Connect with us

Computer Review

รีวิว Dell S2418H จอราคาคุ้มๆ ที่คู่ควรทั้งการงานและเล่นเกม!

รีวิวที่เขียนขึ้นจากใจพ่อบ้านที่อยากได้จอมาเล่นเกม ดูหนัง ในขณะที่แฟนยึดจอทีวีไป!

Published

on

Dell S2418H

฿7990
8.3

ดีไซน์ตัวเครื่อง

9.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.5/10

คุณภาพเสียง

8.0/10

ความหลากหลายในการรองรับอุปกรณ์

8.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • รองรับการแสดงภาพ HDR ด้วยเทคโนโลยี Dell HDR
  • ลำโพงที่ติดมากับจอเสียงดีเกินความคาดหวัง
  • ขอบจอด้านหน้าบาง ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ ดูทันสมัย
  • พอร์ตเชื่อมต่อมีทั้ง HDMI, VGA, Audio-in, Audio-Out
  • คุณภาพภาพ คุณภาพเสียง คุณภาพงานผลิต คุ้มค่ากับราคาที่จ่าย

จุดสังเกต

  • ไม่มี DisplayPort
  • โหมด Movie ให้ภาพโทนเย็น ทั้งที่จริงๆ ควรจะให้ภาพโทนอุ่น
  • ความสว่างจอ 250 nit ไม่ได้สว่างนักเมื่ออยู่ในห้องสว่าง
  • จอสามารถปรับมุมก้มเงยได้อย่างเดียว ไม่สามารถปรับความสูงของขาตั้งได้
  • ลำโพงด้านล่างหลุดง่ายเวลาจะยกไปที่อื่นเพราะไม่มีตัวล็อก เมื่อปิดจอ ลำโพงจะหยุดทำงานไปด้วย ทำให้ไม่สามารถใช้ลำโพงฟังเพลงแบบกดปิดจอได้ และไม่มีช่องเสียบหูฟังไม่มีด้านหน้า

แม้ว่ายุคนี้เราจะใช้โน้ตบุ๊กกันเป็นหลัก แต่ความสำคัญของจอมอนิเตอร์แบบตั้งโต๊ะก็ไม่ได้ลดลงไปเลยนะครับ ผู้ใช้ก็ยังหาซื้อจอมอนิเตอร์สำหรับใช้ร่วมกับโน้ตบุ๊ก เพราะการทำงานแบบ 2 จอที่มีจอใหญ่ประกบนั้นช่วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมาก จอหนึ่งเปิดข้อมูล ส่วนอีกจอใช้ทำงาน งานจะเสร็จไวมาก

แล้วยุคนี้จอมอนิเตอร์ยังเจาะกลุ่มพ่อบ้านหัวใจเกมเมอร์ด้วย เมื่อทีวีเครื่องใหญ่ถูกยึด (ด้วยซีรี่ส์หรือแม่การะเกด) หรือคนในบ้านนอนไปหมดแล้ว พ่อบ้านต้องนั่งเล่นเกมเงียบๆ คนเดียว ก็ต้องอาศัยจอมอนิเตอร์ขนาดกำลังเหมาะเป็นเพื่อนคู่ใจแหละครับ ซึ่ง Dell ก็มีจอราคาคุ้มๆ ที่มีความสามารถครบถ้วนอยู่พอดี คือ Dell S2418H ที่เราจะรีวิวในครั้งนี้ไงครับ (วิญญาณนักรีวิวหัวใจพ่อบ้านลุกโชนนน)

รูปลักษณ์ของ Dell S2418H ขอบบางและมีเอกลักษณ์

  • ขอบจอบาง ทำให้เอาจอมาวางเรียงต่อกันได้เลย ใช้แล้วแทบไม่รู้สึกว่าจอมีขอบ
  • ลำโพงด้านหน้าดีไซน์น่าสนใจ ทำให้จอเด่นมีเอกลักษณ์
  • ตัวลำโพงหลุดจากขาตั้งง่ายไปหน่อย

Dell S2418H มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นอยู่ 2 อย่างครับ เห็นไกลๆ ก็พอเดาได้เลยว่าเป็นเดลล์ตระกูลนี้แหละ คือขอบจอบางมากแบบ InfinityEdge ด้านบน-ซ้าย-ขวาหนาประมาณ 0.4 cm เท่านั้นเอง เหมาะมากสำหรับงานที่จะเอาจอมาเรียงต่อกันครับ ก็จะเห็นรอยต่อแค่นิดเดียว แล้วแม้จะใช้แค่จอเดียวไม่ได้วางพร้อมกันหลายๆ จอ ด้วยขอบจอที่บางก็ทำให้รู้สึกว่าดีไซน์ด้านหน้านั้นดูดี เห็นภาพเต็มตาแบบไม่รู้สึกถึงขอบจอครับ

ขอบจอ Dell S2418H บางมว๊าก

อีกเรื่องหนึ่งที่เด่นมากคือที่ขาตั้งจอนั้นเป็นที่อยู่ของลำโพงที่วางหงายหน้าขึ้นมาครับ มองดูด้านหน้าอาจจะเห็นว่ามันมีลำโพงเดียว แต่ภายในนั้นบรรจุลำโพงย่อยขนาด 12W ไว้ 2 ตัวก็ให้เสียงสเตอริโอได้ดีพอสมควรเลย แต่ลำโพงตัวนี้ไม่ได้ติดล็อกไปกับขาตั้งจอนะ ใครไม่ได้ใช้ก็สามารถถอดออกได้ ซึ่งเราว่าตัวลำโพงกับขาตั้งจอมันหลุดจากกันง่ายไปหน่อย เพราะมันวางทับลงไปเฉยๆ ไม่มีตัวล็อกเลย เวลาเคลื่อนย้ายจอก็ต้องระวังลำโพงหลุดตกสักหน่อยนะครับ

ส่วนขาตั้งของ Dell S2418H นั้นสามารถปรับเอียงจอให้เงยหน้าหรือก้มลงได้อย่างเดียวครับ ไม่สามารถปรับระดับความสูงหรือบิดซ้าย-ขวาได้ และร่องตรงกลางของจอนั้นเอาไว้รอยสายครับ ให้สายผ่านช่องกลางอย่างเดียวจะได้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย

และด้านหลังของจอ ถ้าว่ากันตามความรู้สึกส่วนตัว มันไม่สวยเท่าด้านหน้าครับ เป็นพลาสติกสีดำเงาแล้วก็โลโก้ Dell กลมๆ อยู่ตรงกลาง ก็ธรรมดาดูจืดๆ หน่อยนะ

Dell S2418H ให้พอร์ตเชื่อมต่อสำคัญมาครบ

อีกหนึ่งเรื่องที่เราชอบจอรุ่นนี้มากคือพอร์ตเชื่อมต่อครับ ให้มาแบบเกือบครบทุกความต้องการจริงๆ คือ

พอร์ตเชื่อมต่อของ Dell S2418H คือ HDMI, VGA, Audio In, Audio Out

  • HDMI 2.0 จำนวน 1 พอร์ต
  • VGA (พอร์ต 15 ขาสำหรับคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าหน่อย) 1 พอร์ต
  • ช่องรับสัญญาณเสียงเข้า 3.5 mm เพื่อนำมาเล่นกับลำโพงของจอ (Audio-in)
  • ช่องเสียบหูฟังหรือลำโพงภายนอกแบบ 3.5 mm
  • พอร์ต mini DIN สำหรับเสียบลำโพงที่มาพร้อมจอ
  • ช่องเสียบไฟฟ้าจากอแดปเตอร์

ซึ่งพอร์ตที่ขาดไปก็ Display Port ที่เอาจริงๆ ก็ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่นะ แล้วเราก็อยากให้ช่องเสียบหูฟังอยู่ด้านหน้าให้เสียบง่ายๆ หน่อยนะ

การกินไฟของ Dell S2418H

ตามสเปกแล้ว อัตราการกินไฟของ Dell S2418H จะอยู่ที่ 26 W เมื่อทำงานปกติ และกินไฟสูงสุด 45 W เมื่อใช้โหมด Dynamic Contrast เร่งแสงจอสูงสุดครับ แล้วเมื่อจออยู่ในโหมด Stand-by (ไฟกระพริบ) กินไฟ 0.5 W เมื่อปิดจอ (ไม่มีไฟกระพริบ) กินไฟ 0.3 W

แต่การทดสอบกับเครื่องวัดจริงๆ ก็พบว่าต่ำกว่านั้นนะ สูงสุดที่วัดได้ไม่ถึง 20 W เลย

ว่าด้วยคุณภาพภาพของ Dell S2418H

  • รองรับ Dell HDR สามารถแสดงภาพจากสัญญาณ HDR ได้ดีระดับหนึ่ง
  • โหมดภาพหลากหลาย ตอบสนองงานทุกกลุ่ม มีโหมด Dynamic Contrast ที่ให้ Contrast สูงเป็นพิเศษ
  • โหมด Movie ให้ภาพอมฟ้า ซึ่งไม่ชอบเลย โหมด Movie มันต้องให้ภาพอุ่นๆ สิ!

สเปกของหน้าจอ Dell S2418H นั้นมีดังนี้ครับ

  • จอกระจกเคลือบกันแสงสะท้อนขนาดหน้าจอ 23.8 นิ้ว
  • หน้าจอ LED IPS ที่ให้มุมมองภาพกว้าง 178 องศา
  • ให้ความละเอียดสูงสุด 1920 x 1080 pixel ที่ 60 Hz
  • Response Time 8 ms ในโหมดปกติ และ 6 ms ในโหมด Fast
  • รองรับ AMD Free Sync
  • ความสว่าง 250 cd/m2 หรือ 250 nits
  • Contrast Ratio: 1,000:1 และสามารถเร่งได้ถึง 8,000,000:1 ในโหมด Dynamic Contrast
  • รองรับขอบเขตสี 99% ของ sRGB
  • น้ำหนักรวมลำโพง 4.21 kg

จากสเปกจะเห็นว่า Dell S2418H นั้นเป็นจอระดับกลางนะครับ ขอบเขตสี 99% ของ sRGB กับความสว่าง 250 cd/m2 ก็ดีพอสำหรับการใช้งานในบ้าน ใช้เล่นเกม และใช้งานในสำนักงานทั่วไป แต่คนทำงานด้านกราฟิกหรืองานวิดีโอที่จริงจังเรื่องสี อาจจะต้องมองจอในตระกูล Dell UltraSharp ที่เน้นงานด้านนี้แทน

Dell S2418H รองรับ HDR ด้วย

หน้าจอแจ้งสถานะของเครื่อง PlayStation 4 Pro รายงานว่าจอ Dell S2418H ใช้ HDR ได้เต็มที่! (อย่าลืมเลือกโหมด Game HDR ก่อนนะ)

จุดเด่นของจอ Dell S2418H คือรองรับ HDR หรือ High Dynamic Range ด้วย ถือเป็นจอราคาไม่แรง ที่รองรับ HDR (แต่เป็นแค่ Dell HDR นะ ไม่ใช่รองรับ HDR10 เต็มขั้น) โดยจะรองรับใน 2 โหมดภาพคือ Movie HDR และ Game HDR เท่านั้น ถ้าเลือกโหมดภาพอื่นๆ อุปกรณ์ที่ต่อเข้ามา (เช่น PlayStation 4) จะมองไม่เห็นว่าจอนี้รองรับ HDR และไม่ส่งสัญญาณ HDR มาให้ครับ

(คลิกเพื่ออ่าน) รู้จักกับ Dell HDR
Dell HDR เป็นมาตรฐานที่เดลล์สร้างขึ้นเพื่อให้จอรุ่นกลางๆ ที่สเปกยังไม่สูงพอสำหรับมาตรฐาน HDR10 ก็สามารถแสดงผลภาพ HDR ได้ โดยใช้ฮาร์ดแวร์ภายในประมวลผลสัญญาณ HDR10 แล้วปรับให้เหมาะกับการแสดงผลบนจอ

มาตรฐานในอุดมคติของ HDR10 คือต้องการจอที่ให้ความสว่างราว 1000 nit แต่เอาเข้าจริงทีวีระดับกลางๆ ที่แสดง HDR ได้ก็ให้ความสว่างราว 400 nit เท่านั้น ซึ่งก็พอที่จะแสดงภาพแบบ HDR ได้ แต่สำหรับ Dell S2418H ที่มีความสว่างเพียง 250 nit และรองรับสีเพียง 16.7 ล้านสี ไม่ใช่จอที่สามารถแสดงสีระดับ 10 Bit ได้ ก็ต้องใช้กลไกพิเศษในการช่วยให้แสดงภาพแบบ HDR

(จริงๆ แล้วแผงหน้าจอของ Dell S2418H แสดงสีได้แค่ 6 Bits แต่ใช้เทคนิค High FRC หรือ High Frame rate control เข้าช่วย ทำให้แสดงสีระดับ 16.7 ล้านสีได้)

เราทดสอบการแสดงภาพ HDR บนจอ Dell S2418H กับเครื่อง PlayStation 4 Pro โดยทดลองเล่นเกม Horizon Zero Dawn ที่ถือว่ามีภาพ HDR สวยที่สุดเกมหนึ่งบน PS4 ผลที่ได้คือภาพจากโหมด Game HDR นั้นออกมาดูดีกว่าโหมด Game ธรรมดาครับ แม้ว่าจะไม่ได้ต่างกันมากมายแต่ก็พอแยกออกว่าในโหมด Game HDR มีความสว่างภาพสูงกว่า ให้รายละเอียดส่วนมืดกับส่วนสว่างมากกว่า

Dell S2418H รองรับสัญญาณภาพ 4K ด้วย

Dell S2418H สามารถรองรับสัญญาณภาพระดับ 4K ได้ด้วยนะครับ แต่เอามาแสดงผลในความละเอียดหน้าจอ 1080p นี่แหละ แต่เราทดสอบจากเกม Last of Us ก็พอเห็นได้ว่าถ้าสัญญาณภาพเข้าเป็น 4K ภาพจะเนียนขึ้นอีกหน่อย พวกขอบยักตรงซี่ลูกกรงต่างๆ จะลดลง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจในจอรุ่นนี้ครับ

สรุปโหมดภาพของ Dell S2418H

  • Standard โหมดมาตรฐาน ใช้งานกับงานส่วนใหญ่ได้
  • ComfortView โหมดสบายตา ลดความสว่างและลดแสงสีฟ้าลง เหมาะสำหรับการทำงานเอกสาร หรือท่องเว็บนานๆ
  • Multimedia โหมดสำหรับงาน Multimedia สีสันคล้าย Standard แต่ติดฟ้ามากกว่า (ไม่น่าใจเหมือนกันว่าเดลล์ดีไซน์ไว้ใช้กับงานอะไร)
  • Movie โหมดสำหรับดูหนัง เปิด Dynamic Contrast ให้ Contrast สูงสุดที่จอทำได้ พร้อมเร่งแสงจอให้สว่างสุด แต่ดันปรับสีโทนเย็นมาให้ ซึ่งปกติดูหนังมันต้องปรับเป็นสีโทนอุ่นสิ! ผู้รีวิวเลยไม่ใช้โหมดนี้ดูหนัง
  • Movie HDR โหมดภาพรองรับ HDR ที่เหมาะกับการดูหนัง ถ้าเปิดใช้งานปกติจอจะมืดกว่าโหมด Movie ต้องต่อกับอุปกรณ์ที่ส่งภาพแบบ HDR เข้ามาจอถึงจะสว่าง แต่ภาพก็อมฟ้าอยู่ดีในโหมดนี้ ไม่ชอบเลย
  • Game โหมดสำหรับเล่นเกม เปิด Dynamic Contrast และเร่งแสงจอสว่างที่สุด ให้ภาพโทนอุ่นกว่าโหมด Movie แต่ไม่ได้ปรับ Response Time ให้นะ ถ้าใครรู้สึกว่าภาพในเกมติดเบลอ ให้ไปปรับในเมนูจาก Normal (8 ms) เป็น Fast (6 ms)
  • Game HDR โหมด HDR สำหรับเล่นเกม
  • Warm โหมดสีอุ่น สบายตา
  • Cool โหมดสีเย็น สำหรับคนที่ชอบ
  • Custom Color โหมดปรับสีด้วยตัวเอง

ซึ่ง Dynamic Contrast (8,000,000:1) ไม่สามารถเปิดเองในโหมดอื่นๆ ได้นะครับ ต้องเลือกใช้ในโหมด Movie หรือ Game เท่านั้น เมื่อเปิดแล้ว จอจะเร่งความสว่างสูงสุดเอง ไม่สามารถลดแสงจอได้ ถ้าต้องการลดแสงลงให้เข้าเมนูไปปิด Dynamic Contrast ซะ และ 2 โหมดนี้จะกินไฟสูงสุดครับ

คุณภาพเสียงของลำโพง Dell S2418H

  • เสียงดีเกินหน้าลำโพงที่มากับจอมอนิเตอร์ทั่วไป เพราะมีเทคโนโลยี MaxxAudio ช่วยปรับแต่งเสียง
  • สามารถเสียบสาย 3.5 mm เอาเสียงเข้าจอได้ หรือจะเสียบหูฟังหรือลำโพงออกจากจอก็ได้
  • เมื่อเสียบสาย 3.5 mm เพื่อฟังผ่านหูฟังหรือลำโพงนอก ลำโพงที่ขาตั้งจอจะยังทำงานอยู่ อย่าลืมกดลดระดับเสียงลำโพงล่ะ

ลำโพงด้านหน้าจอ Dell S2418H

เรามักติดภาพว่าลำโพงที่มากับจอมอนิเตอร์ก็เป็นแค่ลำโพงขำๆ ใช้จริงจังอะไรไม่ได้ มีไว้ให้รู้ว่าเสียงออกเท่านั้น แต่ลำโพง 12 W x 2 ที่อยู่ตรงขาตั้งของ Dell S2418H นั้นไม่ธรรมดานะครับ ใช้แทนลำโพงฟังเพลงขนาดย่อมๆ ได้เลยแหละ แถมด้านข้างลำโพงก็มีปุ่มเพิ่มลดเสียง ผู้ใช้ไม่ต้องกดปุ่มบนจอเพื่อปรับเสียงให้ลำบาก

ความลับของเสียงก้องกังวาลของลำโพงในจอ Dell S2418H คือเทคโนโลยีปรับแต่งเสียง MaxxAudio ที่อยู่ในตัวจอครับ ซึ่งจูนเสียงมาอย่างดีให้เหมาะสำหรับลำโพงตัวเล็กที่ขาตั้งนี้ ซึ่งถ้าลองปิด MaxxAudio ที่อยู่ในตัวจอไป จะรู้สึกทันทีว่าเสียงจากลำโพงนั้นแคบลง ทึบลง กลายเป็นเสียง Flat ทื่อๆ เราจึงแนะนำให้เปิดโหมดเสียง MaxxAudio ไว้ตลอดเวลาครับ

ถอดลำโพงออกจากจอได้แบบนี้เลย

Dell S2418H ยังสามารถรับเสียงเข้าได้จาก 2 แหล่ง คือเสียงที่ผ่านมาตามสาย HDMI ปกติ แล้วก็เสียงจากช่อง Audio In ครับ ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะเอาเสียงแหล่งไหนออกลำโพง นอกจากนี้เรายังสามารถเสียบหูฟังหรือลำโพงให้เสียงออกจากจอผ่านช่อง 3.5 mm ก็ได้ เหมาะสำหรับใครที่เปิดหนังดูตอนกลางคืน เลยอยากฟังผ่านหูฟังไม่ให้กวนคนอื่น แต่เสียงจะออกผ่านลำโพงของจอและหูฟังพร้อมกันนะครับ ไม่ได้เสียบหูฟังแล้วลำโพงที่ขาตั้งจะหยุดทำงานไป ก็อย่าลืมลดระดับเสียงของลำโพงด้วยล่ะ

และเมื่อปิดจอ ลำโพงที่ขาตั้งจอจะหยุดทำงานไปด้วยนะครับ เราไม่สามารถฟังเพลงแบบกดปิดจอได้ ต้องหาวิธี Stand-by จอเอาเองนะ

สรุป Dell S2418H มอนิเตอร์คุ้มครบ โดยเฉพาะเพื่อคุณพ่อบ้าน!

เมื่อเอาลำโพงออกจากจอ Dell S2418H หน้าตาขาตั้งจะเป็นแบบนี้ ก็สวยไปอีกแบบ

สำหรับใครที่กำลังมองหาจอมอนิเตอร์ขนาดย่อมๆ ไม่เล็ก ไม่ใหญ่จนเกินไป เพื่อนำมาใช้งานส่วนตัว อาจจะดูหนัง เล่นเกม หรือใช้ทำงาน Dell S2418H ก็เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่น่าสนใจ ด้วยราคาประมาณ 7,990 บาทที่ถือว่าไม่แพงเกินไปนัก แต่ได้ฟังก์ชั่นมาอย่างครบ ไม่ต้องไปตามหาลำโพงเพิ่ม หรือถ้ามีอุปกรณ์ที่รองรับภาพแบบ HDR อย่าง PlayStation 4 ก็ไม่ต้องไปซื้อจอใหม่ จอนี้รองรับได้เลย (แม้ว่าคุณภาพของ Dell HDR จะยังสู้จอที่รองรับ HDR10 แท้ๆ ไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าไม่มีนะครับ)

ซึ่งเรามองว่าถ้าเกินจากระดับ Dell S2418H นี้ไป ก็คงต้องมองเป็นจอมอนิเตอร์แบบ 4K HDR ไปเลยครับ ซึ่งราคาจะสูงกว่านี้มาก

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Computer Review

รีวิว Seagate IronWolf ฮาร์ดดิสก์ที่เกิดมาเพื่อ NAS โดยเฉพาะ เปิดดึงข้อมูลได้ทั้งวันอย่างทน!

Published

on

Dell S2418H

฿7990
8.3

ดีไซน์ตัวเครื่อง

9.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.5/10

คุณภาพเสียง

8.0/10

ความหลากหลายในการรองรับอุปกรณ์

8.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • รองรับการแสดงภาพ HDR ด้วยเทคโนโลยี Dell HDR
  • ลำโพงที่ติดมากับจอเสียงดีเกินความคาดหวัง
  • ขอบจอด้านหน้าบาง ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ ดูทันสมัย
  • พอร์ตเชื่อมต่อมีทั้ง HDMI, VGA, Audio-in, Audio-Out
  • คุณภาพภาพ คุณภาพเสียง คุณภาพงานผลิต คุ้มค่ากับราคาที่จ่าย

จุดสังเกต

  • ไม่มี DisplayPort
  • โหมด Movie ให้ภาพโทนเย็น ทั้งที่จริงๆ ควรจะให้ภาพโทนอุ่น
  • ความสว่างจอ 250 nit ไม่ได้สว่างนักเมื่ออยู่ในห้องสว่าง
  • จอสามารถปรับมุมก้มเงยได้อย่างเดียว ไม่สามารถปรับความสูงของขาตั้งได้
  • ลำโพงด้านล่างหลุดง่ายเวลาจะยกไปที่อื่นเพราะไม่มีตัวล็อก เมื่อปิดจอ ลำโพงจะหยุดทำงานไปด้วย ทำให้ไม่สามารถใช้ลำโพงฟังเพลงแบบกดปิดจอได้ และไม่มีช่องเสียบหูฟังไม่มีด้านหน้า

แม้ว่าวงการคอมพิวเตอร์หลังๆ เราจะเข้าสู่โลกของ Solid State Drive หรือ SSD กันไปเรียบร้อย เพราะความเร็วในการอ่าน-เขียนสูงกว่าฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนเดิมมาก แต่ในวงการ NAS หรือกล่องฮาร์ดดิสก์ต่อเครือข่าย Harddisk ก็ยังคงเป็นใหญ่อยู่ เพราะฮาร์ดดิสก์ให้ความคุ้มค่าต่อความจุมากกว่า และงานในลักษณะที่ต้องเปิดเครื่องตลอดทั้งวันเพื่อเรียกใช้ข้อมูลตลอดเวลาของ NAS ก็เหมาะสำหรับฮาร์ดดิสก์ที่ทนทานมากกว่า SSD ครับ แต่ก็ไม่ใช่ฮาร์ดดิสก์ทุกตัวที่เหมาะกับงานแบบนี้นะ ก็ต้องเป็นฮาร์ดดิสก์ที่ออกแบบมาเฉพาะด้วย ซึ่งค่าย Seagate ก็มีฮาร์ดดิสก์สำหรับ NAS โดยเฉพาะในตระกูล IronWolf ครับ

อ่านเพิ่มเติม NAS คืออะไร และ Synology NAS ทำอะไรได้บ้าง

รู้จักฮาร์ดดิสก์ตระกูลต่างๆ ของ Seagate

จะซื้อฮาร์ดดิสก์ใช้กับอุปกรณ์อะไร ก็ต้องเลือกฮาร์ดดิสก์ให้เหมาะสำหรับอุปกรณ์นั้นๆ นะครับ ซึ่ง Seagate ก็มีฮาร์ดดิสก์สำหรับใช้ในบ้านอยู่ 4 ตระกูลหลักๆ คือ

  • BarraCuda – ฮาร์ดดิสก์สำหรับคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่เราคุ้นเคยกันดี
  • FireCuda – ฮาร์ดดิสก์ลูกผสม รวมเอาชิป NAND Flash เข้าไปด้วยเพื่อให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น สำหรับคอมที่ต้องการความแรง
  • IronWolf – ฮาร์ดดิสก์สำหรับ NAS โดยเฉพาะ เน้นความทนทาน ใช้งานได้นาน ระบบป้องกันข้อมูลเสียหาย ที่เราจะรีวิวกันในวันนี้
  • SkyHawk – ฮาร์ดดิสก์สำหรับกล้องวงจรปิดโดยเฉพาะ รองรับการเขียนข้อมูลหนัก รับข้อมูลจากกล้องหลายๆ ตัวได้พร้อมกัน
  • ส่วนระดับองค์กรก็จะมี Nytro ที่เป็น SSD ความเร็วสูงและ Exos ที่เป็นฮาร์ดดิสก์ประสิทธิภาพสูงครับ

สเปกและรุ่นต่างๆ ของ Seagate IronWolf

IronWolf 8 TB ทางซ้าย และ IronWolf 14 TB ทางขวา

Seagate IronWolf นั้นออกแบบมาสำหรับการใช้งานหนักของ NAS โดยเฉพาะ ไดรฟ์ตระกูลนี้จึงมีแค่ขนาด 3.5 นิ้วสำหรับติดตั้งใน NAS อย่างเดียว ไม่ได้มีรุ่น 2.5 นิ้วออกมาขายด้วย โดยมีความจุตั้งแต่ 1 – 14 TB สำหรับ IronWolf ปกติ และ 2 – 14 TB สำหรับ IronWolf Pro

ความแตกต่างระหว่าง IronWolf และ IronWolf Pro คือรุ่นโปรจะออกแบบมาสำหรับการใช้งานหนักกว่าปกติ เช่นใช้ในองค์กร SME ที่มีผู้ใช้งานพร้อมๆ กันมากกว่าฮาร์ดดิสก์ NAS ที่ใช้กันตามบ้าน ทำให้ IronWolf Pro มีค่า Mean Time Between Failures (MTBF) หรือค่าเฉลี่ยการใช้งานก่อนที่ฮาร์ดดิสก์จะเสียอยู่ที่ 1.2 ล้านชั่วโมง ส่วน IronWolf จะมี MTBF อยู่ที่ 1 ล้านชั่วโมง และรุ่นโปรจะได้ประกัน 5 ปีพร้อมบริการกู้ข้อมูลด้วย ในขณะที่รุ่นธรรมดาประกันอยู่ที่ 3 ปี ซึ่งแน่นอนว่า IronWolf Pro ก็จะมีราคาขายที่แพงกว่า IronWolf ธรรมดาด้วย

ส่วนที่ 2 รุ่นนี้เหมือนกันคือใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า AgileArray ที่ออกแบบมาสำหรับการใช้แบบ NAS โดยเฉพาะที่จะเรียงฮาร์ดดิสก์กันเป็นตับในตู้เดียว เช่นมีเซนเซอร์พิเศษสำหรับตรวจจับแรงสั่นเวลาฮาร์ดดิสก์ทำงาน ซึ่งจะปรับให้การสั่นไหวในไดรฟ์น้อยลงแม้ทำงานพร้อมกันหลายๆ ไดรฟ์ ซึ่งจะทำให้ฮาร์ดดิสก์ทนทานขึ้น หรือเทคโนโลยีการใช้พลังงานที่ออกแบบกลไกกันหมุน การเข้าถึงข้อมูลให้เหมาะกับงานของ NAS ทำให้กินไฟน้อยกว่าปกติ

และเรื่องประสิทธิภาพ ตามสเปกบอกว่า Seagate IronWolf นั้นเชื่อมต่อโดยใช้อินเทอร์เฟซแบบ SATA 6 GB/s เป็นฮาร์ดดิสก์ความเร็วรอบ 7200 RPM มีแคชที่ 256 MB มีความเร็วในการส่งข้อมูลสูงสุด 210 MB/s (แต่รุ่น 4 TB ลงไปจะใช้ความเร็วรอบที่ 5900 RPM มีแคชที่ 64 MB และความเร็วในการส่งข้อมูลสูงสุด 180 MB/s) แต่ประสิทธิภาพในการใช้จริงผ่าน NAS จะไม่ถึงระดับนี้นะครับ เพราะมันต้องส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายมา

ลองใช้ Seagate IronWolf

เราใช้งาน Seagate Ironwolf กับ Synology DS1817+ เจ้า NAS ประจำบริษัทนะครับ ซึ่งก็ติดตั้ง IronWolf ไว้หลายตัวเพื่อทำงานแบบ RAID สำรองข้อมูลระหว่างกัน ก็หลังจากติดตั้ง Seagate IronWolf เข้าไปใน NAS ของ Synology เรียบร้อยก็จะเห็นความจุประมาณนี้ครับ

  • ไดรฟ์ 8 TB จะใช้ได้ 7.3 TB
  • ไดรฟ์ 14 TB จะใช้ได้ 12.7 TB
  • ส่วนถ้ารวมหลายๆ ไดรฟ์จะได้ความจุรวมเป็นเท่าไหร่ ก็แล้วแต่ว่าเราใช้ RAID แบบไหนนะครับ

ใส่ฮาร์ดดิสก์หลายตัวเข้าไปใน NAS 1 ตัว

ซึ่งหน้าตาไดรฟ์ IronWolf ในระบบ Synology DSM จะเห็นเป็นไอคอนรูปหมาป่าชัดเจน ก็หมายความว่า Synology กับ Seagate มีการร่วมกันพัฒนาเพื่อให้ NAS กับฮาร์ดดิสก์ทำงานร่วมกันเต็มที่ครับ ซึ่งใน NAS ที่รองรับระบบของ IronWolf เต็มตัวจะสามารถใช้งาน IronWolf Health ระบบวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาได้ด้วย ซึ่งสามารถตั้งตารางเวลาให้มีการตรวจสอบข้อผิดพลาดของฮาร์ดดิสก์ได้เรื่อยๆ ด้วย ทำให้ผู้ใช้รู้ปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น และจัดการได้ก่อนที่ข้อมูลในไดรฟ์จะพังเสียหายไป ซึ่ง IronWolf Health ก็รองรับใน NAS หลายยี่ห้อครับ เช่น Asustor, QNAP, Thecus และ Synology

หน้าจัดการของ IronWolf Health Management ใน Synology DSM

ส่วนประสิทธิภาพของ Seagate IronWolf นั้นเราไม่ได้นำไดรฟ์มาเสียบในคอมพิวเตอร์เพื่อวัดความเร็วโดยตรงนะครับ แต่เป็นการใช้งานผ่าน NAS โดยเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับเครือข่ายด้วย Gigabit LAN ก็ได้ประสิทธิภาพตามที่เห็นในรูปจากโปรแกรม CrystalDiskMark ครับ ซึ่ง IronWolf สามารถทดสอบอ่านเขียนข้อมูลได้สูงสุดที่ 118.5 MB/s ก็เกือบถึงขอบสุดของ Gigabit LAN ที่ส่งข้อมูลได้สูงสุด 125 MB/s ครับ แต่ถ้าเรียกใช้งานผ่าน Wifi ก็จะช้ากว่านี้อีก เพราะว่ามาตรฐาน Wifi ในปัจจุบันนั้นอยู่แค่หลักร้อย Mbps ส่วนถ้าเสียบฮาร์ดดิกส์ภายนอกเข้ากับ NAS โดยตรง แล้วก็อปข้อมูลระหว่างกันก็จะได้ความเร็วหลัก 200 MB/s ตามสเปกครับ

ประสิทธิภาพการอ่านเขียนข้อมูลของ IronWolf ผ่าน Gigabit LAN ก็เกือบสุดขอบความเร็วเครือข่าย

ส่วนเรื่องเสียงและการสั่นสะเทือนระหว่างใช้งานก็ถือว่าเงียบและไม่มีการสั่นสะเทือนครับ ตั้ง NAS ที่ใช้ Seagate IronWolf ก็ไม่รู้สึกรบกวนอะไร

Seagate IronWolf คุ้มไหมสำหรับการใช้งาน

เนื่องจากว่า IronWolf นั้นเป็นฮาร์ดดิสก์ที่ออกแบบมาให้ทนทานกว่าปกติ ทำให้ราคาจะสูงกว่าฮาร์ดดิสก์สำหรับคอมพิวเตอร์ทั่วไปในความจุเดียวกันอยู่สักหน่อยครับ อย่าง IronWolf 14 TB ที่โชว์ในบทความนี้มีราคาประมาณ 21,000 บาท และ IronWolf 8 TB มีราคาราว 10,000 บาทในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 นะครับ ถ้าถามว่าคุ้มไหม เราก็คิดว่าคุ้มนะ เพราะราคาที่เพิ่มขึ้นก็ซื้อความมั่นใจ ซื้อเทคโนโลยีที่จะทำให้ข้อมูลของเราไม่หายไปแบบไม่มีปีไม่มีขลุ่ย ดีกว่าซื้อฮาร์ดดิสก์ธรรมดาใส่ NAS แล้วมันทำงานหนักจนพังไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งข้อมูลที่เสียหายนั้นสำคัญกว่าตัวฮาร์ดดิสก์อีกนะ และเราก็ใช้ Seagate IronWolf เก็บข้อมูลตัดต่อวิดีโอมานานนับปี ก็ไม่มีไดรฟ์ไหนที่เสียหายจากการใช้งานอย่างหนักของเราในทุกๆ วันเลย

ขอบคุณ Seagate สำหรับฮาร์ดดิสก์ที่ส่งมาให้เราทดสอบครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Computer Review

รีวิว Synology DS218+ กล่องฮาร์ดดิสก์ต่อเครือข่าย พร้อมวิธีเลือกซื้อ NAS และการติดตั้ง!

Published

on

Dell S2418H

฿7990
8.3

ดีไซน์ตัวเครื่อง

9.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.5/10

คุณภาพเสียง

8.0/10

ความหลากหลายในการรองรับอุปกรณ์

8.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • รองรับการแสดงภาพ HDR ด้วยเทคโนโลยี Dell HDR
  • ลำโพงที่ติดมากับจอเสียงดีเกินความคาดหวัง
  • ขอบจอด้านหน้าบาง ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ ดูทันสมัย
  • พอร์ตเชื่อมต่อมีทั้ง HDMI, VGA, Audio-in, Audio-Out
  • คุณภาพภาพ คุณภาพเสียง คุณภาพงานผลิต คุ้มค่ากับราคาที่จ่าย

จุดสังเกต

  • ไม่มี DisplayPort
  • โหมด Movie ให้ภาพโทนเย็น ทั้งที่จริงๆ ควรจะให้ภาพโทนอุ่น
  • ความสว่างจอ 250 nit ไม่ได้สว่างนักเมื่ออยู่ในห้องสว่าง
  • จอสามารถปรับมุมก้มเงยได้อย่างเดียว ไม่สามารถปรับความสูงของขาตั้งได้
  • ลำโพงด้านล่างหลุดง่ายเวลาจะยกไปที่อื่นเพราะไม่มีตัวล็อก เมื่อปิดจอ ลำโพงจะหยุดทำงานไปด้วย ทำให้ไม่สามารถใช้ลำโพงฟังเพลงแบบกดปิดจอได้ และไม่มีช่องเสียบหูฟังไม่มีด้านหน้า

NAS หรือ Network Attached Storage นั้นเป็นเหมือนกล่องมหัศจรรย์ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก หรือรู้สึกว่ามันยุ่งยากนะครับ แต่เชื่อเราเถอะว่าถ้าคุณรู้ว่ามันทำอะไรได้ และใช้งานมันเป็นแล้ว คุณจะหลงรัก NAS จนอาจจะใช้ External Harddisk น้อยลงทีเดียว ซึ่ง Synology ก็เป็นผู้ผลิต NAS จากไต้หวันที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้มาก จนสามารถทำกล่องเก็บฮาร์ดดิสก์ตัวเล็กๆ นี้ให้กลายเป็นเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวขนาดย่อมได้เลย และวันนี้เราจะรีวิว Synology DS218+ รุ่นเกือบท็อปในตระกูลใส่ 2 ไดร์ฟให้อ่านกัน!

Synology NAS ทำอะไรได้บ้าง

ตัวซ้ายคือ DS216j ส่วนตัวขวาคือ DS218+

NAS ของ Synology นั้นจะใช้ระบบปฏิบัติการของตัวเองที่เรียกว่า DSM หรือ Disk Station Manager ซึ่งเจ้า DSM นี้เองที่ทำให้กล่องใส่ฮาร์ดดิสก์หน้าตาธรรมดานี้มีความสามารถที่หลากหลายมาก ซึ่งเราขอยกข้อที่เด่นๆ มาดังนี้

  1. เรื่องเบสิกที่สุด ใช้เก็บไฟล์และเรียกใช้จากที่ไหนในโลกที่มีอินเทอร์เน็ตก็ได้ จะดาวน์โหลดไฟล์บน NAS จากมือถือ หรืออัปโหลดขึ้นไปเก็บก็ได้ ขอแค่มีอินเทอร์เน็ตก็พอ
  2. ไม่ใช่เจ้าของ NAS ก็เรียกไฟล์ใน NAS ได้ โดยเจ้าของสามารถส่งลิงก์ให้คนอื่นดาวน์โหลดไฟล์ที่เก็บไว้ หรือเปิดช่องให้คนอื่นอัปโหลดไฟล์เข้ามาเก็บใน NAS ก็ได้ (ตามข้อกำหนดของการแชร์ ที่จะดูโฟลเดอร์อื่นๆ ใน NAS ไม่ได้) เหมือนมี Google Drive ส่วนตัวที่ให้ความจุเยอะมาก ตามกำลังจ่ายค่าฮาร์ดดิสก์ใน NAS โดยไม่ต้องจ่ายรายปี
  3. ข้อมูลใน NAS จะไม่เสียหายง่ายๆ เหมือน External Harddisk เพราะไม่ต้องเคลื่อนย้ายไปไหน และมีระบบตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเรื่อยๆ เมื่อพบว่าฮาร์ดดิสก์เริ่มมีปัญหาจะแจ้งผู้ใช้ให้จัดการก่อนพัง รวมถึงทำงานแบบ RAID ที่สำรองข้อมูลระหว่างฮาร์ดดิสก์หลายลูกตลอดเวลา ถึงจะพังไปลูกหนึ่ง ข้อมูลก็ไม่หาย
  4. รองรับการสตรีมวิดีโอที่เก็บใน NAS ขึ้นจอทีวี
  5. ใช้ร่วมกับแมคเพื่อเป็นไดร์ฟ Time Machine ได้ โดยข้อมูลจาก Mac จะถูกส่งมาเก็บใน NAS เรื่อยๆ แล้วเมื่อมีปัญหา เช่นไฟล์ถูกลบหรือถูกแก้ไขในแมค จะย้อนข้อมูลเดิมกลับมาได้ผ่านข้อมูลที่เก็บใน NAS
  6. ทำหน้าที่เป็น iTunes Server ได้ สตรีมเพลงไปยังอุปกรณ์ของแอปเปิ้ล
  7. ทำตัวเป็นเซิร์ฟเวอร์กลางของบ้านหรือบริษัท สร้างระบบ Chat ส่วนตัวที่ไม่ต้องเก็บข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์อื่นๆ หรือสร้างระบบ Office ส่วนตัว แก้ไขเอกสารใน NAS ได้ รวมถึงใช้ตั้งระบบเมลส่วนตัวได้ ตั้งระบบเก็บโน้ตส่วนตัวที่บันทึกข้อมูลลงไปแค่ไหนก็ได้
  8. ทำหน้าที่เก็บข้อมูลจากกล้องวงจรปิดก็ได้
  9. ซิงก์ไฟล์ไปมาจากบริการ Cloud ต่างๆ เช่น Dropbox, Google Drive มาลง NAS ได้เลย
  10. สำหรับนักพัฒนา ใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์ย่อมๆ ได้เลย รองรับเทคโนโลยีพวก Node.js หรือ PHP ด้วย

แนะนำการเลือกซื้อ Synology NAS ดูรุ่นกันยังไง

การติดตั้งฮาร์ดดิสก์จะแตกต่างกันระหว่างรุ่น DS216j ที่ต้องเปิดเครื่องมาใส่น็อต กับ DS218+ ที่เป็นถาดใส่ฮาร์ดดิกส์

Synology นั้นออกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ NAS ตั้งแต่กลุ่มผู้ใช้ตามบ้าน ผู้ใช้ในออฟฟิศย่อมๆ ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ทำให้มีผลิตภัณฑ์หลายกลุ่มมาก แต่วันนี้เราจะยกตัวอย่างการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม DS หรือ DiskStation ที่ใช้ในบ้านไปจนถึงองค์กรทั่วไปกันนะครับ

ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใช้ทั่วไปของ Synology จะแยกเป็น 3 ตระกูล 3 ระดับใหญ่ๆ คือ

  • J Series คือรุ่นที่ลงท้ายด้วยตัว J เช่น DS218J หรือ DS119J กลุ่มนี้จะเป็น NAS สำหรับผู้เริ่มต้น มีประสิทธิภาพไม่มากนัก สำหรับใช้ตามบ้านหรือบริษัทเล็กๆ ที่ผู้ใช้ไม่เยอะไม่ถึง 10 คน และไม่ได้ใช้งานที่เกี่ยวกับวิดีโออย่างบันทึกข้อมูลกล้องวงจรปิด หรือสตรีมวิดีโอไปออกจอทีวีนัก
  • Value Series จะมี 2 ระดับย่อยคือ
    • รุ่นที่ลงท้ายด้วย Play ที่เพิ่มเติมประสิทธิภาพด้าน Multimedia เข้ามา เช่น DS218Play, DS418Play
    • รุ่นที่ไม่มีอะไรลงท้าย เช่น DS218, DS118 ก็จะเป็นรุ่นที่ประสิทธิภาพดีขึ้นสำหรับใช้งานในองค์กรขนาดเล็ก
  • + Series รุ่นท็อปที่อัดสเปคมาให้มากที่สุด ทั้ง CPU และ RAM จะเยอะกว่ารุ่นอื่นๆ ในเลขเดียวกัน เหมาะสำหรับงานตั้งแต่ในบ้านถึงองค์กรขนาดย่อมๆ รองรับผู้ใช้พร้อมกันได้มากพอสมควร

ภายในของ DS218+ ใส่ฮาร์ดดิสก์แบบสไลด์ได้ 2 ลูก พร้อมช่องใส่แรมพร้อม และด้านหน้าก็พอร์ต USB 3.0 สำหรับโอนข้อมูลลง NAS ซึ่งปุ่มด้านหน้าจะมีปุ่มเปิด NAS กับปุ่ม C สำหรับก็อปข้อมูลลงเครื่องโดยตรง

ส่วนตัวเลขรหัสของ Synology นั้นตีความไม่ยากครับ เลข 2 ตัวหลังคือรุ่นปีที่ผลิตภัณฑ์นั้นออกมา ส่วนตัวเลขด้านหน้าที่เหลือคือจำนวนไดร์ฟที่รองรับ เช่น

  • รุ่นที่เรารีวิวในวันนี้คือ Synology DS218+ เลขลงท้าย 18 คือเป็นรุ่นปี 2018 ส่วนเลข 2 นำหน้าคือใส่ได้ 2 ไดร์ฟ และเป็นตระกูล Plus ถือเป็นตัวท็อปของกลุ่ม 2 ไดร์ฟแล้ว
  • DS718+ หน้าตาคล้ายๆ DS218+ ออกปี 2018 เหมือนกัน แต่ไม่ได้ใส่ได้ 7 ไดร์ฟตรงๆ ที่ตัวมันใส่ได้ 2 ไดร์ฟ และรองรับอุปกรณ์เสริมทำให้ใส่เพิ่มได้อีก 5 ไดร์ฟรวมเป็น 7 ไดร์ฟ

เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ใช้ตามบ้านที่ใช้งานไม่กี่คน และไม่ได้ดูหนัง 4K จากไฟล์ในกล่อง ดูเป็นรุ่นถูกสุดคือ DS119J ก็ได้ แต่ถ้าคิดว่าต้องการใส่ได้ 2 ไดร์ฟเพื่อเอามาทำ RAID ให้ข้อมูลปลอดภัยมากขึ้นก็ดูเป็นรุ่น DS218J จะได้ราคาที่ไม่แพงเกินไปนัก แต่ถ้าต้องการดูหนัง 4K ด้วย ก็ต้องดูเป็น DS118 หรือ DS218play ขึ้นไปครับ ส่วนรุ่น DS218+ คือตัวท็อปที่รองรับผู้ใช้พร้อมๆ กันได้มากขึ้นนั้นเอง

รีวิว Synology DS218+

พอร์ตหลังเครื่องของ DS218+ จะมีพอร์ต Gigabit LAN, USB 3.0 อีก 2 พอร์ตและพอร์ต eSATA สำหรับต่อฮาร์ดดิสก์ภายนอก

เอาแหละ เราแนะนำกันไปแล้วว่า NAS ทำอะไรได้บ้าง และการดูรุ่นของ Synology ให้เหมาะกับการใช้งานของเรานั้นดูยังไง คราวนี้มาดูกันดีกว่าว่า Synology DS218+ นั้นทำอะไรได้บ้าง

เริ่มต้นติดตั้ง Synology DS218+

สำหรับผู้ใช้ตามปกติแล้ว การเริ่มต้นใช้งาน Synology NAS นั้นทำได้ไม่ยาก แค่เอาฮาร์ดดิกส์ที่เหมาะสมใส่ลงไปในกล่อง เช่น WD Red หรือ Seagate Ironwolf ที่ออกแบบมาสำหรับใช้งานแบบ NAS โดยเฉพาะ แล้วเข้าหน้า find.synology.com เพื่อเริ่มต้นติดตั้ง DSM หรือระบบปฏิบัติการของ NAS ก็ได้แล้ว ทำตามขั้นตอนที่ระบุในหน้าเว็บไปเรื่อยๆ เลือกรูปแบบการจัดการไดร์ฟว่าเป็น RAID แบบไหน หรือถ้าไม่ต้องคิดเยอะก็เลือกเป็น SHR หรือ Synology Hybird RAID ก็จะให้ระบบจัดการไดร์ฟให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ แต่วันนี้เราจะเล่นท่ายากกว่านั้นคือการเอาฮาร์ดดิสก์จาก NAS ตัวเดิมมาใส่ในตัวใหม่ครับ!

(ทริก! ถ้ามีฮาร์ดดิสก์ 2 ลูกที่ขนาดต่างกัน อย่าใส่ลงไปใน NAS ทั้ง 2 ลูกตั้งแต่เริ่มต้น Setup เพราะมันจะทำ Pool 2 ไดร์ฟให้โดยอัตโนมัติ แล้วพื้นที่ที่ได้จะกลายเป็นของลูกเล็กกว่า)

จริงๆ แล้วเราสามารถถอดฮาร์ดดิสก์จาก Synology NAS เดิมมาใส่ในเครื่องใหม่ได้เลย ซอฟต์แวร์จะมีตัวเลือกให้ทำ Migation เพื่อนำข้อมูลมาใช้ได้เลย ไม่ต้องเสียเวลา Backup แล้ว Restore ข้อมูล แต่อย่างไรก็ตามเราควรสำรองข้อมูลใน NAS ก่อน เพราะมันก็มีบางกรณีที่ไม่สามารถ Migate กันได้ เช่นรุ่นของ NAS ตัวเก่ากับใหม่นั้นแตกต่างกันมากเกินไป หรืออาจเกิดอุบัติเหตุอะไรบางอย่าง ทำให้ข้อมูลเสียหาย เช่นกดพลาดกลายเป็น Format ไดร์ฟก็มีให้เห็นกันบ่อยๆ ครับ

การสำรองข้อมูลใน Synology NAS นั้นก็ทำไม่ยากผ่านแอปย่อยที่ชื่อว่า Hyper Backup ครับ ซึ่งสามารถสำรองข้อมูลใน NAS ไปลงฮาร์ดดิกส์ภายนอกได้ พอติดตั้ง NAS เสร็จแล้วก็สามารถเปิด Hyper Backup ขึ้นมา Restore ข้อมูลกลับมาได้ ซึ่งเราเลือกทำติดตั้ง NAS ใหม่โดยการ Backup/Restore ไม่ได้ทำ Migation มา เพราะต้องการเปลี่ยนระบบไฟล์ใน NAS จาก ext4 เป็น Btrfs ด้วยครับ

Btrfs เป็นระบบไฟล์มาตรฐานใหม่ที่ใช้ในกลุ่มเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งมีความสามารถมากกว่าระบบไฟล์ Ext4 ที่ใช้ใน Linux เดิม (แต่ระบบไฟล์ Ext4 ก็ยังได้เปรียบในเรื่องความจัดการง่ายเมื่อเกิดปัญหาอยู่ดี เพราะเป็นระบบไฟล์ที่มีมานาน มีเครื่องมือช่วยเหลือเยอะ) โดยเฉพาะความสามารถ Snapshot คือบันทึกภาพของข้อมูลในเวลาต่างๆ เก็บเอาไว้ แล้วเมื่อเกิดปัญหาเช่นไฟล์ถูกลบ หรือถูกแก้ไข ก็สามารถย้อนกลับมาสภาพก่อนเกิดเหตุการณ์ได้ง่ายๆ แบบไม่เปลืองพื้นที่ในการจัดเก็บเยอะขนาดการ Backup ตามปกติ ซึ่งการจะเปลี่ยนไดร์ฟเก่าที่เป็น Ext4 ให้กลายเป็น Btrfs นั้นมีทางเดียวคือต้อง Format ไดร์ฟเก่าทิ้งทั้งหมด เราจึงต้อง Backup ข้อมูลก่อนครับ

เมื่อติดตั้งระบบ DSM เรียบร้อย ระบบจะให้เราเซ็ตอัป QuickConnect ครับ ซึ่งเป็นระบบเชื่อมต่อเครือข่ายภายนอกโดยที่ไม่ต้องตั้ง PortForward ให้วุ่นวาย ทำให้แอปในมือถือของ Synology สามารถเชื่อมต่อกับ NAS ของเราผ่านเครือข่ายภายนอกได้ด้วย ก็ควรลงทะเบียนเปิดบัญชีให้เรียบร้อย

เริ่มต้นใช้งาน DSM บน Synology NAS

หลังจากเซ็ตอัป Synology NAS เสร็จ เราก็พร้อมใช้งานกันแล้วครับ ซึ่งเราสามารถ NAS นั้นสามารถเข้าได้หลายทาง ทั้งการเข้าถึงไฟล์ผ่าน Network Drive ผ่าน Windows Explorer หรือ Finder ของแมคครับ หรือจะเข้าผ่านแอปของ Synology ในมือถือ แต่วิธีที่ใช้จัดการระบบได้มากที่สุดคือเข้าผ่านเบราว์เซอร์ แล้วจัดการผ่าน DSM หรือ DiskStation Manager ระบบปฏิบัติการของ Synology ครับ

หน้าตาของ DSM

DSM จะมีระบบงานพื้นฐานบางส่วนมาให้แล้วนะครับ พวกการจัดการฮาร์ดดิกส์ในเครื่อง หรือการเซ็ตอัปเครือข่ายต่างๆ แต่มันก็เพิ่มความสามารถได้อีกเยอะมากผ่านการลงโปรแกรมเพิ่มเติมจาก Package Center ซึ่งเราขอยกความสามารถที่น่าสนใจมาโชว์ให้ดูกันเลยดีกว่า!

ปล. ถ้าใครอยากลองใช้ DSM แบบตัวเป็นๆ Synology เปิดหน้าเว็บให้ทดลองที่ Synology Live Demo ครับ ไปลองจิ้มกันได้

ยกตัวอย่างความสามารถของ Synology NAS

จัดการไฟล์ใน NAS ผ่าน File Station

เครื่องมือพื้นฐานที่สุดของ NAS คือ File Station ครับ เอาไว้จัดการไฟล์ต่างๆ ใน NAS ซึ่งถ้าโอนไฟล์ไปมาใน NAS สั่งผ่าน File Station ใน DSM จะทำงานได้เร็วกว่า เพราะข้อมูลไม่ต้องวิ่งมาผ่านคอมพิวเตอร์ที่สั่งงานเหมือนการสั่งผ่าน Windows Explorer นะครับ

ซึ่ง File Station ก็สามารถสั่งแชร์ไฟล์และโฟลเดอร์ออกมาเป็น URL สำหรับส่งให้คนอื่นดาวน์โหลดไฟล์จากเน็ตภายนอกได้ด้วย แถมตั้งค่าให้ใส่รหัสก่อนดาวน์โหลดได้ พร้อมกำหนดวันหมดอายุของไฟล์ได้ด้วย และยังมีคำสั่ง Create file request (ตามในเมนู Action ที่เปิดไว้ในภาพประกอบ) เพื่อสร้างหน้าเว็บสำหรับให้คนอื่นอัปโหลดไฟล์มาเก็บไว้ใน NAS ได้ด้วย

แอป DS File สำหรับเรียกไฟล์บนมือถือ

ส่วนการเรียกไฟล์จาก NAS ผ่านมือถือนั้นจะใช้แอป DS File ครับ ซึ่งมีให้ดาวน์โหลดฟรีบน iOS และ Android ก็สามารถอัปโหลดไฟล์ขึ้นไปเก็บ หรือดาวน์โหลดลงมาใช้ เปิดภาพ เปิดวิดีโอจากใน NAS ได้เลย สบายครับงานนี้

จัดการไฟล์แบบยุคใหม่ด้วย Synology Drive

Drive เป็นระบบจัดการไฟล์รูปแบบใหม่ของ Synology ครับ ที่ตั้งใจทำให้เรื่องวุ่นวายกับไฟล์น้อยลง แต่ก็ต้องทำความเข้าใจกับมันสักหน่อยนะครับ มันจะเป็นแนวคิดการจัดการไฟล์ที่แตกต่างจากที่เราคุ้นเคยกันสักหน่อย จุดเด่นของ Drive คือมีระบบ Team Folder ที่ให้สมาชิกในทีมสามารถเข้ามายุ่งกับไฟล์ในถังกลางได้อิสระ ไม่ต้องวุ่นวายกับการกำหนด Permission มากนัก แต่ก็ยังมีระบบ History ที่สามารถย้อนอดีตไฟล์กลับไปได้ในกรณีที่ไฟล์มีปัญหา และแน่นอนว่าสามารถแชร์ไฟล์ให้บุคคลภายนอกได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีโปรแกรม Drive สำหรับติดตั้งในคอมพิวเตอร์เพื่อซิงก์ข้อมูลมาได้ด้วย

จัดการรูปภาพเหมือนมี Google Photo ส่วนตัวด้วย Synology Moment

รูปภาพที่ Moment จัดกลุ่มให้เองตามวัตถุในภาพ ซึ่งก็จัดว่าค่อนข้างตรงเลย

Moment เป็นแอปใหม่ที่ Synology เพิ่งเปิดตัวครับ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถจัดการกับรูปภาพจำนวนมากได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะแตกต่างจาก Photo Station แอปตัวเดิมที่ดูจริงจัง เหมาะสำหรับช่างภาพเอาไปนั่งจัดพอร์ตของตัวเองมากกว่า เทียบง่ายๆ Moment นั้นทำงานเหมือน Google Photo ส่วนตัวครับ ที่สามารถเก็บรูปความละเอียดเต็มของเราได้ โดยไม่ต้องเสียค่าพื้นที่รายเดือน และรูปก็ยังอยู่บน NAS ส่วนตัวของเรา ซึ่งเหมาะมากสำหรับคนที่กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของรูปถ้าจะต้องไปฝากบน Google ครับ

การใช้งาน Moment นั้นง่ายมาก สามารถโยนภาพทั้งหมดเข้าไปให้มันจัดการได้เลย แบบไม่ต้องแบ่งโฟลเดอร์ก็ได้ หรือจะลงแอป Moment ในสมาร์ตโฟนเพื่อให้อัปโหลดรูปทั้งหมดมาเก็บไว้ใน Moment ก็ได้ ซึ่งเมื่อรูปถูกอัปโหลดมาเก็บใน NAS หมดแล้ว เราก็สามารถลบรูปออกจากสมาร์ตโฟนแล้วค่อยดูรูปผ่านแอป Moment ก็ได้ครับ จะได้ประหยัดพื้นที่เก็บรูปในเครื่อง ซึ่งก็สามารถโหลดรูปกลับมาแสดงได้รวดเร็วพอสมควรครับ เพราะมีกระบวนการแสดงรูปก่อนแม้ว่าจะยังไม่ได้โหลดไฟล์เต็มลงมา ซึ่งใน Moment นั้นสามารถแสดงภาพแบบ 360 องศาได้ด้วย

เมื่ออัปโหลดรูปมาเก็บใน Moment เรียบร้อย ระบบก็จะวิเคราะห์ภาพทั้งหมดออกมา เริ่มต้นจากจัดภาพตามวันที่ก่อน ให้ย้อนกลับไปดูตามวันง่ายๆ แต่ที่ล้ำกว่านั้นคือ Moment มันมีปัญญาประดิษฐ์สามารถวิเคราะห์ภาพแล้วจัดกลุ่มอัตโนมัติออกมาได้เลย โดยใช้หน่วยประมวลผลในกล่อง NAS นั้นแหละ ไม่ได้ส่งข้อมูลไปวิเคราะห์บน cloud ที่ไหน ซึ่งสามารถจัดกลุ่มได้ทั้งแยกตามใบหน้า กรุ๊ปรูปออกมาเป็นคนๆ เลย หรือแยกตามสถานที่ถ่ายรูป ที่เด็ดสุดคือแยกตามวัตถุในภาพ ซึ่ง Moment สามารถวิเคราะห์ภาพได้หลากหลายมาก เช่น เด็ก, แมว, หมา, อาหารอิตาลี, สวนสนุก, น้ำตก, สวนไผ่ ฯลฯ ให้เราได้สนุกกับการย้อนดูรูปในอดีตครับ

แต่ความสามารถในการวิเคราะห์ภาพนั้นไม่ได้มีให้ในทุกรุ่นนะครับ เช่นในรุ่นพื้นฐาน DS218J จะสามารถแยกแยะใบหน้าได้อย่างเดียว ส่วนรุ่นที่เหนือมาหน่อยเช่น DS218+ ที่เรารีวิวในวันนี้จะสามารถวิเคราะห์วัตถุในภาพได้ด้วย เพราะความสามารถในส่วนนี้ต้องใช้ CPU ในกล่อง NAS ที่มีประสิทธิภาพมากพอด้วย

Synology Note Station เก็บโน้ตจดบันทึกอย่างเทพ

เรื่องของการจัดการโน้ตจดบันทึกนั้นก็เป็นเรื่องวุ่นๆ เหมือนกัน โดยเฉพาะคนที่ใช้อุปกรณ์หลายตัว หลายแบรนด์ครับ จะใช้ Apple Note มันก็อ่านได้เฉพาะใน Apple อย่างเดียว จะใช้ Simplenote มันก็เรียบง่ายไป อยากได้โน้ตที่จัดรูปหน้าได้ด้วย หรือจะใช้ Evernote มันก็ต้องเสียเงินค่าใช้ แต่สำหรับผู้ใช้ Synology NAS ก็สามารถดาวน์โหลดแพ็กเกจ Note Station มาใช้งานและจดโน้ตให้ซิงค์กันระหว่างอุปกรณ์ทั้งหมดได้สบายๆ โดยมีแอปให้ดาวน์โหลดทั้ง Windows, macOS, iOS และ Android เพื่อที่จะได้เปิดอุปกรณ์มาพร้อมจดโน้ตได้ทุกที่

โดยโน้ตที่เก็บไว้ใน Note Station แน่นอนว่าจะเก็บอย่างปลอดภัยใน NAS ส่วนตัวของเรา รวมถึงรูป ไฟล์แนบ หรือเสียงที่บันทึกลงในโน้ตด้วย ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับองค์กรธุรกิจที่ไม่ต้องการให้ข้อมูลหลุดออกไปในเซิร์ฟเวอร์ภายนอก

Synology Office แก้ไขเอกสารง่ายๆ บน NAS

ถ้าต้องการฟังก์ชั่นที่มากกว่าการจดโน้ตธรรมดา ใน NAS ของ Synology ก็มีฟังก์ชั่น Office เหมือนกันนะครับ คือสามารถเปิดไฟล์ Word, Excel, Powerpoint มาแก้ไขผ่านเว็บได้เลย เหมือนมี Google Docs ส่วนตัวนั้นแหละ พร้อมความสามารถคอมเมนท์เอกสาร แชร์ไปเปิดเครื่องอื่นๆ หรือแก้ไขเอกสารพร้อมกันหลายคนก็ได้ แต่ฟังก์ชั่นนี้เราไม่ได้ลองเทสเท่าไหร่ เพราะปกติเราใช้ Google Docs เป็นหลักมากกว่า เอาเป็นว่าใครอยากให้เอกสารปลอดภัยจากการเข้าถึงของบริษัทภายนอก ก็ลองใช้ดูได้ครับ

Video Station พื้นที่สำหรับเล่นวิดีโอที่เก็บใน NAS

โปรแกรมพื้นฐานสำหรับจัดการคลังวิดีโอใน Synology NAS คือ Video Station ครับ ซึ่งเมื่อเราใส่ไฟล์วิดีโอลงไปในโฟลเดอร์ที่ถูกต้อง Video Station จะหาปกมาใส่ และเติมข้อมูลให้เองโดยอัตโนมัติ ทำให้หน้าตาวิดีโอของเราสวยงามขึ้น ซึ่งนอกจากจะดูหนังของเราผ่านหน้าเว็บ หรือโหลดแอป DS Video มาลง iOS หรือ Android ให้เปิดหนังในสมาร์ตโฟนได้ มันยังสามารถสตรีมไปขึ้นอุปกรณ์อย่าง Apple TV, Chromecast ได้ และยังมีแอป DS Video สำหรับลงใน Android TV เพื่อดึงไฟล์ไปเล่นโดยตรงก็ได้ ส่วนการสตรีมไปอุปกรณ์ที่รองรับ DLNA ก็ทำผ่านโปรแกรม Media Server ที่ติดตั้งเพิ่มใน NAS ได้ครับ

ที่นี้รุ่นของ NAS นั้นก็เกี่ยวกับประสิทธิภาพการสตรีมวิดีโอไปเปิดเหมือนกันนะครับ ถ้าเราใช้กับอุปกรณ์อย่าง Apple TV หรือ Chromecast ที่มีรูปแบบไฟล์ที่เล่นได้จำกัดแค่ MP4 บางรูปแบบ เมื่อจะเอาไฟล์อื่นๆ อย่าง MKV ไปเปิด มันก็ต้องมีการเข้ารหัสใหม่ ซึ่งถ้าใช้ NAS รุ่นประหยัดอย่าง DS218J อาจจะทำหน้าที่ตรงนี้ไม่ไหว ทำให้เล่นไฟล์วิดีโอผ่านจอนอกไม่ได้เลย แต่ถ้าเป็นรุ่นบนๆ หน่อยอย่าง DS218+ ตัวที่รีวิวนี้ CPU ก็แรงพอที่จะจัดการแปลงไฟล์หนังและสตรีมมาขึ้นจอใหญ่ได้ครับ แต่ถ้าอุปกรณ์ปลายทางสามารถอ่านไฟล์ต้นฉบับได้อยู่แล้วโดยไม่ต้องแปลงใหม่ เช่นใช้ Android TV ที่มีความสามารถในการอ่านไฟล์หลากหลายกว่า กล่อง NAS รุ่นประหยัดก็สามารถสตรีมเนื้อหาไปออกได้ครับ

แต่ถ้าจะไม่ใช้ DS Video ก็ยังมีทางเลือกให้ลง PLEX หรือ Infuse ระบบจัดการวิดีโอชื่อดังก็ได้ครับ

Surveillance Station จัดการกล้องวงจรปิดใน NAS

อีกความสามารถของ Synology NAS ที่เด่นมากๆ คือเรื่องการจัดการกล้องวงจรปิดแบบ IP Cam ครับ ก็สามารถซื้อกล้องที่รองรับแล้วมาบันทึกภาพเก็บลง NAS ได้ทันที แต่สำหรับ Synology NAS ทั่วไปจะรองรับกล้องวงจรปิดได้ 2 ตัวครับ ถ้าจะใช้งานมากกว่านั้นต้องซื้อ License ซอฟต์แวร์เพิ่ม

Surveillance Station นั้นจะเก่งกว่ากล่อง NVR ทั่วไป เรื่องพื้นฐานอย่างการบันทึกภาพแล้วเรียกดูตามไทม์ไลน์ รวมถึงดูผ่านมือถือผ่านแอป DS Cam อันนี้ก็ต้องทำได้อยู่แล้ว แต่ที่เหนือกว่าคือเราสามารถใช้แอป Synology Livecam ในมือถือเพื่อบันทึกภาพตรงหน้าส่งไปบันทึกส่งๆ ที่ NAS ได้เลย นอกจากนี้ยังสามารถส่งภาพที่บันทึกไปไลฟ์บน Youtube ได้ด้วย รวมถึงความสามารถในการทำ Time lapse เร่งระยะเวลาที่บันทึกภาพให้เร็วขึ้นก็ทำได้ และยังลงแอปเพิ่มเพื่อให้รองรับกับอุปกรณ์จากหลากหลายแบรนด์ รวมถึงเพิ่มความสามารถใหม่ๆ ใน Surveillance Station ก็ได้

Download Station เครื่องมือโหลดไฟล์จากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องเปิดคอมค้าง

ใน Synology DSM ยังมีเครื่องมือดาวน์โหลดที่ชื่อว่า Download Station ที่สามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้หลากหลาย อย่างการโหลดผ่าน HTTP, FTP หรือ BitTorrent ซึ่งสามารถจัดการผ่านแอปมือถือที่ชื่อ DS Get ได้ แต่แอปนี้จะไม่มีใน iOS นะครับ มีแต่ Android เท่านั้น

สารพัดระบบ Backup ที่รองรับรูปแบบการใช้งานหลากหลาย

แน่นอนว่าหนึ่งในหน้าที่หลักของ NAS คือใช้สำรองข้อมูลในเครื่องผู้ใช้ด้วย ซึ่ง DSM ก็มีระบบ Backup หลากหลายมากตามความต้องการของผู้ใช้ครับ ซึ่งจะยกตัวอย่างการแบ็กอัปที่ DSM ทำได้ดังนี้นะครับ

  • Active Backup for Business สำหรับสำรองข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเซิร์ฟเวอร์มาเก็บไว้ใน NAS
  • Cloud Station ทำตัวเป็นไดร์ฟออนไลน์ที่ซิงก์ข้อมูลกับในคอมพิวเตอร์ของเราเหมือน Dropbox แต่ข้อมูลจะไปเก็บใน NAS
  • Cloud Sync ซิงก์ข้อมูลใน NAS กับบริการออนไลน์อย่าง Dropbox, Google Drive
  • Hyber Backup สำรองข้อมูลใน NAS ไปเก็บในที่อื่นๆ เช่น External Harddisk
  • Snapshot Replication จัดการการแบ็กอัปแบบ Snapshot เพื่อย้อนเวลากลับไปหาข้อมูลที่ยังไม่เสียหายใน NAS (ต้องใช้ระบบไฟล์ Btrfs)
  • USB Copy เมื่อเสียบไดร์ฟภายนอกเข้า USB ของ NAS จะก็อปไฟล์มาเก็บไว้ทันทีในโฟลเดอร์ที่เลือก

นอกจากนี้ DSM ยังสามารถทำตัวเป็น Time Machine ให้ macOS แบ็กอัปข้อมูลเข้ามาได้ตลอดด้วย โดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ Time Machine ของแอปเปิ้ลมาใช้ โดยเข้าไปเปิดการทำงานของ Bonjour และเปิดใช้ Bonjour Time Machine เพื่อให้เครื่องแมคหาไดร์ฟ Time machine เจอ และส่งข้อมูลมา backup

การตั้งค่า DSM ให้รองรับระบบ TimeMachine ของ macOS

Virtual Machine Manager เมื่อใช้ NAS ทำระบบเสมือน

ใน NAS รุ่นที่มีประสิทธิภาพสูงหน่อยอย่าง DS218+ ที่เพิ่มแรมแล้ว หรือ NAS เพื่อองค์กรธุรกิจ จะสามารถทำ Virtual Machine หรือพูดง่ายๆ ว่าเอา Windows หรือ Linux มาลงซ้อนเข้าไปใน NAS เพื่อใช้งานออนไลน์ได้ด้วย ซึ่งก็แล้วแต่การออกแบบว่าเราจะเอาไปใช้ทำอะไรครับ

จริงๆ Synology NAS ยังมีระบบหยิบย่อยอีกเยอะมาก เช่นโมดูลสำหรับนักพัฒนา สามารถลง PHP, Node.js, Java, Ruby และอื่นๆ เพื่อใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์ย่อมๆ สำหรับนักพัฒนาได้เลย รวมถึงการใช้งานเป็นเซิร์ฟเวอร์เมลบริษัท หรือเซิร์ฟเวอร์ Chat ก็ทำได้ ซึ่งเราไม่ได้ลงรายละเอียดให้อ่านกัน ก็ลองใช้กันดูนะครับ

Synology NAS จึงเหมาะตั้งแต่ผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการเก็บข้อมูลให้เรียกใช้ได้ง่ายๆ ในบ้าน ซึ่งจะได้ความปลอดภัยของข้อมูลมากขึ้นกว่า External Harddisk ด้วย ไปจนถึงผู้ใช้ระดับสูงหรือผู้ใช้ในองค์กรที่ต้องจัดการกับข้อมูลผู้ใช้จำนวนมากๆ ในองค์กร แถมยังสามารถประยุกต์ใช้กับงานได้หลากหลาย ซึ่งก็แล้วแต่รุ่นของ NAS ที่เราเลือกมาใช้ครับ ของเค้าดีจริง แบไต๋คอนเฟิร์ม!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Computer Review

รีวิว HP ENVY x360 โน้ตบุ๊กพลัง AMD Ryzen 5 ใช้งานและเล่นเกมได้ดีงามแค่ไหน

Published

on

Dell S2418H

฿7990
8.3

ดีไซน์ตัวเครื่อง

9.0/10

คุณภาพหน้าจอ

7.5/10

คุณภาพเสียง

8.0/10

ความหลากหลายในการรองรับอุปกรณ์

8.0/10

ความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • รองรับการแสดงภาพ HDR ด้วยเทคโนโลยี Dell HDR
  • ลำโพงที่ติดมากับจอเสียงดีเกินความคาดหวัง
  • ขอบจอด้านหน้าบาง ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ ดูทันสมัย
  • พอร์ตเชื่อมต่อมีทั้ง HDMI, VGA, Audio-in, Audio-Out
  • คุณภาพภาพ คุณภาพเสียง คุณภาพงานผลิต คุ้มค่ากับราคาที่จ่าย

จุดสังเกต

  • ไม่มี DisplayPort
  • โหมด Movie ให้ภาพโทนเย็น ทั้งที่จริงๆ ควรจะให้ภาพโทนอุ่น
  • ความสว่างจอ 250 nit ไม่ได้สว่างนักเมื่ออยู่ในห้องสว่าง
  • จอสามารถปรับมุมก้มเงยได้อย่างเดียว ไม่สามารถปรับความสูงของขาตั้งได้
  • ลำโพงด้านล่างหลุดง่ายเวลาจะยกไปที่อื่นเพราะไม่มีตัวล็อก เมื่อปิดจอ ลำโพงจะหยุดทำงานไปด้วย ทำให้ไม่สามารถใช้ลำโพงฟังเพลงแบบกดปิดจอได้ และไม่มีช่องเสียบหูฟังไม่มีด้านหน้า

ยุคนี้โน้ตบุ๊กสำหรับใช้ทำงานต้องเน้นความบางเบาค่ะ หลายๆ ค่ายก็ทำโน้ตบุ๊ตแบบ Ultrabook มาแข่งกัน ซึ่ง AMD และ HP ก็ส่ง HP ENVY x360 ตัวนี้มาให้เรารีวิวกันค่า

รูปลักษณ์และดีไซน์ของ HP ENVY x360

ดูรอบเครื่องก่อน HP ENVY x360 จัดเป็นโน้ตบุ๊กที่สวยเลย เราชอบดีไซน์หลายอย่างของเครื่องนี้นะคะ เริ่มตั้งแต่โครงสร้างเครื่องเป็นโลหะ ดูพรีเมี่ยมและแข็งแรง ฝาหลังจอก็มีโลโก้ HP แบบใหม่ที่สะท้อนแสงอยู่ด้านหลัง ซึ่งดูล้ำสมัยกว่าโลโก้ปกติ ที่บานพับมีโลโก้ Envy ติดอยู่เนียนๆ และบริเวณนี้ยังมีลวดลายเก๋ๆ อยู่ด้วย เมื่อเปิดฝาเครื่องดูภายใน จะเห็นโลโก้ HP แบบใหม่อยู่ด้านใต้จอ ซึ่งจอสัมผัสขนาด 13.3 นิ้วตัวนี้เป็นกระจก Gorilla glass ทำให้ดูแวววาวน่าใช้งานมาก

และจากชื่อรุ่น x360 ก็บอกอยู่แล้วว่าสามารถพลิกจอทำงานได้ 360 องศา ทั้งแบบโน้ตบุ๊กปกติแบบนี้ แล้วก็รูปแบบพลิกจอกลับหลังสำหรับดูหนัง หรือตั้งเป็นเตนท์สำหรับนำเสนองานด้วยจอสัมผัส หรือพับเก็บไปอีกด้านเลยเพื่อใช้งานแบบแท็บเล็ต ก็ทำให้รูปแบบการใช้งาน HP ENVY x360 นั้นยืดหยุ่นนะคะ รองรับการใช้งานทั้งเชิงธุรกิจและความบันเทิง

เมื่อเครื่องพลิกไปพลิกมาได้ ตัวลำโพงก็ต้องสามารถให้เสียงได้ตลอดเวลานะคะ ตอนแรกเราก็สงสัยว่าลำโพง Bang & Olufsen (แบง แอนด์ โอลูบเซน) ที่อยู่หน้าเครื่องนี้จะให้เสียงได้ยังไงเวลาคว่ำเครื่องลงพื้นเพื่อดูหนัง ปรากฎว่าด้านล่างของเครื่องก็มีลำโพงอีก 2 ตัวค่ะ สรุป HP ENVY x360 มีทั้งลำโพงด้านใต้จอ และด้านใต้เครื่อง ให้เสียงได้ครบทุกรูปแบบการใช้งานเลย ซึ่งเสียงจากลำโพง Bang & Olufsen ที่เป็นแบรนด์เครื่องเสียงชื่อดังจากเดนมาร์ก ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง ให้เสียงได้ดังกังวาลดีมาก คือแบบดังมาก ถ้าเปิดดังสุดก็ได้ยินชัดเต็มห้องค่ะ แต่ลำโพงตัวแค่นี้เราก็ไม่ได้หวังว่าจะให้เบสได้ตูมๆ นะ เอาเป็นว่าพอมีแล้วกัน

มาดูเรื่องหน้าจอกันบ้างค่ะ HP ENVY x360 ตัวนี้เป็นจอสัมผัส Full HD ขนาด 13.3 นิ้ว ก็ให้ภาพได้คมชัดสดใสดี แต่จะตินิดหนึ่งตรงที่หน้าจอค่อนข้างสะท้อนแสงนะคะ ก็ต้องหาที่นั่งดีๆ หลบมุมแสงหน่อย ไม่งั้นใช้งานแล้วจะปวดตา และทีเด็ดของจอตัวนี้อยู่ที่ปุ่ม F1 ตรงนี้ค่ะ จะเปิดใช้ HP Sure View เปลี่ยนโหมดจอให้คนรอบข้างมองไม่เห็นเนื้อหาในจอ จะเห็นภาพชัดเจนแค่ผู้ใช้ที่อยู่ตรงหน้าเครื่องเท่านั้น ซึ่งบางทีในงานธุรกิจเราก็กลัวความลับรั่วไหลเนอะ แทนที่จะต้องซื้อฟิล์ม Privacy มาติดจอ แต่ ENVY ตัวนี้มีให้เลือกปิด-เปิดในเครื่องได้เลย
ซึ่งการทำงานในโหมดสัมผัสก็ทำได้ลื่นไหลดีค่ะ ด้วยความที่จอเป็นกระจก Gorilla glass ทำให้สัมผัสเวลาใช้งานนั้นรู้สึกดี

และ HP ENVY x360 ยังมาพร้อมปากกาแบบ Active Pen สามารถตรวจจับแรงกดได้ ก็ใช้วาดเขียนบนจอได้ลื่นๆ สามารถวางมือลงบนจอเพื่อเขียนได้เลย แต่ตัวเครื่องไม่มีที่เก็บปากกานะคะ ก็ต้องเก็บแยกในกระเป๋าโน้ตบุ๊กให้ดีๆ เดี๋ยวหายนะ

ส่วน Webcam ด้านบนนี้ก็ให้คุณภาพพอใช้ได้ค่ะ เน้นสำหรับเอาไว้ทำ Video Call เป็นหลักเลย ไม่ได้เน้นถ่ายให้สวย และมาพร้อมเซนเซอร์ infrared ทำให้ใช้งาน Windows Hello ระบบล็อกอินเครื่องด้วยใบหน้าได้ด้วย

คีย์บอร์ดกับ Touchpad นั้นทำงานได้ดีค่ะ เท่าที่ใช้งานมายังไม่มีปัญหาใหญ่ๆ นอกจากต้องปรับความคุ้นเคยหน่อย เพราะข้างขวาของคีย์บอร์ดเป็นปุ่ม Home, Page Up, Page Down บางทีก็ชอบไปกดโดน

ปิดท้ายที่พอร์ตรอบเครื่องนิดหนึ่ง HP ENVY x360 ตัวนี้ให้พอร์ต USB 3.0 มา 2 พอร์ต ช่องเสียบหูฟังพร้อมไมค์ ปุ่มเปิดเครื่อง และช่องอ่านการ์ด MicroSD ส่วนข้างนี้ก็มีช่องต่อไฟ พอร์ต USB-C สารพัดประโยชน์ 1 พอร์ตซึ่งเสียบชาร์จไฟได้ด้วย และต่อตัวแปลงภาพขึ้นจอได้ เพราะเครื่องนี้ไม่มีช่อง HDMI กับพอร์ตแลนนะคะ และปุ่มปรับระดับเสียงค่ะ เอาไว้ให้ปรับความดังได้ง่ายๆ เวลาหงายเครื่องในรูปแบบอื่นๆ

ประสิทธิภาพของ HP ENVY X360 ที่ใช้ AMD Ryzen 5

จบเรื่องรูปลักษณ์ดีไซน์ การใช้งานไปแล้ว มาดูเรื่องประสิทธิภาพกันบ้างค่ะ! อย่างที่บอกว่า HP ENVY x360 ตัวนี้ AMD ส่งมาให้เรารีวิว เพราะงั้นเครื่องนี้จึงใช้ CPU เป็น AMD Ryzen 5 พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก AMD Radeon Vega 8 ค่ะ มาพร้อมหน่วยความจำแบบ SSD NVMe ความจุ 256 GB และอัดแรมมาให้ 8 GB

ถ้าพูดในเชิงการทำงานทั่วไป CPU AMD Ryzen 5 + SSD นั้นแรงใช้ได้นะคะ เครื่องนี้บูตวินโดวส์เร็วมาก เปิดโปรแกรมต่างๆ ใช้งานได้รวดเร็ว เปิดเว็บทำงานพร้อมกันได้มากมาย เท่าที่ใช้มายังไม่รู้สึกว่าเครื่องหน่วงเลย คืองานธุรกิจนี่เอาอยู่สบายๆ แต่ก็มีจุดอ่อนอยู่ตรงที่แบตเตอรี่ ที่เราเทสโดยทำงานบน Google Chrome เปิดใช้งานไปเรื่อยๆ ก็ใช้ต่อเนื่องได้ราวๆ 4-5 ชั่วโมงเท่านั้นเอง เพราะงั้นต้องพกสายชาร์จติดตัวไว้ตลอดนะคะ

แล้วถ้าเอาไปเล่นเกมล่ะ เราพบว่า AMD Ryzen 5 นั้นไม่แรงพอสำหรับการเล่นเกม 3 มิติค่ะ ทีมงานลองเล่นเกม Tomb Raider ที่ออกมาหลายปีแล้วในโหมดกราฟิกแบบ Normal พอเล่นไปสักพักภาพเริ่มกระตุก น่าจะเพราะเครื่องร้อนขึ้นด้วย

ซึ่งเมื่อทดสอบด้วย Geekbench 4 ก็ได้คะแนน CPU แบบ Multi-core ราว 9000 คะแนน ก็ระดับประมาณเดียวกับ Intel Core i5 Gen 7 เมื่อปีที่แล้วค่ะ แต่ยังสู้ Core i5 Gen 8 ไม่ได้

สรุป HP ENVY x360 โน้ตบุ๊กที่เหมาะสำหรับงานธุรกิจ

สรุปกันดีกว่า HP ENVY x360 ที่ใช้ AMD Ryzen 5 ตัวนี้ ตั้งราคาไว้ที่ 29,990 บาท ก็ถือเป็นราคาที่ถูกเลยสำหรับโน้ตบุ๊กจอ 13 นิ้ว หนักแค่ 1.3 กิโล และได้ดีไซน์เครื่องสวยแบบนี้ มาพร้อมปากกา Active Pen ด้วย ซึ่งมันเหมาะสำหรับการใช้งานในเชิงธุรกิจ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้บริหาร หรือเอาไปใช้นำเสนองานนะคะ เพราะมันทำงานพวกนี้ได้รวดเร็ว แต่ก็ต้องติดอแดปเตอร์ไฟไปด้วยเสมอ เพราะแบตเตอรี่ไม่อึดนัก ส่วนใครที่มองหาเครื่องสำหรับเล่นเกม เครื่องนี้ไม่เหมาะค่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!