[Review] DARK SOULS III The Fire Fades Edition ปิดตำนานผู้กล้าแห่งกองไฟ

90

Dark Souls 3 The Fire Fades Edition เป็นเกมเวอร์ชั่นสมบูรณ์ ที่รวมเอาตัวเกมหลักและ DLC ทั้งสองตอน (Ashes of Ariandel และ The Ringed City) ไว้ด้วยกันในแพคเกจเดียว วางจำหน่ายบน PS4, Xbox One และ PC ทำให้แผ่นเวอร์ชั่นนี้เป็นเวอร์ชั่นที่ให้ประสบการณ์การเล่นแบบครบถ้วน สำหรับเกมภาคนี้ก็สร้างสรรค์โดย FromSoftware เจ้าเก่า กุมบังเหียนการพัฒนาโดยผู้กำกับฮิเดทากะ มิยาซากิ ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดซีรีส์ ด้วยความตั้งใจของผกก.มิยาซากิที่จะให้เกมภาคนี้เป็นภาคสุดท้าย นอกจากเนื้อเรื่องที่ดำเนินมาถึงบทสรุปแล้ว ทีมงานก็มุ่งมั่นที่จะรังสรรค์เกมเพลย์ภาคนี้ให้ลงตัวที่สุด ด้วยเนื้อหาที่ยาวสะใจร่วม 50 ชั่วโมงในการเล่นรอบแรกเพียงอย่างเดียว (หากต้องการเก็บรายละเอียดให้ครบก็อาจจะพุ่งไปถึง 100 ชั่วโมง) ว่าแล้วก็มาดูกันว่าในแต่ละด้านนั้นมีแง่มุมใดที่ควรค่าแก่การพูดถึง


STORY


เนื้อหาของเกมดำเนินไปด้วยจังหวะแบบเดิมที่คุ้นเคย ตัวเอกตื่นขึ้นมาในโลกที่กำลังล่มสลายพร้อมภารกิจกอบกู้โลกผ่านการเดินทางไปตามหา Lords of Cinder ทั้งสี่ตนกลับมายังบัลลังก์เพื่อกำหนดชะตาของโลกด้วยการเลือกว่าจะต่อชีวิตแห่งไฟหรือทิ้งให้โลกจมสู่ความมืดมิด


สำหรับตัวเกมหลัก พล็อตที่เรียบง่ายของ Dark Souls ภาคแรกถูกนำมาใช้ต่ออีกครั้ง (ผู้กล้าไร้ชื่อออกเดินทางเพื่อต่อกรกับปิศาจร้ายทั้ง4) จนก้ำกึ่งระหว่างความคลาสสิกกับความซ้ำซาก แต่เนื้อหารายทางและเควสของตัวละครแต่ละตัว ก็ทำให้เนื้อเรื่องของ Dark Souls 3 มีจุดยืนที่แตกต่างจากเกมอื่นในซีรีส์เดียวกัน 

วิญญาณที่ยิ่งใหญ่ทั้ง 4ในภาคนี้เป็นวิญญาณของ Lord of Cinder หรือคำเรียกต้นฉบับคือ 薪の王 แปลตามความหมายตรงๆของเวอร์ชั่นญี่ปุ่นได้ว่า ‘ราชาแห่งฟืน’ เป็นผู้ที่มีพลังแกร่งกล้าพร้อมจะชี้ชะตาโลก (เหมือนฟืนไฟที่สามารถยืดเวลาเผาผลาญของเปลวเพลิง) แต่กลับปฏิเสธหน้าที่นี้  ตัวเอกจึงต้องออกตามล่าและครอบครองวิญญาณเหล่านั้นเพื่อเปิดทางไปยัง Klin of the first flame และเลือกชะตากรรมของโลกด้วยตัวเอง

ในส่วนของตอนเสริม Ashes of Ariandel และ The Ringed City ทั้งสอง DLC มีเนื้อหาต่อเนื่องกันโดยเป็นเรื่องราวใหม่ที่แยกออกไปจากเกมหลัก จะเล่นระหว่างเนื้อหาหลักหรือหลังจบเกมแล้วก็ได้ ใน DLC ชุดนี้เราจะได้พบกับ สาวน้อยนักวาดภาพนิรนาม ผู้รังสรรค์โลกแห่งรูปภาพให้เป็นที่หลบภัยอันโหดร้ายจากโลกภายนอก และ ‘เกล’ อัศวินเฒ่าผู้ตามหาสีในตำนาน สีที่จะทำให้รูปภาพของหลานสาวมีชีวิตขึ้นมาได้ สีที่เรียกว่า’ดาร์คโซล’…

ทั้ง NPC และก็บอสในภาคนี้ มีการปูเรื่องให้เข้าใจที่มาและก็มีบทสรุปในตัวมันเอง ผ่านการเล่าเรื่องแบบ minimal ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์ไปแล้ว ภูมิหลังของบอสแทบทั้งหมดใน Dark Souls 3 เป็นเรื่องราวที่สดใหม่ ทั้งรูปร่างหน้าตาและความเป็นมา ไม่ใช่ตัวนู้นตัวนี้กลับชาติมาเกิดแบบ Dark Souls 2 เรื่องราวของบอสและ NPC ก็มีครบรสทุกอารมณ์ เศร้า ซึ้ง ระทึก ชิงชัง ส่วนบอสที่เคยมีเนื้อเรื่องกล่าวถึงในภาคเก่าเพียงแค่ชื่อหลายครั้ง ก็ได้มาโชว์ตัวในภาคนี้เสียที ถือว่าคลี่คลายประเด็นที่ค้างคาใจไปได้ในที่สุด

แม้จะไม่จำเป็นต้องเล่นภาคอื่นมาก่อนก็เข้าใจเนื้อหาได้ แต่การรู้เนื้อหาเก่ามาก่อนบ้างก็จะทำให้คุณฟินขึ้นหลายเท่ายามเจอความลับต่างๆ  โดยรวมแล้วทำให้บอสใน Dark Souls 3 The Fire Fades Edition มีทั้งคุณภาพและปริมาณที่จะไม่ทำให้ผิดหวัง


GAMEPLAY


ระบบการเล่นของ Dark Souls 3 ยังคงเป็น Action RPG ที่เน้นความรอบคอบและเยือกเย็น ทุกแอคชั่นใช้สตามิน่า ทุกท่วงท่ามีน้ำหนัก การกดปุ่มโจมตีมั่วๆโดยไม่คิดจะนำมาซึ่งความตาย แม้จะมีการเคลื่อนไหวที่ฉับไวรวดเร็วกว่า Dark Souls 1 แต่ก็ยังมีระบบคิดน้ำหนักของอุปกรณ์ที่สวมใส่ เพิ่มความสมจริง แบกของเยอะจะกลิ้งช้า อาวุธใหญ่ก็ออกท่าช้า ทำให้การเล่นโดยรวมจะฉับไวขึ้นมากแต่ก็ยังต้องระวังตัวและเล่นแบบเพลย์เซฟ เรียนรู้ท่าโจมตีของศัตรู และกะจังหวะการออกท่าโจมตีให้เหมาะสม มีการนำระบบดีๆ บางอย่างของ Dark Souls 2 มาใช้ด้วย เช่น การเตะการ์ดศัตรูให้แตกแล้วทำคริติคอลฮิต,การกินยาหรือการออกท่าโจมตีระหว่างไต่บันได

ระบบเฉพาะของภาคนี้ที่เพิ่มเข้ามาคือ ‘Weapon Art’ เป็นการใช้ท่าพิเศษของอาวุธแต่ละอันที่ต่างกัน ซึ่งจะคล้ายกับท่าโจมตีอันหวือหวาของ Trick Weapon ใน Bloodborne แม้จะไม่ละเอียดซับซ้อนเท่า แต่ก็ช่วยเพิ่มมิติการเล่นให้ได้มากโข และจำนวนอาวุธที่มีท่วมท้น (อาวุธทั้งหมดร่วมสองร้อยชิ้น) ก็ส่งเสริมให้สร้างรูปแบบในการเล่นได้อย่างอิสระตามสไตล์การเล่นของแต่ละคน ตอกย้ำจุดแข็งของ Dark Souls ที่มีอาวุธ/เครื่องแต่งกายครบครันเพิ่มความคุ้มค่าในการเล่นซ้ำได้เป็นอย่างดี คงจะถูกใจคนที่ขี้เบื่อและคนที่ชอบเปลี่ยนสไตล์การเล่นค้นหาความแปลกใหม่

เวทมนตร์,ไพโร (เวทย์ไฟ) และมิราเคิลภาคนี้ก็มีจำนวนให้ใช้มากมาย ทั้งบัฟ ดีบัฟ สร้างดาเมจระยะใกล้ ระยะไกล แต่จุดโหว่ของระบบเวทมนตร์ครั้งนี้ก็คือการร่ายที่ช้าเท่าภาคเก่า ทว่าศัตรูไวขึ้น…ก็เละสิคะ จากแต่เดิมที่สายแคสเตอร์จะเป็น easy mode มาทีนี้กลายเป็น hard mode ซะอย่างนั้น ใครคิดจะเล่นเวทย์แบบเดิมๆแล้วเดินชิลทั้งเกมบอกได้เลยว่ารุ่งริ่ง ต้องแบ่งขวดยาฟื้น HP มาเป็นขวดยาฟื้น MP อีก กว่าจะได้ลืมตาอ้าปากพอหายเหนื่อยก็ท้ายเกมนู่น เล่นยากกว่าสายบ้าพลังฟันดะเยอะ ภาคนี้ความเก่งของแต่ละสายจึงไม่สมดุลกันเท่าไหร่


ในด้านของการออกแบบเส้นทางการเล่น (การวางอุปสรรค,กับดัก,จุดเชื่อมต่อระหว่างฉาก,ตำแหน่งศัตรู)  เราคิดว่าภาคนี้ออกแบบมาได้ดีที่สุดในทุกภาค ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ แต่ตัวเกมจะดำเนินเรื่องค่อนข้างเป็นเส้นตรง ไม่เหมือนภาคแรกที่เริ่มมาก็เปิดทางเลือกไปได้4-5 ทางแล้ว ใน Dark Souls 3 ทางหลักจะแบ่งออกไม่เกินสองทาง แต่ว่าในแต่ละฉากมีทางแยกเล็กๆ เยอะย่อยเต็มไปหมด ทางลับทางซ่อนเหล่านี้ เมื่อสำรวจแล้วก็จะวนมาบรรจบกัน หรือเปิดทางลัดกลับไปยังกองไฟได้แบบชาญฉลาด เป็นจุดที่เราชอบเกือบจะที่สุดของซีรีส์นี้ คือการให้รางวัลกับคนที่ช่างสำรวจ

สำหรับกองไฟที่ทำหน้าที่เสมือนจุดปลอดภัย ภาคนี้ก็มีเยอะมาก เยอะจนจำไม่ได้ว่าอันไหนเป็นอันไหน แล้วจุดที่วางบางทีก็แปลกๆ บางอันเดินแป๊บๆ เจอไม่ถึง 3 นาที บางอันเดินขาลากน้ำตาจะไหล และมีประเด็นเรื่องการวาร์ปได้ตั้งแต่ต้นเกม ทำให้มีข้อเสียเหมือนภาคสอง คือการเดินทางขาดความต่อเนื่อง ไม่ได้อารมณ์ผจญวิบากกรรมของภาคแรก มองอีกด้านก็คือสะดวกขึ้น ผู้เล่นใหม่ๆเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

‘ความยาก’ ผกก.เองเคยบอกหลายครั้งว่าไม่ได้เจตนาสร้างเกมยาก เจตนาจะสร้างเกมที่ท้าทายต่างหาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความยากเป็นประเด็นหลักที่คนสนใจกัน ในภาคนี้ความโหดร้ายของบอสในเกมหลักดูจะเบาบางเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ เป็นเพราะผู้เล่นขาประจำได้ฝึกตายกันมาหลายภาคแล้ว มุกเดิมๆ น่ะใช้ไม่ได้ผลหรอกนะ!

แต่ความมั่นใจนั่นก็ต้องพังทลายไปทันทีเมื่อได้พานพบกับเหล่าบอสใน Ashes of Ariandel และ The Ringed City ที่ทารุณจนต้องกลืนน้ำลายหลายอึก สำหรับคนที่ต้องการความท้าทาย เหล่าบอสจาก DLC จะตอบโจทย์คุณได้อย่างแน่นอน รวมไปถึงศัตรูรายทางท้ายเกมและผู้บุกรุกตัวแดงของภาคนี้ ซึ่งก็ถือว่าโหดสะบัด AI ฉลาดขึ้นมาก มีแพร์รี่ มีหลอกดัก ไม่ปล่อยให้ผู้เล่นกินยาสบายๆแล้ว สำหรับคนเล่นไม่เก่งมากนัก ก็มีโหมดออนไลน์คอยช่วยเหลือให้คุณภาพชีวิตในเกมดีขึ้น มีคำเตือนหรือคำใบ้ที่ผู้อื่นเขียนไว้ให้ตามพื้น และก็สามารถจะเรียกผู้เล่นคนอื่นมาช่วยได้ด้วย

สาย PvP ก็ชื่นใจได้กับระบบโคเวอร์แนนท์ภาคนี้ที่ต่อยอดจากภาค2 มีทั้งสายกัลยาณมิตร สายฆาตกร สายคนบ้าตีใครก็ได้ PvP กันนัวมาก แต่ละโคเวอร์แนนท์ที่อยู่ก็จะมีให้อัพแรงค์แลกเวทย์และของเหมือนเดิม และมีฉากลานประลองโดยเฉพาะ ให้จับกลุ่มสู้กัน ทั้งแบบทีม ดวลเดี่ยว หรือแม้แต่ลุยมั่วหาผู้ชนะคนเดียว ก็เป็นอีกทางเลือกที่สะดวกดีสำหรับคนชอบเล่น PvP


GRAPHIC


ทิวทัศน์เดิมๆ ที่คุ้นเคยของเกมตระกูลนี้ก็มีมาครบ ปราสาทยุคกลาง เกราะอัศวินแวววาว คราบเลือด หนองบึงโสโครก และฉากแฟนตาซีตระการตา ช่วยเติมเต็มความอยากเสพบรรยากาศดาร์คแฟนตาซีได้อย่างอิ่มเอม ความเสถียรของกราฟฟิกบนเครื่อง PS4 ก็เรียกได้ว่าพอทน…เฟรมเรตปรกติจะคงที่ที่ 30fps แต่อาจจะมีตกหล่นไปบ้างเมื่อเจอฉากปล่อยของ

แม้จะมีจุดสังเกตที่ทำให้แอบเซ็ง คือการรียูสของประกอบฉากมาจาก Bloodborne เยอะพอสมควร บางจุดนี่งงๆว่าเล่นเกมไหนอยู่ นึกว่าเดินอยู่ในสุสานแฮมวิก  แต่แนวทางการกำกับศิลป์ก็ยังคงเป็นจุดแข็งของทีม FromSoftware ฉากที่ชวนหดหู่แต่สวยงามจะเค้นเอาความรู้สึกเหงาเศร้า ให้ผู้เล่นอินไปกับบรรยากาศรอบตัวได้หลายครั้งหลายครา


OVERALL


เดิมทีนั้น Dark Souls 3 คือการรวมฮิตลูกเล่นทุกแง่มุมของทุกภาคที่ผ่านมา จะได้เจอกิมมิคเก่าจากทุกภาคตั้งแต่ Demon’s Souls ยัน Bloodborne ไม่ว่าจะเป็นศัตรู กลยุทธ์ อาวุธ เป็นภาคต่อที่พยายามตอบรับความคาดหวังของแฟนๆทุกภาค สำหรับแฟนซีรีส์แล้ว จุดว้าวจุดประทับใจหลายๆจุด จึงเป็นจุดที่เกิดขึ้นจากการเล่นภาคเก่ามาก่อน (ประมาณว่า nostalgia) จนทำให้ในตอนทีมีแค่เกมหลัก ยังมีเอกลักษณ์ที่เป็นตัวของตัวเองน้อย ไม่รู้สึกแปลกใหม่เท่าไหร่นัก

แต่ Dark Souls 3 The Fire Fades Edition ก็มากลบจุดด้อยส่วนนั้นด้วยการเพิ่มเนื้อหาใหม่ๆเข้าไปทั้งในด้านเนื้อเรื่องและเกมเพลย์ เพิ่มสิ่งที่น่าจดใจให้กับซีรีส์โดยเฉพาะเหล่าบอสโหดใน DLC ที่จะเค้นความมันกันแบบถึงใจ สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นเกมตระกูลนี้มาก่อน แต่สนใจที่จะสัมผัสประการณ์ดูบ้าง The Fire Fades Edition ก็เป็นภาคที่เหมาะสมที่จะลอง เพราะมีเนื้อหาสมบูรณ์ สอบผ่านมาตรฐานของซีรีส์ ไม่มีจุดเผา ระบบต่างๆก็ผ่านการขัดเกลามาหมดแล้วจากภาคเก่าๆ ส่วนคนที่เป็นแฟนภาคเก่าแต่ยังไม่เคยเล่นภาค 3 ก็ควรที่จะไปหาแพคเกจนี้มาเล่นกัน เพราะเนื้อหาที่เพิ่มเติมมาใน Ashes of Ariandel และ The Ringed City นั้นมีดีเกินกว่าจะมองข้ามแน่นอน

Dark Souls 3 The Fire Fades Edition
กราฟิก และงานออกแบบ
90
เกมเพลย์
90
ความแปลกใหม่
85
ความคุ้มค่า
95
ภาพรวม
90
จุดเด่น
เนื้อหาเยอะ คุ้มค่า
คุณภาพของบอส
ความหลากหลายของอาวุธ
ความท้าทายหลายระดับ
งานออกแบบศิลป์
จุดสังเกต
เฟรมเรตไม่เสถียร
ความไม่สมดุลของอาวุธและเวทมนตร์
90

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก