[Review] NIOH นี่คือเกมซามูไรที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยเล่นมา

80

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาในวงการเกม เหล่านักพัฒนาค่ายต่างๆได้พยายามนำเสนอรูปแบบการเล่น แนวทางการเล่นเกมใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา แนวเกมที่พวกเราคุ้นเคยอย่าง FPS,RPG,Sport,Fighting Game ก็ได้มีการพัฒนากันมาตลอด แน่นอนครับว่าเมื่อมันมาถึงจุดๆหนึ่ง ก็จะเป็นจุดอิ่มตัวที่หมดหนทางในการพัฒนาแนวทางหรือรูปแบบการเล่นใหม่ๆเข้าไปในเกมแนวเดิมที่มีอยู่แล้ว การมาของ Demon’s Soul หรือ Soul series ก็ได้แสดงให้เห็นถึงแปลกใหม่อีกทั้งของเกมแนว Action RPG ด้วย Gameplay การเล่นที่ “ยาก” แต่มีความสนุกอยู่ในตัวของมันเอง มาพร้อมกับระบบ Online ที่แปลกใหม่ ที่ไม่เคยมีมาก่อน ตัวเกมได้รับความนิยมสูงมาก ถึงขนาดทำภาคต่อออกมาหลายภาค

ซีรี่ส์ Soul

แน่นอนว่าตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับเกมที่รับฉายาว่า “ตายไม่รู้จบ” เช่นกันครับ ผมติดตามซีรี่ส์ Soul มาตลอดนับตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เล่น Dark Soul ในเครื่อง Xbox 360 ประสบการณ์ การตายไม่รู้จบครั้งนั้น ทำให้ผมตกหลุมรักเกมชุดนี้ไปโดยทันที ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีนักพัฒนาหลายๆ ทีมได้พยายามลองนำเอาสูตรสำเร็จของซีรี่ย์ Soul มาใช้ เพื่อหวังจะสร้างแนวเกมที่แตกต่างกันไปตามแนวความคิดของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น Bound by Flame, Lords of the Fallen แต่ตัวเกมก็ไม่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากนัก ทำให้ตัวเกมไม่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้เล่นสักเท่าไร Ni-Oh เองก็เป็นอีกหนึ่งเกมที่ได้นำเอาสูตรสำเร็จของซีรี่ส์ Soul มาใช้เช่นกัน และสำหรับผมแล้ว Ni-Oh “มันเป็นอะไรที่มากกว่าเกมโคลนของ Dark Soul เสียอีกครับครับ”

ย้อนตำนานสร้าง Nioh

ย้อนกลับไปสมัยปี 2005 ค่าย Koei Tecmo (สมัยนั้นยังชื่อ Koei) ได้ประกาศเปิดตัวเกม “Oni” เกม Action RPG โดยที่ตัวเกมนั้นจะนำเอาเนื้อหาของบทภาพยนตร์ที่ยังเขียนไม่เสร็จของ “อ.คุโรซาว่า อากิระ” ผู้สร้างและกับกำหนังชื่อดังอย่าง Seven Samurai โดย อ.คุโรซาว่า อากิระ นั้นได้เสียชีวิตก่อนที่เขาจะเขียนบทเสร็จ จนกระทั่งลูกชายของเขา “คุโรซาว่า ฮิซาโอะ” นั้นจะมาสานต่อสิ่งที่พ่อเขาทำไว้ คือมากำกับหนังเรื่องนี้โดยขณะเดียวกันทาง Koei ก็จะทำเกมจากภาพยนตร์ในเรื่องเดียวกันออกมาวางจำหน่ายอีกด้วย ในปี 2006 ตัวเกมได้ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานโตเกียวเกมโชว์ โดยทาง Koei ได้มอบหมายงานนี้ให้กับ Team Ninja (Ninja Gaiden, Dead or Alive) และหลังจากนั้น ข่าวของเกมและหนังเรื่องนี้ก็เงียบหายไป…..

จนกระทั่งในปี 2015 ทาง Koei Tecmo ก็ได้ออกมาพูดถึงเกม Oni อีกครั้ง โดยเปลี่ยนชื่อเป็น Ni-Oh พร้อมกับตัวอย่างเกมที่ทำเอาแฟนหนังประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นนั้นคลั่ง พร้อมกับการประกาศลงให้ระบบ PS4 แบบ Exclusive ภายในปี 2016 แน่นอนว่าตัวผมเองก็ไม่ได้มีความอยาก ที่จะเล่นเกมนี้เพราะเบื่อแล้วกับซามูไรเดิมๆ จนกระทั่งได้มาเห็นตัวอย่าง Gameplay นั้นล่ะครับ ผมคิดได้แค่อย่างเดียวว่า เกมนี้มันลอก Dark Soul มาชัดๆเลยนี่หว่า จนได้ลองเล่น Demo ดูก็ยังคงคิดอยู่ว่ามันก็คือ Dark Soul ในรูปแบบซามูไรญี่ปุ่นเท่านั้น ประจวบเหมาะกับที่ช่วงนั้นมีเกมออกใหม่เยอะมาก ผมจึงแทบไม่ได้เล่นเจ้า Demo นี้ต่อเลย

จนกระทั่งตัวเกมเต็มวางจำหน่าย ต้องขอบคุณทีมงาน Beartai.com และ Sony Thailand มากๆ ที่เป็นผู้สนับสนุนตัวเกมสำหรับบทความรีวิวในครั้งนี้ ผมได้มีโอกาสกลับมาเล่นอีกครั้งในเวอร์ชั่นเต็ม Ni-Oh เป็นเกม Action RPG มุมมองบุคคลที่สาม และนำเอาประเทศญี่ปุ่นยุคเซ็นโกคุเข้ามาเป็นฉากหลังภายในเกม พร้อมกับเรื่องราวตามประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตัวเกมจะเล่าเรื่องผ่านตัวละครที่มีตัวตนจริงๆ โดยมีการแต่งเสริมเติมแต่งเรื่องราวความเชื่อเกี่ยวกับทูตผีวิญญานเข้าไปในเกม โดยที่ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นซามูไรหนุ่มคนนึงทำให้ผู้เล่นรู้สึกราวกับว่าได้เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์จริงๆที่ประเทศญี่ปุ่น ณ ยุคนั้นเลยทีเดียว และหลังจากที่ผมได้ใช้เวลาเกือบ 50 ชั่วโมงในเกม ผมก็ได้ค้นพบว่าแท้จริงแล้ว Nioh นั้นมันมีสูตรสำเร็จในตัวของมันเองทุกประการโดยที่ตัวเกมนั้นจะให้ความรู้สึกเหมือนนำเอา Ninja Gaiden, Dark Soul , Onimusha , Assassin’s Creed และ Monster Hunter ผสมรวมกันกลายเป็นเกมเดียวกันเลยล่ะครับ


Let The Flames Begin


ในเกม Ni-Oh นั้นตัวเกมจะเล่าเรื่องผ่าน William Adams ซามูไรหนุ่ม ที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เขาเป็นถึงซามูไรชาวตะวันตกคนแรกของโลก William นั้นได้มาที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อตามล่าคนที่แย่งชิง “Guardian” (ผู้พิทักษ์) ประจำตัวจากเขาไป จนได้ไปพบกับ Hattori Hanzo นินจาหนุ่มผู้ที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์เช่นกัน เขาได้เห็นฝีมือการใช้ดาบ และการปราบปีศาจของ William ทำให้ Hattori เกิดความสนใจในตัวเขา William บอกว่าเขามาที่นี้เพื่อตามหาคนที่มาแย่งชิง Guardian ของเขาไป Hattori จึงเสนอว่าจะช่วยตามหา พร้อมกับมีขอแลกเปลี่ยนให้ว่าเขาจะต้องมาช่วย Hattori ปราบปีศาจ และทำภารกิจให้กับเขาตัวเกมจะเริ่มต้นจากจุดนี้

“หนึ่งใน 6 ทวีปหลักๆของเกมนี้”

ในโลกของ Ni-Oh จะแตกต่างจากโลกของ Soul ซีรี่ส์ โดยที่ตัวเกมจะแบ่งแผนที่ออกไปตามภารกิจ ผู้เล่นจะสามารถเลือกทำภารกิจใดๆ ก่อนก็ได้ โดยตัวเกมจะมีทั้งภารกิจหลักและภารกิจเสริม

สิ่งที่แตกต่างไปจากซีรี่ส์ Soul ก็คือฉากภายในเกมนั้นจะมีการกำหนดเขตทั้งหมดไว้ภายในฉากนั้นๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเกม Action ผ่านด่านทั่วไปๆ แตกต่างจากซี่รี่ส์ Soul ที่ตัวเกมจะนำเอาโลกขนาดกว้างใหญ่มาให้ผู้เล่นได้สำรวจกันแบบ Open World ไร้รอยต่อนั้นเองครับ แต่อย่างไรก็ตาม ฉากภายในเกม Ni-oh นั้นก็ยังคงมีขนาดที่กว้าง และใหญ่พอสำหรับการสำรวจเพื่อค้นหาไอเท็มใหม่ๆ หรือทางลับที่จะทำให้การเดินทางของเราง่ายขึ้นเช่นกัน

โดยข้อดีของมันก็คือ ด้วยการที่เราจะได้ผจญภัยในประเทศญี่ปุ่น ตัวเกมก็จะพาเราไปผจญภัยทั้ง 6 ทวีป 17 ภารกิจหลักโดยในแต่ละภารกิจก็จะมีฉาก และ ภูมิประเทศ ที่แตกต่างกันออกไปเป็นอย่างมากอีกด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังไม่รวมฉากอื่นๆในภารกิจเสริมนะครับ


Is More Then Just Soul Clone


“เอาล่ะ เข้าสู่เนื้อหาการรีวิวเสียที ต้องขอบอกท่านผู้อ่านทุกๆท่านก่อนว่าตัวผมเองนั้นเป็นแฟนซีรี่ส์ Soul ได้เล่นและติดตามมาทุกภาค ในตลอดการเล่น Ni-Oh ตัวผมได้มีความคิดที่จะพยายามนำเอาตัวเกมไปเปรียบเทียบกับ ซีรี่ส์ Soul มาตลอด จนเมื่อผมเล่นไปสักพักใหญ่ๆ ผมก็ได้ค้นพบถึงความจริงหลายอย่างที่ทำให้เกมนี้นั้นแตกต่างออก ไม่เหมือนกับซีรี่ส์ Soul เลยครับ แต่อย่างไรก็ตาม บทความรีวิวเกม Ni-Oh ในครั้งนี้ผมจะเขียนถึง ความแตกต่าง ที่คล้ายกันออกไปสำหรับตัวเกมนี้และซีรี่ส์ Soul พร้อมกับจุดเด่นและจุดด้อยของเกมครับ”

อย่างที่ผมได้บอกไปตอนแรกว่า NI-OH เป็นเกม Action RPG ที่มีผลงานมาจาก Team Ninja ผู้ให้กำเนิด Ninja Gaiden , Dead or Alive ชื่อดังที่หลายๆคนรู้จัก โดยสำหรับเจ้า Ni-Oh นี้ตัวเกมนั้นได้นำเอาระบบ Soul ระบบ จุดเซฟ “Bonfire” และระบบ Online มาใช้ แต่ในส่วนของทั้ง Gameplay และ Boss Fight นั้นให้ความรู้สึกเหมือน Ninja Gaiden มากกว่าครับ นอกจากนั้นตัวเกมยังมีระบบการ forge อาวุธ ชุดเกราะ โดยที่ผู้เล่นจะต้องไปล่าตามหาวัตถุดิบเอาจากสถานที่ต่างๆหรือวัตถุดิบแรร์ที่หาได้จากการฆ่าบอสเท่านั้นครับ


The Battle Begin


มาพูดถึงในส่วนของ Gameplay กันก่อน สำหรับใน Ni-Oh นั้นรูปแบบการบังคับตัวละครและการออก Action ก็จะเหมือนกับเกม Action RPG ทั่วไป โดยสิ่งที่แตกต่างจากเกมอื่นๆก็คือตัวเกมจะมีระบบ Ki(Stamina), Stances และ Guardian Spirits เป็นหัวใจหลักในการต่อสู้ เริ่มจากค่าพลัง Ki(Stamina) หรือเข้าใจง่ายๆ ว่าค่าความเหนื่อยของตัวละคร ทุกๆ การกระทำของเรา ไม่ว่าจะเป็นการโจมตี การกลิ้ง การวิ่ง การหลบ ทุกอย่างจะใช้ค่า Ki ทั้งหมด และถ้าหากผู้เล่นใช้ค่า Ki จนหมด และโดนโจมตีละก็ ตัวละครก็จะหยุดซะงัก ทำให้มีโอกาสโดนศัตรูโจมตีอย่างรุนแรงด้วยท่า Final Blow จนอาจถึงตายได้เลยทีเดียว

สำหรับเจ้าค่า Ki นั้นจะมีการฟื้นฟูให้เรื่อยๆ ตามชุดอุปกรณ์ หรือค่าสเตตัสของตัวผู้เล่น ยิ่งถ้าหากผู้เล่นใส่ชุดเกราะหนักๆ ค่า Ki ก็จะการฟื้นฟูช้า แต่ถ้าหากผู้เล่นใส่ชุดเกราะเบาๆ ค่า Ki ก็จะฟื้นฟูอย่างรวดเร็วนั้นเองครับ โดยในเกม Ni-Oh นี่ไม่ว่าผู้เล่นจะใส่ชุดเกราะหนักเบาแค่ไหนก็ตาม การเคลื่อนไหวก็จะเท่ากันหมด โดยสิ่งที่แตกต่างกันออกไปก็คือค่าพลังป้องกัน และอัตราการฟื้นฟู Ki นี่ล่ะครับ ตัวแปรที่สำคัญอีกอย่างนึงก็คือ ในเกมนี้ผู้เล่นจะเห็นค่าพลัง Ki ของศัตรูอีกด้วย นั้นหมายความว่าผู้เล่นจะสามารถวางแผนในการโจมตีหรือป้องกันได้ตลอดเวลา ซึ่งจะแตกต่างจากซีรี่ย์ Soul ที่เราจะไม่เห็นค่าพลัง Stamina ของศัตรูเลยทำได้แค่การดูท่าทางของตัวศัตรูเท่านั้นครับ

“เลือกใช้ Stances ตามความถนัด”

ในส่วนต่อมาก็คือระบบ Combat Stances ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นมากๆ ในเกม Ni-Oh โดยที่เกมนี้จะมี Stances ในเราเลือกใช้อยู่ 3 อย่างก็คือ

  • High Stances – จะสามารถโจมตีศัตรูได้อย่างรุนแรงในทีเดียว เข้าจู่โจมอย่างรวดเร็วจากระยะไกลได้ สามารถทำให้ศัตรูเสียค่า Ki เป็นจำนวนมาก แลกกับการเคลื่อนไหวที่ช้า
  • Mid Stances – เป็นการต่อสู้พื้นฐาน มีความสมดุลทั้งความรวดเร็ว และความรุนแรง มีการเคลื่อนไหวที่พอดี สามารถรับมือกับศัตรูได้ขนาดและทุกประเภท
  • Low Stances – เป็น Stances ที่จะสามารถโจมตีได้อย่างรวดเร็ว และมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว แลกกับการโจมตีที่ไม่รุนแรงมากนัก เหมาะสำหรับการปะทะแบบ 1 ต่อ 1 กับศัตรูขนาดเล็กหรือขนาดเดียวกันได้เป็นอย่างดี

โดยทั้งหมด 3 Stances นี้ถือว่าเป็นตัวหัวใจหลักในการดวลของผู้เล่นและศัตรูเลยทีเดียว ในตลอดการเล่นผู้เล่นจะต้องทำการเปลี่ยน Stances อยู่ตลอดทั้งเกมเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ ณ เวลานั้นๆอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่นในฉากที่ผมต้องรับมือศัตรู 3-4 ชนิดพร้อมกันในเวลาเดียว ผมได้เปลี่ยนไปใช้ Mid Stances จัดการเจ้าปีศาจ Yokai ให้ล้มลงไปก่อนยังไม่ถึงตาย และเปลี่ยนไปใช้ Low Stances จัดการเจ้าพวกแมงมุมตัวเล็กๆที่เป็นปัญหาระหว่างต่อสู้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็น High Stances และจัดการฆ่าเจ้าปีศาจ Yokai นั้นภายในการโจมตีเพียงครั้งเดียวเป็นต้นครับ

โดยเจ้าระบบ Stances นั้นถือว่าได้สร้างประสบการณ์เกม Action แบบใหม่ให้ผมได้จริงๆ เพราะไม่ว่าคุณจะเลือกใช้อาวุธแบบไหนก็ตาม Stances จะเป็นตัวกำหนดถึงความรวดเร็ว และ ความรุนแรงในการออก Action ท่าทางครับ หากผู้เล่นชอบใช้หอกยาว หรือขวานใหญ่ ไม่ต้องห่วงกลัวว่าจะโจมตีได้ช้า Low Stances เป็นทางเลือกที่ดี รอได้จังหว่ะเหมาะๆ ค่อยเปลี่ยนไปใช้ Mid Stances / High Stances เพื่อปิดฉากได้เลยครับ นอกจากนั้นการเปลี่ยนใช้ Stances ภายในเกมนี้ก็สามารถทำได้ดี ลื่นไหลตลอดการเล่น ถือว่าออกแบบมาได้ดีเลยล่ะ

“กลัวที่ไหน เมื่อเรามีหมาคอยคุ้มครอง”

ระบบต่อมาคือ Guardian Spirits หรือ เหล่าผู้พิทักษ์ทั้งหลาย ที่จะคอยช่วยเหลือผู้เล่นในสถานการณ์ต่างๆที่ตัวผู้เล่นเองนั้นต้องการ โดยพื้นฐานแล้วระบบนี้ก็คล้ายๆกับระบบ Musou ใน Dynasty Warriors นั้นเองครับ โดยในเกมนี้ทุกๆครั้งที่ผู้เล่นฆ่ามอสเตอร์ หรือโจมตีศัตรู ผู้เล่นก็ได้จะค่า Amrita(Soul) มาค่านี้เปรียบเสมอ EXP ของตัวผู้เล่นในการอัพเลเวล โดยเมื่อผู้เล่นเก็บค่า Amrita ได้จนถึงระดับนึง เกจ Guardian Spirits ก็จะเต็มพร้อมสำหรับการอัญเชิญออกมาเพื่อช่วยเราต่อสู้นั้นโดยการเป็นพลังชีวิตให้เรา และเพิ่มค่าสถานะต่างๆให้กับตัวเราเองครับ โดยในเกมนี้นั้นมี Guardian Spirits มากถึง 22 ตัวให้เราเลือกใช้ ทั้งนี้ทั้งนั้น หากผู้เล่นตาย Guardian Spirits ก็จะตกอยู่ ณ จุดๆที่ผู้เล่นตาย พร้อมกับค่า Amrita ทั้งหมดที่เก็บมาได้ หากเราไม่ไปเก็บมาคืน เราก็จะไม่สามามารถใช้พลังของ Guardian Spirits ได้ มีอีกหนึ่งวิธีคือผู้เล่นสามารถอัญเชิญวิญญานกลับมาหาเราได้โดยใช้ Item หรือ Call Back ที่ศาลเจ้า(Bonfire) แต่แลกกับการที่ผู้เล่นจะต้องเสียค่า Amrita ทั้งหมดที่เก็บมาได้นั้นเองครับ

มันช่วยได้จริงๆ

จริงๆแล้วต้องบอกเลยว่าเจ้า Guardian Spirits นี่มันมีผลกับตัวเกมเป็นอย่างมาก เพราะมันแค่ไม่ใช่แค่เพิ่มค่าสถานะให้เราช่วงขณะนึง แต่มันสามารถช่วยชีวิตเราจากความตาย หรือแก้สถานการณ์ให้พลิกกลับมาชนะศัตรูได้เลยอีกด้วย นอกจากนั้นแล้ว เหล่า Guardian Spirits พวกนี้ก็จะเพิ่มค่าสถานะพื้นฐานให้กับเราถึงแม้ว่าเราจะไม่อัญเชิญออกมาอีกด้วย อย่างที่ผมบอกไปในตอนแรกว่ามันมีมากถึง 22 ตัว งานนี้ใครชอบตัวไหน หรือชอบค่าสถานะแบบไหน ก็เลือกมาใช้ได้ตามใจชอบเลยครับ


 The Yokai Hunter


“ผมเกลียดแมงมุม มาก….”

เนื่องจากว่าตัวเกมจะเล่าเรื่องผ่าน William Adams ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่กันในยุคเซนโกคุ นอกอจากศัตรูของเราที่จะเป็นเหล่าทหารจากฝ่ายอื่นๆแล้ว ก็ยังเต็มไปด้วยพวก Yokai หรือ ปีศาจ Oni ในตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นนั้นเองครับ ตามตำนานเรื่องราวเกี่ยวกับผีญี่ปุ่นทั้งหลายจะมารวมกันแล้วมาโผล่ในเกมนี้ แน่นอนว่าเหล่าทหารหรือคนด้วยกันเองนั้นก็จะไม่มีอะไรแตกต่างไปมากนัก หากเทียบกับเหล่า Yokai ที่จะมีความแตกต่างกัน สำหรับเจ้าพวก Yokai นี้นั้น แถบค่าพลัง Ki จะถูกแทนที่ด้วยค่าความอดทนของปีศาจตัวนั้นๆ โดยที่ถ้าหากค่าความคงทนหมดหลอดเมื่อไร ปีศาจตัวนั้นจะหยุดชะงัก เปิดโอกาสให้เราเข้าไปทำคอมโบได้

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้การสู้กับ Yokai เป็นเรื่องลำบากก็คือรอบๆตัวของพวกมันนั้นจะมี อาณาเขต ของตัวเองหรือที่เรียกว่า Yokai Realm ที่ถ้าหากผู้เล่นเข้าไปในอาณาเขต Yokai Realm เมื่อไรล่ะก็ จะทำให้อัตตราการฟื้นฝู Ki ช้าลง อีกทั้งยังทำให้เจ้าพวก Yokai โจมตีได้อย่างรุนแรงขึ้นอีกด้วย และในการโจมตีบางชนิดของเหล่า Yokai ก็จะสร้างอาณาเขต Yokai Realm ขึ้นมาให้พื้นที่ต่อสู้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นสามารถลบล้างอาณาเขต Yokai Realm ได้โดยการโยน “เกลือ” ลงไปในพื้นที่นั้นๆแล่ะครับ

“กลิ้งๆ ตีๆ เท่านี้ก็ชนะแล้ว”

Boss Fight เองก็เป็นจุดสำคัญของเกมแนวๆนี้ แน่นอนว่าขึ้นชื่อว่า Boss มันก็ต้องมีอะไรที่โหดกว่า และพิเศษกว่ามอนเตอร์ระดับธรรมดาแน่ๆ Boss ในเกมนี้จะมีอยู่ทั้งหมด 18 ตัวตาม Mission หลัก ยังไม่รวม Mission เสริม และผมต้องขอบอกว่าผมค่อนข้าง “ผิดหวัง” กับการออกแบบ Boss Fight ภายในเกมนี้ ไม่ใช่เพราะว่ามันยาก หรือมันง่ายนะครับ มันมาจากออกแบบล้วนๆ สิ่งๆหนึ่งที่ผมคิดแบบนี้ก็คือ “ความท้าทาย” ครับ เพราะว่ามันไม่มีความท้าทายเลย มันมีแต่ความ “น่ารำคาญ” แทนเสียมากกว่า ตลอดทั้ง Fight Boss จะมีท่าทางเดิมๆ ใช้แต่แผนเดิมๆ ตลอด ในการเล่น First Try มันอาจจะแลดูยาก ใช่ซึ่งมันยากมากๆ เพราะ Boss มันไม่แฟร์กับเราเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็น One Hit Kill บ้างล่ะ One Combo Kill บ้างล่ะ ซึ่งมันให้ความรู้สึกน่ารำคาญมากกว่าคำว่าท้าทายเสียอีกครับ

“ช่วยๆกันลุมก็ชนะแล้ว”

ปัญหานี้จะหมดไปเมื่อผู้เล่นได้ Summon ให้ใครสักคนมาช่วย Boss ตัวนั้นๆ ก็จะเข้าสู่ Easy Mode ทันที ไม่ต่างอะไรกับการเล่นรอบ 2 ที่เราจะลืมความโหดร้ายของบอสตัวนั้นๆไปเลยทีเดียว ถ้าหากเราจับทางมันได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับเหล่า Yokai ที่อยู่นอกห้องบอสเลยล่ะครับ สิ่งที่ผมพยายามจะพูดให้ท่านผู้อ่านเข้าใจคือ Boss Fight ในเกมนี้มันไม่มีความท้าทายครับ แต่มันมีแต่ความน่ารำคาญแทน ยังไม่นับ Final Boss ที่ผมคิดว่ามันเป็น Boss ที่ออกแบบมาได้แย่ที่สุดในเกมแนวๆนี้แล้วล่ะ

“เรียกคนมาช่วย กลายเป็น Easy Mode ทันที”

นอกจากนั้นแล้วก็มีศัตรูอีกประเภทนึง ที่อยู่ในโหมด Online ซึ่งผมจะขอพูดในส่วนถัดไป และโดยรวมนั้นผมคิดว่าตัวเกมยังมีแต่ศัตรูรูปแบบซ้ำๆ ทั้งเกม โดยในแต่ละฉากนั้นจะเพิ่มความยากโดยการยัดใส่ศัตรูเข้ามาในฉากเยอะๆ แทนที่การออกแบบศัตรูใหม่ๆ นั้นล่ะครับ ที่ผมคิดว่าเป็นข้อเสียอย่างนึงเช่นกัน เพราะด้วยการทีเราสู้กับศัตรูรูปแบบเดิมๆมาตลอดทั้งเกม ก็จะทำให้การเล่นตลอดทั้งเกมเป็นเรื่องง่ายไปเลย และขาดความท้าทาย ไอ่การที่ตัวเกมจะยัดเอาศัตรูรูปแบบเดิมๆมาในฉากเยอะๆ ส่วนนี้ผมคิดว่ามันไม่ใช่ความท้าทายเลยแม้แต่น้อย แต่อย่างไรก็ตามครับ ในส่วนนี้ก็มีข้อดีเช่นกัน เพราะตัวเกมนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เล่นยากจนเกินไป ใครๆก็สามารถเล่นได้นั้นเองครับ


World “With/Out” War


เมื่อตอนที่ผมเล่น Dark Soul กับเพื่อน พวกผมเคยบ่นๆกันไว้ว่าทำไมเกมนี้ถึงไม่ออกแบบระบบ Online มาให้มันสะดวกกว่านี้หน่อยนะ หากใครที่เคยเล่นก็คงยังจำได้กับระบบ Online ของตัวเกมที่มากเรื่องสุดๆ แต่มันก็ยังมีจุดเด่นในตัวมันเอง สำหรับใน Ni-Oh นี้ตัวเกมได้ทำสิ่งที่ผมฝันไว้เป็นจริงแล้วครับ ระบบ Online Coop ของเกมนี้จะมีอยู่ 2 แบบใหญ่ๆเลยก็คือ

“ใครก็ได้มาช่วยผมที !!”
  • Yokai Realm with a Companion – โหมดนี้จะเป็นโหมด Coop ที่แท้จริง โดยผู้เล่นจะต้องทำการเลือก Mission หรือ สุ่ม Mission เอาจากเมนูหลัก หลังจากนั้นตัวเกมก็จะทำการ Matchmaking ผู้เล่นคนอื่นๆที่เลือก Mission ตรงกัน หรือเราจะสามารถเล่นกับเพื่อนๆก็ได้ผ่านการชวนแบบโดยตรงเลย โดยภายในเกมนั้น ตัวเกมจะมี Assist gauge ขึ้นมา หากมีผู้เล่นคนใดคนนึงตาย ผู้เล่นอีกคนจะสามารถชุบชีวิตเพื่อนขึ้นมาได้ โดยต้องเสีย Assist gauge ไป หากผู้เล่นใช้ gauge จนหมด เกมก็จะโอเวอร์ทันที
  • Random encounter – โหมดนี้จะคล้ายๆกับระบบดั้งเดิมของ Dark Soul ครับ โดยที่ผู้เล่นที่เป็น Host จะต้องเข้าไป Summon Visitor เอาจากที่ศาลเจ้า(Bonfire) และใช้ Item เพื่อเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากผู้เล่นคนอื่นๆ ผู้เล่นคนใดก็ตามที่เลือกเล่นโหมดนี้ ก็จะถูก Summon ให้มาช่วยเหลือ Host ของคนที่เรียกครับ สิ่งที่แตกต่างออกไปจากโหมดแรกก็คือหากตัว Host ตาย Visitor ก็จะถูกส่งกลับไปทันที หรือถ้าหาก Visitor ตาย Host ก็ยังคงสามารถเล่นต่อไปได้นั้นเองครับ แต่ไม่สามารถชุบให้กันได้นะ ตายแล้วตายเลย

และแน่นอนว่าเกมนี้ก็ยังมีระบบ Secret World ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้ตั้ง Password เอาไว้สำหรับเพื่อนกลุ่มเดียวกัน เพื่อเหมาะแก่การค้นหาเจอกันง่ายขึ้นนั้นล่ะครับ กฎการเล่นช่วยเหลือกันในโหมด Online นี้มีข้อเสียอยู่ 1 อย่างก็คือผู้เล่นทั้ง 2 คน ไม่สามารถไปช่วยเหลือกันเองในภาระกิจที่ยังไม่ผ่านได้ จะต้องมีใครคนใดคนนึงที่ผ่านแล้วเท่านั้นครับ

“เลือก Clan ที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ”

นอกจากนั้นตัวเกมก็ยังมีโหมด Clan Battle ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้เลือกเข้าร่วม Clan เพื่อทำสงครามกับ Clan อื่นๆ โดยในแต่ละ Clan ก็จะมี Bonus ให้กับค่าสถานะที่แตกต่างกันออกไป โดยในโหมดนี้ผู้เล่นจะต้องทำการสะสมแต้มจากการทำภารกิจ หรืออัญเชิญศพของผู้เล่นอื่นๆ ต่างฝ่ายมาสู้ให้ชนะครับ โดยในทุกๆ สัปดาห์ ตัวเกมจะนำเอาแต้มของผู้เล่นทั้งหมดทั่วโลกมาจัดลำดับ Clan ไหนที่ชนะก็ได้รับรางวัลเป็น Item ไป และได้รับหน่วยเงินชนิดพิเศษ ที่สามารถนำเอามาแลก Item หายาก หรือ Skin ตัวละครอีกด้วยครับ

“ม่วงทั้งตัวแบบนี้ รออะไรล่ะ เรียกมันขึ้นมา !!”

ทีนี้เรากลับมาพูดถึงโหมด Bloody Grave กัน เอาล่ะใน Dark Soul ตลอดการเล่นเราจะเห็นรอยเลือดของผู้เล่นคนอื่นๆ ที่ตายอยู่ตลอดตามทาง หากเราเข้าไปสำรวจก็จะพบว่าพวกเขานั้นตายกันอย่างไรใช่ไหมครับ แต่ใน Ni-Oh นี้นั้นจะยกระดับไปอีกขั้น ตลอดการเล่นนั้น เราจะได้พบกับสิ่งที่เรียกว่า Bloody Grave หรือศพคนตายของผู้เล่นคนอื่นๆ โดยที่ถ้าหากเราเข้าไปสำรวจก็จะเห็นทั้งรายชื่อผู้เล่น เลเวล ระดับชุดอุปกรณ์ และความโหดร้ายของวิญญานนั้นๆ เราสามารถอัญเชิญพวกเราขึ้นมาสู้กับเราได้ครับ โดยตัวละครจะเหมือนกับตัวของผู้เล่นคนนั้นๆทุกประการ ต่างกันที่จะถูกบังคับโดย AI ไม่ได้ถูกบังคับโดยตัวผู้เล่นจริงๆ โดยที่ถ้าหากหลุมศพนั้นๆมีค่าความโหดร้ายมากๆ โอกาสที่เมื่อเราเอาชนะวิญญานตนนั้นได้ก็จะดรอป Item ที่พวกเขาสวมใส่มานั้นเยอะมากยิ่งขึ้นครับ แถมยังได้ค่าเงินพิเศษที่เอาไปแลก Item อย่างที่ผมบอกไปข้างต้นได้อีกด้วย อีกทั้งยังฝึกฝีมือการดวล การใช้อาวุธของเราอีกด้วยครับ

“กะ….เกิดอะไรขึ้นข้างหน้านั้น….”

ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวเกมกลับไม่มีระบบ Online PVP ที่แท้จริงซะงั้น ตรงนี้ผมผิดหวังมากๆ เพราะตัวเกมมันถูกออกแบบมาเล่นเพื่อ PVP จริงๆ แต่อย่างไรก็ตาม Team Ninja ได้ออกมาพูดแล้วว่า จะทำการเพิ่มระบบ PVP เข้าไปในรูปแบบอารีน่าขนาดเล็ก โดยจะมาในรูปแบบ DLC วางจำหน่ายหลังเกมออกแล้วนั้นเองครับ (DLC อีกแล้วเหรอ)


Gear for Greatergood


สิ่งสุดท้ายที่ผมจะพูดถึง ก็คือระบบ Character Customization ระบบนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักอีกอย่างนึงของตัวเกมเลยล่ะครับ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับ Gear ของผู้เล่น ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าตัวเกมได้รับแรงบันดาลใจระบบ Character Customization มาจาก Diablo โดยที่ทุกๆครั้งที่เราฆ่ามอนเตอร์ หรือบอสได้ ก็จะสุ่มดรอป Item ต่างๆ มาให้ หรือได้จากการทำภารกิจต่างๆ ภายในเกม โดยมอนเตอร์ยิ่งมีระดับความยากสูง หรือ ภารกิจที่มีความยากสูง ก็จะมีโอกาสได้รับไอเท็มหายากมากยิ่งขึ้นครับ โดยในเกมนี้จะแบ่งระดับไอเท็มเป็น 5 ชนิดคือ Common, Uncommon, Rare, ExoticDivine แน่นอนว่า Item แต่ชิ้นก็จะมีความสามารถ หรือ Bonus State ที่แตกต่างกันออกไปครับ หรือการสวมใส่ชุดเกราะที่เป็น Set ก็จะเพิ่มค่าสถานะให้กับเราอีกด้วย อาวุธภายในเกมนี้ก็จะมีให้เราเลือกใช้อยู่หลากหลาชนิดด้วยกัน โดยในแต่ละชนิดก็จะมี Skill เป็นของตัวเองอีกด้วย

อาวุธระยะประชิด จะมีทั้งหมด 5 ประเภท

  • ดาบซามูไร – เน้นการโจมตีแบบสมดุลทั้งความเร็วและความแรง
  • ดาบซามูไรคู่ – เน้นการโจมตีแบบรวดเร็ว
  • หอกยาว – มีระยะการโจมตีที่กว้างมาก แต่จะเสียเปรียบหากถูกเข้าประชิด
  • ขวาน/ค้อน – มีขนาดใหญ่มาก จึงสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างสูง แต่แลกกับความเร็วที่ช้า
  • เคียวติดโซ่ – อาวุธหลักๆของนินจา มีระยะการโจมตีที่ไกล สามารถสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างได้

อาวุธระยะไกลมีอยู่ทั้งหมด 3 ประเภท

  • ปืนยาว – มีพลังโจมตีที่รุนแรง มีความสมดุล
  • ธนู – สามารถนำออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็วและว่องไว แลกกับความรุนแรงที่ไม่มากนัก
  • ปืนใหญ่ – มีพลังโจมตีที่รุนแรง และเป็นวงกว้าง สามารถหยุดชะงักศัตรูได้ แลกกับการใช้งานที่ช้า และลำบาก

นอกจากนั้นตัวเกมก็ยังมีคาถานินจา หรือเวทย์มนต์มาให้เราได้ใช้กันอีกด้วยครับ และการอัพค่าสเตตัสของเรานั้นมีผลเกี่ยวกับประเภทอาวุธที่ใช้ทั้งหมด งานนี้ใครอยากจะเล่นแนวไหนก็สามารถทำได้ตามใจชอบได้เลย

นอกจากการตามล่าหาอาวุธเอาจากบอส หรือศพผู้เล่นอื่นๆแล้ว เราสามารถตี(forge) อาวุธชุดเกราะขึ้นมาเองได้ด้วย โดยเราจะต้องไปหาวัตถุดิบมาจากสถานที่ต่างๆ วัตถุดิบที่ได้จากการฆ่าบอส หรือ Mission พิเศษ โดยวัตถุดิบเหล่านี้ก็จะมี Rate ในตัวมันเองเหมือนกับ Item ทุกประการ ตลอดการเล่นของผมมีอยู่ช่วงนึงที่จำเป็นต้องไปล่าบอสตัวเดิมๆ เพื่อที่จะนำมันมาตีอาวุธและชุดเกราะสำหรับภาระกิจต่อไปอยู่ตลอด แน่นอนครับว่ามันไม่จบแค่การหาวัตถุดิบแน่นอน เพราะเราก็ต้องมาลุ้นอีกว่าชุดเกราะที่เราตีไปนั้นจะออกมาอยู่ในระดับไหน และมีค่า Stats แบบไหน เรียกได้ว่าเสียเวลาไปมากเลยล่ะ

“ล่าบอส หรือทำมิชชันเสริมเพื่อ Item !!”

สุดท้ายอีกจุดๆนึงที่ผมคิดว่าทาง Team Ninja นั้นใส่ใจความเป็น Fasion ของเหล่า Gamer มากๆ ผมเชื่อว่ามีหลายคน รวมถึงตัวผม ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการ “แต่งตัว” มากๆ และไม่สนใจพลังป้องกัน หรือค่า Stats อะไรมากมาย ไปมากกว่ารูปร่างของมันเสียอีก ใน Ni-Oh นั้นทีมงานก็เลยจัดให้ครับ เพราะตัวเกมนั้นมีระบบ Refastion ที่ผู้เล่นสามารถนำเอา อาวุธ ชุดเกราะที่ใส่อยู่ จับมันมาเปลี่ยนรูปร่างให้กลายเป็นรูปแบบที่เราชอบ โดยยังมีค่าสเตตัสดั้งเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลกไปนอกจากรูปร่างเท่านั้น แบบนี้โดนใจนักแต่งตัวทุกคนแน่ๆครับ


“เกมนี้ก็มีสาวสวยให้ชมกันนะครับ”

สุดท้ายแล้ว NI-OH ก็เป็นเกมที่ถูกออกแบบมาได้เป็นอย่างดี มีเอกลักษณ์ เป็นของตัวเอง ตัวเกมมีความยาวมากๆครับ ยาวจนถึงขนาดผมคิดว่าเล่นมาจนถึงบอสสุดท้ายของเกมแล้ว ก็ค้นพบว่ามันเพิ่งจะเริ่มต้น และหลังจากนั้นผมก็ค้นพบว่าตัวเกมนั้นมีปัญหาในการเล่าเรื่องเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการตัดฉากระหว่าง Cutscreen ไปอย่าง Gameplay หรือการเล่าเรื่องเหตุการณ์ระหว่าง รวมไปถึง Flashback ที่ทำมาได้ไม่น่าสนใจเสียเท่าไรแต่ถึงแบบนั้นผมกลับชอบ โครงเรื่องของเกมนี้เพราะมันถูกออกแบบมาดีมากครับ แต่เสียดายที่การเล่าเรื่องทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร รวมไปถึงระบบ Item ที่ผู้เล่นจะต้องคอยเปลี่ยนอุปกรณ์ตลอดทั้งเกม มันจะทำให้การเล่นช่วงแรกเสียเวลามากครับ แต่หลังจากเล่นจบแล้ว นั้นล่ะคือจุดเริ่มต้นล่ะ

“เป็นบอสที่ผมฆ่าไม่ลงจริงๆ”

นอกจากนั้นแล้วตัวเกม NI-OH นั้นยังมีระบบที่สำคัญอยู่อีกหนึ่งอย่างมากๆครับ นั้นก็คือ Game Mode ของเกมนี้ที่ตัวเกมจะเปิดโอกาสให้เราเลือกเล่นได้ 3 รูปแบบ โดยระบบนี้จะมีผลต่อ Frame Rate และ Resolution ในเกม โดยตัวเกมจะแบ่งออกเป็น 3 โหมดใหญ่ๆ ก็คือ

  • Action Mode โหมดที่จะ Run ตัวเกมใน Resolution 720p โดยรักษา Frame Rate ไว้ที่ 60 ตลอดทั้งเกม
  • Movie Mode โหมดนี้ตัวเกมจะ Run Resolution ไว้ที่ 1080p และจะมีการ Lock FPS ไว้ที่ 30 ตลอดทั้งเกม
  • Variable Mode โหมดนี้ตัวเกมจะ Run Resolution ไว้ที่ 1080p โดยที่จะทำการ Unlock Frame ทำให้ตัวเกมรันที 30-60 ตลอดทั้งเกมตามสภาพฉากต่างๆครับ

ตัวผมเองเลือกเล่นในโหมด Variable อยู่พักใหญ่ๆ เพราะอยากความละเอียดที่ 1080p แต่ด้วยความสามารถของเครื่อง Playstaion 4 ธรรมดาที่ไม่สูงพอ ทำให้ตลอดทั้งเกมผมได้ Frame Rate ที่ 30-40 ตลอด จนได้ลองเปลี่ยนมาเล่น Action Mode นั้นล่ะครับ ชีวิตผมดีขึ้นมาก และน่าแปลกใจที่ผมมองไม่เห็นถึงความแตกต่างของ 720p และ 1080p ในเกมนี้สักเท่าไรเลยครับ ถือว่าเป็นเรื่องดีอีกอย่างที่ทาง Team Ninja ได้ใส่ใจถึงจุดๆนี้


สรุปแล้ว NIOH เป็นเกม Action RPG ที่ทำมาได้ยอดเยี่ยมในหลายๆด้าน อาจจะมีบางจุดที่ติดขัดบ้าง แต่ผมสามารถสนุกไปกับตัวเกมได้อย่างลื่นไหล ไม่ชะงัก ทำให้เล่นต่อเนื่องยาวนานจน PS4 ของผมนั้นเกิดอาการ Overheat มีแจ้งเตือนให้ปิดเครื่องเพื่อพักกันเลยทีเดียว(เรื่องจริง) และสำหรับใครที่รักและชื่นชอบเกม Action RPG แนวซามูไร ญี่ปุ่นแล้วล่ะก็ NI-OH เองก็เป็นอีกหนึ่งเกมที่น่าสนใจมากๆ ครับ จริงๆแล้วตัวเกมนั้นมันไม่ยากอย่างที่คิด สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น หากไม่ลองเองก็คงไม่รู้ล่ะครับ


“Mirajane-AR ขอบคุณครับ”
NIOH
GAMEPLAY
100
GRAPHICS
70
STORY
70
SOUND
70
VALUE
90
จุดเด่น
เกมเพลย์ที่สนุก ออกแบบมาดี มีความหลากหลายในการเล่น
ตัวเกมมีคุณค่าในการนำกลับมาเล่นซ้ำ
ระบบปรับแต่งตัวละคนที่ทำมาได้ยอดเยี่ยม
กราฟฟิคที่สวยงาม มาพร้อมกับตัวเลือกที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบทั้ง 60 FPS และ 30 FPS
จุดสังเกต
การเล่าเรื่องที่ทำออกมาได้แย่
ไม่มีระบบ PVP (รอขาย DLC)
80

แสดงความคิดเห็น