งพิมพ์ผ่านการส่งอีเมลล์เข้ามาที่เครื่องพิมพ์ เพื่อพิมพ์ออกมาผ่านระบบที่เรียกว่า HP ePrint ซึ่งเราต้องเข้าไป Setting ค่าที่หน้า Advanced Setting เช่นเดียวกัน
    • โดยเข้าไปที่เมนู Web Services > Web Services Settings > แล้วเลือก Continue ด้านล่าง พร้อมติ๊กถูกให้เรียบร้อยแล้วกด OK เสร็จแล้วสังเกตุว่าไฟด้านบนเครื่องจะติดสีฟ้าและสีขาว ก็แสดงว่าเสร็จเรียบร้อย
    • หลังจากนั้นให้กดไปที่เมนู Print Info Page ระบบจะทำการพิมพ์อีเมลล์ที่เราต้องส่งให้ออกมา เพียงเท่านี้เราก็สามารถพิมพ์จากไหนก็ได้แล้วเพียงแค่ส่งเมลล์มาตามนี้ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ word excel powerpoint ไฟล์ภาพ ได้แทบทั้งหมด ไม่มีฟ้อนต์เด้งแน่นอน แต่จำกัดสำหรับไฟล์ภาพแบบ Raw และไฟล์ขนาดใหญ่เกิน 10 Megabyte เพราะไฟล์มีโอกาสโดนปฎิเสธได้
  • และอีกวิธีที่ง่ายเช่นกันคือพิมพ์ผ่าน Google Cloud Print เรามาดูวิธีการ Setting ได้เลย
    • วิธีการจะคล้าย ๆ กับการติดตั้งตอนแรกคือกดเข้าไปที่รูป Printer แล้วเลือก Advanced Setting แล้วเลือก Network > Google Cloud Print > Setup
    • จากนั้นระบบจะทำการขอให้เรายืนยันสิทธิ์โดยการพิมพ์หน้าสำหรับยืนยันออกมา โดยสามารถเข้าผ่าน link หรือสแกนผ่าน qr code ก็ได้
    • จากนั้นก็ทำการกดปุ่มเพื่อยืนยัน เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานได้แล้ว

นี่แหละเครื่องพิมพ์ HP Ink Tank Wireless 415 ที่นอกจากความสามารถดี ๆ เหล่านี้แล้ว ยังมีด้านการรับประกันให้คุณถึง 2 ปีเต็มแบบ On-Site ถึงบ้านและที่ทำงานทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ

แถมยังพร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเบื้องต้นทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย สนนราคาอยู่ที่ 5,590 บาท พร้อมหมึกครบเซ็ตแบบนี้ ถือได้ว่าตอบโจทย์ SMEs และครอบครัวที่ต้องพิมพ์อะไรบ่อย ๆ เป็นอย่างยิ่ง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Game Review

[REVIEW] Battlefield V สนามรบออนไลน์สุดมันส์ของเกมเมอร์สายทีมเวิร์ค

Published

on

รบกันมารัว ๆ มากกว่า 40 ภาค ในสมรภูมิต่างที่ต่างเวลามากกว่า 5 ยุค เมื่อมาถึงภาคน้องใหม่ล่าสุดของ Battlefield ที่กลับไปใช้ฉากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมือนต้นกำเนิดของซีรี่ส์ ทีมพัฒนา DICE จึงต้องสรรหาจุดแปลกใหม่เข้ามาบ้างหากไม่อยากให้แฟน ๆ เบื่อไปซะก่อน ซึ่งแทนที่พวกเขาจะใช้วิธีง่าย ๆ อย่างการโปะสกินใหม่ ใส่ปืนแปลก ๆ หรือยานพาหนะประหลาด ๆ เข้ามาในเกมเพื่อให้คนเล่นตื่นเต้นจากการได้จับของเล่นใหม่ พวกเขากลับมุ่งเน้นไปในเส้นทางที่ลึกลงไปกว่านั้น แม้จะมองเห็นได้ยากด้วยตาเปล่าแต่เกมเมอร์จะรู้สึกถึงมันได้อย่างชัดเจนเมื่อได้ลองเล่นเกมกับมือ

ความแปลกใหม่ที่ว่าของ Battlefield V คือการปรับซีรี่ส์นี้ให้กลายเป็นเกมออนไลน์มัลติเพลเยอร์สเกลยักษ์ที่เน้น “การเล่นเป็นทีม” เต็มรูปแบบ รวมทั้งการปรับระบบในเกมให้เข้าที่เข้าทางและสมดุลที่สุดเท่าที่จะทำได้ การเลือกเดินในเส้นทางนี้อาจทำให้เกมเมอร์ไม่ได้ร้องโอ้โห อ้าหา ตั้งแต่เปิดเกมมาเล่นใน 10 นาทีแรก แต่พวกเขาจะซาบซึ้งกับมันหลังจากโจ้เพลิน ๆ ไปนานกว่า 10 ชั่วโมงแล้ว รายละเอียดของความใหม่นี้เป็นอย่างไร ถูกใจแฟน ๆ ซีรี่ส์และขา FPS หรือไม่ ลองไปดูกันเลย!

ภาพ เสียง เอนจิ้นทรงพลัง ประหนึ่งรถถัง Tiger!

อาห์… เอฟเฟ็กต์รถถังระเบิดบึ้มนั้นช่างสวยงาม

ขึ้นชื่อว่าเป็นเกม Battlefield ทั้งทีก็ต้องมาพร้อมกับเอนจิ้น Frostbite มหากาฬของทีม DICE เค้าอยู่แล้ว ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคุณภาพกราฟิกยังคงมาตรฐานอันสูงส่งของ Frostbite ไว้ได้ไม่ผิดหวัง ภาพเนียนกริ๊บเหมือนภาพถ่าย แสงสีสดใส แถมยังเฟรมเรตลื่นปรื๊ด 60 FPS แม้จะเล่นบนเครื่อง PS4 Pro นอกจากนี้หากคุณเล่นบนพีซี คุณยังสามารถดันกราฟิกให้มิด Ultra แล้วสัมผัสภาพงาม ๆ ที่สวยติดอันดับต้น ๆ ของเกม FPS ในยุคนี้แบบไม่กระเทือนพลังเครื่องมากเกินไป และหากคุณเป็นสายบ้ากราฟิกตัวจริงยังสามารถโดดไปลองใช้เอฟเฟกต์ Ray Tracing ที่มาพร้อมกับการ์ดจอ NVIDIA ตัวใหม่ได้ แต่การสัมผัสเทคโนโลยีแห่งอนาคตตัวนี้ก็ต้องแลกมากับเฟรมเรตเกมที่ร่วงแบบไม่ปราณีด้วยนะ

จะหาเสียงปืนกลที่ดุดันกว่านี้ได้ที่ไหน! ว้ากกกก ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

อย่างไรก็ตาม พระเอกตัวจริงที่โดดเด่นยิ่งกว่าภาพกราฟิกงาม ๆ ก็เห็นจะเป็นเสียงเอฟเฟกต์ของเกมนี้นี่แหละ เสียงลูกตะกั่วแต่ละเม็ดที่แหวกอากาศผ่านตัวคุณไปช่างฟังดูน่าหวาดเสียวจนทำให้เผลอโยกหัวหลบกระสุนระหว่างจับจอยเล่นอยู่บ่อย ๆ อีกทั้งเสียงก้องกังวาลจากปากกระบอกปืนเวลาที่คุณลั่นไกก็ฟังดูหนักแน่น รุนแรง เต็มไปด้วยพลังทำลายล้างที่พร้อมจะบดเนื้อทหารฝ่ายตรงข้ามให้เป็นชิ้น ๆ และที่ฟังดูโหดที่สุดก็คือเสียงเหล็กตีนตะขาบและปืนใหญ่ของรถถังสงครามโลกที่ใครได้ยินเป็นต้องรีบวิ่งหลบเป็นแถบ ๆ สรุปง่าย ๆ คือเสียงทั้งหลายในเกมนี้ทำให้ปืนทุกชนิดยิงมันส์เป็นบ้า น่าเสียดายที่เสียงดนตรีประกอบของภาคนี้ฟังดูไม่ค่อยฮึกเหิมหรือติดหูเท่าไหร่ หนำซ้ำยังมีแค่โทนเดียวคือช้า ๆ คลอ ๆ เนิบ ๆ จนอาจทำให้คุณเผลอหลับระหว่างรบได้

ลุยเพลิน ๆ กับเรื่องสั้นสุดกินใจ

เนื้อเรื่องตอนใหม่ที่เพิ่มเข้ามาทั้งสนุกและกินใจกว่าที่คาดคิด

สำหรับโหมดเนื้อเรื่องของ V ยังยึดตามรูปแบบเดิมจากภาคที่แล้ว ซึ่งก็คือการเล่าเรื่องราวสั้น ๆ ฉบับจบในตัวเองของผู้ที่ต้องต่อสู้ในสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่ 2 จากทั่วทุกมุมโลก เรื่องสั้นเหล่านี้ต่างก็เป็นเรื่องราวผ่านมุมมองใหม่ ๆ ที่เกมเมอร์ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นต้นกำเนิดหน่วยวินาศกรรมของสหราชอาณาจักร เรื่องราวของกองกำลังฝ่ายต่อต้านในนอร์เวย์ ตำนานของกองกำลังสัมพันธมิตรผิวสีที่ถูกประวัติศาสตร์ลืมในสงครามโลกครั้งที่สอง และที่เพิ่งได้รับการเพิ่มเข้ามาล่าสุดอย่างเรื่องราวของหน่วยรถถัง Tiger ที่นำเสนอมุมมองของทหารฝ่ายเยอรมัน แม้แต่ละเรื่องราวจะมีแค่ 2 ด่านย่อยให้เล่นและกินเวลาเพียงชั่วโมงหน่อย ๆ แต่มันก็พาผู้เล่นไปชมภาพกราฟิกสวย ๆ เสียงเอฟเฟคต์แจ่ม ๆ และพยายามเล่าเรื่องราวที่แปลกใหม่ทั้งยังกินใจ ไม่ได้มีแต่ฉากบุกยึดหัวหาดที่ถูกใช้กันมาเป็นล้านรอบให้เห็น จุดนี้ต้องขอชมเชยทีม DICE จากใจที่ยอมเสี่ยงนำเสนออะไรแปลกใหม่ในฉากหลังที่สุดจะช้ำอย่างสงครามโลกครั้งที่สอง

อย่าเห็นตูนะๆๆๆๆๆๆ

สำหรับฉากส่วนใหญ่จะค่อนข้างเปิดกว้างกึ่ง Open-World ให้ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะลอบเร้นเก็บศัตรูหรือบู๊ล้างผลาญมันตั้งแต่แรก (มีเพียงฉากในเรื่องสั้น The Last Tiger เท่านั้นที่เน้นให้ผู้เล่นขับรถถังบู๊อย่างเดียว) ข้อดีก็คือเกมให้ผู้เล่นได้ครุ่นคิดวางแผนเองในระดับหนึ่ง แต่ข้อเสียก็คือระบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ในเกมนี้ช่างไม่ได้เรื่องเอาซะเลย แผนที่เล็ก ๆ บอกตำแหน่งศัตรูก็ไม่มี ศัตรูมองด้านไหนอยู่ก็ไม่บอก แถมทหารข้าศึกยังตาดียังกับฮอว์คอาย แม้คุณจะพยายามย่องตอดเก็บศัตรูทีละคนแต่สุดท้ายก็มักจะจบที่การสาดกระสุนใส่ทุกคนที่ขวางหน้าอยู่ดีเพราะศัตรูรู้ตัวง่ายเกินไป เมื่อบวกกับเรื่องที่ AI ของมันก็ไม่ได้ฉลาดเท่าไหร่ทำให้รู้สึกว่าการควงปืนฆ่าล้างฐานดูจะเป็นตัวเลือกที่ง่ายและปิดจ๊อบได้ไวกว่า มีเพียงสมรภูมินอร์เวย์ยามค่ำคืนเท่านั้นที่ให้ความรู้สึกลุ้นระทึกเหมือนเกมลอบเร้นจริง ๆ

ฉากในโหมดเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ภาพสวยมาก เล่นไปชมวิวไปก็เพลินอยู่นะ

ซ้ำร้ายหลายฉากยังมีรูปแบบการเล่นคล้ายกันไปหมด คือโยนผู้เล่นเข้าไปในสมรภูมิกว้าง ๆ คนเดียวแล้วปล่อยให้เดินทางไปทำภารกิจบนแผนที่เอง (ส่วนใหญ่ก็คือการไประเบิดอะไรสักอย่างทิ้งนั่นแหละ) ส่วนปืนผาหน้าไม้ที่มีให้ในภาคนี้ก็ไม่ได้มีรูปแบบการใช้งานต่างจากภาค Battlefield I สักเท่าไหร่ อันที่จริงหลายกระบอกเหมือนกับเอาปืนเก่ามาแปะสกินใหม่เลยล่ะ ทำให้พอเล่นไปสักพักก็อดรู้สึกจำเจไม่ได้ อย่างไรก็ตามเนื้อเรื่องใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่าง The Last Tiger กลับกินใจ อลังการ และคุ้มค่ากับการรอคอยชนิดเหนือจากความคาดหมาย สรุปง่าย ๆ ได้ว่าโหมดเนื้อเรื่องของ Battlefield V ก็คือโหมดสอนเล่นภาพสวย ๆ ยาวหน่อย ๆ และมีเนื้อเรื่องที่สนุกพอให้เล่นเพลิน ๆ ได้นั่นแล

ฮีโร่เค้าอยู่ในสมรภูมิ “มัลติเพลเยอร์”

ลุยเข้าไปเลยทหารหาญ!

จริงอยู่ที่โหมดเนื้อเรื่องของภาค V ก็ไม่แย่แต่ใครเค้าซื้อเกม Battlefield มาเพื่อเล่นคนเดียวกันล่ะ มันต้องเอามาโจ้โหมดเล่นกับชาวบ้านสิ! ซึ่งขอบอกตรงนี้เลยว่า DICE ทำออกมาไม่ผิดหวังทั้งในด้านความหลากหลายของโหมดการเล่นและความลุ่มลึกของเกมเพลย์ เริ่มจากโหมดต่าง ๆ ที่มีให้เล่นกว่า 6 โหมด ตอบโจทย์สไตล์การเล่นของเกมเมอร์สายไฝ้ออนไลน์ทุกประเภท ประเดิมด้วยโหมดคลาสสิกทั้งหลายอย่าง Conquest โหมดสัญลักษณ์ของซีรี่ส์ที่ยังมอบประสบการณ์สนามรบสุดอลังการไม่เปลี่ยน โหมด Team Deathmatch สำหรับเกมเมอร์ปืนไวที่ชอบยิงกันให้ตายเป็นหลัก และโหมด Domination ที่เน้นแย่งกันคุมพื้นที่ไปมาในสมรภูมิขนาดกลาง ให้ผู้เล่นได้แสดงมือสาดกระสุนและได้ใช้กลยุทธ์แบบพอดี ๆ

DICE เค้าใจดีแจกโหมดใหม่แผนที่ใหม่ฟรี ๆ จ้า (แต่รอหน่อยนะ)

ส่วนโหมดน้องใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่าง Breakthrough และ Frontlines Small ก็รวดเร็วสะใจ กระตุ้นต่อมอะดรีนาลีนให้สูบฉีดพลั่ก ๆ แต่โหมดใหม่ที่เด่นที่สุดเห็นจะไม่พ้น Grand Operations ที่สนุกตื่นเต้น ให้อารมณ์เหมือนเล่นแคมเปญ (แต่สู้กับคนแทน AI นะ) เพราะคุณต้องพาทีมฟันฝ่าสมรภูมิเดือดต่อเนื่องกันถึง 5 แห่ง แต่ละแห่งก็มีวิธีรบต่างกันและผลแพ้ชนะในสมรภูมิที่แล้วยังส่งผลกระทบต่อการรบในสมรภูมิถัดไป ซึ่งถ้าจะเล่นโหมดนี้ให้จบบริบูรณ์ได้ก็ต้องนั่งโจ้กันเป็นชั่วโมงแน่นวล นี่ยังไม่รวมโหมดใหม่ ๆ ที่จะทยอยเพิ่มเข้ามาจากอัพเดต “Tides of War” ที่จะทยอยขนของฟรีมาให้เกมเมอร์รบกันต่อไปเรื่อย ๆ อย่างเช่น โหมดทัพรถถังล้วนประจัญบาน และโหมด Battle Royale ยอดฮิตที่เกมไหนไม่มีช่วงนี้แล้วดูเหมือนจะเอาท์อีกนะ

อยากจะรบในทุ่ง รบในทะเลทราย รบในเมือง ก็เลือกได้เลย

ทั้งนี้แผนที่ทั้งหลายในเกมยังได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี มีทั้งรบในเมือง รบในทุ่ง รบในทะเลทราย รบบนภูเขาหิมะ อาจจะขาดแค่รบในอวกาศเท่านั้นแหละ แต่ละฉากที่มีที่ทางให้พลทหารสายซุ่มยิงและสายบู๊ประจัญบานวาดลวดลายกันอย่างทั่วถึง ที่สำคัญคือสิ่งก่อสร้างทั้งหมดสามารถถูกยิงทำลายให้เป็นจุลได้จากระเบิดสารพัดชนิด ส่งผลให้สนามรบมีพลวัตร เปลี่ยนแปลงไปมาตลอดแบบคาดเดาอะไรไม่ค่อยจะได้ ช่วยเพิ่มความลุ่มลึกให้เกมไปอีกขั้น

สนามรบแห่งนี้ ไม่มีที่ให้หมาป่าเดียวดาย

ยุคนี้เค้าเน้นหมาหมู่ เอ้ย! ทีมเวิร์ค

องค์ประกอบที่ใหม่ที่สุดของ Battlefield V คือการให้ความสำคัญกับคำว่า “ทีมเวิร์ค” สุด ๆ แบบที่ไม่เคยเห็นในภาคไหนมาก่อน บรรดาหมาป่าขาลุยเดี่ยวทั้งหลายจงระวังตัวเอาไว้ให้ดี เพราะถ้าคุณวิ่งบู๊คนเดียวเข้าไปในสมรภูมิแบบที่เคยทำในเกมอื่น คุณจะต้องพบกับประสบการณ์ตายแล้วตายอีกตายมันอยู่นั่นโดยที่ฆ่าใครก็ไม่ได้ ทำประโยชน์อะไรก็ไม่ได้ แถมยังสกอร์ห่วยรั้งท้ายตารางอีก ในทางตรงกันข้าม เหล่าผู้เล่นสายเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่ชอบตบบ่าช่วยเพื่อน ๆ มากกว่าการไล่ยิงชาวบ้านกลับได้ดิบได้ดี เจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานรวดเร็วจนคนอื่นได้แต่นั่งมองตาปริบ ๆ

ชุบทีมีใบ

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าทีม DICE เค้าออกแบบระบบเกือบทั้งหมดในภาคนี้ให้เอื้อกับการเล่นเป็นทีมมาก ๆ มากที่สุด มากจริง ๆนะ ตั้งแต่เข้าเกมคุณก็จะได้รับการจับกลุ่มเข้าไปอยู่ในหน่วยเดียวกับเกมเมอร์คนอื่นโดยอัตโนมัติ รวมถึงได้ไปอยู่ในลิสต์รายชื่อเพื่อนกันแบบชั่วคราวด้วย (ประมาณว่าหากเล่นด้วยกันแล้วถูกใจก็กดชวนเป็นเพื่อนกันจริง ๆ ได้เลย) นอกจากนี้เวลาเลือกจุดเกิดที่เพื่อนในหน่วยเดียวกันก็ได้แต้มเยอะกว่า ชุบชีวิตเพื่อนในหน่วยก็ได้แต้มเยอะกว่า โยนยุทโธปกรณ์ให้เพื่อนก็เยอะกว่าอีก สรุปคือเพียงทำอะไรที่ช่วยหน่วยของคุณก็รับแต้มกำไรไปเลยเท่าตัวประหนึ่งโปรบัตรเครดิต ซึ่งนอกจากเรื่องแต้มที่ล่อตาล่อใจแล้ว หน่วยทหารราบที่รู้จักทำงานเป็นทีม 4 คนและรู้จักสลับคลาสไปมาเพื่อรับมือสถานการณ์ตรงหน้านี่ก็แทบจะไร้เทียมทานเลยทีเดียว เพราะฆ่ายังไงก็ไม่ตาย ต่อให้ตายเดี๋ยวก็เกิดใหม่มาเติมอีก แถมยังกระทืบรถเกราะให้พังได้ในไม่กี่อึดใจด้วย

“แกวิ่งเข้าไปก่อนสิ” “แกน่ะแหละ” ”แกน่ะแหละ” “แกน่ะแหละ”…

การที่เกมเน้นทีมเวิร์คขนาดนี้ยังช่วยให้เกมเมอร์ที่ไมได้ถนัดยิงชาวบ้านรัว ๆ เล่นเกมนี้ได้สนุกขึ้น แม้คุณจะไม่ได้เป็นเทพ FPS ก็สามารถเพลิดเพลินไปกับ Battlefield V และสร้างผลงานในแต่ละแมตช์ได้ง่าย ๆ เพียงแค่หาจังหวะช่วยเพื่อนให้ถูกเวลาและมุ่งมั่นทำภารกิจบนแผนที่อย่างสม่ำเสมอคุณก็สามารถติดอันดับต้น ๆ ในเกมได้ไม่ยากเลย อย่างไรก็ตาม การที่ภาค V เลือกที่จะเดินมาสายนี้เต็มตัวก็เป็นดั่งดาบสองคม เพราะมันทำให้เกมเมอร์ที่ชอบลุยเดี่ยวจากเกมตระกูล CoD หมดสนุกชัวร์ นอกจากพวกเขาจะเล่นตามสไตล์เดิมได้ยากแล้ว การเป่าศัตรูดับหนึ่งคนก็ไม่ได้ให้แต้มมากมายและไม่ได้ส่งผลกับทีมข้าศึกขนาดนั้น นอกเหนือไปกว่านั้น บรรดาโหมดที่เน้นการลุยแหลกอย่าง Team Deathmatch หรือ Frontlines Small ก็หาคนเล่นด้วยยากแถมยังไม่สนุกเท่าโหมดที่เน้นทีมเวิร์ค ซึ่งมันยิ่งส่งผลให้จุดอ่อนตรงนี้เห็นชัดขึ้น

มาแต่งตัวตุ๊กตาทหารของคุณกันเถอะ

ที่ร้ายที่สุดคือเกมเน้นการรบเป็นหน่วยของทหารราบมาก ๆ จนมันไปบดบังรัศมีของยานพาหนะใน Battlefield จนแทบมิด จริงอยู่ที่รถถังทั้งหลายยังพกพลังทำลายล้างสุดโหดเอาไว้แต่พวกมันก็สามารถถูกทหารราบยิงทิ้งได้ไม่ยาก ซ้ำร้ายพวกมันยังอืดอาดแถมขับยาก ส่วนเครื่องบินนี่แทบไม่มีบทให้เล่นเลยเพราะพลังทำลายล้างอ่อนมากแถมกว่าจะได้อัพเกรดแจ๋ว ๆ อย่างการทิ้งระเบิดก็กินเวลานานอีก กลายเป็นของประดับฉากที่เอาไว้ให้เหล่าเสืออากาศบินขู่ศัตรูหรือไล่ยิงกันเองกลางหาวซะมากกว่า

เหล้าเก่าในขวดใหม่สำหรับทหารผ่านศึก

ระบบอัพเกรดนั้นเรียบง่ายและเน้นการเปลี่ยนสกินเป็นหลัก

ระบบหลัก ๆ แทบทั้งหมดของ Battlefield V คือการนำของดี ๆ ที่เวิร์คอยู่แล้วจากเกมสมรภูมิสารพัดภาคของ DICE มาปรับใช้เข้าด้วยกัน โดยระบบอัพเกรดได้รับการออกแบบให้เรียบง่ายขึ้นมาก อิงตามระบบของเกม Star Wars: Battlefront 2 (ระบบดี ๆ นะ ไม่ใช่ระบบ Micro transaction ดราม่านั่น) ทำให้ของอัพเกรดแทบทั้งหมดจะเป็นด้านรูปลักษณ์ภายนอก ทั้งชุดยูนิฟอร์มทหาร ทรงปืนและสีปืน มีแต่ศูนย์เล็งเท่านั้นที่อาจมีผลต่อการเล่นบ้าง ซึ่งหากคุณต้องการได้อัพเกรดที่ช่วยให้คุณรบเก่งขึ้นจริง ๆ ก็ต้องไปหวังพึ่งกับความเชี่ยวชาญปืนนามว่า Specialization ที่จะได้มาก็ต่อเมื่อคุณเล่นคลาสนั้นบ่อย ๆ และต้องปลดล็อคตามเงื่อนไขที่เกมกำหนด ข้อดีของสไตล์อัพเกรดแบบนี้คือเข้าใจง่ายมาก ส่วนข้อเสียคือเกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์อาจจะไม่มีเป้าหมายให้เล่นยาว ๆ เหมือนตอน Battlefield ภาค 3 และ 4 ที่มีของเล่นแต่งปืนให้ปลดล็อคนับไม่ถ้วน แถมแต่ละชิ้นยังมีผลต่อประสิทธิภาพของปืนไม่มากก็น้อย

ถึงทุกอย่างจะดูคุ้น ๆ แต่ถ้ายังสนุกอยู่ก็โอเคมั้ง

กลยุทธ์การรบของภาค V นั้นไม่ได้แปลกใหม่แหวกแนวเหมือนช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่าง Battlefield 4 มาเป็น Battlefield 1 ครั้งนี้ทีม DICE เขาใช้แผนการรบที่เน้นชนะชัวร์ตามที่ระบุในตำราเหมือนตอนนำภาค Battlefield 3 ไปสู่ภาค Battlefield 4 มันคือกลยุทธ์ที่เน้นพัฒนาต่อยอดจากเกมภาคก่อนแทนการยกเครื่องทำใหม่ทั้งหมดจากศูนย์ พวกเขาพยายามขัดเกลาของที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น พยายามตบแต่งให้ภาคนี้กลายเป็นมัลติเพลเยอร์เกมที่ชูจุดขายเรื่องทีมเวิร์คอย่างเต็มรูปแบบ ผลลัพธ์ที่ออกมาคือเกม Battlefield ที่สมบูรณ์และสมดุลมาก ๆ ซึ่งมาพร้อมกับความรู้สึกซ้ำซากจำเจเช่นกัน (แถมฉากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่โดนใช้มาจนพรุนก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่) สมรภูมิแห่งนี้จะตรงใจคุณหรือไม่คงต้องถามใจตัวเองดู หากคุณเป็นแฟนซีรี่ส์นี้อยู่แล้ว ชอบเล่นเป็นทีมอยู่แล้ว และชอบแมตช์มัลติเพลเยอร์ที่สมดุลสุด ๆ Battlefield V จะเป็นสมรภูมิที่น่าจดจำสำหรับคุณ แต่หากคุณชอบความแปลกใหม่ ชอบโชว์เหนือคนเดียว และชอบเล่นโหมดเนื้อเรื่องยิ่งกว่าอื่นใด ข้ามสมรภูมิแห่งนี้ไปก็ไม่เสียหลายนะครับ

ขอบคุณ NGIN และ Nadz Project สำหรับการสนับสนุนรีวิวในครั้งนี้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!