Connect with us

NIOH

NIOH
8

GAMEPLAY

10.0/10

GRAPHICS

7.0/10

STORY

7.0/10

SOUND

7.0/10

VALUE

9.0/10

จุดเด่น

  • เกมเพลย์ที่สนุก ออกแบบมาดี มีความหลากหลายในการเล่น
  • ตัวเกมมีคุณค่าในการนำกลับมาเล่นซ้ำ
  • ระบบปรับแต่งตัวละคนที่ทำมาได้ยอดเยี่ยม
  • กราฟฟิคที่สวยงาม มาพร้อมกับตัวเลือกที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบทั้ง 60 FPS และ 30 FPS

จุดสังเกต

  • การเล่าเรื่องที่ทำออกมาได้แย่
  • ไม่มีระบบ PVP (รอขาย DLC)

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาในวงการเกม เหล่านักพัฒนาค่ายต่างๆได้พยายามนำเสนอรูปแบบการเล่น แนวทางการเล่นเกมใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา แนวเกมที่พวกเราคุ้นเคยอย่าง FPS,RPG,Sport,Fighting Game ก็ได้มีการพัฒนากันมาตลอด แน่นอนครับว่าเมื่อมันมาถึงจุดๆหนึ่ง ก็จะเป็นจุดอิ่มตัวที่หมดหนทางในการพัฒนาแนวทางหรือรูปแบบการเล่นใหม่ๆเข้าไปในเกมแนวเดิมที่มีอยู่แล้ว การมาของ Demon’s Soul หรือ Soul series ก็ได้แสดงให้เห็นถึงแปลกใหม่อีกทั้งของเกมแนว Action RPG ด้วย Gameplay การเล่นที่ “ยาก” แต่มีความสนุกอยู่ในตัวของมันเอง มาพร้อมกับระบบ Online ที่แปลกใหม่ ที่ไม่เคยมีมาก่อน ตัวเกมได้รับความนิยมสูงมาก ถึงขนาดทำภาคต่อออกมาหลายภาค

ซีรี่ส์ Soul

แน่นอนว่าตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับเกมที่รับฉายาว่า “ตายไม่รู้จบ” เช่นกันครับ ผมติดตามซีรี่ส์ Soul มาตลอดนับตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เล่น Dark Soul ในเครื่อง Xbox 360 ประสบการณ์ การตายไม่รู้จบครั้งนั้น ทำให้ผมตกหลุมรักเกมชุดนี้ไปโดยทันที ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีนักพัฒนาหลายๆ ทีมได้พยายามลองนำเอาสูตรสำเร็จของซีรี่ย์ Soul มาใช้ เพื่อหวังจะสร้างแนวเกมที่แตกต่างกันไปตามแนวความคิดของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น Bound by Flame, Lords of the Fallen แต่ตัวเกมก็ไม่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากนัก ทำให้ตัวเกมไม่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้เล่นสักเท่าไร Ni-Oh เองก็เป็นอีกหนึ่งเกมที่ได้นำเอาสูตรสำเร็จของซีรี่ส์ Soul มาใช้เช่นกัน และสำหรับผมแล้ว Ni-Oh “มันเป็นอะไรที่มากกว่าเกมโคลนของ Dark Soul เสียอีกครับครับ”

ย้อนตำนานสร้าง Nioh

ย้อนกลับไปสมัยปี 2005 ค่าย Koei Tecmo (สมัยนั้นยังชื่อ Koei) ได้ประกาศเปิดตัวเกม “Oni” เกม Action RPG โดยที่ตัวเกมนั้นจะนำเอาเนื้อหาของบทภาพยนตร์ที่ยังเขียนไม่เสร็จของ “อ.คุโรซาว่า อากิระ” ผู้สร้างและกับกำหนังชื่อดังอย่าง Seven Samurai โดย อ.คุโรซาว่า อากิระ นั้นได้เสียชีวิตก่อนที่เขาจะเขียนบทเสร็จ จนกระทั่งลูกชายของเขา “คุโรซาว่า ฮิซาโอะ” นั้นจะมาสานต่อสิ่งที่พ่อเขาทำไว้ คือมากำกับหนังเรื่องนี้โดยขณะเดียวกันทาง Koei ก็จะทำเกมจากภาพยนตร์ในเรื่องเดียวกันออกมาวางจำหน่ายอีกด้วย ในปี 2006 ตัวเกมได้ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานโตเกียวเกมโชว์ โดยทาง Koei ได้มอบหมายงานนี้ให้กับ Team Ninja (Ninja Gaiden, Dead or Alive) และหลังจากนั้น ข่าวของเกมและหนังเรื่องนี้ก็เงียบหายไป…..

จนกระทั่งในปี 2015 ทาง Koei Tecmo ก็ได้ออกมาพูดถึงเกม Oni อีกครั้ง โดยเปลี่ยนชื่อเป็น Ni-Oh พร้อมกับตัวอย่างเกมที่ทำเอาแฟนหนังประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นนั้นคลั่ง พร้อมกับการประกาศลงให้ระบบ PS4 แบบ Exclusive ภายในปี 2016 แน่นอนว่าตัวผมเองก็ไม่ได้มีความอยาก ที่จะเล่นเกมนี้เพราะเบื่อแล้วกับซามูไรเดิมๆ จนกระทั่งได้มาเห็นตัวอย่าง Gameplay นั้นล่ะครับ ผมคิดได้แค่อย่างเดียวว่า เกมนี้มันลอก Dark Soul มาชัดๆเลยนี่หว่า จนได้ลองเล่น Demo ดูก็ยังคงคิดอยู่ว่ามันก็คือ Dark Soul ในรูปแบบซามูไรญี่ปุ่นเท่านั้น ประจวบเหมาะกับที่ช่วงนั้นมีเกมออกใหม่เยอะมาก ผมจึงแทบไม่ได้เล่นเจ้า Demo นี้ต่อเลย

จนกระทั่งตัวเกมเต็มวางจำหน่าย ต้องขอบคุณทีมงาน Beartai.com และ Sony Thailand มากๆ ที่เป็นผู้สนับสนุนตัวเกมสำหรับบทความรีวิวในครั้งนี้ ผมได้มีโอกาสกลับมาเล่นอีกครั้งในเวอร์ชั่นเต็ม Ni-Oh เป็นเกม Action RPG มุมมองบุคคลที่สาม และนำเอาประเทศญี่ปุ่นยุคเซ็นโกคุเข้ามาเป็นฉากหลังภายในเกม พร้อมกับเรื่องราวตามประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตัวเกมจะเล่าเรื่องผ่านตัวละครที่มีตัวตนจริงๆ โดยมีการแต่งเสริมเติมแต่งเรื่องราวความเชื่อเกี่ยวกับทูตผีวิญญานเข้าไปในเกม โดยที่ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นซามูไรหนุ่มคนนึงทำให้ผู้เล่นรู้สึกราวกับว่าได้เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์จริงๆที่ประเทศญี่ปุ่น ณ ยุคนั้นเลยทีเดียว และหลังจากที่ผมได้ใช้เวลาเกือบ 50 ชั่วโมงในเกม ผมก็ได้ค้นพบว่าแท้จริงแล้ว Nioh นั้นมันมีสูตรสำเร็จในตัวของมันเองทุกประการโดยที่ตัวเกมนั้นจะให้ความรู้สึกเหมือนนำเอา Ninja Gaiden, Dark Soul , Onimusha , Assassin’s Creed และ Monster Hunter ผสมรวมกันกลายเป็นเกมเดียวกันเลยล่ะครับ


Let The Flames Begin


ในเกม Ni-Oh นั้นตัวเกมจะเล่าเรื่องผ่าน William Adams ซามูไรหนุ่ม ที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เขาเป็นถึงซามูไรชาวตะวันตกคนแรกของโลก William นั้นได้มาที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อตามล่าคนที่แย่งชิง “Guardian” (ผู้พิทักษ์) ประจำตัวจากเขาไป จนได้ไปพบกับ Hattori Hanzo นินจาหนุ่มผู้ที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์เช่นกัน เขาได้เห็นฝีมือการใช้ดาบ และการปราบปีศาจของ William ทำให้ Hattori เกิดความสนใจในตัวเขา William บอกว่าเขามาที่นี้เพื่อตามหาคนที่มาแย่งชิง Guardian ของเขาไป Hattori จึงเสนอว่าจะช่วยตามหา พร้อมกับมีขอแลกเปลี่ยนให้ว่าเขาจะต้องมาช่วย Hattori ปราบปีศาจ และทำภารกิจให้กับเขาตัวเกมจะเริ่มต้นจากจุดนี้

“หนึ่งใน 6 ทวีปหลักๆของเกมนี้”

ในโลกของ Ni-Oh จะแตกต่างจากโลกของ Soul ซีรี่ส์ โดยที่ตัวเกมจะแบ่งแผนที่ออกไปตามภารกิจ ผู้เล่นจะสามารถเลือกทำภารกิจใดๆ ก่อนก็ได้ โดยตัวเกมจะมีทั้งภารกิจหลักและภารกิจเสริม

สิ่งที่แตกต่างไปจากซีรี่ส์ Soul ก็คือฉากภายในเกมนั้นจะมีการกำหนดเขตทั้งหมดไว้ภายในฉากนั้นๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเกม Action ผ่านด่านทั่วไปๆ แตกต่างจากซี่รี่ส์ Soul ที่ตัวเกมจะนำเอาโลกขนาดกว้างใหญ่มาให้ผู้เล่นได้สำรวจกันแบบ Open World ไร้รอยต่อนั้นเองครับ แต่อย่างไรก็ตาม ฉากภายในเกม Ni-oh นั้นก็ยังคงมีขนาดที่กว้าง และใหญ่พอสำหรับการสำรวจเพื่อค้นหาไอเท็มใหม่ๆ หรือทางลับที่จะทำให้การเดินทางของเราง่ายขึ้นเช่นกัน

โดยข้อดีของมันก็คือ ด้วยการที่เราจะได้ผจญภัยในประเทศญี่ปุ่น ตัวเกมก็จะพาเราไปผจญภัยทั้ง 6 ทวีป 17 ภารกิจหลักโดยในแต่ละภารกิจก็จะมีฉาก และ ภูมิประเทศ ที่แตกต่างกันออกไปเป็นอย่างมากอีกด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังไม่รวมฉากอื่นๆในภารกิจเสริมนะครับ


Is More Then Just Soul Clone


“เอาล่ะ เข้าสู่เนื้อหาการรีวิวเสียที ต้องขอบอกท่านผู้อ่านทุกๆท่านก่อนว่าตัวผมเองนั้นเป็นแฟนซีรี่ส์ Soul ได้เล่นและติดตามมาทุกภาค ในตลอดการเล่น Ni-Oh ตัวผมได้มีความคิดที่จะพยายามนำเอาตัวเกมไปเปรียบเทียบกับ ซีรี่ส์ Soul มาตลอด จนเมื่อผมเล่นไปสักพักใหญ่ๆ ผมก็ได้ค้นพบถึงความจริงหลายอย่างที่ทำให้เกมนี้นั้นแตกต่างออก ไม่เหมือนกับซีรี่ส์ Soul เลยครับ แต่อย่างไรก็ตาม บทความรีวิวเกม Ni-Oh ในครั้งนี้ผมจะเขียนถึง ความแตกต่าง ที่คล้ายกันออกไปสำหรับตัวเกมนี้และซีรี่ส์ Soul พร้อมกับจุดเด่นและจุดด้อยของเกมครับ”

อย่างที่ผมได้บอกไปตอนแรกว่า NI-OH เป็นเกม Action RPG ที่มีผลงานมาจาก Team Ninja ผู้ให้กำเนิด Ninja Gaiden , Dead or Alive ชื่อดังที่หลายๆคนรู้จัก โดยสำหรับเจ้า Ni-Oh นี้ตัวเกมนั้นได้นำเอาระบบ Soul ระบบ จุดเซฟ “Bonfire” และระบบ Online มาใช้ แต่ในส่วนของทั้ง Gameplay และ Boss Fight นั้นให้ความรู้สึกเหมือน Ninja Gaiden มากกว่าครับ นอกจากนั้นตัวเกมยังมีระบบการ forge อาวุธ ชุดเกราะ โดยที่ผู้เล่นจะต้องไปล่าตามหาวัตถุดิบเอาจากสถานที่ต่างๆหรือวัตถุดิบแรร์ที่หาได้จากการฆ่าบอสเท่านั้นครับ


The Battle Begin


มาพูดถึงในส่วนของ Gameplay กันก่อน สำหรับใน Ni-Oh นั้นรูปแบบการบังคับตัวละครและการออก Action ก็จะเหมือนกับเกม Action RPG ทั่วไป โดยสิ่งที่แตกต่างจากเกมอื่นๆก็คือตัวเกมจะมีระบบ Ki(Stamina), Stances และ Guardian Spirits เป็นหัวใจหลักในการต่อสู้ เริ่มจากค่าพลัง Ki(Stamina) หรือเข้าใจง่ายๆ ว่าค่าความเหนื่อยของตัวละคร ทุกๆ การกระทำของเรา ไม่ว่าจะเป็นการโจมตี การกลิ้ง การวิ่ง การหลบ ทุกอย่างจะใช้ค่า Ki ทั้งหมด และถ้าหากผู้เล่นใช้ค่า Ki จนหมด และโดนโจมตีละก็ ตัวละครก็จะหยุดซะงัก ทำให้มีโอกาสโดนศัตรูโจมตีอย่างรุนแรงด้วยท่า Final Blow จนอาจถึงตายได้เลยทีเดียว

สำหรับเจ้าค่า Ki นั้นจะมีการฟื้นฟูให้เรื่อยๆ ตามชุดอุปกรณ์ หรือค่าสเตตัสของตัวผู้เล่น ยิ่งถ้าหากผู้เล่นใส่ชุดเกราะหนักๆ ค่า Ki ก็จะการฟื้นฟูช้า แต่ถ้าหากผู้เล่นใส่ชุดเกราะเบาๆ ค่า Ki ก็จะฟื้นฟูอย่างรวดเร็วนั้นเองครับ โดยในเกม Ni-Oh นี่ไม่ว่าผู้เล่นจะใส่ชุดเกราะหนักเบาแค่ไหนก็ตาม การเคลื่อนไหวก็จะเท่ากันหมด โดยสิ่งที่แตกต่างกันออกไปก็คือค่าพลังป้องกัน และอัตราการฟื้นฟู Ki นี่ล่ะครับ ตัวแปรที่สำคัญอีกอย่างนึงก็คือ ในเกมนี้ผู้เล่นจะเห็นค่าพลัง Ki ของศัตรูอีกด้วย นั้นหมายความว่าผู้เล่นจะสามารถวางแผนในการโจมตีหรือป้องกันได้ตลอดเวลา ซึ่งจะแตกต่างจากซีรี่ย์ Soul ที่เราจะไม่เห็นค่าพลัง Stamina ของศัตรูเลยทำได้แค่การดูท่าทางของตัวศัตรูเท่านั้นครับ

“เลือกใช้ Stances ตามความถนัด”

ในส่วนต่อมาก็คือระบบ Combat Stances ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นมากๆ ในเกม Ni-Oh โดยที่เกมนี้จะมี Stances ในเราเลือกใช้อยู่ 3 อย่างก็คือ

  • High Stances – จะสามารถโจมตีศัตรูได้อย่างรุนแรงในทีเดียว เข้าจู่โจมอย่างรวดเร็วจากระยะไกลได้ สามารถทำให้ศัตรูเสียค่า Ki เป็นจำนวนมาก แลกกับการเคลื่อนไหวที่ช้า
  • Mid Stances – เป็นการต่อสู้พื้นฐาน มีความสมดุลทั้งความรวดเร็ว และความรุนแรง มีการเคลื่อนไหวที่พอดี สามารถรับมือกับศัตรูได้ขนาดและทุกประเภท
  • Low Stances – เป็น Stances ที่จะสามารถโจมตีได้อย่างรวดเร็ว และมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว แลกกับการโจมตีที่ไม่รุนแรงมากนัก เหมาะสำหรับการปะทะแบบ 1 ต่อ 1 กับศัตรูขนาดเล็กหรือขนาดเดียวกันได้เป็นอย่างดี

โดยทั้งหมด 3 Stances นี้ถือว่าเป็นตัวหัวใจหลักในการดวลของผู้เล่นและศัตรูเลยทีเดียว ในตลอดการเล่นผู้เล่นจะต้องทำการเปลี่ยน Stances อยู่ตลอดทั้งเกมเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ ณ เวลานั้นๆอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่นในฉากที่ผมต้องรับมือศัตรู 3-4 ชนิดพร้อมกันในเวลาเดียว ผมได้เปลี่ยนไปใช้ Mid Stances จัดการเจ้าปีศาจ Yokai ให้ล้มลงไปก่อนยังไม่ถึงตาย และเปลี่ยนไปใช้ Low Stances จัดการเจ้าพวกแมงมุมตัวเล็กๆที่เป็นปัญหาระหว่างต่อสู้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็น High Stances และจัดการฆ่าเจ้าปีศาจ Yokai นั้นภายในการโจมตีเพียงครั้งเดียวเป็นต้นครับ

โดยเจ้าระบบ Stances นั้นถือว่าได้สร้างประสบการณ์เกม Action แบบใหม่ให้ผมได้จริงๆ เพราะไม่ว่าคุณจะเลือกใช้อาวุธแบบไหนก็ตาม Stances จะเป็นตัวกำหนดถึงความรวดเร็ว และ ความรุนแรงในการออก Action ท่าทางครับ หากผู้เล่นชอบใช้หอกยาว หรือขวานใหญ่ ไม่ต้องห่วงกลัวว่าจะโจมตีได้ช้า Low Stances เป็นทางเลือกที่ดี รอได้จังหว่ะเหมาะๆ ค่อยเปลี่ยนไปใช้ Mid Stances / High Stances เพื่อปิดฉากได้เลยครับ นอกจากนั้นการเปลี่ยนใช้ Stances ภายในเกมนี้ก็สามารถทำได้ดี ลื่นไหลตลอดการเล่น ถือว่าออกแบบมาได้ดีเลยล่ะ

“กลัวที่ไหน เมื่อเรามีหมาคอยคุ้มครอง”

ระบบต่อมาคือ Guardian Spirits หรือ เหล่าผู้พิทักษ์ทั้งหลาย ที่จะคอยช่วยเหลือผู้เล่นในสถานการณ์ต่างๆที่ตัวผู้เล่นเองนั้นต้องการ โดยพื้นฐานแล้วระบบนี้ก็คล้ายๆกับระบบ Musou ใน Dynasty Warriors นั้นเองครับ โดยในเกมนี้ทุกๆครั้งที่ผู้เล่นฆ่ามอสเตอร์ หรือโจมตีศัตรู ผู้เล่นก็ได้จะค่า Amrita(Soul) มาค่านี้เปรียบเสมอ EXP ของตัวผู้เล่นในการอัพเลเวล โดยเมื่อผู้เล่นเก็บค่า Amrita ได้จนถึงระดับนึง เกจ Guardian Spirits ก็จะเต็มพร้อมสำหรับการอัญเชิญออกมาเพื่อช่วยเราต่อสู้นั้นโดยการเป็นพลังชีวิตให้เรา และเพิ่มค่าสถานะต่างๆให้กับตัวเราเองครับ โดยในเกมนี้นั้นมี Guardian Spirits มากถึง 22 ตัวให้เราเลือกใช้ ทั้งนี้ทั้งนั้น หากผู้เล่นตาย Guardian Spirits ก็จะตกอยู่ ณ จุดๆที่ผู้เล่นตาย พร้อมกับค่า Amrita ทั้งหมดที่เก็บมาได้ หากเราไม่ไปเก็บมาคืน เราก็จะไม่สามามารถใช้พลังของ Guardian Spirits ได้ มีอีกหนึ่งวิธีคือผู้เล่นสามารถอัญเชิญวิญญานกลับมาหาเราได้โดยใช้ Item หรือ Call Back ที่ศาลเจ้า(Bonfire) แต่แลกกับการที่ผู้เล่นจะต้องเสียค่า Amrita ทั้งหมดที่เก็บมาได้นั้นเองครับ

มันช่วยได้จริงๆ

จริงๆแล้วต้องบอกเลยว่าเจ้า Guardian Spirits นี่มันมีผลกับตัวเกมเป็นอย่างมาก เพราะมันแค่ไม่ใช่แค่เพิ่มค่าสถานะให้เราช่วงขณะนึง แต่มันสามารถช่วยชีวิตเราจากความตาย หรือแก้สถานการณ์ให้พลิกกลับมาชนะศัตรูได้เลยอีกด้วย นอกจากนั้นแล้ว เหล่า Guardian Spirits พวกนี้ก็จะเพิ่มค่าสถานะพื้นฐานให้กับเราถึงแม้ว่าเราจะไม่อัญเชิญออกมาอีกด้วย อย่างที่ผมบอกไปในตอนแรกว่ามันมีมากถึง 22 ตัว งานนี้ใครชอบตัวไหน หรือชอบค่าสถานะแบบไหน ก็เลือกมาใช้ได้ตามใจชอบเลยครับ


 The Yokai Hunter


“ผมเกลียดแมงมุม มาก….”

เนื่องจากว่าตัวเกมจะเล่าเรื่องผ่าน William Adams ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่กันในยุคเซนโกคุ นอกอจากศัตรูของเราที่จะเป็นเหล่าทหารจากฝ่ายอื่นๆแล้ว ก็ยังเต็มไปด้วยพวก Yokai หรือ ปีศาจ Oni ในตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นนั้นเองครับ ตามตำนานเรื่องราวเกี่ยวกับผีญี่ปุ่นทั้งหลายจะมารวมกันแล้วมาโผล่ในเกมนี้ แน่นอนว่าเหล่าทหารหรือคนด้วยกันเองนั้นก็จะไม่มีอะไรแตกต่างไปมากนัก หากเทียบกับเหล่า Yokai ที่จะมีความแตกต่างกัน สำหรับเจ้าพวก Yokai นี้นั้น แถบค่าพลัง Ki จะถูกแทนที่ด้วยค่าความอดทนของปีศาจตัวนั้นๆ โดยที่ถ้าหากค่าความคงทนหมดหลอดเมื่อไร ปีศาจตัวนั้นจะหยุดชะงัก เปิดโอกาสให้เราเข้าไปทำคอมโบได้

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้การสู้กับ Yokai เป็นเรื่องลำบากก็คือรอบๆตัวของพวกมันนั้นจะมี อาณาเขต ของตัวเองหรือที่เรียกว่า Yokai Realm ที่ถ้าหากผู้เล่นเข้าไปในอาณาเขต Yokai Realm เมื่อไรล่ะก็ จะทำให้อัตตราการฟื้นฝู Ki ช้าลง อีกทั้งยังทำให้เจ้าพวก Yokai โจมตีได้อย่างรุนแรงขึ้นอีกด้วย และในการโจมตีบางชนิดของเหล่า Yokai ก็จะสร้างอาณาเขต Yokai Realm ขึ้นมาให้พื้นที่ต่อสู้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นสามารถลบล้างอาณาเขต Yokai Realm ได้โดยการโยน “เกลือ” ลงไปในพื้นที่นั้นๆแล่ะครับ

“กลิ้งๆ ตีๆ เท่านี้ก็ชนะแล้ว”

Boss Fight เองก็เป็นจุดสำคัญของเกมแนวๆนี้ แน่นอนว่าขึ้นชื่อว่า Boss มันก็ต้องมีอะไรที่โหดกว่า และพิเศษกว่ามอนเตอร์ระดับธรรมดาแน่ๆ Boss ในเกมนี้จะมีอยู่ทั้งหมด 18 ตัวตาม Mission หลัก ยังไม่รวม Mission เสริม และผมต้องขอบอกว่าผมค่อนข้าง “ผิดหวัง” กับการออกแบบ Boss Fight ภายในเกมนี้ ไม่ใช่เพราะว่ามันยาก หรือมันง่ายนะครับ มันมาจากออกแบบล้วนๆ สิ่งๆหนึ่งที่ผมคิดแบบนี้ก็คือ “ความท้าทาย” ครับ เพราะว่ามันไม่มีความท้าทายเลย มันมีแต่ความ “น่ารำคาญ” แทนเสียมากกว่า ตลอดทั้ง Fight Boss จะมีท่าทางเดิมๆ ใช้แต่แผนเดิมๆ ตลอด ในการเล่น First Try มันอาจจะแลดูยาก ใช่ซึ่งมันยากมากๆ เพราะ Boss มันไม่แฟร์กับเราเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็น One Hit Kill บ้างล่ะ One Combo Kill บ้างล่ะ ซึ่งมันให้ความรู้สึกน่ารำคาญมากกว่าคำว่าท้าทายเสียอีกครับ

“ช่วยๆกันลุมก็ชนะแล้ว”

ปัญหานี้จะหมดไปเมื่อผู้เล่นได้ Summon ให้ใครสักคนมาช่วย Boss ตัวนั้นๆ ก็จะเข้าสู่ Easy Mode ทันที ไม่ต่างอะไรกับการเล่นรอบ 2 ที่เราจะลืมความโหดร้ายของบอสตัวนั้นๆไปเลยทีเดียว ถ้าหากเราจับทางมันได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับเหล่า Yokai ที่อยู่นอกห้องบอสเลยล่ะครับ สิ่งที่ผมพยายามจะพูดให้ท่านผู้อ่านเข้าใจคือ Boss Fight ในเกมนี้มันไม่มีความท้าทายครับ แต่มันมีแต่ความน่ารำคาญแทน ยังไม่นับ Final Boss ที่ผมคิดว่ามันเป็น Boss ที่ออกแบบมาได้แย่ที่สุดในเกมแนวๆนี้แล้วล่ะ

“เรียกคนมาช่วย กลายเป็น Easy Mode ทันที”

นอกจากนั้นแล้วก็มีศัตรูอีกประเภทนึง ที่อยู่ในโหมด Online ซึ่งผมจะขอพูดในส่วนถัดไป และโดยรวมนั้นผมคิดว่าตัวเกมยังมีแต่ศัตรูรูปแบบซ้ำๆ ทั้งเกม โดยในแต่ละฉากนั้นจะเพิ่มความยากโดยการยัดใส่ศัตรูเข้ามาในฉากเยอะๆ แทนที่การออกแบบศัตรูใหม่ๆ นั้นล่ะครับ ที่ผมคิดว่าเป็นข้อเสียอย่างนึงเช่นกัน เพราะด้วยการทีเราสู้กับศัตรูรูปแบบเดิมๆมาตลอดทั้งเกม ก็จะทำให้การเล่นตลอดทั้งเกมเป็นเรื่องง่ายไปเลย และขาดความท้าทาย ไอ่การที่ตัวเกมจะยัดเอาศัตรูรูปแบบเดิมๆมาในฉากเยอะๆ ส่วนนี้ผมคิดว่ามันไม่ใช่ความท้าทายเลยแม้แต่น้อย แต่อย่างไรก็ตามครับ ในส่วนนี้ก็มีข้อดีเช่นกัน เพราะตัวเกมนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เล่นยากจนเกินไป ใครๆก็สามารถเล่นได้นั้นเองครับ


World “With/Out” War


เมื่อตอนที่ผมเล่น Dark Soul กับเพื่อน พวกผมเคยบ่นๆกันไว้ว่าทำไมเกมนี้ถึงไม่ออกแบบระบบ Online มาให้มันสะดวกกว่านี้หน่อยนะ หากใครที่เคยเล่นก็คงยังจำได้กับระบบ Online ของตัวเกมที่มากเรื่องสุดๆ แต่มันก็ยังมีจุดเด่นในตัวมันเอง สำหรับใน Ni-Oh นี้ตัวเกมได้ทำสิ่งที่ผมฝันไว้เป็นจริงแล้วครับ ระบบ Online Coop ของเกมนี้จะมีอยู่ 2 แบบใหญ่ๆเลยก็คือ

“ใครก็ได้มาช่วยผมที !!”

  • Yokai Realm with a Companion – โหมดนี้จะเป็นโหมด Coop ที่แท้จริง โดยผู้เล่นจะต้องทำการเลือก Mission หรือ สุ่ม Mission เอาจากเมนูหลัก หลังจากนั้นตัวเกมก็จะทำการ Matchmaking ผู้เล่นคนอื่นๆที่เลือก Mission ตรงกัน หรือเราจะสามารถเล่นกับเพื่อนๆก็ได้ผ่านการชวนแบบโดยตรงเลย โดยภายในเกมนั้น ตัวเกมจะมี Assist gauge ขึ้นมา หากมีผู้เล่นคนใดคนนึงตาย ผู้เล่นอีกคนจะสามารถชุบชีวิตเพื่อนขึ้นมาได้ โดยต้องเสีย Assist gauge ไป หากผู้เล่นใช้ gauge จนหมด เกมก็จะโอเวอร์ทันที
  • Random encounter – โหมดนี้จะคล้ายๆกับระบบดั้งเดิมของ Dark Soul ครับ โดยที่ผู้เล่นที่เป็น Host จะต้องเข้าไป Summon Visitor เอาจากที่ศาลเจ้า(Bonfire) และใช้ Item เพื่อเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากผู้เล่นคนอื่นๆ ผู้เล่นคนใดก็ตามที่เลือกเล่นโหมดนี้ ก็จะถูก Summon ให้มาช่วยเหลือ Host ของคนที่เรียกครับ สิ่งที่แตกต่างออกไปจากโหมดแรกก็คือหากตัว Host ตาย Visitor ก็จะถูกส่งกลับไปทันที หรือถ้าหาก Visitor ตาย Host ก็ยังคงสามารถเล่นต่อไปได้นั้นเองครับ แต่ไม่สามารถชุบให้กันได้นะ ตายแล้วตายเลย

และแน่นอนว่าเกมนี้ก็ยังมีระบบ Secret World ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้ตั้ง Password เอาไว้สำหรับเพื่อนกลุ่มเดียวกัน เพื่อเหมาะแก่การค้นหาเจอกันง่ายขึ้นนั้นล่ะครับ กฎการเล่นช่วยเหลือกันในโหมด Online นี้มีข้อเสียอยู่ 1 อย่างก็คือผู้เล่นทั้ง 2 คน ไม่สามารถไปช่วยเหลือกันเองในภาระกิจที่ยังไม่ผ่านได้ จะต้องมีใครคนใดคนนึงที่ผ่านแล้วเท่านั้นครับ

“เลือก Clan ที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ”

นอกจากนั้นตัวเกมก็ยังมีโหมด Clan Battle ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้เลือกเข้าร่วม Clan เพื่อทำสงครามกับ Clan อื่นๆ โดยในแต่ละ Clan ก็จะมี Bonus ให้กับค่าสถานะที่แตกต่างกันออกไป โดยในโหมดนี้ผู้เล่นจะต้องทำการสะสมแต้มจากการทำภารกิจ หรืออัญเชิญศพของผู้เล่นอื่นๆ ต่างฝ่ายมาสู้ให้ชนะครับ โดยในทุกๆ สัปดาห์ ตัวเกมจะนำเอาแต้มของผู้เล่นทั้งหมดทั่วโลกมาจัดลำดับ Clan ไหนที่ชนะก็ได้รับรางวัลเป็น Item ไป และได้รับหน่วยเงินชนิดพิเศษ ที่สามารถนำเอามาแลก Item หายาก หรือ Skin ตัวละครอีกด้วยครับ

“ม่วงทั้งตัวแบบนี้ รออะไรล่ะ เรียกมันขึ้นมา !!”

ทีนี้เรากลับมาพูดถึงโหมด Bloody Grave กัน เอาล่ะใน Dark Soul ตลอดการเล่นเราจะเห็นรอยเลือดของผู้เล่นคนอื่นๆ ที่ตายอยู่ตลอดตามทาง หากเราเข้าไปสำรวจก็จะพบว่าพวกเขานั้นตายกันอย่างไรใช่ไหมครับ แต่ใน Ni-Oh นี้นั้นจะยกระดับไปอีกขั้น ตลอดการเล่นนั้น เราจะได้พบกับสิ่งที่เรียกว่า Bloody Grave หรือศพคนตายของผู้เล่นคนอื่นๆ โดยที่ถ้าหากเราเข้าไปสำรวจก็จะเห็นทั้งรายชื่อผู้เล่น เลเวล ระดับชุดอุปกรณ์ และความโหดร้ายของวิญญานนั้นๆ เราสามารถอัญเชิญพวกเราขึ้นมาสู้กับเราได้ครับ โดยตัวละครจะเหมือนกับตัวของผู้เล่นคนนั้นๆทุกประการ ต่างกันที่จะถูกบังคับโดย AI ไม่ได้ถูกบังคับโดยตัวผู้เล่นจริงๆ โดยที่ถ้าหากหลุมศพนั้นๆมีค่าความโหดร้ายมากๆ โอกาสที่เมื่อเราเอาชนะวิญญานตนนั้นได้ก็จะดรอป Item ที่พวกเขาสวมใส่มานั้นเยอะมากยิ่งขึ้นครับ แถมยังได้ค่าเงินพิเศษที่เอาไปแลก Item อย่างที่ผมบอกไปข้างต้นได้อีกด้วย อีกทั้งยังฝึกฝีมือการดวล การใช้อาวุธของเราอีกด้วยครับ

“กะ….เกิดอะไรขึ้นข้างหน้านั้น….”

ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวเกมกลับไม่มีระบบ Online PVP ที่แท้จริงซะงั้น ตรงนี้ผมผิดหวังมากๆ เพราะตัวเกมมันถูกออกแบบมาเล่นเพื่อ PVP จริงๆ แต่อย่างไรก็ตาม Team Ninja ได้ออกมาพูดแล้วว่า จะทำการเพิ่มระบบ PVP เข้าไปในรูปแบบอารีน่าขนาดเล็ก โดยจะมาในรูปแบบ DLC วางจำหน่ายหลังเกมออกแล้วนั้นเองครับ (DLC อีกแล้วเหรอ)


Gear for Greatergood


สิ่งสุดท้ายที่ผมจะพูดถึง ก็คือระบบ Character Customization ระบบนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักอีกอย่างนึงของตัวเกมเลยล่ะครับ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับ Gear ของผู้เล่น ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าตัวเกมได้รับแรงบันดาลใจระบบ Character Customization มาจาก Diablo โดยที่ทุกๆครั้งที่เราฆ่ามอนเตอร์ หรือบอสได้ ก็จะสุ่มดรอป Item ต่างๆ มาให้ หรือได้จากการทำภารกิจต่างๆ ภายในเกม โดยมอนเตอร์ยิ่งมีระดับความยากสูง หรือ ภารกิจที่มีความยากสูง ก็จะมีโอกาสได้รับไอเท็มหายากมากยิ่งขึ้นครับ โดยในเกมนี้จะแบ่งระดับไอเท็มเป็น 5 ชนิดคือ Common, Uncommon, Rare, ExoticDivine แน่นอนว่า Item แต่ชิ้นก็จะมีความสามารถ หรือ Bonus State ที่แตกต่างกันออกไปครับ หรือการสวมใส่ชุดเกราะที่เป็น Set ก็จะเพิ่มค่าสถานะให้กับเราอีกด้วย อาวุธภายในเกมนี้ก็จะมีให้เราเลือกใช้อยู่หลากหลาชนิดด้วยกัน โดยในแต่ละชนิดก็จะมี Skill เป็นของตัวเองอีกด้วย

อาวุธระยะประชิด จะมีทั้งหมด 5 ประเภท

  • ดาบซามูไร – เน้นการโจมตีแบบสมดุลทั้งความเร็วและความแรง
  • ดาบซามูไรคู่ – เน้นการโจมตีแบบรวดเร็ว
  • หอกยาว – มีระยะการโจมตีที่กว้างมาก แต่จะเสียเปรียบหากถูกเข้าประชิด
  • ขวาน/ค้อน – มีขนาดใหญ่มาก จึงสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างสูง แต่แลกกับความเร็วที่ช้า
  • เคียวติดโซ่ – อาวุธหลักๆของนินจา มีระยะการโจมตีที่ไกล สามารถสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างได้

อาวุธระยะไกลมีอยู่ทั้งหมด 3 ประเภท

  • ปืนยาว – มีพลังโจมตีที่รุนแรง มีความสมดุล
  • ธนู – สามารถนำออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็วและว่องไว แลกกับความรุนแรงที่ไม่มากนัก
  • ปืนใหญ่ – มีพลังโจมตีที่รุนแรง และเป็นวงกว้าง สามารถหยุดชะงักศัตรูได้ แลกกับการใช้งานที่ช้า และลำบาก

นอกจากนั้นตัวเกมก็ยังมีคาถานินจา หรือเวทย์มนต์มาให้เราได้ใช้กันอีกด้วยครับ และการอัพค่าสเตตัสของเรานั้นมีผลเกี่ยวกับประเภทอาวุธที่ใช้ทั้งหมด งานนี้ใครอยากจะเล่นแนวไหนก็สามารถทำได้ตามใจชอบได้เลย

นอกจากการตามล่าหาอาวุธเอาจากบอส หรือศพผู้เล่นอื่นๆแล้ว เราสามารถตี(forge) อาวุธชุดเกราะขึ้นมาเองได้ด้วย โดยเราจะต้องไปหาวัตถุดิบมาจากสถานที่ต่างๆ วัตถุดิบที่ได้จากการฆ่าบอส หรือ Mission พิเศษ โดยวัตถุดิบเหล่านี้ก็จะมี Rate ในตัวมันเองเหมือนกับ Item ทุกประการ ตลอดการเล่นของผมมีอยู่ช่วงนึงที่จำเป็นต้องไปล่าบอสตัวเดิมๆ เพื่อที่จะนำมันมาตีอาวุธและชุดเกราะสำหรับภาระกิจต่อไปอยู่ตลอด แน่นอนครับว่ามันไม่จบแค่การหาวัตถุดิบแน่นอน เพราะเราก็ต้องมาลุ้นอีกว่าชุดเกราะที่เราตีไปนั้นจะออกมาอยู่ในระดับไหน และมีค่า Stats แบบไหน เรียกได้ว่าเสียเวลาไปมากเลยล่ะ

“ล่าบอส หรือทำมิชชันเสริมเพื่อ Item !!”

สุดท้ายอีกจุดๆนึงที่ผมคิดว่าทาง Team Ninja นั้นใส่ใจความเป็น Fasion ของเหล่า Gamer มากๆ ผมเชื่อว่ามีหลายคน รวมถึงตัวผม ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการ “แต่งตัว” มากๆ และไม่สนใจพลังป้องกัน หรือค่า Stats อะไรมากมาย ไปมากกว่ารูปร่างของมันเสียอีก ใน Ni-Oh นั้นทีมงานก็เลยจัดให้ครับ เพราะตัวเกมนั้นมีระบบ Refastion ที่ผู้เล่นสามารถนำเอา อาวุธ ชุดเกราะที่ใส่อยู่ จับมันมาเปลี่ยนรูปร่างให้กลายเป็นรูปแบบที่เราชอบ โดยยังมีค่าสเตตัสดั้งเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลกไปนอกจากรูปร่างเท่านั้น แบบนี้โดนใจนักแต่งตัวทุกคนแน่ๆครับ


“เกมนี้ก็มีสาวสวยให้ชมกันนะครับ”

สุดท้ายแล้ว NI-OH ก็เป็นเกมที่ถูกออกแบบมาได้เป็นอย่างดี มีเอกลักษณ์ เป็นของตัวเอง ตัวเกมมีความยาวมากๆครับ ยาวจนถึงขนาดผมคิดว่าเล่นมาจนถึงบอสสุดท้ายของเกมแล้ว ก็ค้นพบว่ามันเพิ่งจะเริ่มต้น และหลังจากนั้นผมก็ค้นพบว่าตัวเกมนั้นมีปัญหาในการเล่าเรื่องเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการตัดฉากระหว่าง Cutscreen ไปอย่าง Gameplay หรือการเล่าเรื่องเหตุการณ์ระหว่าง รวมไปถึง Flashback ที่ทำมาได้ไม่น่าสนใจเสียเท่าไรแต่ถึงแบบนั้นผมกลับชอบ โครงเรื่องของเกมนี้เพราะมันถูกออกแบบมาดีมากครับ แต่เสียดายที่การเล่าเรื่องทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร รวมไปถึงระบบ Item ที่ผู้เล่นจะต้องคอยเปลี่ยนอุปกรณ์ตลอดทั้งเกม มันจะทำให้การเล่นช่วงแรกเสียเวลามากครับ แต่หลังจากเล่นจบแล้ว นั้นล่ะคือจุดเริ่มต้นล่ะ

“เป็นบอสที่ผมฆ่าไม่ลงจริงๆ”

นอกจากนั้นแล้วตัวเกม NI-OH นั้นยังมีระบบที่สำคัญอยู่อีกหนึ่งอย่างมากๆครับ นั้นก็คือ Game Mode ของเกมนี้ที่ตัวเกมจะเปิดโอกาสให้เราเลือกเล่นได้ 3 รูปแบบ โดยระบบนี้จะมีผลต่อ Frame Rate และ Resolution ในเกม โดยตัวเกมจะแบ่งออกเป็น 3 โหมดใหญ่ๆ ก็คือ

  • Action Mode โหมดที่จะ Run ตัวเกมใน Resolution 720p โดยรักษา Frame Rate ไว้ที่ 60 ตลอดทั้งเกม
  • Movie Mode โหมดนี้ตัวเกมจะ Run Resolution ไว้ที่ 1080p และจะมีการ Lock FPS ไว้ที่ 30 ตลอดทั้งเกม
  • Variable Mode โหมดนี้ตัวเกมจะ Run Resolution ไว้ที่ 1080p โดยที่จะทำการ Unlock Frame ทำให้ตัวเกมรันที 30-60 ตลอดทั้งเกมตามสภาพฉากต่างๆครับ

ตัวผมเองเลือกเล่นในโหมด Variable อยู่พักใหญ่ๆ เพราะอยากความละเอียดที่ 1080p แต่ด้วยความสามารถของเครื่อง Playstaion 4 ธรรมดาที่ไม่สูงพอ ทำให้ตลอดทั้งเกมผมได้ Frame Rate ที่ 30-40 ตลอด จนได้ลองเปลี่ยนมาเล่น Action Mode นั้นล่ะครับ ชีวิตผมดีขึ้นมาก และน่าแปลกใจที่ผมมองไม่เห็นถึงความแตกต่างของ 720p และ 1080p ในเกมนี้สักเท่าไรเลยครับ ถือว่าเป็นเรื่องดีอีกอย่างที่ทาง Team Ninja ได้ใส่ใจถึงจุดๆนี้


สรุปแล้ว NIOH เป็นเกม Action RPG ที่ทำมาได้ยอดเยี่ยมในหลายๆด้าน อาจจะมีบางจุดที่ติดขัดบ้าง แต่ผมสามารถสนุกไปกับตัวเกมได้อย่างลื่นไหล ไม่ชะงัก ทำให้เล่นต่อเนื่องยาวนานจน PS4 ของผมนั้นเกิดอาการ Overheat มีแจ้งเตือนให้ปิดเครื่องเพื่อพักกันเลยทีเดียว(เรื่องจริง) และสำหรับใครที่รักและชื่นชอบเกม Action RPG แนวซามูไร ญี่ปุ่นแล้วล่ะก็ NI-OH เองก็เป็นอีกหนึ่งเกมที่น่าสนใจมากๆ ครับ จริงๆแล้วตัวเกมนั้นมันไม่ยากอย่างที่คิด สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น หากไม่ลองเองก็คงไม่รู้ล่ะครับ


“Mirajane-AR ขอบคุณครับ”

แสดงความคิดเห็น

Games

[รีวิวเกม] Bayonetta 2 สาวแว่นกลับมาโหดอีกครั้งบน Nintendo Switch

Review เกม Bayonetta 2 มาแล้ว !!

Published

on

NIOH

NIOH
8

GAMEPLAY

10.0/10

GRAPHICS

7.0/10

STORY

7.0/10

SOUND

7.0/10

VALUE

9.0/10

จุดเด่น

  • เกมเพลย์ที่สนุก ออกแบบมาดี มีความหลากหลายในการเล่น
  • ตัวเกมมีคุณค่าในการนำกลับมาเล่นซ้ำ
  • ระบบปรับแต่งตัวละคนที่ทำมาได้ยอดเยี่ยม
  • กราฟฟิคที่สวยงาม มาพร้อมกับตัวเลือกที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบทั้ง 60 FPS และ 30 FPS

จุดสังเกต

  • การเล่าเรื่องที่ทำออกมาได้แย่
  • ไม่มีระบบ PVP (รอขาย DLC)

หากพูดถึงเกมแอ็คชั่นที่สนุกมันส์สะใจแล้ว ต้องมีรายชื่อเกม Bayonetta อยู่แน่ เพราะในภาคแรกถือว่าสร้างตำนานและทำให้ชื่อของค่าย Platinum Games เป็นที่รู้จัก แต่หลังจากนั้นภาคต่อของมันออกเฉพาะเครื่อง WiiU เพราะปู่นินออกเงินทุนสร้างให้ ทำให้มันหมดโอกาสออกบนเครื่องเกมอื่นนอกจากเครื่องเกมของนินเทนโด

เกริ่นนำ

และเป็นที่มาของการขุดเอาของเก่ามาขายใหม่อีกครั้งใน Bayonetta 2 (และภาคแรก) ที่กลับมาขายใหม่บน Nintendo Switch ที่ปู่นินยอมลงทุนพอร์ตมาลง เพราะในช่วงต้นปี 2018 ยังไม่มีเกมดังๆ ออกวางขาย และถือเป็นโอกาสดีเพราะต้นฉบับออกบน WiiU คอนโซลที่ล้มเหลวในแง่ยอดขายทำให้เชื่อว่ามีคอเกมหลายคนยังไม่เคยเล่นแน่ ส่วนใครเคยเล่นเวอร์ชั่น WiiU ก็ถือว่าได้เล่นในรูปแบบที่เราเอาไปเล่นนอกบ้านได้ด้วย

กราฟิก

การย้ายบ้านมาบนคอนโซลลูกผสมอย่าง Nintendo Switch ซึ่งสเปกก็ไม่ได้แรงมากมายอะไรทำให้กราฟิกในเกมเหมือนเดิมแทบจะ 100% ความละเอียดของเกมจะอยู่ที่ 720p ทั้งแบบต่อทีวีและแบบพกพา ฟังดูธรรมดาแต่มันกลับดูดีอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเกมจัดเต็มไปด้วยรายละเอียดของตัวละครและฉากที่ออกแบบมาอย่างดีตั้งแต่ต้นฉบับอยู่แล้ว และที่น่าประทับใจมากคือเฟรมเรตในเกมที่ลื่นไหลขึ้นกว่าเดิม ซึ่งปรกติบน WiiU ก็มีเฟรมเรตระดับ 60 FPS อยู่แล้วแต่พอเล่นจริงๆบน WiiU ก็มีอาการเฟรมเรตร่วงอยู่ แต่บน Switch ทุกอย่างถูกแก้ไขให้ลื่นไหลขึ้นแล้ว โดยรวมในส่วนของกราฟิกทำได้ดีขึ้นในส่วนของเฟรมเรตนอกนั้นเหมือนเดิม

เพลงประกอบ

ดนตรีประกอบในเกมยังคงเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพราะมันเป็นการพอร์ต แต่ระบบเสียงของเดิมก็ถือว่าทำได้ดีอยู่แล้ว การมาอยู่บนคอนโซลใหม่ก็ยังยอดเยี่ยมเหมือนเดิม โดยมีทั้งเพลงที่ระทึกใจเหมือนกับได้ชมภาพยนตร์แอ็คชั่น อีกทั้งเสียงประกอบและเสียงพากย์ก็จัดเต็มและช่วยเสริมให้เกมดูสนุกน่าติดตาม โดยเฉพาะเสียงพากย์ของสาวแว่นบาโย ที่ดูยั่วยวนอย่างมาก

เนื้อเรื่อง

เรื่องราวของเกมจะเริ่มต่อจากภาคแรก ที่สาวแว่นของเราต้องออกไปต่อสู้กับเทพ รวมทั้งปีศาจที่มีความโหดกว่าภาคแรก เพื่อออกตามหาวิญญาณของคู่หูสาว Jeanne ที่ถูกดึงลงนรก การนำเสนอเรื่องราวในเกมอยู่ในระดับดีเหมือนกับการชมภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ที่ดึงให้ผู้เล่นอินไปกับเรื่องราวที่ยังคงเข้มข้นเหมือนกับภาคแรก และยังมีจุดหักมุมและตัวละครใหม่ที่เพิ่มความโหดจนสาวแว่นรับมือได้ยากกว่าเดิม

เกมเพลย์

รูปแบบการเล่นยังคงเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนสาวแว่นของเรายังคงมาในรูปแบบเกมแอ็คชั่นความเร็วสูง ที่แทบไม่มีจุดที่ให้ผู้เล่นหยุดพักหายใจกันเลย เกมเน้นการทำคอมโบต่อเนื่อง ที่ยังมีอาวุธระยะประชิดเช่นดาบ และอาวุธประเภทยิงเช่นปืน ที่ผู้เล่นสามารถสลับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นคอมโบที่หลากหลายอย่างมาก และในภาคสองจะมีประเภทอาวุธที่หลากหลายทำให้เกมสนุกกว่าภาคแรก

อีกความโดดเด่นของสาวแว่นคือท่าไม้ตาย witch time ก็ยังคงทำหน้าที่ได้ดีโดยเมื่อเรากดท่าหลบหลีกการโจมตีของศัตรูแล้วจะเกิดภาพ Slow Motion และทำให้เราใช้ท่าสวนกลับได้อย่างรวดเร็ว และยังมีท่าสุดโหดอย่าง Climax ที่เรียกเอาเครื่องทรมานออกมาจัดการศัตรูด้วยความโหดแบบสุดๆแบบที่ชิ้นส่วนอวัยวะกระจายกันเลย โดยผ่านการกดปุ่มตามจังหวะที่เรียบง่ายแต่ลงตัวและสนุกเหมือนเดิม แน่นอนว่าแม้ภาคนี้สาวแว่นของเราจะผมสั้นแต่ก็ยังมีท่าที่ใช้เส้นผมเพื่อกำจัดศัตรูและเรียกปีศาจออกมาต่อสู้กับศัตรูได้เหมือนเดิม

นอกจากเกมเพลย์แบบปรกติแล้วเกม Bayonetta2 ถือว่ามีรูปแบบที่หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแปลงร่างที่ในภาคสองเราสามารถแปลงร่างได้มากกว่าเดิม เช่นสาวบาโยของเราจะเปลี่ยนร่างเป็นงูและลงไปว่ายในฉากที่เต็มไปด้วยน้ำได้ และยังมีการบังคับหุ่นยักษ์เพื่อต่อสู้กับศัตรูในฉากได้ ส่วนบอสในเกมก็อลังการงานสร้างไม่ว่าจะเป็นตัวเล็กและประเภทตัวใหญ่ยักษ์ที่การรับมือมันไม่ง่ายแน่นอน

ความคุ้มค่า

แน่นอนว่ามันเป็นเกมพอร์ต ทำให้หลายคนมีคำถามว่ามันจะคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งหากคุณไม่เคยมีเครื่อง WiiU มาก่อนและไม่เคยเล่น Bayonetta 2 ถือว่าคุ้มค่ามากๆเพราะมันคือหนึ่งในสุดยอดเกมแอ็คชั่นแห่งยุค ที่ทั้งสนุกลงตัวแบบไม่มีที่ติ และข่าวดีสำหรับคนที่ซื้อคือในตลับเกมจะมีรหัสดาวน์โหลด Bayonetta ภาคแรกมาให้เล่นด้วย ส่วนใครอยากได้แบบแยกภาคก็มีขายแบบดาวน์โหลดด้วยเช่นกัน ทำให้แม้ว่ามันจะเป็นเกมพอร์ตแต่การที่ได้มาสองภาคในราคาเดียวถือว่าคุ้มค่ามาก

สรุปโดยรวมแล้วหากคุณเป็นเจ้าของ Nintendo Switch เกม Bayonetta 2 (และภาคแรก) ถือว่าเป็นทางเลือกที่คุ้มเงินทุกบาทที่เสียไปแน่นอน และในช่วงนี้ปู่นินดูเหมือนยังไม่ได้เร่งออกเกมฟอร์มดีมากเท่ากับปีที่แล้ว ทำให้เราอาจมีทางเลือกไม่มากนัก และภาค 2 ยังคงเป็นเกมที่หาเล่นได้เฉพาะบนคอนโซลของนินเทนโดเท่านั้น ถือเป็นอีกเกมที่แฟนปู่นินควรมีไว้ติดเครื่อง

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[รีวิวเกม] Radiant Historia Perfect Chronology เกม RPG ย้อนเวลาฉบับภาษาอังกฤษ

Review เกม Radiant Historia Perfect Chronology บน 3DS มาแล้ว

Published

on

NIOH

NIOH
8

GAMEPLAY

10.0/10

GRAPHICS

7.0/10

STORY

7.0/10

SOUND

7.0/10

VALUE

9.0/10

จุดเด่น

  • เกมเพลย์ที่สนุก ออกแบบมาดี มีความหลากหลายในการเล่น
  • ตัวเกมมีคุณค่าในการนำกลับมาเล่นซ้ำ
  • ระบบปรับแต่งตัวละคนที่ทำมาได้ยอดเยี่ยม
  • กราฟฟิคที่สวยงาม มาพร้อมกับตัวเลือกที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบทั้ง 60 FPS และ 30 FPS

จุดสังเกต

  • การเล่าเรื่องที่ทำออกมาได้แย่
  • ไม่มีระบบ PVP (รอขาย DLC)

หากจะพูดถึงค่าย Atlus แล้วแฟนเกมทั่วโลกคงจะคิดถึงเกมแนว RPG ขั้นเทพเพราะชื่อเสียงของเกม Persona และ Shin Megami Tensei ที่แม้อาจจะไม่ได้โด่งดังเท่ากับ Final Fantasy แต่ก็มีแฟนจำนวนมากรอติดตามที่จะเล่น ทำให้หากมีเกมแนว RPG จากค่ายนี้ออกวางขายมันจะถูกจับตามองในทันที

เกริ่นนำ

โดยล่าสุดกับการมาของเกม Radiant Historia Perfect Chronology สุดยอดเกม RPG บน 3DS ฉบับภาษาอังกฤษแม้จะถือว่าออกช้ากว่าฉบับญี่ปุ่นอยู่พอสมควร แต่การที่ 3DS มันล็อคโซนทำให้คนที่มีเครื่องโซนอเมริกายังไงก็ต้องรอ ทำให้การกลับมาอีกครั้งของเกม RPG ย้อนเวลาถือว่ายังคงน่าเล่น เพราะมันสร้างชื่อว่าเป็นเกมที่สนุกเกินคาดมาตั้งแต่สมัยออกบน Nintendo DS แล้ว และหากคุณไม่ทราบมาก่อนเกม Radiant Historia Perfect Chronology คือภาครีเมคของเกมเก่าที่เคยออกวางขายบน NDS มาแล้ว

กราฟิก

แม้ว่าตัวเกมจะขึ้นชื่อว่าเป็นการรีเมค Radiant Historia ที่เคยออกวางขายบน NintendoDS แต่การกลับมาบน 3DS ดูเหมือนกราฟิกจะไม่ได้อัพเกรดไม่มากนัก เพราะพื้นฐานยังคงเหมือนเดิม ตัวละครก็ยังคงเป็นดอทพิเซลที่เพิ่มความละเอียดมาเล็กน้อย ที่เห็นชัดๆเลยว่าเปลี่ยนคือฉากกว้างขึ้นเพราะขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น และเสริมด้วยคัทซีนที่เป็นการ์ตูนทั้งภาพนิ่งและอนิเมชั่นงามๆที่มีการลงทุนสร้าง และออกแบบงานศิลป์ตัวละครใหม่หมด ตรงจุดนี้เองทำให้เกมดูสดใหม่ขึ้น (ภาคต่อไปขอให้ออกบน Nintendo Switch นะ)

เพลงประกอบ

ดนตรีประกอบถือเป็นจุดเด่นมากเพราะได้คุณ Yoko Shimomura มาทำเพลงให้ซึ่งผลงานที่ผ่านมาของเธอมีทั้ง Final Fantasy 15 หรืองานคลาสสิกอย่าง Front Mission ทำให้มีเพลงที่โดดเด่นติดหูอยู่หลายเพลง แต่ที่ดูเหมือนเกินหน้าเกินตาเพลงประกอบคือเสียงพากย์ที่ใส่เข้ามาแทบจะทุกฉากสำคัญในเกม และข่าวดีสำหรับแฟนเกมที่ชอบเสียงพากย์ญี่ปุ่น เพราะในภาคนี้จะมีเสียงพากย์เดิมๆจากเวอร์ชั่นญี่ปุ่น แต่จะมีบทบรรยายและเมนูทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้เราสามารถสัมผัสความยอดเยี่ยมของการพากย์ต้นฉบับได้ไปพร้อมกับเข้าใจเรื่องราว

รูปแบบการเล่น

เกม Radiant Historia เกมแนว RPG เทิร์นเบส ที่โบราณสุดๆเพราะยังมีการเลือกใช้คำสั่งเพื่อโจมตี ใช้ท่าไม้ตาย หรือเติมพลัง แถมยังมีฉากต่อสู้แบบ 2D เหมือนกับ Final Fantasy ภาคเก่ายิ่งทำให้ดูเชย แต่เมื่อได้เล่นแล้วมันแทบจะไม่มีความเชยของเกม RPG ในอดีตเลยเพราะเกมเพลย์มีความเร็วสูงมาก สามารถสู้เสร็จเทิร์นภายในไม่ถึงนาที(ศัตรูธรรมดา) และการที่เป็นภาษาอังกฤษทำให้เราอ่านเมนูได้เข้าใจ และสามารถรู้ถึงคุณสมบัติของท่าไม้ตาย ซึ่งมันมีประโยชน์และจำเป็นมากต่อการเล่น

เพราะรูปแบบการต่อสู้จำเป็นต้องใช้ไม้ตายให้ถูกกับรูปแบบของฉากต่อสู้ ที่จะแบ่งเป็นช่องๆรวมทั้งหมด 9 ช่อง โดยศัตรูในเกมจะอยู่ตามช่องซึ่งผู้เล่นสามารถเลือกท่าไม้ตายให้ตรงศัตรูที่อยู่ในช่อง เราจะสามารถโจมตีโดนเป็นหมู่คณะได้ แน่นอนว่าเกมได้ใส่ท่าไม้ตายมาเพื่อใช้งานโดยเฉพาะเช่นท่าผลักหรือดึงให้ศัตรูมารวมกันเป็นกลุ่มแล้วอัดทีเดียวพร้อมกัน จุดนี้ผู้เล่นต้องคำนึงถึงและต้องใช้ให้ชำนาญเพราะมันจำเป็นมากต่อการเล่น

ส่วนฉากในเมืองและดันเจี้ยนในเกมจะนำเสนอด้วยมุมมองด้านบน ภาพในเกมดูเหมือนจะมีมิติแต่จริงๆแล้วมันก็คือเกม 2D มุมกล้องด้านบนที่ดูเข้าใจง่าย ฉากในเกมไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากและมีระบบ Map ที่ดีดูง่ายเมนูทำได้ดีและเมื่อมาแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วยิ่งเข้าใจง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก

แน่อนว่าเกมของค่าย Atlus ในยุคนี้ได้ใส่โหมดง่ายสำหรับมือใหม่ที่อยากลองเล่น ซึ่งในเกม Radiant Historia ก็มีมาให้เลือกที่นอกจากตัวเกมส่วนใหญ่จะง่ายแล้ว ในโหมดง่ายนี้เราจะสามารถโจมตีศัตรูโดยตรงในฉากแผนที่ได้ โดยไม่ต้องตัดเข้าฉากต่อสู้ทำให้การเก็บเลเวลทำได้รวดเร็วอย่างมาก แต่อาจดูเหมือนง่ายไปหน่อยจนเกมหมดสนุกแนะนำให้เลือกการเล่นแบบปรกติน่าจะดีกว่า

การย้อนเวลา

อีกจุดเด่นของเกม Radiant Historia คือการย้อนเวลา ที่เราจะสามารถไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดได้ โดยการย้อนเวลาจะทำได้ผ่านจุด Save ที่เป็นหนังสือ โดยจะแบ่งออกเป็น Timeline ที่ดูง่ายเราสามารถเลือกช่วงเวลาที่ต้องการจะกลับไปได้ แม้ว่าจะไม่ได้มีอิสระมากมายเพราะเกมล็อคไว้ว่าต้องกลับไปช่วงเวลาไหน แต่ก็มีทางแยกที่ให้เราเลือกเล่นเพื่อได้สัมผัสกับเรื่องราวที่แตกต่าง และเป็นจุดเด่นที่เหมาะมากสำหรับเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษทำให้เราทราบเรื่องราวและเหตุผลในการย้อนเวลามาแก้ไข

การแก้ปริศนา

การแก้ปริศนาในเกมมีการเล่นกับการย้อนเวลา เช่นการอัพเกรดตัวละครแล้วใช้ท่าใหม่ๆเพื่อเปิดทางไปต่อ เช่นเราลงไปฉากที่เป็นเหมืองในครั้งแรกแล้วไม่สามารถเข้าไปได้ ก็ให้เราย้อนเวลาไปเอาสกิลใช้ระเบิดแล้วย้อนกลับมา เราก็จะเข้าไปในเหมืองได้ แน่นอนว่าเราต้องย้อนไปมาเพื่อหาทางไปต่อกันตลอดทั้งเกม ส่วนนี้ทำให้เกมสนุกและแตกต่างจากเกมอื่น

เกมมีความยาวพอสมควรเพราะนอกจากเรื่องราวหลักที่เราต้องเล่นแล้ว ยังมีเควสย่อยอีกมากมายรอให้เราไปค้นหาอีกเพียบ หากคุณเป็นแฟนเกม RPG จากค่าย Atlus ถือว่าไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีคนสร้างเกมแนว RPG เทิร์นเบสแท้ๆแต่มีความหลากหลายในการเล่าเรื่องราว และมีความรวดเร็วในการเล่น ถือว่าเป็นเกมฟอร์มดีในยุคท้ายๆ ของเครื่อง 3DS แล้ว ซึ่งถ้าหากมันจะมีภาคต่อคงจะไปออกบน Nintendo Switch แน่นอน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[รีวิวเกม] Dissidia Final Fantasy NT (PS4) ตำนานไฟนอลฉบับเกมต่อสู้

Review เกม Dissidia Final Fantasy NT ตำนานเกมต่อสู้ของซีรีส์ไฟนอล มาแล้ว

Published

on

NIOH

NIOH
8

GAMEPLAY

10.0/10

GRAPHICS

7.0/10

STORY

7.0/10

SOUND

7.0/10

VALUE

9.0/10

จุดเด่น

  • เกมเพลย์ที่สนุก ออกแบบมาดี มีความหลากหลายในการเล่น
  • ตัวเกมมีคุณค่าในการนำกลับมาเล่นซ้ำ
  • ระบบปรับแต่งตัวละคนที่ทำมาได้ยอดเยี่ยม
  • กราฟฟิคที่สวยงาม มาพร้อมกับตัวเลือกที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบทั้ง 60 FPS และ 30 FPS

จุดสังเกต

  • การเล่าเรื่องที่ทำออกมาได้แย่
  • ไม่มีระบบ PVP (รอขาย DLC)

สำหรับแฟนๆซีรีส์ Final Fantasy ถือว่าการได้สัมผัสตัวละครในตำนานในเกมรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ RPG ถือว่าเป็นความสนุกในฝันเพราะเป็นที่รู้กันว่าจุดเด่นของซีรีส์ ไฟนอลคือตัวละครที่โดดเด่น ที่สามารถครองใจผู้เล่นได้ ทำให้การมาของ Dissidia Final Fantasy NT บน PS4 น่าสนใจเกินหน้าเกินตารูปแบบการเล่นในทันที เพราะมันคือการรวมดาวตัวละครไฟนอลมาครบทุกภาคในรูปแบบเกมต่อสู้

เกริ่นนำ

เกม Dissidia Final Fantasy NT บน PS4 ต้นฉบับออกบนเกมตู้มาเป็นปีแล้ว แต่การที่มันเปิดให้เล่นในญี่ปุ่นก่อน ทำให้แฟนๆชาวไทยอาจจะไม่เคยเล่น ซึ่งหากย้อนไปไกลอีกหน่อยมันเคยออกบน PSP มาแล้วโดยเป็นการนำตัวละครไฟนอลมามัดรวมกันแล้วปรับเปลี่ยนแนวเป็นแอ็คชั่นต่อสู้แบบ 3 มิติที่มีความเป็น Final Fantasy ครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นกราฟิกและท่าไม้ตายที่อลังการงานสร้างรวมทั้งฉากและตัวละคร โดยในภาคใหม่จะได้ “ทีมนินจา” มาสร้างยิ่งน่าสนใจเพราะทีมนี้ถือว่าถนัดสร้างเกมแอ็คชั่นอยู่แล้ว

กราฟิก

กราฟิกในเกมอยู่ในระดับดี แม้มันไม่ได้สร้างจากค่าย Square Enix โดยตรงแต่ก็ถ่ายทอดความเป็น Final Fantasy ได้อย่างครบถ้วน แถมยังออกแบบตัวละครในตำนานที่มีมาตั้งแต่สมัยแฟมิคอม 8Bit มาเป็นตัวละครในเกมยุคใหม่ได้น่าสนใจโดยเฉพาะตัวละครคลาสสิกจากภาคสามที่มาในรูปแบบหลากหลายอาชีพ ส่วนเฟรมเรตของเกมก็ลื่นไหลดีแม้จะเล่นหลายคนในโหมดออนไลน์ก็ไร้อาการกระตุกต่างจากสมัยตัวเดโม

เพลงประกอบ

เพลงในเกมถือเป็นจุดเด่นอย่างมากเพราะมันเป็นการรวมฮิตเอาเพลงจากซีรีส์ Final Fantasy มารวมกันทุกภาค โดยมีเพลงในตำนานของหลายภาคที่ใส่มาแบบแทบไม่ได้ปรับเปลี่ยนเหมือนเป็นการเอาใจแฟนเกมไฟนอลทั้งรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่ ส่วนเสียงพากย์ในเกมก็จัดเต็มมากันทุกตัว โดยตัวละครดังๆในตำนานก็มีเสียงพากย์ที่เหมือนกับต้นฉบับด้วย นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถเปลี่ยนเพลงประกอบได้เองตามใจชอบด้วย

เกมเพลย์

รูปแบบการเล่นเป็นเกมแนวต่อสู้แบบ 3 ต่อ 3 ที่มีมุมกล้อง 3D แบบมองจากด้านหลังของตัวละคร ที่ผู้เล่นสามารถปรับเปลี่ยนได้เอง โดยแต่ละตัวละครจะมีความคล่องตัวสูงผู้เล่นสามารถใช้ท่าพุ่งตัวเข้าหาเป้าหมายอย่างรวดเร็วได้ ทำให้เกมเพลย์รวดเร็วเหมือนกับการต่อสู้แบบฉบับที่ซีรีส์ ไฟนอลใช้มาตลอด และเกมมีระบบโจมตีที่เป็นเอกลักษณ์ โดยมีทั้งแบบ Brave Attack ที่เป็นท่าไม้ตายที่รุนแรง และทำให้ทีมศัตรูเสียค่า Break Bonus และยังมีท่า HP Attack ที่เมื่อโจมตีทีมคู่แข่งจะส่งผลให้ค่า Break Bonus เพิ่ม

นอกจากนี้ยังมีท่าไม้ตายพิเศษที่แตกต่างของตัวละครที่เรียกว่า EX Skills ที่รับประกันความรุนแรง ที่นอกจากจะใช้เพื่อโจมตีคู่แข่งแล้วยังส่งผลกับสถานะของตัวละครเช่นเพิ่มพลังโจมตี , ป้องกัน หรือเติมพลัง และยังมีท่าที่ส่งผลกับทีมศัตรูเช่นพิษ หรือให้ตาบอดชั่วคราว และแน่นอนว่าซีรีส์ไฟนอล ต้องมีมนต์อสูร มาให้ใช้ที่เราต้องค่อยๆเก็บสะสมพลังแล้วเรียกมันมาใช้งาน ซึ่งแต่ละตัวมีท่าไม้ตายที่แตกต่างกันแถมยังมีมากันแทบจะครบทุกตัว (ตัวที่ดังๆ) เช่น Bahamut,Ifrit,Leviathan,Odin,Shiva และอีกมากมายหลายตัว ในตอนแรกจะมีมาให้ใช้เพียง 1 ตัวแต่จะค่อยๆปลดล็อคออกมาให้ได้ใช้งานกัน โดยรวมท่าไม้ตายในเกมเน้นความรวดเร็วและต้อง ชิงไหวชิงพริบกันตลอด และการเล่นเป็นทีมสำคัญมาก

ส่วนตัวละครในเกมก็มีการยัดใส่มาตั้งแต่ภาคแรกๆอย่างนักรบแห่งแสง จนถึง เจ้าชาย Noctis Lucis Caelum จากภาค 15 และยังมีภาคพิเศษอย่าง Final Fantasy Tactics และตัวละครจาก Final Fantasy Type-0 มาให้เลือกเล่นด้วย รวมแล้ว(ตอนนี้) มีทั้งหมด 28 ตัว โดยโหมดหลักๆในเกมจะมีโหมดเล่นออฟไลน์ ที่ผู้เล่นสามารถจัดทีมออกไปต่อสู้กับตัวละครฝ่าย Com เพื่อสะสมค่าพลัง , เงิน และยังได้ Memoria มาปลดล็อคสิ่งใหม่ๆในโหมดเนื้อเรื่องเช่นคัทซีนงามๆ ส่วนโหมดออนไลน์ที่น่าประทับใจเพราะมีความลื่นไหลอย่างมาก แม้ว่าการรอเพื่อนร่วมกันเล่นอาจจะใช้เวลานานไปนิด แต่เราสามารถสนุกแบบไม่กระตุกแบบเดียวกับโหมดออฟไลน์ และยังปรับแต่งการแข่งได้ตามต้องการได้ด้วย ซึ่งเมื่อชนะจะได้ค่าพลัง และคะแนนมาปลดล็อคสิ่งใหม่ๆเช่นกัน

ความคุ้มค่า

เกม Dissidia Final Fantasy NT อาจจะไม่ได้มีโหมดมากมาย แต่ก็มีตัวละครระดับตำนานให้เลือกเล่นจำนวนมาก และยังมีการปลดล็อคสิ่งใหม่ๆเช่นความสามารถของตัวละคร หรือชุดใหม่ รวมทั้งไอเทมเสริมหรืออสูรเพิ่มเติม ทำให้ผู้เล่นอยู่กับเกมได้ยาวนานเพราะมีอะไรซ่อนอยู่เพียบ แถมในอนาคตทีมงานยังจะมีการอัพเกรดสิ่งใหม่ๆเพิ่มเข้ามาให้เล่นเพิ่มอีกแน่(แต่ต้องเสียเงิน)


และความดีงามตามที่บอกมาทั้งหมดทำให้การกลับมาอีกครั้งของเกมต่อสู้ของซีรีส์ไฟนอล อย่าง Dissidia Final Fantasy NT มีดีมากพอที่จะหามาเล่น ต่อให้ไม่ใช่แฟนซีรีส์ไฟนอล วัดกันที่เกมเพลย์ล้วนๆ ก็ยังถือว่าสนุกพอตัวแม้จะไม่ได้มากมายเท่ากับเกมต่อสู้ขั้นเทพหลายเกมแต่ก็มีสิ่งให้ผู้เล่นค้นหามากกว่าที่คิด

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!