Connect with us

Game Review

[Review] Assassin Creed’s Odyssey มหากาพย์ขนาดยักษ์ที่ใหญ่จนต้องอึ้ง ทึ่ง มึน!

Assassin’s Creed Odyssey

8.4

GAMEPLAY

8.5/10

GRAPHIC

8.0/10

STORY

7.5/10

PERFORMANCE

8.0/10

VALUE

10.0/10

จุดเด่น

  • แผนที่ใหญ่มหากาฬมาก ๆ แถมยังเต็มไปด้วยกิจกรรมให้ทำจนล้น
  • โลกกรีกโบราณที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี ดูมีชีวิตชีวา
  • การกระทำของผู้เล่นที่ส่งผลกระทบต่อเนื้อเรื่องและโลกของเกม
  • ระบบภารกิจที่ค่อนข้างเปิดกว้างให้เล่นยังไงก็ได้
  • ฟีเจอร์เกม RPG ที่ทำให้เกมเต็มไปด้วยรายละเอียดและมีความลุ่มลึก

จุดสังเกต

  • ความใหญ่และเยอะของเกมทำให้เล่นแล้วทั้งเหนื่อยทั้งมึน
  • จะเล่นแต่ละทีต้องเตรียมเวลาชีวิตไว้หลายชั่วโมง
  • เกมโหลดบ่อย โหลดนาน และมีบั๊กให้เห็นประปราย
  • ระบบการต่อสู้แอบเก้ ๆ กัง ๆ เวลาสู้กับศัตรูหลายตัว

หลังจากที่ Ubisoft พยายามปรับภาพลักษณ์ซีรี่ส์ Assassin’s Creed ให้เป็นเกมแอ็คชั่นสวมบทบาทจากภาค Origins ทั้งแฟนหน้าเก่าและหน้าใหม่ของซีรี่ส์ก็เริ่มกลับมานิยมชมชอบมือสังหารในลุคใหม่นี้มากขึ้น ในปีนี้ทางทีมพัฒนาจึงตัดสินใจใช้ปรัชญา “เมื่อของเดิมมันดีอยู่แล้วจะไปเปลี่ยนมันหาพระแสงอะไร” แล้วเน้นต่อยอดของเดิมให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น และที่สำคัญคือขยายขนาดของมันให้ใหญ่โตมโหฬารมากกว่าเดิม โดยเปลี่ยนฉากหลังเป็นโลกยุคกรีกโบราณ โลกที่เต็มไปด้วยนักรบสปาร์ตันซิกแพ็คแน่น นักปรัชญาเคราเฟิ้มในผ้าคลุม และสัญลักษณ์แห่งทวยเทพกรีกกับปีศาจในตำนาน

ซึ่งเราพูดได้เต็มปากตอนนี้เลยว่า Odyssey คือเกม Assassin’s Creed ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพียงแต่ความใหญ่มากของมันก็เป็นดั่งดาบสองคมเล่มมหึมา คือใหญ่จนต้องอึ้งแต่ก็ทำให้ผู้ถือดาบเมื่อยแล้วทำหลุดมือมาฟาดกบาลตัวเองอยู่บ่อย ๆ ว่าแล้วก็มาถกกันแบบลงรายละเอียดกันเถิด เหล่าเกมเมอร์นักสู้และเกมเมอร์นักปราชญ์ทั้งหลาย

ขอต้อนรับสู่ปกรณัมกรีกสุดอลังการ

ใหญ่แค่ไหน… ถามใจเธอดู

จุดแรกที่เด่นกระแทกตาเกมเมอร์ทุกคนตั้งแต่วินาทีแรกที่เปิดเกมนี้ขึ้นมาก็คือขนาดอันใหญ่โตมโหฬารของมันนี่แหละ เรียกได้ว่าสมน้ำสมเนื้อกับการใช้ฉากหลังเป็นมหากาพย์กรีกโบราณเสียจริง โดยเกมจะเล่าเรื่องราวการเดินทางสร้างชื่อเสียงของทหารรับจ้างสาว Kassandra หรือนักรบหนุ่มไร้นาย Alexios ผู้ออกตามหาสมาชิกในครอบครัวที่ต้องพลัดพรากกันแต่กาลก่อน และถึงแม้เนื้อเรื่องจะดำเนินเหมือนกันไม่ว่าคุณจะเลือกเล่นตัวเอกหญิงหรือตัวเอกชาย แต่ทั้งเสียงพากย์และบุคลิกของ Kassandra นั้นน่าสนใจกว่าพระเอกกล้ามบึ้ก ๆ ดาษ ๆ อย่าง Alexios เยอะ จนอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมทีมพัฒนาถึงไม่ใช้เธอเป็นตัวเอกขึ้นปกบนกล่องเกมแทนซะเลย

ครอบครัวสปาร์ตันก็มีโมเม้นท์ดราม่าเหมือนกันนะ

สำหรับเส้นเรื่องหลักก็ถือว่าสนุกน่าติดตามในระดับที่โอเค คือมีจุดหักมุมบ้าง มีอะไรมาให้เซอร์ไพรส์บ้างตามประสา แม้มันจะไม่ได้ยอดเยี่ยมกระเทียมดองจนต้องยกขึ้นหิ้ง แต่การที่เกมให้ความสำคัญกับเรื่องราวของครอบครัวตัวเอกมากกว่าสงครามระหว่างสปาร์ตาและเอเทนก็ช่วยทำให้เนื้อเรื่องลุ่มลึกมากขึ้น นอกจากนี้จุดที่แฟนหน้าใหม่น่าจะชอบก็คือเนื้อเรื่องของ Odyssey ค่อนข้างเป็นเอกเทศน์จาก Assassin’s Creed ภาคอื่น ๆ ทั้งหมด แถมยังแทบไม่พูดถึงเรื่องราวไซไฟในโลกอนาคตระหว่างฝ่ายมือสังหารและเทมปลาร์เลยซักนิด

ออกไปเจอผู้คนหน้าใหม่ เช่น นักปราชญ์กวนทีนนามว่า Sokrates

ในทันทีที่คุณได้พา Kassandra หรือ Alexios ออกจากเกาะแรกเมื่อไหร่ คุณจะได้รู้ซึ้งกับตัวว่าแผนที่ในเกมนี้มันใหญ่ผิดคาดขนาดไหน เพราะนอกจากขนาดของแผนที่ในเกมที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ซีรี่ส์นี้เคยทำออกมาแล้ว กิจกรรมที่มีให้ทำยังมีจำนวนมากมายมหาศาลไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นภารกิจหลักตามเนื้อเรื่อง ภารกิจเสริมที่มาพร้อมกับเรื่องราวสั้น ๆ ที่น่าสนใจ จุดปีนชมวิวเพื่อเปิดตำแหน่ง Fast travel ถ้ำสมบัติและซากเรืออับปางให้ดำน้ำหาของ นักล่าค่าหัวที่เกมสุ่มมาให้คุณประมือเรื่อย ๆ ภารกิจอีเว้นท์จำกัดเวลา และอื่น ๆ อีกล้านแปดที่สาธยายเป็นชั่วโมงก็ไม่หมด ซึ่งกิจกรรมที่เยอะยิ่งกว่าเมืองไทยประกันชีวิตเหล่านี้จะถาโถมเข้ามาใส่คุณไม่ยั้งจนอาจทำให้เมาหมัดได้

สู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น

ความเยอะในจุดนี้อาจทำให้เกมเมอร์ที่ไม่ใช่สาย open-world หรือไม่เคยเล่น Assassin’s Creed มาก่อนยืนงง ๆ เหวอ ๆ เพราะไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อนดี อย่างไรก็ดี หากคุณได้ลองงมไปซักสองสามชั่วโมงจนเริ่มจับจังหวะของเกมได้ คุณจะพบว่ามันไม่แย่อย่างที่คิด เพราะแทบทุกกิจกรรมบนแผนที่จะส่งผลกลับมาสู่ตัวละครของคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คุณอาจจะได้รางวัลเป็น xp ตอนนั้นเลย ได้เห็นตัวละครที่เราไปทำอะไรให้ย้อนกลับมาให้เห็นหน้า หรือบางครั้งมันอาจส่งผลกระทบกับเนื้อเรื่องหลักโดยตรงก็เป็นได้

This is Sparta!

เป็นเกมยุคกรีกทั้งทีจะไม่มีฉากจาก “300“ ได้ไง

แน่นอนว่าเกิดเป็นสปาร์ตันในยุคกรีกโบราณทั้งที จะหลีกหนีการประดาบประลองหอกไปได้เยี่ยงไร โดยระบบการต่อสู้ในภาคนี้ยังคงอิงจากภาค Origins ที่เปลี่ยนจากการเน้นกดโจมตีสลับกับฟันสวนใน Assassin’s Creed ภาคก่อนหน้ามาเป็นการกดคอมโบฟันหนัก ฟันเบา หลบหลีก และปัดป้องให้ต่อเนื่องเหมือนในเกมแอ็คชั่น นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถเลือกใช้อาวุธได้หลากหลายและยังมีท่าไม้ตายให้เลือกสรรเหมือนในเกมสวมบทบาท (RPG) ซึ่งในจุดนี้ Odyssey ได้ยกระดับตัวเองให้เป็นเกมแนวสวมบทบาทที่ฮาร์ดคอร์ยิ่งกว่าภาค Origins เสียอีก เรียกได้ว่าระบบฟาร์มเลเวล ฟาร์มของ ตีบวก มากันให้ครบ โดยการโจมตีแต่ละครั้งก็จะมีเลขดาเมจขึ้นให้เห็นและศัตรูทุกตัวจะมีระดับเลเวลแสดงให้เห็นอยู่บนหัว เมื่อใดที่คุณทำภารกิจสำเร็จหรือกำราบศัตรูได้คุณก็จะได้รางวัลค่าประสบการณ์ เงิน และแร่ธาตุในเกม ค่าประสบการณ์จะเอาไว้ใช้เพื่อการอัพเลเวลแล้วนำแต้มไปซื้อท่าไม้ตายสายนักธนู (Hunter) นักรบ (Warrior) หรือมือสังหาร (Assassin) ซึ่งจะช่วยกำหนดแนวทางการเล่นของคุณได้ ส่วนเงินก็เอาไว้ใช้ซื้อเกราะซื้ออาวุธมาใช้ และแร่ธาตุก็เอาไว้ตีบวกของบนตัวคุณให้ดีขึ้นอีกนั่นเอง

เมื่อเจอศัตรูมากกว่าหนึ่งตัว ความมั่วนิ่มก็บังเกิด

ต้องยอมรับว่าความลุ่มลึกและความหลากหลายที่เพิ่มเข้ามานั้นทำให้การประดาบกับศัตรูในเกมสนุกตื่นเต้นขึ้นมาก และยังทำให้ผู้เล่นคันไม้คันมืออยากเข้าไปจัดหนักกับนักล่าค่าหัวเลเวลสูง ๆเพื่อปล้นข้าวของมันมาใช้อยู่เป็นนิจ แต่ระบบต่อสู้ของ Odyssey ก็ยังไม่สนุกขั้นสุดเหมือนเกมแอ็คชั่นเต็มตัวอย่าง God of War หรือ Spider-man อยู่ดี เพราะยังมีจุดเก้ ๆ กัง ๆ เวลาที่เราสู้กับศัตรูมากกว่าหนึ่งตัวขึ้นไป เพราะพวกมันมักจะแห่เข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังและรุมตีนพร้อมกันจนคุณออกคอมโบอะไรไม่ได้เลย ซ้ำร้ายท่าปัดป้องการโจมตีก็ไม่ช่วยอะไรหากคุณโดนศัตรูจิ้มจากด้านหลัง

ฉากการต่อสู้ที่ควรจะดูเท่แบบในหนังเรื่อง 300 จึงต้องกลายเป็นการ์ตูน Tom & Jerry ที่คุณวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน หันกลับมาจิ้มศัตรูฉึกสองฉึก แล้วก็วิ่งหนีต่อจนกว่าศัตรูจะหมดกลุ่ม เจอแบบนี้มันทำให้ตัวเอกดูกระจอกพิกล นอกจากนี้เอฟเฟ็คการเฉือนเนื้อเถือหนังศัตรูก็ยังดูเบาไปนิด ขาดความสะใจที่ทำให้ทุกการโจมตีดูมีน้ำหนักและรุนแรงถึงตายแบบขวานของ Kratos เรื่องพวกนี้อาจจะฟังดูเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่อันที่จริงมันมีผลต่อความสนุกของเกมไม่ใช่เล่นเลยนะ

ป้าบเข้าให้!

อีกจุดหนึ่งที่น่าประหลาดสำหรับเกมซึ่งมีชื่อขึ้นต้นว่า “มือสังหาร” กลับเป็นระบบการลอบสังหารในเกมภาคนี้ที่ทำ ออกมาได้เก้ ๆ กัง ๆ ซะอย่างนั้น เนื่องจากระบบการระบุตำแหน่งและติดตามทัศนวิสัยของศัตรูช่างไม่เอื้ออำนวยให้ผู้เล่นลอบเร้นเข้าไปหาเป้าหมายได้ง่าย ๆ เลย แถมการจะจิ้มหลังเป้าหมายให้ดับในทีเดียวได้ยังต้องพึ่งพาการอั้พเลเวล ไอเท็ม และการซื้อท่าพิเศษอีกพอสมควร ราวกับว่าเกมไม่ค่อยสนับสนุนให้ผู้เล่นสวมบทเป็นมือสังหารอย่างไรอย่างนั้น

โลกกรีกทั้งใบในมือคุณ

วันนี้ขี่ม้าไปก่อเรื่องอะไรดีน้าาา

จุดที่น่าทึ่งมาก ๆ อีกเรื่องหนึ่งใน Odyssey ก็คือการออกแบบฉากและภารกิจแทบทั้งหมดในเกมได้รับการออกแบบให้ผู้เล่นสามารถเลือกแนวทางการรับมือได้ตามแต่ใจต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการลอบเร้นเข้าไปขโมยของในค่ายโดยไม่ให้ใครเห็น การลอบเก็บศัตรูทีละตัวอย่างเงียบเชียบ หรือจะแกว่งดาบเข้าไปบู๊กับศัตรูตั้งแต่แรกเลยก็เชิญ

จุดนี้ให้ลองนึกถึงภารกิจตี Outpost ในเกม Far Cry แค่เปลี่ยนมาใช้ธนูกับดาบแทนปืนกลนั่นแล ซึ่งภารกิจที่เปิดกว้างและให้ความรู้สึกว่าคุณเป็นมือสังหารตัวจริงเสียงจริงมากที่สุดก็เห็นจะเป็นภารกิจล่าหัวสมาชิกลัทธิ Cult of Cosmos ที่คุณจะได้เจอช่วงกลางเกม โดยคุณจำเป็นต้องทำการบ้าน ออกสำรวจหาข้อมูล และพยายามเดาอย่างมีหลักการเพื่อเผยโฉมหน้าของเป้าหมายให้ได้ก่อน หลังจากหาตัวพบแล้วก็ต้องมากางแผนกันอีกว่าจะเข้าไปจิ้มหมอนี่ยังไงให้สะดวกโยธินที่สุด เพราะบางคนก็เลเวลสูงลิบแถมยังบู๊เก่งอีก บางคนก็ซุ่มอยู่หลังยามเป็นกองทัพ และบางคนก็ล่องเรืออยู่ท่ามกลางเรือบริวารเท่านั้น การให้ผู้เล่นได้คิดวิเคราะห์แล้วเลือกทางที่จะลุยเองตั้งแต่ต้นจนจบแบบนี้มันมอบทั้งความท้าทาย ความสนุกตื่นเต้น และมันยังทำให้ชัยชนะช่างหอมหวานยิ่งกว่าด่านไหน ๆ

แต่ถ้าก่อเรื่องมากไปก็จะโดนนักล่าค่าหัวไล่ตื้บนะจ๊ะ

นอกจากภารกิจที่เปิดกว้าง ระบบสังคมใน Odyssey ยังโต้ตอบกับการกระทำของผู้เล่นให้เห็นกันชัด ๆ หากคุณแอบจิ๊กข้าวของของตัวละคร NPC ในเกมบ่อย ๆ หรือไปอาละวาดใส่ทหารยามเมืองเอาสะใจ ผู้คนในละแวกนั้นก็จะเริ่มด่าทอคุณ วิ่งหนีคุณ หรือบางครั้งพวกเขาจะวิ่งไปหยิบอาวุธมาสู้กับคุณเลยทีเดียว ซึ่งหากคุณอาละวาดมากไปคุณก็จะโดนติดประกาศค่าหัว อันจะส่งผลให้บรรดานักล่าค่าหัวหลายแบบ หลากบุคลิก ที่เป็นเหมือนมินิบอสออกมาไล่กระทืบคุณด้วย

ผู้เล่นยังสามารถเข้าร่วมศึกระหว่างทัพ Spartan หรือ Athenian และบ่อนทำลายอิทธิพลของอีกชนชาติหนึ่งบนเกาะแต่ละแห่งได้ด้วย คุณอาจจะวิ่งไล่เสียบทหารชาติที่คุณไม่ชอบขี้หน้า ปล้นสะดม หรือตามเก็บผู้บัญชาการประจำป้อม ไปเรื่อย ๆ จนกว่าอิทธิพลของชาตินั้นจะลดลงจนต่ำถึงขีดสุด จากนั้นค่อยเปิดศึกใหญ่เพื่อขับไล่ฝ่ายปรปักษ์ให้สิ้น ซึ่งหากคุณช่วยรบจนชนะ คุณก็จะได้เห็นทหารจากทัพที่คว้าชัยมาได้เข้ามายึดครองเกาะแห่งนั้นแทน ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้เองที่ทำให้คุณรู้สึกว่าการกระทำของตัวเองส่งผลกระทบต่อโลกกรีกยุคโบราณจริง ๆ

ยุทธนาวีสไตล์ชนแหลกตามประสาสปาร์ตัน

ส่วนเกมเมอร์ผู้ใดที่เป็นแฟนสมรภูมิราชนาวีจากภาค Black Flag และ Rogue ก็น่าจะถูกใจกับระบบการต่อสู้ทางเรือที่กลับมาอย่างเต็มรูปแบบใน Odyssey แม้อาวุธบนเรือจะไม่ได้ทันสมัยอย่างภาค Black Flag แต่ก็มียุทโธปกรณ์ให้เลือกใช้ได้หลากหลาย ทั้งธนู หลาว และธนูไฟ ซึ่งศึกทางน้ำในยุคนี้ค่อนข้างเปลี่ยนอารมณ์จากเรือโจรสลัดยุคดินปืน มันเน้นการเข้าประชิดและใช้เรือดับเครื่องชนเป็นหลัก

นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถเกณฑ์คนขึ้นเรือแล้วแต่งตั้งให้เป็นต้นหนเพื่อเพิ่มความสามารถพิเศษให้กับเรือได้ อย่างไรก็ตามการควบคุมเรือในยุทธศึกโบราณนั้นค่อนข้างยุ่งยากกว่าเรือโจรสลัดใน Black Flag พอสมควร เพราะวิธีการกดปาหลาวและใช้ไฟนั้นเรียกได้ว่างงไม่ใช่เล่น ซ้ำร้ายมันยังไม่มันส์สะใจเท่ากับการใช้ปืนใหญ่ดินดำอีกด้วย

ใหญ่ไปเป็นภัยแก่ตัว

เมืองใหญ่ขนาดนี้ก็ต้องมีบั๊กตามซอกหลืบกันบ้าง

มาถึงจุดนี้คงไม่ต้องบอกกันอีกรอบแล้วว่าเกมภาค Odyssey มันใหญ่ยักษ์คับฟ้าขนาดไหน (เพราะพูดมาจนปากเปียกปากแฉะประมาณ 25 รอบได้) ซึ่งความใหญ่เกินงามของมันนี่แหละที่ทำให้เกมเมอร์ “เล่นจนเหนื่อย” เหนื่อยกับการวิ่งข้ามฉากเป็น 10 นาที เหนื่อยกับการจัดชุดเกราะและอาวุธใหม่ทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง เหนื่อยกับการเก็บเลเวลเพื่อให้เก่งพอไปฟาดกับศัตรูในฉากได้ แถมจะเล่นแต่ละทีก็ต้องนั่งแช่ 2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยหากต้องการให้เนื้อเรื่องเดิน หากเป็นสายตอดวันละครึ่งชม. นี่รับประกันว่าไม่มีอะไรกระเตื้องแน่นวล

ซ้ำร้ายกิจกรรมที่มีมากมายเหลือคณานับก็ซ้ำกันเยอะแยะ และระบบเซฟเกมอัตโนมัติของเกมก็ไม่ได้เอื้อเฟื้อให้ผู้เล่นเท่าไหร่ หลายครั้งที่การสู้กับบอสยาก ๆ แทบตายจนชนะแบบเส้นยาแดงผ่าแปด แต่ดันถูกลูกระจ๊อกมันฟันตายหลังจากนั้นแป๊บนึงทำให้ต้องมาสู้ใหม่ทั้งหมดแต่แรก เจอแบบนี้มันยิ่งเหนื่อยนะเหวย ดังนั่นเราขอแนะนำให้คุณกด Quick Save บ่อย ๆ ไม่งั้นได้มีเขวี้ยงจอยกันแน่

สิ่งที่น่ากลัวกว่าลัทธิ Cult of Cosmos ก็คือการโหลดเกมนี่แหละ

สำหรับพระเอกชื่อดังประจำเกมยี่ห้อ Ubisoft นามว่า “บั๊ก” ก็ยังโผล่หน้ามาให้เห็นบ้างนาน ๆ ครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้มันไม่ได้แผลงฤทธิ์หนักขนาดทำให้เกมเจ๊งเล่นไม่ได้ แค่ทำให้ NC บางตัวนั่งเข้าไปในกำแพงบ้าง ศพศัตรูเด้งไปเด้งมาบ้าง ตัวละคร NPC ร่างหายไปกับสายลมบ้างก็เท่านั้น จุดนี้ต้องขอชมเชยทีมพัฒนาว่าเก็บงานได้ดีสำหรับเกมสเกลบิ๊กเบิ้มขนาดนี้

แต่จุดที่น่าหน่ายใจที่สุดคือระยะเวลาในการโหลดเกมที่ค่อนข้างนานจนน่าหลับ (อย่างน้อยก็ในเครื่อง PS4 Pro) แถมเกมยังโหลดบ่อย สังเกตการณ์ผ่านนกอินทรีย์เสร็จก็โหลด เปิดเมนูแผนที่ขึ้นมาดูก็โหลด ที่สำคัญคือโหลดนานทุกครั้งที่ม่องเท่ง และคุณต้องตายบ่อยจนเบื่อแน่ ๆ ในช่วงต้นเกม นอกจากนี้ก็มีเกมค้างสองสามวินาทีบ้างในบางจุดเพราะโหลดไม่ทัน

ไม่น่าเชื่อว่าทะเลและระลอกคลื่นในกรีกโบราณจะสวยจับใจขนาดนี้

ส่วนงานภาพกราฟิกใน Odyssey ก็เรียกได้ว่าสวยดีแต่ไม่สวยสุด ความสวยงามของภาพมาจากงานออกแบบและการเล่นสีเป็นหลัก โดยเฉพาะภาพของน้ำทะเลและระลอกคลื่นกระทบชายฝั่งที่น่าทึ่งมาก สวยงามเหมือนทะเลจริงยิ่งกว่าหาดบางแสนซะอีก แต่ตัวกราฟิกเอนจิ้นนั้นค่อนข้างธรรมดาเนื่องจากรายละเอียดเท็กซ์เจอร์ที่จืดจางในหลาย ๆ จุด การแสดงออกทางสีหน้าหน้าท่าทางของตัวละครก็ยังดูแข็ง ๆ อนิเมชั่นก็ดูขัด ๆ ไม่ค่อยเนียน บางคนก็ทำท่าทางโอเวอร์แอ็คติ้งซะยังกับในละครน้ำเน่า ยิ่งเป็นฉากจีบ ๆ รัก ๆ ใคร่ ๆ นี่ไม่ต้องพูดถึง แข็งเป็นหินมากกกก จนดูน่าขนลุกเลยเจ้าข้าเอ๋ย

บทสรุปแห่ง Odyssey

โลกในเกมที่มีชีวิตชีวา และ AI ที่ชอบตีกันเองในยามว่าง…

Assassin’s Creed Odyssey มุ่งมั่นที่จะเป็นเกมที่ใหญ่ที่สุดโดยไม่มีการประนีประนอมถ่อมตัวใด ๆ อาจเป็นเพราะ Ubisoft วางแผนจะใช้เกมภาคนี้ต่ออีกหนึ่งปีด้วยการเพิ่มภาคเสริมเข้ามาเรื่อย ๆ ซึ่งความยิ่งใหญ่เกินตัวที่ว่านี้ก็ต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่างแบบช่วยไม่ได้ ดั่งมหากาพย์สุดอลังการที่ต้องมีช่วงยาวยืดน่าเบื่อปนอยู่บ้าง ดั่งบุฟเฟ่ต์ชั้นเลิศที่กินมากไปก็เริ่มไม่อร่อย และดั่งทริปเที่ยวตารางแน่นเอี้ยดที่ทำให้ความสนุกเริ่มกลายเป็นความเหนื่อย แม้กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็ยังมอบประสบการณ์น่าประทับใจที่ควรค่าแก่การได้ลิ้มลองสักครั้ง หากคุณเป็นแฟน Assassin’s Creed ภาค Origins หรือกำลังมองหาเกมแอ็คชั่นผจญภัยใหญ่ ๆ ไว้นั่งเล่นยาว ๆ Odyssey ก็เป็นตัวเลือกที่คุณไม่ควรพลาดนะขอรับ

*ต้องขอขอบคุณทีมงาน Ubisoft ที่ช่วยสนับสนุนโค้ดเกมสำหรับการรีวิวบนแพลตฟอร์ม Playstation 4 มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Game Review

รีวิว : NEW SUPER MARIO BROS. U DELUXE เกม 2D สุดสนุกที่พกพาไปได้ทุกที่บนโลก

Published

on

Assassin’s Creed Odyssey

8.4

GAMEPLAY

8.5/10

GRAPHIC

8.0/10

STORY

7.5/10

PERFORMANCE

8.0/10

VALUE

10.0/10

จุดเด่น

  • แผนที่ใหญ่มหากาฬมาก ๆ แถมยังเต็มไปด้วยกิจกรรมให้ทำจนล้น
  • โลกกรีกโบราณที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี ดูมีชีวิตชีวา
  • การกระทำของผู้เล่นที่ส่งผลกระทบต่อเนื้อเรื่องและโลกของเกม
  • ระบบภารกิจที่ค่อนข้างเปิดกว้างให้เล่นยังไงก็ได้
  • ฟีเจอร์เกม RPG ที่ทำให้เกมเต็มไปด้วยรายละเอียดและมีความลุ่มลึก

จุดสังเกต

  • ความใหญ่และเยอะของเกมทำให้เล่นแล้วทั้งเหนื่อยทั้งมึน
  • จะเล่นแต่ละทีต้องเตรียมเวลาชีวิตไว้หลายชั่วโมง
  • เกมโหลดบ่อย โหลดนาน และมีบั๊กให้เห็นประปราย
  • ระบบการต่อสู้แอบเก้ ๆ กัง ๆ เวลาสู้กับศัตรูหลายตัว

บทความโดย 

พูดถึงเกมที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็กๆ คงหนีไม่พ้น Super Mario Bros. ซึ่งวางจำหน่ายครั้งแรกตั้งแต่ปี 2528 กับกราฟิก 8-Bit บนเครื่อง Famicom อันน่าตื่นเต้นในยุคนั้น หลังจากนั้นเกมในซีรีส์ Super Mario Bros. ก็ออกให้กับเครื่อง Nintendo ในหลายๆ Gen ด้วยกัน และก็เอาของเก่ามาวนขายอยู่ตลอด

และหากย้อนกลับไปสัก 6-7 ปีที่แล้ว New Super Mario Bros. U เคยออกมาโลดแล่นและสร้างประทับใจ เป็นเกม 2D ที่ยอดเยี่ยมที่สุดบนเครื่อง Wii U มาแล้ว แต่มันคงดีไม่น้อยที่มันสามารถนำออกไปเล่นนอกบ้านได้ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงครับ กับเกม New Super Mario Bros. U Deluxe บนเครื่องคอนโซล Hybrid ที่เล่นในบ้านก็ได้ พกพาออกไปนอกบ้านก็ดี อย่างเจ้า Nintendo Switch ที่ทำให้คุณสามารถเล่นเกม New Super Mario Bros. U นอกบ้านได้ แม้กระทั่งตอนทำธุระส่วนตัวในห้องส้วม มันตอบโจทย์ผมได้ดีจริงๆ เชียว !!

ซึ่งเกม New Super Mario Bros. U Deluxe ที่ผมกำลังจะรีวิวนี้ มันจะประกอบไปด้วยสองเกมที่เคยออกให้กับ Wii U มัดรวมอยูในแพ็กเดียวกัน นั่นคือ New Super Mario Bros. U กับ New Super Luigi U ซึ่งกราฟิกของเกมนั้นเท่าที่ผมดูจากเครื่อง Wii U ของเพื่อนที่สนิทๆ นั้น มันแทบไม่ได้พลิกโฉมหรือปรับปรุงกราฟิกอะไรเพิ่มเติมจาก Wii U เลย (พูดง่ายๆคือก็อปมาจาก Wii U มาทั้งดุ้น) แต่เฟรมเรตของเกมนั้น เท่าที่เล่น “ลื่นไหล” เป็นอย่างมาก ไม่เคยเห็นว่ามันจะกระตุก สะดุด หรือหน่วงตรงไหนเลย นั่นคงเป็นเพราะว่าสเปกของ Nintendo Switch ที่สูงกว่า Wii U นั่นเอง และข้อดีอย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้น “มันพกพาได้” ครับ ชอบอีตรงนี้แหละ 😆

เจ้ากระต่ายม่วง “Nabbit”

นอกเหนือจากความสามารถในการพกพาแล้ว New Super Mario Bros. U Deluxe ยังเพิ่มตัวละครภายในเกมให้มันดูแตกต่างจากเวอร์ชั่น Wii U อย่าง “Toadette” ซึ่งหากเราเล่นโดยใช้ตัว Toadette แล้ว มันก็เหมือนเราเล่นเกมในโหมด Easy ไปโดยปริยาย ซึ่ง Toadette มีความสามารถในการกลายร่างได้ ซึ่งในเกมจะสามารถกลายร่างเป็นเจ้าหญิงพีช “ Peachette” เมื่อกลายร่างเป็นเจ้าหญิงแล้วจะมีความสามารถเพิ่มเติมก็คือ ใช้กระโปรงกั้นลมให้ตัวลอยได้ชิวส์ๆ เวลาเรากดปุ่มกระโดด ซึ่งมันเหมาะมากสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ที่ไม่เคยเล่นมาก่อนหรือคิดว่ามันยากจนเกินไป นอกจากนี้ยังมีเจ้ากระต่ายม่วง “Nabbit” ที่ปรากฏในเกม New Super Luigi U ก็แอบมาโผล่อยู่ใน New Super Mario Bros. U ด้วยเช่นเดียวกัน โดยเจ้า Nabbit นั้นมีไว้สำหรับผู้เล่นที่มีไม่เคยผ่านมือกับเกม Mario มาก่อนเลย พูดง่ายๆ หาก Toadette เป็นโหมดง่าย Nabbit นี่จะเป็นโหมดเบบี๋ๆ ไปเลย เพราะมันเดินผ่านศัตรูสบายๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยกเว้นจะพลาดตกเหวลงไปก็เท่านั้น

หากคุณเล่นแล้วเกิดตายบ่อยๆ มันก็จะมีโหมดพิเศษที่ชื่อว่า “Super Guide” ขึ้นมา โดยจะเปลี่ยนตัวละครเป็นเจ้าลุยจิชุดสีเขียว และเล่นเองอัตโนมัติ เพื่อให้คุณผ่านไปได้ (ให้ความรู้ว่าเหมือนมันเย้ยว่าเราอ่อนไรงี้ 😂)

ความยากในแต่ละด่านนั้นดูท้าทายผู้เล่นอย่างเราเป็นอย่างมากเลยครับ ในขณะที่เล่นก็อาจสร้างอาการหัวร้อนขึ้นมาได้เลย ยิ่งลองได้ไปเล่นใน New Super Luigi U นี่อย่างโหดเลยทีเดียวล่ะครับ แถมทุกครั้งที่ตาย ถ้ายังไม่ถึงจุด Check Point ที่เป็นธง ก็ต้องกลับมาเริ่มเล่นใหม่ตั้งแต่ต้นกันเลย และฉากบางฉาก ด่านบางด่านที่มีเวลามาเป็นตัวแปรด้วยแล้ว มันสร้างความลำบากและอุปสรรคให้กับเราเป็นอย่างมาก ว่า Donkey Kong หัวร้อนแล้ว อันนี้หนักเลย ฮ่าฮ่าฮ่า

และอีกตัวที่จะไม่พูดถึงเลยไม่ได้นั่นคือ “Yoshi” เจ้าเพื่อนไดโนเสาร์สีเขียวตัวน้อย ที่ภาคนี้แทบไม่ได้ยินเสียงอะไรจากมันมากนักตั้งแต่ออกมาจากไข่ แต่มันก็มาพร้อมความสามารถที่จัดเต็ม ตั้งแต่เป็นพาหนะคู่ใจเราด้วยการกระโดดขึ้นไปนั่งขี่บนตัวมันตะลุยอุปสรรคต่าง และความสามารถในการใช้ลิ้นตวัดดึงศัตรูมากินได้ราวกับกบหรือคางคกกินแมลง นอกจากนี้มันยังมีโยชิน้อยที่มีคุณสมบัติและความสามารถที่แตกต่างกันออกไปอีก เรียกได้ว่าเจ้าโยชิมันก็มีบทบาทในเกมนี้พอสมควรเลยล่ะ

ที่เป็น Point หลักของภาคนี้อีกอย่างหนึ่งคือ คุณไม่จำเป็นต้องมาตะลุยบุกเดี่ยวในเกมนี้คนเดียวอีกต่อไป เพราะสามารถชวนเพื่อนของคุณออกมาช่วยกันตะลุยด่านต่างๆได้พร้อมกันสูงสุดถึง 4 คนเลยทีเดียว เรียกได้ว่าถ้าด่านไหนยากเกินความสามารถเรา เราสามารถช่วยเพื่อนในก๊วนมาช่วยได้สบายๆ (แต่ไม่มีโหมดออนไลน์นะจ๊ะ ดังนั้นต้องโทรตามเพื่อนมาเล่นด้วยถึงที่เลย แต่ผมว่าก็ดีนะ คิดถึงวันเก่าๆไปด้วย)

บทสรุป : ในฐานะที่ผมไม่เคยเล่นเกมนี้บน Wii U มาก่อน ผมบอกได้เลยว่า นี่คือเกม 2D ที่ดีที่สุดของ Nintendo Switch และสามารถพกพาออกไปเล่นนอกบ้านได้ ด่านที่มีแต่ความท้าทาย และมีความหลายหลายในสภาพแวดล้อม ทำให้ดูไม่ซ้ำซากจำเจ Map ที่กว้างใหญ่พอสมควร และแต่ละด่านที่โหดหินชวนหัวร้อน คิดว่าผมคงจะใช้เวลาพอสมควรกว่าจะพยายามเล่นเกมนี้ให้จบได้ 😓

ที่มา: Loftgame

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Game Review

[Review] PLAYERUNKNOWN’S BATTLEGROUNDS เวอร์ชัน PS4 มาเข้าร่วมสนามรบกันได้ที่ Console บ้านคุณ !!

Published

on

Assassin’s Creed Odyssey

8.4

GAMEPLAY

8.5/10

GRAPHIC

8.0/10

STORY

7.5/10

PERFORMANCE

8.0/10

VALUE

10.0/10

จุดเด่น

  • แผนที่ใหญ่มหากาฬมาก ๆ แถมยังเต็มไปด้วยกิจกรรมให้ทำจนล้น
  • โลกกรีกโบราณที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี ดูมีชีวิตชีวา
  • การกระทำของผู้เล่นที่ส่งผลกระทบต่อเนื้อเรื่องและโลกของเกม
  • ระบบภารกิจที่ค่อนข้างเปิดกว้างให้เล่นยังไงก็ได้
  • ฟีเจอร์เกม RPG ที่ทำให้เกมเต็มไปด้วยรายละเอียดและมีความลุ่มลึก

จุดสังเกต

  • ความใหญ่และเยอะของเกมทำให้เล่นแล้วทั้งเหนื่อยทั้งมึน
  • จะเล่นแต่ละทีต้องเตรียมเวลาชีวิตไว้หลายชั่วโมง
  • เกมโหลดบ่อย โหลดนาน และมีบั๊กให้เห็นประปราย
  • ระบบการต่อสู้แอบเก้ ๆ กัง ๆ เวลาสู้กับศัตรูหลายตัว

พักหลังๆ มานี่วงการเกมเรา มีประเด็นร้อนแรงให้พูดถึงอยู่มากครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีๆเรื่องร้ายๆ และต้องยอมรับว่าปี 2018 นี้ค่อนข้างที่จะมีแต่เรื่องร้ายๆออกมาเยอะมากเช่นกัน “PUBG” เองก็เป็นหนึ่งในประเด็นนั้นๆ ครับ ในช่วงต้นปี 2018 เป็นต้นมา PUBG ประสบปัญหาหลายอย่างมากมาย ด้วยจำนวนผู้เล่นที่ลดลงเรื่อยๆ ตัวเกมได้พยายามเข็นไปลงให้กับตลาด Console อย่าง Xbox One ก่อนที่จะโดนกระแสด่ากลับมา ถึงการที่ตัวเกม Optimize มาค่อนข้างแย่ จนถึงสิ้นปี PUBG ก็ได้ออกสู่ชาว PS4 กันสักที

แล้วมันก็ทำออกมาได้อย่างที่คิดจริงๆ

สำหรับ PUBG เอง เป็นที่ทราบกันดีว่าตัวเกมวางจำหน่ายให้กับเวอร์ชัน PC ไปก่อนที่จะนำเอามาลงให้กับ Xbox One แต่ผมก็เชื่อว่าคนที่กดเข้ามาอ่านบทความนี้ ล้วนแล้วแต่ต้องการที่จะรู้ว่าเกมนี้มันไปได้ดีไหมในเวอร์ชัน PS4 ซึ่งถ้าใครไม่อยากจะเสียเวลาอ่านอะไรมากมาย ผมแนะนำให้ข้ามไปย่อหน้าสุดท้ายได้เลย แต่ถ้าอยากจะรู้ลึกถึงรายละเอียด ก็มารับฟังไปพร้อมกันเลยครับ

สำหรับ PUBG ในเวอร์ชัน PS4 นั้นตัวเกมแน่นอนว่ามี Patch ตามหลังเวอร์ชัน PC อยู่แน่นอน ตัวเกมจะถูกออกแบบส่วนเสริมมาสำหรับ PS4 เองโดยเฉพาะโดยไม่อิงกับ Xbox One หรือ PC สักเท่าไรครับ นั้นรวมไปถึงการที่ตัวเกมต้องใช้ PS Plus ในการเล่นออนไลน์ (ก็มันเล่นได้แต่ออนไลน์นี่หว่า) รวมไปถึงระบบ Microtransaction ที่ผมจะพูดถึงอีกทีครับ สำหรับผู้เล่นที่ใช้ทั้งเครื่องธรรมดาและโปร แน่นอนว่าเล่นด้วยกันได้ปกติ

“และแน่นอนก่อนที่เราจะเข้ารีวิว ขอขอบคุณทาง PUBG Corp ที่ส่งมอบของขวัญสุดพิเศษ และตัวเกมที่ใช้ในการรีวิวครั้งนี้ด้วยครับ”


Playstation Battlegrounds


PLAYERUNKNOWN’S BATTLEGROUNDS หรือ PUBG เป็นเกม FPS TPS ที่มีระบบการเล่นเน้นเอาชีวิตรอดแบบ Battle Royale โดยมีจุดเด่นคือการเล่นแบบ Tactical ชั้นสูงที่ต้องใช้ความสามารถของผู้เล่นในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นการยิงและการฟัง รวมไปถึงการคาดเดา และแน่นอนคือต้องมีดวงเยอะๆ ตัวเกมเริ่มต้นจากการพัฒนาต่อยอดมาจาก Mod ของ Arma 3: King of the Hill ก่อนที่จะไปทำ H1Z1 King of the Kill และกลายมาเป็น PUBG ในที่สุด

ตัวเกมในเวอร์ชัน PS4 มันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับเวอร์ชันของ PC เลยสักนิดครับ และนั้นก็หมายถึงทั้งเรื่องบัค กราฟิก ทุกๆ อย่างก็ไม่ต่างอะไรกับของ PC ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้วใครที่หวังว่าในเวอร์ชัน PS4 จะทำออกมาได้ดีกว่าของ PC ก็ต้องบอกเลยว่าคุณคิดผิดแล้ว สิ่งที่ดีกว่าก็น่าจะเป็นเรื่อง Hacker ที่โอกาสจะเจอเรียกได้ว่าเป็น 0 เลยทีเดียว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มี Hacker ก็จะไม่มี Cheater นะครับ เพราะใน PS4 มันจะมีอุปกรณ์ 3rd Party ที่ออกแบบมาให้ใช้เมาส์คียบอร์ด เล่นเกมได้ปกติเลย

เลือกจุดกระโดดขณะอยู่บนเครื่องบิน

สำหรับคนที่ไม่เคยเล่น ก่อนอื่นเรามาพูดถึงแนวเกมและการเล่นของมันก่อน สำหรับคนที่ต้องการอ่านถึงประสิทธิภาพการเล่นในเครื่อง PS4 ให้ข้ามไปหัวข้อต่อไปเลยครับ PUBG เป็นเกม Battle Royale โดยจะใช้รูปแบบการเล่นเป็น FPS, TPS (เวอร์ชัน PS4 ตอนนี้มีแค่ TPS) ผู้เล่นจะต้องเอาชีวิตรอดให้เหลือเป็นคนสุดท้าย จากผู้เล่นทั้งหมด 100 คน ใครอยู่คนสุดท้ายก็จะเป็นผู้ชนะ ก่อนเริ่มเกมผู้เล่นจะถูกส่งไปอย่าง Lobby ก่อนที่จะนับเวลาถอยหลัง 1 นาที และจะถูกส่งไปบนเครื่องบิน ได้กระโดดร่มลงมาตามจุดต่างๆในแผนที่ ผู้เล่นสามารถเลือกจุดกระโดดร่มเองได้

โดยระหว่างการเล่นจะมีการกำหนด Play Zone ให้ผู้เล่นอยู่ในโซนนั้นๆ ถ้าหากผู้เล่นไม่อยู่ในโซน หรือออกมานอกโซนการเล่น ก็จะโดน Damage Overtime ลดพลังชีวิตของผู้เล่นไปเรื่อยๆ จนตาย เพราะฉะนั้นผู้เล่นต้องมีการวางแผนตลอดการเดินทางใน Match นั้นๆให้ดี ตัวเกมจะมียานพาหนะให้เลือกใช้หลายแบบ ไล่ไปตั้งแต่มอเตอร์ไซค์ไปถึงรถตู้ ผู้สามารถเล่นกับเพื่อนได้สูงสุดถึง 4 คน โดยจะแบ่งเป็นโหมด DUO และ Squad ถ้ามาคนเดียว ก็สามารถจับคู่ร่วมกับคนอื่นๆได้เช่นกัน

อย่างที่ได้บอกไปในตอนแรกว่า PUBG เป็นเกมที่เน้นการเล่นแบบ Tactical สูงมาก เพราะฉะนั้นการที่เราจะถือปืนออกไปเป็น Rambo One Man Show ไล่เก็บศัตรูเพียงคนเดียว จึงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำแบบนั้นไม่ได้ ตัวเกมเองก็มีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูง สร้างสถานการณ์การต่อสู้ได้หลากหลายรูปแบบตามเหตุการณ์ เช่นตัวของผู้เล่นที่กำลังต่อสู้กับศัตรูคนนึงอยู่ อาจจะถูกผู้เล่นอีกหนึ่งคนยิงเข้าจากด้านหลังก็ได้

อีกสิ่งนึงที่ผมชอบมากๆ สำหรับ PUBG ก็คือการที่ตัวเกมเปิดโอกาสให้ผู้เล่นใช้อาวุธชนิดไหนก็ได้ตามความถนัดของผู้เล่นนี่แหล่ะครับ อาจจะฟังดูไม่พิเศษอะไร แต่ต้องบอกว่าเกมนี้ค่อนข้างจัดการกับเรื่องความสมดุลปืนได้ดีมากเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่นปืนชนิด SMG อย่าง Vector ที่เรียกได้ว่าเป็น Killing Machine เลยทีเดียวหากผู้เล่นใช้อย่างถูกวิธี หรือปืนพกติดตัว ที่ทำหน้าที่ของมันได้ค่อนข้างดีมากๆ แถมยังมีปืนอย่าง Glock 18 ที่เรียกได้ว่าเข้าขั้นโกงเลยทีเดียว

ในการต่อสู้ระยะกลางๆ ไปถึงระยะประชิดผู้เล่นบางคนอาจจะชอบใช้ปืน AR หรือ Shotgun ในการเข้าปะทะ แต่สำหรับผม SMG คือคำตอบ ไม่ว่าจะเป็น Vertor หรือ UMP-9 คือปืนที่ดีมากๆสำหรับตัวผมเอง รวมไปถึงการต่อสู้ระยะไกลๆ ตัวผมเลือกที่จะใช้ปืนอย่าง AR ติด Scope ระยะไกล หรือ Semi Auto Rifle แทนที่จะเป็นปืนประเภท Bolt Action อย่าง Kar98, AWP อะไรพวกนี้ครับ งานนี้ใครอยากจะสวมบทบาทเป็น Hitman หรือ 007 โดยการใช้ปืนพกทั้งเกมก็ทำได้ !!

เรื่องอาวุธภายในเกมนอกจากว่าจะมีให้เลือกใช้เยอะมากแล้ว แน่นอนว่าสามารถปรับแต่งเองได้เยอะมากๆ เช่นกัน เรื่องการแต่งปืนก็จะไม่ต่างอะไรกับเกมอื่นๆ ทั่วไป ปืนที่ดรอปอยู่ตามฉากจะไม่มีอะไรติดมาให้เลยครับ ผู้เล่นสามารถหาของแต่งปืนได้ตามฉากนี่แหล่ะ โดยมันจะแบ่งประเภทออกไปหลากหลายชนิด ไล่ไปตั้งแต่ลำกล้อง Scope ติดปืน ไล่ไปตั้งแต่ Red Dot, Holo, Acog และพวก Gripping ชนิดต่างๆ, Magazine ชนิดพิเศษ. Barrel ติดปืนหลากชนิด รวมไปถึง Suppressor โดยแต่ละชนิดก็จะมีความแตกต่างกันออกไป ตามความชอบของผู้เล่นครับ เช่นตัวผมที่ชอบการใช้ Holo มากกว่า Red Dot เพราะติดมาจาก R6 Siege นี่แหล่ะ

นอกจากเรื่องอาวุธที่จำเป็นสำหรับผู้เล่นแล้ว พวกชุดเกราะต่างๆ ก็มีส่วนที่จะตัดสินชีวิตของเราเช่นกัน ใน PUBG อุปกรณ์ป้องกันจะมีแค่ 2 อย่างก็คือหมวก กับชุดเกราะ โดยตัวเกมจะแบ่งระดับของมันออกไว้เป็น 3 ระดับ ไล่ไปตั้งแต่ Level 1-3 แน่นอนว่าด้วยระดับที่สูงขึ้นมันก็จะเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันให้ดีขึ้นมากเช่นกัน ในส่วนของหมวก หากผู้เล่นโดนยิงทั้งๆที่ไม่มีหมวก ไม่ว่าจะเป็นในระยะไหนหรือปืนกระบอกไหนก็ตาม ผู้เล่นจะตายภายในนัดเดียวทันที เพราะฉะนั้นหาหมวกใส่ไว้ตลอดจะดีที่สุดครับ

นอกจากนี้แล้วตัวเกมก็จะมีของชนิดอื่นๆ ที่จำเป็นต่อตัวผู้เล่น เช่นอย่างยารักษา ผ้าพันแผล ยาแก้ปวด เครื่องดืมชูกำลัง โดยของพวกนี้จะช่วยเพิ่มพลังชีวิตให้ผู้เล่นที่บาดเจ็บจากการต่อสู้ครับ และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ระเบิดชนิดต่างๆ ที่ถือว่าเป็น Key สำคัญที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบของผู้เล่นเลยทีเดียว ของพวกนี้เราสามารถเก็บได้มากน้อยตามระดับกระเป๋าเก็บของที่ผู้เล่นสามารถหาเก็บได้ตามฉากนั้นแหล่ะครับ แน่นอนว่ามันก็ถูกแบ่งระดับไว้ 3 ระดับเช่นกัน

ใน PUBG เมื่อผู้เล่นอยู่รอดเป็นคนสุดท้าย หรืออยู่รอดเป็นทีมสุดท้าย ก็จะถือว่าชนะใน Match นั้นๆ ครับ เมื่อผู้เล่นชนะก็จะได้รับแต้มเงิน BP และค่าประสบการณ์สำหรับ Event Pass ที่ผมจะพูดถึงอีกที โดยเจ้าเงิน BP ที่ได้มานี้ผู้เล่นสามารถนำเอาไปชื้อกล่อง Loot Box หรือของ Skin แต่งตัวภายในเกมได้ผ่านร้านค้าในเมนูหลักของเกมเลยครับ Skin พวกนี้ก็จะแบ่งไปตั้งแต่ชิ้นส่วนหัวจรดเท้า รวมไปถึง Skin ปืนทุกชนิดในเกม โดยมีการแบ่งระดับความหายากง่ายเอาไว้ใส่โชว์คนอื่นในเกมนั้นเอง

และนั้นคือการมาของระบบ Microtransaction ที่ผู้เล่นสามารถใช้เงินจริงๆ เติมเงิน G-Coin ผ่าน PS Store เพื่อชื้อของที่ขายในร้านค้าภายในเกม โดยของพวกนี้บังคับให้ใช้ G-Coin ชื้อเท่านั้น ไม่สามารถใช้ BP ชื้อได้ ในขณะเดียวกันของที่ใช้ BP ชื้อได้ ก็จะไม่สามารถใช้ G-Coin ชื้อได้เช่นกันครับ (ระบบนี้จะแตกต่างกับของ PC เพราะของ PC ไม่มี G-Coin แต่จะเป็นการชื้อของที่ใช้เงินจริงตามราคาที่กำหนดไว้เลย) โดยเจ้า G-Coin พวกนี้มีราคาเริ่มต้นที่ 149 บาท 500 G-Coin แต่ของภายในเกมอย่าง Skin ปืน M416 ก็เริ่มที่ 700 G-Coin กันแล้ว


Playstation Performance


ต้องยอมรับจริงๆ ว่าถ้าพูดถึงเรื่อง Performance สำหรับเกมที่รีวิวใน PS4 ตัวผมเองพูดตามตรงว่าไม่ได้คาดหวังอะไรนักจากเครื่อง Console แต่มันก็มีหลายเกมที่ทำออกมาได้ดีตามกราฟิกที่ได้ แต่เมื่อมาถึง PUBG แล้วนั้น คำพูดเดียวที่ผมสามารถอธิบายได้ทั้งหมด มันก็คือความไม่น่าดู ไม่ลื่นไหลของเกมบน Playstation 4 ครับ (ส่วน PS4 Pro รอดนะ)

รูปจาก Digital foundry

อย่าเพิ่งร้อนใจกันไป PUBG ใน PS4 นั้น Run ที่ 1080p สำหรับเครื่องธรรมดา และ 1440p สำหรับเครื่อง Pro โดยที่ทั้งสองเครื่องจะเป็นการ Run แบบ Native Resolution ไม่มีการ Upscale ใดๆ ทั้งสิ้น แถมเครื่องเวอร์ชัน Pro ยังสามารถเปิดโหมด Supersampling ได้หากเล่นในหน้าจอที่ 1080p และยังมี Texture ที่ดูดีกว่าของเครื่องธรรมดามากๆ โดยผมขออนุญาตยกรูปมาจาก Digital foundry เพื่อแสดงให้เห็นถึง Texture ภายในเกมของทั้งสองเวอร์ชันครับ

ที่นี้เรามาพูดถึงเรื่อง Frame Rate สำหรับเกมที่เน้นการเล่น PVP แบบนี้ Frame Rate คือสิ่งที่สำคัญมากๆ แน่นอนว่าตัวเกม Lock Frame Rate ไว้ที่ 30 ตลอดทั้งเกม และเป็นไปตามที่คิดก็คือเครื่องธรรมดานั้นมีเฟรมร่วงให้เห็นอยู่ตลอดทั้งเกม สำหรับเครื่อง Pro ก็พอมีให้เห็นบ้างเพียงเล็กน้อย สำหรับปัญหาเรื่องการโหลด Texture ไม่ทันของเวอร์ชัน Xbox One ก็ต้องขอขอบคุณ PS4 ตัวธรรมดาที่แรงกว่า ทำให้ไม่มีปัญหานั้นเลยครับ

ยิ่งตอนกระโดดร่มนี่ RIP Frame Rate

แต่นี่เรากำลังพูดถึงปี 2018 เกมที่ Lock Frame Rate ไว้ที่ 30 ถ้าหากเราใช้คำว่าร่วงตลอดทั้งเกม นั้นหมายความว่ามันจะลงมาเหลือ 20-25 และนั้นก็แสดงให้เห็นถือการกระตุกที่แทบจะเล่นไม่ได้ หลายๆ คนอาจจะคิดว่าผมเรื่องมากไป หรือคิดว่าเครื่องธรรมดามันก็ทำได้แค่นี้ต้องเล่นเครื่อง Pro สิ ผมอยากให้มองไปอย่างเกมใหม่ล่าสุดอย่าง Red Dead Redemption 2 หรือถ้าจะให้แฟร์ ก็ต้องเกมอย่าง Battlefield V ที่มีกราฟิกสวยงามมากกว่า PUBG หลายสิบเท่า แต่ที่ตลกคือ Battlefield V กลับ Run ได้ที่ 60 FPS แม้ว่าจะเป็นเครื่องธรรมดาก็ตามนี่ล่ะ

การที่ผมเอา PUBG มาเปรียบเทียบกับ Battlefield V ในเรื่องของ Frame Rate อาจจะไม่ค่อยจะเข้าหูคุณผู้อ่านสักเท่าไร แต่เชื่อผมเถอะว่านี่มันเป็นการเปรียบเทียบที่แฟร์สุดๆ แล้ว หรือจะให้นำเอาไปเปรียบกับกับเกมอย่าง Fortnite ที่ใช้ Unreal Engine 4 เช่นกัน ก็คงจะยิ่งไม่เข้าหูแฟนๆ เข้าไปอีก และถ้าเรามองดีๆ ก็จะรู้เลยว่าเกมอย่าง PUBG มันไม่ควรจะใช้สเป็คเครื่องที่สูงขนาด PS4 ไม่สามารถ Run ที่ 60FPS หรือเอาง่ายๆ แค่ทำให้คงที่ 30FPS ตลอดเวลาไม่ได้

โดยเรื่องนี้ผมจะไม่โทษเครื่อง PS4 เลยแต่อย่างใดครับ แต่ผมจะโทษไอ่ตัวเกมเองนี่แหล่ะ PUBG เป็นเกมที่มีปัญหาเรื่อง Optimize มานานมากๆ แล้ว ตั้งแต่เวอร์ชัน PC ยัน Xbox One ที่ทำเอาผู้เล่นหลายๆ คนปวดหัว และเบื่อที่จะด่า จนมาถึงวันนี้ในที่สุดตัวเกมก็ได้มอบเอาภาพรายละเอียดน้อย และ Frame Rate แย่บน PS4 ใครอยากได้ภาพที่ลื่นขึ้น ดีขึ้นก็คงต้องเล่นบน PS 4 Pro แทน

มีให้เลือก แต่ไม่มีบอกว่าแบบไหนเป็นอย่างไร

มาพูดถึงเรื่องการบังคับกันบ้าง ต้องบอกว่าผมค่อนข้างประทับใจกับการออกแบบปุ่มบังคับการเล่นเกมบน Controller PS4 ออกมาได้ดีมากๆ ผู้เล่นสามารถจัดการช่องเก็บของได้สะดวก ง่ายดาย สามารถบังคับตัวละครได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด โดยในช่วงแรกผู้เล่นอาจจะต้องปรับตัวสักนิด แต่เมื่อผ่านไปสัก 3-4 เกมแล้วก็จะชินเองครับ แต่น่าเสียดายที่ตัวเกมไม่สามารถปรับปุ่มได้อิสระเหมือนในของ PC แต่จะมี Option มาให้เลือกแบบ Type A-B มาให้เท่านั้นครับ

และถ้าพูดถึงเรื่อง Controller ก็คงต้องมามองอุปกรณ์เสริม 3rd Party ที่ถูกยอมรับโดย Sony เอง อย่างพวกอุปกรณ์ที่จำลองการใช้เมาส์คีย์บอร์ดเล่นเกมอย่างกับใช้เมาส์คีย์บอร์ดจริงๆ เล่น แถมยังมีอีกสารพัดอุปกรณ์ช่วยเหลืออีกมากมาย ที่บอกตามตรงว่าหนักกว่า Hacker ก็คือ Cheater พวกนี้นั้นล่ะ นึกภาพว่าใครจะเอาจอยไปยิงสู้คนใช้เมาส์คีย์บอร์ดได้กับเกมที่ไม่มี Aim Assist งานนี้คงโทษใครไม่ได้ นอกจากคนที่ใช้ของพวกนี้นั้นล่ะครับ

เรื่องระบบเสียงภายในเกมนี้ ที่ตัวผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทีมงานขี้เกียจหรืออย่างไร เพราะเราไม่สามารถปรับเพิ่มลดเสียงอะไรภายในเกมนอกจากให้เปิดปิดเพลงได้เลยครับ WHAT!!! รวมไปถึงพวก Voice Chat ที่ไม่มีให้เลือกแบบ Push to Talk ซึ่งผมก็เข้าใจว่ามันเป็นเกม Console คงจะตั้งปุ่มในกดพูดลำบาก แต่อย่างน้อยก็น่าจะเพิ่ม Voice Threshold มาให้ผู้เล่นหน่อยก็ยังดี แถมไม่มีให้ปรับความดังของเสียงพูดถึง Input และ Output อีกด้วย ซึ่งไอ่เรื่องพวกนี้มันมีในเวอร์ชัน PC นะ แล้วทำไมใน PS4 ถึงไม่มีฟระ!!

คำถามสุดท้ายก็น่าจะเป็นเรื่อง Server ที่มีให้เลือกภายในเกม ในเวอร์ชัน PS4 จะมีให้เลือกแค่ 3 โซน แต่ไม่มี SEA นะครับ งานนี้ต้องโดดร่วมแจมกับชาว Asia/Oceania โดยที่ผมก็ไม่สามารถบอกได้ว่าปิงในเกมมันอยู่ที่เท่าไร (แต่คาดว่าน่าจะ 120+) นอกจากนี้ Setting อื่นๆในส่วนของ Gameplay ก็มีเหมือนเวอร์ชัน PC ทุกประการ และแน่นอนว่าตัวเกมมีภาษาไทยแบบเวอร์ชัน PC อีกด้วยครับ ก็ถือว่า PS4 มีเกมภาษาไทยให้เล่นเพิ่มอีกเกมละนะ


สรุป


สรุปแล้ว PUBG มันก็ยังคงเป็น PUBG ของมันอยู่ดีครับ ตัวเกมไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างจากของเวอร์ชัน PC ไปเลย ที่เพิ่มเติมเข้าไป ก็คือกราฟิกที่แย่กว่าเดิม เฟรมเรตที่แย่กว่าเดิม และ Patch ที่ตามหลังกว่าของ PC อยู่ และนั้นคือสิ่งที่ PUBG ที่ชาว PS4 จะได้เล่นกัน ส่วนตัวแล้วผมเคยรีวิวเกมนี้ไปตั้งแต่เกมวางขายเวอร์ชัน EA ครั้งแรกไปไม่ถึง 1 เดือน สมัยที่คนเล่นยังไม่ถึงหลักแสน ณ เวลานั้นผมเคยพูดเอาไว้ว่า “PUBG เป็นเกมที่ดีในระดับนึง” จนถึงตอนนี้มันก็เป็นเกมที่ดีในระดับนึงจริงๆครับ

แต่เพียงแค่ว่ามันไม่ควรจะ เป็นแบบนี้ เท่านั้นเอง ตัวเกมมีปัญหามากมายหลายอย่าง ที่ผมขอแนะนำให้คนที่เล่นเวอร์ชัน PC ก็จงเล่นมันต่อไป ไม่ต้องหันมามองเวอร์ชัน Console เพื่อที่จะหนีจาก Hacker หรอกครับ เพราะใน Console มันก็มีพวกใช้ 3rd Party เมาส์คีย์บอร์ดอยู่เช่นกัน แต่สำหรับคนที่ไม่มี PC แรงๆ สักเครื่อง และอยากจะเล่น PUBG นั้น เวอร์ชัน PS4 ก็อาจจะตอบโจทย์คุณได้บ้าง แต่ก่อนที่จะกดเพิ่มลงตะกร้านั้น ผมอยากให้คุณตรวจสอบ PC คุณดีๆ ก่อน ว่ามัน Run ได้ดีกว่าเวอร์ชัน PS4 จริงๆหรือไม่ครับ

PLAYERUNKNOWN’S BATTLEGROUNDS วางจำหน่ายแล้ววันนี้ใน PS Store ด้วยราคา 904 บาท คลิก

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Game Review

[REVIEW] Battlefield V สนามรบออนไลน์สุดมันส์ของเกมเมอร์สายทีมเวิร์ค

Published

on

Assassin’s Creed Odyssey

8.4

GAMEPLAY

8.5/10

GRAPHIC

8.0/10

STORY

7.5/10

PERFORMANCE

8.0/10

VALUE

10.0/10

จุดเด่น

  • แผนที่ใหญ่มหากาฬมาก ๆ แถมยังเต็มไปด้วยกิจกรรมให้ทำจนล้น
  • โลกกรีกโบราณที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี ดูมีชีวิตชีวา
  • การกระทำของผู้เล่นที่ส่งผลกระทบต่อเนื้อเรื่องและโลกของเกม
  • ระบบภารกิจที่ค่อนข้างเปิดกว้างให้เล่นยังไงก็ได้
  • ฟีเจอร์เกม RPG ที่ทำให้เกมเต็มไปด้วยรายละเอียดและมีความลุ่มลึก

จุดสังเกต

  • ความใหญ่และเยอะของเกมทำให้เล่นแล้วทั้งเหนื่อยทั้งมึน
  • จะเล่นแต่ละทีต้องเตรียมเวลาชีวิตไว้หลายชั่วโมง
  • เกมโหลดบ่อย โหลดนาน และมีบั๊กให้เห็นประปราย
  • ระบบการต่อสู้แอบเก้ ๆ กัง ๆ เวลาสู้กับศัตรูหลายตัว

รบกันมารัว ๆ มากกว่า 40 ภาค ในสมรภูมิต่างที่ต่างเวลามากกว่า 5 ยุค เมื่อมาถึงภาคน้องใหม่ล่าสุดของ Battlefield ที่กลับไปใช้ฉากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมือนต้นกำเนิดของซีรี่ส์ ทีมพัฒนา DICE จึงต้องสรรหาจุดแปลกใหม่เข้ามาบ้างหากไม่อยากให้แฟน ๆ เบื่อไปซะก่อน ซึ่งแทนที่พวกเขาจะใช้วิธีง่าย ๆ อย่างการโปะสกินใหม่ ใส่ปืนแปลก ๆ หรือยานพาหนะประหลาด ๆ เข้ามาในเกมเพื่อให้คนเล่นตื่นเต้นจากการได้จับของเล่นใหม่ พวกเขากลับมุ่งเน้นไปในเส้นทางที่ลึกลงไปกว่านั้น แม้จะมองเห็นได้ยากด้วยตาเปล่าแต่เกมเมอร์จะรู้สึกถึงมันได้อย่างชัดเจนเมื่อได้ลองเล่นเกมกับมือ

ความแปลกใหม่ที่ว่าของ Battlefield V คือการปรับซีรี่ส์นี้ให้กลายเป็นเกมออนไลน์มัลติเพลเยอร์สเกลยักษ์ที่เน้น “การเล่นเป็นทีม” เต็มรูปแบบ รวมทั้งการปรับระบบในเกมให้เข้าที่เข้าทางและสมดุลที่สุดเท่าที่จะทำได้ การเลือกเดินในเส้นทางนี้อาจทำให้เกมเมอร์ไม่ได้ร้องโอ้โห อ้าหา ตั้งแต่เปิดเกมมาเล่นใน 10 นาทีแรก แต่พวกเขาจะซาบซึ้งกับมันหลังจากโจ้เพลิน ๆ ไปนานกว่า 10 ชั่วโมงแล้ว รายละเอียดของความใหม่นี้เป็นอย่างไร ถูกใจแฟน ๆ ซีรี่ส์และขา FPS หรือไม่ ลองไปดูกันเลย!

ภาพ เสียง เอนจิ้นทรงพลัง ประหนึ่งรถถัง Tiger!

อาห์… เอฟเฟ็กต์รถถังระเบิดบึ้มนั้นช่างสวยงาม

ขึ้นชื่อว่าเป็นเกม Battlefield ทั้งทีก็ต้องมาพร้อมกับเอนจิ้น Frostbite มหากาฬของทีม DICE เค้าอยู่แล้ว ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคุณภาพกราฟิกยังคงมาตรฐานอันสูงส่งของ Frostbite ไว้ได้ไม่ผิดหวัง ภาพเนียนกริ๊บเหมือนภาพถ่าย แสงสีสดใส แถมยังเฟรมเรตลื่นปรื๊ด 60 FPS แม้จะเล่นบนเครื่อง PS4 Pro นอกจากนี้หากคุณเล่นบนพีซี คุณยังสามารถดันกราฟิกให้มิด Ultra แล้วสัมผัสภาพงาม ๆ ที่สวยติดอันดับต้น ๆ ของเกม FPS ในยุคนี้แบบไม่กระเทือนพลังเครื่องมากเกินไป และหากคุณเป็นสายบ้ากราฟิกตัวจริงยังสามารถโดดไปลองใช้เอฟเฟกต์ Ray Tracing ที่มาพร้อมกับการ์ดจอ NVIDIA ตัวใหม่ได้ แต่การสัมผัสเทคโนโลยีแห่งอนาคตตัวนี้ก็ต้องแลกมากับเฟรมเรตเกมที่ร่วงแบบไม่ปราณีด้วยนะ

จะหาเสียงปืนกลที่ดุดันกว่านี้ได้ที่ไหน! ว้ากกกก ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

อย่างไรก็ตาม พระเอกตัวจริงที่โดดเด่นยิ่งกว่าภาพกราฟิกงาม ๆ ก็เห็นจะเป็นเสียงเอฟเฟกต์ของเกมนี้นี่แหละ เสียงลูกตะกั่วแต่ละเม็ดที่แหวกอากาศผ่านตัวคุณไปช่างฟังดูน่าหวาดเสียวจนทำให้เผลอโยกหัวหลบกระสุนระหว่างจับจอยเล่นอยู่บ่อย ๆ อีกทั้งเสียงก้องกังวาลจากปากกระบอกปืนเวลาที่คุณลั่นไกก็ฟังดูหนักแน่น รุนแรง เต็มไปด้วยพลังทำลายล้างที่พร้อมจะบดเนื้อทหารฝ่ายตรงข้ามให้เป็นชิ้น ๆ และที่ฟังดูโหดที่สุดก็คือเสียงเหล็กตีนตะขาบและปืนใหญ่ของรถถังสงครามโลกที่ใครได้ยินเป็นต้องรีบวิ่งหลบเป็นแถบ ๆ สรุปง่าย ๆ คือเสียงทั้งหลายในเกมนี้ทำให้ปืนทุกชนิดยิงมันส์เป็นบ้า น่าเสียดายที่เสียงดนตรีประกอบของภาคนี้ฟังดูไม่ค่อยฮึกเหิมหรือติดหูเท่าไหร่ หนำซ้ำยังมีแค่โทนเดียวคือช้า ๆ คลอ ๆ เนิบ ๆ จนอาจทำให้คุณเผลอหลับระหว่างรบได้

ลุยเพลิน ๆ กับเรื่องสั้นสุดกินใจ

เนื้อเรื่องตอนใหม่ที่เพิ่มเข้ามาทั้งสนุกและกินใจกว่าที่คาดคิด

สำหรับโหมดเนื้อเรื่องของ V ยังยึดตามรูปแบบเดิมจากภาคที่แล้ว ซึ่งก็คือการเล่าเรื่องราวสั้น ๆ ฉบับจบในตัวเองของผู้ที่ต้องต่อสู้ในสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่ 2 จากทั่วทุกมุมโลก เรื่องสั้นเหล่านี้ต่างก็เป็นเรื่องราวผ่านมุมมองใหม่ ๆ ที่เกมเมอร์ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นต้นกำเนิดหน่วยวินาศกรรมของสหราชอาณาจักร เรื่องราวของกองกำลังฝ่ายต่อต้านในนอร์เวย์ ตำนานของกองกำลังสัมพันธมิตรผิวสีที่ถูกประวัติศาสตร์ลืมในสงครามโลกครั้งที่สอง และที่เพิ่งได้รับการเพิ่มเข้ามาล่าสุดอย่างเรื่องราวของหน่วยรถถัง Tiger ที่นำเสนอมุมมองของทหารฝ่ายเยอรมัน แม้แต่ละเรื่องราวจะมีแค่ 2 ด่านย่อยให้เล่นและกินเวลาเพียงชั่วโมงหน่อย ๆ แต่มันก็พาผู้เล่นไปชมภาพกราฟิกสวย ๆ เสียงเอฟเฟคต์แจ่ม ๆ และพยายามเล่าเรื่องราวที่แปลกใหม่ทั้งยังกินใจ ไม่ได้มีแต่ฉากบุกยึดหัวหาดที่ถูกใช้กันมาเป็นล้านรอบให้เห็น จุดนี้ต้องขอชมเชยทีม DICE จากใจที่ยอมเสี่ยงนำเสนออะไรแปลกใหม่ในฉากหลังที่สุดจะช้ำอย่างสงครามโลกครั้งที่สอง

อย่าเห็นตูนะๆๆๆๆๆๆ

สำหรับฉากส่วนใหญ่จะค่อนข้างเปิดกว้างกึ่ง Open-World ให้ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะลอบเร้นเก็บศัตรูหรือบู๊ล้างผลาญมันตั้งแต่แรก (มีเพียงฉากในเรื่องสั้น The Last Tiger เท่านั้นที่เน้นให้ผู้เล่นขับรถถังบู๊อย่างเดียว) ข้อดีก็คือเกมให้ผู้เล่นได้ครุ่นคิดวางแผนเองในระดับหนึ่ง แต่ข้อเสียก็คือระบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ในเกมนี้ช่างไม่ได้เรื่องเอาซะเลย แผนที่เล็ก ๆ บอกตำแหน่งศัตรูก็ไม่มี ศัตรูมองด้านไหนอยู่ก็ไม่บอก แถมทหารข้าศึกยังตาดียังกับฮอว์คอาย แม้คุณจะพยายามย่องตอดเก็บศัตรูทีละคนแต่สุดท้ายก็มักจะจบที่การสาดกระสุนใส่ทุกคนที่ขวางหน้าอยู่ดีเพราะศัตรูรู้ตัวง่ายเกินไป เมื่อบวกกับเรื่องที่ AI ของมันก็ไม่ได้ฉลาดเท่าไหร่ทำให้รู้สึกว่าการควงปืนฆ่าล้างฐานดูจะเป็นตัวเลือกที่ง่ายและปิดจ๊อบได้ไวกว่า มีเพียงสมรภูมินอร์เวย์ยามค่ำคืนเท่านั้นที่ให้ความรู้สึกลุ้นระทึกเหมือนเกมลอบเร้นจริง ๆ

ฉากในโหมดเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ภาพสวยมาก เล่นไปชมวิวไปก็เพลินอยู่นะ

ซ้ำร้ายหลายฉากยังมีรูปแบบการเล่นคล้ายกันไปหมด คือโยนผู้เล่นเข้าไปในสมรภูมิกว้าง ๆ คนเดียวแล้วปล่อยให้เดินทางไปทำภารกิจบนแผนที่เอง (ส่วนใหญ่ก็คือการไประเบิดอะไรสักอย่างทิ้งนั่นแหละ) ส่วนปืนผาหน้าไม้ที่มีให้ในภาคนี้ก็ไม่ได้มีรูปแบบการใช้งานต่างจากภาค Battlefield I สักเท่าไหร่ อันที่จริงหลายกระบอกเหมือนกับเอาปืนเก่ามาแปะสกินใหม่เลยล่ะ ทำให้พอเล่นไปสักพักก็อดรู้สึกจำเจไม่ได้ อย่างไรก็ตามเนื้อเรื่องใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่าง The Last Tiger กลับกินใจ อลังการ และคุ้มค่ากับการรอคอยชนิดเหนือจากความคาดหมาย สรุปง่าย ๆ ได้ว่าโหมดเนื้อเรื่องของ Battlefield V ก็คือโหมดสอนเล่นภาพสวย ๆ ยาวหน่อย ๆ และมีเนื้อเรื่องที่สนุกพอให้เล่นเพลิน ๆ ได้นั่นแล

ฮีโร่เค้าอยู่ในสมรภูมิ “มัลติเพลเยอร์”

ลุยเข้าไปเลยทหารหาญ!

จริงอยู่ที่โหมดเนื้อเรื่องของภาค V ก็ไม่แย่แต่ใครเค้าซื้อเกม Battlefield มาเพื่อเล่นคนเดียวกันล่ะ มันต้องเอามาโจ้โหมดเล่นกับชาวบ้านสิ! ซึ่งขอบอกตรงนี้เลยว่า DICE ทำออกมาไม่ผิดหวังทั้งในด้านความหลากหลายของโหมดการเล่นและความลุ่มลึกของเกมเพลย์ เริ่มจากโหมดต่าง ๆ ที่มีให้เล่นกว่า 6 โหมด ตอบโจทย์สไตล์การเล่นของเกมเมอร์สายไฝ้ออนไลน์ทุกประเภท ประเดิมด้วยโหมดคลาสสิกทั้งหลายอย่าง Conquest โหมดสัญลักษณ์ของซีรี่ส์ที่ยังมอบประสบการณ์สนามรบสุดอลังการไม่เปลี่ยน โหมด Team Deathmatch สำหรับเกมเมอร์ปืนไวที่ชอบยิงกันให้ตายเป็นหลัก และโหมด Domination ที่เน้นแย่งกันคุมพื้นที่ไปมาในสมรภูมิขนาดกลาง ให้ผู้เล่นได้แสดงมือสาดกระสุนและได้ใช้กลยุทธ์แบบพอดี ๆ

DICE เค้าใจดีแจกโหมดใหม่แผนที่ใหม่ฟรี ๆ จ้า (แต่รอหน่อยนะ)

ส่วนโหมดน้องใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่าง Breakthrough และ Frontlines Small ก็รวดเร็วสะใจ กระตุ้นต่อมอะดรีนาลีนให้สูบฉีดพลั่ก ๆ แต่โหมดใหม่ที่เด่นที่สุดเห็นจะไม่พ้น Grand Operations ที่สนุกตื่นเต้น ให้อารมณ์เหมือนเล่นแคมเปญ (แต่สู้กับคนแทน AI นะ) เพราะคุณต้องพาทีมฟันฝ่าสมรภูมิเดือดต่อเนื่องกันถึง 5 แห่ง แต่ละแห่งก็มีวิธีรบต่างกันและผลแพ้ชนะในสมรภูมิที่แล้วยังส่งผลกระทบต่อการรบในสมรภูมิถัดไป ซึ่งถ้าจะเล่นโหมดนี้ให้จบบริบูรณ์ได้ก็ต้องนั่งโจ้กันเป็นชั่วโมงแน่นวล นี่ยังไม่รวมโหมดใหม่ ๆ ที่จะทยอยเพิ่มเข้ามาจากอัพเดต “Tides of War” ที่จะทยอยขนของฟรีมาให้เกมเมอร์รบกันต่อไปเรื่อย ๆ อย่างเช่น โหมดทัพรถถังล้วนประจัญบาน และโหมด Battle Royale ยอดฮิตที่เกมไหนไม่มีช่วงนี้แล้วดูเหมือนจะเอาท์อีกนะ

อยากจะรบในทุ่ง รบในทะเลทราย รบในเมือง ก็เลือกได้เลย

ทั้งนี้แผนที่ทั้งหลายในเกมยังได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี มีทั้งรบในเมือง รบในทุ่ง รบในทะเลทราย รบบนภูเขาหิมะ อาจจะขาดแค่รบในอวกาศเท่านั้นแหละ แต่ละฉากที่มีที่ทางให้พลทหารสายซุ่มยิงและสายบู๊ประจัญบานวาดลวดลายกันอย่างทั่วถึง ที่สำคัญคือสิ่งก่อสร้างทั้งหมดสามารถถูกยิงทำลายให้เป็นจุลได้จากระเบิดสารพัดชนิด ส่งผลให้สนามรบมีพลวัตร เปลี่ยนแปลงไปมาตลอดแบบคาดเดาอะไรไม่ค่อยจะได้ ช่วยเพิ่มความลุ่มลึกให้เกมไปอีกขั้น

สนามรบแห่งนี้ ไม่มีที่ให้หมาป่าเดียวดาย

ยุคนี้เค้าเน้นหมาหมู่ เอ้ย! ทีมเวิร์ค

องค์ประกอบที่ใหม่ที่สุดของ Battlefield V คือการให้ความสำคัญกับคำว่า “ทีมเวิร์ค” สุด ๆ แบบที่ไม่เคยเห็นในภาคไหนมาก่อน บรรดาหมาป่าขาลุยเดี่ยวทั้งหลายจงระวังตัวเอาไว้ให้ดี เพราะถ้าคุณวิ่งบู๊คนเดียวเข้าไปในสมรภูมิแบบที่เคยทำในเกมอื่น คุณจะต้องพบกับประสบการณ์ตายแล้วตายอีกตายมันอยู่นั่นโดยที่ฆ่าใครก็ไม่ได้ ทำประโยชน์อะไรก็ไม่ได้ แถมยังสกอร์ห่วยรั้งท้ายตารางอีก ในทางตรงกันข้าม เหล่าผู้เล่นสายเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่ชอบตบบ่าช่วยเพื่อน ๆ มากกว่าการไล่ยิงชาวบ้านกลับได้ดิบได้ดี เจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานรวดเร็วจนคนอื่นได้แต่นั่งมองตาปริบ ๆ

ชุบทีมีใบ

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าทีม DICE เค้าออกแบบระบบเกือบทั้งหมดในภาคนี้ให้เอื้อกับการเล่นเป็นทีมมาก ๆ มากที่สุด มากจริง ๆนะ ตั้งแต่เข้าเกมคุณก็จะได้รับการจับกลุ่มเข้าไปอยู่ในหน่วยเดียวกับเกมเมอร์คนอื่นโดยอัตโนมัติ รวมถึงได้ไปอยู่ในลิสต์รายชื่อเพื่อนกันแบบชั่วคราวด้วย (ประมาณว่าหากเล่นด้วยกันแล้วถูกใจก็กดชวนเป็นเพื่อนกันจริง ๆ ได้เลย) นอกจากนี้เวลาเลือกจุดเกิดที่เพื่อนในหน่วยเดียวกันก็ได้แต้มเยอะกว่า ชุบชีวิตเพื่อนในหน่วยก็ได้แต้มเยอะกว่า โยนยุทโธปกรณ์ให้เพื่อนก็เยอะกว่าอีก สรุปคือเพียงทำอะไรที่ช่วยหน่วยของคุณก็รับแต้มกำไรไปเลยเท่าตัวประหนึ่งโปรบัตรเครดิต ซึ่งนอกจากเรื่องแต้มที่ล่อตาล่อใจแล้ว หน่วยทหารราบที่รู้จักทำงานเป็นทีม 4 คนและรู้จักสลับคลาสไปมาเพื่อรับมือสถานการณ์ตรงหน้านี่ก็แทบจะไร้เทียมทานเลยทีเดียว เพราะฆ่ายังไงก็ไม่ตาย ต่อให้ตายเดี๋ยวก็เกิดใหม่มาเติมอีก แถมยังกระทืบรถเกราะให้พังได้ในไม่กี่อึดใจด้วย

“แกวิ่งเข้าไปก่อนสิ” “แกน่ะแหละ” ”แกน่ะแหละ” “แกน่ะแหละ”…

การที่เกมเน้นทีมเวิร์คขนาดนี้ยังช่วยให้เกมเมอร์ที่ไมได้ถนัดยิงชาวบ้านรัว ๆ เล่นเกมนี้ได้สนุกขึ้น แม้คุณจะไม่ได้เป็นเทพ FPS ก็สามารถเพลิดเพลินไปกับ Battlefield V และสร้างผลงานในแต่ละแมตช์ได้ง่าย ๆ เพียงแค่หาจังหวะช่วยเพื่อนให้ถูกเวลาและมุ่งมั่นทำภารกิจบนแผนที่อย่างสม่ำเสมอคุณก็สามารถติดอันดับต้น ๆ ในเกมได้ไม่ยากเลย อย่างไรก็ตาม การที่ภาค V เลือกที่จะเดินมาสายนี้เต็มตัวก็เป็นดั่งดาบสองคม เพราะมันทำให้เกมเมอร์ที่ชอบลุยเดี่ยวจากเกมตระกูล CoD หมดสนุกชัวร์ นอกจากพวกเขาจะเล่นตามสไตล์เดิมได้ยากแล้ว การเป่าศัตรูดับหนึ่งคนก็ไม่ได้ให้แต้มมากมายและไม่ได้ส่งผลกับทีมข้าศึกขนาดนั้น นอกเหนือไปกว่านั้น บรรดาโหมดที่เน้นการลุยแหลกอย่าง Team Deathmatch หรือ Frontlines Small ก็หาคนเล่นด้วยยากแถมยังไม่สนุกเท่าโหมดที่เน้นทีมเวิร์ค ซึ่งมันยิ่งส่งผลให้จุดอ่อนตรงนี้เห็นชัดขึ้น

มาแต่งตัวตุ๊กตาทหารของคุณกันเถอะ

ที่ร้ายที่สุดคือเกมเน้นการรบเป็นหน่วยของทหารราบมาก ๆ จนมันไปบดบังรัศมีของยานพาหนะใน Battlefield จนแทบมิด จริงอยู่ที่รถถังทั้งหลายยังพกพลังทำลายล้างสุดโหดเอาไว้แต่พวกมันก็สามารถถูกทหารราบยิงทิ้งได้ไม่ยาก ซ้ำร้ายพวกมันยังอืดอาดแถมขับยาก ส่วนเครื่องบินนี่แทบไม่มีบทให้เล่นเลยเพราะพลังทำลายล้างอ่อนมากแถมกว่าจะได้อัพเกรดแจ๋ว ๆ อย่างการทิ้งระเบิดก็กินเวลานานอีก กลายเป็นของประดับฉากที่เอาไว้ให้เหล่าเสืออากาศบินขู่ศัตรูหรือไล่ยิงกันเองกลางหาวซะมากกว่า

เหล้าเก่าในขวดใหม่สำหรับทหารผ่านศึก

ระบบอัพเกรดนั้นเรียบง่ายและเน้นการเปลี่ยนสกินเป็นหลัก

ระบบหลัก ๆ แทบทั้งหมดของ Battlefield V คือการนำของดี ๆ ที่เวิร์คอยู่แล้วจากเกมสมรภูมิสารพัดภาคของ DICE มาปรับใช้เข้าด้วยกัน โดยระบบอัพเกรดได้รับการออกแบบให้เรียบง่ายขึ้นมาก อิงตามระบบของเกม Star Wars: Battlefront 2 (ระบบดี ๆ นะ ไม่ใช่ระบบ Micro transaction ดราม่านั่น) ทำให้ของอัพเกรดแทบทั้งหมดจะเป็นด้านรูปลักษณ์ภายนอก ทั้งชุดยูนิฟอร์มทหาร ทรงปืนและสีปืน มีแต่ศูนย์เล็งเท่านั้นที่อาจมีผลต่อการเล่นบ้าง ซึ่งหากคุณต้องการได้อัพเกรดที่ช่วยให้คุณรบเก่งขึ้นจริง ๆ ก็ต้องไปหวังพึ่งกับความเชี่ยวชาญปืนนามว่า Specialization ที่จะได้มาก็ต่อเมื่อคุณเล่นคลาสนั้นบ่อย ๆ และต้องปลดล็อคตามเงื่อนไขที่เกมกำหนด ข้อดีของสไตล์อัพเกรดแบบนี้คือเข้าใจง่ายมาก ส่วนข้อเสียคือเกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์อาจจะไม่มีเป้าหมายให้เล่นยาว ๆ เหมือนตอน Battlefield ภาค 3 และ 4 ที่มีของเล่นแต่งปืนให้ปลดล็อคนับไม่ถ้วน แถมแต่ละชิ้นยังมีผลต่อประสิทธิภาพของปืนไม่มากก็น้อย

ถึงทุกอย่างจะดูคุ้น ๆ แต่ถ้ายังสนุกอยู่ก็โอเคมั้ง

กลยุทธ์การรบของภาค V นั้นไม่ได้แปลกใหม่แหวกแนวเหมือนช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่าง Battlefield 4 มาเป็น Battlefield 1 ครั้งนี้ทีม DICE เขาใช้แผนการรบที่เน้นชนะชัวร์ตามที่ระบุในตำราเหมือนตอนนำภาค Battlefield 3 ไปสู่ภาค Battlefield 4 มันคือกลยุทธ์ที่เน้นพัฒนาต่อยอดจากเกมภาคก่อนแทนการยกเครื่องทำใหม่ทั้งหมดจากศูนย์ พวกเขาพยายามขัดเกลาของที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น พยายามตบแต่งให้ภาคนี้กลายเป็นมัลติเพลเยอร์เกมที่ชูจุดขายเรื่องทีมเวิร์คอย่างเต็มรูปแบบ ผลลัพธ์ที่ออกมาคือเกม Battlefield ที่สมบูรณ์และสมดุลมาก ๆ ซึ่งมาพร้อมกับความรู้สึกซ้ำซากจำเจเช่นกัน (แถมฉากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่โดนใช้มาจนพรุนก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่) สมรภูมิแห่งนี้จะตรงใจคุณหรือไม่คงต้องถามใจตัวเองดู หากคุณเป็นแฟนซีรี่ส์นี้อยู่แล้ว ชอบเล่นเป็นทีมอยู่แล้ว และชอบแมตช์มัลติเพลเยอร์ที่สมดุลสุด ๆ Battlefield V จะเป็นสมรภูมิที่น่าจดจำสำหรับคุณ แต่หากคุณชอบความแปลกใหม่ ชอบโชว์เหนือคนเดียว และชอบเล่นโหมดเนื้อเรื่องยิ่งกว่าอื่นใด ข้ามสมรภูมิแห่งนี้ไปก็ไม่เสียหลายนะครับ

ขอบคุณ NGIN และ Nadz Project สำหรับการสนับสนุนรีวิวในครั้งนี้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!