Connect with us

NIOH

NIOH
8

GAMEPLAY

10.0 /10

GRAPHICS

7.0 /10

STORY

7.0 /10

SOUND

7.0 /10

VALUE

9.0 /10

จุดเด่น

  • เกมเพลย์ที่สนุก ออกแบบมาดี มีความหลากหลายในการเล่น
  • ตัวเกมมีคุณค่าในการนำกลับมาเล่นซ้ำ
  • ระบบปรับแต่งตัวละคนที่ทำมาได้ยอดเยี่ยม
  • กราฟฟิคที่สวยงาม มาพร้อมกับตัวเลือกที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบทั้ง 60 FPS และ 30 FPS

จุดสังเกต

  • การเล่าเรื่องที่ทำออกมาได้แย่
  • ไม่มีระบบ PVP (รอขาย DLC)

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาในวงการเกม เหล่านักพัฒนาค่ายต่างๆได้พยายามนำเสนอรูปแบบการเล่น แนวทางการเล่นเกมใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา แนวเกมที่พวกเราคุ้นเคยอย่าง FPS,RPG,Sport,Fighting Game ก็ได้มีการพัฒนากันมาตลอด แน่นอนครับว่าเมื่อมันมาถึงจุดๆหนึ่ง ก็จะเป็นจุดอิ่มตัวที่หมดหนทางในการพัฒนาแนวทางหรือรูปแบบการเล่นใหม่ๆเข้าไปในเกมแนวเดิมที่มีอยู่แล้ว การมาของ Demon’s Soul หรือ Soul series ก็ได้แสดงให้เห็นถึงแปลกใหม่อีกทั้งของเกมแนว Action RPG ด้วย Gameplay การเล่นที่ “ยาก” แต่มีความสนุกอยู่ในตัวของมันเอง มาพร้อมกับระบบ Online ที่แปลกใหม่ ที่ไม่เคยมีมาก่อน ตัวเกมได้รับความนิยมสูงมาก ถึงขนาดทำภาคต่อออกมาหลายภาค

ซีรี่ส์ Soul

แน่นอนว่าตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับเกมที่รับฉายาว่า “ตายไม่รู้จบ” เช่นกันครับ ผมติดตามซีรี่ส์ Soul มาตลอดนับตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เล่น Dark Soul ในเครื่อง Xbox 360 ประสบการณ์ การตายไม่รู้จบครั้งนั้น ทำให้ผมตกหลุมรักเกมชุดนี้ไปโดยทันที ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีนักพัฒนาหลายๆ ทีมได้พยายามลองนำเอาสูตรสำเร็จของซีรี่ย์ Soul มาใช้ เพื่อหวังจะสร้างแนวเกมที่แตกต่างกันไปตามแนวความคิดของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น Bound by Flame, Lords of the Fallen แต่ตัวเกมก็ไม่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากนัก ทำให้ตัวเกมไม่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้เล่นสักเท่าไร Ni-Oh เองก็เป็นอีกหนึ่งเกมที่ได้นำเอาสูตรสำเร็จของซีรี่ส์ Soul มาใช้เช่นกัน และสำหรับผมแล้ว Ni-Oh “มันเป็นอะไรที่มากกว่าเกมโคลนของ Dark Soul เสียอีกครับครับ”

ย้อนตำนานสร้าง Nioh

ย้อนกลับไปสมัยปี 2005 ค่าย Koei Tecmo (สมัยนั้นยังชื่อ Koei) ได้ประกาศเปิดตัวเกม “Oni” เกม Action RPG โดยที่ตัวเกมนั้นจะนำเอาเนื้อหาของบทภาพยนตร์ที่ยังเขียนไม่เสร็จของ “อ.คุโรซาว่า อากิระ” ผู้สร้างและกับกำหนังชื่อดังอย่าง Seven Samurai โดย อ.คุโรซาว่า อากิระ นั้นได้เสียชีวิตก่อนที่เขาจะเขียนบทเสร็จ จนกระทั่งลูกชายของเขา “คุโรซาว่า ฮิซาโอะ” นั้นจะมาสานต่อสิ่งที่พ่อเขาทำไว้ คือมากำกับหนังเรื่องนี้โดยขณะเดียวกันทาง Koei ก็จะทำเกมจากภาพยนตร์ในเรื่องเดียวกันออกมาวางจำหน่ายอีกด้วย ในปี 2006 ตัวเกมได้ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานโตเกียวเกมโชว์ โดยทาง Koei ได้มอบหมายงานนี้ให้กับ Team Ninja (Ninja Gaiden, Dead or Alive) และหลังจากนั้น ข่าวของเกมและหนังเรื่องนี้ก็เงียบหายไป…..

จนกระทั่งในปี 2015 ทาง Koei Tecmo ก็ได้ออกมาพูดถึงเกม Oni อีกครั้ง โดยเปลี่ยนชื่อเป็น Ni-Oh พร้อมกับตัวอย่างเกมที่ทำเอาแฟนหนังประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นนั้นคลั่ง พร้อมกับการประกาศลงให้ระบบ PS4 แบบ Exclusive ภายในปี 2016 แน่นอนว่าตัวผมเองก็ไม่ได้มีความอยาก ที่จะเล่นเกมนี้เพราะเบื่อแล้วกับซามูไรเดิมๆ จนกระทั่งได้มาเห็นตัวอย่าง Gameplay นั้นล่ะครับ ผมคิดได้แค่อย่างเดียวว่า เกมนี้มันลอก Dark Soul มาชัดๆเลยนี่หว่า จนได้ลองเล่น Demo ดูก็ยังคงคิดอยู่ว่ามันก็คือ Dark Soul ในรูปแบบซามูไรญี่ปุ่นเท่านั้น ประจวบเหมาะกับที่ช่วงนั้นมีเกมออกใหม่เยอะมาก ผมจึงแทบไม่ได้เล่นเจ้า Demo นี้ต่อเลย

จนกระทั่งตัวเกมเต็มวางจำหน่าย ต้องขอบคุณทีมงาน Beartai.com และ Sony Thailand มากๆ ที่เป็นผู้สนับสนุนตัวเกมสำหรับบทความรีวิวในครั้งนี้ ผมได้มีโอกาสกลับมาเล่นอีกครั้งในเวอร์ชั่นเต็ม Ni-Oh เป็นเกม Action RPG มุมมองบุคคลที่สาม และนำเอาประเทศญี่ปุ่นยุคเซ็นโกคุเข้ามาเป็นฉากหลังภายในเกม พร้อมกับเรื่องราวตามประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตัวเกมจะเล่าเรื่องผ่านตัวละครที่มีตัวตนจริงๆ โดยมีการแต่งเสริมเติมแต่งเรื่องราวความเชื่อเกี่ยวกับทูตผีวิญญานเข้าไปในเกม โดยที่ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นซามูไรหนุ่มคนนึงทำให้ผู้เล่นรู้สึกราวกับว่าได้เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์จริงๆที่ประเทศญี่ปุ่น ณ ยุคนั้นเลยทีเดียว และหลังจากที่ผมได้ใช้เวลาเกือบ 50 ชั่วโมงในเกม ผมก็ได้ค้นพบว่าแท้จริงแล้ว Nioh นั้นมันมีสูตรสำเร็จในตัวของมันเองทุกประการโดยที่ตัวเกมนั้นจะให้ความรู้สึกเหมือนนำเอา Ninja Gaiden, Dark Soul , Onimusha , Assassin’s Creed และ Monster Hunter ผสมรวมกันกลายเป็นเกมเดียวกันเลยล่ะครับ


Let The Flames Begin


ในเกม Ni-Oh นั้นตัวเกมจะเล่าเรื่องผ่าน William Adams ซามูไรหนุ่ม ที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เขาเป็นถึงซามูไรชาวตะวันตกคนแรกของโลก William นั้นได้มาที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อตามล่าคนที่แย่งชิง “Guardian” (ผู้พิทักษ์) ประจำตัวจากเขาไป จนได้ไปพบกับ Hattori Hanzo นินจาหนุ่มผู้ที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์เช่นกัน เขาได้เห็นฝีมือการใช้ดาบ และการปราบปีศาจของ William ทำให้ Hattori เกิดความสนใจในตัวเขา William บอกว่าเขามาที่นี้เพื่อตามหาคนที่มาแย่งชิง Guardian ของเขาไป Hattori จึงเสนอว่าจะช่วยตามหา พร้อมกับมีขอแลกเปลี่ยนให้ว่าเขาจะต้องมาช่วย Hattori ปราบปีศาจ และทำภารกิจให้กับเขาตัวเกมจะเริ่มต้นจากจุดนี้

“หนึ่งใน 6 ทวีปหลักๆของเกมนี้”

ในโลกของ Ni-Oh จะแตกต่างจากโลกของ Soul ซีรี่ส์ โดยที่ตัวเกมจะแบ่งแผนที่ออกไปตามภารกิจ ผู้เล่นจะสามารถเลือกทำภารกิจใดๆ ก่อนก็ได้ โดยตัวเกมจะมีทั้งภารกิจหลักและภารกิจเสริม

สิ่งที่แตกต่างไปจากซีรี่ส์ Soul ก็คือฉากภายในเกมนั้นจะมีการกำหนดเขตทั้งหมดไว้ภายในฉากนั้นๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเกม Action ผ่านด่านทั่วไปๆ แตกต่างจากซี่รี่ส์ Soul ที่ตัวเกมจะนำเอาโลกขนาดกว้างใหญ่มาให้ผู้เล่นได้สำรวจกันแบบ Open World ไร้รอยต่อนั้นเองครับ แต่อย่างไรก็ตาม ฉากภายในเกม Ni-oh นั้นก็ยังคงมีขนาดที่กว้าง และใหญ่พอสำหรับการสำรวจเพื่อค้นหาไอเท็มใหม่ๆ หรือทางลับที่จะทำให้การเดินทางของเราง่ายขึ้นเช่นกัน

โดยข้อดีของมันก็คือ ด้วยการที่เราจะได้ผจญภัยในประเทศญี่ปุ่น ตัวเกมก็จะพาเราไปผจญภัยทั้ง 6 ทวีป 17 ภารกิจหลักโดยในแต่ละภารกิจก็จะมีฉาก และ ภูมิประเทศ ที่แตกต่างกันออกไปเป็นอย่างมากอีกด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังไม่รวมฉากอื่นๆในภารกิจเสริมนะครับ


Is More Then Just Soul Clone


“เอาล่ะ เข้าสู่เนื้อหาการรีวิวเสียที ต้องขอบอกท่านผู้อ่านทุกๆท่านก่อนว่าตัวผมเองนั้นเป็นแฟนซีรี่ส์ Soul ได้เล่นและติดตามมาทุกภาค ในตลอดการเล่น Ni-Oh ตัวผมได้มีความคิดที่จะพยายามนำเอาตัวเกมไปเปรียบเทียบกับ ซีรี่ส์ Soul มาตลอด จนเมื่อผมเล่นไปสักพักใหญ่ๆ ผมก็ได้ค้นพบถึงความจริงหลายอย่างที่ทำให้เกมนี้นั้นแตกต่างออก ไม่เหมือนกับซีรี่ส์ Soul เลยครับ แต่อย่างไรก็ตาม บทความรีวิวเกม Ni-Oh ในครั้งนี้ผมจะเขียนถึง ความแตกต่าง ที่คล้ายกันออกไปสำหรับตัวเกมนี้และซีรี่ส์ Soul พร้อมกับจุดเด่นและจุดด้อยของเกมครับ”

อย่างที่ผมได้บอกไปตอนแรกว่า NI-OH เป็นเกม Action RPG ที่มีผลงานมาจาก Team Ninja ผู้ให้กำเนิด Ninja Gaiden , Dead or Alive ชื่อดังที่หลายๆคนรู้จัก โดยสำหรับเจ้า Ni-Oh นี้ตัวเกมนั้นได้นำเอาระบบ Soul ระบบ จุดเซฟ “Bonfire” และระบบ Online มาใช้ แต่ในส่วนของทั้ง Gameplay และ Boss Fight นั้นให้ความรู้สึกเหมือน Ninja Gaiden มากกว่าครับ นอกจากนั้นตัวเกมยังมีระบบการ forge อาวุธ ชุดเกราะ โดยที่ผู้เล่นจะต้องไปล่าตามหาวัตถุดิบเอาจากสถานที่ต่างๆหรือวัตถุดิบแรร์ที่หาได้จากการฆ่าบอสเท่านั้นครับ


The Battle Begin


มาพูดถึงในส่วนของ Gameplay กันก่อน สำหรับใน Ni-Oh นั้นรูปแบบการบังคับตัวละครและการออก Action ก็จะเหมือนกับเกม Action RPG ทั่วไป โดยสิ่งที่แตกต่างจากเกมอื่นๆก็คือตัวเกมจะมีระบบ Ki(Stamina), Stances และ Guardian Spirits เป็นหัวใจหลักในการต่อสู้ เริ่มจากค่าพลัง Ki(Stamina) หรือเข้าใจง่ายๆ ว่าค่าความเหนื่อยของตัวละคร ทุกๆ การกระทำของเรา ไม่ว่าจะเป็นการโจมตี การกลิ้ง การวิ่ง การหลบ ทุกอย่างจะใช้ค่า Ki ทั้งหมด และถ้าหากผู้เล่นใช้ค่า Ki จนหมด และโดนโจมตีละก็ ตัวละครก็จะหยุดซะงัก ทำให้มีโอกาสโดนศัตรูโจมตีอย่างรุนแรงด้วยท่า Final Blow จนอาจถึงตายได้เลยทีเดียว

สำหรับเจ้าค่า Ki นั้นจะมีการฟื้นฟูให้เรื่อยๆ ตามชุดอุปกรณ์ หรือค่าสเตตัสของตัวผู้เล่น ยิ่งถ้าหากผู้เล่นใส่ชุดเกราะหนักๆ ค่า Ki ก็จะการฟื้นฟูช้า แต่ถ้าหากผู้เล่นใส่ชุดเกราะเบาๆ ค่า Ki ก็จะฟื้นฟูอย่างรวดเร็วนั้นเองครับ โดยในเกม Ni-Oh นี่ไม่ว่าผู้เล่นจะใส่ชุดเกราะหนักเบาแค่ไหนก็ตาม การเคลื่อนไหวก็จะเท่ากันหมด โดยสิ่งที่แตกต่างกันออกไปก็คือค่าพลังป้องกัน และอัตราการฟื้นฟู Ki นี่ล่ะครับ ตัวแปรที่สำคัญอีกอย่างนึงก็คือ ในเกมนี้ผู้เล่นจะเห็นค่าพลัง Ki ของศัตรูอีกด้วย นั้นหมายความว่าผู้เล่นจะสามารถวางแผนในการโจมตีหรือป้องกันได้ตลอดเวลา ซึ่งจะแตกต่างจากซีรี่ย์ Soul ที่เราจะไม่เห็นค่าพลัง Stamina ของศัตรูเลยทำได้แค่การดูท่าทางของตัวศัตรูเท่านั้นครับ

“เลือกใช้ Stances ตามความถนัด”

ในส่วนต่อมาก็คือระบบ Combat Stances ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นมากๆ ในเกม Ni-Oh โดยที่เกมนี้จะมี Stances ในเราเลือกใช้อยู่ 3 อย่างก็คือ

  • High Stances – จะสามารถโจมตีศัตรูได้อย่างรุนแรงในทีเดียว เข้าจู่โจมอย่างรวดเร็วจากระยะไกลได้ สามารถทำให้ศัตรูเสียค่า Ki เป็นจำนวนมาก แลกกับการเคลื่อนไหวที่ช้า
  • Mid Stances – เป็นการต่อสู้พื้นฐาน มีความสมดุลทั้งความรวดเร็ว และความรุนแรง มีการเคลื่อนไหวที่พอดี สามารถรับมือกับศัตรูได้ขนาดและทุกประเภท
  • Low Stances – เป็น Stances ที่จะสามารถโจมตีได้อย่างรวดเร็ว และมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว แลกกับการโจมตีที่ไม่รุนแรงมากนัก เหมาะสำหรับการปะทะแบบ 1 ต่อ 1 กับศัตรูขนาดเล็กหรือขนาดเดียวกันได้เป็นอย่างดี

โดยทั้งหมด 3 Stances นี้ถือว่าเป็นตัวหัวใจหลักในการดวลของผู้เล่นและศัตรูเลยทีเดียว ในตลอดการเล่นผู้เล่นจะต้องทำการเปลี่ยน Stances อยู่ตลอดทั้งเกมเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ ณ เวลานั้นๆอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่นในฉากที่ผมต้องรับมือศัตรู 3-4 ชนิดพร้อมกันในเวลาเดียว ผมได้เปลี่ยนไปใช้ Mid Stances จัดการเจ้าปีศาจ Yokai ให้ล้มลงไปก่อนยังไม่ถึงตาย และเปลี่ยนไปใช้ Low Stances จัดการเจ้าพวกแมงมุมตัวเล็กๆที่เป็นปัญหาระหว่างต่อสู้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็น High Stances และจัดการฆ่าเจ้าปีศาจ Yokai นั้นภายในการโจมตีเพียงครั้งเดียวเป็นต้นครับ

โดยเจ้าระบบ Stances นั้นถือว่าได้สร้างประสบการณ์เกม Action แบบใหม่ให้ผมได้จริงๆ เพราะไม่ว่าคุณจะเลือกใช้อาวุธแบบไหนก็ตาม Stances จะเป็นตัวกำหนดถึงความรวดเร็ว และ ความรุนแรงในการออก Action ท่าทางครับ หากผู้เล่นชอบใช้หอกยาว หรือขวานใหญ่ ไม่ต้องห่วงกลัวว่าจะโจมตีได้ช้า Low Stances เป็นทางเลือกที่ดี รอได้จังหว่ะเหมาะๆ ค่อยเปลี่ยนไปใช้ Mid Stances / High Stances เพื่อปิดฉากได้เลยครับ นอกจากนั้นการเปลี่ยนใช้ Stances ภายในเกมนี้ก็สามารถทำได้ดี ลื่นไหลตลอดการเล่น ถือว่าออกแบบมาได้ดีเลยล่ะ

“กลัวที่ไหน เมื่อเรามีหมาคอยคุ้มครอง”

ระบบต่อมาคือ Guardian Spirits หรือ เหล่าผู้พิทักษ์ทั้งหลาย ที่จะคอยช่วยเหลือผู้เล่นในสถานการณ์ต่างๆที่ตัวผู้เล่นเองนั้นต้องการ โดยพื้นฐานแล้วระบบนี้ก็คล้ายๆกับระบบ Musou ใน Dynasty Warriors นั้นเองครับ โดยในเกมนี้ทุกๆครั้งที่ผู้เล่นฆ่ามอสเตอร์ หรือโจมตีศัตรู ผู้เล่นก็ได้จะค่า Amrita(Soul) มาค่านี้เปรียบเสมอ EXP ของตัวผู้เล่นในการอัพเลเวล โดยเมื่อผู้เล่นเก็บค่า Amrita ได้จนถึงระดับนึง เกจ Guardian Spirits ก็จะเต็มพร้อมสำหรับการอัญเชิญออกมาเพื่อช่วยเราต่อสู้นั้นโดยการเป็นพลังชีวิตให้เรา และเพิ่มค่าสถานะต่างๆให้กับตัวเราเองครับ โดยในเกมนี้นั้นมี Guardian Spirits มากถึง 22 ตัวให้เราเลือกใช้ ทั้งนี้ทั้งนั้น หากผู้เล่นตาย Guardian Spirits ก็จะตกอยู่ ณ จุดๆที่ผู้เล่นตาย พร้อมกับค่า Amrita ทั้งหมดที่เก็บมาได้ หากเราไม่ไปเก็บมาคืน เราก็จะไม่สามามารถใช้พลังของ Guardian Spirits ได้ มีอีกหนึ่งวิธีคือผู้เล่นสามารถอัญเชิญวิญญานกลับมาหาเราได้โดยใช้ Item หรือ Call Back ที่ศาลเจ้า(Bonfire) แต่แลกกับการที่ผู้เล่นจะต้องเสียค่า Amrita ทั้งหมดที่เก็บมาได้นั้นเองครับ

มันช่วยได้จริงๆ

จริงๆแล้วต้องบอกเลยว่าเจ้า Guardian Spirits นี่มันมีผลกับตัวเกมเป็นอย่างมาก เพราะมันแค่ไม่ใช่แค่เพิ่มค่าสถานะให้เราช่วงขณะนึง แต่มันสามารถช่วยชีวิตเราจากความตาย หรือแก้สถานการณ์ให้พลิกกลับมาชนะศัตรูได้เลยอีกด้วย นอกจากนั้นแล้ว เหล่า Guardian Spirits พวกนี้ก็จะเพิ่มค่าสถานะพื้นฐานให้กับเราถึงแม้ว่าเราจะไม่อัญเชิญออกมาอีกด้วย อย่างที่ผมบอกไปในตอนแรกว่ามันมีมากถึง 22 ตัว งานนี้ใครชอบตัวไหน หรือชอบค่าสถานะแบบไหน ก็เลือกมาใช้ได้ตามใจชอบเลยครับ


 The Yokai Hunter


“ผมเกลียดแมงมุม มาก….”

เนื่องจากว่าตัวเกมจะเล่าเรื่องผ่าน William Adams ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่กันในยุคเซนโกคุ นอกอจากศัตรูของเราที่จะเป็นเหล่าทหารจากฝ่ายอื่นๆแล้ว ก็ยังเต็มไปด้วยพวก Yokai หรือ ปีศาจ Oni ในตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นนั้นเองครับ ตามตำนานเรื่องราวเกี่ยวกับผีญี่ปุ่นทั้งหลายจะมารวมกันแล้วมาโผล่ในเกมนี้ แน่นอนว่าเหล่าทหารหรือคนด้วยกันเองนั้นก็จะไม่มีอะไรแตกต่างไปมากนัก หากเทียบกับเหล่า Yokai ที่จะมีความแตกต่างกัน สำหรับเจ้าพวก Yokai นี้นั้น แถบค่าพลัง Ki จะถูกแทนที่ด้วยค่าความอดทนของปีศาจตัวนั้นๆ โดยที่ถ้าหากค่าความคงทนหมดหลอดเมื่อไร ปีศาจตัวนั้นจะหยุดชะงัก เปิดโอกาสให้เราเข้าไปทำคอมโบได้

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้การสู้กับ Yokai เป็นเรื่องลำบากก็คือรอบๆตัวของพวกมันนั้นจะมี อาณาเขต ของตัวเองหรือที่เรียกว่า Yokai Realm ที่ถ้าหากผู้เล่นเข้าไปในอาณาเขต Yokai Realm เมื่อไรล่ะก็ จะทำให้อัตตราการฟื้นฝู Ki ช้าลง อีกทั้งยังทำให้เจ้าพวก Yokai โจมตีได้อย่างรุนแรงขึ้นอีกด้วย และในการโจมตีบางชนิดของเหล่า Yokai ก็จะสร้างอาณาเขต Yokai Realm ขึ้นมาให้พื้นที่ต่อสู้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นสามารถลบล้างอาณาเขต Yokai Realm ได้โดยการโยน “เกลือ” ลงไปในพื้นที่นั้นๆแล่ะครับ

“กลิ้งๆ ตีๆ เท่านี้ก็ชนะแล้ว”

Boss Fight เองก็เป็นจุดสำคัญของเกมแนวๆนี้ แน่นอนว่าขึ้นชื่อว่า Boss มันก็ต้องมีอะไรที่โหดกว่า และพิเศษกว่ามอนเตอร์ระดับธรรมดาแน่ๆ Boss ในเกมนี้จะมีอยู่ทั้งหมด 18 ตัวตาม Mission หลัก ยังไม่รวม Mission เสริม และผมต้องขอบอกว่าผมค่อนข้าง “ผิดหวัง” กับการออกแบบ Boss Fight ภายในเกมนี้ ไม่ใช่เพราะว่ามันยาก หรือมันง่ายนะครับ มันมาจากออกแบบล้วนๆ สิ่งๆหนึ่งที่ผมคิดแบบนี้ก็คือ “ความท้าทาย” ครับ เพราะว่ามันไม่มีความท้าทายเลย มันมีแต่ความ “น่ารำคาญ” แทนเสียมากกว่า ตลอดทั้ง Fight Boss จะมีท่าทางเดิมๆ ใช้แต่แผนเดิมๆ ตลอด ในการเล่น First Try มันอาจจะแลดูยาก ใช่ซึ่งมันยากมากๆ เพราะ Boss มันไม่แฟร์กับเราเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็น One Hit Kill บ้างล่ะ One Combo Kill บ้างล่ะ ซึ่งมันให้ความรู้สึกน่ารำคาญมากกว่าคำว่าท้าทายเสียอีกครับ

“ช่วยๆกันลุมก็ชนะแล้ว”

ปัญหานี้จะหมดไปเมื่อผู้เล่นได้ Summon ให้ใครสักคนมาช่วย Boss ตัวนั้นๆ ก็จะเข้าสู่ Easy Mode ทันที ไม่ต่างอะไรกับการเล่นรอบ 2 ที่เราจะลืมความโหดร้ายของบอสตัวนั้นๆไปเลยทีเดียว ถ้าหากเราจับทางมันได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับเหล่า Yokai ที่อยู่นอกห้องบอสเลยล่ะครับ สิ่งที่ผมพยายามจะพูดให้ท่านผู้อ่านเข้าใจคือ Boss Fight ในเกมนี้มันไม่มีความท้าทายครับ แต่มันมีแต่ความน่ารำคาญแทน ยังไม่นับ Final Boss ที่ผมคิดว่ามันเป็น Boss ที่ออกแบบมาได้แย่ที่สุดในเกมแนวๆนี้แล้วล่ะ

“เรียกคนมาช่วย กลายเป็น Easy Mode ทันที”

นอกจากนั้นแล้วก็มีศัตรูอีกประเภทนึง ที่อยู่ในโหมด Online ซึ่งผมจะขอพูดในส่วนถัดไป และโดยรวมนั้นผมคิดว่าตัวเกมยังมีแต่ศัตรูรูปแบบซ้ำๆ ทั้งเกม โดยในแต่ละฉากนั้นจะเพิ่มความยากโดยการยัดใส่ศัตรูเข้ามาในฉากเยอะๆ แทนที่การออกแบบศัตรูใหม่ๆ นั้นล่ะครับ ที่ผมคิดว่าเป็นข้อเสียอย่างนึงเช่นกัน เพราะด้วยการทีเราสู้กับศัตรูรูปแบบเดิมๆมาตลอดทั้งเกม ก็จะทำให้การเล่นตลอดทั้งเกมเป็นเรื่องง่ายไปเลย และขาดความท้าทาย ไอ่การที่ตัวเกมจะยัดเอาศัตรูรูปแบบเดิมๆมาในฉากเยอะๆ ส่วนนี้ผมคิดว่ามันไม่ใช่ความท้าทายเลยแม้แต่น้อย แต่อย่างไรก็ตามครับ ในส่วนนี้ก็มีข้อดีเช่นกัน เพราะตัวเกมนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เล่นยากจนเกินไป ใครๆก็สามารถเล่นได้นั้นเองครับ


World “With/Out” War


เมื่อตอนที่ผมเล่น Dark Soul กับเพื่อน พวกผมเคยบ่นๆกันไว้ว่าทำไมเกมนี้ถึงไม่ออกแบบระบบ Online มาให้มันสะดวกกว่านี้หน่อยนะ หากใครที่เคยเล่นก็คงยังจำได้กับระบบ Online ของตัวเกมที่มากเรื่องสุดๆ แต่มันก็ยังมีจุดเด่นในตัวมันเอง สำหรับใน Ni-Oh นี้ตัวเกมได้ทำสิ่งที่ผมฝันไว้เป็นจริงแล้วครับ ระบบ Online Coop ของเกมนี้จะมีอยู่ 2 แบบใหญ่ๆเลยก็คือ

“ใครก็ได้มาช่วยผมที !!”

  • Yokai Realm with a Companion – โหมดนี้จะเป็นโหมด Coop ที่แท้จริง โดยผู้เล่นจะต้องทำการเลือก Mission หรือ สุ่ม Mission เอาจากเมนูหลัก หลังจากนั้นตัวเกมก็จะทำการ Matchmaking ผู้เล่นคนอื่นๆที่เลือก Mission ตรงกัน หรือเราจะสามารถเล่นกับเพื่อนๆก็ได้ผ่านการชวนแบบโดยตรงเลย โดยภายในเกมนั้น ตัวเกมจะมี Assist gauge ขึ้นมา หากมีผู้เล่นคนใดคนนึงตาย ผู้เล่นอีกคนจะสามารถชุบชีวิตเพื่อนขึ้นมาได้ โดยต้องเสีย Assist gauge ไป หากผู้เล่นใช้ gauge จนหมด เกมก็จะโอเวอร์ทันที
  • Random encounter – โหมดนี้จะคล้ายๆกับระบบดั้งเดิมของ Dark Soul ครับ โดยที่ผู้เล่นที่เป็น Host จะต้องเข้าไป Summon Visitor เอาจากที่ศาลเจ้า(Bonfire) และใช้ Item เพื่อเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากผู้เล่นคนอื่นๆ ผู้เล่นคนใดก็ตามที่เลือกเล่นโหมดนี้ ก็จะถูก Summon ให้มาช่วยเหลือ Host ของคนที่เรียกครับ สิ่งที่แตกต่างออกไปจากโหมดแรกก็คือหากตัว Host ตาย Visitor ก็จะถูกส่งกลับไปทันที หรือถ้าหาก Visitor ตาย Host ก็ยังคงสามารถเล่นต่อไปได้นั้นเองครับ แต่ไม่สามารถชุบให้กันได้นะ ตายแล้วตายเลย

และแน่นอนว่าเกมนี้ก็ยังมีระบบ Secret World ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้ตั้ง Password เอาไว้สำหรับเพื่อนกลุ่มเดียวกัน เพื่อเหมาะแก่การค้นหาเจอกันง่ายขึ้นนั้นล่ะครับ กฎการเล่นช่วยเหลือกันในโหมด Online นี้มีข้อเสียอยู่ 1 อย่างก็คือผู้เล่นทั้ง 2 คน ไม่สามารถไปช่วยเหลือกันเองในภาระกิจที่ยังไม่ผ่านได้ จะต้องมีใครคนใดคนนึงที่ผ่านแล้วเท่านั้นครับ

“เลือก Clan ที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ”

นอกจากนั้นตัวเกมก็ยังมีโหมด Clan Battle ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้เลือกเข้าร่วม Clan เพื่อทำสงครามกับ Clan อื่นๆ โดยในแต่ละ Clan ก็จะมี Bonus ให้กับค่าสถานะที่แตกต่างกันออกไป โดยในโหมดนี้ผู้เล่นจะต้องทำการสะสมแต้มจากการทำภารกิจ หรืออัญเชิญศพของผู้เล่นอื่นๆ ต่างฝ่ายมาสู้ให้ชนะครับ โดยในทุกๆ สัปดาห์ ตัวเกมจะนำเอาแต้มของผู้เล่นทั้งหมดทั่วโลกมาจัดลำดับ Clan ไหนที่ชนะก็ได้รับรางวัลเป็น Item ไป และได้รับหน่วยเงินชนิดพิเศษ ที่สามารถนำเอามาแลก Item หายาก หรือ Skin ตัวละครอีกด้วยครับ

“ม่วงทั้งตัวแบบนี้ รออะไรล่ะ เรียกมันขึ้นมา !!”

ทีนี้เรากลับมาพูดถึงโหมด Bloody Grave กัน เอาล่ะใน Dark Soul ตลอดการเล่นเราจะเห็นรอยเลือดของผู้เล่นคนอื่นๆ ที่ตายอยู่ตลอดตามทาง หากเราเข้าไปสำรวจก็จะพบว่าพวกเขานั้นตายกันอย่างไรใช่ไหมครับ แต่ใน Ni-Oh นี้นั้นจะยกระดับไปอีกขั้น ตลอดการเล่นนั้น เราจะได้พบกับสิ่งที่เรียกว่า Bloody Grave หรือศพคนตายของผู้เล่นคนอื่นๆ โดยที่ถ้าหากเราเข้าไปสำรวจก็จะเห็นทั้งรายชื่อผู้เล่น เลเวล ระดับชุดอุปกรณ์ และความโหดร้ายของวิญญานนั้นๆ เราสามารถอัญเชิญพวกเราขึ้นมาสู้กับเราได้ครับ โดยตัวละครจะเหมือนกับตัวของผู้เล่นคนนั้นๆทุกประการ ต่างกันที่จะถูกบังคับโดย AI ไม่ได้ถูกบังคับโดยตัวผู้เล่นจริงๆ โดยที่ถ้าหากหลุมศพนั้นๆมีค่าความโหดร้ายมากๆ โอกาสที่เมื่อเราเอาชนะวิญญานตนนั้นได้ก็จะดรอป Item ที่พวกเขาสวมใส่มานั้นเยอะมากยิ่งขึ้นครับ แถมยังได้ค่าเงินพิเศษที่เอาไปแลก Item อย่างที่ผมบอกไปข้างต้นได้อีกด้วย อีกทั้งยังฝึกฝีมือการดวล การใช้อาวุธของเราอีกด้วยครับ

“กะ….เกิดอะไรขึ้นข้างหน้านั้น….”

ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวเกมกลับไม่มีระบบ Online PVP ที่แท้จริงซะงั้น ตรงนี้ผมผิดหวังมากๆ เพราะตัวเกมมันถูกออกแบบมาเล่นเพื่อ PVP จริงๆ แต่อย่างไรก็ตาม Team Ninja ได้ออกมาพูดแล้วว่า จะทำการเพิ่มระบบ PVP เข้าไปในรูปแบบอารีน่าขนาดเล็ก โดยจะมาในรูปแบบ DLC วางจำหน่ายหลังเกมออกแล้วนั้นเองครับ (DLC อีกแล้วเหรอ)


Gear for Greatergood


สิ่งสุดท้ายที่ผมจะพูดถึง ก็คือระบบ Character Customization ระบบนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักอีกอย่างนึงของตัวเกมเลยล่ะครับ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับ Gear ของผู้เล่น ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าตัวเกมได้รับแรงบันดาลใจระบบ Character Customization มาจาก Diablo โดยที่ทุกๆครั้งที่เราฆ่ามอนเตอร์ หรือบอสได้ ก็จะสุ่มดรอป Item ต่างๆ มาให้ หรือได้จากการทำภารกิจต่างๆ ภายในเกม โดยมอนเตอร์ยิ่งมีระดับความยากสูง หรือ ภารกิจที่มีความยากสูง ก็จะมีโอกาสได้รับไอเท็มหายากมากยิ่งขึ้นครับ โดยในเกมนี้จะแบ่งระดับไอเท็มเป็น 5 ชนิดคือ Common, Uncommon, Rare, ExoticDivine แน่นอนว่า Item แต่ชิ้นก็จะมีความสามารถ หรือ Bonus State ที่แตกต่างกันออกไปครับ หรือการสวมใส่ชุดเกราะที่เป็น Set ก็จะเพิ่มค่าสถานะให้กับเราอีกด้วย อาวุธภายในเกมนี้ก็จะมีให้เราเลือกใช้อยู่หลากหลาชนิดด้วยกัน โดยในแต่ละชนิดก็จะมี Skill เป็นของตัวเองอีกด้วย

อาวุธระยะประชิด จะมีทั้งหมด 5 ประเภท

  • ดาบซามูไร – เน้นการโจมตีแบบสมดุลทั้งความเร็วและความแรง
  • ดาบซามูไรคู่ – เน้นการโจมตีแบบรวดเร็ว
  • หอกยาว – มีระยะการโจมตีที่กว้างมาก แต่จะเสียเปรียบหากถูกเข้าประชิด
  • ขวาน/ค้อน – มีขนาดใหญ่มาก จึงสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างสูง แต่แลกกับความเร็วที่ช้า
  • เคียวติดโซ่ – อาวุธหลักๆของนินจา มีระยะการโจมตีที่ไกล สามารถสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างได้

อาวุธระยะไกลมีอยู่ทั้งหมด 3 ประเภท

  • ปืนยาว – มีพลังโจมตีที่รุนแรง มีความสมดุล
  • ธนู – สามารถนำออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็วและว่องไว แลกกับความรุนแรงที่ไม่มากนัก
  • ปืนใหญ่ – มีพลังโจมตีที่รุนแรง และเป็นวงกว้าง สามารถหยุดชะงักศัตรูได้ แลกกับการใช้งานที่ช้า และลำบาก

นอกจากนั้นตัวเกมก็ยังมีคาถานินจา หรือเวทย์มนต์มาให้เราได้ใช้กันอีกด้วยครับ และการอัพค่าสเตตัสของเรานั้นมีผลเกี่ยวกับประเภทอาวุธที่ใช้ทั้งหมด งานนี้ใครอยากจะเล่นแนวไหนก็สามารถทำได้ตามใจชอบได้เลย

นอกจากการตามล่าหาอาวุธเอาจากบอส หรือศพผู้เล่นอื่นๆแล้ว เราสามารถตี(forge) อาวุธชุดเกราะขึ้นมาเองได้ด้วย โดยเราจะต้องไปหาวัตถุดิบมาจากสถานที่ต่างๆ วัตถุดิบที่ได้จากการฆ่าบอส หรือ Mission พิเศษ โดยวัตถุดิบเหล่านี้ก็จะมี Rate ในตัวมันเองเหมือนกับ Item ทุกประการ ตลอดการเล่นของผมมีอยู่ช่วงนึงที่จำเป็นต้องไปล่าบอสตัวเดิมๆ เพื่อที่จะนำมันมาตีอาวุธและชุดเกราะสำหรับภาระกิจต่อไปอยู่ตลอด แน่นอนครับว่ามันไม่จบแค่การหาวัตถุดิบแน่นอน เพราะเราก็ต้องมาลุ้นอีกว่าชุดเกราะที่เราตีไปนั้นจะออกมาอยู่ในระดับไหน และมีค่า Stats แบบไหน เรียกได้ว่าเสียเวลาไปมากเลยล่ะ

“ล่าบอส หรือทำมิชชันเสริมเพื่อ Item !!”

สุดท้ายอีกจุดๆนึงที่ผมคิดว่าทาง Team Ninja นั้นใส่ใจความเป็น Fasion ของเหล่า Gamer มากๆ ผมเชื่อว่ามีหลายคน รวมถึงตัวผม ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการ “แต่งตัว” มากๆ และไม่สนใจพลังป้องกัน หรือค่า Stats อะไรมากมาย ไปมากกว่ารูปร่างของมันเสียอีก ใน Ni-Oh นั้นทีมงานก็เลยจัดให้ครับ เพราะตัวเกมนั้นมีระบบ Refastion ที่ผู้เล่นสามารถนำเอา อาวุธ ชุดเกราะที่ใส่อยู่ จับมันมาเปลี่ยนรูปร่างให้กลายเป็นรูปแบบที่เราชอบ โดยยังมีค่าสเตตัสดั้งเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลกไปนอกจากรูปร่างเท่านั้น แบบนี้โดนใจนักแต่งตัวทุกคนแน่ๆครับ


“เกมนี้ก็มีสาวสวยให้ชมกันนะครับ”

สุดท้ายแล้ว NI-OH ก็เป็นเกมที่ถูกออกแบบมาได้เป็นอย่างดี มีเอกลักษณ์ เป็นของตัวเอง ตัวเกมมีความยาวมากๆครับ ยาวจนถึงขนาดผมคิดว่าเล่นมาจนถึงบอสสุดท้ายของเกมแล้ว ก็ค้นพบว่ามันเพิ่งจะเริ่มต้น และหลังจากนั้นผมก็ค้นพบว่าตัวเกมนั้นมีปัญหาในการเล่าเรื่องเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการตัดฉากระหว่าง Cutscreen ไปอย่าง Gameplay หรือการเล่าเรื่องเหตุการณ์ระหว่าง รวมไปถึง Flashback ที่ทำมาได้ไม่น่าสนใจเสียเท่าไรแต่ถึงแบบนั้นผมกลับชอบ โครงเรื่องของเกมนี้เพราะมันถูกออกแบบมาดีมากครับ แต่เสียดายที่การเล่าเรื่องทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร รวมไปถึงระบบ Item ที่ผู้เล่นจะต้องคอยเปลี่ยนอุปกรณ์ตลอดทั้งเกม มันจะทำให้การเล่นช่วงแรกเสียเวลามากครับ แต่หลังจากเล่นจบแล้ว นั้นล่ะคือจุดเริ่มต้นล่ะ

“เป็นบอสที่ผมฆ่าไม่ลงจริงๆ”

นอกจากนั้นแล้วตัวเกม NI-OH นั้นยังมีระบบที่สำคัญอยู่อีกหนึ่งอย่างมากๆครับ นั้นก็คือ Game Mode ของเกมนี้ที่ตัวเกมจะเปิดโอกาสให้เราเลือกเล่นได้ 3 รูปแบบ โดยระบบนี้จะมีผลต่อ Frame Rate และ Resolution ในเกม โดยตัวเกมจะแบ่งออกเป็น 3 โหมดใหญ่ๆ ก็คือ

  • Action Mode โหมดที่จะ Run ตัวเกมใน Resolution 720p โดยรักษา Frame Rate ไว้ที่ 60 ตลอดทั้งเกม
  • Movie Mode โหมดนี้ตัวเกมจะ Run Resolution ไว้ที่ 1080p และจะมีการ Lock FPS ไว้ที่ 30 ตลอดทั้งเกม
  • Variable Mode โหมดนี้ตัวเกมจะ Run Resolution ไว้ที่ 1080p โดยที่จะทำการ Unlock Frame ทำให้ตัวเกมรันที 30-60 ตลอดทั้งเกมตามสภาพฉากต่างๆครับ

ตัวผมเองเลือกเล่นในโหมด Variable อยู่พักใหญ่ๆ เพราะอยากความละเอียดที่ 1080p แต่ด้วยความสามารถของเครื่อง Playstaion 4 ธรรมดาที่ไม่สูงพอ ทำให้ตลอดทั้งเกมผมได้ Frame Rate ที่ 30-40 ตลอด จนได้ลองเปลี่ยนมาเล่น Action Mode นั้นล่ะครับ ชีวิตผมดีขึ้นมาก และน่าแปลกใจที่ผมมองไม่เห็นถึงความแตกต่างของ 720p และ 1080p ในเกมนี้สักเท่าไรเลยครับ ถือว่าเป็นเรื่องดีอีกอย่างที่ทาง Team Ninja ได้ใส่ใจถึงจุดๆนี้


สรุปแล้ว NIOH เป็นเกม Action RPG ที่ทำมาได้ยอดเยี่ยมในหลายๆด้าน อาจจะมีบางจุดที่ติดขัดบ้าง แต่ผมสามารถสนุกไปกับตัวเกมได้อย่างลื่นไหล ไม่ชะงัก ทำให้เล่นต่อเนื่องยาวนานจน PS4 ของผมนั้นเกิดอาการ Overheat มีแจ้งเตือนให้ปิดเครื่องเพื่อพักกันเลยทีเดียว(เรื่องจริง) และสำหรับใครที่รักและชื่นชอบเกม Action RPG แนวซามูไร ญี่ปุ่นแล้วล่ะก็ NI-OH เองก็เป็นอีกหนึ่งเกมที่น่าสนใจมากๆ ครับ จริงๆแล้วตัวเกมนั้นมันไม่ยากอย่างที่คิด สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น หากไม่ลองเองก็คงไม่รู้ล่ะครับ


“Mirajane-AR ขอบคุณครับ”

แสดงความคิดเห็น

Games

[Review] Dark Souls Remastered มหกรรมตายซ้ำตายซ้อนได้กลับมาอีกครั้ง

Published

on

NIOH

NIOH
8

GAMEPLAY

10.0 /10

GRAPHICS

7.0 /10

STORY

7.0 /10

SOUND

7.0 /10

VALUE

9.0 /10

จุดเด่น

  • เกมเพลย์ที่สนุก ออกแบบมาดี มีความหลากหลายในการเล่น
  • ตัวเกมมีคุณค่าในการนำกลับมาเล่นซ้ำ
  • ระบบปรับแต่งตัวละคนที่ทำมาได้ยอดเยี่ยม
  • กราฟฟิคที่สวยงาม มาพร้อมกับตัวเลือกที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบทั้ง 60 FPS และ 30 FPS

จุดสังเกต

  • การเล่าเรื่องที่ทำออกมาได้แย่
  • ไม่มีระบบ PVP (รอขาย DLC)

Dark Souls …… เมื่อเอ่ยถึงเกมนี้ทีไร สิ่งแรกที่เข้ามาในหัวผมเลยก็คือการ Gitgud (Get Good) ของผมตัวผมเองตลอดหลายชั่วโมงในการเคลียร์เกมให้จบในแต่ละภาค ตลอดหลายปีที่ผ่านมากับซีรี่ย์นี้ ผมมีความรู้สึกทั้งดีและไม่ดีกับมันมาก ในช่วงหลังๆผมกับหมู่เพื่อนมักจะแซวเกมที่เล่นยากๆ หรือฉากที่บางฉากของเกมที่เล่นยากว่า “นี่แมร่งโครต Dark Souls เลยว่ะ”

Dark Souls เป็นเกมแนว Action RPG Openworld ที่มองดูผ่านๆ แล้วก็อาจจะไม่มีอะไรมาก แต่เมื่อได้ลองเล่นแล้วก็จะค้นพบว่าตัวเกมนั้นมี”มาก”กว่าที่เห็น จุดเด่นของเกมนี้เลยก็คือเนื้อเรื่องภายในเกมที่ออกแนว Dark Fantasy โดยมีพื้นฐานจากยุคกลางเป็นหลัก และมีสไตล์การเล่าเรื่องแบบเกมสมัยก่อน ที่ไม่มีอะไรบอกว่าเราต้องไปทำอะไรที่ไหน แต่ใช้บทบทสนทนาเป็นตัวบอกทาง

ซีรี่ย์ Souls นั้นได้เปิดตัวมาครั้งแรกในปี 2009 Demon’s Souls เป็นเกม Exclusive สำหรับ PS3 ในยุคนั้นบอกเลยว่ามีน้อยคนที่จะได้ลิ้มลองความโครตยากของเกมนี้ แต่ด้วยการที่ตัวเกมเลือกลงให้กับ PS3 อย่างเดียว จึงทำให้ไม่ค่อยเป็นที่พูดถึงกันในวงกว้างมากสักเท่าไรนัก แต่ก็มีเกมเมอร์ชาวไทยไม่น้อยที่ได้สัมผัสสุดยอดเกมในตำนานเกมนี้

จนกระทั่ง From Software ได้ออกภาคต่อของ Demon’s Souls (แต่ใช้ Origins ใหม่) ในปี 2011 Dark Souls ภาคแรกได้ถือกำเนิดขึ้นมาในรูปแบบ Multiplatfrom และเป็นครั้งแรกที่ตัวเกมได้วางขายใน PC อีกด้วย ตัวเกมได้รับคำชมจากนักนักวิจารณ์ทั่วโลกในขั้นดีเยี่ยม สื่อเกมชั้นนำต่างๆ พร้อมใจลงคะแนนกันในระดับ 9/10 ทำยอดขายไปได้มากกว่า 2 ล้านชุดทั่วโลก จนได้ออกภาคต่อมาอีก 2 ภาค และแน่นอนว่าประสบความสําเร็จทุกภาคครับ

หากพูดถึง Dark Souls อย่างที่ผมบอกไปว่าจุดเด่นของเกมนี้ก็คือความยากสุดโหด กับเนื้อเรื่องขั้นเทพ ในภาคหลังๆ Dark Souls ถูกวิจารณ์จากเกมเมอร์ว่าตัวเกมนั้นมีความง่ายมากเกินไปหน่อย รวมไปถึงเนื้อเรื่องที่ออกจะขาดๆไปสักนิด เห็นได้ชัดจากในภาค 2 ที่ตัวเกมได้ฉีกเนื้อเรื่องในภาคเก่าแทบจะทั้งหมดออกเลย แต่ก็กลับมาใช้เนื้อเรื่องเดิมอีกครั้งในภาค 3 แต่ถ้าถามถึงแฟนๆซีรี่ย์ Souls ว่าภาคไหนคือภาคที่พวกเขาชอบมากที่สุด ผมค่อนข้างมั่นใจว่าพวกเขานั้นจะต้องพร้อมใจตอบว่าภาคแรก คือภาคที่พวกเขาชอบมากที่สุดครับ

หลังจากการปิดท้ายไปแล้วในภาค 3 DLC The Ringed City ทุกอย่างก็เหมือนจะจบลง เนื่องจากว่า From Software ได้ออกมาพูดว่านี่เป็นภาคสุดท้ายของซีรี่ย์ Souls แล้ว ทำให้มีแฟนๆเรียกร้องอยากให้นำ Dark Souls ภาคแรกกลับมา Remaster ใหม่อีกครั้ง เนื่องจากว่าในยุคนี้กระแสเกม Remaster นั้นมาแรงมาก แถมยังมีฐานผู้เล่นใหม่ๆที่มาจากเกมภาค 2 และภาค 3 ที่ยังไม่เคยเล่นภาคแรกอีกเยอะมาก ผ่านมาปีกว่าๆ ดูเหมือนว่าวันนี้จะเป็นความจริงแล้วครับ

โดยก่อนที่บทความ Review จริงๆจะเริ่มขึ้น ผมอยากให้ทุกคนได้อ่านบทความตั้งแต่ช่วงด้านล่างนี้ลงไปก่อนนะครับ

Bandai Namco ตัดสินใจจะนำ Dark Souls ภาคแรกมา Remaster ใหม่ โดยครั้งนี้จะนำตัวเกมกลับมา Run เต็มที่ในรูปแบบ 4K 60 FPS อีกทั้งยังนำไปลงให้กับ Console ตัวใหม่ของ Nintendo อย่าง Switch อีกด้วย ตัวเกมถูกพัฒนาโดย QLOC แต่สำหรับเวอร์ชั่น Nintendo Switch นั้น จะถูกพัฒนาโดย Virtuos ครับ …..

ใช่แล้วครับ ท่านอ่านไม่ผิด Dark Souls Remastered นั้นไม่ได้ถูกพัฒนาโดย From Software แต่ถูกพัฒนาโดยบริษัท outsource ที่จ้างมาโดย Bandai Namco เองทั้งหมดครับ ตรงนี้หลายๆคนอาจจะมองว่าไม่มีปัญหาอะไร แต่จริงๆแล้วสำหรับผมมันมีอยู่มากเลยล่ะ

ผลงานของ QLOC ที่ผ่านๆมาที่ได้รับคำชมที่สุดก็คือการนำเอา Mortal Kombat X เวอร์ชั่น PC ที่เละเทะกลับมาทำใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยมครับ นอกจากนั้นก็จะรับผิดชอบ Port เกมมาลง PC ให้กับค่าย Capcom และยังเป็นทีมงานที่สามารถทำให้ Resident Evil 4 Run ได้ที่ 60 FPS 4K Resolution อย่างไม่มีปัญหาใน RE4 HD Ultimate Edition

ส่วนสำหรับ Virtuos ที่รับผิดชอบในส่วนของ Nintendo Switch นั้นผลงานที่ผ่านมาเท่าที่ผมจะนึกออก ก็คือการนำเอา Final Fantasy X และ XII มา Remaster ใหม่ครับ และยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการนำเอา LA Noire มา Remaster ใหม่ให้กับ PS4 Xbox One และแน่นอน Nintendo Switch อีกด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องห่วงว่า Dark Souls Remastered ใน Switch จะออกมาแย่ เพราะ LA Noire พี่แกยังทำมาได้แล้วไม่มีปัญหาอะไรเลยอีกด้วย

และในรีวิวนี้ผมอาจจะไม่พูดเจาะจงถึงตัวเกมมากสักเท่าไร แต่จะพูดแนะนำให้ผู้เล่นหน้าใหม่ๆ ที่อยากลองเริ่มต้นกับซีรี่ย์ Soul ดูครับ และจะปิดท้ายด้วยคำวิจารณ์ของผมในตัวเกมเวอร์ชั่น Remaster อันนี้ สำหรับใครที่ต้องการจะอ่านเนื้อหาในส่วนของ Remaster อย่างเดียว แนะนำให้เลื่อนไปล่างๆได้เลยครับ

ตรงนี้หลายๆคนคงจะสงสัยว่าผมจะสื่อถึงอะไร แต่บางคนอาจจะจับใจความได้บ้างแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเรามาเข้าหัวข้อหลักของบทความรีวิวนี้กันก่อนดีกว่าครับ


Welcome to Lordran


Nito หนึ่งในผู้ครอบครอง Lord Soul

ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นในยุคโบราณ โลกทั้งหมดถูกปกคุมไปด้วยหมอกและความมืดมิด เหล่ามังกรเป็นผู้ครอบครองโลกเวลาผ่านไปหลายปี จนกระทั่งก่อกำเนิดแสงสว่าง ความแตกต่างกันระหว่างความสว่างและความมืดมิดเกิดขึ้นมาพร้อมกับกองไฟกองแรก (The First Flame) มาพร้อมกับ Lord Soul ทั้งหมด 4 ดวง โดยผู้ที่ครอบครอง Lord Soul จะสามารถต่อสู้กับมังกรได้

Anor Londo เมืองแห่งแสงอาทิตย์

Gwyn Lord of Sunlight หนึ่งในผู้ที่ครอบครอง Lord Soul ได้นำพากองทัพของตนเอง พร้อมกับผู้ที่ครอบครอง Lord Soul คนอื่นๆเข้าต่อสู้กับมังกร และตั้งตนเองเป็นเทพของโลกนี้ Gwyn ได้สถาปณาดินแดนขึ้นมาชื่อว่า Lordran โดยมีเมือง Anor Londo เป็นเมืองหลวง เวลาสงบสุขผ่านมาหลายพันปี Gwyn ค้นพบว่าพลังของ Lord Souls กำลังจะหมดไปเรื่อยๆ เขาจึงพยายามหาหนทางเพื่อที่จะกอบกู้ยุคแห่งไฟเอาไว้ให้ได้

ภาพเต็มๆของ Gwyn Lord of Cinder ที่เราจะได้สู้

Gwyn ได้ใช้พลังชีวิตของตัวเองเป็นเชื้อเพลิงให้กับกองไฟ เพื่อที่จะสานต่อยุคแห่งไฟของเหล่าเทพเอาไว้ให้ได้ ทำให้ The Flame ยังคงอยู่ และพลังของ Lord Soul ก็ยังคงอยู่ต่อไป ทำให้เขาได้ฉายาใหม่ว่า Gwyn, Lord of Cinder

เหตุการณ์นี้ Gwyn ได้พยายามฝืนธรรมชาติ ทำให้คำสาป Undead ได้กำเนิดขึ้นมา พร้อมกับคำทำนายว่า เมื่อถึงเวลาจะมี Chosen Undead จะเข้ามารับช่วงต่อจาก Gwyn, Lord of Cinder เพื่อให้ยุคแห่งไฟมีอยู่ต่อต่อ และลบคำสาป Undead

สภาพของ Undead ที่กำลังจะกลายเป็น Hollow

โดยในเกมเราจะได้รับบทเป็น Chosen Undead ผู้ที่ตื่นขึ้นมาในคุก เนื่องจากว่าเราติดคำสาป Undead ที่จะกลายเป็น Hollow หรือคนไร้สติ เพื่อป้องกันว่าจะไปทำร้ายใครคนอื่นครับ

โดยเนื้อเรื่องในเกมนี้ต้องบอกเลยว่ามันมีความละเอียดอยู่ค่อนข้างสูงมากๆ โดยที่ผมเล่าไปทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนนึง และเป็นการเล่าแบบหลบสปอยให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้อีกด้วยครับ ผู้เล่นสามารถดำเนินเรื่องภายในเกมได้ผ่านการเล่นผ่านฉากไปเรื่อยๆ และสนทนากับ NPC ต่างๆเพื่อตีความหมายเอาเองครับผม และแน่นอนว่า ฉากจบของเกมนี้ไม่ได้มีแบบเดียวแน่นอน


Git Gud


ยืนชี้หน้าหาเรื่องมังกรแบบนี้ก็ได้ !!

สิ่งหนึ่งที่เกมเมอร์หลายๆคนกลัวที่จะเล่น Dark Souls ข้อแรกเลยก็คือความยากในเกมใช่ไหมครับ แต่จริงๆแล้วต้องบอกเลยว่า Dark Souls เป็นเกมที่เข้าใจง่าย และเล่นง่ายมากๆ ตัวเกมเพลย์ไม่มีอะไรซับซ้อนมากเลย ผู้เล่นจะมีพลังชีวิต ค่าความอึด อาวุธมือซ้ายและมือขวา การบังคับ การโจมตีในเกมไม่มีอะไรยากเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างค่อนข้างแฟร์กับผู้เล่นเป็นอย่างมาก ในแง่ของความเป็นอัศวินคนนึง

Boss Fight ที่น่าจดจำที่สุดตั้งแต่เล่น Video Game มา

แต่ถ้าแล้วเป็นแบบนั้นทำไมถึงได้ยินกันว่ามันยากกันถึงขั้นปาจอย ตรงนี้ล่ะครับที่ผมอยากจะพูดถึง ในยุคนี้มีเกม Fast Action Hack n Slash มากมายทั่วตลาด ไม่ว่าจะเป็น DMC, God of War,Assassin’s Creed หรืออะไรอีกมากมายก็ตาม แต่เคยคิดบ้างไหมว่าบางทีแล้วเกมเหล่านั้นมันก็ไม่มี Logic ของพื้นฐานความเป็นมนุษย์ธรรมดาบ้างเลย(ถึงแม้ว่าตัวละครเกมเหล่านั้นมันจะไม่ใช่คนธรรมดาก็เหอะ)

เห็นแบบนี้ ประมาทไม่ได้นะบอกเลย

ตรงนี้ล่ะครับ ที่ Dark Souls พยามจะบอกเรา ในเกมเราก็เป็นแค่ Undead คนนึงที่ติดคำสาป ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ธรรมดาๆคนนึง การที่จะเอาตัวเราเข้าไปวิ่งรับคมดาบลูกธนู คนปกติโดนแค่ทีเดียวก็ตายแล้ว แต่ถึงแบบนั้น Dark Souls เองก็ยังมีความเป็น Fantasy อยู่มาก ตัวเกมจึงมีความลงตัวมากๆ สำหรับผู้ที่ชอบอะไรที่ท้าทาย หรือชอบความสมจริงในรูปแบบ Fantasy ครับผม

ยากเกินไป ? Summon NPC มาช่วยสิ

จากการที่ตัวผมเล่นเกมนี้มาเคลียร์ทุกภาค สิ่งที่ผมพอจะแนะนำให้เหล่าผู้เล่นใหม่ๆได้ก็คือ “keep calm and carry on” เข้าไว้ครับ หากคุณมีสติ มีสมาธิสูง รู้จักใช้การสังเกต การจดจำ รับรองว่าคุณจะสนุกกับ Dark Souls แน่นอนครับ

Sen’s Fortress สถานที่โครตหัวร้อนของ Dark Souls ภาคแรก

ในทางกลับกัน สิ่งที่ผมคิดว่า Dark Souls ไม่แฟร์กับผู้เล่นมากที่สุด ก็น่าจะเป็นฉากภายในเกมที่เหมือนว่าจะถูกออกแบบมาให้ผู้เล่นตายๆไปซะอย่างนั้นมากกว่าเสียอีกครับ เพราะมีอยู่หลายฉากมากๆ ที่ผมตกม้าตายง่ายๆ เพราะฉากภายในเกมนี่แหล่ะ ณ จุดนี้มันก็ทำให้ผมปาจอยได้เหมือนกัน

บางทีก็เยอะไปนะ

สุดท้ายแล้วนั้นหากผู้เล่นใหม่ๆ ที่อาจจะเพิ่งเคยเล่นภาคนี้เป็นภาคแรก หรือว่าไม่เคยเล่นซีรี่ส์นี้มาก่อนเลย แล้วมาเล่น Dark Souls เป็นครั้งแรก ถ้าหากคุณผ่านมันไปได้จนเคลียร์เกมแล้วล่ะก็ ยินดีด้วยครับ คุณผ่านบททดสอบ และพร้อมที่จะ Git Gud ไปในเกมภาคต่อๆแล้วครับผม


Remastered


Anor Londo สวยงามคูณ 2

Dark Souls Remastered Is Insulting ผมได้ยินประโยคนี้มาจากที่ไหนสักที ก่อนที่เกมจะวางขาย 1-2 เดือน จนถึงวันนี้ตัวเกมได้วางขายไปแล้ว และตัวผมเองก็เล่นสำรวจจนแถบจะครบทุกจุด ตรงตามที่ตัวเองต้องการ ทำให้ผมรู้สึกว่าการ Remaster ครั้งนี้มันก็ทำมาให้ “น่าผิดหวัง” จริงๆ

ใช้เวลา 7 ปีในการ Patch Blighttown

เริ่มต้นที่ Graphic กันก่อน แน่นอนครับว่าตัวเกมได้รองรับความละเอียดภาพสูงถึง 4K ร่วมสมัย มาพร้อมกับ 60FPS เหมือนกันทุก Platfrom แสงสีเงาทุกอย่างจะถูกปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น Effect สกิลต่างๆ Item ภายในเกมที่ถูกทำให้สวยงามยิ่งขึ้น และแน่นอนว่า Blighttown ได้รับการแก้ไขแล้ว (อันนี้น่าจะเป็นเรื่องดีที่สุด)

มันส์ล่ะทีนี้

ในส่วนของ Multiplayer ตัวเกมได้เพิ่มจำนวนผู้เล่นสูงสุดจาก 4 คนเป็น 6 คน แน่นอนว่าต้องใช้ Item Dried Finger เช่นเดียวเหมือนภาค 3 ครับ โดยจะแบ่งเป็น 3 V 3 เหมือนเดิม โดยที่เจ้า Dried Finger จะขายอยู่กับ Undead Merchant ที่ Undead Burg แทนที่จะหาเก็บได้ใน Painted World of Ariamis จะถูกแทนที่โดย Humanitie แทนครับ

ทักทายกันหน่อย

ระบบ Password Matchmaking ก็จะถูกเพิ่มเข้ามา พร้อมกับระบบ Level Sync เมื่อ Guest ที่ถูก Summon เข้ามามี Level หรือ Gear สูงเกินไปมากกว่า Host ก็จะถูกปรับให้เท่าๆกันเพื่อความสมดุลย์ครับ นอกจากนั้นผู้เล่นยังสามารถเลือกได้ระหว่าง global หรือ Local matchmaking ครับผม

ระบบ PVP ที่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยคล้ายๆกับภาค 3 เมื่อมีการ Invade เกิดขึ้น Item ที่ใช้เพิ่มพลังชีวิตได้มีเพียงแค่ Estus Flasks อย่างเดียวเท่านั้น และถ้า Invader ตาย ก็จะได้รับ Estus Flasks เพิ่ม 1 ขวดครับ และระหว่างมีการ Invade เกิดขึ้น Host ไม่สามารถ Summon Phantom เพิ่มได้ครับ

ไม่ต้องลำบากอีกต่อไป

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลกเล็กๆน้อยๆอย่างอื่นก็จะมีเรื่อง Item บางชนิดเช่น Soul หรือ Covenant item สามารถใช้ทีเดียวหลายๆอันได้แล้ว มี Bonfire เพิ่มเข้ามา 1 จุดตรง Vamos the Blacksmith ใน Catacomb อีกทั้ง Covenants สามารถเปลี่ยนได้ที่ Bonfire (ขอบคุณมาก) และตัวเกมสามารถปรับปุ่มได้ตามใจชอบเลยครับ

ภาพสดๆจาก Bonfire ด้านใน Anor Londo

อีกเรื่องนึงที่หลายๆคนให้ความสนใจคือ ระบบ Online ในภาคนี้จะมาใช้ระบบ Dedicated Servers แทน P2P แล้ว หลายคนคงดีใจไม่น้อย เพราะน่าจะหมดปัญหาเรื่องปิงสูงๆระหว่าง PVP ได้ แต่จริงๆแล้วระบบ Dedicated ของ Dark Souls Remastered นั้นเป็นเพียงแค่ Online Network และ Matchmaking Server เท่านั้น หมายความว่าผู้เล่นจะหาคนเจอง่ายกว่าเดิม ระบบออนไลน์ภายในเกมจะดีขึ้นกว่าเดิม แต่เมื่อมีการ Coop หรือ Invade กันแล้วทุกอย่างก็จะขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่อของ Host ผู้ที่เป็นเจ้าของ Session นั้นๆเช่นเดิมครับ


มาดูถึงปัญหาของตัวเกมกันบ้าง จริงๆแล้วตัวเกม Remaster นี้มันก็ไม่มีปัญหาอะไรเลยสักนิด ตัวเกม Run ได้ Smooth ไม่มีเฟรมเรตตกเลยสักนิดเดียว อีกทั้งผมยังเล่นผ่านเจ้า PS4 รุ่นแรกๆ ก็จบเกมได้ไม่มีปัญหา (ถึงแม้จะว่าจะ Crash ไปครั้งนึงเพราะเครื่องร้อนเกินไปก็เถอะ) ทุกๆอย่างดูเหมือนจะ Perfect มาก สำหรับชาว Next Gen Console PS4 และ Xbox One

แต่เมื่อเรากลับมามองใน PC Version ของ Original Dark Souls ที่ลง Mod DSfix ไว้ก็จะพบว่ามันก็ไม่ต่างอะไรกันมากเลยนี่หว่า แถมรู้สึกว่าของ DSfix+Mod ยังดูดีกว่าในบางจุดอีกด้วย ซึ่งตรงนี้นั้นแหล่ะครับคือปัญหาที่ผมไว้ว่ามันน่าผิดหวัง

ไม่ว่าจะ port มาแย่ขนาดไหน ก็ยังได้รับคำชมอยู่ดี

หากทุกคนยังจำกันได้ Dark Souls Prepare To Die Edition วางจำหน่ายครั้งแรกบน Steam ตัวเกมนั้นเรียกได้ว่า Port มาโครตห่วย ตัวเกม Lock FPS ไว้ที่ 30 ความละเอียด 720p การควบคุมโดย Mouse Keyboard ที่โครตแย่ ระบบออนไลน์สุดห่วยอย่าง GFWL แต่หลังจากเกมวางขายไม่ถึงชั่วโมง ก็มีทีมงานนึงออก Mod แก้ไขทุกอย่างในเกมในชื่อ DSfix ทำให้ตัวเกม Run ได้มากกว่า 60FPS รองรับความละเอียด 1080p Full HD นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆสำหรับชาว PC ครับ

และเวลาก็ผ่านมาหลายปี Bandai Namco หรือ From Software ก็ไม่เคยคิดจะปล่อย Patch ให้กับชาว PC เลยแม้แต่น้อย ตัวเกม Dark Souls Prepare To Die Edition ที่ไร้ DSfix ก็ยังแย่อยู่แบบนั้น แต่ถึงแบบนั้นตัวเกมก็ได้รับคำชม Very Positive เพราะด้วยความสนุกของตัวเกม

รีวิวชาว Steam สำหรับ Dark Souls Remastered

เมื่อมีการประกาศ Dark Souls Remastered ออกมาแฟนๆชาว PC คงหวังว่าตัวเกมของ PC น่าจะมีอะไรพิเศษกว่าบ้างเล็กน้อยนอกจาก 4K Resolution แต่เมื่อถึงเวลาวางจำหน่าย สิ่งที่พวกเขาได้อีกสิทธิการลดราคาตัวเกมไป 50% สำหรับผู้ที่มีเกมอยู่แล้ว ทั้งๆที่มันควรจะ Upgrade ให้ฟรีๆด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเกม Skyrim Special Edition, Bioshock Remaster ที่ Upgrade ให้กับผู้เล่นฟรีๆ

DSFix 4K VS Remaster / cr จาก reddit Godless3

ตรงจุดนี้จึงทำให้มีชาว PC ไม่น้อยที่หัวร้อนซะตั้งแต่ยังไม่ทันได้เล่นเกมก็ออกมาโจมตี Bandai Namco กันซะแล้ว เพราะตัว Dark Souls Remastered นั้นเอาเข้าจริงแล้วมันก็เหมือนการใส่ DSfix เข้าไปแล้วเอามาขายใหม่ในราคา 40USD และต้องขอย้ำว่าตัวเกมไม่ได้ Remaster อะไรมากมายเลยนอกจาก 60FPS กับ 4K Resolution

ยกตัวอย่างการ Remaster Halo: Combat Evolved Anniversary

หากเรามองไปอย่างเกม Remaster เกมอื่นๆยกตัวอย่างเช่น Halo Combat Evolved Anniversary นั้นคือการ Remaster ที่ดูดีที่สุดสำหรับผม หรือจะเป็นเกมอย่าง Call of Duty 4 Modern Warfare และเกมที่ผมเพิ่งจะพูดถึงไปอย่าง Skyrim Special Edition ก็ยังทำได้ดีกว่ามาก หากเอามาเปรียบเทียบกับ Dark Souls Remastered อันนี้ครับ


สุดท้ายนี้ Dark Souls Remastered เป็นเกมที่ดีครับ เป็นเกมที่ไม่ว่ายังไงชาตินี้คุณก็ต้องหามาเล่นให้ได้ การ Remastered ครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนที่ยังไม่มีตัวเกม หรือไม่เคยเล่นมาก่อนเลย ไม่ว่าจะเป็นชาว PC หรือชาว Console เกมนี้ทำได้ดีทุก Platfrom ครับ ตลอดการเล่นผมไม่พบเจอปัญหาใดๆเลย ระบบ Online ที่ปรับปรุงขึ้นมาจากตัวเกม Original อย่างเห็นได้ชัด การ Summon คนไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป (แน่นอนว่าเจอ Invade ง่ายกว่าเดิมด้วย)

แต่สำหรับชาว PC ที่มีตัวเกมอยู่แล้ว Prepare To Die Edition + DSfix + Mod ผมว่าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วจริงๆครับ …..

ปิดท้ายด้วยฉากการตายที่โครตน่าเสียดาย (ดูเลือดบอสสิ)

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

รีวิวเกม Bloodstained Curse of the Moon เกมแนวแส้ 8Bit กลับมาในรูปแบบเดิม

Review เกม Bloodstained Curse of the Moon มาแล้วจ้า

Published

on

NIOH

NIOH
8

GAMEPLAY

10.0 /10

GRAPHICS

7.0 /10

STORY

7.0 /10

SOUND

7.0 /10

VALUE

9.0 /10

จุดเด่น

  • เกมเพลย์ที่สนุก ออกแบบมาดี มีความหลากหลายในการเล่น
  • ตัวเกมมีคุณค่าในการนำกลับมาเล่นซ้ำ
  • ระบบปรับแต่งตัวละคนที่ทำมาได้ยอดเยี่ยม
  • กราฟฟิคที่สวยงาม มาพร้อมกับตัวเลือกที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบทั้ง 60 FPS และ 30 FPS

จุดสังเกต

  • การเล่าเรื่องที่ทำออกมาได้แย่
  • ไม่มีระบบ PVP (รอขาย DLC)

ในยุคนี้หากค่ายเกมไม่ยอมสร้างภาคต่อ อดีตทีมสร้างตำนานสามารถหาทุนสร้างได้เองผ่านการระดมทุนเพื่อสร้างเกมแนวเดียวกันได้เอง และเกม Bloodstained Ritual of the night ก็เป็นหนึ่งในเกมที่เกิดจากการระดมเงินจากแฟนเกมที่ต้องการให้เกม Castlevania แนว 2 มิติกลับมาอีกครั้ง และหลังจากได้ทุนตามเป้าก็เงียบหายไปนาน ซึ่งผู้สร้างเกมกลัวคนจะรอนานได้ส่งเกม Bloodstained Curse of the Moon ที่มาในรูปแบบ 8Bit มาให้เล่นแก้ขัดไปก่อนระหว่างรอภาคหลัก

ภาคเสริมที่มาในกราฟิกย้อนยุค

โดยเกม Bloodstained Curse of the Moon เป็นเหมือนภาคแรกของภาคหลัก และอย่างที่บอกว่ากราฟิกมันถูกสร้างมาแนวย้อนยุคไปสู่สมัยแฟมิคอม 8Bit ทำให้กราฟิกมันเหมือนเกมเมื่อ 30 ปีก่อน แต่ก็มีหลายส่วนที่งานออกแบบและรายละเอียดของตัวละครโดยเฉพาะบอสในเกมทำออกมาได้ดูดีกว่าเกมในยุคก่อนมาก และแน่นอนว่าในเมื่อภาพย้อนยุคเพลงประกอบเกมก็มาแนวเสียงแบบ 8 Bit เช่นกันแม้ว่าเพลงในเกมอาจจะไม่ได้ติดหูเท่ากับเกม Castlevania แต่ก็เข้ากับรูปแบบเกมได้ลงตัว อย่างไรก็ตามแม้ว่ามันจะถูกสร้างแนวย้อนยุค แต่หลายส่วนในเกมก็ยังคงดูรู้ว่ามันคือเกมใหม่ที่พยายามจะทำให้เก่าอยู่ดี

เกมเพลย์กลับคืนสู่ความคลาสสิก

ส่วนรูปแบบของเกม Bloodstained Curse of the Moon ยังคงเดินตามรอยภาคหลักเพราะเป็นแอ็คชั่น 2 มิติมุมมองด้านข้างที่แทบจะถอดมาจากเกม Castlevania ที่ทั้งฉากการออกแบบ รวมทั้งศัตรูหลายตัวแถบจะถอดแบบกันออกมา แล้วเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาเท่านั้น มีเพียงบอสในเกมที่ดูจะเหมือนจะมีความเป็นเอกลักษณ์อยู่บ้าง ส่วนตัวเอกจะมีอาวุธสองประเภทที่มีทั้งแบบหลัก และอาวุธพิเศษที่จะเสียค่าพลัง ที่โดยรวมแล้วสามารถบอกว่ามันคือการนำเกม Castlevania มาสร้างใหม่ได้เลย

ส่วนความโดดเด่นของภาคนี้คือการที่มีตัวละครมาให้เลือกเล่น ที่มีความคล้ายกับภาค Castlevania 3 Dracula’s Curse ที่ออกวางขายบนเครื่อง Famicom ที่ตัวเอกจะเป็น zangetsu นักปราบปีศาจผู้ใช้ดาบ และเมื่อเราเล่นไปเรื่อยๆจะช่วยเหลือตัวละครที่เหลือและค่อยๆปลดล็อกออกมา โดยตัวละครทั้งหมดจะมี 4 ตัวที่มีทั้ง zangetsu ผู้ใช้ดาบที่ทรงพลัง และ Miriam ผู้ใช้ แส้เป็นอาวุธ , Alfred ผู้ใช้เวทมนต์ และปิดท้ายด้วย Gebel ที่สามารถแปลงร่างเป็นค้างคาวได้ ทำให้โดยรวมยิ่งเหมือนกับเกม Castlevania 3 มากขึ้นไปอีก โดยผู้เล่นต้องใช้ความสามารถที่แตกต่างในการเปิดทางไปต่อเช่นเมื่อใช้ Gebel เราจะบินเข้าไปยังจุดที่ตัวละครอื่นไปไม่ได้ และเราสามารถ เปลี่ยนตัวละครได้ตลอดเกมยกเว้นว่าเราจะพลาดท่าทำตัวละครนั้นตายก็จะเรียกใช้งานไม่ได้จนกว่าจะตายครบทุกตัวแล้วจะต้องเริ่มต้นใหม่

ฉากในเกมซับซ้อนกว่าที่คิด

ตัวเกมแบ่งออกเป็นฉากๆที่ดูเหมือนว่าไม่ได้มีความซับซ้อนแต่พอได้เล่นจริงๆมีทั้งทางแยก และทางลับที่มีไอเทมพิเศษซ่อนอยู่ และเราต้องใช้ความสามารถพิเศษของตัวละครเพื่อเปิดทางไปต่อ และมันจำเป็นอย่างมากเพราะเราจำเป็นต้องอัพเกรดตัวละครได้ทั้งค่าพลังชีวิต และความสามารถพิเศษ เช่นการกระโดดสองจังหวะ และยังมีการอัพเกรดท่าไม้ตายใหม่ๆของตัวละครด้วย ที่ต้องชมผู้สร้าง คือระดับความยากของเกมที่ปรกติแล้วเกมแนวย้อนยุคมักจะใส่ความยากระดับสุดโหดเข้ามา เพื่อให้สัมผัสถึงความโหดของเกมสมัยก่อน แต่กับเกม Bloodstained Curse of the Moon ถือว่ามีระดับความยากที่พอดีๆ ไม่โหดจนเกินไปและก็ไม่ง่ายจนเกินไปมือใหม่ก็สามารถเล่นได้

โดยรวมแล้วเกม Bloodstained Curse of the Moon แม้ว่ามันเหมือนเกมที่เอามาเล่นแก้ขัดระหว่างรอเกม Bloodstained Ritual of the night สร้างเสร็จแต่ก็ทำออกมาได้ดีเกินคาดมาก เกมสนุกหลากหลายในรูปแบบ 2D และเล่นได้หลายรอบโดยไม่เบื่อ แถมยังมีราคาขายที่ไม่แพง(ประมาณ 200 กว่าบาท) ใครที่ยังชื่นขอบเกม 2D แนว Castlevania สมัยยุค 80 ไม่ควรพลาด

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[รีวิวเกม] Detroit: Become Human ลงตัว สวยงาม น่าติดตามที่สุดของค่าย Quantic Dream

Published

on

By

NIOH

NIOH
8

GAMEPLAY

10.0 /10

GRAPHICS

7.0 /10

STORY

7.0 /10

SOUND

7.0 /10

VALUE

9.0 /10

จุดเด่น

  • เกมเพลย์ที่สนุก ออกแบบมาดี มีความหลากหลายในการเล่น
  • ตัวเกมมีคุณค่าในการนำกลับมาเล่นซ้ำ
  • ระบบปรับแต่งตัวละคนที่ทำมาได้ยอดเยี่ยม
  • กราฟฟิคที่สวยงาม มาพร้อมกับตัวเลือกที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบทั้ง 60 FPS และ 30 FPS

จุดสังเกต

  • การเล่าเรื่องที่ทำออกมาได้แย่
  • ไม่มีระบบ PVP (รอขาย DLC)

ใครเป็นสายเสพเนื้อเรื่องที่มีหลากหลายทางเลือกให้ท้าทายการตัดสินใจ เพื่อพิชิตเนื้อเรื่องแบบ Best ยัน Worst Ending คงรู้จักชื่อของค่าย Quantic Dream เป็นอย่างดี โดยเฉพาะผลงานสร้างชื่อในยุคเอ็กคลูซีฟสำหรับโซนี่อย่าง Heavy Rain (2010) และ Beyond: Two Souls (2013) ที่มีให้เล่นกันถึง 2 เจนเลยทั้งเครื่องเพลย์ฯ 3 และรีมาสเตอร์ในเพลย์ฯ 4 (แล้วเพิ่งแจกฟรีเกม Heavy Rain ให้สมาชิกเพลย์สเตชั่นพลัสไปเมื่อเดือนก่อนนี่เอง)

แต่สำหรับแฟนตัวจริง น่าจะเคยเล่นกันมาตั้งแต่เกม Fahrenheit (2005) หรืออาจคุ้นอีกชื่ออย่าง Indigo Prophecy ในยุคของมัลติแพลตฟอร์ม ที่เรียกตัวเองเป็นเกมแนว Cinematic Interactive Drama Action-Adventure ซึ่งสร้างประสบการณ์สุดว้าวในยุคนั้นให้กับเกมเมอร์อย่างมาก ด้วยรูปแบบการเล่นที่เหมือนกำลังชมภาพยนตร์ผสมกับเกมเพลย์เรียกสติ ที่เรียกว่าได้ใช้ทุกปุ่มของจอย (สำหรับคอมก็ใช้ทั้งเม้าส์และคีย์บอร์ด) ได้คุ้มสุด ๆ นอกจากนั้นการสวมบทบาทของตัวละครหลากหลายที่ผู้เล่นต้องมีส่วนในการตัดสินชะตากรรม เพื่อเดินเส้นเรื่องที่วางไว้อย่างน่าตื่นเต้นก็คือเสน่ห์แบบสร้างฐานแฟนพันธุ์แท้ขึ้นมามากมายทีเดียว

สำหรับเกม Detroit: Become Human นี่ถ้าใครตามมาแต่ต้นคือเป็นโปรเจ็กต์ที่เห็นกันมาตั้งแต่ปลาย ๆ เจนของเครื่องเพลย์ 3 เลยทีเดียว และคือเกมที่สร้างความพรั่นพรึงในเรื่องของกราฟิกโมเดลตัวละครที่สุดแสนสมจริงสวยงามราวกับซีจีของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดทุนสร้างร้อยล้านกันเลย ทั้งนี้อาจเพราะ เดวิด เคจ หรือชื่อจริงๆคือ เดวิด เดอ กรัตโตลา ตัวผู้กำกับหลักและผู้ก่อตั้งค่าย Quantic Dream เป็นผู้ที่สนใจในงานภาพยนตร์อย่างมาก ต้องยอมรับว่านอกจากบทเกมที่เนื้อเรื่องน่าดึงดูดแล้ว เกมของค่ายนี้ยังคุณภาพสูงทั้งการใช้ดนตรีประกอบ การตัดต่อและมุมกล้องแปลกใหม่ด้วย คือมองมันเป็นหนังเลยก็ได้เลยล่ะ

แต่ด้วยเวลาการพัฒนายาวนานก็ทำเราเกือบลืมโปรเจ็กต์นี้ไปเลย จนมาปลายเจนเครื่องเพลย์ 4 เอาเนี่ยถึงได้เล่นกัน ก็สรุปแบบคร่าว ๆ ฟันธงกันตรงนี้ก่อนเลยว่า

คุ้มค่าการรอคอยมากกกกกกก นะ สำหรับสาวกน่ะ

เนื้อหาเกม และประวัติศาสตร์เมืองที่กลืนกลมคมคาย

เนื้อหาของ Detroit เป็นการบูรณาการหนังและนิยายแนวไซไฟปรัชญา ที่ยิ่งเล่นเกมไปได้กลิ่นไอแรงทั้ง Blade Runner ทั้ง I,Robot ทั้ง A.I. ทั้ง Ex Machina คือมาเยอะหลายเรื่องอ่ะ ในทางที่ดีด้วยนะ โดยเราจะค่อย ๆ เข้าใจเนื้อหาต่าง ๆ ผ่านมุมมอง หรือเส้นเรื่องของ 3 ตัวละครหลักที่ล้วนเป็นหุ่นแอนดรอยด์ทั้งสิ้น

คอนเนอร์ แอนดรอยด์สืบสวน

หนึ่งคือ คอนเนอร์ แอนดรอยด์สืบสวนที่บางคนคงได้เล่นในตอนที่เป็นเดโมไปแล้ว เขาสามารถใช้สมองอัจฉริยะในการประมวลหลักฐานและจำลองสถานการณ์ในที่เกิดเหตุเพื่อการวิเคราะห์คดี นอกจากนั้นเขายังมีหน้าที่สำคัญในการเป็นผู้เจรจากับคนร้าย หรือสืบจากศพเหยื่อโดยเฉพาะคดีที่ผู้ร้ายคือหุ่นแอนดรอยด์ด้วย ส่วนตัวผมค่อนข้างชอบตัวละครนี้ที่สุดนะ เพราะเขาอยู่ตรงกลางระหว่างมนุษย์และแอนดรอยด์ที่สุด เขาต้องพยายามเข้าใจมนุษย์เพื่อร่วมงานกัน ถึงขนาดบางครั้งก็ต้องใช้เล่ห์หลอกแอนดรอยด์ด้วยกันเพื่อบรรลุภารกิจให้ฝั่งมนุษย์ตามโปรแกรมที่ได้รับมา ในขณะเดียวกันมนุษย์ที่เขาเกี่ยวข้องก็มักแสดงความดูถูกและไม่ยอมรับเขา กลายเป็นว่าเขาแทบไม่มีพวกที่จริงใจเลยจริง ๆ การตัดสินใจของเส้นเรื่องคอนเนอร์จึงกระทบตอนจบค่อนข้างมาก เพราะโจทย์ของคอนเนอร์ส่วนตัวผมมองว่าเป็นโจทย์การตัดสินใจที่ยากมากนะ

มาร์คัส แอนดรอยด์รับใช้ของศิลปินชื่อดัง

สองคือ มาร์คัส แอนดรอยด์รับใช้ของศิลปินชื่อดัง ที่ถูกคนใส่ร้ายจนถูกนำไปทำลายทิ้ง แต่เพราะชะตาอันยิ่งใหญ่เขาฟื้นขึ้นมาและถูกชักนำให้เดินทางค้นหา เจริโต้ ดินแดนในคำเล่าลือในหมู่แอนดรอยด์ว่าเป็นสวรรค์ของเหล่าหุ่นที่เกิดความรู้คิดขึ้นมา และทีละนิดเขาก็ค่อย ๆ กลายเป็นแสงนำทางของเหล่าหุ่นต่าง ๆ ตัวละครนี้ค่อนข้างเลือกง่ายคุณสามารถขาวสุดหรือดำสุดแบบเดาชะตากรรมมันได้เลยนะ เป็นเส้นเรื่องที่ผมมองว่าน้ำเน่าสุดนะ แต่ก็นั่นล่ะเรื่องราวแบบมาร์คัสเนี่ยมันชวนให้ปลาบปลื้มไม่ใช่น้อยนะ มันคือตัวแทนของอารมณ์อุดมคติแบบเอพิกเลยล่ะ

คาร่า แอนดรอยด์รับใช้

ตัวสุดท้ายคือ คาร่า จริง ๆ ควรจะยกเธอมาพูดเป็นตัวแรกด้วยซ้ำนะ เพราะตั้งแต่เริ่มโปรเจ็กต์มาเธอถูกนำเสนอเป็นตัวหลักมาตลอด ทั้งยังเป็นสาวหนึ่งเดียวในตัวละครหลักด้วย คือเป็นดอกไม้จรรโลงใจผู้เล่นสุดเลยล่ะ  เธอเป็นแอนดรอยด์รับใช้ที่ต้องดูแล อริส เด็กหญิงลูกของเจ้านายที่ซื้อเธอมา และจับพลัดจับผลูต้องเดินทางผจญภัยไปด้วยกันเพื่อข้ามแดนไปหาเมืองที่มนุษย์และหุ่นจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ คือเส้นเรื่องนี้ผูกมาเพื่อดราม่า เพื่อช็อกคนเล่น เพื่อกระแทกกระทั้นหัวใจคนดูสุด ๆ อ่ะ

แน่นอนว่าตามสไตล์ครับ ท้ายสุดทั้ง 3 ก็ต้องมาเกี่ยวพันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ในช่วงเหตุการณ์ขมวดเกลียวที่สุด และการตัดสินใจของแต่ละตัวละครเมื่อมาผนวกกันก็จะเกิดความเป็นไปได้มากมายนำไปสู่บทสรุปที่หลากหลายสมใจนักล่าเรื่องราว โดยส่วนตัวเกมนี้ไม่ค่อยมีเส้นเรื่องที่เปล่าประโยชน์ หรือจำเป็นต่อแก่นเรื่องน้อยแบบเส้นเรื่องอินเดียนแดงใน Beyond: Two Souls คือเกมนี้คิดมาละเอียดและกลมกล่อมเป็นเอกภาพสอดคล้องกันดีมากครับ

โดยความแยบยลและฉลาดอีกประการของตัวเกมคือมันเอามาผสานกับประวัติศาสตร์ดราม่ายุคอุตสาหกรรมใหม่ในอเมริกา อย่างที่เมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน คือประยุกต์ได้เนียนอย่างต้องกราบอ่ะ คมคายมาก ตรงนี้ขอแบ่งปันความรู้กันหน่อยเผื่อจะอินขึ้น

เรื่องราวของเมืองดีทรอยต์ ดราม่ายุคอุตสาหกรรม

คือเมืองดีทรอยต์เนี่ยในยุคอุตสาหกรรมรถยนต์อเมริกันเฟื่องฟูสักเมื่อ 80 ปีก่อน ประมาณทศวรรษ 1930 ถือเป็นเมืองแห่งโรงงานผลิตรถยนต์เลย เพราะคือฐานใหญ่ของ GM บริษัทระดับโลกของอเมริกา ความเจริญและเทคโนโลยีหลั่งไหลเข้ามามากรวมถึงคนมากมายที่มาขุดทองกันด้วย แต่ภายหลังเพราะประสบปัญหาทางการเงินในช่วงปลายทศวรรษ GM ก็เลือกกดค่าแรงและลดสวัสดิการต่าง ๆ ลง จนคนงานหรือก็คือชาวเมืองส่วนใหญ่นั่นล่ะ รู้สึกทนไม่ไหว ประท้วงก่อจลาจล เรียกว่าประธานาธิบดีรูสเวลท์ในตอนนั้นต้องส่งกองทัพเข้ามาจัดการความวุ่นวายเลยทีเดียว นักข่าวต่าง ๆ ก็จับจ้องเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ เพราะท้ายสุดมันทำให้เกิดสหภาพแรงงานขึ้นครั้งแรก ทำให้นายทุนไม่สามารถเอารัดเอาเปรียบลูกจ้างได้อีกต่อไป

ระหว่างที่เล่นนอกจากสภาพบ้านเมืองที่ถูกปล่อยทิ้งรกร้างในย่านคนจน ตัดกับภาพความเจริญสุด ๆ ของเมืองในตัวเกมแล้ว เรายังได้เห็นการแทนภาพของแอนดรอยด์กับภาพคนงานที่ถูกกดขี่ด้วย สัญญะต่าง ๆ ในฉาก แล้วการเดินเรื่องอย่างสุดแสนจะดราม่า ก็ผลักให้เรายิ่งเล่นยิ่งอินเข้าเรื่อย ๆ กับการตัดสินใจในแต่ละช่วงของตัวละคร ที่ต้องบอกว่าคนเขียนบทยกเรื่องจริงมาสวมเรื่องสมมติ แล้วตกตะกอนให้คนเกิดความคิดความเข้าใจต่อสังคมโลกได้อย่างปรัชญามากครับ โดยเฉพาะคำถามใหญ่ที่ว่า เรายอมรับหรือเคารพต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพราะอะไรกันแน่ ตรงนี้เรียกร้องให้แต่ละคนตอบไประหว่างการเดินทางตลอดเกมนี้ครับ

และถ้ากลัวจะง่วงอืดยืด บอกเลยครับเข้มข้นหลากอารมณ์ได้ตลอดเลย และที่สำคัญเกมหลอกล่อด้วยฉากปักธงที่ชวนให้คิดว่าตัวละครนั้น ๆ ต้องตายแหง ๆ อยู่ตลอดเลย จนเราเครียดมากเหมือนกันนะเพราะตัวละครบางตัวเราโคตรผูกพันมัน รักมันเลย และบางช่วงที่พอมันดราม่าจัด ๆ นี่โห บางฉากยอมกลับไปเล่นใหม่เพื่อแก้ผลลัพธ์เลยล่ะ บอกตรงนี้เลยเกมนี้มีโอกาสทำเอาตับแตกเยอะมากครับ รู้ทเส้นเรื่องที่ดีที่สุดก็ยังมีดราม่าเลยนะ

กราฟิก

มาพูดถึงด้านกราฟิกบ้าง ต้องยอมรับแบบสุดใจว่าโมเดลตัวละคร การทำเท็กเจอร์ผิว และเอฟเฟ็กต์ต่าง ๆ รวมถึงโมแค็ปสีหน้าท่าทางนี่ สมกับการพัฒนาอย่างจริงจังยาวนานมาก คือสวยสมจริงมาก ๆ จะโคลสดูใกล้ ๆ ก็ยิ่งตื่นตาในความละเอียด สีหน้านี่ก็อินเข้าใจง่ายมาก ส่วนพวกฉากนี่ก็ถือว่าได้ดีเลยครับมีความหลากหลายสภาพแวดล้อม บางฉากนี่นึกว่าเกม Resident Evil บางฉากก็นึกว่า Mission Impossible เลยนะ หลากอารมณ์ครบเครื่องมาก ถึงบางฉากจะไม่ได้ละเอียดมากนักแต่ก็ยืนพื้นบนความพอดีไม่ต่ำเกรดจนน่าเกลียด

ที่ขัดใจคงเป็นบางอย่างที่เผาแบบชัดเจนอย่างการเข้าโหมดวิเคราะห์หรือวิชั่นพิเศษของตัวละครที่เวลาหยุดนิ่ง รายละเอียดของตัวประกอบและฉากนี่ดรอปลงจนช็อกนะบางที โดยเฉพาะฉากหลัง ๆ ที่ตัวละครประกอบฉากจำนวนมาก ๆ ก็มีความทื่อและเผางานอยู่เหมือนกันราวกับใช้แรงทำทั้งเกมมาดีแล้วเริ่มเหนื่อย

และที่สั่นสะท้านหัวใจสุดคงเป็นเสียงพัดลมของตัวเครื่องที่ดังก้องไม่ต่างกับตอนเล่นเกมอย่าง God of War ฉบับล่าสุดเลยทีเดียว (ซึ่งก็อดฯปรับแต่งมาดีกว่านะในภาพรวม) ยิ่งบางช่วงที่ต้องเรนเดอร์โมเดลจำนวนมากในฉากก็มีอาการกระตุกหน่วงให้เห็นเหมือนกัน บั๊กที่ทำให้ตัวละครทำท่าแปลก ๆ หรือลอยก็มีบ้างแต่ต้องยอมรับว่าน้อยมากกก ส่วนบั๊กที่ทำให้เกมค้างจนต้องออกจากเกมก็มีเหมือนกันแต่ก็น้อยมากกกก อีกนั่นล่ะ (ผู้รีวิวเจอไป 1-2 ครั้ง ในช่วงใกล้ ๆ จบเกม)

การควบคุม

การควบคุม และความลื่นไหลของเกมเพลย์ ถ้าใครเคยเล่น Beyond: Two Souls อันนี้จะใกล้พอสมควร พัฒนาจากตอนเกม Heavy Rain ที่การคุมไม่สะดวกขั้นสุดไปเยอะมาก แต่อาจเพราะบียอนด์ใส่รายละเอียดการควบคุมไว้เยอะ ทั้งฉากแอ็กชั่นที่ค่อนข้างมาก และการควบคุมวิชั่นวิญญาณคุ้มครองเราอีก ก็จะค่อนข้างมีการใช้ปุ่มและเซ็นเซอร์ของจอยครบเครื่องกว่ามาก แต่พอมาเกมดีทรอยต์นี้เหมือนจะปรับลดลงมาให้พอดี ไม่ยากเยอะเท่าบียอนด์ฯ แต่ก็ไม่ง่ายจนขาดความท้าทาย คือใครที่เล่นบียอนด์มาแล้วคงพริ้วเลยล่ะ โดยรวมผมว่าพอดีลงตัว ลื่นไหลไม่สะดุดดีสามารถเล่นได้เพลิน ๆ โดยไม่ต้องยกจอยสั่นจอยขัดจังหวะเลย

ส่วนที่ต้องชมอีกอย่างคือความใส่ใจในรายละเอียดของการนำเสนอครับ โดยเฉพาะหน้าเมนูที่มีตัวละครแสดงรีแอ็กชั่นกับการเล่นของเราด้วยนะ คือบางทีเธอจะถามคำถามเราเกี่ยวกับประเด็นในเรื่อง หรือแสดงท่าทีต่อการตัดสินใจที่ผ่านมาของเราด้วยสีหน้าท่าทางได้ด้วย คือเจ๋งเลยอ่ะ ในตอนช่วงจบเกมยังมีกิมมิกเจ๋ง ๆ ด้วยนะ

ฟันธงคุ้มไหมถ้าจะซื้อ

และสุดท้ายก็คงขอแนะนำคนที่จะซื้อมาเล่นครับ ว่ามันคือเกมที่โคตรดีโคตรเจ๋งเลยล่ะถ้าคุณชอบเกมแนวนี้ และพอจะมีสกิลภาษาอังกฤษในระดับหนึ่ง เพราะถ้าไม่อ่าน/ฟังบทสนทนาต่าง ๆ มันจะเอาไปตอบตัดสินใจทางเลือกได้ไม่ดีและไม่อินเลย ตัวทางเลือกก็ซับซ้อนใกล้เคียงกันมากนะบางทีแบบต่างกันนิดเดียว มันคือแสดงให้เห็นว่าเกมมันรองรับความคิดของผู้เล่นไว้ครบเครื่องหลากหลายทีเดียว การไล่หาการจบหรือจุดเปลี่ยนเหตุการณ์แบบต่าง ๆ ที่เป็นได้มันจึงน่าสนใจมาก ยอมกลับไปเล่นใหม่หลายฉากเพราะความอยากรู้นี่ล่ะครับ และเกมก็เอื้อให้เราไปสำรวจเส้นทางที่ต่างไปด้วยนะ เราสามารถกลับมาเล่นแชปเตอร์เคยผ่านไปแล้วใหม่ได้ โดยเลือกได้ว่าจะเซฟผลลัพธ์ไปในแชปเตอร์อื่นด้วยหรือไม่ หรือแค่เล่นเพื่อดูความเป็นไปได้อื่นแล้วไม่เซฟไป

นอกจากนี้เกมยังเปิดให้ใช้ทริกเล็ก ๆ ในการเล่นด้วย โดยถ้าผลลัพธ์ดูไม่เป็นดั่งใจเรากดออกไปเข้าหน้าเมนู แล้วกลับเข้ามาเล่นใหม่ มันจะเริ่มที่ต้นฉากนั้นใหม่ เพราะเกมไม่ได้ทำการเซฟออโต้ทุกครั้งที่เรากดเลือกย่อย ๆ ทำให้เรากลับไปแก้ไขทางเลือกที่ไม่ชอบใหม่ได้ โดยเฉพาะพวกควิกไทม์อีเว้นท์ยาก ๆ ที่ส่งผลต่อเนื้อเรื่องนี่ได้ใช้บ่อยเลย

อ่อเกมมีระบบสะสมคะแนนไว้ใช้ปลดเนื้อหาพิเศษต่าง ๆ เช่นวิดีโอหนังสั้น คอนเซ็ปต์อาร์ต เพลงประกอบ โมเดลตัวละครในหน้าเมนูด้วย โดยคะแนนนี้ก็มาจากการเล่นของเราว่าได้ทำกิจกรรมเยอะขนาดไหน และเก็บทางแยกแต่ละอันในเส้นเรื่องได้เยอะขนาดไหนนั่นเอง กระตุ้นให้ผู้เล่นสำรวจและลองเสี่ยงเล่นในทางต่าง ๆ มากขึ้นด้วย

และถ้าคุณทั้งไม่มีสกิลภาษา ไม่ชอบเล่นเกมแนวเนื้อเรื่องแบบนี้อีก ผ่านไปเลยครับมันคือเกมดีที่คุณจะเอาไปดองและบ่นในภายหลังเท่านั้นเอง

ขอบคุณ Sony Interactive Entertainment สำหรับเกมเพื่อรีวิวนะครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!