Connect with us

Published

on

แบไต๋ตู้ต่อไปวันนี้ไม่ต้องเดินทางไปไหนไกลเลยครับ ในออฟฟิศของแบไต๋นี่แหละ เรามีตู้ใหม่มาติดตั้งคือ NAS จาก Synology ครับ ฟังชื่ออะไร แนดๆๆ นี่จิตประสาทส่วนลึกของผมส่งสัญญาณมาแต่ไกลเลย ว่ามันน่าจะเข้าใจยากแน่ๆ แต่ทีมงานผมตาลุกวาวกับเจ้าตู้นี้มากเลยนะ บอกว่ามันใช้ง่ายแล้วมีความสามารถเด็ดคือ

  • เก็บงานได้ทั้งออฟฟิศ เอาไปเปิดที่ไหน ในโลกก็ได้
  • ทำเป็นถังเก็บข้อมูลให้คนอื่นอัปโหลดไฟล์มาเก็บไว้ก็ได้
  • เก็บไฟล์วิดีโอส่งไปเปิดในสมาร์ททีวีก็ได้
  • สามารถแบ็กอัปข้อมูลสำคัญ และทำงานได้เหมือน Time machine ของแอปเปิ้ลโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ AirPort Time capsule ราคาเป็นหมื่นเพื่อเอาความสามารถเดียว
  • ทำตัวเป็นเซิร์ฟเวอร์กลาง ตั้งเมลบริษัท, ระบบแชทส่วนตัวของบ้าน, ชุดโปรแกรมสำนักงาน เพื่อไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลได้ด้วย

ทีมงานบอกว่าจำเป็นกับงานออฟฟิศมาก รวมถึงใช้ในบ้านก็ได้ จนคะยั้นคะยอให้ถ่ายตู้ต่อไป เอ้า ถ่ายก็ถ่าย

เรียกคำว่า NASๆๆ จริงๆ มันย่อมาจากคำว่า Network-attached storage แปลตรงตัวก็คือฮาร์ดดิสก์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย เป็นศูนย์กลางให้คอมพิวเตอร์ทุกตัวในบ้านหรือสำนักงานสามารถโยนไฟล์มาลงที่ NAS แล้วดึงไฟล์ออกไปใช้ได้ ซึ่งเร็วกว่าการโยนไฟล์ขึ้น Google drive, dropbox หรือบริการในอินเทอร์เน็ตมาก เพราะข้อมูลวิ่งด้วยความเร็วสูงอยู่ในออฟฟิศนี้เอง

มาดู NAS ที่เราได้มาติดตั้ง ตัวนี้คือ Synology DS1817+ ก็เป็นตู้ขนาดกลางๆ สำหรับใช้ในสำนักงาน จุดสะดุดตาอย่างแรกคือชี่ๆ ด้านหน้า 8 ช่อง ตรงนี้คือช่องใส่ฮาร์ดดิสก์ครับ กดเพื่อดึงออกมาแล้วเอาฮาร์ดดิสก์ใส่เข้าไปได้เลย ง่ายมาก ช่องหนึ่งรองรับสูงสุด 12 TB ใส่สูงสุด 8 ลูกได้ความจุสูงสุด 96 TB! โห้ นี่เก็บไฟล์วิดีโอก่อนตัดต่อได้มหาศาลเลย

ใส่ฮาร์ดดิสก์เข้าเครื่องโชว์สักหน่อย เราใช้ Seagate Ironwolf ที่ออกแบบมาสำหรับงาน NAS โดยเฉพาะ เพราะปกติ NAS เราจะเปิดทั้งวันทั้งคืนเหมือนเซิร์ฟเวอร์ครับ ก็ต้องใช้ฮาร์ดดิสก์ที่ทึกทนนิดหนึ่ง

NAS เปิดทั้งวันทั้งคืนเหมือนเซิร์ฟเวอร์ ก็ต้องใช้ฮาร์ดดิสก์ที่ทึกทนนิดหนึ่ง

ที่นี้เลี้ยวมาดูด้านหลังของ NAS Synology รุ่นนี้กันบ้าง แน่นอนต้องมีพอร์ต LAN แบบ Gigabit เพื่อส่งไฟล์ในเครือข่าย แล้วก็มีพอร์ต USB 3.0, eSATA สำหรับเสียบฮาร์ดดิสก์ภายนอกให้ก็อปไฟล์ลง NAS ได้ง่ายๆ ตัวพอร์ต USB ก็สามารถเสียบเครื่องพิมพ์ได้ หรือจะต่อกับ UPS เพื่อเชื่อมข้อมูลไฟฟ้าก็ได้ ถ้าไฟใน UPS จะหมด NAS ก็เข้า Safe Mode ไปก่อนทำให้ข้อมูลไม่เสียหาย

ส่วนประกอบของ NAS ก็ง่ายๆ แบบนี้แหละครับ ถ้าเป็นรุ่นสำหรับผู้ใช้ตามบ้านอย่าง Synology DS216j ก็มีขนาดเล็กไปเยอะ เพราะใส่ฮาร์ดดิสก์ได้แค่ 2 ลูก วางไว้ในบ้านไม่ขัดเขิน แต่ถ้าคิดว่า NAS เป็นแค่กล่องเก็บไฟล์นั้นเป็นความคิดที่โบราณไปแล้วครับ เพราะ NAS ของ Synology ความสามารถเยอะกว่านั้นมาก เรียกเป็นเซิร์ฟเวอร์งานและความบันเทิงย่อมๆ ได้เลย

เราจบจากตู้ NAS ตรงนี้แล้วนะครับ ที่เหลือเราสามารถสั่งงานผ่านคอมพิวเตอร์หรือแอปบนมือถือได้แล้ว ซึ่งถ้าเราตั้งค่า User, password ของผู้ใช้แต่ละคนแล้ว ก็สามารถเข้าถึงไฟล์ใน NAS ผ่าน My Computer ได้เหมือนไดร์ฟในคอมพิวเตอร์เลย

เราสามารถควบคุม NAS ของ Synology ผ่านระบบบนหน้าเว็บเรียกว่า Diskstation Manager หรือ DSM ที่เป็นเหมือนระบบปฏิบัติการของ NAS หน้าตาของ DSM ก็เหมือน Windows อีกตัวหนึ่งนี้แหละ เช่น อยากจัดการสิทธิ์ผู้ใช้ระบุว่าใครอ่านไฟล์ไหน ลบไฟล์ในโฟลเดอร์ไหนได้บ้างก็เปิด Control Panel ขึ้นมาจัดการ User คือเราสามารถทำได้ทุกอย่างแค่คลิกเลือก ทำตามสเตป ไม่ต้องมานั่งป้อนคำสั่งให้ปวดหัว

อยากจัดการไฟล์ NAS ในเครื่องก็เปิด File Station ขึ้นมา นี่ๆ ฟีเจอร์โปรดของผม อยากให้คนอื่นโหลดไฟล์ตรงจาก NAS ก็คลิกขวา เลือก Share แล้วจะได้ลิงก์ส่งให้คนอื่นโหลด แชร์ทั้งโฟลเดอร์ก็ได้ ตั้งเวลาให้ลิงก์หมดอายุหรือตั้งรหัสผ่านก็ได้ หรือเปิดแอป DS File ในมือถือเพื่อดูไฟล์ใน NAS หรือสั่งแชร์ผ่านมือถือก็ได้

ที่เจ๋งคือเราให้คนอื่นโยนไฟล์เข้า NAS เราโดยตรงก็ได้ แค่คลิกขวาที่โฟลเดอร์แล้วเลือก Create file request ก็จะได้ลิงก์ส่งให้คนอื่นอัปโหลดไฟล์นี้ ที่นี้นักข่าวผมอยู่ต่างประเทศก็สามารถโยนวิดีโอกลับมาให้ตัดต่อโดยตรงได้ ไม่ต้องอัปขึ้น Google Drive แล้วรอดาวน์โหลดจนเหนื่อยใจ

ข้อดีของ NAS จาก Synology คือติดตั้งโมดูลเสริมความสามารถได้มากมาย เช่น

  1. อยากเก็บเพลงทั้งชีวิตไว้ใน NAS แล้วสตรีมไปเปิดบน iTunes ก็ลงโมดูล iTunes Server
  2. เปิดเพลง เปิดไฟล์วิดีโอบนอุปกรณ์ที่รองรับ DLNA ก็ลงโมดูล Media Server
  3. อยากตั้งเซิร์ฟเวอร์แชทของตัวเอง เอาไว้คุยในบ้านหรือในองค์กรก็ลงโมดูล Chat
  4. อยากใช้ NAS เก็บวิดีโอจากกล้องวงจรปิด รวมถึงจัดการกล้องก็ลงโมดูล Surveillance Station เท่านั้นเอง (ได้ 2 กล้องนะ ถ้าเกินกว่านี้ต้องซื้อสิทธิ์เพิ่ม)
  5. ซิงค์ไฟล์ระหว่าง NAS กับ Dropbox, Google Drive, OneDrive ก็ลงโมดูล Cloud Sync
  6. ซิงค์ไฟล์อัตโนมัติจากคอมพิวเตอร์ให้วิ่งเก็บเข้า NAS ก็ใช้โมดูล Cloud Station
  7. ซึ่งแทบทุกความสามารถของ Synology ก็มีแอปสั่งงานจากสมาร์ทโฟนได้ทั้ง iOS และ Android เช่นเปิดไฟล์ก็ใช้แอป DS file, แชทกันก็ใช้ Synology Chat, เข้าถึง VPN ที่มี NAS เป็นศูนย์กลางก็ Synology VPN ฯลฯ

ฟังที่เล่ามาทั้งหมดจะเห็นว่าความสามารถมันเยอะมาก ข้อเสียเท่าที่คิดออกน่าจะมีเรื่องเดียวคือ คนเซ็ตต้องเป็นคนที่มีความรู้คอมพิวเตอร์และเน็ตเวิร์คบ้าง ถึงจะเซ็ตอัป NAS ได้ ที่บอกว่าต้องมีความรู้ไม่ใช่มันใช้ยากนะ คือมันใช้ง่ายมากแล้วเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน การเชื่อม NAS สู่โลกภายนอกก็กดที่ EZ-internet แล้ว nextๆ ไปได้ ไม่ต้องเซ็ตพวก Port forwarding, DDNS ด้วยตัวเองให้เหนื่อย แต่ก็ต้องมีความรู้เช่นจะเสียบ NAS เข้าที่ router จุดไหน เซ็ตวงแลนยังไงให้มองเห็น NAS ทั้งหมดอยู่ดี รวมถึงคนเซ็ตอัปก็ต้องเรียนรู้การกำหนดโฟลเดอร์ สิทธิ์การใช้ และ User ต่างๆ ด้วย

ส่วนถ้าเราเป็นแค่คนใช้น่ะเหรอครับ ง่ายมาก แค่รู้รหัสผ่าน รู้ทางเข้า โหลดแอปมาก็ใช้ได้แล้ว!

เอาแหละมาถึงเรื่องราคากันบ้าง ราคาของ NAS จาก Synology จะขึ้นอยู่กับจำนวนไดร์ฟที่ใส่ได้ กับประสิทธิภาพ CPU ภายในตัวเป็นหลักนะครับ อย่างเจ้า Synology DS1817+ ตัวนี้ที่เหมาะสำหรับใช้ในองค์กรย่อมๆ ใส่ฮาร์ดดิสก์ได้ 8 ลูกก็ราคาราว 3 หมื่นบาท (ไม่รวมฮาร์ดดิกส์นะ) ส่วน Synology DS216j ที่ใส่ฮาร์ดดิกส์ได้ 2 ลูกสำหรับใช้ในบ้าน ก็ราคาประมาณ 6000 บาทครับ (ไม่รวม Harddisk) ซึ่งถ้าเป็นแบบที่ใส่ฮาร์ดดิสก์ได้ลูกเดียวก็ประมาณ 4000 บาท

แสดงความคิดเห็น

คอมพิวเตอร์

รีวิว New Surface Pro 2017 พกพาสะดวก ทำงานสบาย สายวาดรูปฟินสุด ๆ

Published

on

สำหรับสาวกคนใช้ Surface Pro มาตั้งแต่ยุคแรก ๆ ก็บอกได้เลยว่าเจ้า New Surface Pro ตัวล่าสุดซึ่งเป็นรุ่นที่ 5 ตัวนี้ (แต่ไม่ได้ถูกเรียกว่า Surface Pro 5) ทาง Microsoft ได้ทำการดีไซน์ออกมาเป็นอย่างดียิ่งกว่าเคย ใช้งานง่ายขึ้น แบตฯ อึดกว่าเดิม และที่ขาดไม่ได้เลยคือ อุปกรณ์เสริมเพียบ! เอาเป็นว่าก่อนอื่นเรามาเหลา…เอ้ย! เล่าถึงเสปคกันก่อนดีกว่า

สเปคคร่าว ๆ ของ New Surface Pro ตัวรีวิว

  • CPU: Gen 7th Intel Core i5 7300U
  • Ram: 8 GB DDR 3 แบบ Dual
  • GPU: Intel HD Graphics 620
  • จอแสดงผล PixelSense™ ความละเอียดสูง ขนาด 12.3 นิ้ว 10 point Multi-touch sensor
  • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล ถ่ายวิดีโอ FullHD ได้ รองรับ Windows Hello ปลดล็อคหน้าจอได้
  • บาง 8.5 มิลลิเมตร และน้ำหนัก ที่เริ่มต้น 0.76 กิโลกรัม (สำหรับรุ่น core i3)
  • ลำโพง 1.6W Stereo speakers with Dolby® Audio™ Premium, ไมโครโฟนคู่
  • มี Port USB 3.0 1 ช่องและ Mini Display Port 1 ช่อง และช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
  • ใช้ Bluetooth 4.1 รองรับ WiFi-AC
  • อุปกรณ์เสริม (ซื้อแยก) คีย์บอร์ด Type Cover ที่ใช้วัสดุเป็นผ้า Alcantara
  • อุปกรณ์เสริม (ซื้อแยก) ปากกา Surface Pen เพิ่มแรงกดเป็น 4096 ระดับ
  • ขาตั้ง Kickstand กางออกได้เพิ่มขึ้นเป็น 165 องศา
  • รองรับการใช้งานกับ Surface Dial ได้ด้วย
  • มาพร้อม Windows 10 Pro

จากที่เห็นก็บอกได้เลยว่า New Surface Pro ตัวนี้ไม่ได้ออกแบบมาแตกต่างจาก Surface Pro 4 มากเท่าใดนักในด้านสเปคและรูปลักษณ์ภายนอก นอกจากความกว้างของขาตั้งที่กางได้มากกว่าเดิมถึง 165 องศา (เกือบแนวนอนแล้ว) ที่เหมาะกับการวาดภาพ และรองรับเพิ่มเติมในส่วนของอุปกรณ์เสริมอย่าง Surface Dial ที่ใช้บน Surface Studio ก็สามารถนำมาใช้งานได้เช่นกัน

การใช้งาน

จากการใช้งานมาระยะเวลาหนึ่งก็บอกได้เลยว่าตัว New Surface Pro นี้มีความลื่นไหลต่อการใช้งานมาก เปิด Browser หลาย ๆ แท็ปได้สบาย ๆ และสามารถใช้ในการรับชมวิดีโอหรือ Live Streaming บน Twitch ก็ไม่มีสะดุด สามารถเปิดพร้อมกันได้มากกว่า 1 จอแบบสบาย ๆ แต่อย่างไรก็ตามตัวเครื่องไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมที่ใช้กราฟิคหนัก ๆ แต่อย่างใด ถ้าต้องการเล่นแนะนำให้ไปทาง Gaming Notebook จะตรงกว่า

ในส่วนของการใช้งานรูปแบบ Tablet ก็ทำได้ค่อนข้างดีเพราะสัมผัสได้ถึง 10 จุดเต็ม ๆ แต่ขนาดค่อนข้างใหญ่สำหรับการถือเพียงมือเดียว และการควบคุมอาจไม่คล่องตัวเท่าการใช้ Type Cover Keyboard เท่าไรนัก

New Surface Pro ตัวนี้ออกแบบมาเพื่อการใช้งานนอกบ้านได้เป็นอย่างดีด้วยดีไซน์เพรียวบาง ขนาดเบา และหน้าจอแสดงผล PixelSense™ ที่มีสีสันสดใส จะทำงานด้านกราฟิค วาดรูป หรืองานพรีเซนต์ต่าง ๆ ได้แบบจัดเต็ม มี Mini Display Port สำหรับต่อภาพขึ้นจอได้อีกด้วย

การวาดภาพ

สำหรับคนที่ชื่นชอบในการวาดรูป รวมไปถึงทำงานในด้านนี้ก็บอกได้เลยว่า New Surface Pro นั้นออกแบบมาให้คุณอย่างแท้จริง ทั้งปากกาที่รองรับแรงกดได้ถึง 4,096 ระดับ แถมสามารถวางมือบนหน้าจอได้เลย ไม่ต้องกลัวว่า pointer จะเพี้ยนแต่อย่างใด เอาเป็นว่าถ้าคุณชอบวาดภาพ คุณจะรัก New Surface Pro ตัวนี้อย่างแน่นอน

ทดสอบประสิทธิภาพโดยใช้ PCmark 10

ทดสอบแล้วได้คะแนนอยู่ที่ 2,594 ซึ่งคะแนนโดยรวมถือว่าไม่สูงมากนัก แต่มีจุดเด่นในด้านการใช้งานทั่วไปที่สูงถึง 6,226 คะแนน และในด้าน Productivity อยู่ที่ 4,001 คะแนนซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง (ทดสอบบน Intel Core i5 7300U)

เอาเป็นว่าทดสอบกันมาพอหอมปากหอมคอแล้วเราก็มาดูในส่วนของอุปกรณ์เสริมของ New Surface Pro กันเลย

Keyboard Type Cover Alcantara

อีก 1 อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้อย่าง Keyboard Type Cover ที่ออกแบบมาใหม่ในรูปแบบของผ้าสักหลาด Alcantara ที่ออกแบบมาให้ดูหรูหราเวลาพกพา และมีสัมผัสนุ่ม สบายมือเวลาพิมพ์ และปุ่มที่ค่อนข้างไวต่อการสัมผัสและมีความลึกอยู่มากพอที่จะทำให้สัมผัสการพิมพ์ไม่รู้สึกแปลก ๆ เหมือนตอน Surface Pro รุ่นแรก ๆ และในส่วนของ Touch Pad ที่ดีไซน์มาเป็นอย่างดี มีความกว้างมากพอที่จะลากคลุมได้ทั้งจอแบบสบาย ๆ ถือได้ว่ารอบนี้ Microsoft ทำการบ้านมาค่อนข้างดีมาก ๆ ที่สำคัญคือปุ่มเป็น Black-LED จึงทำให้เราสามารถทำงานในที่มืดได้อีกด้วย

เมาส์ Surface Arc Mouse

อีก 1 อุปกรณ์เสริมสำหรับคนไม่ถนัดการใช้งาน Touch Pad ซึ่งใช้ Bluetooth ในการเชื่อมต่อ มีการเชื่อมต่อที่รวดเร็ว เพียงแค่งอเม้าส์ ก็เชื่อมต่อทันที (หากมีการเชื่อมต่อครั้งแรกเรียบร้อยแล้ว) มีจุดติเล็กน้อยในส่วนของการลากเม้าส์จะรู้สึกว่าไม่ลื่นไหลเหมือนเม้าส์ทั่วไปเพราะขอบบนและล่างมีความต่างของผิวสัมผัส แต่โดยรวมถือว่าพกพาง่าย ใช้งานสะดวกเลยทีเดียว

Surface Pen

สำหรับคนรักการวาดภาพ Surface Pen รุ่นล่าสุดตัวนี้ก็ได้ออกแบบมาตอบโจทย์คนเหล่านี้จนเหมือนกับว่าคุณใช้อุปกรณ์จริง ๆ ในการวาดภาพยิ่งขึ้น ทั้งการสนองที่เร็วขึ้นกว่ารุ่นที่แล้ว 2 เท่า และตอบสนองต่อแรงกดถึง 4,096 ระดับเลยทีเดียว ออกแบบมาเป็นอย่างดี จับถนัดมือโดยสามารถใช้ก้นปากกาในการลบเป็นยางลบได้อีกด้วย พูดถึงการพกพาก็ง่ายมาก ๆ เพียงแค่การแปะไว้ด้านข้างของเครื่องโดยจะมีแม่เหล็กแรงสูงในการยึดปากกาเข้ากับเครื่องเอาไว้ ถ้าไม่ดึงออกด้วยตัวเองนี่โอกาสยากมากที่จะหลุด (แต่ถ้าใส่กระเป๋าไว้ส่วนใหญ่จะตกอยู่ที่ก้นกระเป๋าเป็นประจำ)

จุดเด่น

  • พกพาง่ายมาก น้ำหนักเบา ขนาดบางสุด ๆ ทำให้ไม่ต้องกังวลในการเดินทางไปไกล ๆ
  • แบตเตอรี่ค่อนข้างอึด อยู่ได้เกิน 4 – 6 ชั่วโมงแบบสบาย ๆ ในโหมด Best Performance และ 10 ชั่วโมงขึ้นไปในโหมด Best Battery
  • อุปกรณ์เสริมตอบโจทย์การใช้งานตามความต้องการได้ดี
  • มีราคาให้เลือกหลายระดับตามความต้องการของผู้ใช้งาน
  • เครื่องไม่ร้อนมากแม้จะใช้งานตลอดเวลา (ไม่รวมถึงการเล่นเกมและดูภาพยนตร์ระดับ 4K เป็นเวลานาน ๆ)

จุดสังเกต

  • ราคาอุปกรณ์เสริมค่อนข้างแรง และบางตัวสามารถใช้แทนกันได้อย่าง Bluetooth Mouse
  • วางบนตักไม่ค่อยอยู่ เพราะเป็นการค้ำเพียงแค่ 2 ตำแหน่ง แต่ยังดีที่แม่เหล็กยึด Cover Type Keyboard ค่อนข้างแน่นทำให้สามารถพิมพ์ได้เรื่อย ๆ (ตรงนี้ขึ้นอยู่กับบุคคล)
  • ใช้งานในที่แสงจ้าไม่ไหว หน้าจอมีการสะท้อนภาพสูงมากทำให้มองแทบไม่รู้เรื่องถึงแม้จอจะสามารถเร่งแสงสู้ไหวก็ตาม
  • มีพอร์ต USB 3.0 ให้เพียงช่องเดียวซึ่งไม่เพียงพอต่อการใช้งาน อาจต้องหาอุปกรณ์ต่อพ่วงเพิ่มเติมหากต้องการใช้งานเพิ่มเติม
  • ไม่แถมคีย์บอร์ดและปากกา ทำให้ราคารวมอยู่ในเกณฑ์สูง – สูงมาก

ราคาของ New Surface Pro 2017 และอุปกรณ์เสริม

ปิดท้ายด้วยราคาของ New Surface Pro 2017 ในแต่ละรุ่นที่ออกมารวมไปถึงอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ที่จะตัดสินคุณว่า

จะน่าซื้อ หรือ น่าเมิน!

ผลิตภัณฑ์ New Surface Pro 2017

ราคา (บาท)

Intel® Core™ m3, 128 GB SSD, 4GB RAM, Intel® HD Graphics 615 30,900
Intel® Core™ i5, 128 GB SSD, 4GB RAM, Intel® HD Graphics 620 38,900
Intel® Core™ i5, 256 GB SSD, 8GB RAM, Intel® HD Graphics 620 49,900
Intel® Core™ i7, 256 GB SSD, 8GB RAM, Intel® IrisTM Plus Graphics 640 59,900
Intel® Core™ i7, 512 GB SSD, 16GB RAM, Intel® IrisTM Plus Graphics 640 82,900
Intel® Core™ i7, 1TB SSD, 16GB RAM, Intel® IrisTM Plus Graphics 640 101,900

อุปกรณ์เสริม

Surface Pro Type Cover (สีดำและสีแพลทินัม) 5,190
Surface Pro Signature Type Cover (สีดำและสีแพลทินัม) 6,390
Surface Pen (สีดำและสีแพลทินัม) 3,900

สำหรับใครที่สนใจสามารถหาซื้อได้ที่ร้านค้าไอทีชั้นนำ IT CITY Lazada Power Mall Banana IT ได้เลยครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

คอมพิวเตอร์

[Review] Laptop บางเบาสเปคจัดหนัก Asus Zenbook 3 Deluxe

Published

on

Ultrabook จาก ASUS Zenbook 3 รุ่น Deluxe UX490 ตัวล่าสุดที่เหมาะสำหรับพกพาไปใช้งานข้างนอกแบบสุด ๆ มาพร้อมกับดีไซน์ที่สวยงาม ขนาดบาง หน้าจอ 14 นิ้ว แต่มาพร้อมน้ำหนักเบาเพียงกิโลกว่า ๆ เท่านั้น บอกเลยว่าตัวนี้เจ๋งจริง ๆ เอาเป็นว่าใครที่สนใจเรามาลองดูสเปคกันก่อนดีกว่าว่าเป็นอย่างไรบ้าง

สเปค Asus Zenbook 3 Deluxe UX490

  • CPU: Gen 7th Kaby Lake Intel Core i7 7500U
  • หน้าจอ 14 นิ้วระดับ Full HD  LCD ใช้กระจก Corning Gorilla Glass 5
  • GPU: Intel HD Graphic 620
  • RAM: 16GB 2133MHz LPDDR3
  • HDD: 1TB PCIEe x4 SSD
  • Speaker: Quad speaker audio system
  • Network: Dual Band 2x 802.11ac WiFi , Bluetooth 4.1
  • Battery: 46Whrs ใช้งานได้ 9 ชั่วโมงต่อเนื่อง
  • ขนาด: 329 x 210 x 12.9 มิลลิเมตรและน้ำหนัก 1.1kg

ตัวเครื่อง

มาดูตัวเครื่องก่อนเลย ซึ่งตัวเครื่องนั้นทำมาจากอลูมิเนียมเกรดเดียวกับการประกอบเครื่องบิน มั่นใจได้ว่ามาพร้อมกับความทนทาน และสีสันที่ออกแบบมาสวยงามมากเช่นเดียวกับรุ่นก่อน ๆ มีขอบโลหะสีทองรอบเครื่องเพิ่มความสวยงาม มี 2 สีคือ Royal Blue และ Quartz Grey

ด้วยการออกแบบมาเป็นอย่างดี ตัวเครื่องจึงบางมาก สามารถพกพาได้ง่าย ด้วยน้ำหนักเพียง 1 กิโลกรัมเท่านั้นเอง

พกไปทำงานที่ไหนก็สบาย ๆ

Keyboard – Touchpad

ในส่วนของคีย์บอร์ดจะเป็นแบบ Black-lid ทำงานที่มืดได้สบาย ๆ แถมเรืองแสงสีทองด้วยนะ โดยคีย์บอร์ด มีความลึกอยู่ ไม่ได้แบน ส่วน Touchpad มีความแม่นยำดี สามารถกดได้ทำให้ใช้ง่าย แถมมี Finger Scan ให้ด้วย จากการใช้งานมาเรียกได้ว่าพิมพ์สนุกเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับ Ultrabook ตัวอื่น ๆ

Display

หน้าจอเป็นแบบ LED backlit FullHD 1080P แบบกันแสงสะท้อน สามารถแสดงผลเฉดสีได้ครอบคลุม 72% NTSC (ถือว่าไม่กว้างมาก) บางเพียง 7.46 มิลลิเมตรและจอมีขนาด 84% เมื่อเทียบกับขนาดของเครื่อง มาพร้อมกระจก Corning Gorilla Glass 5 การ์ดจอ Intel HD Graphic 620 เรียกว่าไม่แรงมาก แค่พอเล่นเกมระดับกลาง ๆ ได้ในระดับ 25 – 30 fps

ระบบระบายความร้อน

และด้วยวิวัฒนาการของระบบระบายความร้อน ZenBook 3 Deluxe UX490 ได้ถูกพัฒนาระบบระบายความร้อนแบบพิเศษ “Liquid Crystal Polymer” ที่ขนาดบางเฉียบเพียง 3 มิลลิเมตร โดยมีท่อระบายความร้อนภายในขนาด 0.1 mm ส่งผ่านความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มั่นใจได้ว่าใช้งานไปนาน ๆ ไม่ร้อนจนลวกขาแน่นอน

แบตเตอรี่/ พอร์ต

จากที่ได้ทดลองใช้งานมาถือว่าตรงตามสเปคของที่บอกคือ ใช้งานได้ 8 – 12 ชั่วโมง โดยประมาณ ซึ่งเพียงพอต่อการพกพาไปข้างนอกตลอดทั้งวัน แต่ถ้าใช้งานหนักมาก ๆ อาจต้องพกที่ชาร์จไปด้วยเพื่อความชัวร์

ส่วนพอร์ตจะเป็น USB-C ทั้ง 3 ช่อง(รวมซ้ายขวา) และมีช่องเสียบหูฟัง 3.5mm ให้คุณใช้งานด้วย ไม่ต้องมาต่อสายพ่วงให้วุ่นวายแต่อย่างใด โดยในกล่องจะมีสาย USB-C to USB และ USB-C to HDMI ให้คุณเอาไปใช้งานได้อีก ไม่ต้องห่วงว่าจะหาช่องเสียบไม่ได้

ทดสอบการใช้งานต่าง ๆ

จากการทดสอบ CPU-Z ก็จะเห็นว่าสเปคตามที่ได้เขียนไว้ด้านบน

การทดสอบโปรแกรม 3DMARK อย่าง Time Spy บอกได้เลยว่าค่อนข้างต่ำมากเพราะการ์ดจอไม่สามารถรีดประสิทธิภาพออกมาได้ แต่ CPU อยู่ที่ 1,445 คะแนนซึ่งถือว่าพอรับได้

ส่วนการทดสอบ PCMARK 8 นั้นผลออกมาค่อนข้างโอเค อยู่ที่ 3,534 ซึ่งการใช้งานทั่วไปโดยรวมถือว่าเร็วมาก การตอบสนองต่าง ๆ มีความรวดเร็ว ในระดับ 0. วินาทีและการเขียนลง HDD อยู่ที่เพียง 3.49 วินาทีเท่านั้น ส่วน Casual Gaming จะรันที่ 32.9 fps ซึ่งถือว่ารับได้สำหรับ Ultrabook ที่ไม่ได้เน้นการเล่นเกม

ทดสอบดูหนัง/มิวสิควิดีโอผ่าน YouTube

จากการทดสอบก็เรียกได้ว่าค่อนข้างลื่น สามารถเปิด 4K ดูได้อย่างลื่นไหล (แต่แสดงผลออกมาเพียง 1080P จากความละเอียดหน้าจอ) ซึ่ง ASUS ก็มีโปรแกรมติดเครื่องมาอย่าง ASUS Splendid Technology ที่ช่วยปรับแต่งให้ภาพของวีดิโอมีความสวยงามยิ่งขึ้นกว่าเดิม แต่อย่างไรก็ตามสำหรับการแสดงสีสันนั้นไม่ค่อยครบเท่าจอ Macbook แต่ก็ไม่ได้แย่มาก

Tru2Life เป็นอีก 1 ระบบปรับแต่งวิดีโอขั้นสูงที่จะช่วยเพิ่มความคมชัดของสีในภาพวีดิโอ โดยการวิเคราะห์ทุก Pixel ในทุก ๆ เฟรมเพื่อความคมชัดเพิ่มขึ้นจริง ๆ ครับ

ส่วนเรื่องเสียงของลำโพงนั้นจะเน้นกลางชัดเจน แต่เบสไม่มากนัก เหมาะกับดูหนังฟังเพลงทั่ว ๆ ไป เสียงที่ขับออกมาดังใช้ได้ด้วยระบบเสียง Quad ซึ่ง ZenBook 3 Deluxe UX490 ใช้ลำโพงเซอร์ราวด์ 4 ชิ้นของ Harman / Kardon พร้อมเทคโนโลยี ASUS SonicMaster Premium บอกเลยว่าเสียงออกมาดีมาก!

จุดเด่น

  • ขนาดที่บาง พกพาไปมาสะดวก และสเปคแรงมาก ทำงานแบบเปิดปุ๊ป ติดปั๊ป เพราะใช้ SSD ขนาด 1TB อีกต่างหาก
  • ตัวเครื่องทำจากอลูมิเนียมประกอบเครื่องบิน มีความคงทนสูง และลวดลายที่สวยงาม พร้อมขอบทองดูหรูหรามาก
  • ระบบระบายความร้อนที่ดี ใช้งานหนัก ๆ ไปนาน ๆ ก็ไม่ร้อนมาก (แค่อุ่น ๆ)
  • แบตฯ อึดใช้ได้ ใช้งานหนัก ๆ อยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 8-12 ชั่วโมงแบบชิล ๆ
  • ระบบเสียงที่มีคุณภาพ (แต่คนที่ชอบเบสหนัก ๆ จะไม่ค่อยโดนใจนัก)

จุดสังเกต

  • หน้าจอสู้แสงข้างนอกไม่ไหวแม้จะเร่งจนสุด
  • สเปคการ์ดจอไม่เหมาะกับการเล่นเกมเลย
  • ไม่มี Port สำหรับเสียบช่อง USB ปกติ หากสายต่อหายต้องหาซื้อใหม่ ไม่งั้นจะต่อกับช่อง USB ไม่ได้เลย

สำหรับใครที่กำลังมองหา Notebook ที่เน้นการใช้งานข้างนอกไม่ว่าจะเป็นพิมพ์งาน เขียนบล็อค ทำเว็บ ก็เรียกได้ว่าตอบโจทย์สุด ๆ แถมยังดูหนังฟังเพลงได้แบบชิล ๆ และจุดเด่นที่สุดไม่พ้นเรื่องของความสวยงามของตัวเครื่องที่ออกแบบมาเป็นอย่างดีเลยทีเดียว บอกเลยว่านั่ง Starbucks นี่มีคนเหลียวมองแน่นอน

ปิดท้ายด้วยราคาค่าตัวอยู่ที่ 69,990 บาท หรือเจ็ดหมื่นมีทอน วางจำหน่ายแล้ววันนี้ตามร้านค้าไอทีชั้นนำทั่วประเทศ

แบไต๋การันตีป้ายเงินไปเลย!!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

คอมพิวเตอร์

รีวิว Dell Alienware 17 R4 โน้ตบุ๊กตัวเทพเพื่อเกมเมอร์

The Reviewer วันนี้ไม่ต้องพูดกันเยอะ จับ Gaming Notebook สุดเทพตอนนี้มารีวิวกันเลยดีกว่ากับ Dell Alienware 17 R4

Published

on

The Reviewer วันนี้ไม่ต้องพูดกันเยอะ จับ Gaming Notebook สุดเทพตอนนี้มารีวิวกันเลยดีกว่ากับ Dell Alienware 17 R4

เมื่อเปิดเครื่อง สิ่งแรกที่สะดุดตาเลยคือแสงไฟรอบตัวเครื่องที่เปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ระหว่างการใช้งาน ฟังก์ชั่นนี้เรียกว่า AlienFX ครับ ก็สามารถโปรแกรมควบคุมเพื่อปรับสีไฟแยกกันทุกตำแหน่งในตัวเครื่อง พร้อมตัวเลือกแบบไฟสำเร็จรูปมากมาย อยากได้ไฟที่เปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ก็มีให้เลือกใช้กัน หรือจะเปลี่ยนสีให้เข้ากับเกมที่กำลังเล่นก็ได้

มาดูในส่วนของแป้นพิมพ์กันบ้างครับ คีย์บอร์ดตัวนี้เรียกว่า AlienTactX โครงสร้างออกแบบมาเป็นพิเศษ รองรับการกดมากกว่า 10 ล้านครั้ง พร้อมแป้นพิเศษสำหรับบันทึก Macro ให้เกมเมอร์ได้กำหนดชุดปุ่มที่ใช้บ่อยๆ จะได้กดใช้ได้เร็วขึ้น พร้อมรองรับฟังก์ชั่น N-key rollover ทำให้กดปุ่มคีย์บอร์ดพร้อมกันมากมาย กดทั้งคีย์บอร์ดพร้อมกันก็ได้

เรื่องของจอก็สำคัญ Alienware 17 R4 มีจอขนาด 17.3 นิ้วแบบด้าน แสงสะท้อนไม่เยอะ ความละเอียด Full HD ครับ ก็ขนาดใหญ่เหมาะสำหรับการเล่นเกมแหละ รอบตัวเครื่องก็มีพอร์ตเยอะมาก พอร์ตเด่นๆ ก็เช่น USB-C และ Thunderbolt 3 ที่หน้าตาเหมือน USB-C แยกกันอย่างละพอร์ต นอกจากนี้ยังมีพอร์ต HDMI และ Mini Display Port ให้ต่อภาพออก และต่ออุปกรณ์ VR ได้ง่ายๆ พอร์ทช่องต่อสายไฟก็อยู่ด้านหลัง ทำให้เก็บสายไม่รกโต๊ะ

สุดท้ายอย่างเก๋าเลยคือ ช่องต่อโมดูล Alienware Graphics Amplifier ด้านหลังเครื่อง สำหรับต่อกล่องเสริมส่วนเร่งกราฟิกประสิทธิภาพสูงเข้าไปอีก (และแพงขึ้นไปอี๊ก!)

มาดูด้านในเครื่องกันบ้าง

Dell Alienware 17 R4 ตัวนี้ ใช้ CPU เป็น Intel Core i7-6700HQ ความเร็ว 2.6 GHz และมีส่วนเร่งความเร็วกราฟิกเป็น Nvidia GeForce GTX 1070 ส่วนประกอบอื่นๆ ในเครื่องคือแรม 16 GB พร้อมหน่วยความจำความเร็วสูงหรือ SSD ความจุ 256 GB ประกบคู่กับฮาร์ดดิสก์ความจุ 1 TB เมื่อทดสอบกับชุดทดสอบ Time Spy ในโปรแกรม 3Dmark วัดประสิทธิภาพเครื่องออกมาได้ 5143 คะแนน ได้เฟรมเรทประมาณ 30 fps ในการทดสอบ ถือว่าประสิทธิภาพดีเยี่ยม ระบบแรงมากพอที่จะเล่นเกมในยุคปัจจุบันได้ลื่น แม้จะปรับกราฟิกเป็นระดับสูง

ตัวเครื่องดีไซน์ระบบระบายความร้อนเป็นอย่างดี แม้ทดสอบประสิทธิภาพหรือเล่นเกมนานๆ ก็ยังแค่อุ่นๆ ไม่ร้อนจนใช้งานไม่ได้

Alienware 17 R4 รองรับการทำงานกับแว่น VR ที่มีอยู่ในตลาดอย่าง Oculus Rift และ HTC Vive ได้เป็นอย่างดี สามารถเล่นเกมในโลก VR อย่าง Gunjack ได้ลื่นไหล ไม่ต้องใช้ Desktop เครื่องใหญ่ๆ ก็เล่น VR ได้ พร้อมรองรับเกมในอนาคตที่จะออกมาในระบบ VR มากขึ้น

จุดเด่นอื่นๆ ของ Dell Alienware 17 R4

Alienware Sound Center ที่สามารถปรับแต่งเสียงให้เหมาะสำหรับการเล่นเกม แถมมีฟีเจอร์ Audio LaunchPad เอาไว้ปล่อยเสียงประกอบระหว่างการแคสเกม ปล่อยแป๋วระหว่างแคสเกมไปเลย! การ์ดเน็ตเวิร์คก็ใส่ของดีมา เป็นรุ่น Killer DoubleShot Pro สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายทั้ง LAN และ Wifi ได้พร้อมกัน เพื่อเลือกเส้นทางอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุดสำหรับการเล่นเกม

จากการวิเคราะห์องค์ประกอบโดยรวมทั้งหมด ข้อสังเกตคือเครื่อง Alienware 17 R4 มีน้ำหนักมาก คือหนัก 4.4 กิโล ไม่รวมกับอแดปเตอร์ที่มีขนาดใหญ่โต ตัวคีย์บอร์ดก็ไม่มีสกรีนภาษาไทย และปุ่มค่อนข้างติดกันจนมีปัญหาในการพิมพ์บ้าง แต่เรื่องประสิทธิภาพในการเล่นเกมในหายห่วงครับ

Alienware 17 R4 วางราคาไว้ที่ 109,990 บาท พร้อมบริการ Premium Support รับประกัน 3 ปีสำหรับผู้ซื้อเครื่องประกันในไทย สามารถโทรแก้ไขปัญหาทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง และเรียกฝ่ายเทคนิคไปซ่อมได้ถึงบ้าน ไม่ต้องอุ้มเครื่องไปเข้าศูนย์

ถือว่าเป็นราคาระดับพรีเมี่ยมสำหรับแล็ปท็อปเน้นเล่นเกมจากต่างดาวนี้ ถ้างบถึง รับรองว่าดี

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!