Connect with us

Published

on

รีวิว OPPO R17 Pro ตัวรองท็อป แต่ใส่เทคโนโลยียิ่งกว่าท็อป!! รีวิวแรกหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการ มือถือเทพ ชาร์จ 10 นาทีได้ 40%!! ถ่ายกลางคืนสวยด้วย Ultra Night Mode

SuperVOOC ใน OPPO R17 Pro เป็นเทคโนโลยีชาร์จไฟที่เร็วที่สุดในโลกแล้วตอนนี้ ซึ่งเมื่อก่อนมีแต่ OPPO Find X รุ่น Lamborghini ตัวท็อปของท็อปเท่านั้นถึงจะได้ SuperVOOC แต่ตอนนี้มาอยู่ใน R17 Pro แล้วความลับของเทคโนโลยี SuperVOOC อยู่ที่ในสมาร์ทโฟนจะมีแบตเตอรี่ 2 เซลล์เพื่อชาร์จไปพร้อม ๆ กันด้วยไฟ 10V 5A หรือไฟ 50W ซึ่งเราทดสอบโดยเครื่องวัดกำลังไฟของ USB-C ก็ได้กำลังไฟประมาณที่สเปคว่ามาครับ โดย R17 Pro ก็มีแบต 1850 mAh อยู่ 2 เซลล์ รวมแล้วความจุ 3700 mAh ซึ่งก็ใช้งานได้ทั้งวัน

นอกจากเรื่องระบบชาร์จแล้ว กล้องหลัง 3 ตัวของ OPPO R17 Pro เป็นระบบกล้องที่แตกต่างจากค่ายอื่น

  • เลนส์ตัวบนสุดนี้คือ TOF Camera หรือกล้อง Time-of-flight ทำงานโดยการสาดแสงอินฟราเรดออกจากจุดสีดำ ๆ ใต้เลนส์ตัวนี้ แล้วคำนวนหาความลึกจากระยะเวลาที่แสงสะท้อนกลับ ทำให้ R17 Pro สามารถรับรู้ความลึกของวัตถุในภาพได้ อย่างล้ำ!!
  • ส่วนกล้องตัวกลางเป็นเลนส์หลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ที่มี่รูรับแสงอัจฉริยะ หรือที่ OPPO เรียกว่า Smart Aperture ซึ่งปรับรูรับแสงได้ระหว่าง f/1.5 สำหรับถ่ายที่แสงน้อย และ f/2.4 สำหรับถ่ายที่แสงมากให้คมชัด
  • ส่วนเลนส์ตัวล่างนี้มีความละเอียด 20 ล้านzzกเซล เอาไว้เพิ่มความละเอียดให้ภาพโดยเฉพาะเวลาซูม

ภาพจากกล้องหลังของ OPPO R17 Pro พร้อมทำหลังละลาย

ซึ่งการที่ OPPO R17 Pro มีทั้งกล้อง TOF และกล้องรอง ทำให้มันเป็นมือถือที่ถ่าย Portrait สวยที่สุดตัวหนึ่งเลย กล้องรับรู้ระดับความลึกของใบหน้าและฉากหลังได้ดีมาก ลองดูภาพ Portrait สวยๆ จากสาว ๆ Beartai 12+ ของเรา ภาพที่ได้ออกมาดูดีเป็นธรรมชาติเหมือนใช้กล้องใหญ่ถ่าย ซึ่งต่อไปกล้อง TOF จะสามารถใช้สร้างโมเดล 3 มิติด้วยการถ่ายภาพได้ด้วย ส่วนภาพ Portrait จากกล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล f/2.0 ก็ทำได้ดีตามสไตล์ OPPO ครับ แต่เราก็ชอบภาพ Portrait จากกล้องหลังมากกว่านะ

ภาพจากกล้องหน้าของ OPPO R17 Pro

ความสามารถพิเศษอีกอย่างของกล้อง R17 Pro คือรูรับแสงที่กว้างขนาด f/1.5 ที่มาพร้อม Ultra Night Mode โหมดถ่ายกลางคืน และมาพร้อม OIS ระบบกันสั่น สามารถถ่ายภาพตอนกล่างคืนได้นิ่งขึ้น แบบไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง ทำให้ถ่ายภาพกลางคืนได้สวยมากตาม Tagline ของรุ่นนี้ที่บอกว่า Seize the night ซึ่งตัว Ultra Night

ภาพกลางคืนจาก OPPO R17 Pro ในโหมดถ่ายกลางคืนไม่ใช้ขาตั้งกล้อง

Mode นี้ มี AI Ultra-clear Engine เอไอที่ช่วยประมวลภาพในระยะเวลา 2-4 วินาที ทำให้ภาพออกมาสวยและคมชัด  ส่วนการถ่ายวิดีโอนั้นทำได้สูงสุดที่ 4K ที่กล้องหลังนะครับ ซึ่งการถ่าย 4K ระบบกันสั่นจะทำงานน้อยหน่อย ถ้าเดินถ่ายแนะนำให้ใช้ 1080p ก็พอ ส่วนกล้องหน้าถ่ายได้สูงสุด 1080p จ้า

  • มาดูดีไซน์เครื่องกันบ้างครับ ต้องยอมรับว่า OPPO R17 Pro มีกลิ่นอายของ OPPO Find X อยู่พอสมควรเลย ทั้งฝาหลังแก้วโค้ง สีสันสะท้อนแสง ซึ่งสีที่เราได้มารีวิวนี้คือ Emerald Green แต่จะมีอีกสีที่ไล่เฉดม่วง-ฟ้า สวยงามเรียกว่า Radiant Mist ด้วย แล้วก็ด้านบนและด้านล่างเครื่องเก็บขอบเครื่องให้ลึกเข้าไปแบบนี้ พร้อมช่องใส่ซิมก็อยู่ด้านล่าง นี่มันการออกแบบของ Find X ชัด ๆ
  • ตัวสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอก็เป็นอีกเทคโนโลยีล้ำๆ ที่ใส่มาใน R17 Pro เป็นรุ่นแรกของ OPPO ขนาดตัวท็อปอย่าง Find X ยังไม่มีสแกนนิ้วแบบนี้เลย ซึ่งเวลาสแกนก็สวยงามดีครับ แต่ไม่ได้เร็วแบบแตะปุ้บปลดล็อกปั้บ ก็ใช้ร่วมกับการสแกนใบหน้าจะทำให้ใช้สะดวกขึ้น แต่ตัวสแกนนิ้วตัวนี้ยังไม่สามารถใช้ปลดล็อกแอปอื่น ๆ อย่างแอปธนาคารหรือแอปเก็บรหัสผ่านได้นะครับ คงต้องรออัปเดทจากทาง OPPO ต่อไป
  • ส่วนหน้าจอ AMOLED นี้มีขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ ให้สัดส่วนภาพ 19.5:9 ซึ่งจอนี้ก็ให้สีสันสวยงดงามแบบไม่โอเวอร์เกินจริง แต่ยังไม่รองรับการแสดงผล HDR กับ Youtube หรือ Netflix นะครับ และด้านบนของจอก็เป็นที่อยู่ของรอยบากรูปหยดน้ำตำแหน่งของกล้องหน้านั้นเอง ทำให้กินพื้นที่ในจอน้อย ใช้งานไม่รำคาญสายตา และหน้าจอใช้กระจก Gorilla Glass 6 ที่ทนกว่าเดิมด้วย

OPPO R17 Pro ถือเป็นสมาร์ทโฟนระดับกลาง สเปคเครื่องเป็น Snapdragon 710 พร้อม RAM 8 GB และหน่วยความจำ 128 GB (แต่เพิ่ม MicroSD ไม่ได้นะ) ซึ่ง OPPO มีระบบจัดการเกมที่เรียกว่า Game Space เพื่อเร่งประสิทธิภาพเครื่องสูงสุดสำหรับการเล่นเกมด้วย ทำให้เครื่องแรงพอที่จะเล่นเกมฮิตในปัจจุบันสบายๆ

ค่าตัวของ OPPO R17 Pro นั้นอยู่ที่ 24,990 บาท แต่สามารถผูกโปรกับค่ายมือถือต่าง ๆ ที่บางค่ายให้ส่วนลดสูงสุดถึง 15,000 บาท เหลือราคาแค่ 9,990 บาท ไม่ถึงหมื่นก็ซื้อได้แล้วน้า!!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Game Review

[REVIEW] Metro Exodus: โหดสัสรัสเซียกับทริปรถด่วนขบวนระทึก!

Published

on

ชื่อซีรี่ส์เกม Metro ถือว่าโด่งดังพอสมควรในหมู่แฟน FPS สายซาดิสก์ที่ชอบเสพย์เกมแนว Survival Horror แบบมืดหม่น ๆ เล่นยาก ๆ ให้ร้อง “อาห์” ออกมาเพราะความสะใจที่ตัวเองถูกทำร้าย อย่างไรก็ตาม เมื่อ Metro ล่วงเลยมาถึงภาคที่สาม มันกลับวางเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการพาแฟน ๆ ออกจากอุโมงค์อุดอู้ สู่โลกกว้างแห่งประเทศแม่รัสเซียในม้าเหล็กพลังไอน้ำ การผจญภัยที่ยิ่งใหญ่อลังการขึ้นจะส่งผลกระทบกับความมืดหม่นสิ้นหวังอันเป็นสเน่ห์ของซีรี่ส์หรือไม่? ความสยองพองเกล้าในความมืดนั้นสูญหายไปหมดแล้วรึเปล่า? ซึ่งขอตอบสั้น ๆ ตรงนี้เลยว่า “ไม่” ครับผม แถม Exodus ยังเต็มไปด้วยของใหม่ ๆ ที่มายกระดับเกม Metro ให้เด็ดขึ้นไปอีกขั้น ว่าแล้วก็นั่งรถไฟไปดูด้วยตาคุณเองเลยดีกว่า

*รีวิวเวอร์ชั่นพีซีนะครับผม

ขอเชิญพบกับ “Aurora“ รถไฟคันงามที่คุณต้องโดยสารไปตลอดเรื่อง

เสียง… รถด่วนขบวนสุดท้าย

เรื่องราวใน Metro Exodus เกิดขึ้นหลังจากตอนจบภาค Last Light ประมาณหนึ่งปี ซึ่งตั้งแต่ช่วงต้นเกม “Artyom” พระเอกของเราพร้อมภรรยาและพรรคพวก Ranger ดันจับพลัดจับผลูไปพบกับเหตุการณ์ตกกระไดพลอยโจร จนต้องชิ่งขึ้นรถไฟเพื่อเผ่นออกจากแดน Metro ในมอสโคว ออกเผชิญหน้ากับเรื่องราวการผจญภัยบทใหม่ที่กินเวลาเกือบ 20 ชั่วโมงในภาคนี้

เผยความลับและพบกับสิ่งไม่คาดฝันในประเทศรัสเซีย

โดยรวมแล้วเนื้อเรื่องของ Exodus ยังน่าสนใจไม่แพ้ภาคก่อน ๆ สาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะมันเปลี่ยนอารมณ์จากเรื่องราวการเอาชีวิตรอดในแดนใต้ดินแคบ ๆ มาเป็นการออกผจญภัยตามหาความหวังครั้งใหม่ในชีวิต ทำให้ผู้เล่นได้พบกับผู้คนใหม่ ๆ มากหน้าหลายตาทั้งที่เป็นมิตรและศัตรู ถึงแม้เส้นเรื่องจะค่อนข้างตรงไปตรงมา (ก็มันอยู่บนรางรถไฟนี่นา) และจุดหักมุมหลาย ๆ จุดก็คาดเดาได้ไม่ยาก แต่รูปแบบการเล่าเรื่องที่พาผู้เล่นมุ่งหน้าสู่ดินแดนใหม่เรื่อย ๆ ก็ทำให้เกมเมอร์อยากเล่นต่อไปไม่หยุดจนตาเป็นนกฮูก (ผมนี่แหละ) เพียงเพราะอยากรู้ว่าหนทางข้างหน้าจะมีอะไรให้ดูอีกหนอ

เหล่า Ranger แห่ง Spartan Order จะร่วมฟันฝ่าอันตรายไปกับคุณตลอดทาง

พระเอกพระนางตัวจริงของเนื้อเรื่องใน Exodus คือพลพรรคบนม้าเหล็กคันนี้ต่างหาก แต่ละคนต่างก็มีบุคลิกประจำตัวที่น่าจดจำและยังมีสเน่ห์ไม่ซ้ำใคร Anna คือสาวแกร่งที่คอยอยู่เคียงข้างพระเอกเสมอ Miller คือผู้นำหน่วย Ranger ที่แม้จะแข็งกระด้างแต่ก็รู้ผิดชอบชั่วดี Stepan คือยักษ์ใหญ่ใจดีดูแข็งนอกแต่นุ่มใน Sam คือ Ranger สายเลือดมะกันที่เป็นทั้งทหารชั้นเยี่ยมและกุ๊กให้กับทีม Idiot ชอบอ่านหนังสือปรัชญาขัดกับฉายาของตัวเอง

Anna ศรีภรรยาสุดเพอร์เฟกต์ของพระเอก (แต่อย่านอกใจนะเอ็ง เธอเป็นพลแม่นปืนมือหนึ่งของ Ranger นะเหวย)

แล้วยังมีมิตรและศัตรูหน้าใหม่ที่พานพบระหว่างทางอีกตรึม แต่ละคนก็มีบุคลิกของตัวเอง ที่สำคัญคือบทสนทนาที่พวกเขาคุยกันเองหรือคุยกับผู้เล่นต่างได้รับการรังสรรค์มาเป็นอย่างดี ดีจนบางทีอดสงสัยไม่ได้ว่านี่มันบทสนทนาในเกม RPG หรือเกม FPS กันแน่เนี่ย (เอาจริง ๆ ผมว่าดีกว่าในเกม RPG หลาย ๆ เกมอีกนะ) ยิ่งเล่นคุณก็จะยิ่งอยากเดินเอ้อระเหยไปฟังพวกเขาพูดอะไรไปเรื่อยด้วยความอยากรู้อยากเห็น นานไปคุณก็จะผูกพันกับก๊วนครอบครัวหัวรถจักรกลุ่มนี้ ได้รู้จักกับโลกอันโหดร้ายแห่งนี้ดีกว่าเดิมจากเรื่องเล่าของพวกเขา และที่สำคัญมันยังช่วยให้คุณยิ่งอินกับเกมมากขึ้นเพราะคุณจะอยากต่อสู้เพื่อพวกเขาจริง ๆ

ระวังจะยืนฟังเพลินจนลืมเล่นนะครับ

น่าแปลกที่บทดีขนาดนี้กลับต้องมาเจอกับปัญหาเรื่องเสียงพากย์ ไม่รู้ทำไมคนพากย์ตัวละครบางตัวนี่เสียงแข็งอย่างกับหินแกรนิต จนอดสงสัยไม่ได้ว่าทีมพัฒนา 4A เอาทีม Dev กับ Graphic มาพากย์กันเองเอามันส์รึเปล่า ซ้ำร้ายความตลกของเสียงพากย์ที่ว่านี้มันยิ่งเห็นเด่นชัดขึ้นเมื่อถูกคอมโบเข้ากับจังหวะการสนทนาแบบติด ๆ ขัด ๆ ตามสไตล์ Metro โชคดีที่ปัญหาเรื่องนี้แก้ได้ไม่ยากเกินไป เพียงแค่คุณเข้าไปปรับภาษาพูดในเกมให้เป็นภาษารัสเซียแล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้น เพราะพอฟังไม่รู้เรื่องก็ทำให้บอกยากว่าตกลงเสียงพากย์มันดีหรือกากกันแน่ แถมยังเข้ากับบรรยากาศในเรื่องมากกว่าเดิมด้วยนะ

โลกที่โดนนิวเคลียร์ถล่มก็ยังมีมุมสวยงามซ่อนอยู่นะ

ผจญภัยสุดมันส์ในแดนนิวเคลียร์สุดกว้างใหญ่

เกมการเล่นของ Exodus ยังคงเน้นการแบ่งรับแบ่งสู้ระหว่างเกมแอ็คชั่นยิงแหลกและลอบเร้นเก็บศัตรู คุณจะควงปืนขึ้นมากระหน่ำศัตรูทุกคนที่ขวางหน้าเลยก็ได้ แต่มันเปลืองลูกตะกั่วที่เป็นทรัพยากรหายากและยังทำให้คุณมีโอกาสเดี้ยงสูง ทางที่ฉลาดกว่าคือค่อย ๆ ลอบเร้นเก็บศัตรูทีละคน ซึ่งก็มีความท้าทายจากเรื่องการต้องมานั่งสังเกตเส้นทางเดินยามของศัตรูและต้องค่อย ๆ เล่นอย่างใจเย็น สไตล์เกมแบบนี้นี้ถือเป็นลายเซ็นของซีรี่ส์ Metro และมันได้รับการปรุงแต่งให้ดีกว่าเดิมจากองค์ประกอบใหม่ ๆ อันได้แก่ ระบบสร้างของใช้เอง แผนที่แบบเปิดกว้างในบางจุด และระบบกลางวันกลางคืนที่ต่างก็ส่งผลกระทบกับเกมการเล่น

ปืนผ้าหน้าไม้ ใช้แล้วก็ต้องดูแลรักษากันด้วยนะ

เนื่องจากภาคนี้ พระเอก Artyom ของเราต้องไปตายเอาดาบหน้าอยู่บ่อย ๆ ดังนั้นเกมจึงให้เขาสามารถใช้เศษเหล็กและสารเคมีที่เขาเก็บได้ระหว่างทางมาสร้างชุดปฐมพยาบาล ตัวกรองอากาศ หรือแม้แต่กระสุนปืนได้ นอกจากนี้เขายังสามารถปรับแต่งชิ้นส่วนปืนกระบอกต่าง ๆ ได้ตามชอบใจเพื่อรับกับสถานการณ์ตรงหน้า เช่น คุณอาจจะแต่งปืนลูกโม่ให้เป็นปืนซุ่มยิงก็ได้ หรือจะเปลี่ยนหน้าไม้ให้เป็นปืนกลกระสุนลูกดอกก็ตามใจ มีข้อแม้เดียวคือคุณต้องหาของแต่งปืนพวกนี้ให้พบซะก่อน จุดนี้ทำให้ Exodus เริ่มกลายพันธุ์เป็นเกม RPG มากขึ้น และกระตุ้นให้ผู้เล่นอยากออกสำรวจฉาก แต่ในขณะเดียวกันผู้เล่นก็ต้องคอยหักห้ามใจไม่ให้เถลไถลในฉากจนเกินไป เพราะเดี๋ยวกระสุนหมด อุปกรณ์ยังชีพเกลี้ยง หรือปืนเสียยิงไม่ออกแล้วจะซวย

ออกจากอุโมงค์อุดอู้มาสูดอากาศบริสุทธิ์ในอุทยานกันบ้าง

ว่ากันเรื่องฉาก ฉากใน Exodus หลากหลายยิ่งกว่าเอา Metro หนึ่งสองมารวมกันแล้วยกกำลังสองซะอีก จากเดิมที่ส่วนใหญ่ Artyom จะติดแหง็กอยู่ในอุโมงค์มืด ๆ อย่างเดียว คราวนี้เขาจะได้ออกผจญโลกกว้างในยุคหลังหายนะนิวเคลียร์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นที่รกร้างเปียกชื้นอันเต็มไปด้วยหนองบึง ทะเลทรายแห้งผากที่เหมือนหลุดออกมาจากหนัง Mad Max และเขตอุทยานเขียวชอุ่มอุดมไปด้วยต้นไม้หลากสีที่ตัดกับฉากอื่น ๆ ซะเหลือเกิน พื้นที่เหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นเหมือนแผนที่ Open-world ขนาดย่อมที่ให้เกมเมอร์เดินไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ ความหลากหลายของฉากต่าง ๆ ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดียิ่งช่วยให้โลกของเกมดูมีสเน่ห์และให้อารมณ์การผจญภัยจริง ๆ จนเกือบจะเทียบเท่าประสบการณ์การสำรวจเมือง City 17 ใน Half-Life 2 เป็นครั้งแรกเลยทีเดียวเชียว ส่วนใครที่คิดถึงฉากมืด ๆ แคบ ๆ ชื้น ๆ ก็ไม่ต้องน้อยใจ เพราะเกมมักจะมีเหตุให้ Artyom ต้องลงดันเจี้ยนใต้ดินอยู่เป็นนิจ แต่ละแห่งก็ขนความระทึกปนสยองมาแบบจัดเต็มซึ่งน่าจะถูกใจแฟนภาคก่อนนักแล

อุโมงค์มืด ๆ สยอง ๆ ก็ยังไม่หายไปไหนจ้ะ

นอกจากฉากแล้ว ศัตรูที่เกมเมอร์จะต้องเจอก็หลากแบบหลายสไตล์มากขึ้นด้วย มนุษย์วายร้ายก็มีหลายเผ่า แต่ละเผ่าก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่วนมิวแต้นท์ก็ขนกันมาทั้งโขลง ทั้งหน้าใหม่หน้าเก่า ขนาดย่อมเยาไปจนถึงตัวบอสก็วิ่งมาให้ยิงแบบไม่ซ้ำหน้า น้อยครั้งนักที่คุณจะได้เจออริหน้าเดิม ๆ หลังจากที่รถไฟของคุณเคลื่อนตัวไปสู่ดินแดนใหม่แล้ว

กราฟิกยังงามงดไม่เปลี่ยน แต่ระวังการ์ดจอละลายก็ดีนะ

กากนิวเคลียร์งาม ๆ

เกม Metro นั้นขึ้นชื่อเรื่องกราฟิกสุดเว่อร์วังอลังการจนทำให้เครื่องพีซีขาดใจตายมานักต่อนัก ซึ่งภาค Exodus ก็ยังรักษามาตรฐานเรื่องนี้เอาได้อย่างยอดเยี่ยม Exodus เวอร์ชั่นพีซีมีกราฟิกสวยงามมาก ๆ จนน่าทึ่ง เต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีภาพกราฟิกสารพัดเท่าที่ทีม 4A Games จะหาทางยัดเข้ามาได้ ทั้ง 4K, DirectX 12, Ray Tracing นี่มากันพร้อมหน้า พูดได้เต็มปากว่ามันเป็นเกมพีซีที่ภาพสวยที่สุดในตอนนี้ได้อย่างไร้ข้อกังขา และคาดว่า Exodus จะได้รับการแต่งตั้งเป็น “CRYSIS” ร่างใหม่ที่ใช้วัดความแรงของเครื่องพีซีอย่างแน่นอน แต่ใครที่ไม่ได้มีคอมเทพก็อย่างเพิ่งรีบช็อค เนื่องจากทีมพัฒนาเขาจูนกราฟิกเอนจิ้นออกมาเป็นอย่างดี แม้จะเป็นพีซีระดับกลางหรือระดับล่างก็สามารถเล่นเกมนี้ได้แบบลื่น ๆ ในกราฟิกระดับ Low และ Medium ซึ่งแค่นั้นก็สวยนิ้งเทียบเท่าเครื่อง PS4 และ Xbox One แล้ว

น่าเสียดายที่เกมเน้นโชว์ภาพกราฟิกอย่าง Exodus กลับมีตัวเลือกให้ปรับเอฟเฟกต์ต่าง ๆ ได้น้อยกว่าที่คิด โดยเกมแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ ๆ ให้เหลือแค่ความละเอียดภาพ คุณภาพเอฟเฟกต์ในภาพรวม และฟีเจอร์พิเศษสำหรับการ์ดจอ NVIDIA เท่านั้น ในจุดนี้ถ้าเกมมีหัวข้อ Advance ให้ผู้เล่นเข้าไปเลือกปรับเอฟเฟกต์ย่อย ๆ ได้เองคงจะดีมาก

ฉากยิงแหลกเอฟเฟกต์กระจายก็มีให้เห็นด้วย

ส่วนเสียงเอฟเฟกต์ในเกมนี้ก็เด็ดไม่น้อยหน้ากราฟิก ปืนแต่ละกระบอกฟังดูรุนแรงมีน้ำหนักจนน่าตกใจ เสียงคำรามของมิวแต้นท์รวมถึงเสียงก้าวเท้าที่ดังสะท้อนไปมาในเงามืดก็ฟังดูน่าขนลุกขนพองมาก ๆ ถ้าจะเล่นทั้งทีก็ใส่หูฟังหรือเล่นกับลำโพง 5.1 เถอะนะ แล้วจะอินสามบ้านแปดบ้าน

ในเงามืดแห่งนี้ มีบั๊กร้ายซ่อนอยู่

แมลง (บั๊ก) ร้ายกลายพันธุ์

สำหรับด้านเทคนิค เรียกได้ว่าเกม Metro Exodus เกลาออกมาได้ดีกว่าสองภาคที่แล้วมากทั้งที่เกมมีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่าตัว แม้กระนั้นก็ยังไม่วายมีบั๊กประหลาด ๆ ออกมาให้เห็นเป็นประปรายอยู่ดี โดยเฉพาะเรื่องโมเดลศัตรูที่ถูกยิงร่วงแล้วเอาหัวไม่ก็ขายื่นทะลุเข้าไปในกำแพง ถ้าไม่คิดมากบั๊กที่ว่านี้ก็ถือว่าขำ ๆ ดี ไม่ได้ร้ายแรงโลกแตกแต่อย่างใด

ถึงฉากนี้เมื่อไหร่ก็ระวังเรื่องไฟหน้ารถให้ดีละกันครับ

บั๊กสยองของ Exodus มักจะโผล่เข้ามาในจุดที่คุณไม่คาดคิดดั่งแมงมุมกลายพันธุ์ที่ดักซุ่มอยู่ในเงามืด บั๊กตัวแรกคือบั๊กไฟฉายเปิดไม่ติดที่เกิดขึ้นในช่วงที่เกมให้คุณขับรถไปไหนมาไหนได้ หลายคนอาจจะสงสัยว่าแค่เปิดไฟฉายไม่ได้นี่มันร้ายแรงตรงไหน? เรื่องของเรื่องคือมันจะมีด่านหนึ่งในช่วงนั้นที่คุณต้องใช้ไฟฉายเป็นอาวุธหลักในการต่อกรศัตรู ทีนี้พอไฟฉายมันเปิดไม่ได้ก็ชิบหายสิครับ เซฟล่าสุดก็ดันใกล้เกินไปจนแก้บั๊กไม่ได้ จะให้รีสตาร์ท Chapter ใหม่ก็ย้อนไปไกลเกือบสามสี่ชั่วโมง สิ่งที่ทำได้จึงมีแค่ทู่ซี้เล่นไปให้มันจบ ๆ ซึ่งนอกจากมันจะทำให้ด่านนั้นท้าทายขึ้น มันยังทำให้ความสนุกลดทอนลงด้วย ก็ได้แต่หวังว่าทีมพัฒนาจะรีบแก้บั๊กนี้ด่วน ๆ (ส่วนใครที่กลัวจะเจอสถานการณ์แบบนี้ก็อย่าลืม “ปิดไฟทุกครั้งเมื่อลงจากรถ” นะ) นอกจากนี้ยังมีบั๊กที่ทำให้ Artyom เด้งหลุดออกจากแผนที่ หรือกระโดดไปติดขาโต๊ะจนไปต่อไม่ได้ ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ต้องแก้ด้วยการโหลดเล่นใหม่ลูกเดียว เรียกได้ว่าแม้บั๊กในเกมนี้จะมีน้อยแต่ก็ต่อยหนักทั้งนั้น

เส้นทางรถไฟสายหฤโหดสุดประทับใจ

เส้นทางขรุขระอันน่าจดจำ

นอกจากเรื่องบั๊กร้าย Exodus ยังมีเรื่องน่าจุกจิกกวนใจอยู่อีก 2 -3 เรื่อง เรื่องแรกคือ AI ศัตรูที่เป็นมนุษย์นั้นค่อนข้างโง่พอสมควร ไม่แน่ใจว่าสมองพวกนั้นโดนกัมมันตภาพรังสีหรือเพราะยุคนั้นไม่มีหนังสือให้อ่านกันแน่ ที่แน่ ๆ คือมันทื่อและเดาทางง่ายมาก ทำให้การเล่นแบบซุ่มเงียบในเกมนี้ไม่สนุกเท่าที่ควร เมื่อบวกกับระบบซุ่มในเกมที่เก้ ๆ กัง ๆ ยิ่งทำให้ย่องไม่สนุกเข้าไปใหญ่ แต่ก็ต้องจำใจเล่นไปเพราะระบบวัดกรรมดีกรรมชั่ว (และความงกกระสุน) ของ Exodus บังคับทางอ้อม เรื่องที่สองการบังคับยานพาหนะในเกมทำออกมาแปลก ๆ พิกล โดยเฉพาะการบังคับเรือพายที่แย่ชนิดอยากจะเอาเท้ามาก่ายหน้าผากแล้วตะโกนว่า “Artyom เอ๋ย เอ็งพายเรือเป็นมั้ยเนี่ย!!?” ยังดีที่เกมไม่ได้มีฉากให้เราต้องขับนู่นขับนี่มากขนาดนั้น และเรื่องที่สามคือระบบเซฟในเกมที่มีแค่กด Quick save กับ Checkpoint อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเกมให้ผู้เล่นเลือกสล็อตเซฟเองได้ก็คงจะดี

แล้วพบกันใหม่นะพรรคพวก!

แต่ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้ก็ไม่สามารถบดบังรัศมีของ Metro Exodus ให้หมองลงไปได้เลย เนื่องจากความประทับใจจากส่วนอื่นของเกมชนะแบบกินขาด มันทั้งสวยงาม มาแรง ทั้งยังแน่วแน่ในจุดยืนของตัวเอง ประหนึ่งม้าเหล็กทรงพลังอันเป็นพาหนะหลักในเรื่อง องค์ประกอบทุกอย่างที่ประสานเกมนี้เข้าด้วยกันต่างได้รับการออกแบบมาอย่างประณีตเพื่อเอาใจคอเกม FPS ทุกสปีชี่ส์ ไม่ว่าจะเป็นสายเสพย์เนื้อเรื่อง สายเสพย์กราฟิก สายลุยดะ สายลอบเร้น สายเกมสยอง ฯลฯ และที่น่าทึ่งกว่านั้นคือองค์ประกอบเหล่านี้ผสมกันออกมาได้อย่างกลมกล่อมยิ่งนัก นาน ๆ ทีถึงจะมีเกม FPS ดี ๆ ระดับนี้ออกมาให้เห็นในวงการซักครั้ง ลองเปิดใจก้าวขึ้นสู่รถไฟตะลุยแดนนิวเคลียร์คันนี้ดู แล้วคุณจะได้รับประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงกลับมาเป็นของฝากแน่นอน

ย้อนรอยอ่านสรุปเรื่องราว Metro ภาคก่อนๆ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

feature

“AT&T Hololens” เทคโนโลยีที่นำประโยชน์ 5G มาใช้ในการแพทย์ ให้เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ

Published

on

“AT&T Hololens” ดึงเทคโนโลยี 5G มาใช้ในการแพทย์ ชูเทคโนโลยี 5G ให้เกิดประโสชน์สูงสุด

Hololens คือ แว่นตาอัจฉริยะ ความโดดเด่นคือสามารถแสดงภาพจำลองโฮโลแกรมได้เสมือนจริง เช่น ดูห้องผ่าตัด ดูข้อมูลทางการแพทย์ของคนไข้ ดูเรื่องโรคของผู้ป่วย ตรวจสุขภาพร่างกาย วิเคราะห์ผลร่างกายของคนไข้ ฯลฯ สร้างประโยชน์ให้กับหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ได้หลากหลาย โดยเฉพาะทางการการแพทย์

Hololens สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างเปี่ยม

อย่ารอช้า…ตาม “หนุ่ย พงศ์สุข” ไปดูรายละเอียดกันในงาน CES 2019 (Consumer Electronics Show 2019) กันได้เลยค่ะ!!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Computer Review

รีวิว Seagate IronWolf ฮาร์ดดิสก์ที่เกิดมาเพื่อ NAS โดยเฉพาะ เปิดดึงข้อมูลได้ทั้งวันอย่างทน!

Published

on

แม้ว่าวงการคอมพิวเตอร์หลังๆ เราจะเข้าสู่โลกของ Solid State Drive หรือ SSD กันไปเรียบร้อย เพราะความเร็วในการอ่าน-เขียนสูงกว่าฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนเดิมมาก แต่ในวงการ NAS หรือกล่องฮาร์ดดิสก์ต่อเครือข่าย Harddisk ก็ยังคงเป็นใหญ่อยู่ เพราะฮาร์ดดิสก์ให้ความคุ้มค่าต่อความจุมากกว่า และงานในลักษณะที่ต้องเปิดเครื่องตลอดทั้งวันเพื่อเรียกใช้ข้อมูลตลอดเวลาของ NAS ก็เหมาะสำหรับฮาร์ดดิสก์ที่ทนทานมากกว่า SSD ครับ แต่ก็ไม่ใช่ฮาร์ดดิสก์ทุกตัวที่เหมาะกับงานแบบนี้นะ ก็ต้องเป็นฮาร์ดดิสก์ที่ออกแบบมาเฉพาะด้วย ซึ่งค่าย Seagate ก็มีฮาร์ดดิสก์สำหรับ NAS โดยเฉพาะในตระกูล IronWolf ครับ

อ่านเพิ่มเติม NAS คืออะไร และ Synology NAS ทำอะไรได้บ้าง

รู้จักฮาร์ดดิสก์ตระกูลต่างๆ ของ Seagate

จะซื้อฮาร์ดดิสก์ใช้กับอุปกรณ์อะไร ก็ต้องเลือกฮาร์ดดิสก์ให้เหมาะสำหรับอุปกรณ์นั้นๆ นะครับ ซึ่ง Seagate ก็มีฮาร์ดดิสก์สำหรับใช้ในบ้านอยู่ 4 ตระกูลหลักๆ คือ

  • BarraCuda – ฮาร์ดดิสก์สำหรับคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่เราคุ้นเคยกันดี
  • FireCuda – ฮาร์ดดิสก์ลูกผสม รวมเอาชิป NAND Flash เข้าไปด้วยเพื่อให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น สำหรับคอมที่ต้องการความแรง
  • IronWolf – ฮาร์ดดิสก์สำหรับ NAS โดยเฉพาะ เน้นความทนทาน ใช้งานได้นาน ระบบป้องกันข้อมูลเสียหาย ที่เราจะรีวิวกันในวันนี้
  • SkyHawk – ฮาร์ดดิสก์สำหรับกล้องวงจรปิดโดยเฉพาะ รองรับการเขียนข้อมูลหนัก รับข้อมูลจากกล้องหลายๆ ตัวได้พร้อมกัน
  • ส่วนระดับองค์กรก็จะมี Nytro ที่เป็น SSD ความเร็วสูงและ Exos ที่เป็นฮาร์ดดิสก์ประสิทธิภาพสูงครับ

สเปกและรุ่นต่างๆ ของ Seagate IronWolf

IronWolf 8 TB ทางซ้าย และ IronWolf 14 TB ทางขวา

Seagate IronWolf นั้นออกแบบมาสำหรับการใช้งานหนักของ NAS โดยเฉพาะ ไดรฟ์ตระกูลนี้จึงมีแค่ขนาด 3.5 นิ้วสำหรับติดตั้งใน NAS อย่างเดียว ไม่ได้มีรุ่น 2.5 นิ้วออกมาขายด้วย โดยมีความจุตั้งแต่ 1 – 14 TB สำหรับ IronWolf ปกติ และ 2 – 14 TB สำหรับ IronWolf Pro

ความแตกต่างระหว่าง IronWolf และ IronWolf Pro คือรุ่นโปรจะออกแบบมาสำหรับการใช้งานหนักกว่าปกติ เช่นใช้ในองค์กร SME ที่มีผู้ใช้งานพร้อมๆ กันมากกว่าฮาร์ดดิสก์ NAS ที่ใช้กันตามบ้าน ทำให้ IronWolf Pro มีค่า Mean Time Between Failures (MTBF) หรือค่าเฉลี่ยการใช้งานก่อนที่ฮาร์ดดิสก์จะเสียอยู่ที่ 1.2 ล้านชั่วโมง ส่วน IronWolf จะมี MTBF อยู่ที่ 1 ล้านชั่วโมง และรุ่นโปรจะได้ประกัน 5 ปีพร้อมบริการกู้ข้อมูลด้วย ในขณะที่รุ่นธรรมดาประกันอยู่ที่ 3 ปี ซึ่งแน่นอนว่า IronWolf Pro ก็จะมีราคาขายที่แพงกว่า IronWolf ธรรมดาด้วย

ส่วนที่ 2 รุ่นนี้เหมือนกันคือใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า AgileArray ที่ออกแบบมาสำหรับการใช้แบบ NAS โดยเฉพาะที่จะเรียงฮาร์ดดิสก์กันเป็นตับในตู้เดียว เช่นมีเซนเซอร์พิเศษสำหรับตรวจจับแรงสั่นเวลาฮาร์ดดิสก์ทำงาน ซึ่งจะปรับให้การสั่นไหวในไดรฟ์น้อยลงแม้ทำงานพร้อมกันหลายๆ ไดรฟ์ ซึ่งจะทำให้ฮาร์ดดิสก์ทนทานขึ้น หรือเทคโนโลยีการใช้พลังงานที่ออกแบบกลไกกันหมุน การเข้าถึงข้อมูลให้เหมาะกับงานของ NAS ทำให้กินไฟน้อยกว่าปกติ

และเรื่องประสิทธิภาพ ตามสเปกบอกว่า Seagate IronWolf นั้นเชื่อมต่อโดยใช้อินเทอร์เฟซแบบ SATA 6 GB/s เป็นฮาร์ดดิสก์ความเร็วรอบ 7200 RPM มีแคชที่ 256 MB มีความเร็วในการส่งข้อมูลสูงสุด 210 MB/s (แต่รุ่น 4 TB ลงไปจะใช้ความเร็วรอบที่ 5900 RPM มีแคชที่ 64 MB และความเร็วในการส่งข้อมูลสูงสุด 180 MB/s) แต่ประสิทธิภาพในการใช้จริงผ่าน NAS จะไม่ถึงระดับนี้นะครับ เพราะมันต้องส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายมา

ลองใช้ Seagate IronWolf

เราใช้งาน Seagate Ironwolf กับ Synology DS1817+ เจ้า NAS ประจำบริษัทนะครับ ซึ่งก็ติดตั้ง IronWolf ไว้หลายตัวเพื่อทำงานแบบ RAID สำรองข้อมูลระหว่างกัน ก็หลังจากติดตั้ง Seagate IronWolf เข้าไปใน NAS ของ Synology เรียบร้อยก็จะเห็นความจุประมาณนี้ครับ

  • ไดรฟ์ 8 TB จะใช้ได้ 7.3 TB
  • ไดรฟ์ 14 TB จะใช้ได้ 12.7 TB
  • ส่วนถ้ารวมหลายๆ ไดรฟ์จะได้ความจุรวมเป็นเท่าไหร่ ก็แล้วแต่ว่าเราใช้ RAID แบบไหนนะครับ

ใส่ฮาร์ดดิสก์หลายตัวเข้าไปใน NAS 1 ตัว

ซึ่งหน้าตาไดรฟ์ IronWolf ในระบบ Synology DSM จะเห็นเป็นไอคอนรูปหมาป่าชัดเจน ก็หมายความว่า Synology กับ Seagate มีการร่วมกันพัฒนาเพื่อให้ NAS กับฮาร์ดดิสก์ทำงานร่วมกันเต็มที่ครับ ซึ่งใน NAS ที่รองรับระบบของ IronWolf เต็มตัวจะสามารถใช้งาน IronWolf Health ระบบวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาได้ด้วย ซึ่งสามารถตั้งตารางเวลาให้มีการตรวจสอบข้อผิดพลาดของฮาร์ดดิสก์ได้เรื่อยๆ ด้วย ทำให้ผู้ใช้รู้ปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น และจัดการได้ก่อนที่ข้อมูลในไดรฟ์จะพังเสียหายไป ซึ่ง IronWolf Health ก็รองรับใน NAS หลายยี่ห้อครับ เช่น Asustor, QNAP, Thecus และ Synology

หน้าจัดการของ IronWolf Health Management ใน Synology DSM

ส่วนประสิทธิภาพของ Seagate IronWolf นั้นเราไม่ได้นำไดรฟ์มาเสียบในคอมพิวเตอร์เพื่อวัดความเร็วโดยตรงนะครับ แต่เป็นการใช้งานผ่าน NAS โดยเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับเครือข่ายด้วย Gigabit LAN ก็ได้ประสิทธิภาพตามที่เห็นในรูปจากโปรแกรม CrystalDiskMark ครับ ซึ่ง IronWolf สามารถทดสอบอ่านเขียนข้อมูลได้สูงสุดที่ 118.5 MB/s ก็เกือบถึงขอบสุดของ Gigabit LAN ที่ส่งข้อมูลได้สูงสุด 125 MB/s ครับ แต่ถ้าเรียกใช้งานผ่าน Wifi ก็จะช้ากว่านี้อีก เพราะว่ามาตรฐาน Wifi ในปัจจุบันนั้นอยู่แค่หลักร้อย Mbps ส่วนถ้าเสียบฮาร์ดดิกส์ภายนอกเข้ากับ NAS โดยตรง แล้วก็อปข้อมูลระหว่างกันก็จะได้ความเร็วหลัก 200 MB/s ตามสเปกครับ

ประสิทธิภาพการอ่านเขียนข้อมูลของ IronWolf ผ่าน Gigabit LAN ก็เกือบสุดขอบความเร็วเครือข่าย

ส่วนเรื่องเสียงและการสั่นสะเทือนระหว่างใช้งานก็ถือว่าเงียบและไม่มีการสั่นสะเทือนครับ ตั้ง NAS ที่ใช้ Seagate IronWolf ก็ไม่รู้สึกรบกวนอะไร

Seagate IronWolf คุ้มไหมสำหรับการใช้งาน

เนื่องจากว่า IronWolf นั้นเป็นฮาร์ดดิสก์ที่ออกแบบมาให้ทนทานกว่าปกติ ทำให้ราคาจะสูงกว่าฮาร์ดดิสก์สำหรับคอมพิวเตอร์ทั่วไปในความจุเดียวกันอยู่สักหน่อยครับ อย่าง IronWolf 14 TB ที่โชว์ในบทความนี้มีราคาประมาณ 21,000 บาท และ IronWolf 8 TB มีราคาราว 10,000 บาทในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 นะครับ ถ้าถามว่าคุ้มไหม เราก็คิดว่าคุ้มนะ เพราะราคาที่เพิ่มขึ้นก็ซื้อความมั่นใจ ซื้อเทคโนโลยีที่จะทำให้ข้อมูลของเราไม่หายไปแบบไม่มีปีไม่มีขลุ่ย ดีกว่าซื้อฮาร์ดดิสก์ธรรมดาใส่ NAS แล้วมันทำงานหนักจนพังไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งข้อมูลที่เสียหายนั้นสำคัญกว่าตัวฮาร์ดดิสก์อีกนะ และเราก็ใช้ Seagate IronWolf เก็บข้อมูลตัดต่อวิดีโอมานานนับปี ก็ไม่มีไดรฟ์ไหนที่เสียหายจากการใช้งานอย่างหนักของเราในทุกๆ วันเลย

ขอบคุณ Seagate สำหรับฮาร์ดดิสก์ที่ส่งมาให้เราทดสอบครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!