Connect with us

Published

on

ASUS ROG Zephyrus

8.8

สเปคเครื่อง

10.0/10

การออกแบบ

9.0/10

การระบายความร้อน

9.0/10

ความคุ้มค่าต่อราคา

7.0/10

จุดเด่น

  • สเปคสูงสุดเท่าที่ Notebook สามารถทำได้
  • มีความบางเทียบเท่า Notebook ทำงานทั่วไปแต่สเปคสูงกว่ามาก
  • ระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูง
  • ระบบ Touchpad สามารถเปลี่ยนเป็น Numpad ได้

จุดสังเกต

  • ราคาค่อนข้างสูงสำหรับเกมเมอร์ทั่วไป
  • ปุ่ม Touchpad กับปุ่มลูกศรใกล้กันเกินไป มีโอกาสกดผิดสูง
  • ลำโพงเสียงไม่เต็มมากเท่าที่ควร
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ไม่นาน เพราะใช้พลังงานจากการ์ดจอค่อนข้างมาก

ตอนนี้หมดยุค Gaming Notebook อย่างหนา แบกกันหลังหักแล้วนะ โน้ตบุ๊กเกมเมอร์ยุคนี้บางได้ยังกับ Ultrabook แต่ยังแรงมากระดับใส่ชิป NVIDIA Geforce GTX 1080 ไว้ได้ด้วย! นี่คือเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก Asus ROG Zephyrus บุตรแห่งเทพเจ้าสายลมตะวันตก!

Asus ROG Zephyrus

Asus ROG Zephyrus เป็นโน้ตบุ๊กที่มีหน้าจอใหญ่ 15.6 นิ้ว แต่บางสุดแค่ 1.69 cm และหนักแค่ 2.25 กิโลกรัมเท่านั้น น้ำหนักไม่ได้ต่างจาก Ultrabook จอใหญ่ๆ ตกแต่งสวยงามทุกด้าน ด้านบนก็มีโลโก้ของ ROG พร้อมข้อความ Republic of Gamers ด้านหลังเขียนชื่อรุ่น Zephyrus ชัดเจน

ระบบระบายความร้อน

เวลากางเครื่องออกมา ฐานเครื่องด้านล่างจะยกตัวขึ้นมาด้วย เพื่อเป็นช่องทางให้อากาศวิ่งเข้าไประบายความร้อนในเครื่อง ซึ่งอากาศจะวิ่งเข้าไประบายความร้อนจากช่องเปิดด้านล่างและพื้นที่ว่างเหนือคีย์บอร์ดตรงนี้ แล้วระบายออกทางช่องด้านหลัง

ซึ่งตัวพัดลม, Heat pipe และครีบระบายความร้อนต่างๆ ก็ถูกออกแบบให้สอดรับกัน เรียกรวมระบบระบายอากาศทั้งหมดนี้ว่า ACTIVE AERODYNAMIC SYSTEM ซึ่งถ้าเล่นเกมหนักๆ จะรู้สึกเลยว่าลมร้อนที่ออกมาด้านหลังนั้นมีมวลลมเยอะมาก แปลว่าดูดอากาศเข้าไปได้มาก

จากการทดสอบเปิด 3Dmark ชุดทดสอบ Time Spy ตัวโหด วัดอุณหภูมิบริเวณคีย์บอร์ดก็ไม่ได้ร้อนมาก ส่วนด้านบนก็แค่อุ่น ๆ เท่านั้น

ฟังก์ชั่นสนับสนุนเกมเมอร์

เริ่มตั้งแต่หน้าจอ 15.6 นิ้วเป็นแบบด้าน ลดการสะท้อนแสง ให้ Refresh Rate 120 Hz รองรับเทคโนโลยี Nvidia G-Sync ลดการฉีกขาดของภาพ และแสดงสีได้ครบ 100% ของ sRGB

ตัวคีย์บอร์ดก็เทพไม่แพ้กัน ผ่านการเทสกดปุ่มที่ 20 ล้านครั้ง เกมเมอร์มือหนักก็อุ่นใจได้ สามารถกดได้ 30 ปุ่มพร้อมกัน เผื่อต้องรัวคำสั่งเยอะๆ แน่นอนว่าสามารถปรับแสงสีของคีย์บอร์ดได้ ให้ปุ่ม QWER หรือ WASD แสดงสีที่ต่างไปก็ได้ แล้วสัมผัสของคีย์บอร์ดถือว่าดีเลย เห็นมันย้ายมาอยู่ด้านล่างเพื่อหลบพื้นที่ให้ระบบระบายความร้อน แต่ก็ยังกดง่าย ขนาดปุ่มได้มาตรฐาน ถ้าพิมพ์คล่องอยู่แล้วก็ใช้งานคีย์บอร์ดนี้ได้เลย ไม่ต้องหัดอะไรใหม่ แล้วถ้ารู้สึกว่าคีย์บอร์ดสูงไป ไม่มีที่รองข้อมือเหมือนโน้ตบุ๊กรุ่นอื่นๆ Asus ก็แถมแผ่นรองข้อมือที่สูงเท่าตัว Zephyrus มาให้ครับ สบายข้อมือกันไป

Touchpad สุดล้ำ

ไม่เพียงแค่เป็น Touchpad สำหรับใช้งานแทนเม้าส์ Asus ROG Zephyrus ยังปรับเป็นแป้นตัวเลขหรือ Numpad ได้ด้วยนะครับ เจ๋งสุด ๆ !

จุดสังเกต

  • ลำโพงแยกเสียงซ้ายขวาได้ดี แต่ไม่มีเสียงเบส ทำให้ขาดอรรถรสการเล่นเกมแนวลุย ๆ ไปเยอะ
  • อายุแบตเตอรี่น้อยไปหน่อย ใช้งานได้เพียง 3 ชั่วโมงโดยประมาณแม้ไม่ได้เล่นเกมหนัก ๆ แถมหม้อแปลงไฟค่อนข้างใหญ่ พกพาลำบาก
  • ปุ่มลูกศรกับปุ่ม Touchpad ค่อนข้างใกล้กัน มีโอกาสกดโดนค่อนข้างง่าย

สรุป

Asus ROG Zephyrus เป็นโน้ตบุ๊กเพื่อเกมเมอร์ที่เจ๋งมาก การดีไซน์ ความบางเบา และความแรงต้องยกนิ้วให้เลย สมแล้วที่เป็นตระกูลที่ได้รับรางวัลสุดยอด Gaming Notebook จากแบไต๋ IT Award 2017 ในงาน THAILAND GAME SHOW BIG FESTIVAL 2017 ปีแล้ว (รุ่นที่ได้รางวัลเป็นรุ่นที่แล้วนะ CPU gen เก่ากว่ารุ่นนี้)

ราคา

ปิดท้ายด้วยราคา 119,900 บาท ซึ่งเป็นรุ่น Top สูงสุดในตลาด สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อร้านค้าไอทีชั้นนำทั่วประเทศได้เลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Computer Review

รีวิว HP ENVY x360 โน้ตบุ๊กพลัง AMD Ryzen 5 ใช้งานและเล่นเกมได้ดีงามแค่ไหน

Published

on

ASUS ROG Zephyrus

8.8

สเปคเครื่อง

10.0/10

การออกแบบ

9.0/10

การระบายความร้อน

9.0/10

ความคุ้มค่าต่อราคา

7.0/10

จุดเด่น

  • สเปคสูงสุดเท่าที่ Notebook สามารถทำได้
  • มีความบางเทียบเท่า Notebook ทำงานทั่วไปแต่สเปคสูงกว่ามาก
  • ระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูง
  • ระบบ Touchpad สามารถเปลี่ยนเป็น Numpad ได้

จุดสังเกต

  • ราคาค่อนข้างสูงสำหรับเกมเมอร์ทั่วไป
  • ปุ่ม Touchpad กับปุ่มลูกศรใกล้กันเกินไป มีโอกาสกดผิดสูง
  • ลำโพงเสียงไม่เต็มมากเท่าที่ควร
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ไม่นาน เพราะใช้พลังงานจากการ์ดจอค่อนข้างมาก

ยุคนี้โน้ตบุ๊กสำหรับใช้ทำงานต้องเน้นความบางเบาค่ะ หลายๆ ค่ายก็ทำโน้ตบุ๊ตแบบ Ultrabook มาแข่งกัน ซึ่ง AMD และ HP ก็ส่ง HP ENVY x360 ตัวนี้มาให้เรารีวิวกันค่า

รูปลักษณ์และดีไซน์ของ HP ENVY x360

ดูรอบเครื่องก่อน HP ENVY x360 จัดเป็นโน้ตบุ๊กที่สวยเลย เราชอบดีไซน์หลายอย่างของเครื่องนี้นะคะ เริ่มตั้งแต่โครงสร้างเครื่องเป็นโลหะ ดูพรีเมี่ยมและแข็งแรง ฝาหลังจอก็มีโลโก้ HP แบบใหม่ที่สะท้อนแสงอยู่ด้านหลัง ซึ่งดูล้ำสมัยกว่าโลโก้ปกติ ที่บานพับมีโลโก้ Envy ติดอยู่เนียนๆ และบริเวณนี้ยังมีลวดลายเก๋ๆ อยู่ด้วย เมื่อเปิดฝาเครื่องดูภายใน จะเห็นโลโก้ HP แบบใหม่อยู่ด้านใต้จอ ซึ่งจอสัมผัสขนาด 13.3 นิ้วตัวนี้เป็นกระจก Gorilla glass ทำให้ดูแวววาวน่าใช้งานมาก

และจากชื่อรุ่น x360 ก็บอกอยู่แล้วว่าสามารถพลิกจอทำงานได้ 360 องศา ทั้งแบบโน้ตบุ๊กปกติแบบนี้ แล้วก็รูปแบบพลิกจอกลับหลังสำหรับดูหนัง หรือตั้งเป็นเตนท์สำหรับนำเสนองานด้วยจอสัมผัส หรือพับเก็บไปอีกด้านเลยเพื่อใช้งานแบบแท็บเล็ต ก็ทำให้รูปแบบการใช้งาน HP ENVY x360 นั้นยืดหยุ่นนะคะ รองรับการใช้งานทั้งเชิงธุรกิจและความบันเทิง

เมื่อเครื่องพลิกไปพลิกมาได้ ตัวลำโพงก็ต้องสามารถให้เสียงได้ตลอดเวลานะคะ ตอนแรกเราก็สงสัยว่าลำโพง Bang & Olufsen (แบง แอนด์ โอลูบเซน) ที่อยู่หน้าเครื่องนี้จะให้เสียงได้ยังไงเวลาคว่ำเครื่องลงพื้นเพื่อดูหนัง ปรากฎว่าด้านล่างของเครื่องก็มีลำโพงอีก 2 ตัวค่ะ สรุป HP ENVY x360 มีทั้งลำโพงด้านใต้จอ และด้านใต้เครื่อง ให้เสียงได้ครบทุกรูปแบบการใช้งานเลย ซึ่งเสียงจากลำโพง Bang & Olufsen ที่เป็นแบรนด์เครื่องเสียงชื่อดังจากเดนมาร์ก ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง ให้เสียงได้ดังกังวาลดีมาก คือแบบดังมาก ถ้าเปิดดังสุดก็ได้ยินชัดเต็มห้องค่ะ แต่ลำโพงตัวแค่นี้เราก็ไม่ได้หวังว่าจะให้เบสได้ตูมๆ นะ เอาเป็นว่าพอมีแล้วกัน

มาดูเรื่องหน้าจอกันบ้างค่ะ HP ENVY x360 ตัวนี้เป็นจอสัมผัส Full HD ขนาด 13.3 นิ้ว ก็ให้ภาพได้คมชัดสดใสดี แต่จะตินิดหนึ่งตรงที่หน้าจอค่อนข้างสะท้อนแสงนะคะ ก็ต้องหาที่นั่งดีๆ หลบมุมแสงหน่อย ไม่งั้นใช้งานแล้วจะปวดตา และทีเด็ดของจอตัวนี้อยู่ที่ปุ่ม F1 ตรงนี้ค่ะ จะเปิดใช้ HP Sure View เปลี่ยนโหมดจอให้คนรอบข้างมองไม่เห็นเนื้อหาในจอ จะเห็นภาพชัดเจนแค่ผู้ใช้ที่อยู่ตรงหน้าเครื่องเท่านั้น ซึ่งบางทีในงานธุรกิจเราก็กลัวความลับรั่วไหลเนอะ แทนที่จะต้องซื้อฟิล์ม Privacy มาติดจอ แต่ ENVY ตัวนี้มีให้เลือกปิด-เปิดในเครื่องได้เลย
ซึ่งการทำงานในโหมดสัมผัสก็ทำได้ลื่นไหลดีค่ะ ด้วยความที่จอเป็นกระจก Gorilla glass ทำให้สัมผัสเวลาใช้งานนั้นรู้สึกดี

และ HP ENVY x360 ยังมาพร้อมปากกาแบบ Active Pen สามารถตรวจจับแรงกดได้ ก็ใช้วาดเขียนบนจอได้ลื่นๆ สามารถวางมือลงบนจอเพื่อเขียนได้เลย แต่ตัวเครื่องไม่มีที่เก็บปากกานะคะ ก็ต้องเก็บแยกในกระเป๋าโน้ตบุ๊กให้ดีๆ เดี๋ยวหายนะ

ส่วน Webcam ด้านบนนี้ก็ให้คุณภาพพอใช้ได้ค่ะ เน้นสำหรับเอาไว้ทำ Video Call เป็นหลักเลย ไม่ได้เน้นถ่ายให้สวย และมาพร้อมเซนเซอร์ infrared ทำให้ใช้งาน Windows Hello ระบบล็อกอินเครื่องด้วยใบหน้าได้ด้วย

คีย์บอร์ดกับ Touchpad นั้นทำงานได้ดีค่ะ เท่าที่ใช้งานมายังไม่มีปัญหาใหญ่ๆ นอกจากต้องปรับความคุ้นเคยหน่อย เพราะข้างขวาของคีย์บอร์ดเป็นปุ่ม Home, Page Up, Page Down บางทีก็ชอบไปกดโดน

ปิดท้ายที่พอร์ตรอบเครื่องนิดหนึ่ง HP ENVY x360 ตัวนี้ให้พอร์ต USB 3.0 มา 2 พอร์ต ช่องเสียบหูฟังพร้อมไมค์ ปุ่มเปิดเครื่อง และช่องอ่านการ์ด MicroSD ส่วนข้างนี้ก็มีช่องต่อไฟ พอร์ต USB-C สารพัดประโยชน์ 1 พอร์ตซึ่งเสียบชาร์จไฟได้ด้วย และต่อตัวแปลงภาพขึ้นจอได้ เพราะเครื่องนี้ไม่มีช่อง HDMI กับพอร์ตแลนนะคะ และปุ่มปรับระดับเสียงค่ะ เอาไว้ให้ปรับความดังได้ง่ายๆ เวลาหงายเครื่องในรูปแบบอื่นๆ

ประสิทธิภาพของ HP ENVY X360 ที่ใช้ AMD Ryzen 5

จบเรื่องรูปลักษณ์ดีไซน์ การใช้งานไปแล้ว มาดูเรื่องประสิทธิภาพกันบ้างค่ะ! อย่างที่บอกว่า HP ENVY x360 ตัวนี้ AMD ส่งมาให้เรารีวิว เพราะงั้นเครื่องนี้จึงใช้ CPU เป็น AMD Ryzen 5 พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก AMD Radeon Vega 8 ค่ะ มาพร้อมหน่วยความจำแบบ SSD NVMe ความจุ 256 GB และอัดแรมมาให้ 8 GB

ถ้าพูดในเชิงการทำงานทั่วไป CPU AMD Ryzen 5 + SSD นั้นแรงใช้ได้นะคะ เครื่องนี้บูตวินโดวส์เร็วมาก เปิดโปรแกรมต่างๆ ใช้งานได้รวดเร็ว เปิดเว็บทำงานพร้อมกันได้มากมาย เท่าที่ใช้มายังไม่รู้สึกว่าเครื่องหน่วงเลย คืองานธุรกิจนี่เอาอยู่สบายๆ แต่ก็มีจุดอ่อนอยู่ตรงที่แบตเตอรี่ ที่เราเทสโดยทำงานบน Google Chrome เปิดใช้งานไปเรื่อยๆ ก็ใช้ต่อเนื่องได้ราวๆ 4-5 ชั่วโมงเท่านั้นเอง เพราะงั้นต้องพกสายชาร์จติดตัวไว้ตลอดนะคะ

แล้วถ้าเอาไปเล่นเกมล่ะ เราพบว่า AMD Ryzen 5 นั้นไม่แรงพอสำหรับการเล่นเกม 3 มิติค่ะ ทีมงานลองเล่นเกม Tomb Raider ที่ออกมาหลายปีแล้วในโหมดกราฟิกแบบ Normal พอเล่นไปสักพักภาพเริ่มกระตุก น่าจะเพราะเครื่องร้อนขึ้นด้วย

ซึ่งเมื่อทดสอบด้วย Geekbench 4 ก็ได้คะแนน CPU แบบ Multi-core ราว 9000 คะแนน ก็ระดับประมาณเดียวกับ Intel Core i5 Gen 7 เมื่อปีที่แล้วค่ะ แต่ยังสู้ Core i5 Gen 8 ไม่ได้

สรุป HP ENVY x360 โน้ตบุ๊กที่เหมาะสำหรับงานธุรกิจ

สรุปกันดีกว่า HP ENVY x360 ที่ใช้ AMD Ryzen 5 ตัวนี้ ตั้งราคาไว้ที่ 29,990 บาท ก็ถือเป็นราคาที่ถูกเลยสำหรับโน้ตบุ๊กจอ 13 นิ้ว หนักแค่ 1.3 กิโล และได้ดีไซน์เครื่องสวยแบบนี้ มาพร้อมปากกา Active Pen ด้วย ซึ่งมันเหมาะสำหรับการใช้งานในเชิงธุรกิจ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้บริหาร หรือเอาไปใช้นำเสนองานนะคะ เพราะมันทำงานพวกนี้ได้รวดเร็ว แต่ก็ต้องติดอแดปเตอร์ไฟไปด้วยเสมอ เพราะแบตเตอรี่ไม่อึดนัก ส่วนใครที่มองหาเครื่องสำหรับเล่นเกม เครื่องนี้ไม่เหมาะค่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Computer Review

รีวิว Dell S2418H จอราคาคุ้มๆ ที่คู่ควรทั้งการงานและเล่นเกม!

รีวิวที่เขียนขึ้นจากใจพ่อบ้านที่อยากได้จอมาเล่นเกม ดูหนัง ในขณะที่แฟนยึดจอทีวีไป!

Published

on

ASUS ROG Zephyrus

8.8

สเปคเครื่อง

10.0/10

การออกแบบ

9.0/10

การระบายความร้อน

9.0/10

ความคุ้มค่าต่อราคา

7.0/10

จุดเด่น

  • สเปคสูงสุดเท่าที่ Notebook สามารถทำได้
  • มีความบางเทียบเท่า Notebook ทำงานทั่วไปแต่สเปคสูงกว่ามาก
  • ระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูง
  • ระบบ Touchpad สามารถเปลี่ยนเป็น Numpad ได้

จุดสังเกต

  • ราคาค่อนข้างสูงสำหรับเกมเมอร์ทั่วไป
  • ปุ่ม Touchpad กับปุ่มลูกศรใกล้กันเกินไป มีโอกาสกดผิดสูง
  • ลำโพงเสียงไม่เต็มมากเท่าที่ควร
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ไม่นาน เพราะใช้พลังงานจากการ์ดจอค่อนข้างมาก

แม้ว่ายุคนี้เราจะใช้โน้ตบุ๊กกันเป็นหลัก แต่ความสำคัญของจอมอนิเตอร์แบบตั้งโต๊ะก็ไม่ได้ลดลงไปเลยนะครับ ผู้ใช้ก็ยังหาซื้อจอมอนิเตอร์สำหรับใช้ร่วมกับโน้ตบุ๊ก เพราะการทำงานแบบ 2 จอที่มีจอใหญ่ประกบนั้นช่วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมาก จอหนึ่งเปิดข้อมูล ส่วนอีกจอใช้ทำงาน งานจะเสร็จไวมาก

แล้วยุคนี้จอมอนิเตอร์ยังเจาะกลุ่มพ่อบ้านหัวใจเกมเมอร์ด้วย เมื่อทีวีเครื่องใหญ่ถูกยึด (ด้วยซีรี่ส์หรือแม่การะเกด) หรือคนในบ้านนอนไปหมดแล้ว พ่อบ้านต้องนั่งเล่นเกมเงียบๆ คนเดียว ก็ต้องอาศัยจอมอนิเตอร์ขนาดกำลังเหมาะเป็นเพื่อนคู่ใจแหละครับ ซึ่ง Dell ก็มีจอราคาคุ้มๆ ที่มีความสามารถครบถ้วนอยู่พอดี คือ Dell S2418H ที่เราจะรีวิวในครั้งนี้ไงครับ (วิญญาณนักรีวิวหัวใจพ่อบ้านลุกโชนนน)

รูปลักษณ์ของ Dell S2418H ขอบบางและมีเอกลักษณ์

  • ขอบจอบาง ทำให้เอาจอมาวางเรียงต่อกันได้เลย ใช้แล้วแทบไม่รู้สึกว่าจอมีขอบ
  • ลำโพงด้านหน้าดีไซน์น่าสนใจ ทำให้จอเด่นมีเอกลักษณ์
  • ตัวลำโพงหลุดจากขาตั้งง่ายไปหน่อย

Dell S2418H มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นอยู่ 2 อย่างครับ เห็นไกลๆ ก็พอเดาได้เลยว่าเป็นเดลล์ตระกูลนี้แหละ คือขอบจอบางมากแบบ InfinityEdge ด้านบน-ซ้าย-ขวาหนาประมาณ 0.4 cm เท่านั้นเอง เหมาะมากสำหรับงานที่จะเอาจอมาเรียงต่อกันครับ ก็จะเห็นรอยต่อแค่นิดเดียว แล้วแม้จะใช้แค่จอเดียวไม่ได้วางพร้อมกันหลายๆ จอ ด้วยขอบจอที่บางก็ทำให้รู้สึกว่าดีไซน์ด้านหน้านั้นดูดี เห็นภาพเต็มตาแบบไม่รู้สึกถึงขอบจอครับ

ขอบจอ Dell S2418H บางมว๊าก

อีกเรื่องหนึ่งที่เด่นมากคือที่ขาตั้งจอนั้นเป็นที่อยู่ของลำโพงที่วางหงายหน้าขึ้นมาครับ มองดูด้านหน้าอาจจะเห็นว่ามันมีลำโพงเดียว แต่ภายในนั้นบรรจุลำโพงย่อยขนาด 12W ไว้ 2 ตัวก็ให้เสียงสเตอริโอได้ดีพอสมควรเลย แต่ลำโพงตัวนี้ไม่ได้ติดล็อกไปกับขาตั้งจอนะ ใครไม่ได้ใช้ก็สามารถถอดออกได้ ซึ่งเราว่าตัวลำโพงกับขาตั้งจอมันหลุดจากกันง่ายไปหน่อย เพราะมันวางทับลงไปเฉยๆ ไม่มีตัวล็อกเลย เวลาเคลื่อนย้ายจอก็ต้องระวังลำโพงหลุดตกสักหน่อยนะครับ

ส่วนขาตั้งของ Dell S2418H นั้นสามารถปรับเอียงจอให้เงยหน้าหรือก้มลงได้อย่างเดียวครับ ไม่สามารถปรับระดับความสูงหรือบิดซ้าย-ขวาได้ และร่องตรงกลางของจอนั้นเอาไว้รอยสายครับ ให้สายผ่านช่องกลางอย่างเดียวจะได้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย

และด้านหลังของจอ ถ้าว่ากันตามความรู้สึกส่วนตัว มันไม่สวยเท่าด้านหน้าครับ เป็นพลาสติกสีดำเงาแล้วก็โลโก้ Dell กลมๆ อยู่ตรงกลาง ก็ธรรมดาดูจืดๆ หน่อยนะ

Dell S2418H ให้พอร์ตเชื่อมต่อสำคัญมาครบ

อีกหนึ่งเรื่องที่เราชอบจอรุ่นนี้มากคือพอร์ตเชื่อมต่อครับ ให้มาแบบเกือบครบทุกความต้องการจริงๆ คือ

พอร์ตเชื่อมต่อของ Dell S2418H คือ HDMI, VGA, Audio In, Audio Out

  • HDMI 2.0 จำนวน 1 พอร์ต
  • VGA (พอร์ต 15 ขาสำหรับคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าหน่อย) 1 พอร์ต
  • ช่องรับสัญญาณเสียงเข้า 3.5 mm เพื่อนำมาเล่นกับลำโพงของจอ (Audio-in)
  • ช่องเสียบหูฟังหรือลำโพงภายนอกแบบ 3.5 mm
  • พอร์ต mini DIN สำหรับเสียบลำโพงที่มาพร้อมจอ
  • ช่องเสียบไฟฟ้าจากอแดปเตอร์

ซึ่งพอร์ตที่ขาดไปก็ Display Port ที่เอาจริงๆ ก็ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่นะ แล้วเราก็อยากให้ช่องเสียบหูฟังอยู่ด้านหน้าให้เสียบง่ายๆ หน่อยนะ

การกินไฟของ Dell S2418H

ตามสเปกแล้ว อัตราการกินไฟของ Dell S2418H จะอยู่ที่ 26 W เมื่อทำงานปกติ และกินไฟสูงสุด 45 W เมื่อใช้โหมด Dynamic Contrast เร่งแสงจอสูงสุดครับ แล้วเมื่อจออยู่ในโหมด Stand-by (ไฟกระพริบ) กินไฟ 0.5 W เมื่อปิดจอ (ไม่มีไฟกระพริบ) กินไฟ 0.3 W

แต่การทดสอบกับเครื่องวัดจริงๆ ก็พบว่าต่ำกว่านั้นนะ สูงสุดที่วัดได้ไม่ถึง 20 W เลย

ว่าด้วยคุณภาพภาพของ Dell S2418H

  • รองรับ Dell HDR สามารถแสดงภาพจากสัญญาณ HDR ได้ดีระดับหนึ่ง
  • โหมดภาพหลากหลาย ตอบสนองงานทุกกลุ่ม มีโหมด Dynamic Contrast ที่ให้ Contrast สูงเป็นพิเศษ
  • โหมด Movie ให้ภาพอมฟ้า ซึ่งไม่ชอบเลย โหมด Movie มันต้องให้ภาพอุ่นๆ สิ!

สเปกของหน้าจอ Dell S2418H นั้นมีดังนี้ครับ

  • จอกระจกเคลือบกันแสงสะท้อนขนาดหน้าจอ 23.8 นิ้ว
  • หน้าจอ LED IPS ที่ให้มุมมองภาพกว้าง 178 องศา
  • ให้ความละเอียดสูงสุด 1920 x 1080 pixel ที่ 60 Hz
  • Response Time 8 ms ในโหมดปกติ และ 6 ms ในโหมด Fast
  • รองรับ AMD Free Sync
  • ความสว่าง 250 cd/m2 หรือ 250 nits
  • Contrast Ratio: 1,000:1 และสามารถเร่งได้ถึง 8,000,000:1 ในโหมด Dynamic Contrast
  • รองรับขอบเขตสี 99% ของ sRGB
  • น้ำหนักรวมลำโพง 4.21 kg

จากสเปกจะเห็นว่า Dell S2418H นั้นเป็นจอระดับกลางนะครับ ขอบเขตสี 99% ของ sRGB กับความสว่าง 250 cd/m2 ก็ดีพอสำหรับการใช้งานในบ้าน ใช้เล่นเกม และใช้งานในสำนักงานทั่วไป แต่คนทำงานด้านกราฟิกหรืองานวิดีโอที่จริงจังเรื่องสี อาจจะต้องมองจอในตระกูล Dell UltraSharp ที่เน้นงานด้านนี้แทน

Dell S2418H รองรับ HDR ด้วย

หน้าจอแจ้งสถานะของเครื่อง PlayStation 4 Pro รายงานว่าจอ Dell S2418H ใช้ HDR ได้เต็มที่! (อย่าลืมเลือกโหมด Game HDR ก่อนนะ)

จุดเด่นของจอ Dell S2418H คือรองรับ HDR หรือ High Dynamic Range ด้วย ถือเป็นจอราคาไม่แรง ที่รองรับ HDR (แต่เป็นแค่ Dell HDR นะ ไม่ใช่รองรับ HDR10 เต็มขั้น) โดยจะรองรับใน 2 โหมดภาพคือ Movie HDR และ Game HDR เท่านั้น ถ้าเลือกโหมดภาพอื่นๆ อุปกรณ์ที่ต่อเข้ามา (เช่น PlayStation 4) จะมองไม่เห็นว่าจอนี้รองรับ HDR และไม่ส่งสัญญาณ HDR มาให้ครับ

(คลิกเพื่ออ่าน) รู้จักกับ Dell HDR
Dell HDR เป็นมาตรฐานที่เดลล์สร้างขึ้นเพื่อให้จอรุ่นกลางๆ ที่สเปกยังไม่สูงพอสำหรับมาตรฐาน HDR10 ก็สามารถแสดงผลภาพ HDR ได้ โดยใช้ฮาร์ดแวร์ภายในประมวลผลสัญญาณ HDR10 แล้วปรับให้เหมาะกับการแสดงผลบนจอ

มาตรฐานในอุดมคติของ HDR10 คือต้องการจอที่ให้ความสว่างราว 1000 nit แต่เอาเข้าจริงทีวีระดับกลางๆ ที่แสดง HDR ได้ก็ให้ความสว่างราว 400 nit เท่านั้น ซึ่งก็พอที่จะแสดงภาพแบบ HDR ได้ แต่สำหรับ Dell S2418H ที่มีความสว่างเพียง 250 nit และรองรับสีเพียง 16.7 ล้านสี ไม่ใช่จอที่สามารถแสดงสีระดับ 10 Bit ได้ ก็ต้องใช้กลไกพิเศษในการช่วยให้แสดงภาพแบบ HDR

(จริงๆ แล้วแผงหน้าจอของ Dell S2418H แสดงสีได้แค่ 6 Bits แต่ใช้เทคนิค High FRC หรือ High Frame rate control เข้าช่วย ทำให้แสดงสีระดับ 16.7 ล้านสีได้)

เราทดสอบการแสดงภาพ HDR บนจอ Dell S2418H กับเครื่อง PlayStation 4 Pro โดยทดลองเล่นเกม Horizon Zero Dawn ที่ถือว่ามีภาพ HDR สวยที่สุดเกมหนึ่งบน PS4 ผลที่ได้คือภาพจากโหมด Game HDR นั้นออกมาดูดีกว่าโหมด Game ธรรมดาครับ แม้ว่าจะไม่ได้ต่างกันมากมายแต่ก็พอแยกออกว่าในโหมด Game HDR มีความสว่างภาพสูงกว่า ให้รายละเอียดส่วนมืดกับส่วนสว่างมากกว่า

Dell S2418H รองรับสัญญาณภาพ 4K ด้วย

Dell S2418H สามารถรองรับสัญญาณภาพระดับ 4K ได้ด้วยนะครับ แต่เอามาแสดงผลในความละเอียดหน้าจอ 1080p นี่แหละ แต่เราทดสอบจากเกม Last of Us ก็พอเห็นได้ว่าถ้าสัญญาณภาพเข้าเป็น 4K ภาพจะเนียนขึ้นอีกหน่อย พวกขอบยักตรงซี่ลูกกรงต่างๆ จะลดลง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจในจอรุ่นนี้ครับ

สรุปโหมดภาพของ Dell S2418H

  • Standard โหมดมาตรฐาน ใช้งานกับงานส่วนใหญ่ได้
  • ComfortView โหมดสบายตา ลดความสว่างและลดแสงสีฟ้าลง เหมาะสำหรับการทำงานเอกสาร หรือท่องเว็บนานๆ
  • Multimedia โหมดสำหรับงาน Multimedia สีสันคล้าย Standard แต่ติดฟ้ามากกว่า (ไม่น่าใจเหมือนกันว่าเดลล์ดีไซน์ไว้ใช้กับงานอะไร)
  • Movie โหมดสำหรับดูหนัง เปิด Dynamic Contrast ให้ Contrast สูงสุดที่จอทำได้ พร้อมเร่งแสงจอให้สว่างสุด แต่ดันปรับสีโทนเย็นมาให้ ซึ่งปกติดูหนังมันต้องปรับเป็นสีโทนอุ่นสิ! ผู้รีวิวเลยไม่ใช้โหมดนี้ดูหนัง
  • Movie HDR โหมดภาพรองรับ HDR ที่เหมาะกับการดูหนัง ถ้าเปิดใช้งานปกติจอจะมืดกว่าโหมด Movie ต้องต่อกับอุปกรณ์ที่ส่งภาพแบบ HDR เข้ามาจอถึงจะสว่าง แต่ภาพก็อมฟ้าอยู่ดีในโหมดนี้ ไม่ชอบเลย
  • Game โหมดสำหรับเล่นเกม เปิด Dynamic Contrast และเร่งแสงจอสว่างที่สุด ให้ภาพโทนอุ่นกว่าโหมด Movie แต่ไม่ได้ปรับ Response Time ให้นะ ถ้าใครรู้สึกว่าภาพในเกมติดเบลอ ให้ไปปรับในเมนูจาก Normal (8 ms) เป็น Fast (6 ms)
  • Game HDR โหมด HDR สำหรับเล่นเกม
  • Warm โหมดสีอุ่น สบายตา
  • Cool โหมดสีเย็น สำหรับคนที่ชอบ
  • Custom Color โหมดปรับสีด้วยตัวเอง

ซึ่ง Dynamic Contrast (8,000,000:1) ไม่สามารถเปิดเองในโหมดอื่นๆ ได้นะครับ ต้องเลือกใช้ในโหมด Movie หรือ Game เท่านั้น เมื่อเปิดแล้ว จอจะเร่งความสว่างสูงสุดเอง ไม่สามารถลดแสงจอได้ ถ้าต้องการลดแสงลงให้เข้าเมนูไปปิด Dynamic Contrast ซะ และ 2 โหมดนี้จะกินไฟสูงสุดครับ

คุณภาพเสียงของลำโพง Dell S2418H

  • เสียงดีเกินหน้าลำโพงที่มากับจอมอนิเตอร์ทั่วไป เพราะมีเทคโนโลยี MaxxAudio ช่วยปรับแต่งเสียง
  • สามารถเสียบสาย 3.5 mm เอาเสียงเข้าจอได้ หรือจะเสียบหูฟังหรือลำโพงออกจากจอก็ได้
  • เมื่อเสียบสาย 3.5 mm เพื่อฟังผ่านหูฟังหรือลำโพงนอก ลำโพงที่ขาตั้งจอจะยังทำงานอยู่ อย่าลืมกดลดระดับเสียงลำโพงล่ะ

ลำโพงด้านหน้าจอ Dell S2418H

เรามักติดภาพว่าลำโพงที่มากับจอมอนิเตอร์ก็เป็นแค่ลำโพงขำๆ ใช้จริงจังอะไรไม่ได้ มีไว้ให้รู้ว่าเสียงออกเท่านั้น แต่ลำโพง 12 W x 2 ที่อยู่ตรงขาตั้งของ Dell S2418H นั้นไม่ธรรมดานะครับ ใช้แทนลำโพงฟังเพลงขนาดย่อมๆ ได้เลยแหละ แถมด้านข้างลำโพงก็มีปุ่มเพิ่มลดเสียง ผู้ใช้ไม่ต้องกดปุ่มบนจอเพื่อปรับเสียงให้ลำบาก

ความลับของเสียงก้องกังวาลของลำโพงในจอ Dell S2418H คือเทคโนโลยีปรับแต่งเสียง MaxxAudio ที่อยู่ในตัวจอครับ ซึ่งจูนเสียงมาอย่างดีให้เหมาะสำหรับลำโพงตัวเล็กที่ขาตั้งนี้ ซึ่งถ้าลองปิด MaxxAudio ที่อยู่ในตัวจอไป จะรู้สึกทันทีว่าเสียงจากลำโพงนั้นแคบลง ทึบลง กลายเป็นเสียง Flat ทื่อๆ เราจึงแนะนำให้เปิดโหมดเสียง MaxxAudio ไว้ตลอดเวลาครับ

ถอดลำโพงออกจากจอได้แบบนี้เลย

Dell S2418H ยังสามารถรับเสียงเข้าได้จาก 2 แหล่ง คือเสียงที่ผ่านมาตามสาย HDMI ปกติ แล้วก็เสียงจากช่อง Audio In ครับ ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะเอาเสียงแหล่งไหนออกลำโพง นอกจากนี้เรายังสามารถเสียบหูฟังหรือลำโพงให้เสียงออกจากจอผ่านช่อง 3.5 mm ก็ได้ เหมาะสำหรับใครที่เปิดหนังดูตอนกลางคืน เลยอยากฟังผ่านหูฟังไม่ให้กวนคนอื่น แต่เสียงจะออกผ่านลำโพงของจอและหูฟังพร้อมกันนะครับ ไม่ได้เสียบหูฟังแล้วลำโพงที่ขาตั้งจะหยุดทำงานไป ก็อย่าลืมลดระดับเสียงของลำโพงด้วยล่ะ

และเมื่อปิดจอ ลำโพงที่ขาตั้งจอจะหยุดทำงานไปด้วยนะครับ เราไม่สามารถฟังเพลงแบบกดปิดจอได้ ต้องหาวิธี Stand-by จอเอาเองนะ

สรุป Dell S2418H มอนิเตอร์คุ้มครบ โดยเฉพาะเพื่อคุณพ่อบ้าน!

เมื่อเอาลำโพงออกจากจอ Dell S2418H หน้าตาขาตั้งจะเป็นแบบนี้ ก็สวยไปอีกแบบ

สำหรับใครที่กำลังมองหาจอมอนิเตอร์ขนาดย่อมๆ ไม่เล็ก ไม่ใหญ่จนเกินไป เพื่อนำมาใช้งานส่วนตัว อาจจะดูหนัง เล่นเกม หรือใช้ทำงาน Dell S2418H ก็เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่น่าสนใจ ด้วยราคาประมาณ 7,990 บาทที่ถือว่าไม่แพงเกินไปนัก แต่ได้ฟังก์ชั่นมาอย่างครบ ไม่ต้องไปตามหาลำโพงเพิ่ม หรือถ้ามีอุปกรณ์ที่รองรับภาพแบบ HDR อย่าง PlayStation 4 ก็ไม่ต้องไปซื้อจอใหม่ จอนี้รองรับได้เลย (แม้ว่าคุณภาพของ Dell HDR จะยังสู้จอที่รองรับ HDR10 แท้ๆ ไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าไม่มีนะครับ)

ซึ่งเรามองว่าถ้าเกินจากระดับ Dell S2418H นี้ไป ก็คงต้องมองเป็นจอมอนิเตอร์แบบ 4K HDR ไปเลยครับ ซึ่งราคาจะสูงกว่านี้มาก

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Computer Review

รีวิว Dell Inspiron 7373 โน๊ตบุ๊ค 2-in-1 จะเล่นจะทำงานท่าไหนก็ได้หมด

Dell Inspiron 7373 ออกแบบมาสำหรับคนที่ชอบใช้ทั้งโน๊ตบุ๊ค และแท็บเล็ตในตัวเดียวกัน งานนี้ไม่ต้องพกหลายอย่างให้หนัก ใช้คู่กันได้เลย!

Published

on

ASUS ROG Zephyrus

8.8

สเปคเครื่อง

10.0/10

การออกแบบ

9.0/10

การระบายความร้อน

9.0/10

ความคุ้มค่าต่อราคา

7.0/10

จุดเด่น

  • สเปคสูงสุดเท่าที่ Notebook สามารถทำได้
  • มีความบางเทียบเท่า Notebook ทำงานทั่วไปแต่สเปคสูงกว่ามาก
  • ระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูง
  • ระบบ Touchpad สามารถเปลี่ยนเป็น Numpad ได้

จุดสังเกต

  • ราคาค่อนข้างสูงสำหรับเกมเมอร์ทั่วไป
  • ปุ่ม Touchpad กับปุ่มลูกศรใกล้กันเกินไป มีโอกาสกดผิดสูง
  • ลำโพงเสียงไม่เต็มมากเท่าที่ควร
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ไม่นาน เพราะใช้พลังงานจากการ์ดจอค่อนข้างมาก

Dell Inspiron 7373 ออกแบบมาสำหรับคนที่ชอบใช้ทั้งโน๊ตบุ๊ค และแท็บเล็ตในตัวเดียวกัน งานนี้ไม่ต้องพกหลายอย่างให้หนัก ใช้คู่กันได้เลย!

สเปค Dell Inspiron 7373

  • CPU: 8th Generation Intel® CoreTM i7-8550U Processor (8MB Cache, up to 4.0 GHz)
  • ขนาด: กว้าง x ยาว x หนา 309.6mm x 215.7mm x 15.51mm น้ำหนัก 1.45 กิโลกรัม
  • แบต: อยู่ได้ 8 ชั่วโมง (ทดสอบจริงอยู่ได้ 6-8 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับแต่การใช้งาน) ขนาด 38WHr รองรับ Quick Charge
  • หน้าจอ: 13.3 นิ้ว FHD (1920 x 1080) IPS Truelife LED-Backlit Narrow Border เป็นหน้าจอสัมผัส รองรับปากกาและการปลดล็อคด้วยใบหน้า (Windows Hello)
  • RAM: 16GB, DDR4, 2133MHz
  • Graphics: Intel® UHD Graphics 620 with shared graphic memory
  • HDD: 128GB/256GB/512GB Solid State Drive 128GB/256GB/512GB PCIe NVMe Solid State Drive
  • Sound: 2 tuned speakers with Waves MaxxAudio® Pro 1 combo headphone / microphone jack
  • ช่องเชื่อมต่อ: USB 3.1 (2 ช่อง ซ้าย/ขวาข้างละ 1 ช่อง), HDMI 2.0 , SD Card (SD, SDHC, SDXC)

ด้านการทำงาน

Dell Inspiron 7373 ออกแบบมาสำหรับคนที่เน้นทำงานด้านเอกสารหรือทำงานด้านออนไลน์ ด้วยความที่มันสามารถพกพาไปข้างนอกได้ง่าย แถมเครื่องไม่ร้อนมากแม้จะใช้งานตลอดทั้งวัน ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สายนี้เลย แต่มีจุดสังเกตที่แบตฯ อาจจะไม่ทนถึงขนาดทำงานได้ตลอดทั้งวัน หากต้องออกจากบ้านเกินครึ่งวันต้องพกแบตเตอรี่ไปด้วย และสำหรับคนชอบใช้ปากกา จด ๆ วาด ๆ Dell เขาก็มีอุปกรณ์เสริมอย่าง Dell Active Pen ขายแยกให้อีกต่างหาก

การนำเสนอ / Present

ด้วยการที่เครื่องสามารถพลิกได้แบบ 360 องศา ทำให้เราสามารถปรับใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ สามารถใช้นำเสนอแบบตัวต่อตัวก็ทำได้ จอมีความชัดเจนสูง แถมดูวีดิโอ 4K ได้แบบสบาย ๆ แถม Dell Inspiron 7373 ตัวนี้เขาแถม Office 2016 มาให้ด้วยนะ ไม่ต้องซื้อแยกเลย แต่จุดสังเกตคือ หน้าจอมองข้าง ๆ ไม่ค่อยชัด และเรื่องความสว่างที่สู้แสงข้างนอกไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ทำให้การนำเสนองานกลางแจ้งเป็นจุดอ่อนไปพอสมควร

Entertainment ด้านความบันเทิง

ด้วยความที่มันสามารถปรับเป็น Tablet Mode ได้ ทำให้เราสามารถพกพาไปรับชมได้ทุกที่ เหมือนมีแท็บเล็ตจอใหญ่ ๆ เอาไว้ดูหนัง / ฟังเพลงนอกบ้าน  เสียงจากลำโพงก็ดังใช้ได้ แต่ไม่ถึงระดับลำโพง 7.1 Surround Sound และจุดเด่นอีกอย่างที่ Tablet ไม่มีคือ สามารถเปิดกี่จอก็ได้ จะทำงาน 1 จอ เปิดหนัง 1 จอ เปิด Facebook อีกจอ ก็สบาย ๆ

ราคา

สำหรับราคาของ Dell Inspiron 7373 รุ่นนี้ก็บอกได้ว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับราคาบนเสปคเดียวกันของโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่น ๆ อยู่ที่ 50,000 มีทอน 100 บาท (ราคาขึ้นอยู่กับสเปคที่เลือก) ก็ถือได้ว่าตอบโจทย์คนทำงาน / ไลฟ์สไตล์ เพราะพกพาง่าย จอใหญ่ ขอบบาง รวม ๆ แล้วน่าสนใจทีเดียว

เหมาะกับ

  • คนทำงานทั่วไป / เซลล์ขายสินค้าหรือบริการ
  • ดีไซเนอร์
  • คนที่ออกไปทำงานข้างนอกบ่อย ๆ
  • ใช้งานไลฟ์สไตล์ทั่วไป

ไม่เหมาะกับ

  • คนทำงานด้านกราฟิค
  • เกมเมอร์
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!