Connect with us

Games

[Review] For Honor อีกหนึ่งผลงานที่ “น่าผิดหวัง” จาก Ubisoft

ถึงแม้ว่า Ubisoft จะลืมๆ เกมคาวบอยยุคตะวันตก หรือสายลับอเมริกันสุดโหดอย่าง Sam Fisher ไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงมีเกม IP (Intellectual property) ใหม่ๆออกสู่ตลาดตลอดเวลา และ For Honor เองก็เป็นอีกหนึ่งเกม IP ใหม่ล่าสุดจาก Ubisoft ที่ผมขอบอกได้เลยครับว่า “น่าผิดหวัง…. เล็กน้อย”

Published

on

For Honor

For Honor
6.3

GAMEPLAY

8.5/10

GRAPHICS

9.0/10

STORY

4.0/10

SOUND

8.0/10

VALUE

2.0/10

จุดเด่น

  • Gameplay ที่สนุก เหมาะสำหรับการเล่นหลายคนเป็นอย่างมาก
  • การออกแบบฉากที่ดี มีกราฟฟิคสวยงาม
  • มีจุดมุ่งหมายในการเล่นต่อไป หรือมีความ Addict สูงนั้นเอง
  • ตัวละครที่หลากหลาย เหมาะสำหรับผู้เล่นทุกแนว
  • เล่นกับ Bot/AI ได้

จุดสังเกต

  • ระบบ Microtransaction
  • ระบบ Online Peer-to-Peer
  • บังคับต่อ Internet ตลอดเวลา ถึงแม้จะเล่น Story Mode หรือ Bot/AI ก็ตาม

หากพูดถึงบริษัท Ubisoft ผมเชื่อว่าเกมเมอร์หลายๆคนคงจะนึกถึง Assassin’s Creed, Far Cry, Tom Clancy’s franchise หรือสิ่งที่เรียกว่า “Downgrade” และ uPlay อันโด่งดัง ในช่วงหลายปีที่ผ่าน Ubisoft ได้พยายามเข็นเกมในระดับ AAA ออกสู่ตลาดอยู่ตลอดเวลา บางเกมก็ดีมีคุณภาพ บางเกมก็โดนสับเละจากเหล่านักวิจารณ์ต่างๆทั่วโลก ผมเองก็เป็น 1 ในแฟนของบริษัท Ubisoft เนื่องจากว่าผมประทับใจในตัว Tom Clancy’s franchise และ Call of Juarez Series เป็นอย่างมาก

ถึงแม้ว่า Ubisoft จะลืมๆ เกมคาวบอยยุคตะวันตก หรือสายลับอเมริกันสุดโหดอย่าง Sam Fisher ไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงมีเกม IP (Intellectual property) ใหม่ๆออกสู่ตลาดตลอดเวลา และ For Honor เองก็เป็นอีกหนึ่งเกม IP ใหม่ล่าสุดจาก Ubisoft ที่ผมขอบอกได้เลยครับว่า “น่าผิดหวัง…. เล็กน้อย”

For Honor เป็นเกมแนว Action Fighting ผสมผสานความเป็น Tactical และ Hack and slash ได้อย่างลงตัว เปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 กับงาน E3 ที่ผมเชื่อว่าใครก็ตามที่ได้ดูตัวอย่าง ณ เวลานั้นต้องมีความ Hype กันเป็นอย่างสูงแน่ๆ ตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น และหลังจากได้ลอง Beta Test มาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็บอกได้ว่าเหนือความคาดหมายจริงๆ เพราะด้วยการที่ตัวเกมนั้นถูกออกแบบมาสำหรับการเล่นแบบ Multiplayer โดยเฉพาะ ทำให้ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกับเพื่อนๆ หรือ เล่นคนเดียว ก็สนุกกับมันได้ตลอดทั้งวันแบบไม่เบื่อกันเลย ถึงแม้จะมีปัญหาเรื่องที่ตัวเกมใช้ระบบ Server แบบ P2P ตัวละครที่มีให้เลือกเล่นไม่มากนัก และ ฉากที่น้อยมากๆ ผมจึงคาดหวังไว้ว่าตัวเกมเต็มมันน่าจะ “เติมเต็ม” และ “แก้ไข” สิ่งที่ขาดหายไปได้ใน Beta Test …

แต่ไม่เลยครับ For Honor เป็นเกมที่ออกแบบมาได้แย่มากแทบจะในทุกส่วนของตัวเกม (ยกเว้นเรื่อง Gameplay) ไม่ว่าจะเป็นการที่ตัวเกมบีบบังคับให้ผู้เล่นต้องชื้อของเป็นเงินจริง ใช้คำว่าบีบบังคับเลย เพราะระบบ Progression ของตัวเกมที่ออกแบบมาได้ห่วยแตกมาก รวมไปถึง Server ภายในเกมที่ตัวเกมนั้นใช้ระบบ P2p (Peer-to-peer) ที่ห่วย และตกยุคไปแล้ว ยังไม่รวมปัญหาเรื่องเฟรมเรตในเกมที่ร่วงซะจนน่าเกลียด (ผมเล่นในเวอร์ชั่น PS4) อีกทั้งตัวเกมยังมี Content ที่น้อยมากไม่สมกับเป็นตัวเกมราคา 60 ดอลลาร์ด้วยซ้ำไปครับ


Let The “Honor” Begin


โหมดเนื้อเรื่องที่ “มีเหมือนไม่มี”

ก่อนที่จะผมจะพูดถึงในส่วนของตัวเกมหลักๆ ในหัวข้อนี่ผมขอเริ่มต้นด้วย Story Mode ก่อนนะครับ แน่นอนว่า Story Mode เองก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันในวงการเกมยุคนี้ เกมเมอร์หลายๆคนชื่นชอบที่จะเล่น Story Mode มากกว่า Mutiplayer นั้นมีเยอะมาก และใน Story Mode ของ For Honor นั้น ผมไม่มีคำพูดใดๆ มาอธิบายได้เป็นคำพูดได้ดีกว่านี้แล้วนอกจากคำว่า “มีเหมือนไม่มี” ในโหมดนี้ตัวเกมจะแบ่ง Part ออกเป็น 3 Chapter ประกอบไปด้วย Chapter เรื่องราวของ The Legion (Knights), The Warborn (Vikings),The Chosen (Samurai) ตามลำดับ โดยตัวเกมจะบังคับให้เราเริ่มเล่นตั้งแต่ Chapter ที่ 1 นั้นก็คือเนื้อเรื่องในส่วนของพวก Knight นั้นเอง แน่นอนครับว่าทั้ง 3 Chapter เนื้อเรื่องจะต่อกันตลอด โดยจุดพิเศษของโหมดนี้ก็คือ เราสามารถเล่น Coop กับเพื่อนในโหมด Story ได้อีกด้วย

“Apollyon สุดโฉด”

ตัวเกมจะเล่าไปถึงเหตุการ์ณเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ก่อนที่สงคราม (ในโหมด Multiplayer) จะเริ่มต้นขึ้น เรื่องราวจะเริ่มต้นขึ้นจาก The Worlord “Apollyon” อัศวินหัวหน้ากลุ่ม Blackstone Legion ที่จุดชนวนสงครามระหว่าง 3 อาณาจักรด้วยเหตุผลบางอย่าง ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นทหารนายนึง ในภาระกิจนั้นๆ ความยาวของเนื้อเรื่องนั้นมีประมาณ 5-6 ชั่วโมงในการเล่นแบบ Normal แน่นอครับว่าตัวเกมมีระดับความยากให้เลือก โดยยิ่งในระดับที่ยากขึ้น เราก็จะได้ของรางวัลจากการผ่านด่านเช่นสกิลใหม่ๆ ที่เอาไปใช้ได้แค่ในโหมดเนื้อเรื่องนี่เท่านั้น เอาไปใช้ในโหมด Multiplayer ก็ไม่ได้ ยกเว้นของรางวัลพิเศษที่จะเป็นชุดแต่งตัวหลังจากการจบ Chapter ของฝ่ายนั้นๆที่สามารถเอาใช้ในโหมด Multiplayer ได้ครับ

“3 อาณาจักรใหญ่”

Plot มันแลฟังดูดีใช่ไหมครับ แน่นอนเพราะตัวผมเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่าทำไม 3 อาณาจักรนี้ถึงได้มาสู้กัน ตัวผมเองคาดหวังกับโหมดเนื้อเรื่องไว้สูงมากเลยล่ะ จนพอได้มาสัมผัสเอง ผมกลับรู้สึกว่ามันถูกออกแบบมาให้เล่นผ่านๆ ไปเท่านั้น อีกทั้งตัวเกมยังมี Story Telling ที่ช้าและน่าเบื่อมากๆ จนทำเอาผมอดทนเล่นให้จบๆ ไปไม่ได้ และยิ่งพอเล่นจบแล้ว ก็กลับรู้สึกเสียดายเวลาที่เล่นมันมาอีกด้วยซ้ำไปครับ ระดับความยาก ความท้าทายในเกมที่ไม่สูงอะไรมากใครๆก็สามารถเล่นได้ สิ่งเดียวที่ผมชอบในโหมดนี้ก็คือการออกแบบฉากที่ทำได้ดีจริงๆ สามารถบ่งบอกถึงความเป็นตัวเองของทั้งตัวเกม และทั้งอาณาจักรต่างๆได้ดีมากๆเลยล่ะ แต่มันก็ไม่มาลบข้อเสียในด้านอื่นๆที่แย่ไปซะหมดหรอกนะ


For “Dishonored”


จุดเด่นหลักๆ ที่ผมคิดว่าเป็นเพียงสิ่งเดียวของ For Honor นั้นก็คือระบบ Gameplay ในเกมนี่ล่ะครับ เพราะผมติดใจจนมีความคิดที่อยากจะชื้อตัวเกมพร้อม Season Pass หลังจากได้ลอง Beta Test ก็เพราะเจ้า Gameplay นี่ล่ะ สำหรับในเกมนี้การต่อสู้ระหว่างผู้เล่นกันเองนั้นจะไม่เหมือนกับเกม Action Fighting เกมอื่นๆ ทั่วไป ตัวเกมจะให้ความรู้สึกคล้ายๆกับ Dark Soul ที่มีการใช้ค่า Stamina เป็นค่าหลักในการกระทำทุกๆอย่างของผู้เล่น ผสมรวมกับ Street Fighter ที่จะต้องรู้จักการหาจังหวะเข้าโจมตี และ Block การโจมตีจากทิศทางต่างๆ นั้นเองครับ

“การดวลแบบ 1 ต่อ 1”

เมื่อผู้เล่นทั้ง 2 คนมาปะทะกัน ผู้เล่นมีทางเลือกที่จะเข้าสู่โหมด Duel โดยการกด Lock Target เป้าหมาย หรือจะไม่ Lock Target ก็ได้ตามใจชอบ แลกกับการที่การบังคับตัวละครจะเปลี่ยนไป รวมไปถึงไม่สามารถป้องกันการโจมตีได้อย่างอิสระ แต่จะทำให้เรามีอิสระในการบังคับตัวละครมากขึ้นครับ เมื่อเราทำการ Lock Target เป้าหมายแล้ว มุมกล้องจะซูมให้เราเห็นตัวละครของเราเอง และเป้าหมายอยู่เต็มหน้าจอตลอดเวลา ทุกครั้งๆที่เป้าหมายโจมตีเข้ามา เราจะสามารถ Block การโจมตีนั้นได้ทั้งหมด 3 ทิศทาง โดยการขยับอนาล็อกขวา (บน,ซ้าย,ขวา) ไม่สามารถ Block จากข้างหลังได้ แน่นอนว่าการโจมตีก็สามารถทำได้จาก 3 ทิศทางเช่นกัน ยกเว้นว่าระหว่างการดวลกันนั้นจะมีใครที่ไหนไม่รู้วิ่งมาฟันเราจากข้างหลัง แบบนั้นก็รับสภาพไปนะครับ

“ลูกสมุนพวกนี้ก็เป็นปัญหานะ”

ในการ Dual กันนั้นนอกจากว่าผู้เล่นทั้งสองฝ่ายจะต้องต่างคนต่าง Block การโจมตี หรือหาจังหวะเข้าไปโจมตีด้วยแล้ว ก็ยังมีการใช้ “ท่าทาง” หรือ Move Set ต่างๆ เพื่อช่วยให้เราชนะอีกด้วย ในเกมนี้เราจะสามารถเลือกตัวละครมาได้เล่นทั้งหมด 12 ตัว โดยแบ่งเป็นฝ่ายละ 4 ตัว โดยในตัวละครแต่ละตัวก็จะมีจุดเด่น จุดด้อยที่แตกต่างกันออกไป รวมไปถึง Skill และ Move Set นั้นเองครับ น่าประทับใจที่การออกแบบตัวละครในเกมนี้สามารถทำมาได้อย่างสมดุลดีมากๆ อีกทั้งยังเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบเล่นแนวทางเฉพาะอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นผมที่ชอบเล่นตัวละครสายทำ Damage อย่างรุนแรง และรวดเร็ว แลกมากับพลังป้องกันและพลังชีวิตที่น้อยนิด แต่เพื่อนๆ ผมนั้นจะชอบเล่นตัวละครที่เคลื่อนไหวได้ไม่เร็วมาก Damage ก็ไม่รุนแรง แต่ก็มีเกราะที่สามารถ Block การโจมตีจากทุกทิศทางได้ งานนี้ใครชอบเล่นสายไหน ก็เลือกกันได้ตามใจชอบเลยครับ

“บอกเลยว่ารอดยาก”

จนเมื่อผมเล่นมาได้สักพัก ก็พบเจอกับปัญหาเข้าจนได้ครับ ถึงแม้มันจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ก็ตามเถอะ โดยตามพื้นฐานแล้ว เกมนี้ถูกออกแบบมาสำหรับการดวลกันแบบ 1 ต่อ 1 อยู่แล้ว และแน่นอนว่าในเกม Multiplayer แบบนี้ ผู้เล่นทุกคนย่อมทำทุกอย่างเพื่อให้ชนะอยู่แล้วครับ มันจึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “การรุม” ในเกมที่ขึ้นชื่อว่า “Honor” แบบนี้นั้นล่ะครับ ผมประสบปัญหานี้บ่อยมาก ขณะที่กำลังดวลอยู่ จนใกล้จะชนะแล้ว ก็มีไอ่บ้าที่ไหนไม่รู้ วิ่งมาพร้อมกับเอาขวานสับหัวผมซะจนเหวอ ถึงแม้จะไปว่าคนอื่น แต่ตัวผมเองก็ใช่ย่อย เพราะเจอใครที่เสียเปรียบอยู่ขณะดวล ก็วิ่งไปแจมด้วยตลอด และดูเหมือนว่าทาง Ubisoft ก็น่าจะรู้ถึงพฤติกรรมการเล่นเกมของพวกเราเป็นอย่างดี ตัวเกมก็เลยใส่ระบบที่เรียกว่า Revenge Mode หรือเข้าใจง่ายๆว่า โหมดระเบิดพลังนั้นแล่ะ

“เกิดมันใช้ระเบิดพลังมาละก็ ตายคู่แน่ๆ”

โดยเจ้าโหมดนี้จะช่วยให้เราพลิกสถานการณ์ จากการโดนรุมฆ่า เป็นฆาตกรรมหมู่แทน เมื่อผู้เล่นโดนโจมตีจากหลายทิศทาง หรือโดนเป้าหมายรุม เกจ Revange ก็จะสะสมขึ้นเรื่อยๆจนเต็ม เมื่อผู้เล่นเปิดใช้โหมด Revange นี่แล้ว มันจะทำให้ตัวละครของผู้เล่นมีพลังชีวิตที่เพิ่มขึ้น มาพร้อมกับพลังโจมตี และพลังป้องกันที่สูงขึ้นจนสามารถจัดการศัตรูที่มารุมเราได้หมดในคราวเดียวเลยล่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของตัวผู้เล่นเอง และสถานการณ์หลายๆอย่าง ณ เวลานั้นครับ อย่างไรก็ตาม ตัวผมเองก็ยังคงคิดว่า ไอ่การรุมกันแบบนี้ มัน Dishonored จริงๆ ถึงขั้นที่ระบบ Trophy หรือ Achievement ในเกมยังมีการนับจำนวนครั้งที่ฆ่าเป้าหมายในแบบ “Honor” ได้สำเร็จอีกด้วยล่ะ (ฮ่ะๆ)

“Super Smash Honor !!”

นอกจากนั้นแล้วอีกสิ่งนึงที่เป็นเหมือนหัวใจหลักของโหมด Multiplayer เลยก็คือโหมดการเล่นครับ โดยในเกมนี้จะมีโหมดมาให้เราเลือกเล่น 5 โหมดด้วยกัน ประกอบไปด้วย

  • Dominion: เป็นโหมดปะทะกัน 4 ต่อ 4 โดยที่ผู้เล่นแต่ละทีมจะต้องไปทำการยึดพื้นที่ตามจุดต่างๆในแผนที่ โดยทีมที่ยึดได้ก็จะได้แต้มเรื่อยๆไปตลอด จนกว่าจะมีอีกทีมมายึดแทนได้ โดยถ้าหากทีมไหนทำแต้มได้ถึง 1000 แต้มก่อน ทีมนั้นๆ จะต้องทำการฆ่าผู้เล่นฝั่งตรงข้ามให้หมดพร้อมกัน 4 คนถึงจะเป็นผู้ชนะครับ โหมดนี้ส่วนตัวแล้วผมชอบมาก มันให้ความรู้สึกคล้ายๆ Battlefield ผสมกับ Dota เลยล่ะ
  • Duel: โหมดปะทะกัน 1 ต่อ 1 ความหมายก็ตายตัวเลยครับ จะเป็นการ Duel กันระหว่างผู้เล่นสองคน หากผู้เล่นคนไหนชนะการดวล ก็จะได้แต้ม หากถึงแต้มที่กำหนดก่อนก็จะเป็นฝ่ายชนะ Match นั้นๆไป ยกตัวอย่างชนะด้วย 3 ใน 5 แต้ม
  • Brawl: พื้นฐานแล้ว โหมดนี้ก็เหมือนกับโหมด Duel ทุกประการครับ แต่จะต่างกันที่จะเป็นการดวลกันแบบ 2 ต่อ 2 นั้นเอง
  • Skirmish: เป็นโหมดย่อยครับ โดยโหมดนี้จะคล้ายๆ กับ Dominion แต่จะตัดการยึดจุดต่างๆในแผนที่ออกไป แต่ตัวเกมจะคิดแต้มจากการฆ่าศัตรูนั้นเองครับ โดยทีมใดที่ทำแต้มได้ถึงที่กำหนดไว้ ทีมนั้นๆ ก็ต้องทำการฆ่าศัตรูทั้งหมดพร้อมกัน 4 คนเพื่อที่จะเป็นฝ่ายชนะครับ
  • Elimination: เป็นโหมดย่อยอีกเช่นกัน โดยโหมดนี้จะคล้ายๆกับ โหมด Duel และ Brawl ครับ แต่ครั้งนี้จะเป็นการดวลพร้อมกัน 4 คน เลยทีเดียว

ทีนี้เรามาพูดถึงระบบ The Faction War กันบ้างครับ โดยเจ้าระบบนี้เปรียบเสมือนเป็นการวัดแต้มเอาจากฝ่ายต่างๆ ภายในเกม ที่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายนึงมีแต้มที่สูงที่สุด ก็จะชนะใน Season นั้นๆไป อย่างที่ทราบกันว่าในเกม For Honor นั้นตัวเกมจะเปิดโอกาสให้ผู้เล่นเลือกเข้าร่วมฝ่ายใดฝ่ายนึงใน 3 ฝ่าย โดยการเลือกฝ่ายนั้นไม่มีผลต่อการเลือกตัวละครเล่นอย่างใดครับ

“ผมอยู่ฝ่ายซามูไร ดันมันเข้าไป !!”

ในทุกๆ ครั้งหลังจบ Match ผู้เล่นจะสามารถ Deploy War Assets ไปอย่างพื้นที่ส่วนต่างๆ ภายในเกมได้ โดยการ Deploy War Assets นั้นก็คือการส่งกำลังเสริมไปช่วยสนามรบต่างๆภายในแผนที่นั้นเอง ถ้าหากฝ่ายใดมีจำนวนคนที่เยอะกว่า ฝ่ายนั้นก็จะเป็นฝ่ายยึดพื้นที่นั้นได้แทน หรือเราจะส่งกำลังเสริมป้องกันไปช่วยพื้นที่ ที่กำลังโดนโจมตีอยู่ได้ ในส่วนนี้จะคล้ายๆกับ Board Game ครับ โดยกำลังที่เราส่งไปนั้นจะมีมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ Match นั้นๆที่เราเล่นจบครับว่า ทำคะแนนได้ดีแค่ไหน และอย่างที่บอกครับว่าเราสามารถ Deploy War Assets ได้หลังจบ Match เท่านั้น แน่นอนครับว่าตัวเกมจะมีการจัดลำดับ โดยนับเอาจากฝ่ายที่ยึดพื้นที่ได้มากที่สุดเป็นฝ่ายชนะ Season นั้นๆไป โดยตัวเกมจะมีระยะเวลาบ่งบอกที่ชัดเจนแน่นอนครับเหลือเวลาอีกกี่วัน ของรางวัลก็คงหนีไม่พ้นเรื่องชุดอุปกรณ์ต่างๆนั้นเอง


For “Peer-to-Peer”


ข้อตั้งเป็นหัวข้อหลักๆ เลยนะครับ กับระบบ Peer-to-Peer หรือย่อสั้นๆว่า p2p ในเกม For Honor นั้น ทาง Ubisoft ได้ตัดสินใจนำเอาระบบ p2p มาใช้ด้วยเหตุผลที่ผมคิดได้เพียงอย่างเดียวก็คือการ “ลดต้นทุน” และนั้นนำมาซึ่ง ความพินาศ ที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดใดๆได้ นอกจากความรู้สึกที่แย่เสียจนอยากจะลบเกมทิ้ง หรือไปเล่นเกมอื่นจริงๆครับ ก่อนอื่นผมจะอธิบายเพิ่มเติมนิดนึงว่าไอ่ระบบ p2p นี่มันคืออะไร และมันแตกต่างจากระบบ Dedicated server ที่นิยมใช้กันอยู่ยังไง

“……………”

พูดให้เข้าใจในภาษาเกมเมอร์แล้ว ระบบ P2P นั้นเป็นระบบที่ตัวเกมจะทำการ Matchmaking โดยมันจะทำการจับคู่ผู้เล่นที่ Matchmaking อยู่ด้วยกันอยู่ในระยะทางใกล้ๆกัน และเมื่อได้ผู้เล่นที่เพียงพอแล้ว ตัวเกมก็จะสร้าง Session ขึ้นมา และจับเอาคนที่อยู่กึ่งกลางทั้งหมดทุกคนในห้อง เป็น Host ครับ โดยระบบนี้มีข้อดีคือ ไม่ว่าเกมจะผ่านไปนานอีกร้อยวันพันปีแค่ไหน Server Multiplayer ก็จะไม่มีวันตาย (ก็มันไม่มี Server) และก็ยังคงมีเพื่อนเล่นด้วยกันอยู่ตลอด หากในช่วงนั้นยังพอมีคนหลงเหลือละก็นะ ส่วนข้อเสียก็คือ มันจะทำให้เกมในขณะนั้น ไม่มีความเสถียรภาพเลยครับ ลองคิดดูว่า หากเราดวงซวยไปเจอ Host ที่เน็ตไม่ดี หรือกำลังโหลดบิท แบบนี้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาเลยก็คือแลคจนเล่นไม่ได้กันทั้งห้อง หรือเล่นว่าอยู่ดีๆ Host คนนั้นเกิดออกมากลางเกม ก็อาจจะพบเจอกับปัญหาที่ตัวเกมจะ Sync ไม่ทัน หรือมีอาการค้างระหว่างเล่น ดีไม่ดีก็อาจจะเด้งออกจากเกมเลยก็เป็นได้ ยังไม่นับรวมกับระบบ Nat Type เจ้าปัญหาที่ทำให้คนเล่นเกมนี้ไม่ได้เลยก็มี ระบบนี้เราจะเห็นบ่อยๆในเกมอย่าง Call of Duty ครับ แน่นอนว่าตัวผมเองก็ไม่ Happy สุดๆเลยล่ะ

“กำลังดวลกันอยู่ เจอแบบนี้เข้าไป มีร้องกันบ้างล่ะ”

ส่วนระบบ Dedicated server นั้นก็จะทำงานคล้ายๆกับ p2p แต่มันจะแตกต่างกันตรงที่ว่า เมื่อทำการ Matchmaking จนได้ผู้เล่นที่ครบแล้ว ตัวเกมก็จะส่งผู้เล่นทั้งหมด ไปยัดใส่ไว้ใน Server ที่มีเอาไว้รองรับให้อยู่แล้ว ระบบนี้จะเห็นได้ใน Dota 2,CSGO หรือแม้แต่เกมของ Ubisoft เองอย่าง Rainbow Six Siege ก็ยังใช้ระบบนี้ ผมก็ไม่เข้าใจว่าแล้วทำไม For Honor ถึงต้องมาใช้ไอ่ระบบ P2p ตกยุคแบบนี้กันด้วยนะ อย่างไรก็ตามระบบ Dedicated server นั้นก็มีข้อเสียอยู่ ยกตัวอย่างเช่นวันดีคืนดี Server เกิดล่มขึ้นมา ก็ทำเอาเล่นไม่ได้ หรือถ้าวันนั้นทางค่ายเกม Shutdown Server ขึ้นมาล่ะก็ มีร้องไห้เสียใจกันแน่ๆ

“หยุดทีเถอะ !!”

เอาล่ะ กลับมาต่อกันที่ For Honor ครับ อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่าเกมนี้ใช้ระบบ p2p แน่นอนครับว่ามันจะตามมาด้วยปัญหา ตลอดการเล่นของผมในทุกวัน ทุกเวลา ผมจะต้องเจอกับปัญหามากกว่า 1 ครั้งตลอด และปัญหาหนักที่สุดเลยก็คือ เมื่อเกมเริ่ม แต่ยังไม่ทันได้เล่น มี Host ออกจากเกมกลางคัน ทำให้ตัวเกมค้างไปเลย ไม่สามารถทำอะไรได้ จนผมจะต้องกดปิด Close Application และเข้าเกมใหม่เท่านั้น ยังไม่รวมปัญหาจุกจิกอย่างอื่น ที่ผมไม่สามารถ Online กับเพื่อนที่ Nat Type เป็นสีแดง ไหนจะเรื่องที่ตัวเกมนั้นมีอาการค้าง และ Sync Match ใหม่ตลอดเมื่อ Host ออกจากเกม มันทำเอาอารมณ์เสียสุดๆไปเลยล่ะ


For “Microtransaction”


เอาล่ะครับ ในที่สุดเราก็มาถึงจุดที่แย่ที่สุดของเกมนี้กันเสียที ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าไอ่ระบบ Microtransaction หรือพูดง่ายๆ ว่า ระบบการใช้จ่ายเงินในเกมโดยใช้เงินจริง เป็นสิ่งที่ฮิตมากๆ ในวงการเกมยุคนี้ เห็นได้จากหลายๆเกมที่ใช้โมเดลการตลาดแบบนี้ แล้วประสบความสำเร็จทั้งผู้เล่น และทางค่ายเอง ยกตัวอย่างเช่น Dota 2, CSGO, H1Z1, Path of Exile เกมเหล่านี่ล้วนแต่เป็นเกมที่ประสบความสำเร็จในด้าน Microtransaction กันทั้งนั้น แต่ไม่ใช่กับ For Honor ครับ

“ระบบ Progression เจ้าปัญหา”

ก่อนอื่นอย่างที่ทุกคนทราบกันว่า For Honor นั้นเป็นเกมที่จะต้องชื้อมาเล่นในราคา 60 ดอลลาร์ จนทำให้ทุกคนคงเกิดความสงสัยขึ้นว่า เราจ่ายไป 60 ดอลแล้ว ต้องจ่ายอะไรในเกมเพิ่มอีกหรอ จริงๆ แล้วผู้เล่นไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่มก็ได้นะครับ แต่หลายๆ อย่างในเกมมันบีบบังคับมากเสียจนน่าหงุดหงิดจริงๆ

เริ่มต้นจากการที่ตัวเกมนั้นมีตัวละครให้เลือกเล่นถึง 12 ตัว แต่ผู้เล่นไม่จะสามารถเล่นตัวละครนั้นๆได้ “เต็ม” ความสามารถทุกตัวตั้งแต่เริ่มต้น ผู้เล่นจะต้องทำการเล่นตัวละครนั้นไปเรื่อยๆ เพื่อเก็บเลเวลไปจนปลดล็อคท่าทางและสกิลใหม่ๆ รวมไปถึงชุดและอุปกรณ์ใหม่ๆ ในเกมที่มีใช้เลือกใช้กัน โดยเจ้าเกมนี้นอกจากเลเวลของตัวละครแล้ว ก็ยังมีเลเวลของอุปกรณ์ที่สวมใส่อีกด้วย แน่นอนครับว่าหากผู้เล่นเลือกไปใช้ตัวละครอื่น ทั้งเลเวลและอุปกรณ์ของตัวเก่า ก็ไม่ตามมาด้วยนะครับ ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ 1 กันเลยล่ะ

“ระบบ Champion Status ทำให้การเก็บเลเวล กับแต้มง่ายขึ้น เรียกง่ายๆ VIP”

ปัญหาแรกเลยก็คือ ตัวเกมเปิดมาผู้เล่นจะสามารถเลือกเล่นตัวละครได้แค่ 3 ตัวเท่านั้น โดยจะปลดล็อคตัวละครตัวอื่นๆได้ โดยใช้แต้มเหรียญที่เก็บได้จากการจบ Match ในเกมแลก โดยจะได้ประมาณ 50-60 แต้ม การปลดล็อคตัวละครแต่ละตัวนั้น จะใช้แต้มทั้งหมด 500 แต้มครับ เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อเราปลดล็อคมาแล้ว ตัวเกมก็ยังมีระบบ Scavenger Crates หรือเข้าใจกันง่ายๆว่าการเปิดกล่อง โดยจะมีทั้ง Basic Pack ราคา 300 แต้ม Armor Pack และ Weapon Pack ราคา 400 แต้ม Premium Pack ในราคา 500 แต้ม โดยในแต่ละ Pack ก็จะเป็นการสุ่มเปิดลุ้นรับ Item ต่างๆที่เอามาใช้ได้ในตัวละครนั้นๆที่เราเลือกใช้อยู่นะครับ ย้ำอีกครั้งว่า ตัวละครที่เราเลือกใช้อยู่ และยังมีการ Upgrade อุปกรณ์ที่ต้องใช้แต้มเหรียญจำนวนมากเป็นตัวแปรอีก อีกทั้งยังมีพวกชุด Costume ใหม่ๆ ที่มีราคาสูงถึงหลักพันกันเลยทีเดียว ก็ลองคิดดูนะครับว่า 50-60 แต้มต่อเกม มันจะเพียงพอกันไหม

“Happy กันถ้วนหน้า”

ปัญหาที่สองเลยก็คือ อย่างที่ผมกล่าวไว้ตอนแรกว่า ตัวเกมมีระบบ Progression ที่แย่มากๆ ตรงจุดนี้ผมจะมาพูดถึงระบบนั้นกันครับ อย่างที่ทราบกันว่าเราจะสามารถเก็บเลเวลตัวละครได้ตามตัวที่เล่นเท่านั้น หากเราย้ายไปเล่นตัวอื่น ก็ต้องมาเก็บเลเวลกันใหม่หมด ตรงนี้จะทำให้เกิดการ grind และเบื่อขึ้นมาได้ครับ ลองคิดดูนะทั้งๆที่ตัวเกมมีตัวละครให้เลือกเล่นถึง 12 ตัว แต่เราจำเป็นต้องเลือกตัวใดตัวนึงเล่น เพื่อเลเวลที่สูงขึ้น และปลดล็อคสกิลใหม่ๆ หากย้ายไปเล่นตัวอื่นก็ต้องเสียแต้ม 500 เพื่อปลดล็อค แถมต้องมาเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ 0 อีกด้วย

แน่นอนครับว่าปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เมื่อเราจ่ายเงินให้กับ Ubisoft ครับ 30 ดอลเพื่อปลดล็อค Skill Progression ของตัวละครตัวและสกิลทั้งหมด และ 5 ดอล เพื่อแต้มเหรียญ 5,000 แต้มกับเกมเต็มราคา 60 ดอลลาร์ ผมจะไม่บ่นเรื่องนี้เลย หากเกมนี้มันเป็น Free 2 Play ล่ะก็นะ


For “Performance”


“งาม …”

ในด้านของกราฟฟิคถือว่าเป็นข้อดีอีกอย่างนึงของเกมที่ผมมองว่ามันทำมาได้ดีจริงๆครับ อีกทั้งไม่ว่าจะเป็นงาน Art งานออกแบบ หรืองานหลักภายในเกม ที่ทำมาได้ดีเสียเหลือเกิน ในส่วนนี้รวมไปถึง Animation ท่าทางของตัวละครที่ออกแบบมาได้สมจริง ดูมีน้ำหนัก และมี Impact มากๆในการเล่น แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังพบเจอกับปัญหาอยู่บ้างเล็กน้อย ตัวเกมที่ผมใช้เล่นนั้นเป็นเวอร์ชั่น Playstation 4 ซึ่งปัญหาที่ผมพบเจอก็คือปัญหาสุด Classic ก็ Console เลยก็คืออาการ เฟรมเร็ตตกที่สำหรับใน PS4 นั้นเรียกได้ว่า ตกแบบน่าเกลียดสุดๆมาก แต่ก็แลกมาพร้อมกับการที่ตัวเกม Run ภาพที่ Full HD 1080p และมี Multisample AA*2 แน่นอนครับว่าจำกัดไว้ที่ 30FPS ต่อวินาที แต่อย่างไรก็ตาม จากคำบอกเล่าของเพื่อนๆผมที่ได้เล่นในเวอร์ชั่น PC ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าตัวเกม Optimize มาค่อนข้างดี ไม่กินสเป็คมากจนเกินไป ทำเอาผมอิจฉาเลยล่ะ


สรุปแล้ว For Honor เองก็เป็นอีกหนึ่งเกมจาก Ubisoft ที่ผมคิดว่ามันทำมาได้ไม่ดีนักในเรื่องของการตลาด หรือการจัดการเสียเท่าไร แต่โดยรวมแล้วมันก็เป็นเกมที่มี Gameplay การเล่น Multiplayer ที่ดีมากๆเกมนึงเลยล่ะครับ หากนำเอามาเล่นกับเพื่อนๆแล้ว มันจะสนุกมากๆเลยล่ะ ถึงแม้ตัวเกมมันจะมี โหมดเนื้อเรื่องที่ไม่ดี ระบบ Online ที่ห่วย ระบบ Progression ที่แย่ หรือ Microtransaction เจ้าปัญหาก็ตามเถอะ

ส่วนใครที่กำลังคิดว่าจะชื้อมาเล่นดีไหม กับเกมราคา 60 ดอลลาร์ ที่เน้นระบบ Multiplayer กับ ระบบ Microtransaction

“ถ้าถามผมคงบอกได้คำเดียวครับว่า ไม่ 50% กับ 75% ก็แล้วกันนะสำหรับเกมนี้”

แสดงความคิดเห็น

Games

[รีวิวเกม] Bayonetta 2 สาวแว่นกลับมาโหดอีกครั้งบน Nintendo Switch

Review เกม Bayonetta 2 มาแล้ว !!

Published

on

For Honor

For Honor
6.3

GAMEPLAY

8.5/10

GRAPHICS

9.0/10

STORY

4.0/10

SOUND

8.0/10

VALUE

2.0/10

จุดเด่น

  • Gameplay ที่สนุก เหมาะสำหรับการเล่นหลายคนเป็นอย่างมาก
  • การออกแบบฉากที่ดี มีกราฟฟิคสวยงาม
  • มีจุดมุ่งหมายในการเล่นต่อไป หรือมีความ Addict สูงนั้นเอง
  • ตัวละครที่หลากหลาย เหมาะสำหรับผู้เล่นทุกแนว
  • เล่นกับ Bot/AI ได้

จุดสังเกต

  • ระบบ Microtransaction
  • ระบบ Online Peer-to-Peer
  • บังคับต่อ Internet ตลอดเวลา ถึงแม้จะเล่น Story Mode หรือ Bot/AI ก็ตาม

หากพูดถึงเกมแอ็คชั่นที่สนุกมันส์สะใจแล้ว ต้องมีรายชื่อเกม Bayonetta อยู่แน่ เพราะในภาคแรกถือว่าสร้างตำนานและทำให้ชื่อของค่าย Platinum Games เป็นที่รู้จัก แต่หลังจากนั้นภาคต่อของมันออกเฉพาะเครื่อง WiiU เพราะปู่นินออกเงินทุนสร้างให้ ทำให้มันหมดโอกาสออกบนเครื่องเกมอื่นนอกจากเครื่องเกมของนินเทนโด

เกริ่นนำ

และเป็นที่มาของการขุดเอาของเก่ามาขายใหม่อีกครั้งใน Bayonetta 2 (และภาคแรก) ที่กลับมาขายใหม่บน Nintendo Switch ที่ปู่นินยอมลงทุนพอร์ตมาลง เพราะในช่วงต้นปี 2018 ยังไม่มีเกมดังๆ ออกวางขาย และถือเป็นโอกาสดีเพราะต้นฉบับออกบน WiiU คอนโซลที่ล้มเหลวในแง่ยอดขายทำให้เชื่อว่ามีคอเกมหลายคนยังไม่เคยเล่นแน่ ส่วนใครเคยเล่นเวอร์ชั่น WiiU ก็ถือว่าได้เล่นในรูปแบบที่เราเอาไปเล่นนอกบ้านได้ด้วย

กราฟิก

การย้ายบ้านมาบนคอนโซลลูกผสมอย่าง Nintendo Switch ซึ่งสเปกก็ไม่ได้แรงมากมายอะไรทำให้กราฟิกในเกมเหมือนเดิมแทบจะ 100% ความละเอียดของเกมจะอยู่ที่ 720p ทั้งแบบต่อทีวีและแบบพกพา ฟังดูธรรมดาแต่มันกลับดูดีอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเกมจัดเต็มไปด้วยรายละเอียดของตัวละครและฉากที่ออกแบบมาอย่างดีตั้งแต่ต้นฉบับอยู่แล้ว และที่น่าประทับใจมากคือเฟรมเรตในเกมที่ลื่นไหลขึ้นกว่าเดิม ซึ่งปรกติบน WiiU ก็มีเฟรมเรตระดับ 60 FPS อยู่แล้วแต่พอเล่นจริงๆบน WiiU ก็มีอาการเฟรมเรตร่วงอยู่ แต่บน Switch ทุกอย่างถูกแก้ไขให้ลื่นไหลขึ้นแล้ว โดยรวมในส่วนของกราฟิกทำได้ดีขึ้นในส่วนของเฟรมเรตนอกนั้นเหมือนเดิม

เพลงประกอบ

ดนตรีประกอบในเกมยังคงเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพราะมันเป็นการพอร์ต แต่ระบบเสียงของเดิมก็ถือว่าทำได้ดีอยู่แล้ว การมาอยู่บนคอนโซลใหม่ก็ยังยอดเยี่ยมเหมือนเดิม โดยมีทั้งเพลงที่ระทึกใจเหมือนกับได้ชมภาพยนตร์แอ็คชั่น อีกทั้งเสียงประกอบและเสียงพากย์ก็จัดเต็มและช่วยเสริมให้เกมดูสนุกน่าติดตาม โดยเฉพาะเสียงพากย์ของสาวแว่นบาโย ที่ดูยั่วยวนอย่างมาก

เนื้อเรื่อง

เรื่องราวของเกมจะเริ่มต่อจากภาคแรก ที่สาวแว่นของเราต้องออกไปต่อสู้กับเทพ รวมทั้งปีศาจที่มีความโหดกว่าภาคแรก เพื่อออกตามหาวิญญาณของคู่หูสาว Jeanne ที่ถูกดึงลงนรก การนำเสนอเรื่องราวในเกมอยู่ในระดับดีเหมือนกับการชมภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ที่ดึงให้ผู้เล่นอินไปกับเรื่องราวที่ยังคงเข้มข้นเหมือนกับภาคแรก และยังมีจุดหักมุมและตัวละครใหม่ที่เพิ่มความโหดจนสาวแว่นรับมือได้ยากกว่าเดิม

เกมเพลย์

รูปแบบการเล่นยังคงเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนสาวแว่นของเรายังคงมาในรูปแบบเกมแอ็คชั่นความเร็วสูง ที่แทบไม่มีจุดที่ให้ผู้เล่นหยุดพักหายใจกันเลย เกมเน้นการทำคอมโบต่อเนื่อง ที่ยังมีอาวุธระยะประชิดเช่นดาบ และอาวุธประเภทยิงเช่นปืน ที่ผู้เล่นสามารถสลับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นคอมโบที่หลากหลายอย่างมาก และในภาคสองจะมีประเภทอาวุธที่หลากหลายทำให้เกมสนุกกว่าภาคแรก

อีกความโดดเด่นของสาวแว่นคือท่าไม้ตาย witch time ก็ยังคงทำหน้าที่ได้ดีโดยเมื่อเรากดท่าหลบหลีกการโจมตีของศัตรูแล้วจะเกิดภาพ Slow Motion และทำให้เราใช้ท่าสวนกลับได้อย่างรวดเร็ว และยังมีท่าสุดโหดอย่าง Climax ที่เรียกเอาเครื่องทรมานออกมาจัดการศัตรูด้วยความโหดแบบสุดๆแบบที่ชิ้นส่วนอวัยวะกระจายกันเลย โดยผ่านการกดปุ่มตามจังหวะที่เรียบง่ายแต่ลงตัวและสนุกเหมือนเดิม แน่นอนว่าแม้ภาคนี้สาวแว่นของเราจะผมสั้นแต่ก็ยังมีท่าที่ใช้เส้นผมเพื่อกำจัดศัตรูและเรียกปีศาจออกมาต่อสู้กับศัตรูได้เหมือนเดิม

นอกจากเกมเพลย์แบบปรกติแล้วเกม Bayonetta2 ถือว่ามีรูปแบบที่หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแปลงร่างที่ในภาคสองเราสามารถแปลงร่างได้มากกว่าเดิม เช่นสาวบาโยของเราจะเปลี่ยนร่างเป็นงูและลงไปว่ายในฉากที่เต็มไปด้วยน้ำได้ และยังมีการบังคับหุ่นยักษ์เพื่อต่อสู้กับศัตรูในฉากได้ ส่วนบอสในเกมก็อลังการงานสร้างไม่ว่าจะเป็นตัวเล็กและประเภทตัวใหญ่ยักษ์ที่การรับมือมันไม่ง่ายแน่นอน

ความคุ้มค่า

แน่นอนว่ามันเป็นเกมพอร์ต ทำให้หลายคนมีคำถามว่ามันจะคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งหากคุณไม่เคยมีเครื่อง WiiU มาก่อนและไม่เคยเล่น Bayonetta 2 ถือว่าคุ้มค่ามากๆเพราะมันคือหนึ่งในสุดยอดเกมแอ็คชั่นแห่งยุค ที่ทั้งสนุกลงตัวแบบไม่มีที่ติ และข่าวดีสำหรับคนที่ซื้อคือในตลับเกมจะมีรหัสดาวน์โหลด Bayonetta ภาคแรกมาให้เล่นด้วย ส่วนใครอยากได้แบบแยกภาคก็มีขายแบบดาวน์โหลดด้วยเช่นกัน ทำให้แม้ว่ามันจะเป็นเกมพอร์ตแต่การที่ได้มาสองภาคในราคาเดียวถือว่าคุ้มค่ามาก

สรุปโดยรวมแล้วหากคุณเป็นเจ้าของ Nintendo Switch เกม Bayonetta 2 (และภาคแรก) ถือว่าเป็นทางเลือกที่คุ้มเงินทุกบาทที่เสียไปแน่นอน และในช่วงนี้ปู่นินดูเหมือนยังไม่ได้เร่งออกเกมฟอร์มดีมากเท่ากับปีที่แล้ว ทำให้เราอาจมีทางเลือกไม่มากนัก และภาค 2 ยังคงเป็นเกมที่หาเล่นได้เฉพาะบนคอนโซลของนินเทนโดเท่านั้น ถือเป็นอีกเกมที่แฟนปู่นินควรมีไว้ติดเครื่อง

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[รีวิวเกม] Radiant Historia Perfect Chronology เกม RPG ย้อนเวลาฉบับภาษาอังกฤษ

Review เกม Radiant Historia Perfect Chronology บน 3DS มาแล้ว

Published

on

For Honor

For Honor
6.3

GAMEPLAY

8.5/10

GRAPHICS

9.0/10

STORY

4.0/10

SOUND

8.0/10

VALUE

2.0/10

จุดเด่น

  • Gameplay ที่สนุก เหมาะสำหรับการเล่นหลายคนเป็นอย่างมาก
  • การออกแบบฉากที่ดี มีกราฟฟิคสวยงาม
  • มีจุดมุ่งหมายในการเล่นต่อไป หรือมีความ Addict สูงนั้นเอง
  • ตัวละครที่หลากหลาย เหมาะสำหรับผู้เล่นทุกแนว
  • เล่นกับ Bot/AI ได้

จุดสังเกต

  • ระบบ Microtransaction
  • ระบบ Online Peer-to-Peer
  • บังคับต่อ Internet ตลอดเวลา ถึงแม้จะเล่น Story Mode หรือ Bot/AI ก็ตาม

หากจะพูดถึงค่าย Atlus แล้วแฟนเกมทั่วโลกคงจะคิดถึงเกมแนว RPG ขั้นเทพเพราะชื่อเสียงของเกม Persona และ Shin Megami Tensei ที่แม้อาจจะไม่ได้โด่งดังเท่ากับ Final Fantasy แต่ก็มีแฟนจำนวนมากรอติดตามที่จะเล่น ทำให้หากมีเกมแนว RPG จากค่ายนี้ออกวางขายมันจะถูกจับตามองในทันที

เกริ่นนำ

โดยล่าสุดกับการมาของเกม Radiant Historia Perfect Chronology สุดยอดเกม RPG บน 3DS ฉบับภาษาอังกฤษแม้จะถือว่าออกช้ากว่าฉบับญี่ปุ่นอยู่พอสมควร แต่การที่ 3DS มันล็อคโซนทำให้คนที่มีเครื่องโซนอเมริกายังไงก็ต้องรอ ทำให้การกลับมาอีกครั้งของเกม RPG ย้อนเวลาถือว่ายังคงน่าเล่น เพราะมันสร้างชื่อว่าเป็นเกมที่สนุกเกินคาดมาตั้งแต่สมัยออกบน Nintendo DS แล้ว และหากคุณไม่ทราบมาก่อนเกม Radiant Historia Perfect Chronology คือภาครีเมคของเกมเก่าที่เคยออกวางขายบน NDS มาแล้ว

กราฟิก

แม้ว่าตัวเกมจะขึ้นชื่อว่าเป็นการรีเมค Radiant Historia ที่เคยออกวางขายบน NintendoDS แต่การกลับมาบน 3DS ดูเหมือนกราฟิกจะไม่ได้อัพเกรดไม่มากนัก เพราะพื้นฐานยังคงเหมือนเดิม ตัวละครก็ยังคงเป็นดอทพิเซลที่เพิ่มความละเอียดมาเล็กน้อย ที่เห็นชัดๆเลยว่าเปลี่ยนคือฉากกว้างขึ้นเพราะขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น และเสริมด้วยคัทซีนที่เป็นการ์ตูนทั้งภาพนิ่งและอนิเมชั่นงามๆที่มีการลงทุนสร้าง และออกแบบงานศิลป์ตัวละครใหม่หมด ตรงจุดนี้เองทำให้เกมดูสดใหม่ขึ้น (ภาคต่อไปขอให้ออกบน Nintendo Switch นะ)

เพลงประกอบ

ดนตรีประกอบถือเป็นจุดเด่นมากเพราะได้คุณ Yoko Shimomura มาทำเพลงให้ซึ่งผลงานที่ผ่านมาของเธอมีทั้ง Final Fantasy 15 หรืองานคลาสสิกอย่าง Front Mission ทำให้มีเพลงที่โดดเด่นติดหูอยู่หลายเพลง แต่ที่ดูเหมือนเกินหน้าเกินตาเพลงประกอบคือเสียงพากย์ที่ใส่เข้ามาแทบจะทุกฉากสำคัญในเกม และข่าวดีสำหรับแฟนเกมที่ชอบเสียงพากย์ญี่ปุ่น เพราะในภาคนี้จะมีเสียงพากย์เดิมๆจากเวอร์ชั่นญี่ปุ่น แต่จะมีบทบรรยายและเมนูทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้เราสามารถสัมผัสความยอดเยี่ยมของการพากย์ต้นฉบับได้ไปพร้อมกับเข้าใจเรื่องราว

รูปแบบการเล่น

เกม Radiant Historia เกมแนว RPG เทิร์นเบส ที่โบราณสุดๆเพราะยังมีการเลือกใช้คำสั่งเพื่อโจมตี ใช้ท่าไม้ตาย หรือเติมพลัง แถมยังมีฉากต่อสู้แบบ 2D เหมือนกับ Final Fantasy ภาคเก่ายิ่งทำให้ดูเชย แต่เมื่อได้เล่นแล้วมันแทบจะไม่มีความเชยของเกม RPG ในอดีตเลยเพราะเกมเพลย์มีความเร็วสูงมาก สามารถสู้เสร็จเทิร์นภายในไม่ถึงนาที(ศัตรูธรรมดา) และการที่เป็นภาษาอังกฤษทำให้เราอ่านเมนูได้เข้าใจ และสามารถรู้ถึงคุณสมบัติของท่าไม้ตาย ซึ่งมันมีประโยชน์และจำเป็นมากต่อการเล่น

เพราะรูปแบบการต่อสู้จำเป็นต้องใช้ไม้ตายให้ถูกกับรูปแบบของฉากต่อสู้ ที่จะแบ่งเป็นช่องๆรวมทั้งหมด 9 ช่อง โดยศัตรูในเกมจะอยู่ตามช่องซึ่งผู้เล่นสามารถเลือกท่าไม้ตายให้ตรงศัตรูที่อยู่ในช่อง เราจะสามารถโจมตีโดนเป็นหมู่คณะได้ แน่นอนว่าเกมได้ใส่ท่าไม้ตายมาเพื่อใช้งานโดยเฉพาะเช่นท่าผลักหรือดึงให้ศัตรูมารวมกันเป็นกลุ่มแล้วอัดทีเดียวพร้อมกัน จุดนี้ผู้เล่นต้องคำนึงถึงและต้องใช้ให้ชำนาญเพราะมันจำเป็นมากต่อการเล่น

ส่วนฉากในเมืองและดันเจี้ยนในเกมจะนำเสนอด้วยมุมมองด้านบน ภาพในเกมดูเหมือนจะมีมิติแต่จริงๆแล้วมันก็คือเกม 2D มุมกล้องด้านบนที่ดูเข้าใจง่าย ฉากในเกมไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากและมีระบบ Map ที่ดีดูง่ายเมนูทำได้ดีและเมื่อมาแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วยิ่งเข้าใจง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก

แน่อนว่าเกมของค่าย Atlus ในยุคนี้ได้ใส่โหมดง่ายสำหรับมือใหม่ที่อยากลองเล่น ซึ่งในเกม Radiant Historia ก็มีมาให้เลือกที่นอกจากตัวเกมส่วนใหญ่จะง่ายแล้ว ในโหมดง่ายนี้เราจะสามารถโจมตีศัตรูโดยตรงในฉากแผนที่ได้ โดยไม่ต้องตัดเข้าฉากต่อสู้ทำให้การเก็บเลเวลทำได้รวดเร็วอย่างมาก แต่อาจดูเหมือนง่ายไปหน่อยจนเกมหมดสนุกแนะนำให้เลือกการเล่นแบบปรกติน่าจะดีกว่า

การย้อนเวลา

อีกจุดเด่นของเกม Radiant Historia คือการย้อนเวลา ที่เราจะสามารถไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดได้ โดยการย้อนเวลาจะทำได้ผ่านจุด Save ที่เป็นหนังสือ โดยจะแบ่งออกเป็น Timeline ที่ดูง่ายเราสามารถเลือกช่วงเวลาที่ต้องการจะกลับไปได้ แม้ว่าจะไม่ได้มีอิสระมากมายเพราะเกมล็อคไว้ว่าต้องกลับไปช่วงเวลาไหน แต่ก็มีทางแยกที่ให้เราเลือกเล่นเพื่อได้สัมผัสกับเรื่องราวที่แตกต่าง และเป็นจุดเด่นที่เหมาะมากสำหรับเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษทำให้เราทราบเรื่องราวและเหตุผลในการย้อนเวลามาแก้ไข

การแก้ปริศนา

การแก้ปริศนาในเกมมีการเล่นกับการย้อนเวลา เช่นการอัพเกรดตัวละครแล้วใช้ท่าใหม่ๆเพื่อเปิดทางไปต่อ เช่นเราลงไปฉากที่เป็นเหมืองในครั้งแรกแล้วไม่สามารถเข้าไปได้ ก็ให้เราย้อนเวลาไปเอาสกิลใช้ระเบิดแล้วย้อนกลับมา เราก็จะเข้าไปในเหมืองได้ แน่นอนว่าเราต้องย้อนไปมาเพื่อหาทางไปต่อกันตลอดทั้งเกม ส่วนนี้ทำให้เกมสนุกและแตกต่างจากเกมอื่น

เกมมีความยาวพอสมควรเพราะนอกจากเรื่องราวหลักที่เราต้องเล่นแล้ว ยังมีเควสย่อยอีกมากมายรอให้เราไปค้นหาอีกเพียบ หากคุณเป็นแฟนเกม RPG จากค่าย Atlus ถือว่าไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีคนสร้างเกมแนว RPG เทิร์นเบสแท้ๆแต่มีความหลากหลายในการเล่าเรื่องราว และมีความรวดเร็วในการเล่น ถือว่าเป็นเกมฟอร์มดีในยุคท้ายๆ ของเครื่อง 3DS แล้ว ซึ่งถ้าหากมันจะมีภาคต่อคงจะไปออกบน Nintendo Switch แน่นอน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[รีวิวเกม] Dissidia Final Fantasy NT (PS4) ตำนานไฟนอลฉบับเกมต่อสู้

Review เกม Dissidia Final Fantasy NT ตำนานเกมต่อสู้ของซีรีส์ไฟนอล มาแล้ว

Published

on

For Honor

For Honor
6.3

GAMEPLAY

8.5/10

GRAPHICS

9.0/10

STORY

4.0/10

SOUND

8.0/10

VALUE

2.0/10

จุดเด่น

  • Gameplay ที่สนุก เหมาะสำหรับการเล่นหลายคนเป็นอย่างมาก
  • การออกแบบฉากที่ดี มีกราฟฟิคสวยงาม
  • มีจุดมุ่งหมายในการเล่นต่อไป หรือมีความ Addict สูงนั้นเอง
  • ตัวละครที่หลากหลาย เหมาะสำหรับผู้เล่นทุกแนว
  • เล่นกับ Bot/AI ได้

จุดสังเกต

  • ระบบ Microtransaction
  • ระบบ Online Peer-to-Peer
  • บังคับต่อ Internet ตลอดเวลา ถึงแม้จะเล่น Story Mode หรือ Bot/AI ก็ตาม

สำหรับแฟนๆซีรีส์ Final Fantasy ถือว่าการได้สัมผัสตัวละครในตำนานในเกมรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ RPG ถือว่าเป็นความสนุกในฝันเพราะเป็นที่รู้กันว่าจุดเด่นของซีรีส์ ไฟนอลคือตัวละครที่โดดเด่น ที่สามารถครองใจผู้เล่นได้ ทำให้การมาของ Dissidia Final Fantasy NT บน PS4 น่าสนใจเกินหน้าเกินตารูปแบบการเล่นในทันที เพราะมันคือการรวมดาวตัวละครไฟนอลมาครบทุกภาคในรูปแบบเกมต่อสู้

เกริ่นนำ

เกม Dissidia Final Fantasy NT บน PS4 ต้นฉบับออกบนเกมตู้มาเป็นปีแล้ว แต่การที่มันเปิดให้เล่นในญี่ปุ่นก่อน ทำให้แฟนๆชาวไทยอาจจะไม่เคยเล่น ซึ่งหากย้อนไปไกลอีกหน่อยมันเคยออกบน PSP มาแล้วโดยเป็นการนำตัวละครไฟนอลมามัดรวมกันแล้วปรับเปลี่ยนแนวเป็นแอ็คชั่นต่อสู้แบบ 3 มิติที่มีความเป็น Final Fantasy ครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นกราฟิกและท่าไม้ตายที่อลังการงานสร้างรวมทั้งฉากและตัวละคร โดยในภาคใหม่จะได้ “ทีมนินจา” มาสร้างยิ่งน่าสนใจเพราะทีมนี้ถือว่าถนัดสร้างเกมแอ็คชั่นอยู่แล้ว

กราฟิก

กราฟิกในเกมอยู่ในระดับดี แม้มันไม่ได้สร้างจากค่าย Square Enix โดยตรงแต่ก็ถ่ายทอดความเป็น Final Fantasy ได้อย่างครบถ้วน แถมยังออกแบบตัวละครในตำนานที่มีมาตั้งแต่สมัยแฟมิคอม 8Bit มาเป็นตัวละครในเกมยุคใหม่ได้น่าสนใจโดยเฉพาะตัวละครคลาสสิกจากภาคสามที่มาในรูปแบบหลากหลายอาชีพ ส่วนเฟรมเรตของเกมก็ลื่นไหลดีแม้จะเล่นหลายคนในโหมดออนไลน์ก็ไร้อาการกระตุกต่างจากสมัยตัวเดโม

เพลงประกอบ

เพลงในเกมถือเป็นจุดเด่นอย่างมากเพราะมันเป็นการรวมฮิตเอาเพลงจากซีรีส์ Final Fantasy มารวมกันทุกภาค โดยมีเพลงในตำนานของหลายภาคที่ใส่มาแบบแทบไม่ได้ปรับเปลี่ยนเหมือนเป็นการเอาใจแฟนเกมไฟนอลทั้งรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่ ส่วนเสียงพากย์ในเกมก็จัดเต็มมากันทุกตัว โดยตัวละครดังๆในตำนานก็มีเสียงพากย์ที่เหมือนกับต้นฉบับด้วย นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถเปลี่ยนเพลงประกอบได้เองตามใจชอบด้วย

เกมเพลย์

รูปแบบการเล่นเป็นเกมแนวต่อสู้แบบ 3 ต่อ 3 ที่มีมุมกล้อง 3D แบบมองจากด้านหลังของตัวละคร ที่ผู้เล่นสามารถปรับเปลี่ยนได้เอง โดยแต่ละตัวละครจะมีความคล่องตัวสูงผู้เล่นสามารถใช้ท่าพุ่งตัวเข้าหาเป้าหมายอย่างรวดเร็วได้ ทำให้เกมเพลย์รวดเร็วเหมือนกับการต่อสู้แบบฉบับที่ซีรีส์ ไฟนอลใช้มาตลอด และเกมมีระบบโจมตีที่เป็นเอกลักษณ์ โดยมีทั้งแบบ Brave Attack ที่เป็นท่าไม้ตายที่รุนแรง และทำให้ทีมศัตรูเสียค่า Break Bonus และยังมีท่า HP Attack ที่เมื่อโจมตีทีมคู่แข่งจะส่งผลให้ค่า Break Bonus เพิ่ม

นอกจากนี้ยังมีท่าไม้ตายพิเศษที่แตกต่างของตัวละครที่เรียกว่า EX Skills ที่รับประกันความรุนแรง ที่นอกจากจะใช้เพื่อโจมตีคู่แข่งแล้วยังส่งผลกับสถานะของตัวละครเช่นเพิ่มพลังโจมตี , ป้องกัน หรือเติมพลัง และยังมีท่าที่ส่งผลกับทีมศัตรูเช่นพิษ หรือให้ตาบอดชั่วคราว และแน่นอนว่าซีรีส์ไฟนอล ต้องมีมนต์อสูร มาให้ใช้ที่เราต้องค่อยๆเก็บสะสมพลังแล้วเรียกมันมาใช้งาน ซึ่งแต่ละตัวมีท่าไม้ตายที่แตกต่างกันแถมยังมีมากันแทบจะครบทุกตัว (ตัวที่ดังๆ) เช่น Bahamut,Ifrit,Leviathan,Odin,Shiva และอีกมากมายหลายตัว ในตอนแรกจะมีมาให้ใช้เพียง 1 ตัวแต่จะค่อยๆปลดล็อคออกมาให้ได้ใช้งานกัน โดยรวมท่าไม้ตายในเกมเน้นความรวดเร็วและต้อง ชิงไหวชิงพริบกันตลอด และการเล่นเป็นทีมสำคัญมาก

ส่วนตัวละครในเกมก็มีการยัดใส่มาตั้งแต่ภาคแรกๆอย่างนักรบแห่งแสง จนถึง เจ้าชาย Noctis Lucis Caelum จากภาค 15 และยังมีภาคพิเศษอย่าง Final Fantasy Tactics และตัวละครจาก Final Fantasy Type-0 มาให้เลือกเล่นด้วย รวมแล้ว(ตอนนี้) มีทั้งหมด 28 ตัว โดยโหมดหลักๆในเกมจะมีโหมดเล่นออฟไลน์ ที่ผู้เล่นสามารถจัดทีมออกไปต่อสู้กับตัวละครฝ่าย Com เพื่อสะสมค่าพลัง , เงิน และยังได้ Memoria มาปลดล็อคสิ่งใหม่ๆในโหมดเนื้อเรื่องเช่นคัทซีนงามๆ ส่วนโหมดออนไลน์ที่น่าประทับใจเพราะมีความลื่นไหลอย่างมาก แม้ว่าการรอเพื่อนร่วมกันเล่นอาจจะใช้เวลานานไปนิด แต่เราสามารถสนุกแบบไม่กระตุกแบบเดียวกับโหมดออฟไลน์ และยังปรับแต่งการแข่งได้ตามต้องการได้ด้วย ซึ่งเมื่อชนะจะได้ค่าพลัง และคะแนนมาปลดล็อคสิ่งใหม่ๆเช่นกัน

ความคุ้มค่า

เกม Dissidia Final Fantasy NT อาจจะไม่ได้มีโหมดมากมาย แต่ก็มีตัวละครระดับตำนานให้เลือกเล่นจำนวนมาก และยังมีการปลดล็อคสิ่งใหม่ๆเช่นความสามารถของตัวละคร หรือชุดใหม่ รวมทั้งไอเทมเสริมหรืออสูรเพิ่มเติม ทำให้ผู้เล่นอยู่กับเกมได้ยาวนานเพราะมีอะไรซ่อนอยู่เพียบ แถมในอนาคตทีมงานยังจะมีการอัพเกรดสิ่งใหม่ๆเพิ่มเข้ามาให้เล่นเพิ่มอีกแน่(แต่ต้องเสียเงิน)


และความดีงามตามที่บอกมาทั้งหมดทำให้การกลับมาอีกครั้งของเกมต่อสู้ของซีรีส์ไฟนอล อย่าง Dissidia Final Fantasy NT มีดีมากพอที่จะหามาเล่น ต่อให้ไม่ใช่แฟนซีรีส์ไฟนอล วัดกันที่เกมเพลย์ล้วนๆ ก็ยังถือว่าสนุกพอตัวแม้จะไม่ได้มากมายเท่ากับเกมต่อสู้ขั้นเทพหลายเกมแต่ก็มีสิ่งให้ผู้เล่นค้นหามากกว่าที่คิด

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!