Connect with us

Asus Zenbook UX330UA

฿34,990
8.1

คุณภาพตัวเครื่อง

8.0/10

คุณภาพจอ

8.5/10

คุณภาพเสียง

9.0/10

ประสิทธิภาพ

7.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • หน้าจอละเอียด สีสันสวยงาม
  • มาพร้อม SSD ในตัว ทำให้ทำงานได้รวดเร็ว
  • เครื่องเบา แต่จอใหญ่ พกไปใช้ไม่ลำบากชีวิต
  • ลำโพงเสียงดีมาก ไม่เสียชื่อแบรนด์ Harman/Kardon (แต่เบสไม่เยอะนะ)
  • แบตเตอรี่ทน เปิดโหมดประหยัดไฟแล้วใช้งานได้ทั้งวัน

จุดสังเกต

  • ปัญหาโลกแตกของ Windows สำหรับเครื่องที่จอละเอียดมากๆ บางโปรแกรมที่ยังไม่รองรับโหมด High DPI จะแสดงผลเพี๊ยน
  • ไม่ใช่คอมพิวเตอร์สำหรับเกมเมอร์ เล่นเกมได้ขำๆ
  • CPU ยังเป็น Gen6 - skylake ไม่ใช้ Gen7 - Kaby Lake

มีคนกล่าวไว้ว่าตลาดโน้ตบุ๊กในเมืองไทยนั้นเจริญเติบโตมานานแล้ว ตอนนี้มาถึงยุคที่คนมองหาคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 2 เครื่องที่ 3 ของชีวิตกันแล้ว ผู้ผลิตโน้ตบุ๊กจึงหันมาเน้นผลิตโน้ตบุ๊กกลุ่มที่มีราคาสูงขึ้น ประสิทธิภาพดีขึ้นเน้นเล่นเกม หรือมีลักษณะพิเศษอย่างเบาบาง เพื่อตอบสนองกลุ่มที่ผู้ใช้ที่อยากได้เครื่องคุณภาพดี โดยยอมจ่ายแพงขึ้นอีกหน่อยครับ ซึ่ง Asus Zenbook UX330UA ก็เป็น Ultrabook ที่ออกแบบมาเน้นการทำงานและพกพาครับ

รูปลักษณ์การออกแบบ

  • ตัวเครื่องบางเบา หนักแค่ 1.2 กิโลกรัม
  • หน้าจอ 13.3 นิ้ว ความละเอียดสูง
  • ฝาหลังดีไซน์อลูมิเนียมขัด โดดเด่น

ดีไซน์ของ Zenbook UX330UA นั้นค่อนข้างโดดเด่นนะครับ ด้วยวัสดุอลูมิเนียมอัลลอยรอบเครื่อง ตัวฝาหลังเองก็ทำลวดลายแบบ Aluminum Brush เป็นวงกลมรอบโลโก้ Asus ก็ทำให้โลโก้ที่อยู่ตรงกลางเด่นขึ้นไปอีก โดยตัวเครื่องมีให้เลือก 3 สี คือเทาและทองสำหรับรุ่นเริ่มต้น และสี Rose Gold สำหรับรุ่นท็อปครับ

มาดูด้านในกันบ้าง โน้ตบุ๊กตัวนี้มีหน้าจอขนาด 13.3 นิ้วแบบด้านเพื่อลดแสงสะท้อนครับ สีสันจึงไม่ได้สดเด้งแบบจอกระจก แต่ก็ยังให้สีสันที่สวยงามครับ ตามสเปกแล้วจอนี้สามารถแสดงสีสันได้ครบ 100% ของขอบเขตสีพื้นฐาน sRGB ก็ถือว่าเอาไปใช้งานออกแบบได้ไม่น่าเกลียด แล้วเพราะเป็นจอแบบ IPS ทำให้ได้มุมมองภาพกว้างพอที่จะมองมุมไหนสีก็ไม่เพี๊ยนด้วย ที่น่าสนใจคือ UX330UA นั้นมีความละเอียดจอให้เลือก 2 แบบนะครับคือ 1920 x 1080 หรือ Full HD สำหรับรุ่นเริ่มต้น และตัวท็อปจะใช้จอความละเอียด 3200 x 1800 หรือ QHD ซึ่งรุ่นที่เราได้มารีวิวก็คือตัวท็อป ใช้จอความละเอียดสูงนี่แหละครับ

ด้านใต้เครื่อง Zenbook UX330UA นั้นมีแค่ช่องลำโพง 2 ช่องด้านหน้าเท่านั้น ไม่มีช่องเปิดเปลี่ยนแบต หรือช่องเจาะให้เปลี่ยนแรม เปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ได้ง่ายๆ ก็ตามสไตล์ของ Ultrabook แหละครับที่ไม่เน้นให้ผู้ใช้เปลี่ยนอุปกรณ์ภายในเอง

สุดท้ายที่ดีงามคือน้ำหนักครับ เครื่องจอ 13.3 นิ้ว แต่บางแค่ 13.5 mm และหนักแค่ 1.2 กิโลกรัมเท่านั้น อแดปเตอร์ก็ตัวเล็กนิดเดียว พกพาได้สะดวกชีวิตมากครับ

คีย์บอร์ดและแทร็กแพด

  • คีย์บอร์ดแบบ Chiclets พร้อมไฟ backlit
  • Trackpad ขนาดใหญ่ ใช้งานได้ดี แต่ก็ยังไม่เนียนเท่าแมค
  • ปุ่มเปลี่ยนภาษาในคีย์บอร์ดเล็กไปนิด

ในส่วนของคีย์บอร์ดนั้นเป็น Chiclets Keyboard ตามสมัยนิยมครับ มีไฟ backlit ใต้คีย์บอร์ดให้ใช้ในที่มืดได้ง่ายๆ ด้วย ซึ่งแอดพิมพ์บทความรีวิวทั้งหมดบนเครื่อง Zenbook ตัวนี้ ก็พิมพ์ได้คล่องดีครับ ตำแหน่งแป้นได้มาตรฐาน ยกเว้นแป้นเปลี่ยนภาษาตรงมุมบนซ้ายที่ปุ่มเล็กกว่าปกติหน่อย ทำให้บางทีก็กดไม่โดน แล้วก็ตัวคีย์บอร์ดมีระยะกดแป้นลึกพอสมควรเมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊กรุ่นบางอื่นๆ อย่าง Macbook ก็ทำให้ต้องใช้แรงกดปุ่มเยอะหน่อยสำหรับคนที่ชินคีย์บอร์ดบางๆ อย่างแอดครับ

ในขณะที่ Trackpad ถือว่าให้พื้นที่ได้กว้างขวางครับ ลากเมาส์ไปทั่วจอได้ไม่ติดขัด สัมผัสของการใช้แทร็กแพดถือว่าดี เหมือนกำลังลากนิ้วอยู่บนโลหะลื่นๆ ผู้ใช้สามารถกดคลิกที่ตัวแทร็กแพดได้เลยเหมือนโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ๆ แต่ไม่ได้กดลึกลงไปได้ทุกจุดนะครับ ส่วนบนๆ จะกดลงไปไม่ได้ สามารถแตะ 4 นิ้วพร้อมกันเพื่อเรียก Action Center หรือแตะ 4 นิ้วแล้วลากเพื่อสลับหน้า desktop ได้ด้วย

แต่ที่วินโดวส์ยังทำเนียนสู้แมคไม่ได้สักทีคือรายละเอียดในการใช้ Trackpad ที่เวลาใช้งานเร็วๆ ระบบจะคิดว่าการแตะ 2 ครั้งเป็นการลากหน้าต่างบ้าง หรือกำลังใช้ 2 นิ้วเลื่อนหน้าเว็บอยู่ ก็ไปติดเป็นการใช้นิ้วย่อ-ขยายหน้าเว็บแทน ก็ต้องเข้าไปปิดฟังก์ชั่นเหล่านี้ใน control panel ก็จะใช้งาน Trackpad ได้ง่ายขึ้นครับ

พอร์ตและลำโพงของเครื่อง

  • พอร์ตมีครบทุกพอร์ตที่คนส่วนใหญ่ต้องการ (ยกเว้นพอร์ต LAN ที่ไม่มี)
  • ลำโพงให้เสียงดีงามน้ำตาไหล
  • แต่ไม่มีเสียงเบสมากนักเป็นเรื่องปกติ

เห็น Asus Zenbook UX330UA เครื่องบางๆ แบบนี้ แต่มีพอร์ตที่จำเป็นครบถ้วนนะครับ ไม่บ้าตัดพอร์ตเหมือนฝั่งแอปเปิ้ลเค้า

  • USB 3.0 – 2 พอร์ต
  • USB-C 3.1 Gen 1 – 1 พอร์ต
  • Micro HDMI
  • ช่องอ่าน SD Card
  • ช่องเสียบหูฟังและไมค์ในช่องเดียว
  • ช่องเสียบสายไฟแบบหัวกลม

การที่ Zenbook รุ่นนี้มาพร้อม USB-C เรียบร้อยก็ทำให้รองรับอุปกรณ์เสริมรูปแบบใหม่ๆ ที่จะออกมาในอนาคตได้ทันทีครับ แต่ก็ยังมีช่อง USB แบบดั้งเดิมเพื่อรองรับอุปกรณ์ที่เราเคยมีด้วย

อีกเรื่องที่ดีงามของ Zenbook UX330UA คือลำโพงครับ แปะชื่อ harman/kardon ไว้หน้าเครื่องก็เชื่อว่าเสียงน่าจะดี ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นครับ เสียงที่ออกจากเครื่องนี้สดใส กังวาลมาก ไม่ต้องเป็นนักฟังเพลงหูเทพ ฟังผ่านๆ ก็รู้ว่าลำโพงดีกว่าโน้ตบุ๊กทั่วไป แต่เครื่องเล็กแบบนี้ ลำโพงก็ดอกเล็กนะครับ เรื่องเบสอาจจะมีน้อยหน่อยเป็นเรื่องธรรมดา

สเปกและประสิทธิภาพเครื่อง

  • เครื่องเร็วใช้งานในชีวิตประจำวันได้สบายๆ เพราะ CPU เร็วและ SSD เร็ว
  • เล่นเกมทั่วๆ ไป หรือเกมที่เก่าหน่อยได้
  • แต่ CPU ยังเป็นรุ่นที่แล้ว ไม่ใช่ Gen 7 รุ่นปัจจุบัน

Asus Zenbook UX330UA นั้นวางจำหน่าย 2 สเปกนะครับ คือ

  • รุ่นเริ่มต้นใช้ Intel Core i5 รหัส Skylake พร้อม SSD 256 GB และหน้าจอความละเอียด 1920 x 1080 pixel
  • รุ่นท็อป (เราได้รีวิวรุ่นนี้) ใช้ Intel Core i7 รหัส Skylake พร้อม SSD 512 GB และหน้าจอความละเอียด 3200 x 1800 pixel

ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ที่เหมือนกันคือมีแรม 8 GB แบบ DDR3, ชิปกราฟิก Intel HD Graphics 520 รองรับไวไฟมาตรฐาน 802.11AC มาพร้อม Windows 10 64-bit และลำโพง Harman/kardon แบบเดียวกันครับ

ซึ่งการทดสอบประสิทธิภาพได้ผลดังนี้

ทดสอบประสิทธิภาพกราฟิกกับ 3Dmark

ต้องออกตัวก่อนเลยว่า Asus Zenbook UX330UA นั้นไม่ได้ออกแบบมาเน้นการเล่นเกมเลยครับ ชิปกราฟิกก็มีอยู่ตัวเดียวคือ Intel HD Graphic 520 ซึ่งประสิทธิภาพก็ไม่ได้มากมายอะไร เมื่อเอาไปเทสกับการทดสอบสุดโหดอย่าง Time Spy และ Fire Strike ของชุด 3Dmark จึงได้คะแนนในหลักร้อยอย่างที่เห็น

แล้วเราจะเอา UX330UA ไปเล่นเกมไหวไหม ก็บอกว่าว่าเล่นได้ครับ ถ้าไม่ได้ปรับความละเอียดภาพในเกมให้ละเอียดเกินไป ปรับสัก 1920 x 1080 พิกเซลก็พอ (สำหรับรุ่นท็อป หน้าจอละเอียดนะ) แล้วก็ปรับเอฟเฟกในเกมให้ต่ำหน่อย แอดทดลองเล่นเกม Resident Evil Revelations ที่ไม่เก่า ไม่ใหม่มาก ก็เล่นได้ลื่นๆ ยิงซอมบี้เพลินๆ นะครับ

ทดสอบประสิทธิภาพเครื่องโดยรวมกับ PCmark 8

PCmark เป็นการทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องนะครับ ซึ่งเราทดสอบในโหมด Home accelerated ที่จำลองการใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไปในบ้าน ก็ได้มา 2,853 คะแนน ถือว่าใช้งานทั่วไปได้ชิวๆ ครับ ท่องเว็บ พิมพ์งาน อะไรพวกนี้ลื่นหมด

ทดสอบความเร็ว SSD

Zenbook UX330UA นั้นดีงามตรงที่ใช้ SSD มาเลยตั้งแต่ต้น ทำให้บูตเครื่อง เปิดโปรแกรม และทำงานทั่วๆ ไปได้เร็วมาก ซึ่งเราใช้ CrystalDiskMark วัดประสิทธิภาพของ SSD ที่อยู่ในเครื่องออกมา ก็ได้ความเร็วในระดับกลางๆ ครับ ไม่ได้เร็วจี๋เหมือนเครื่องระดับ Workstation แต่ก็ยังเร็วกว่าฮาร์ดดิสก์จานหมุนปกติมาก ซึ่งข้อมูลจาก CrystalDiskMark อ่านได้ดังนี้

  • Seq Q32T1 คือเขียนข้อมูลต่อเนื่องชุดละ 128 KB ทำงานพร้อมกันหลายหน่วยประมวลผล ก็ทำความเร็วในการอ่านได้ 544.4 MB/s และเขียน 486.6 MB/s
  • 4K Q32T1 เขียนข้อมูลชุดละ 4 KB แบบสุ่มไปทั่วทั้งดิสก์ โดยทำงานพร้อมกันหลายหน่วยประมวลผล อันนี้ความเร็วจะต่ำลงหน่อย เพราะไม่ได้เขียนต่อเนื่อง โดยอ่านได้ 263.7 MB/s และเขียนได้ 264.6 MB/s
  • Seq เขียนข้อมูลต่อเนื่องชุดละ 1 MB ทำงานแค่หน่วยประมวลผลเดียว อ่านได้ 464.2 MB/s และเขียนได้ 422.5 MB/s
  • 4K เขียนข้อมูลชุดละ 4 KB แบบสุ่มไปทั่วทั้งดิสก์ ทำงานแค่หน่วยประมวลผลเดียว ซึ่งทำงานยากที่สุด อ่านได้ 13.84 MB/s และเขียนได้ 72.20 MB/s

สรุป Asus Zenbook UX330UA โน้ตบุ๊กสำหรับทำงาน

จุดเด่นของ Zenbook รุ่นนี้คือขนาดหน้าจอใหญ่ 13.3 นิ้ว แต่ดันหนักแค่ 1.2 กิโลกรัมครับ ซึ่งตรงข้ามกันสุดๆ เมื่อรวมกับประสิทธิภาพเครื่องที่จัดว่าดีเลยทั้ง CPU และ SSD ช่วยให้เครื่องทำงานได้เร็ว และอายุแบตเตอรี่ที่อยู่ได้ยาวราวๆ 10 ชั่วโมง (ต้องเปิดโหมดประหยัดพลังงานช่วยด้วยนะ) ก็ทำให้ใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานทั้งวัน

Zenbook UX330UA จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่มองให้โน้ตบุ๊กสำหรับใช้ในงานชีวิตประจำวัน ไม่เป็นภาระในการแบกมาก และราคาไม่สูงจนเกินไปครับ

ราคา

  • รุ่นเริ่มต้นใช้ Intel Core i5 รหัส Skylake พร้อม SSD 256 GB และหน้าจอความละเอียด 1920 x 1080 pixel ราคา 34,990 บาท
  • รุ่นท็อปใช้ Intel Core i7 รหัส Skylake พร้อม SSD 512 GB และหน้าจอความละเอียด 3200 x 1800 pixel ราคา 43,990 บาท

แสดงความคิดเห็น

คอมพิวเตอร์

รีวิว Dell S2418H จอราคาคุ้มๆ ที่คู่ควรทั้งการงานและเล่นเกม!

รีวิวที่เขียนขึ้นจากใจพ่อบ้านที่อยากได้จอมาเล่นเกม ดูหนัง ในขณะที่แฟนยึดจอทีวีไป!

Published

on

Asus Zenbook UX330UA

฿34,990
8.1

คุณภาพตัวเครื่อง

8.0/10

คุณภาพจอ

8.5/10

คุณภาพเสียง

9.0/10

ประสิทธิภาพ

7.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • หน้าจอละเอียด สีสันสวยงาม
  • มาพร้อม SSD ในตัว ทำให้ทำงานได้รวดเร็ว
  • เครื่องเบา แต่จอใหญ่ พกไปใช้ไม่ลำบากชีวิต
  • ลำโพงเสียงดีมาก ไม่เสียชื่อแบรนด์ Harman/Kardon (แต่เบสไม่เยอะนะ)
  • แบตเตอรี่ทน เปิดโหมดประหยัดไฟแล้วใช้งานได้ทั้งวัน

จุดสังเกต

  • ปัญหาโลกแตกของ Windows สำหรับเครื่องที่จอละเอียดมากๆ บางโปรแกรมที่ยังไม่รองรับโหมด High DPI จะแสดงผลเพี๊ยน
  • ไม่ใช่คอมพิวเตอร์สำหรับเกมเมอร์ เล่นเกมได้ขำๆ
  • CPU ยังเป็น Gen6 - skylake ไม่ใช้ Gen7 - Kaby Lake

แม้ว่ายุคนี้เราจะใช้โน้ตบุ๊กกันเป็นหลัก แต่ความสำคัญของจอมอนิเตอร์แบบตั้งโต๊ะก็ไม่ได้ลดลงไปเลยนะครับ ผู้ใช้ก็ยังหาซื้อจอมอนิเตอร์สำหรับใช้ร่วมกับโน้ตบุ๊ก เพราะการทำงานแบบ 2 จอที่มีจอใหญ่ประกบนั้นช่วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมาก จอหนึ่งเปิดข้อมูล ส่วนอีกจอใช้ทำงาน งานจะเสร็จไวมาก

แล้วยุคนี้จอมอนิเตอร์ยังเจาะกลุ่มพ่อบ้านหัวใจเกมเมอร์ด้วย เมื่อทีวีเครื่องใหญ่ถูกยึด (ด้วยซีรี่ส์หรือแม่การะเกด) หรือคนในบ้านนอนไปหมดแล้ว พ่อบ้านต้องนั่งเล่นเกมเงียบๆ คนเดียว ก็ต้องอาศัยจอมอนิเตอร์ขนาดกำลังเหมาะเป็นเพื่อนคู่ใจแหละครับ ซึ่ง Dell ก็มีจอราคาคุ้มๆ ที่มีความสามารถครบถ้วนอยู่พอดี คือ Dell S2418H ที่เราจะรีวิวในครั้งนี้ไงครับ (วิญญาณนักรีวิวหัวใจพ่อบ้านลุกโชนนน)

รูปลักษณ์ของ Dell S2418H ขอบบางและมีเอกลักษณ์

  • ขอบจอบาง ทำให้เอาจอมาวางเรียงต่อกันได้เลย ใช้แล้วแทบไม่รู้สึกว่าจอมีขอบ
  • ลำโพงด้านหน้าดีไซน์น่าสนใจ ทำให้จอเด่นมีเอกลักษณ์
  • ตัวลำโพงหลุดจากขาตั้งง่ายไปหน่อย

Dell S2418H มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นอยู่ 2 อย่างครับ เห็นไกลๆ ก็พอเดาได้เลยว่าเป็นเดลล์ตระกูลนี้แหละ คือขอบจอบางมากแบบ InfinityEdge ด้านบน-ซ้าย-ขวาหนาประมาณ 0.4 cm เท่านั้นเอง เหมาะมากสำหรับงานที่จะเอาจอมาเรียงต่อกันครับ ก็จะเห็นรอยต่อแค่นิดเดียว แล้วแม้จะใช้แค่จอเดียวไม่ได้วางพร้อมกันหลายๆ จอ ด้วยขอบจอที่บางก็ทำให้รู้สึกว่าดีไซน์ด้านหน้านั้นดูดี เห็นภาพเต็มตาแบบไม่รู้สึกถึงขอบจอครับ

ขอบจอ Dell S2418H บางมว๊าก

อีกเรื่องหนึ่งที่เด่นมากคือที่ขาตั้งจอนั้นเป็นที่อยู่ของลำโพงที่วางหงายหน้าขึ้นมาครับ มองดูด้านหน้าอาจจะเห็นว่ามันมีลำโพงเดียว แต่ภายในนั้นบรรจุลำโพงย่อยขนาด 12W ไว้ 2 ตัวก็ให้เสียงสเตอริโอได้ดีพอสมควรเลย แต่ลำโพงตัวนี้ไม่ได้ติดล็อกไปกับขาตั้งจอนะ ใครไม่ได้ใช้ก็สามารถถอดออกได้ ซึ่งเราว่าตัวลำโพงกับขาตั้งจอมันหลุดจากกันง่ายไปหน่อย เพราะมันวางทับลงไปเฉยๆ ไม่มีตัวล็อกเลย เวลาเคลื่อนย้ายจอก็ต้องระวังลำโพงหลุดตกสักหน่อยนะครับ

ส่วนขาตั้งของ Dell S2418H นั้นสามารถปรับเอียงจอให้เงยหน้าหรือก้มลงได้อย่างเดียวครับ ไม่สามารถปรับระดับความสูงหรือบิดซ้าย-ขวาได้ และร่องตรงกลางของจอนั้นเอาไว้รอยสายครับ ให้สายผ่านช่องกลางอย่างเดียวจะได้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย

และด้านหลังของจอ ถ้าว่ากันตามความรู้สึกส่วนตัว มันไม่สวยเท่าด้านหน้าครับ เป็นพลาสติกสีดำเงาแล้วก็โลโก้ Dell กลมๆ อยู่ตรงกลาง ก็ธรรมดาดูจืดๆ หน่อยนะ

Dell S2418H ให้พอร์ตเชื่อมต่อสำคัญมาครบ

อีกหนึ่งเรื่องที่เราชอบจอรุ่นนี้มากคือพอร์ตเชื่อมต่อครับ ให้มาแบบเกือบครบทุกความต้องการจริงๆ คือ

พอร์ตเชื่อมต่อของ Dell S2418H คือ HDMI, VGA, Audio In, Audio Out

  • HDMI 2.0 จำนวน 1 พอร์ต
  • VGA (พอร์ต 15 ขาสำหรับคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าหน่อย) 1 พอร์ต
  • ช่องรับสัญญาณเสียงเข้า 3.5 mm เพื่อนำมาเล่นกับลำโพงของจอ (Audio-in)
  • ช่องเสียบหูฟังหรือลำโพงภายนอกแบบ 3.5 mm
  • พอร์ต mini DIN สำหรับเสียบลำโพงที่มาพร้อมจอ
  • ช่องเสียบไฟฟ้าจากอแดปเตอร์

ซึ่งพอร์ตที่ขาดไปก็ Display Port ที่เอาจริงๆ ก็ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่นะ แล้วเราก็อยากให้ช่องเสียบหูฟังอยู่ด้านหน้าให้เสียบง่ายๆ หน่อยนะ

การกินไฟของ Dell S2418H

ตามสเปกแล้ว อัตราการกินไฟของ Dell S2418H จะอยู่ที่ 26 W เมื่อทำงานปกติ และกินไฟสูงสุด 45 W เมื่อใช้โหมด Dynamic Contrast เร่งแสงจอสูงสุดครับ แล้วเมื่อจออยู่ในโหมด Stand-by (ไฟกระพริบ) กินไฟ 0.5 W เมื่อปิดจอ (ไม่มีไฟกระพริบ) กินไฟ 0.3 W

แต่การทดสอบกับเครื่องวัดจริงๆ ก็พบว่าต่ำกว่านั้นนะ สูงสุดที่วัดได้ไม่ถึง 20 W เลย

ว่าด้วยคุณภาพภาพของ Dell S2418H

  • รองรับ Dell HDR สามารถแสดงภาพจากสัญญาณ HDR ได้ดีระดับหนึ่ง
  • โหมดภาพหลากหลาย ตอบสนองงานทุกกลุ่ม มีโหมด Dynamic Contrast ที่ให้ Contrast สูงเป็นพิเศษ
  • โหมด Movie ให้ภาพอมฟ้า ซึ่งไม่ชอบเลย โหมด Movie มันต้องให้ภาพอุ่นๆ สิ!

สเปกของหน้าจอ Dell S2418H นั้นมีดังนี้ครับ

  • จอกระจกเคลือบกันแสงสะท้อนขนาดหน้าจอ 23.8 นิ้ว
  • หน้าจอ LED IPS ที่ให้มุมมองภาพกว้าง 178 องศา
  • ให้ความละเอียดสูงสุด 1920 x 1080 pixel ที่ 60 Hz
  • Response Time 8 ms ในโหมดปกติ และ 6 ms ในโหมด Fast
  • รองรับ AMD Free Sync
  • ความสว่าง 250 cd/m2 หรือ 250 nits
  • Contrast Ratio: 1,000:1 และสามารถเร่งได้ถึง 8,000,000:1 ในโหมด Dynamic Contrast
  • รองรับขอบเขตสี 99% ของ sRGB
  • น้ำหนักรวมลำโพง 4.21 kg

จากสเปกจะเห็นว่า Dell S2418H นั้นเป็นจอระดับกลางนะครับ ขอบเขตสี 99% ของ sRGB กับความสว่าง 250 cd/m2 ก็ดีพอสำหรับการใช้งานในบ้าน ใช้เล่นเกม และใช้งานในสำนักงานทั่วไป แต่คนทำงานด้านกราฟิกหรืองานวิดีโอที่จริงจังเรื่องสี อาจจะต้องมองจอในตระกูล Dell UltraSharp ที่เน้นงานด้านนี้แทน

Dell S2418H รองรับ HDR ด้วย

หน้าจอแจ้งสถานะของเครื่อง PlayStation 4 Pro รายงานว่าจอ Dell S2418H ใช้ HDR ได้เต็มที่! (อย่าลืมเลือกโหมด Game HDR ก่อนนะ)

จุดเด่นของจอ Dell S2418H คือรองรับ HDR หรือ High Dynamic Range ด้วย ถือเป็นจอราคาไม่แรง ที่รองรับ HDR (แต่เป็นแค่ Dell HDR นะ ไม่ใช่รองรับ HDR10 เต็มขั้น) โดยจะรองรับใน 2 โหมดภาพคือ Movie HDR และ Game HDR เท่านั้น ถ้าเลือกโหมดภาพอื่นๆ อุปกรณ์ที่ต่อเข้ามา (เช่น PlayStation 4) จะมองไม่เห็นว่าจอนี้รองรับ HDR และไม่ส่งสัญญาณ HDR มาให้ครับ

(คลิกเพื่ออ่าน) รู้จักกับ Dell HDR
Dell HDR เป็นมาตรฐานที่เดลล์สร้างขึ้นเพื่อให้จอรุ่นกลางๆ ที่สเปกยังไม่สูงพอสำหรับมาตรฐาน HDR10 ก็สามารถแสดงผลภาพ HDR ได้ โดยใช้ฮาร์ดแวร์ภายในประมวลผลสัญญาณ HDR10 แล้วปรับให้เหมาะกับการแสดงผลบนจอ

มาตรฐานในอุดมคติของ HDR10 คือต้องการจอที่ให้ความสว่างราว 1000 nit แต่เอาเข้าจริงทีวีระดับกลางๆ ที่แสดง HDR ได้ก็ให้ความสว่างราว 400 nit เท่านั้น ซึ่งก็พอที่จะแสดงภาพแบบ HDR ได้ แต่สำหรับ Dell S2418H ที่มีความสว่างเพียง 250 nit และรองรับสีเพียง 16.7 ล้านสี ไม่ใช่จอที่สามารถแสดงสีระดับ 10 Bit ได้ ก็ต้องใช้กลไกพิเศษในการช่วยให้แสดงภาพแบบ HDR

(จริงๆ แล้วแผงหน้าจอของ Dell S2418H แสดงสีได้แค่ 6 Bits แต่ใช้เทคนิค High FRC หรือ High Frame rate control เข้าช่วย ทำให้แสดงสีระดับ 16.7 ล้านสีได้)

เราทดสอบการแสดงภาพ HDR บนจอ Dell S2418H กับเครื่อง PlayStation 4 Pro โดยทดลองเล่นเกม Horizon Zero Dawn ที่ถือว่ามีภาพ HDR สวยที่สุดเกมหนึ่งบน PS4 ผลที่ได้คือภาพจากโหมด Game HDR นั้นออกมาดูดีกว่าโหมด Game ธรรมดาครับ แม้ว่าจะไม่ได้ต่างกันมากมายแต่ก็พอแยกออกว่าในโหมด Game HDR มีความสว่างภาพสูงกว่า ให้รายละเอียดส่วนมืดกับส่วนสว่างมากกว่า

Dell S2418H รองรับสัญญาณภาพ 4K ด้วย

Dell S2418H สามารถรองรับสัญญาณภาพระดับ 4K ได้ด้วยนะครับ แต่เอามาแสดงผลในความละเอียดหน้าจอ 1080p นี่แหละ แต่เราทดสอบจากเกม Last of Us ก็พอเห็นได้ว่าถ้าสัญญาณภาพเข้าเป็น 4K ภาพจะเนียนขึ้นอีกหน่อย พวกขอบยักตรงซี่ลูกกรงต่างๆ จะลดลง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจในจอรุ่นนี้ครับ

สรุปโหมดภาพของ Dell S2418H

  • Standard โหมดมาตรฐาน ใช้งานกับงานส่วนใหญ่ได้
  • ComfortView โหมดสบายตา ลดความสว่างและลดแสงสีฟ้าลง เหมาะสำหรับการทำงานเอกสาร หรือท่องเว็บนานๆ
  • Multimedia โหมดสำหรับงาน Multimedia สีสันคล้าย Standard แต่ติดฟ้ามากกว่า (ไม่น่าใจเหมือนกันว่าเดลล์ดีไซน์ไว้ใช้กับงานอะไร)
  • Movie โหมดสำหรับดูหนัง เปิด Dynamic Contrast ให้ Contrast สูงสุดที่จอทำได้ พร้อมเร่งแสงจอให้สว่างสุด แต่ดันปรับสีโทนเย็นมาให้ ซึ่งปกติดูหนังมันต้องปรับเป็นสีโทนอุ่นสิ! ผู้รีวิวเลยไม่ใช้โหมดนี้ดูหนัง
  • Movie HDR โหมดภาพรองรับ HDR ที่เหมาะกับการดูหนัง ถ้าเปิดใช้งานปกติจอจะมืดกว่าโหมด Movie ต้องต่อกับอุปกรณ์ที่ส่งภาพแบบ HDR เข้ามาจอถึงจะสว่าง แต่ภาพก็อมฟ้าอยู่ดีในโหมดนี้ ไม่ชอบเลย
  • Game โหมดสำหรับเล่นเกม เปิด Dynamic Contrast และเร่งแสงจอสว่างที่สุด ให้ภาพโทนอุ่นกว่าโหมด Movie แต่ไม่ได้ปรับ Response Time ให้นะ ถ้าใครรู้สึกว่าภาพในเกมติดเบลอ ให้ไปปรับในเมนูจาก Normal (8 ms) เป็น Fast (6 ms)
  • Game HDR โหมด HDR สำหรับเล่นเกม
  • Warm โหมดสีอุ่น สบายตา
  • Cool โหมดสีเย็น สำหรับคนที่ชอบ
  • Custom Color โหมดปรับสีด้วยตัวเอง

ซึ่ง Dynamic Contrast (8,000,000:1) ไม่สามารถเปิดเองในโหมดอื่นๆ ได้นะครับ ต้องเลือกใช้ในโหมด Movie หรือ Game เท่านั้น เมื่อเปิดแล้ว จอจะเร่งความสว่างสูงสุดเอง ไม่สามารถลดแสงจอได้ ถ้าต้องการลดแสงลงให้เข้าเมนูไปปิด Dynamic Contrast ซะ และ 2 โหมดนี้จะกินไฟสูงสุดครับ

คุณภาพเสียงของลำโพง Dell S2418H

  • เสียงดีเกินหน้าลำโพงที่มากับจอมอนิเตอร์ทั่วไป เพราะมีเทคโนโลยี MaxxAudio ช่วยปรับแต่งเสียง
  • สามารถเสียบสาย 3.5 mm เอาเสียงเข้าจอได้ หรือจะเสียบหูฟังหรือลำโพงออกจากจอก็ได้
  • เมื่อเสียบสาย 3.5 mm เพื่อฟังผ่านหูฟังหรือลำโพงนอก ลำโพงที่ขาตั้งจอจะยังทำงานอยู่ อย่าลืมกดลดระดับเสียงลำโพงล่ะ

ลำโพงด้านหน้าจอ Dell S2418H

เรามักติดภาพว่าลำโพงที่มากับจอมอนิเตอร์ก็เป็นแค่ลำโพงขำๆ ใช้จริงจังอะไรไม่ได้ มีไว้ให้รู้ว่าเสียงออกเท่านั้น แต่ลำโพง 12 W x 2 ที่อยู่ตรงขาตั้งของ Dell S2418H นั้นไม่ธรรมดานะครับ ใช้แทนลำโพงฟังเพลงขนาดย่อมๆ ได้เลยแหละ แถมด้านข้างลำโพงก็มีปุ่มเพิ่มลดเสียง ผู้ใช้ไม่ต้องกดปุ่มบนจอเพื่อปรับเสียงให้ลำบาก

ความลับของเสียงก้องกังวาลของลำโพงในจอ Dell S2418H คือเทคโนโลยีปรับแต่งเสียง MaxxAudio ที่อยู่ในตัวจอครับ ซึ่งจูนเสียงมาอย่างดีให้เหมาะสำหรับลำโพงตัวเล็กที่ขาตั้งนี้ ซึ่งถ้าลองปิด MaxxAudio ที่อยู่ในตัวจอไป จะรู้สึกทันทีว่าเสียงจากลำโพงนั้นแคบลง ทึบลง กลายเป็นเสียง Flat ทื่อๆ เราจึงแนะนำให้เปิดโหมดเสียง MaxxAudio ไว้ตลอดเวลาครับ

ถอดลำโพงออกจากจอได้แบบนี้เลย

Dell S2418H ยังสามารถรับเสียงเข้าได้จาก 2 แหล่ง คือเสียงที่ผ่านมาตามสาย HDMI ปกติ แล้วก็เสียงจากช่อง Audio In ครับ ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะเอาเสียงแหล่งไหนออกลำโพง นอกจากนี้เรายังสามารถเสียบหูฟังหรือลำโพงให้เสียงออกจากจอผ่านช่อง 3.5 mm ก็ได้ เหมาะสำหรับใครที่เปิดหนังดูตอนกลางคืน เลยอยากฟังผ่านหูฟังไม่ให้กวนคนอื่น แต่เสียงจะออกผ่านลำโพงของจอและหูฟังพร้อมกันนะครับ ไม่ได้เสียบหูฟังแล้วลำโพงที่ขาตั้งจะหยุดทำงานไป ก็อย่าลืมลดระดับเสียงของลำโพงด้วยล่ะ

และเมื่อปิดจอ ลำโพงที่ขาตั้งจอจะหยุดทำงานไปด้วยนะครับ เราไม่สามารถฟังเพลงแบบกดปิดจอได้ ต้องหาวิธี Stand-by จอเอาเองนะ

สรุป Dell S2418H มอนิเตอร์คุ้มครบ โดยเฉพาะเพื่อคุณพ่อบ้าน!

เมื่อเอาลำโพงออกจากจอ Dell S2418H หน้าตาขาตั้งจะเป็นแบบนี้ ก็สวยไปอีกแบบ

สำหรับใครที่กำลังมองหาจอมอนิเตอร์ขนาดย่อมๆ ไม่เล็ก ไม่ใหญ่จนเกินไป เพื่อนำมาใช้งานส่วนตัว อาจจะดูหนัง เล่นเกม หรือใช้ทำงาน Dell S2418H ก็เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่น่าสนใจ ด้วยราคาประมาณ 7,990 บาทที่ถือว่าไม่แพงเกินไปนัก แต่ได้ฟังก์ชั่นมาอย่างครบ ไม่ต้องไปตามหาลำโพงเพิ่ม หรือถ้ามีอุปกรณ์ที่รองรับภาพแบบ HDR อย่าง PlayStation 4 ก็ไม่ต้องไปซื้อจอใหม่ จอนี้รองรับได้เลย (แม้ว่าคุณภาพของ Dell HDR จะยังสู้จอที่รองรับ HDR10 แท้ๆ ไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าไม่มีนะครับ)

ซึ่งเรามองว่าถ้าเกินจากระดับ Dell S2418H นี้ไป ก็คงต้องมองเป็นจอมอนิเตอร์แบบ 4K HDR ไปเลยครับ ซึ่งราคาจะสูงกว่านี้มาก

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

คอมพิวเตอร์

รีวิว Asus ROG ZEPHYRUS เกมมิ่งโน้ตบุ๊กเครื่องบาง สุดเบา!

Published

on

Asus Zenbook UX330UA

฿34,990
8.1

คุณภาพตัวเครื่อง

8.0/10

คุณภาพจอ

8.5/10

คุณภาพเสียง

9.0/10

ประสิทธิภาพ

7.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • หน้าจอละเอียด สีสันสวยงาม
  • มาพร้อม SSD ในตัว ทำให้ทำงานได้รวดเร็ว
  • เครื่องเบา แต่จอใหญ่ พกไปใช้ไม่ลำบากชีวิต
  • ลำโพงเสียงดีมาก ไม่เสียชื่อแบรนด์ Harman/Kardon (แต่เบสไม่เยอะนะ)
  • แบตเตอรี่ทน เปิดโหมดประหยัดไฟแล้วใช้งานได้ทั้งวัน

จุดสังเกต

  • ปัญหาโลกแตกของ Windows สำหรับเครื่องที่จอละเอียดมากๆ บางโปรแกรมที่ยังไม่รองรับโหมด High DPI จะแสดงผลเพี๊ยน
  • ไม่ใช่คอมพิวเตอร์สำหรับเกมเมอร์ เล่นเกมได้ขำๆ
  • CPU ยังเป็น Gen6 - skylake ไม่ใช้ Gen7 - Kaby Lake

ตอนนี้หมดยุค Gaming Notebook อย่างหนา แบกกันหลังหักแล้วนะ โน้ตบุ๊กเกมเมอร์ยุคนี้บางได้ยังกับ Ultrabook แต่ยังแรงมากระดับใส่ชิป NVIDIA Geforce GTX 1080 ไว้ได้ด้วย! นี่คือเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก Asus ROG Zephyrus บุตรแห่งเทพเจ้าสายลมตะวันตก!

Asus ROG Zephyrus

Asus ROG Zephyrus เป็นโน้ตบุ๊กที่มีหน้าจอใหญ่ 15.6 นิ้ว แต่บางสุดแค่ 1.69 cm และหนักแค่ 2.25 กิโลกรัมเท่านั้น น้ำหนักไม่ได้ต่างจาก Ultrabook จอใหญ่ๆ ตกแต่งสวยงามทุกด้าน ด้านบนก็มีโลโก้ของ ROG พร้อมข้อความ Republic of Gamers ด้านหลังเขียนชื่อรุ่น Zephyrus ชัดเจน

ระบบระบายความร้อน

เวลากางเครื่องออกมา ฐานเครื่องด้านล่างจะยกตัวขึ้นมาด้วย เพื่อเป็นช่องทางให้อากาศวิ่งเข้าไประบายความร้อนในเครื่อง ซึ่งอากาศจะวิ่งเข้าไประบายความร้อนจากช่องเปิดด้านล่างและพื้นที่ว่างเหนือคีย์บอร์ดตรงนี้ แล้วระบายออกทางช่องด้านหลัง

ซึ่งตัวพัดลม, Heat pipe และครีบระบายความร้อนต่างๆ ก็ถูกออกแบบให้สอดรับกัน เรียกรวมระบบระบายอากาศทั้งหมดนี้ว่า ACTIVE AERODYNAMIC SYSTEM ซึ่งถ้าเล่นเกมหนักๆ จะรู้สึกเลยว่าลมร้อนที่ออกมาด้านหลังนั้นมีมวลลมเยอะมาก แปลว่าดูดอากาศเข้าไปได้มาก

จากการทดสอบเปิด 3Dmark ชุดทดสอบ Time Spy ตัวโหด วัดอุณหภูมิบริเวณคีย์บอร์ดก็ไม่ได้ร้อนมาก ส่วนด้านบนก็แค่อุ่น ๆ เท่านั้น

ฟังก์ชั่นสนับสนุนเกมเมอร์

เริ่มตั้งแต่หน้าจอ 15.6 นิ้วเป็นแบบด้าน ลดการสะท้อนแสง ให้ Refresh Rate 120 Hz รองรับเทคโนโลยี Nvidia G-Sync ลดการฉีกขาดของภาพ และแสดงสีได้ครบ 100% ของ sRGB

ตัวคีย์บอร์ดก็เทพไม่แพ้กัน ผ่านการเทสกดปุ่มที่ 20 ล้านครั้ง เกมเมอร์มือหนักก็อุ่นใจได้ สามารถกดได้ 30 ปุ่มพร้อมกัน เผื่อต้องรัวคำสั่งเยอะๆ แน่นอนว่าสามารถปรับแสงสีของคีย์บอร์ดได้ ให้ปุ่ม QWER หรือ WASD แสดงสีที่ต่างไปก็ได้ แล้วสัมผัสของคีย์บอร์ดถือว่าดีเลย เห็นมันย้ายมาอยู่ด้านล่างเพื่อหลบพื้นที่ให้ระบบระบายความร้อน แต่ก็ยังกดง่าย ขนาดปุ่มได้มาตรฐาน ถ้าพิมพ์คล่องอยู่แล้วก็ใช้งานคีย์บอร์ดนี้ได้เลย ไม่ต้องหัดอะไรใหม่ แล้วถ้ารู้สึกว่าคีย์บอร์ดสูงไป ไม่มีที่รองข้อมือเหมือนโน้ตบุ๊กรุ่นอื่นๆ Asus ก็แถมแผ่นรองข้อมือที่สูงเท่าตัว Zephyrus มาให้ครับ สบายข้อมือกันไป

Touchpad สุดล้ำ

ไม่เพียงแค่เป็น Touchpad สำหรับใช้งานแทนเม้าส์ Asus ROG Zephyrus ยังปรับเป็นแป้นตัวเลขหรือ Numpad ได้ด้วยนะครับ เจ๋งสุด ๆ !

จุดสังเกต

  • ลำโพงแยกเสียงซ้ายขวาได้ดี แต่ไม่มีเสียงเบส ทำให้ขาดอรรถรสการเล่นเกมแนวลุย ๆ ไปเยอะ
  • อายุแบตเตอรี่น้อยไปหน่อย ใช้งานได้เพียง 3 ชั่วโมงโดยประมาณแม้ไม่ได้เล่นเกมหนัก ๆ แถมหม้อแปลงไฟค่อนข้างใหญ่ พกพาลำบาก
  • ปุ่มลูกศรกับปุ่ม Touchpad ค่อนข้างใกล้กัน มีโอกาสกดโดนค่อนข้างง่าย

สรุป

Asus ROG Zephyrus เป็นโน้ตบุ๊กเพื่อเกมเมอร์ที่เจ๋งมาก การดีไซน์ ความบางเบา และความแรงต้องยกนิ้วให้เลย สมแล้วที่เป็นตระกูลที่ได้รับรางวัลสุดยอด Gaming Notebook จากแบไต๋ IT Award 2017 ในงาน THAILAND GAME SHOW BIG FESTIVAL 2017 ปีแล้ว (รุ่นที่ได้รางวัลเป็นรุ่นที่แล้วนะ CPU gen เก่ากว่ารุ่นนี้)

ราคา

ปิดท้ายด้วยราคา 119,900 บาท ซึ่งเป็นรุ่น Top สูงสุดในตลาด สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อร้านค้าไอทีชั้นนำทั่วประเทศได้เลย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

คอมพิวเตอร์

รีวิว Dell Inspiron 7373 โน๊ตบุ๊ค 2-in-1 จะเล่นจะทำงานท่าไหนก็ได้หมด

Dell Inspiron 7373 ออกแบบมาสำหรับคนที่ชอบใช้ทั้งโน๊ตบุ๊ค และแท็บเล็ตในตัวเดียวกัน งานนี้ไม่ต้องพกหลายอย่างให้หนัก ใช้คู่กันได้เลย!

Published

on

Asus Zenbook UX330UA

฿34,990
8.1

คุณภาพตัวเครื่อง

8.0/10

คุณภาพจอ

8.5/10

คุณภาพเสียง

9.0/10

ประสิทธิภาพ

7.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

จุดเด่น

  • หน้าจอละเอียด สีสันสวยงาม
  • มาพร้อม SSD ในตัว ทำให้ทำงานได้รวดเร็ว
  • เครื่องเบา แต่จอใหญ่ พกไปใช้ไม่ลำบากชีวิต
  • ลำโพงเสียงดีมาก ไม่เสียชื่อแบรนด์ Harman/Kardon (แต่เบสไม่เยอะนะ)
  • แบตเตอรี่ทน เปิดโหมดประหยัดไฟแล้วใช้งานได้ทั้งวัน

จุดสังเกต

  • ปัญหาโลกแตกของ Windows สำหรับเครื่องที่จอละเอียดมากๆ บางโปรแกรมที่ยังไม่รองรับโหมด High DPI จะแสดงผลเพี๊ยน
  • ไม่ใช่คอมพิวเตอร์สำหรับเกมเมอร์ เล่นเกมได้ขำๆ
  • CPU ยังเป็น Gen6 - skylake ไม่ใช้ Gen7 - Kaby Lake

Dell Inspiron 7373 ออกแบบมาสำหรับคนที่ชอบใช้ทั้งโน๊ตบุ๊ค และแท็บเล็ตในตัวเดียวกัน งานนี้ไม่ต้องพกหลายอย่างให้หนัก ใช้คู่กันได้เลย!

สเปค Dell Inspiron 7373

  • CPU: 8th Generation Intel® CoreTM i7-8550U Processor (8MB Cache, up to 4.0 GHz)
  • ขนาด: กว้าง x ยาว x หนา 309.6mm x 215.7mm x 15.51mm น้ำหนัก 1.45 กิโลกรัม
  • แบต: อยู่ได้ 8 ชั่วโมง (ทดสอบจริงอยู่ได้ 6-8 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับแต่การใช้งาน) ขนาด 38WHr รองรับ Quick Charge
  • หน้าจอ: 13.3 นิ้ว FHD (1920 x 1080) IPS Truelife LED-Backlit Narrow Border เป็นหน้าจอสัมผัส รองรับปากกาและการปลดล็อคด้วยใบหน้า (Windows Hello)
  • RAM: 16GB, DDR4, 2133MHz
  • Graphics: Intel® UHD Graphics 620 with shared graphic memory
  • HDD: 128GB/256GB/512GB Solid State Drive 128GB/256GB/512GB PCIe NVMe Solid State Drive
  • Sound: 2 tuned speakers with Waves MaxxAudio® Pro 1 combo headphone / microphone jack
  • ช่องเชื่อมต่อ: USB 3.1 (2 ช่อง ซ้าย/ขวาข้างละ 1 ช่อง), HDMI 2.0 , SD Card (SD, SDHC, SDXC)

ด้านการทำงาน

Dell Inspiron 7373 ออกแบบมาสำหรับคนที่เน้นทำงานด้านเอกสารหรือทำงานด้านออนไลน์ ด้วยความที่มันสามารถพกพาไปข้างนอกได้ง่าย แถมเครื่องไม่ร้อนมากแม้จะใช้งานตลอดทั้งวัน ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สายนี้เลย แต่มีจุดสังเกตที่แบตฯ อาจจะไม่ทนถึงขนาดทำงานได้ตลอดทั้งวัน หากต้องออกจากบ้านเกินครึ่งวันต้องพกแบตเตอรี่ไปด้วย และสำหรับคนชอบใช้ปากกา จด ๆ วาด ๆ Dell เขาก็มีอุปกรณ์เสริมอย่าง Dell Active Pen ขายแยกให้อีกต่างหาก

การนำเสนอ / Present

ด้วยการที่เครื่องสามารถพลิกได้แบบ 360 องศา ทำให้เราสามารถปรับใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ สามารถใช้นำเสนอแบบตัวต่อตัวก็ทำได้ จอมีความชัดเจนสูง แถมดูวีดิโอ 4K ได้แบบสบาย ๆ แถม Dell Inspiron 7373 ตัวนี้เขาแถม Office 2016 มาให้ด้วยนะ ไม่ต้องซื้อแยกเลย แต่จุดสังเกตคือ หน้าจอมองข้าง ๆ ไม่ค่อยชัด และเรื่องความสว่างที่สู้แสงข้างนอกไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ทำให้การนำเสนองานกลางแจ้งเป็นจุดอ่อนไปพอสมควร

Entertainment ด้านความบันเทิง

ด้วยความที่มันสามารถปรับเป็น Tablet Mode ได้ ทำให้เราสามารถพกพาไปรับชมได้ทุกที่ เหมือนมีแท็บเล็ตจอใหญ่ ๆ เอาไว้ดูหนัง / ฟังเพลงนอกบ้าน  เสียงจากลำโพงก็ดังใช้ได้ แต่ไม่ถึงระดับลำโพง 7.1 Surround Sound และจุดเด่นอีกอย่างที่ Tablet ไม่มีคือ สามารถเปิดกี่จอก็ได้ จะทำงาน 1 จอ เปิดหนัง 1 จอ เปิด Facebook อีกจอ ก็สบาย ๆ

ราคา

สำหรับราคาของ Dell Inspiron 7373 รุ่นนี้ก็บอกได้ว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับราคาบนเสปคเดียวกันของโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่น ๆ อยู่ที่ 50,000 มีทอน 100 บาท (ราคาขึ้นอยู่กับสเปคที่เลือก) ก็ถือได้ว่าตอบโจทย์คนทำงาน / ไลฟ์สไตล์ เพราะพกพาง่าย จอใหญ่ ขอบบาง รวม ๆ แล้วน่าสนใจทีเดียว

เหมาะกับ

  • คนทำงานทั่วไป / เซลล์ขายสินค้าหรือบริการ
  • ดีไซเนอร์
  • คนที่ออกไปทำงานข้างนอกบ่อย ๆ
  • ใช้งานไลฟ์สไตล์ทั่วไป

ไม่เหมาะกับ

  • คนทำงานด้านกราฟิค
  • เกมเมอร์

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!