Connect with us

Horizon Zero Dawn

9.4

กราฟิก

10.0/10

เกมเพลย์

8.5/10

ความแปลกใหม่

9.0/10

ความคุ้มค่า

10.0/10

ภาพรวม

9.5/10

จุดเด่น

  • กล้ายืนยันว่า ณ ปัจจุบันเกมนี้มีกราฟิกที่สวยงามที่สุดบนเครื่อง PS4
  • เฟรมเรตวิ่ง 30 เนียนๆ (ทำได้ไง?)
  • สภาพแวดล้อมภายในเกมมีเสน่ห์และน่าดึงดูด
  • ดัดแปลงองค์ประกอบ (Element) RPG จากเกมอื่นๆ มาได้อย่างลงตัว

จุดสังเกต

  • มีอาการโหลด Texture ไม่ทัน
  • เนื้อเรื่องช่วงแรกอืดไปหน่อย
  • AI ศัตรูติงต๊อง
  • เควสเสริมค่อนข้างน่าเบื่อ

Horizon Zero Dawn คือชื่อของผลงานชิ้นโบว์แดงใหม่ล่าสุดของ Guerrilla Games ทีมพัฒนาเกมฉมังกราฟิก ที่เคยมีซีรีส์เกมคู่เครื่องเล่น Playstaion ทั้ง 3 ยุคมาแล้ว (Playstaion 2 – 4) อย่าง Kill Zone เกมแนวยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ที่รีดเร้นประสิทธิภาพกราฟิกของเครื่องเล่น Playstaion ทุกยุคได้แทบจะหยดสุดท้าย ซึ่งการกลับมาของเกมโปรเจคท์ใหม่ในครั้งนี้ พวกเขาก็ยังคงเข็น “ความงามด้านทัศนศิลป์” มาเต็มกระบวนรถ พร้อมทั้งเกมเพลย์และเนื้อเรื่องที่ได้นำองค์ประกอบจากเกมคุณภาพต่างๆ มาปรับเปลี่ยน แก้ไข และพัฒนาเพื่อให้ลงตัวกับคอนเซปต์ของเกม แต่มันจะกลมกล่อมขนาดไหน และสวยงามสะท้านดวงตาสักเท่าไหร่? เชิญหาคำตอบได้ในบทความรีวิวนี้ได้เลยครับผม 🙂 ป่ะลุยยยย!

**บทความรีวิวนี้ใช้เครื่องเล่น PlayStation 4 รุ่นปกติในการเล่น**


ผู้เขียนขอแทรกและพูดถึงประสิทธิภาพของเกมก่อนเป็นอันดับแรกละกันนะครับ เพราะมันคือสิ่งที่นึกขึ้นได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการระลึกความจำเลยแม้แต่น้อยเลยล่ะ (เว่อร์ไปไหม ฮ่าๆ) เพราะมันช่าง “สวยสดหยดหย้อยมากกกกก” และผู้เขียนกล้านอนยันเลยว่า ณ ตอนนี้ “คงไม่มีเกมใดบน PS4 ที่จะมีกราฟิกขั้นเทพได้ขนาดนี้แล้ว” (เราขอโทษ Uncharted 4 T T)

ก็คงต้องชมขุมพลังของเอนจินอันเดียวอันเดิมของค่ายผู้พัฒนาเกมนี้อย่าง Decima ที่เนรมิตสีสันของภูเขา ต้นไม้ ใบหญ้าได้สมจริงราวกับว่าพวกเขานำสิ่งเหล่านั้นยัดมันลงไปในเกม, ความเข้มอ่อนและการตกกระทบของแสงที่ลอกเลียนธรรมชาติมาอย่างดี หากแสงเข้าถึงวัตถุชิ้นนั้นมากแค่ไหน ฝั่งที่เหลือก็จะถูกไล่ความเข้มของแสงได้ใกล้เคียงกับ “ทฤษฎีแสงและเงาของจริง” ไม่รู้ว่าในส่วนนี้ ทีมพัฒนาของเกมดังกล่าวคนใด เคยทำงานสายอาชีพช่างภาพมาก่อนหรือเปล่า เพราะในส่วนของกราฟิกนั้น เรื่องแสงและเงาดูจะเป็นอะไรที่โดดเด่นฉีกองค์ประกอบกราฟิกส่วนอื่นเป็นอย่างมาก ไหนจะด้านของ Texture (พื้นผิว) ของวัตถุและบริเวณต่างๆ ภายในเกมที่สมจริง ผู้เล่นจะรู้สึกถึงความสากบนลำต้นของต้นไม้ การเรียงชั้นหินที่ทำให้ภูเขาลูกต่างๆ ดูชัน ฯลฯ ที่เมื่อได้ผนวกเข้ากับสภาพแวดล้อมภายในเกมและ “ศัตรูที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาทั้งตอนมีชีวิตและตอนไฟฟ้าหมดวงโคจร” (ศัตรูประเภทหุ่นยนต์ที่เราฆ่ามันตายไปแล้ว เราจะยังเห็นวงจรไฟมันกระพริบอยู่ ทำได้ไงบอกที!?)

นอกเหนือจากประสิทธิภาพด้านกราฟิกแล้วนั้น ในส่วนของการจัดการด้านทรัพยากรก็เทพใช่ย่อยเช่นกัน เพราะไม่ว่าศัตรูจะมามากขนาดไหน ตัวใหญ่เท่าไหร่ หรือมี Transition (การเคลื่อนไหว) ในพื้นที่มากน้อยแค่ไหน? เฟรมเรตที่ตัวเกมทำได้นั้นคือ “30 เนียนๆ” น้อยครั้งจริงๆ ที่เฟรมเรตจะตก และถึงตกก็ตกเพียง 1 – 2 เท่านั้น ในส่วนนี้ผู้เขียนก็ไม่รู้ว่าพี่แกไปจัดการทรัพยากรภายในยังไงถึงได้ออกมาลื่นปรื้ดขนาดนี้ แต่เอาเป็นว่าตรงนี้คือจุดที่เทพมากๆ และยิ่งรวมเข้ากับกราฟิกที่อลังกาลงานสวยแล้ว ก็ยิ่งทำให้การโลดโผนภายในเกมเพลิดเพลินเข้าไปอีก นี่ยังไม่นับรวมระบบการเล่นอีกนะ (ไว้อ่านต่อในส่วนของ Gameplay เด้อ)

แต่… มันไม่มีอะไรสมบูรณ์พร้อมหรอกนะครับ เพราะเมื่อเราเล่นไปได้สักพัก ตัวเกมก็จะมีอาการโหลด Texture ไม่ทัน แต่ถึงแม้จะโหลดไม่ทัน “เฟรมเรตก็ยังไม่ตกจนน่าใจหายเลยสักนิด” ก็ไม่รู้ว่าในส่วนนี้เป็นปัญหาที่ตัวเครื่องเวอร์ชั่นปกติหรือเปล่า แต่เอาจริงๆ ก็เป็นเรื่องที่ปล่อยผ่านได้นะ ตราบใดที่ไม่ได้ไปฉุดเฟรมเรตลงมาแค่นี้เกมเมอร์หลายๆ ท่าน (และผู้เขียน) ก็น่าจะพอใจแล้วล่ะ

ท้ายสุดของด้านประสิทธิภาพนี้ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย ก็คงจะเป็นเรื่องของสกอร์หรือดนตรีประกอบฉากและเอฟเฟคเสียงภายในเกมนั่นเอง เพราะแม้สายตาของผู้เล่นจะถูกสะกดด้วย “ทัศนศิลป์ที่สวยงาม” แต่กระนั้นเสียงที่มีรูปลักษณ์แตกต่างกันของโน๊ตดนตรี ก็ถ่ายทอดออกมาเป็นบทเพลงและเติมเต็มฉากหลังของเกมได้อย่างดีเยี่ยมเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ดนตรีฉากหลังเมื่อยามที่ต้องต่อสู้กับศัตรูประเภทเครื่องจักร” ที่กระตุ้นอะดรีนาลีนของผู้เล่นให้กอดรัดฟัดเหวี่ยงกับศัตรูได้อย่างเมามันส์เลยทีเดียว!


ระบบการเล่นใน Horizon Zero Dawn นั้น ส่วนใหญ่แล้วจะนำองค์ประกอบ (Element)  RPG จากเกม Open World ทั้งหลายมามัดรวมเข้าไว้ด้วยกันที่บ้างก็ใกล้เคียงกับต้นฉบับเดิมเลย และทั้งที่เจียระไนขึ้นมาใหม่เพื่อให้เข้ากับคอนเซปต์ของเกมมากขึ้น ซึ่งเมื่อรวมทั้งสองการดัดแปลงแล้วนั้น ก็ออกมาเป็นระบบการเล่นที่ “สนุกและเพลินจนลืมดูเวลา” เลยล่ะ

สิ่งที่เห็น “เด่นชัดที่สุด” ถึงการเจียระไนระบบจากเกมอื่น ก็คือระบบ Focus อุปกรณ์แนบหูของตัวเอกที่จะมีรูปแบบการทำงานคล้ายคลึงกับ Witcher Sense ของเกม The Witcher 3 โดยจะยังคงมีหน้าที่เป็นโหมดที่ใช้งานในการสืบค้นข้อมูล (Investigation) เหมือนเกมดังกล่าวแหล่ะครับ แต่ได้ถูกเพิ่มให้ใช้งานในการต่อสู้เข้าไปด้วย โดยเราจะสามารถสแกนจุดอ่อนที่อยู่บนศัตรูและเห็นบริเวณดังกล่าวในช่วงระยะเวลาหนึ่ง รวมไปถึงยังสามารถดูจุดที่ศัตรูเดินลาดตระเวนและมาร์คศัตรูไว้ได้ด้วย

ระบบอัพเกรดภายในเกมก็ดูน่าสนใจไม่แพ้กันครับ เพราะจะมี skill tree ให้อัพอย่างพอประมาณ แต่ผลที่ได้จากการอัพสกิลนั้นเห็นชัดพอสมควร ทั้งหมวดหมู่สกิลที่เกื้อหนุนสายการเล่นแบบลอบเร้น, เน้นการป้องกันตัวเมื่อศัตรเข้าถึงในระยะประชิด, ส่งเสริมการโจมตีจากระยะไกล และกลุ่มสกิลที่ลดความเหนื่อยล้าจาการฟาร์มและทำให้ผู้เล่นตั้งตัวได้ไว้ขึ้น (ตัดความยั่วเยี้ยและจับฉ่ายของสกิลออกไปเยอะสมควร) แต่ถึงแม้จะมีทักษะให้เลือกพัฒนาอย่างหลากหลาย แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วตัวเกมค่อนข้าง “ให้ความสำคัญกับการต่อสู้ระยะไกลและการลอบเร้นมากกว่าการโจมตีระยะประชิดครับ” และผู้เล่นจะสามารถรับรู้ในจุดนี้ได้เองทันทีเมื่อเล่นไปได้สักพัก ทั้งตัวละครเอกของเราที่แม้จะมีเลเวลมากแค่ไหน ก็ยังไม่สามารถทนทานการโจมตีจากศัตรูได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย, อาวุธส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานในระยะไกล, ขนาดตัวและจุดอ่อน-จุดแข็งของศัตรูที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เข้าไปฟาดฟัน เป็นต้น (นับประเภทศัตรูได้เลยว่าตัวไหนโดนเราหวด 2 – 3 ทีตาย)

ไหนๆ ก็ทิ้งท้ายจากย่อหน้าที่แล้วถึงขนาดตัวและจุดอ่อน-จุดแข็งของศัตรูแล้ว ตรงนี้ผู้เขียนคงปล่อยผ่านโดยไม่ขยายความเพิ่มไม่ได้เลยเพราะมัน “เจ๋งมากกกกกกกกกก!!!!!” การต่อสู้กับศัตรูประเภทเครื่องจักรภายในเกมเป็นอะไรที่ท้าทายและสนุกสุดๆ เลยก็ว่าได้ครับ

ศัตรูประเภทเครื่องจักรภายในเกมแต่ละตัวนั้นจะมีรูปร่าง ลักษณะที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นั่นก็เพราะหลายตัวได้ถูกออกแบบมาจากสัตว์ที่มีอยู่จริงบนโลก ไหนจะทั้งการเคลื่อนไหว การตะปบ การพุ่งชนเหยื่อ ทุกกิริยาและอิริยาบถ ก็ล้วนแล้วแต่ “ใกล้เคียงสัญชาตญาณของสัตว์ที่มีอยู่จริงบนโลก” และเมื่อได้รวมเข้าจักรกลที่มีรูปแบบการทำงานแบบกลไก ก็ยิ่งทำให้ศัตรูประเภทดังกล่าวภายในเกมมีความดุดันและน่าเกรงขาม แต่แม้จะโอ่อ่าขนาดไหน “เครื่องจักรยังคงเป็นเครื่องจักร” และอะไหล่โผล่ให้เห็นเด่นชัดทั้งหลายก็คือจุดอ่อนของพวกมัน โดยแต่ละตัวจะมีบริเวณที่เปราะบางแตกต่างกัน ทำให้ผู้เล่นต้องจดจำจังหวะการโจมตีและเคลื่อนไหวของมัน พร้อมทั้งต้องโจมตีด้วยอาวุธและประเภทของลูกธนู/ลูกดอก/ลูกระเบิด ที่ศัตรูตัวนั้นๆ แพ้ทาง และอย่าลืมว่าตัวเอกของเราเป็นเพียงมนุษย์การโต้กลับของเราทุกครั้งจึงควรได้ผลลัพธ์ที่สูง มิเช่นนั้นฝั่งที่จะลงไปนอนจมกองเลือดอาจจะเป็นผู้เล่นแทน เรียกได้ว่าการต่อสู้ภายในเกมนี้จะทำให้อารมณ์ราวกับว่าเราเป็นนักล่าของจริงเลยทีเดียว

แต่… ภายในข้อดีของการต่อสู้ก็มีข้อเสียด้วยเช่นเดียวกันครับนั่นคือ AI ศัตรูภายในเกมค่อนข้างติงต๊อง พวกมันจะตามหาผู้เล่นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ และจะกลับไปยังจุดที่มันเคยอยู่ และยิ่งหากผู้เล่นเน้นเสริมทักษะด้านลอบเร้นเป็นหลักแล้วล่ะก็ แค่กดหมอบเบาๆ หลังต้นไม้เป็นหนังอินเดีย พวกมันก็จะมึนงงว่าผู้เล่นหายไปไหนในฉับพลัน อีกทั้งหากผู้เล่นเป็นเกมเมอร์สาย Stealth โดยขนานแท้ (เทพ Hitman กับ Spinter Cell ภาคเก่าๆ นะ) ก็อาจจะขัดใจแบบสุดๆ เพราะถึงแม้ตัวเกมจะเน้นการลอบเร้นเป็นหลัก แต่มันก็ทำออกมาได้ไม่ท้าทายเท่าที่ควรหากวัดจากสภาพแวดล้อมกว้างขวางที่เราเดินเหินได้สบายเท้า เพราะเพียงการหมอบเข้าพุ่มหญ้าแบบเบาๆ ศัตรูก็จะงงตึ้บว่าเรานั้นหายไปไหน… แต่สำหรับเกมเมอร์สาย Casual ทั่วไป (เช่นผู้เขียน) ในจุดนี้ก็สามารถมองผ่านได้ เพราะจุดประสงค์ของเกมส่วนหนึ่งก็คงอยากให้ได้รับอารมณ์ในการเล่นเป็นนักล่าแม่นธนูคูลๆ ชิคๆ แทนที่จะไปหลบๆ แอบๆ ยิงตอดเล็กตอดน้อยล่ะมั้งครับ


Horizon Zero Dawn นั้น เอาจริงๆ มันก็คือการนำพลอตแนว Apocalypse หรือจำพวกแนวดินแดนสูญสิ้นอารยธรรมมาเล่าใหม่ และใส่เสริมปรุงรสกลิ่นอายความเป็น Sci-fi ลงไปแบบเข้มข้น ผลที่ได้จึงออกมาเป็นการผสมผสานกันระหว่าง “ยุคมนุษย์นับถือเทพยุคแรกเริ่ม” (ให้นึกภาพเทพเจ้าของกรีกอ่ะครับ เทพแห่งพระอาทิตย์คือ Apollo อะไรประมาณนั้นน่ะ) อาศัยอยู่บนโลกที่เต็มไปด้วย “เศษซากอารยธรรมของความก้าวหน้าทางวิทยาการ” ที่เมื่อนำมารวมกันแล้วก็ดูน่าสนใจ และชวนให้ผู้เล่นอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับผืนพิภพนี้กันแน่?

ด้านเนื้อเรื่องของเกมผู้เขียนคงต้องขอปิดเป็นความลับแล้วให้ผู้เล่นไปพบเจอกันเอาเองเพราะหากหลุดออกมาเพียงนิดเดียว ตัวเกมจะหมดความสนุกไปพอสมควร เอาเป็นว่าผู้เขียนจะขอนำเสนอแต่ความรู้สึกหลังซึมซับในส่วนนี้ละกันนะครับ ในส่วนของเนื้อเรื่องนั้น ผู้เขียนรู้สึกว่าช่วงแรกของเกมหรืออารัมภบทนั้น นานไปสักหน่อย เพราะใช้เวลาถึง 1 – 2 ชั่วโมง กว่าเราจะได้ไปลุยบนโลกกว้าง คือผู้เขียนมองว่าคอนเซปต์โดยรวมทั้งหมดของเกมมันน่าสนใจมากพออยู่แล้ว (ยังไม่นับพวกเอกสารหรือไฟล์เสียงต่างๆ ที่จะให้รายละเอียดเสริมกับเราอีกนะ) แต่หากผู้เล่นคนใดเป็นคนซึมซึบอารมณ์เก่ง (อินกับหนังแบบเข้าถึง, ฟังเพลงแล้วรู้ความหมายแบบลึกซึ้ง ฯลฯ) ในส่วนนี้ก็อาจจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของผู้เล่นกับตัวละครเอกของเราได้อย่างโอเคเลยล่ะ แต่ถ้าหากคุณเป็นเกมเมอร์ปกติทั่วไปที่รับสารเท่าที่เกมนำเสนอเป็นหลัก ก็อาจจะขัดใจพอสมควร เพราะในช่วงกลาง – ท้าย ของเกมความ “ปะติดปะต่อของเนื้อเรื่องจะสูงมาก” (ถ้าไม่ไปเอื้อระเหยกับเควสเสริมนะ ฮ่าๆ )

แน่นอนว่าหากเคลมตนเองเป็น Open World ก็คงจะหนีเรื่องของภารกิจเสริมไปไม่ได้ ภารกิจเสริมในเกมนี้นั้นค่อนข้างวกใหม่ทำซ้ำน่ะครับ… คือเกมมีภารกิจเสริมที่เยอะประมาณหนึ่ง แต่โดยรวมก็จะทำซ้ำๆ เดิม เดินไปส่งของคนให้นั้น สืบคดีให้คนนี้ … แล้วบทสนทนาในภารกิจเสริมก็ค่อนข้างธรรมดา ไหนจะรางวัลตอบแทนของภารกิจเสริมที่ได้ก็แค่เพียงประมาณหนึ่งพอหายเหนื่อย การจะฟาร์มเลเวลด้วยการทำภารกิจเสริมจึงเป็นสิ่งเดียวที่น่าเบื่อภายในเกม แต่สำหรับใครซึมซับอารมณ์เก่ง บทสนทนาหรือเนื้อเรื่องของภารกิจเสริมเหล่านี้ก็อาจจะเลี้ยงให้ผู้เล่น ทำภารกิจเสริมได้อยู่ในระดับหนึ่ง อาจจะไม่ได้มาก แต่ก็ไม่ใช่แค่ให้ผู้เล่นไปเก็บ Dog Tags วนซ้ำเป็น 20 รอบพร้อมบทสนทนาที่เปลี่ยนเล็กน้อยละกัน…  (ขอแซวเกมนั้นซะหน่อยเถอะ!)


Horizon Zero Dawn เป็นเกมบนเครื่อง PS4 ที่อยู่ในหมวดหมู่ “MUST BUY!” ด้วยกราฟิกที่สวยงามอลังการ “ชนะขาดลอย” ทุกเกมบนเครื่องเล่นเดียวกัน (เราขอโทษอีกรอบ Uncharted 4 T T) การนำเสนอของเนื้อเรื่อง บทสรุป และจุดหักมุมที่น่าสนใจ แม้ AI ของศัตรูภายในเกมจะติงต๊องไปสักหน่อย แต่การโจมตีของมันก็น่าเกรงขามสมกับการผสมผสานระหว่างสัญชาตญาณสัตว์และกลไกจักรกล พร้อมทั้งความสนุกที่ท้าทายในการวางแผนจะจัดการศัตรูประเภทดังกล่าวด้วยวิธีการที่หลากหลาย ระบบการเล่นต่างๆ ที่พัฒนาและทำการบ้านมาอย่างดี ทำให้ผู้เขียนมีเพียงคำแนะนำเดียวหากใครที่กำลังพิจารณาเกมนี้อยู่คือ

“ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่คุณจะไม่มีเกมนี้มาไว้ในครอบครอง” ​

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น