Connect with us

Game Review

[Review] Pokemon: Let’s Go, Pikachu! / Eevee! กลับมาสู่จุดเริ่มต้นใหม่กันอีกครั้ง ฉันเลือกนาย !!

Pokemon: Let's Go, Pikachu! / Eevee!

8.3

GAMEPLAY

8.0/10

GRAPHICS

9.0/10

STORY

8.0/10

PERFORMANCE

8.0/10

VALUE

8.5/10

จุดเด่น

  • กราฟฟิกสวยงาม เพลงประกอบฉากสุดคลาสสิค
  • ระบบการจับโปเกม่อนแบบใหม่ ที่ทำให้การสำรวจเป็นเรื่องสนุกยิ่งขึ้น
  • ระบบ HMs ที่ถูกตัดออกไป ส่งผลให้ไม่มีข้อจำกัดในการเล่น
  • ระบบ Catch Combo ที่ทำให้เราสามารถล่า Shiny ได้ง่ายขึ้น !!

จุดสังเกต

  • การบังคับแบบ Motion Tracking ที่ออกจากน่ารำคาญ
  • ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ๆจากภาคดั้งเดิม (Red, Blue) สักเท่าไร
  • ระบบ Online ที่ทำมาลวกๆ

Pokemon หรือ Pocket Monster ซีรี่ส์การ์ตูน TV Show ชื่อดังจากญี่ปุ่นที่โด่งดังไปทั่วโลก เรื่องราวการผจญภัยระหว่างซาโตชิ กับปิกกาจูและพ้องเพื่อน หลายๆคนโตมากับการ์ตูนเรื่องนี้ และทั่วโลกไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าปิกกาจูแน่นอน

แต่รู้หรือไม่ครับว่า แท้จริงแล้ว Pokemon ที่เรารู้จักกันมานั้นต้นตำรับมันเป็นการ์ตูนที่สร้างมาจากวิดิโอเกมนั้นเอง หลายๆ คนที่เป็นเด็กยุคนั้น หรือใครที่เคยเล่นทันภาค Pokemon Red,Blue ก็คงจะทราบกันเป็นอย่างดี แต่ถ้าว่ากันตามตรง ความโด่งดังของเวอร์ชั่นการ์ตูนทีวีนั้นมันสุดโต่งมากๆ เจ้าปิกกาจู จากตัวโปเกม่อนธรรมดาๆ ภายในเกม กลายเป็นมาเป็นมาสคอตของ Pokemon ไปเรียบร้อยแล้ว

มาถึงวันนี้ Pokemon ถ้าผมนับไม่ผิด ก็มีมาทั้งหมด 10 ภาคหลักแล้ว ทั้งนี้ยังไม่รวมภาคเสริม ภาค Remake หรือภาคอัพเกรดจากภาคหลักเดิมๆ ที่จะเพิ่มบอสใหม่ๆ โปเกม่อนใหม่ๆ และเนื้อเรื่องใหม่ในโลกเดิมครับ นอกจากนี้ก็ยังมีเกมแยกไปอีกมากมายหลายแบบ แต่วันนี้สิ่งที่ผมจะนำเสนอให้ผู้อ่านทุกท่าน ก็คือการมาของ Pokemon Let’s Go ที่ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีของแฟนๆ Pokemon ทั่วโลก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ตัวเกมจะลงให้กับ Nintendo Switch สักทีครับ

ก่อนหน้านี้ Pokemon เป็นเกมที่ลงให้กับเครื่อง Console ของ Nintendo ตลอด แถมยังเป็นประเภท Portable Console หรือก็คือพวก Gameboy ทั้งหลายนั้นแหล่ะครับ มาจนถึง NDS และ 3DS มีบ้างที่แอบไปลงให้กับพวก Gamecube แต่อย่างไรก็ตาม Pokemon ภาคหลัก ไม่เคยลงให้กับ Home Console เลย และอย่างที่ผมบอกไปครับว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ Pokemon จะลงให้กับ Home Console อย่าง Nintendo Switch ถึงแม้ว่าทางเทคนิคแล้วมันเป็น Console ลูกผสมก็เถอะ

แต่ก่อนที่เราจะพูดถึงตัวเกมกัน ต้องเข้าใจก่อนว่า Pokemon Red , Blue นั้นเป็นภาคที่วางจำหน่ายใน US 2 ปีให้หลังภาค Red, Green ที่วางขายในญี่ปุ่นไปแล้วตั้งแต่ปี 1996 ซึ่งไอ่เจ้าภาค Blue เนี่ย มันคือการนำเอาภาค Red, Green มาปรับปรุงขายใหม่ แบบเดียวกับภาค Crystal หรือ Emerald นั้นแหล่ะครับ แต่พอมาถึง US ตัวเกมตัดสินใจวางขายภาค Red, Blue แทนที่จะขายแต่ภาค Blue อย่างเดียว เพื่อที่จะคงคอนเซ็ปเดิมของเกมเอาไว้ครับ

ในภายหลังได้ออกภาค Pokemon Yellow: Special Pikachu Edition เป็นภาคที่ปรับปรุงครั้งสุดท้าย แต่รวมสิ่งที่ถูกตัดออกไปในภาคหลักกลับมา รวมไปถึงแก้บัคต่างๆ แถมยังเป็นภาคแรกที่มีเจ้าตัว ปิกกาจู เดินตามเราตลอดอีกด้วยครับ

จนมาในถึงปี 2004 Pokemon Fire Red / Leaf Green ได้วางจำหน่ายใน Game Boy Advance ตัวเกมก็ถือว่าเป็นภาค Remake ของ Red, Green อย่างเป็นทางการ เป็นภาคที่หลายๆคนชอบมาก และเป็นภาคหลักภาคสุดท้ายที่ลงให้กับเครื่อง Game Boy Advance อีกด้วยครับ

จนมาถึงในปี 2018 Pokemon: Let’s Go, Pikachu! / Eevee! เป็นภาค Remake อย่างเป็นทางการอีกครั้ง ของ Red, Blue ครับ หรือจะเรียกว่าเป็น Remake ของ Fire Red, Leaf Green อีกทีก็ได้ ในภาคนี้จุดเด่นเลยก็คือ Gameplay ที่เปลี่ยนไปบ้าง ตัวเกมยังคงอยู่ในเขต Kanto โดยจะมีโปเกม่อน Gen 1 มาครบทั้งหมด 151 ตัว แถมยังมีโปเกม่อนจาก Alolan มาแจมอีกด้วยครับ


Pikachu! I Choose You!


Pokemon: Let’s Go, Pikachu! / Eevee! เป็นเกม RPG โดยจะให้เรารับบทเป็น Trainer หนุ่ม/สาว ออกผจญภัยไปพร้อมกับโปเกม่อนคู่ใจ ออกล่าโปเกม่อนใหม่ๆ ดูแล พัฒนามาให้สู้กับ Trainer คนอื่นๆ ที่อยู่ทั่วโลก รวมไปถึงการออกล่าโปเกม่อนในตำนานอีกด้วยครับ

โดยในเกมภาคนี้ถือว่าเป็นภาคแรกที่จะบังคับให้ผู้เล่นเลือก Pokemon ตามภาคที่ตัวเองชื่อ ในบทความนี้ตัวผมเองได้ชื้อภาค Pikachu มา ตัวเกมก็จะเล่าเรื่องให้ตัวผมไปเจอกับปิกกาจูโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ด้วยโชคชะตาบางอย่างทำให้เราสองคนเหมือนเกิดมาคู่กัน ก็จะคล้ายๆ กับการ์ตูนตอนแรกนั้นแหล่ะครับ

หมายความว่านอกจากนั้นแล้ว ผมก็ไม่สามารถเลือกโปเกม่อนเริ่มต้นตัวอื่นๆ ได้เลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สามารถจับเจ้า 3 ตัวหลักนั้นได้ “Charmander, Bulbasaur, Squirtle” เพราะในภาคนี้พี่แกเล่นใส่ 3 ตัวหลักที่มี IV ดีๆมาให้เราฟรีๆ 3 ตัวระหว่างการดำเนินเรื่องภายในเกมเลยล่ะครับ (ไม่ต้องไปไล่ Trade อีกต่อไป)

เท่านั้นยังไม่พอ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าตัวปิกกาจูหรืออีวุย ที่มากับตัวเกมหลักนั้นมี Stats สุดโกง ชนิดที่ว่าตัวเดียวก็เอาอยู่ทั้งเกมแล้วครับ Stats สุดแสนจะขี้โกงมาก แถมยังมีท่าพิเศษต่างๆ ที่ไม่สามารถหาได้จาก TM หรือการ Uplevel เลย โดยท่าพวกนี้นอกจากจะมีความรุนแรงมากแล้ว ยังมีธาตุที่แตกต่างกันไป ทำให้ตลอดการเล่นทั้งเกมนั้นผมไม่จำเป็นต้องใช้ Pokemon ตัวอื่นๆ เลย หากไม่จำเป็นจริงๆ

ถ้าจะให้พูดถึงเนื้อเรื่อง เอาเข้าจริงแล้วสำหรับตัวผมเลย Pokemon ในช่วง Gen แรกๆ เนื้อเรื่องถือว่าไม่ค่อยมีอะไรให้ตื่นเต้น หรือน่าติดตามเท่าไรครับ ผู้เล่นจะโฟกัสไปที่การพัฒนา Pokemon เสียมากกว่า ความรู้สึกตอนเจอโปเกม่อนในตำนาน หรือพวก dialogue ต่างๆภายในเกม ก็ต้องยอมรับว่าธรรมดา ไม่มีปริศนาความติ่นเต้น หรืออะไรให้เรารู้สึกร่วมกับตัวเกมเท่าไรครับ ในภาคนี้ตัวร้ายหลักคือ Team Rocket ดั้งเดิม และเราจะได้เจอกับ James , Jessie แถมยังได้ Battle กับพวกเขาด้วย !!


Gotta Catch ‘Em All!


ก่อนหน้านี้เรื่องที่มีคนบ่นเข้ามาเยอะมากตั้งแต่เกมยังไม่วางขาย ก็คือการที่ตัวเกมตัดระบบต่อสู้กับโปเกม่อนตามฉากออกไป เหลือไว้เพียงแค่การจับแบบเดียวกับใน Pokemon GO เท่านั้น นั้นหมายความว่าต่อไปนี้เวลาเราเดินมุดหญ้า เราก็จะไม่เจอกับ Random Encounters อีกต่อไป เรียกได้ว่าตัดระบบ Random Encounters ออกจากเกมไปเลยก็ว่าได้ครับ แถมกลับกันเราจะได้เจอพวกโปเกม่อนออกมาเดินตามฉาก โดยเราเลือกที่จะเข้าไปหาตัวไหนก็ได้ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วผมกลับชอบระบบใหม่นี้มากๆ ครับ

สำหรับใครที่คิดว่าแล้วจะเก็บเลเวลโปเกม่อนยังไง ก็จับโปเกม่อนไปเรื่อยๆ นั้นแหล่ะครับ โดย EXP ที่ได้หลังจากจับสำเร็จ จะถูกแบ่งไปให้โปเกม่อนทุกๆ ตัวในปาร์ตี้ของเรา โดยเราสามารถจับได้เรื่อยๆ ตามที่ต้องการ ไม่ต้องกลัวว่าจะเต็ม เพราะในภาคนี้พี่แกเล่นยกเอา Pokemon Box มาไว้ในช่องเก็บของ โดยที่เราสามารถเลือกสลับสับเปลี่ยนโปเกม่อนในปาร์ตี้เราตอนไหนก็ได้ครับ

ตรงนี้ก็จะคล้ายๆกับ Pokemon GO ครับ ในภาคนี้ถือว่าเป็นภาคแรกใน Console ที่ตัวเกมเอาระบบ CP เข้ามาวัดความสามารถของโปเกม่อนตัวนั้นๆ เมื่อเราเดินเข้าไปหาโปเกม่อนที่เราต้องการ สิ่งที่ต้องทำก็คือโยนโปเกบอลใส่มันนั้นแหล่ะครับ แต่ด้วยการที่มันมาอยู่ในเครื่องเกมอย่าง Nintendo Switch แถมยังเป็นเกมของ Nintendo อีก การที่จะให้เรากดปุ่มเดียวเพื่อจับ มันก็อาจจะธรรมดาไปหน่อย

ในเกมนี้จะมีโหมดการเล่นอยู่ 3 แบบ อย่างแรกเลยคือการเล่นแบบต่อ Dock ปกติ และใช้ Joy Con อันเดียวในการบังคับตัวเกมทั้งหมด ขณะจับโปเกม่อนก็ทำได้ง่ายๆโดยการเล็งที่หน้าจอและขว้างออกไป (ไม่ใช่ขว้าง Joy Con นะเออ)  แบบที่ 2 คือการใช้ Pokeball Plus วิธีการเล่นก็เหมือนแบบแรกครับ แต่จะมีลูกเล่นอย่างอื่นที่ผมจะอธิบายในภายหลัง

แบบที่ 3 คือการเล่นแบบ Portable Mode โดยโหมดนี้สำหรับการนำเครื่องออกมาเล่นนอก Dock การบังคับทุกอย่างก็จะเปลี่ยนจากการบังคับโดยใช้ Joy Con อันเดียวเป็นสองอัน เวลาจับ Pokemon ก็จะเปลี่ยนจากการเล็ง Joy Con ไปที่หน้าจอ เป็นการหันตัวเครื่องไปให้ตรงกับโปเกม่อนโดยใช้ระบบ Motion Tracking ช่วยเหลือ หรือใช้อนาล็อคจากนั้นค่อยกดปุ่ม A เพื่อขว้างบอลออกไปครับ

การจับโปเกม่อนในภาคนี้ก็แทบจะยกระบบมาจาก Pokemon GO ทั้งหมดเลย เราสามารถใช้ Berry ชนิดต่างๆ เพื่อช่วยให้การจับง่ายขึ้น หรือช่วยให้โปเกม่อนตัวนั้นๆใจเย็นลง และขว้างบอลไปให้ถูกจังหวะพอดีกับเขตวงกลมเพื่อเพิ่มให้โอกาสจับติดสูงขึ้นครับ


Pokemon Battle


ส่วนอีกหนึ่งวิธีที่สามารถเก็บเลเวลให้โปเกม่อนของเราได้ ก็คือการต่อสู้กับ Trainer คนอื่นๆ ตามฉากครับ และผมขอบอกเลยว่า “แมร่งโคตรเยอะ” คือถ้าใครที่คิดว่า Pokemon ภาคนี้คงเป็นเกม Casual ทั่วๆ ไป ผมอยากจะบอกว่าคุณคิดผิดครับ เพราะมันมีฉาก Battle เยอะกว่าภาคหลักอีก Trainer พวกนี้มีเยอะแถบจะทุกหัวมุมของฉาก ถ้าเราต่อสู้โดยที่ไม่มีเจ้าปิกกาจู หรือ อีวุยที่มากับตัวเกมหลัก บอกเลยว่ามีเหนื่อยแน่ๆครับ

มาพูดถึงฉาก Battle กันบ้าง เอาเข้าจริงมันก็ไม่มีอะไรต้องให้พูดถึงสักเท่าไรครับ เพราะมันก็คือการต่อสู้แบบเดิมๆตั้งแต่ภาคแรกที่เรารู้จักกันนั้นแหล่ะ แต่สำหรับคนที่ไม่เคยเล่น ก็ต้องบอกว่าตัวเกมคือ Turn Base RPG ทั่วๆไป ที่พลัดกันเลือกคำสั่งให้โปเกม่อนของเรา จุดเด่นที่สุดของเกมนี้เลยก็น่าจะเป็นระบบ Type นี่แหล่ะครับ โดยโปเกม่อนแต่ละตัวจะมี Type ต่างกันไปโดยแต่ละตัวก็จะมีการแพ้ทางกัน เช่น ไฟแพ้น้ำ น้ำแพ้ไฟฟ้า ไฟ้าแพ้ดิน อะไรพวกนี้ครับ Key หลักๆ เลยก็คือการจัดทีม ให้เตรียมพร้อมกับทุกสถานการณ์นั้นเอง

น่ารักกก

และด้วยการที่ภาคหลักเป็นปิกกาจู และ อีวุย ตัวเกมก็เลยได้เพิ่มระบบใหม่เข้ามาในเกม นั้นก็คือ การเล่นกับโปเกม่อนตัวนั้นๆครับ ในบทความนี้ผมได้เล่นภาคปิกกาจู เมื่อเรากดเปิดเมนูมาก็จะเจอกับตัวเลือก Play With Pikachu เลยครับ โดยตรงนี้เราสามารถเปลี่ยนชื่อ Pikachu เป็นชื่ออื่นได้ และชื่อเมนูก็จะเปลี่ยนไปด้วย

โดยในโหมดเล่นการเล่นนั้น เราสามารถ ลูบๆตามตัว แกล้งเล่น ให้กินลูก Berry หรือทำได้แม้กระทั่งเปลี่ยนทรงผมให้ปิกกาจู ต้องบอกว่ามันน่ารักมากๆ เล่นกันได้ทั้งวัน จะมีบางครั้งที่เจ้าปิกกาจูจะไปเก็บ item มาให้เราด้วย แต่ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าระบบนี้มีไปเพื่ออะไรนอกจากความน่ารักของโปเกม่อนที่เราเลือกมาครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่ถือว่าเป็นระบบใหม่ของภาคนี้ ก็คือการจงรักภักดีของโปเกม่อนตามภาคที่เราเลือกครับ เช่นในบางครั้งหากปิกกาจูของเราติดสถานะ มันก็จะจัดการเคลียร์สถานะให้เราเลยทันที หรือมีบางครั้งที่โดนท่าโจมตี Super Effective แบบ One hit down แต่เจ้าปิกกาจูก็จะไม่ยอมตาย และเหลือเอาไว้ 1 HP ครับ จะมีบางครั้งที่ถึงแม้ว่าจะเหลือเพียง 1 HP และโดนท่า super effective เข้าไปอีก มันก็ยังคงไม่ยอมตาย และยังยืนอยู่ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่อยากให้เราผิดหวังนั้นเอง (อะไรจะขนาดนั้น)

ในตอนแรกผมคิดว่า ไอ่ระบบนี้น่าจะขึ้นอยู่กับว่าเราเล่นกับปิกกาจูของเราบ่อยแค่ไหน และเป็นการเพิ่มค่าความสัมพันธ์ไปเรื่อยๆ แต่ผมก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เมื่อตอนที่ผมไปจับเจ้าอีวุยมาในปาร์ตี้ และก็พบว่าอีวุยเองก็มีความสามารถแบบนี้เหมือนกัน เท่ากับว่าในเกมนี้ทั้งปิกกาจู และ อีวุยจะมีความสามารถจงรักภักดีต่อเรา แค่ 2 ตัวนี้ นั้นเอง

นั้นก็ยังทิ้งคำถามไว้ว่าแล้วไอ่ระบบ Play With Pikachu/Eevee มันมีผลอะไรต่อการจงรักภักดีไหม อันนี้ผมก็ตอบไม่ได้เลยจริงๆ ครับ ล่าสุดผมได้ลองสร้าง Account ใหม่เพื่อไปลองเล่นเกมแบบไม่สนใจระบบ Play With เลยก็พบว่าเจ้าปิกกาจูของผมก็ยังมีความจงรักภักดีแบบใน Account เดิมของตัวเองเป๊ะเลย เพราะฉะนั้นก็อาจจะยืนยันได้ว่าระบบ Play With มีไว้เพื่อความสนุก และความน่ารักเท่านั้นครับ

ต่อมา อีกสิ่งหนึ่งที่ผมจะพูดถึงก็คือระบบ HMs ครับ ในเกม Pokemon ภาคหลักต่างๆ เราสามารถใช้ HMs เรียนรู้ท่าพิเศษกับโปเกม่อนของเราได้ครับ โดยท่าพวกนี้ก็จะเป็นการตัดต้นไม้ การดันหิน หรือการโต้คลื่น โดยมันจะมีความจำเป็นต่อการดำเนินเรื่อง หรือการออกล่าดันเจี้ยนใหม่ๆภายในเกมเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าการใช้ HMs พวกนี้ก็มีเงื่อนไขเช่นกัน ยกตัวอย่างการตัดไม้ เราต้องเรียนให้โปเกม่อนชนิดพืชเท่านั้น การโต้คลื่นก็ต้องใช้โปเกม่อนชนิดน้ำเช่นกัน

แต่ใน Pokemon Let’s Go นั้นได้ฉีกทุกกฎเกณฑ์ไปเลยครับ เพราะตัวเกมได้ตัดเอา HMs ออกจากเกมไปเลย ไม่ว่าจะเป็นการตัด การโต้คลื่น การบิน หรืออะไรก็แล้วแต่ สามารถทำได้โดยให้ปิกกาจู หรือ อีวุยของเราเรียนรู้ท่าพวกนี้ เรียกว่า Secret Technique ผ่านการคุยกับ NPC ภายในเกม โดยจะไม่เกี่ยวกับ Move Set ที่จำกัดเอาไว้ 4 ท่าต่อ 1 ตัว เท่ากับว่าโปเกม่อนตัวเดียว สามารถทำได้ทุกอย่าง และไม่กระทบกับการต่อสู้อีกด้วยครับ

รูปนี่สปอยล์ไหมเนี่ย

นอกจากนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกของซีรี่ส์ ที่ตัวเกมรองรับการเล่นแบบ Coop 2 คนในเครื่องเดียวกันครับ แน่นอนว่าก็ต้องแบ่ง Joy Con กันคนละอัน ถ้าเล่นใน Portable Mode ก็สามารถเล่นสองคนได้เช่นกัน (แต่ก็ต้องหาที่วางตัวเครื่องเองนะ) ระบบนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องดีที่ตัวเกมได้ให้ความสนใจของการเล่นด้วยกันมากขึ้น วิธีการก็ง่ายๆ เพียงแค่เขย่า Joy Con อันที่สอง ก็สามารถเล่น 2 คนได้แล้ว ผู้เล่นคนที่ 2 สามารถเข้ามาร่วมได้ตลอดเวลาตอนไหนก็ได้ในเกม และไม่มีผลต่อเนื้อเรื่องหลักครับ

การเล่น Coop กันนั้นก็จะทำได้แทบจะทุกอย่างในเกม ตั้งแต่การจับโปเกม่อน ที่จะทำให้เราจับได้ง่ายขึ้นมากหากใช้ผู้เล่น 2 คนช่วยกันจับ วิธีการปาโปเกบอลไปให้โดนพร้อมๆกัน ก็จะเกิด Synchronize Throw ที่ประสานโปเกบอลเป็นหนึ่งเดียว แถมยังได้ EXP หลังจากจับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมอีกด้วย

บอกเลยว่า โกงมาก

นอกจากนี้ก็ยังสามารถทำการ Battle ร่วมกันได้อีกด้วยครับ นั้นหมายความว่าเราสามารถขี้โกง Gym Leader หรือ Trainer คนอื่นๆได้โดยใช้วิธี 2 รุม 1 อย่างกับเปิด Easy Mode กันเลยทีเดียว โดยผู้เล่นคนที่ 2 จะใช้โปเกม่อนร่วมกันในปาร์ตี้ของเรา และยังสามารถใช้ Item ต่างๆ ได้อีกด้วย ที่น่าเสียดายคือเราไม่สามารถ Battle กันเองได้ครับ


GO Park


เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ทำให้ผู้เล่น Pokemon GO อยากจะเล่นเกมนี้เลยล่ะครับ ในระบบนี้เราสามารถย้ายเอาโปเกม่อนของเราที่อยู่ในเกม Pokemon GO มาไว้ใน Pokemon Let’s Go ได้ผ่านการ Link Trade ครับ แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกตัวที่จะสามารถย้ายเข้ามาในเกมได้ ใน Pokemon GO นั้นตอนนี้มีโปเกม่อนมากถึง Gen 4 แล้ว แต่ใน Let’s Go นั้นอยู่ในเขต Kanto หรือ Gen 1 เท่านั้น แต่เราสามารถ Trade โปเกม่อนจาก Alola ที่จะนับจากว่าเป็น Gen 7 มาได้บางตัวครับ เช่น Muk, Rattata, Exeggutor, Sandslash ที่มีอยู่แล้วใน Gen 1 นั้นเอง

พอพูดถึงเรื่องการ Trade แล้ว ใน Pokemon Let’s Go นั้น เราสามารถเอาโปเกม่อนของเราไป Trade กับ NPC ตามเมืองต่างๆได้อีกด้วยครับ แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ใช่การ Trade แบบทั่วๆไป แต่เป็นการนำเอาโปเกม่อนดั้งเดิมไปแลกเปลี่ยนให้กลายเป็นโปเกม่อนจาก Alola อย่างที่ผมบอกไปข้างต้นครับ ยกตัวอย่างเช่น Sandslash ของ Kanto เป็นประเภท ดิน แต่ Sandslash ของ Alola กลับเป็นประเภท เหล็ก น้ำแข็ง แถมยังมี NPC จาก Alola ให้เราได้ Battle กันอีกด้วย

ใน Pokemon Let’s Go นั้นตัวเกมได้ตัดเอา Safari Zone ออกจากเกมไปเลยครับ แน่นอนว่ามันถูกแทนที่ด้วย GO Park นี่แหล่ะ นอกจากนั้นตู้ slot ก็ถูกถอดออกไปจากเกม เนื่องด้วยเหตุผลเกี่ยวกับการจัดเรทของตัวเกมครับ แต่ถ้าใครที่ต้องการอยากจะได้โปเกม่อน Polygon ก็ไม่ต้องห่วง เพราะในภาคนี้มีให้จับแบบง่ายๆเลยด้วย


Welcome to Kanto


ถ้าพูดถึง Graphics ใน Pokemon Let’s Go ส่วนตัวผมบอกตามตรงว่ารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย อาจจะเป็นเพราะว่าตัวผมเองคาดหวังเยอะเกินไป เนื่องจากว่าการที่เกมมาลงให้กับเครื่องอย่าง Nintedo Switch ที่สามารถรองรับเกมระดับ Skyrim, Wolfenstein ได้ ถ้า Pokemon เองจะมีกราฟฟิกที่สวยงามในรูปแบบของ Anime Style บ้างก็คงจะดี

แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ใน Pokemon Let’s Go เองนั้นก็ทำออกมาได้ดีมากๆ เลยทีเดียวครับ เอาแค่เรื่องแรกเลยก็คือ ในที่สุด Pokemon ก็ได้มาสัมผัสโลกของ Full HD กันจริงๆจังๆสักที บอกลากับภาพแตกๆ หรือรอยหยักตามตัวโปเกม่อนไปได้เลย เพราะงานนี้ทีมงานจัดเต็มเรื่องเก็บรายละเอียดเป็นอย่างดีทีเดียว นอกจากนี้ในด้านของแสง สี และเอฟเฟคต่างๆ ก็ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม

แต่ถึงแบบนั้นตัวเกมกลับไม่ได้มอบความรู้สึก “ว้าว” สักเท่าไรครับ ตรงนี้มันแตกต่างกับตอนที่ผมเล่นภาค Alpha Sapphire ใน 3DS ทั้งๆที่มันก็เป็นภาค Remake เหมือนกัน แต่มันกลับทำให้ผมรู้สึกว้าวมากกว่าในภาค Let’s Go ตรงนี้อาจจะเป็นเพราะว่าในเขต Kanto นั้นเดิมทีมันก็ไม่ค่อยมีอะไรให้น่าสนใจอยู่แล้ว เรียกได้ว่าของเก่ายังไง ของใหม่ก็อย่างนั้น แต่แค่ออกมาเป็น 3D เท่านั้นครับ

แล้วสรุปถ้าตัดสินเลยว่ากราฟฟิกใน Pokemon Let’s Go เนี่ยมันออกมาดีไหม ก็ต้องตอบว่าดีมากๆ ครับ แต่มันอาจจะดูไม่น่าตื่นเต้นสักเท่าไร ทั้งๆที่เป็นครั้งแรกที่ Pokemon ได้ออกมาดูโลก Full HD แล้วแท้ๆ หากผู้เล่นยังจำได้ ในภาค Sun, Moon กลับทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากกว่า อาจจะเป็นเพราะว่าการออกแบบฉาก และการเปลี่ยนมาใช้รูปแบบตัวละครที่โตขึ้นนั้นล่ะครับ ที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าเดิมๆ


Let’s Go Buy it


Pokemon Let’s Go ยังคงคอนเซ็ปเดิมเอาไว้ไม่เปลี่ยนแปลง เอาเข้าจริงกับระบบ Random Encounters ที่หายไป แฟนๆหลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่เอาเข้าจริงแล้วผมกลับคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ หลังจากที่ได้เล่นครับ การ Battle ก็ยังคงอยู่ต่อไปไม่ได้หายไปไหน แต่เราสามารถ Battle กับพวก Trainer ได้เท่านั้นเอง

ถ้าหากจะพูดถึงพวก Legendary หรือโปเกม่อนในตำนาน ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถเดิมเข้าไป แล้วก็โยน Master Ball ใส่ได้ง่ายๆนะครับ แน่นอนว่าก็ต้องมีสู้กันก่อนถึงจะจับได้เช่นกัน นอกจากนี้ก็จะมีโปเกม่อนบางตัวที่เมื่อเราเข้าไปหามันแล้ว เราจะต้องสู้ให้ชนะมันก่อนถึงจะจับได้ครับ

นอกจากนั้นแล้วการเก็บเลเวลของโปเกม่อนในทีมก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ ทำให้เราเก็บเลเวลได้ง่ายขึ้นมากๆ เพราะการจับโปเกม่อน 1 ตัว ก็มอบ EXP ให้กับทั้งทีมแบบไม่หารกันเลยทีเดียว เช่นถ้าได้ 1500 EXP ทั้งทีมก็จะได้ตัวละ 1500 EXP นั้นแหล่ะครับ ตรงนี้หลายๆคนอาจจะคิดว่ามันง่ายไปหน่อยไหม แต่สำหรับผมกลับมองว่ามันสะดวกขึ้นเยอะเลยนะ ทำให้เราประหยัดเวลาเล่นไปเยอะมาก

พูดถึงเรื่อง End Game Content กันบ้าง แน่นอนว่าหลังจากจบ Pokemon League แล้ว ก็เท่ากับว่าเกมที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้น ตัวเกมจะมีเนื้อเรื่องใหม่หลังจบเกมเข้ามา รวมไปถึงมีโปเกม่อนลับให้จับ และการมาของ Trainer ปริศนา แต่อย่างที่ผมบอกไปครับว่าการ Remake ครั้งนี้มันแทบจะยกทั้งต้นฉบับมาหมดเลย เพราะฉะนั้นใครที่อยากจะได้เจออะไรใหม่ๆ แบบที่ Alpha Sapphire เคยทำ ก็คงหาไม่ได้ในภาคนี้นะครับ


Pokemon Let’s Go เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดีของซีรี่ส์ Pokemon ครับ Nintendo เคยออกมาพูดว่ากำลังพัฒนาภาคใหม่ ที่จะนับเป็น Gen 8 แท้จริง สำหรับ Nintedo Switch อยู่ เพราะฉะนั้นใครที่คิดถึง หรือไม่เคยสัมผัส Pokemon มาก่อนเลย ภาคนี้จึงเป็นคำตอบที่ดีมากๆครับ ผมใช้เวลาเล่นไปทั้งหมด 40 ชั่วโมง โดยที่เข้าถึงทุก Content ของตัวเกม ก็ถือว่ายังน้อยไปนิดหน่อย แต่เชื่อผมเถอะ แค่เข้าเกมไปเล่นกับ Pikachu, Eevee มันก็คุ้มกับราคาแล้ว

ทิ้งท้ายไว้สำหรับคนที่สงสัย สุดท้ายแล้วในภาค Remake นั้น Mew ก็ไม่ได้อยู่ใต้รถบรรทุกอยู่ดี มีแต่ก็ Item Revive เท่านั้นครับ …

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Game Review

[Review] Apex Legends อีกขั้นของเกม Battle Royale ที่จะมาสยบทุกกระแสที่ผ่านมา

Published

on

By

Pokemon: Let's Go, Pikachu! / Eevee!

8.3

GAMEPLAY

8.0/10

GRAPHICS

9.0/10

STORY

8.0/10

PERFORMANCE

8.0/10

VALUE

8.5/10

จุดเด่น

  • กราฟฟิกสวยงาม เพลงประกอบฉากสุดคลาสสิค
  • ระบบการจับโปเกม่อนแบบใหม่ ที่ทำให้การสำรวจเป็นเรื่องสนุกยิ่งขึ้น
  • ระบบ HMs ที่ถูกตัดออกไป ส่งผลให้ไม่มีข้อจำกัดในการเล่น
  • ระบบ Catch Combo ที่ทำให้เราสามารถล่า Shiny ได้ง่ายขึ้น !!

จุดสังเกต

  • การบังคับแบบ Motion Tracking ที่ออกจากน่ารำคาญ
  • ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ๆจากภาคดั้งเดิม (Red, Blue) สักเท่าไร
  • ระบบ Online ที่ทำมาลวกๆ

กระแสเกม Battle Royale นั้นยังคงแรงต่อเนื่อง หลังจากที่ดูเหมือนว่าจะหายๆกันไปบ้างในช่วงต้นๆปี 2019 และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่ามีหลายทีมหลายค่ายที่พยายามทำเกม BR ของตัวเองออกมา และก็มีหลายเกมเลยทีเดียว ที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมสักเท่าไรนัก โดยสองเกมผู้นำตลาดอย่าง Fortnite และ PUBG ที่ดูเหมือนว่าจะมียอดผู้เล่นลดลงเรื่อยๆ ผู้คนเริ่มที่จะเบื่อเกมแนวๆ BR อย่างเลี่ยงไม่ได้

แล้วจู่ๆ ก็มีเกมๆ นึงที่โผล่ออกมาเปิดให้เกมเมอร์สาย Battle Royale เล่นกันอย่างไม่ทันตั้งตัว ไม่มีแม้แต่การประกาศ โปรโมท หรืออะไรทั้งสิ้น มีเพียงแค่ข่าวหลุดมาก่อนหน้าวันเปิดตัว 1 วันเท่านั้น

ขอแนะนำให้รู้จัก Apex Legends เกมเดินหน้ายิงแนว Battle Royale โดยใช้ Setting โลกแบบเดียวกับ Titanfall แต่ตัดหุ่นยนต์และกระโดดสไลด์กำแพงออกไป ผลงานจาก Respawn Entertainment ผู้สร้าง Call of Duty Modern Warfare ตัวเกมมีแนวทางเป็นของตัวเองอย่างชัดเจน ด้วยการที่ผู้เล่นจะต้องเลือก Legend หรือ Hero ของตัวเองที่มีความสามารถไม่เหมือนกันเข้าไปสู้กับทีมอื่นๆที่ต้องบอกเลยว่ามันส์อย่างไม่น่าเชื่อ

Apex Legends นั้นได้รับความนิยมสูงมากการันตีด้วยยอดผู้เล่นทะลุ 25 ล้านคน และออนไลน์พร้อมกัน 2 ล้านคนด้วยกัน ตัวเกมเปิดให้เล่นทั้งใน PS4,Xbox One และ PC ในรูปแบบ FREE 2 PLAY พูดได้เต็มปากว่า นี่เป็นการเปิดตัวที่สวยงามที่สุดในบันดาลเกม Battle Royale ทั้งหมด ทั้งๆที่ไม่มีการโปรโมทอะไรเลยด้วยซ้ำ อยู่ดีๆ ก็โผล่มา ราวกับพายุที่จะมาพัดเกม BR เก่าๆ ให้หายไปเลยล่ะ บทนำจบเพียงเท่านี้ เราไปเข้ารีวิวกันให้ถึงเนื้อเลยดีกว่า


THE NEXT EVOLUTION OF BATTLE ROYALE


Apex Legends เป็นเกม FPS เดินหน้ายิงสไตล์ Battle Royale โดยถูกรวมอยู่ในจักรวาลเดียวกับ Titanfall แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้ขี่หุ่นยนต์ไล่ยิงกันแบบในเกมหลัก เกมนี้พื้นฐานแล้วยังคงมีความเป็น BR ดั้งเดิมอยู่บ้าง สิ่งที่แตกต่างไปเลยก็คือเกมนี้จะบังคับให้เล่นกันเป็นทีม 3 คน ไม่มีการ Solo, Duo โดยจะถูกแบ่งเป็น 20 ทีม รวมๆแล้วก็จะมีผู้เล่นทั้งหมด 60 คนต่อ 1 รอบ ถือว่าเป็นเกมแรกเลยที่บังคับให้ผู้เล่นจะต้องเล่นเป็นทีมเท่านั้น

ถึงแม้ว่า Core Gameplay นั้นก็คงเป็น Battle Royale เดิมๆก็ตาม ไล่ไปตั้งแต่การเลือกจุดกระโดด หาอาวุธชุดเกราะ วิ่งเข้าสู่ Safe Zone และอยู่รอดเป็นทีมสุดท้าย แต่ด้วยการที่ตัวเกมบังคับให้เล่นกันเป็นทีม มันจึงเกิดรูปแบบการเล่นใหม่ๆขึ้นมา และกลายเป็นเกมที่มีแนวทางของตัวเองไปไม่ซ้ำใคร แถมมันยังทำออกมาได้ดีโคตรๆอีกด้วยครับ

เชื่อว่าหลายๆคนก็น่าจะเคยเล่นเกม BR อื่นๆกันมาบ้างและรู้วิธีการเล่นของมันแล้ว เพราะฉะนั้นผมจะไม่ลงรายละเอียดลึกเกี่ยวกับพื้นฐานของเกม BR มากนัก แต่จะเน้นไปทีระบบหลักๆของ Apex กันเลย

ก่อนเริ่มเกม ผู้เล่นจะต้องทำการเลือกตัวละครกันก่อน โดยตัวละครพวกนี้จะมีสกิลความสามารถที่แตกต่างกันออกไป และแบ่งแยกสายอย่างชัดเจน ตรงนี้จะคล้ายๆ กับเกมอย่าง Overwatch ที่แต่ละตัวจะมีสกิลติดตัว สกิลใช้งาน และสกิลอัลติเมท โดย Apex เองก็ได้ลอกเอาระบบนั้นมาใช้แถบจะเหมือนกันเป๊ะเลยล่ะครับ โดยผู้เล่นในทีม 3 คนไม่สามารถใช้ตัวละครซ้ำกันได้ และไม่เกี่ยวกับผู้เล่นคนอื่นๆนอกทีม หมายความว่าเราอาจจะได้ตัวละครเหมือนกัน จากทีมอื่นๆนั้นเอง

และเมื่อเลือกตัวละครเสร็จแล้ว ก็ต้องถึงเวลากระโดดลงจุดกันแล้ว ผู้เล่นทั้งหมด 20 ทีมจะอยู่บนยานลำเดียวกัน และจะสามารถกระโดดลงตอนไหนก็ได้ โดยการกระโดดลงจุดนั้นจะต้องไปพร้อมกันทั้งทีม ตัวเกมจะทำการสุ่มเลือกผู้เล่นในทีมที่เป็น Jumpmaster ขึ้นมาหนึ่งคนที่จะเป็นผู้นำการกระโดดลงไปในจุดต่างๆพร้อมกันได้ คนที่ไม่ได้เป็น Jumpmaster ก็จะไม่สามารถบังคับอะไรได้ระหว่างการกระโดดครับ แต่ถึงแบบนั้น เราสามารถแยกตัวออกมาบังคับเองเดี่ยวๆได้เช่นกัน

เมื่อถึงพื้นแล้วแน่นอนว่าต้องหาอาวุธอุปกรณ์ทั้งหลาย โดยรวมแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับเกมอื่นๆเลย ผู้เล่นจะสามารถพกอาวุธได้ 2 กระบอกไม่จำกัดประเภท มีช่อง Quick Slot อยู่ 2 ช่อง หนึ่งคือช่องไอเท็มฟื้นฟู และอีกอันคือช่องไอเท็มพวกระเบิดต่างๆ สิ่งหนึ่งที่แตกต่างไปจากเกมอื่นๆก็คือพวกชุดเกราะ หมวก กระเป๋า รวมไปถึงของแต่งปืนต่างๆ ของพวกนี้มันมาเป็นรูปแบบ Level ที่แบ่งตามสีไปทั้งหมด 4 ระดับสี เทา ฟ้า ม่วง ทอง และยังมีไอเท็มป้องกันชนิดใหม่เพิ่มเข้ามาเรียกว่า Knockdown Shield ความสามารถคือขณะที่เรากำลัง Down อยู่นั้น เราสามารถยกโล่มาป้องกันกระสุนปืนได้นั้นเอง

แน่นอนว่าเกมอื่นๆมันก็มี Level ชุดเกราะ หมวกเช่นกัน แต่เกมนี้มันแตกต่างออกไปครับ ยกตัวอย่างเช่น กระเป๋าระดับทอง มันจะมี Buff พิเศษที่จะทำให้ผู้เล่นใช้ไอเท็มฟื้นฟูเร็วขึ้น 50% (โกงมาก) หรือ Knockdown Shield ระดับทอง ที่จะมีความสามารถพิเศษที่ขณะ Down อยู่นั้น เราสามารถ Revive หรือชุบตัวเองขึ้นมาขณะล้มได้เลยทันที แน่นอนว่าของระดับทองนั้นมันหายากมากๆ ยากจริงจังสุดๆ

ถ้าพูดถึงอาวุธปืนเองแล้ว เกมนี้เรียกได้ว่าแทบจะยกเอาปืนจาก Titanfall มาทั้งแผงเลยครับ เพิ่มเติมด้วยปืนใหม่ๆ ที่เป็นของ Apex เองก็มีเช่นกัน ทั้งปืนกลหนัก ปืนไรเฟลจูโจม สไนเปอร์ ปืนกลเบา ลูกซอง ปืนพก ก็มีให้เลือกใช้กันอย่างหลากหลาย ปืนแต่ละชนิดก็จะใช้กระสุนที่ไม่เหมือนกันเหมือนเกม BR เจ้าอื่นๆ รวมไปถึงพวกของแต่งปืนด้วยเช่นกันครับ

แต่เอาเข้าจริงแล้ว ถึงแม้ว่าปืนแต่ละกระบอกมันจะมี “คาแรคเตอร์” ของมันเองก็ตาม แต่ปืนบางกระบอกนั้นมันก็ไม่ค่อยมีประโยชน์สักเท่าไร เอามาพอใช้แก้ขัดก่อนที่จะเปลี่ยนปืนใหม่ได้ และชนิดปืนที่ผมคิดว่าค่อนข้างจะไม่มีประโยชน์ที่สุดในเกมนี้ ก็คือปืนสไนเปอร์ทั้งหลายนี่แหล่ะครับ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าสไนเปอร์นี่ไร้ประโยชน์ จริงๆมันก็มีประโยชน์อยู่พอสมควร แต่ด้วยการที่เกมนี้นั้นมี Gameplay ที่รวดเร็วมาก จนทำให้ไม่ค่อยได้ใช้สไนเปอร์ดวลระยะไกลกันแบบเกมอื่นๆ ด้วยการที่มันไม่ได้มี Damage ที่สูงสักเท่าไร แต่ถ้าใช้ซุ่มยิงไกลๆในขณะที่ทีมอื่นกำลังต่อสู้กันอยู่ มันก็พอใช้ได้เลยล่ะ

และปืนที่ผมคิดว่ามันมีอานุภาพสูงสุดในเกมนี้ ก็คือปืนลูกซองครับ เพราะถ้าเรามาดูปืนกลชนิดต่างๆ แน่นอนว่ามันใช้งานได้ทุกระยะเลยก็จริง แต่มันมีกระสุนในแม็กกาซีนที่น้อยมากๆ หากไม่มีของแต่งปืนล่ะก็ และในการต่อสู้ระยะใกล้นั้น ปืนลูกซองอย่าง Peacekeeper ที่สามารถฆ่าเป้าหมายได้ในนัดเดียว จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับใครหลายๆคน แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าปืนกลทำ Damage ได้น้อยนะครับ

เราสามารถหาปืนได้ตามตึกต่างๆในฉาก หรือจะหาจาก Supply Crate ที่มีอยู่ตามฉากก็ได้ Loot Rate ของเกมนี้นั้นจัดอยู่ในขั้นพอใช้ได้ ไม่เกลือมากจนเกินไป ปืนสไนเปอร์ทุกกระบอกสามารถหาได้ตามฉาก ยกเว้นอยู่ 1 กระบอกที่เป็นปืนโคตรแรร์ระดับทอง ที่จะได้จาก Supply Drop เท่านั้น รวมไปถึงปืนลูกซอง ที่สามารถทำ Damage Headshot ได้ รวมไปถึงพวกชุดเกราะระดับทองต่างๆ ที่สามารถหาได้จาก Supply Drop เช่นกัน


EVOLUTION OF GAMEPLAY


Apex Legends นั้นมี Gameplay ที่ค่อนข้างรวดเร็วอยู่มาก แต่ถ้าหากเราเอาไปเปรียบเทียบกับพวก Overwatch ,Unreal Tournament, นั้นก็ดูเหมือนว่าจะเร็วเกินไปสักหน่อย ตัวเกมค่อนข้างให้อารมณ์เหมือนกับ Titanfall เลยนั้นแหล่ะครับ แต่เพียงแค่ว่าเราจะไม่สามารถไต่กำแพงวิ่งได้นั้นเอง หรือลองนึกถึงเกมอย่าง Halo และ Black Ops 4 ที่มี Gameplay ที่รวดเร็วกว่าเดิมนิดหน่อย นั้นแหล่ะครับคือ Apex Legends

ตัวเกมเองนั้นมันไม่ได้ออกแนวอนาคตไซไฟ ที่ใช้ปืนเลเซอร์ยิงกันอย่างพวก Overwatch แต่มันก็ยังคงเป็นปืนปกติที่รูปร่างออกจะเวอร์ๆ หน่อยเท่านั้นครับ หมายความว่าตัวเกมยังมีเรื่อง Recoil, Bullet Drop เข้ามาเกี่ยวด้วยเช่นกัน และขอบอกเลยว่าปืนในเกมนี้ไม่ได้ยิงง่ายๆเหมือนพวก Call of Duty แน่นอน

การบังคับตัวละครของผู้เล่นที่ถูกออกแบบมาได้ดี เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วว่องไวตามใจชอบ สามารถสไลด์กับพื้นพร้อมๆกับยิงไปด้วยกันได้ และที่สำคัญเลยคือกระโดดตกจากที่สูงแค่ไหน ก็ไม่เป็นไรครับ งานนี้บอกเลยว่างาน Action นั้นจัดเต็มมากๆ เพิ่มเติมด้วยสกิลของตัวละครแต่ละตัวที่จะสร้างสีสันตลอดการเล่นได้อย่างไม่รู้เบื่อเลยทีเดียว

ว่าด้วยเรื่องสกิล อย่างที่ผมได้บอกไปว่าตัวละครทุกๆตัวมีสกิลที่ไม่เหมือนกัน ตอนนี้ตัวเกมเบื้องต้นมีตัวละครมาให้เลือกทั้งหมด 8 ตัว เช่นผมจะยกตัวอย่างตัว Lifeline ที่จะมีสกิลติดตัวในการ Revive เพื่อนเร็วขึ้นขณะใช้โล่ป้องกัน และสามารถใช้ไอเท็มฟื้นฟูได้เร็วกว่าชาวบ้านเขา 25% และมีสกิลกดใช้ โดยการเรียก Drone ออกมาคอยฮีลให้เพื่อนๆ มีอัลดิเมทที่สามารถเรียก Supply Drop ที่จะมีไอเท็มป้องกันระดับสูงมาให้ใช้ครับ

หรือจะเป็นตัวที่ผมชอบที่สุดอย่าง Wraith ที่จะมีความสามารถติดตัวอย่าง Voices from the Void ที่ผู้เล่นจะได้ยินเสียงเตือนหากศัตรูอยู่ใกล้ๆตัว และมีสกิลกดใช้ โดยจะทำการหายตัวไปในอีกมิติหนึ่ง โดยทั้งตัวเราและศัตรูก็จะต่างคนต่างมองไม่เห็นกันและกัน ก่อนที่จะโผล่มาในมิติเดิม และมีอัลติเมทสุดล้ำ อย่างการสร้างประตูมิติที่จะเชื่อมจากอีกจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้ คล้ายๆกับจุด Teleport ไปมา ที่จะสร้างความได้เปรียบ และกับดักให้ศัตรูได้เป็นอย่างดี

ทั้งหมดนี้ก็แค่น้ำจิ้ม เพราะผมได้บอกไปแล้วว่าตัวเกมมีตัวละครให้เลือกถึง 8 ตัว แถมยังมีแผนจะ Update เพิ่มตัวละครใหม่ๆเข้าไปในอนาคตอีกด้วย

เรื่องที่หลายๆคนที่ยังไม่ได้เล่นกังวล ก็คงจะเป็นเรื่อง “ความสมดุล” และ “Meta” ของตัวเกม ที่ประมาณว่า 1 ทีมจะต้องมีตัวนี้ๆ เอาเข้าจริงแล้วมันก็อาจจะมีส่วนแน่ๆแหล่ะครับ แต่นั้นมันขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้เล่นเองเสียมากกว่า เพราะเอาเข้าจริงแล้วสกิลพวกนี้มันก็เหมือนเป็น “ตัวช่วย” ให้กับผู้เล่นเองมากกว่าเป็นอาวุธหลัก เพราะอย่าลืมว่าอาวุธหลักของเราก็คือปืนที่ถืออยู่ที่จะเป็นตัวตัดสินแพ้ชนะ แถมสกิลพวกนี้ยังสร้างสีสันในการเล่นได้ดีเลยด้วยล่ะ

อีกหนึ่งจุดที่ผมไม่ได้บอกไปในตอนแรก ก็คือเรื่องชุดเกราะ และอุปกรณ์ฟื้นฟูทั้งหลายนั้นแหละครับ ชุดเกราะในเกมนี้จะมีระดับที่แตกต่างกันไป โดยมันจะมี Point บอกเลยว่าชุดเกราะระดับนี้สามารถป้องกัน Damage ได้กี่หน่วย ถ้าหากเราถูกยิงจนชุดเกราะพัง เราก็สามารถใช้ไอเท็มฟื้นฟูพลังของชุดเกราะได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเกราะใหม่ครับ

ยกตัวอย่างเช่นผมใช้ชุดเกราะระดับม่วงอยู่ และถูกยิงจนพลังของชุดเกราะหมด ไม่สามารถป้องกันได้ ผมก็สามารถใช้ไอเท็มฟื้นฟูพลังชุดเกราะที่มีอยู่ตามฉากค่อยๆเพิ่มพลังให้เกราะกลับมาเต็ม 100 เหมือนเดิมทั้งๆที่ไม่ต้องเปลี่ยนชุดเกราะใหม่นั้นเอง และยังคงเป็นระดับม่วงอยู่เหมือนเดิมด้วย และที่น่าสนใจไปกว่าก็คือหมวกภายในเกมนี้ ที่ขอแค่มีใส่ก็ป้องกัน Headshot ได้แล้ว ไม่ต้องคอยมาไล่เปลี่ยนหมวกกันให้เหนื่อย เพราะมันรวมอยู่ในค่าพลังชุดเกราะแล้วครับ

เราสามารถใช้ไอเท็มฟื้นฟูได้ โดยการกดปุ่มๆเดียวบนจอยหรือคียบอร์ด เท่านี้ก็จะใช้แล้ว และถ้าอยากเปลี่ยนของที่ใช้ ก็แค่กดปุ่มข้างไว้ แล้วหันอนาล็อค หรือเมาส์เลือกเอาก็เป็นอันเสร็จ นั้นรวมไปถึงระเบิดชนิดต่างๆด้วย ตรงจุดนี้ถือว่าทำมาได้ดีมาก เพราะไม่จำเป็นต้องกดเปิดหน้าช่องเก็บของเพื่อ Heal เลย อีกทั้งยังทำให้ Gameplay นั้นไหลลื่น และรวดเร็วกว่าเดิมด้วยครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่ถือว่าน่าสนใจมากๆ นั้นก็คือ “การชุบชีวิตเพื่อนที่ตายไปแล้ว” นั้นเองครับ ในเกม BR เกมอื่นๆ หากมีเพื่อนตายระหว่างรอบ ก็คงทำอะไรไม่ได้และนั่งดูเพื่อนเล่นยันจบ แต่ใน Apex Legends นั้น เราสามารถไปชุบชีวิตเพื่อนที่ตายได้ โดยการไปที่กล่องศพของเพื่อน ทำการเก็บ Data Chip มาและเอาไปใส่ที่ Spawn Beacon ที่มีอยู่ตามฉาก และทันใดนั้นเพื่อนที่ตายก็จะเกิดใหม่ กระโดดลงมาจากยานขนส่ง และกลับเข้าสู่เกมพร้อมลุยกันอีกครั้งทันที !!

เรื่องการสื่อสารระหว่างเพื่อนรวมทีมนั้น ถือว่าเป็นหัวใจหลักของเกมแนวนี้เลยก็ว่าได้ ใน Apex Legends เองนั้น ตัวเกมมันได้ยกระดับการสื่อสารกันในทีมไปอีกขั้นของวงการเกมไม่ใช่แค่แนว BR เลยทีเดียว ผู้เล่นสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ง่ายๆโดยการกด “PING” ใส่ฉากนั้นแหล่ะครับ

โดยการ PING ของเกมนี้มันออกแบบมาได้ดีมากๆ ผู้เล่นสามารถบอกต่ำแหน่งศัตรู หรือบอกจุดกระโดด บอกว่าตรงนี้มีไอเท็มนี้อยู่ และอื่นๆอีกมากมายได้โดยกดเพียงแค่ปุ่มเดียว มันสะดวกมากๆ จนแถบไม่จำเป็นต้องใช้การสื่อสารผ่านไมค์เลย เพราะตัวละครของเราก็จะพูดแทนเราหมด ตรงนี้ถือว่าทีมงานทำการบ้านมาดีมาก เมื่อรู้ว่าเกมของตัวเองบังคับเล่น 3 คน ก็เลยออกแบบระบบการสื่อสารระหว่างเพื่อนร่วมอีกที่ยอดเยี่ยมได้ขนาดนี้

ในปัจจุบันวงการเกมนั้น เรื่องของ Loot Box และ Microtransaction ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติที่เกมเมอร์พากันไม่ชอบ แต่ก็มีอยู่หลายเกมที่มีระบบนี้ และออกแบบมาได้ดี ไม่น่าเกลียดมากจนเกินไป Apex Legends เองก็มีระบบนี้เช่นกันครับ ทั้งบรรดาล Skin ทั้งหลาย และของแต่งอื่นๆอีกมากมายที่มาอยู่ใน Loot Box โดยมีอัตราสุ่มได้ชัดเจน และมีไอเท็มรายวันที่จะสุ่มขายไปเรื่อยๆ แบบ Fortnite โดยต้องใช้เงินในเกมชื้อ หรือใช้เงินจริงชื้อ

ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ทั้งหมดมันก็มีผลทางใจสำหรับตัวผู้เล่นเองนั้นแหล่ะครับ หรือจะเรียกว่าแฟชั่น Loot Box ก็ได้ ระบบการปลดล็อค Skin นั้นเหมือนกับ Overwatch เลย เมื่อผู้เล่น Level Up ก็ได้จะ 1 Loot Box มาเปิดลุ้น Skin หรือลุ้นแต้ม Crafting Metals ที่จะเอาไปปลดล็อค Skin ที่ตัวเองต้องการได้ โดยแต้มนี้สามารถได้จาก Loot Box เท่านั้น ใช้เงินจริงชื้อแต้มไม่ได้ครับ (แต่ก็ใช้เงินจริงชื้อ Loot Box อยู่ดี)


Graphics & Performance


Apex Legends ขับเคลื่อนโดย Source Engine ตัวเดียวกับ Titanfall หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้จักเจ้า Source Engine แต่ถ้าผมบอกว่ามันเป็น Engine ตัวเดียวกับ CSGO, Dota 2, L4D ละก็ อาจจะร้องอ้อกันก็ได้ แต่ Source Engine ของทีม Respawn นั้นเป็นเวอร์ชั่น Heavily Modified ที่ปรับปรุงและรีดเอาความสามารถของมันออกมาให้ถึงขีดสุด ผลที่ออกมาคือเกมที่สามารถทำกราฟิกได้สวยงาม มีฟิสิกส์ที่สมจริง และไม่กินสเป็คคอมพิวเตอร์ครับ

บรรยากาศภายในเกมนั้นสามารถทำออกมาได้สวยงาม ส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันสวยกว่า Titanfall 2 อีก โมเดลตัวละครที่ทำออกมาได้ดูดี อนิเมชั่นการเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลจนรู้สึกได้ เอฟเฟกระเบิด ควัน ปืน สกิลต่างๆที่จัดเต็ม และไม่รกตามากจนเกินไป เหมาะสำหรับเป็นเกมที่จัดแข่งขันได้ดี และที่เหนือไปกว่านั้นก็คือการ Optimize ตัวเกมที่ทำออกมาได้ดีมากๆ ไม่จำเป็นต้องใช้สเป็คเครื่องที่สูงมาก ก็สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล เพราะตัวเกมจัดการทรัพยากรมาได้ดีมากครับ

ตัวเกมที่ผมใช้รีวิวในครั้งนี้เป็นเวอร์ชั่น PC แน่นอนว่าผมได้ปรับกราฟิกไปอยู่ในระดับสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอเล่นจริงก็พบว่าตัวเกมทำ Frame Rate ออกมาได้น่าประทับใจ สูงสุดถึง 140 และต่ำสุดที่ 56 (ขณะ Streaming) แต่โดยรวมแล้วจะอยู่ที่ช่วง 70-90 ครับ ผมได้ใช้ Monitor 75hz Freesync ด้วย ภาพที่ออกมานั้นลื่นไหลมาก สมกับเป็นเกมระดับ AAA ได้เลยทีเดียว ทั้งหมดนี้รันโดย GTX 1070Ti และ Ryzen 5 1600 ครับ

แน่นอนว่าผมเองก็ไม่พลาดที่จะทดสอบความสามารถบนเครื่อง Console สุดฮิตในบ้านเราอย่าง Playstation 4 เองเช่นกัน โดยเครื่องที่ผมใช้เป็นเครื่องรุ่นแรก (ไม่ใช่ Slim) โดยผลที่ออกมาก็น่าประทับใจ ตัวเกมรันที่ 60FPS ตลอดเวลา มีตกไปเหลือต่ำสุดที่ 55 บ้าง แต่เท่านี้ถือว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ ไม่ว่าจะเป็น Gameplay ที่รวดเร็ว หรือมีฉากที่กว้างแค่ไหน ก็เล่นได้ไหลลื่นสบายๆ (ไม่เหมือน PUBๆ อะไรสักอย่าง)

เรื่องที่น่าติก็คือตัวเลือก Anti-Aliasing ที่มีให้เลือกเพียงแค่ TSAA อย่างเดียวเท่านั้น แถมยังปรับ Depth of Field และ Motion Blur ไม่ได้ (ต้องตามไปแก้ในไฟล์ txt )

ปัญหาเรื่อง Hacker เองก็น่าจะเป็นเรื่องที่หลายๆคนให้ความสนใจ สำหรับ Apex Legends นั้นตัวเกมเลือกใช้ Easy Anti-Cheat (EAC) เป็นกำแพงในครั้งนี้ครับ โดยเจ้า EAC นี้ถูกใช้บ่อยๆ ในเกมออนไลน์ต่างๆ และพักหลังๆ ก็ถูกใช้ในเกมของ Ubisoft เองด้วย (ยกเว้น R6 ที่ใช้ Battle Eye) ถ้าหากถามถึงความสามารถในการป้องกันแล้ว ก็ต้องพูดกันตามตรงว่าผมไม่ค่อยมั่นใจเจ้า EAC นี่เลย แต่จากที่เล่นๆ มา ผมยังไม่เคยได้เจอกับพวก Hacker เลยสักครั้ง (เวอร์ชั่น PC)


สรุป


Apex Legends นั้นเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมมากในหลายๆ ด้าน ทั้งระบบการเล่น และการจัดการตัวละครที่ออกแบบมาได้ดี เหมาะสำหรับเกมเมอร์ทุกคนที่ชอบความมันส์ในสนามต่อสู้ขนาดใหญ่ โดยเน้นการเล่นแบบ Teamwork ส่วนตัวแล้วผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นเกม Squad-Based Shooter ที่มีแผนที่ใหญ่ๆ มากกว่าเป็นเกม Battle Royale เสียมากกว่า เพราะมันบังคับให้เล่นทีมเป็น 3 คนนี่แหล่ะ เรื่องที่น่าจะติ สำหรับตอนนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าจะติมันในด้านในไหนดี

แต่ที่เห็นชัดๆเลยก็คือกราฟฟิกที่อาจจะดูไม่ค่อยสวยงามแลตกยุคไปบ้าง และความไม่สมดุลกันระหว่างปืนบางชนิด เช่นทุกวันนี้มีคนเลือกใช้ Shotgun มากยิ่งกว่า SMG เสียอีก ทำให้รูปแบบการเล่นมันค่อนข้างจะถูกจำกัดอยู่เล็กน้อย เพราะยังไงสุดท้ายแล้วการใช้อาวุธชนิดนี้ มันก็มีประสิทธิภาพมากที่สุดอยู่ดีครับ

อย่างไรก็ตาม Apex Legends ก็จะเป็นอีกหนึ่งเกมที่ต้องประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงแน่นอน การันตีจากยอดผู้เล่นสูงสุดที่ออนไลน์พร้อมกันถึง 2 ล้านคน จำนวนยอดคนดูใน twitch ที่พุ่งทะยานฟ้า และคาดว่าเกมนี้น่าจะสร้างรายได้ให้กับ EA เป็นอย่างงาม แน่นอนว่าตัวผมเองก็จะเล่นและสนับสนุนมันต่อไป ตราบใดที่ Rainbow Six Siege ยังคงทำให้ผมหัวร้อนอยู่ตลอดทุกๆ Season ครับ

Apex Legends นั้นเปิดให้บริการในรูปแบบ Free 2 Play ทั้งสามแพลตฟอร์ม PS4, Xbox One และ PC Origin แล้วเจอกันในเกมครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Game Review

[Review] God Eater 3 เมื่อถูกพระเจ้าทอดทิ้ง เหล่ามนุษย์จึงต้องร่วมกันต่อสู้เพื่ออยู่รอด !!

Published

on

By

Pokemon: Let's Go, Pikachu! / Eevee!

8.3

GAMEPLAY

8.0/10

GRAPHICS

9.0/10

STORY

8.0/10

PERFORMANCE

8.0/10

VALUE

8.5/10

จุดเด่น

  • กราฟฟิกสวยงาม เพลงประกอบฉากสุดคลาสสิค
  • ระบบการจับโปเกม่อนแบบใหม่ ที่ทำให้การสำรวจเป็นเรื่องสนุกยิ่งขึ้น
  • ระบบ HMs ที่ถูกตัดออกไป ส่งผลให้ไม่มีข้อจำกัดในการเล่น
  • ระบบ Catch Combo ที่ทำให้เราสามารถล่า Shiny ได้ง่ายขึ้น !!

จุดสังเกต

  • การบังคับแบบ Motion Tracking ที่ออกจากน่ารำคาญ
  • ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ๆจากภาคดั้งเดิม (Red, Blue) สักเท่าไร
  • ระบบ Online ที่ทำมาลวกๆ

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน หลังจากที่หายหน้าหายตากันไปนาน เนื่องจากว่าตัวผมติดภาระกิจที่ไต้หวัน กับงาน Taipei Game Show 2019 ที่ผ่านมา ทำให้ไม่มีเวลามารีวิวเกมใหม่ๆ ที่ออกช่วงปลายเดือนมกราคมนี้เลย และมาเริ่มต้นเดือนกุมภาพันธ์นั้นก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน นำทัพโดย Jump Force, Metro Exodus, Far Cry: New Dawn, Anthem

และแน่นอน God Eater 3 ที่จะทำให้เหล่านักล่าอารากามิต้องไม่ว่างกันอีกครั้ง และการมาครั้งนี้ของ God Eater ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ตัวเกมจะถูกพัฒนาลงให้กลับเครื่อง Next Gen อย่างจริงๆ จังๆ เสียที หลังจากที่ภาคเก่าๆ นั้นเป็นการ Port มาจากเครื่องพกพาอย่าง PS Vita ครับ

God Eater นั้นเป็นเกมแนว Action RPG สไตล์ Hunting , Grinding โดยมีรูปแบบการเล่นคล้ายๆ กับเกมอย่าง Monster Hunter โดย Gameplay หลักๆ ก็หนีไม่พ้นการล่ามอนสเตอร์เพื่อหาวัตถุดิบมาสร้างอาวุธและชุดเกราะ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวละคร โดยจุดเด่นของเกมแนวนี้ก็คือระดับความยาก ที่ผู้เล่นไม่สามารถรัวปุ่ม Action รัวๆ ใส่มอนสเตอร์ได้ แต่ผู้เล่นจะต้องรู้จักการจับจังหวะ เรียนรู้แพทเทิร์นของศัตรู และการทำคอมโบ

โดยจุดเด่นของ God Eater นั้นจะอยู่ที่ระบบ Burst และอาวุธปืน ที่เรียกได้ว่าเป็นจุดแข็งของซีรี่ส์นี้เลยก็ว่าได้ การใช้อาวุธปืนของเกมนี้ค่อนข้างพิเศษตรงที่ว่า ตัวผู้เล่นเองสามารถ “สร้าง” กระสุนปืนในรูปแบบต่างๆ เองได้ และระบบ Burst ที่จะทำให้ตัวละครของผู้เล่นทำ Combo ได้หลากหลาย และรุนแรงกว่าเดิม

“แต่ก่อนที่จะเข้ารีวิวของเกม ผมต้องบอกก่อนว่าสำหรับตัวผมเองแล้ว ไม่ใช่แฟนเกมแนวๆ  Monster Hunter และ  God Eater โดยรีวิว God Eater 3 ครั้งนี้ จะเป็นรีวิวในมุมมองของคนที่ไม่เคยเล่นเกมแนวนี้มาก่อน หรือไม่ได้ชอบอะไรเกมแนวนี้มากครับผม”

และแน่นอน ขอขอบคุณ Bandai Namco Entertainment ที่เป็นผู้สนับสนุนตัวเกมที่ใช้ในการ Review ครั้งนี้ด้วยครับ


For the Love of God


ช้าก่อน !! ผมไม่ได้พูดถึง Steve Vai แต่ผมกำลังพูดถึง God Eater นี่แหล่ะครับ ในโลกของ God Eater นั้นจะพูดถึงโลกที่มนุษย์ถูกพระเจ้าทอดทิ้งและส่งสัตว์อสูรที่มีชื่อเรียกว่า “อารากามิ” ออกมาล้างเผ่าพันธุ์ โดยเหล่ามนุษย์ต้องต่อสู้เอาชีวิตรอด โดยมีมนุษย์อยู่กลุ่มหนึ่งได้คิดค้นอาวุธที่ใช้ต่อสู้กับอารากามิเหล่านี้

Ashborn อารากามิชนิดใหม่ในภาคนี้

โดยอาวุธพวกนี้มีชื่อเรียกว่า God Arc หรือ Jin-Ki (เวอร์ชั่นญี่ปุ่น) โดยอาวุธพวกนี้มีพลังต่อกรกับพวกอารากามิได้ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว God Arc มันก็คืออารากามิชนิดหนึ่งนั้นแหล่ะ อีกหนึ่งความสามารถของ God Arc ก็คืออาวุธชนิดสามารถ “กลืนกิน” พวกอารากามิ มาเพิ่มพลังให้ผู้ใช้งานได้อีกด้วย

และผู้ใช้งาน God Arc นั้นก็จะต้องทำการประสานเข้ากับ Oracle Cells ของอารากามิ เพื่อที่จะใช้อาวุธพวกนี้ได้ เหล่าผู้ใช้งาน God Arc นั้นเรียกว่า “The AGEs” โดยใน God Eater แต่ละภาคนั้นผู้เล่นจะได้รับบทเป็น The Protagonist หรือก็คือตัวผู้เล่นเอง โดยเข้าไปมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์และตัวละครอื่นๆ ภายในเกมครับ

สร้างตัวละครเองได้ ตามสไตล์อนิเมะ

God Eater 3 จะมีเนื้อเรื่องต่อจากภาค 2 โดยตัวเกมจะพูดถึงพื้นที่ใหม่ที่มีภัยพิบัติ “Ash Land” โดยพื้นที่เหล่านี้นั้นอันตรายมากกว่าเดิม เนื่องจากว่ามันมาพร้อมกับอารากามิชนิดใหม่ ที่เรียกว่า “Ashborn” เรื่องราวจะเริ่มขึ้นจากที่ตัวผู้เล่นเองถูกจับมาโดยเหล่า Pennywort Port และถูกบังคับให้เป็น The AGEs พร้อมๆกับเพื่อนอีกคน “Hugo” โดยผู้เล่นจะต้องทำงานรับใช้พวก Pennywort Port โดยพวกมันจะไม่สนว่าเหล่า The AGEs จะเป็นอย่างไร แค่ต้องทำงานให้สำเร็จก็พอ

ในภายหลังเราจะได้พบกับ Zeke อีกหนึ่ง The AGEs ที่อยู่ใน Pennywort Port ก่อนที่เราจะได้พบกับ “Hilda” เจ้าของ Ash Crawler Chrysanthemum เป็นคนที่ทำการขนส่ง และระหว่างที่ตัว Hilda เองผ่านมาที่ Pennywort พวกเขาได้เจอกับพวกของตัวเอก และได้เข้าร่วมกันในที่สุดครับ

The Protagonist & Phym

ตลอดทั้งเกมเราจะได้พบกับพรรคพวกใหม่ๆ และร่วมเข้าต่อสู้กับอารากามิ แต่ที่เป็น Highlight เลยก็คือผู้เล่นจะได้พบกับ “Phym” สาวน้อยสุดโลลิ ที่ตัวเธอเองนั้นมีความสัมพันธ์กับตัวเอกมากเป็นพิเศษ โดยเธอจะมีส่วนในเนื้อเรื่องหลักทั้งเกม หรือเรียกได้ว่าเป็นตัวดำเนินเรื่องเลย ฟังดูก็เป็นเรื่องปกติที่โผล่มาในเกมญี่ปุ่นทั่วๆ ไป แต่ที่มันไม่ปกติก็คือน้อง Phym ของเราเนี่ย มันดันเป็น Humanoid Aragami หรือ อารากามิ ในรูปร่างคนนั้นแหล่ะครับ

ด้วยการที่ตัวเกมนั้นเป็นแนวๆ Monster Hunter รูปแบบการเล่นก็จะเป็นการเลือกภารกิจก่อนที่จะเข้าไปเล่นเกมหลัก ซึ่งปัญหาของมันก็คือรูปแบบการเล่น ที่ทำให้การเล่าเรื่องมันออกจะน่าเบื่อและชวนง่วงอย่างสุดๆ นั้นแหล่ะครับ และสิ่งที่น่ารำคาญที่สุดก็คือการดำเนินเรื่องของตัวเกมเอง

ก็ไปเรียก Hugo มานี่สิ ตรูจะทำภารกิจโว้ยยยย

ยกตัวอย่างเช่น ก่อนที่เราจะสามารถทำ Story Mission ต่อไปได้ แน่นอนว่าผู้เล่นต้องไปคุยกับ Amy ผู้ดูแลบอร์ดภาระกิจ แต่ถ้าหากเรายังไม่ได้ไปคุยกับ NPC ที่จำเป็นต่อการดำเนินเรื่องต่อ Amy เธอก็จะไม่ยอมให้เราทำภาระกิจ โดยผู้เล่นก็ต้องเดินไปหา NPC ตัวนั้นๆ โดยผู้เล่นสามารถดูได้ง่ายๆ NPC ที่ต้องการคุยก่อนดำเนินเรื่อง จะมีเครื่องหมาย … ขึ้นอยู่บนหัว ฟังดูอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ก็จริง แต่ปัญหาคือเกมมันไม่บอกว่า NPC ตัวนี้มันอยู่ที่ไหน และเราก็ต้องเดินหาทั่วทั้งยาน เอาเข้าจริงเล่นไปเรื่อยๆ มันก็น่ารำคาญใช้ได้เลยล่ะ


Burst Gameplay


อย่างที่ผมได้บอกไปว่า God Eater นั้นมีรูปแบบการเล่นคล้ายๆกับเกมอย่าง Monster Hunter หรือถ้าจะให้พูดตรงๆ เลยก็คือ Copy ระบบการเล่นมานั้นแหละครับ แต่ God Eater เองนั้นได้สร้างความแตกต่างจนมีแนวทางของตัวเองไป ทำให้ตัวเกมได้กระแสตอบรับที่ดี และอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ แต่ที่น่าสนใจเลยคือเกมนี้เป็นเกมถูกพัฒนาลงให้กับเครื่องพกพาเป็นหลัก (PSP, PSVita) สำหรับ God Eater 3 เองถือเป็นครั้งแรกที่ตัวเกมหันมาพัฒนาให้กับ Next Gen Console อย่างจริงจัง และเลิกพัฒนาบนเครื่องพกพาไปครับ

แน่นอนว่าแฟนๆ ที่รอคอยก็ต่างคาดหวังว่าจะได้เห็นอะไรใหม่ๆจากเกมนี้ เพราะด้วยการที่ตัวเกมมาลงให้กับ Console นั้นแน่นอนว่ามันสามารถทำอะไรได้เยอะกว่าการที่เกมอยู่บนเครื่องพกพาแน่นอน ตรงนี้เองผมก็คงบอกถึงความแตกต่างอะไรมากไม่ได้ เนื่องจากว่าภาค 3 เป็นภาคแรกที่ผมเล่นเกมนี้เลย และหลังจากผ่านการเล่นมาเกือบ 100 ชั่วโมง ผมก็พบปัญหาอยู่หลายจุดเลยล่ะครับ

เรามาพูดถึงเรื่อง Core Gameplay กันก่อน เกมนี้เป็นเกมแนว Action RPG มุมมองบุคคลที่สาม การบังคับตัวละครก็จะให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับเกมอย่าง Monster Hunter, Dark Souls, โดยศัตรูของผู้เล่นก็คืออารากามิขนาดใหญ่ ที่ผู้เล่นจะต้องใช้ทักษะ และไหวพริบในการต่อสู้มากเป็นอย่างสูง เพราะการที่จะพุ่งเข้าไปแล้วรัวปุ่มโจมตีนั้น มันไม่ใช้ความคิดที่ดีแน่นอน แถมยังไม่ได้ผลอะไรอีกด้วย

เหล่าอารากามิพวกนี้จะมีจุดอ่อนอยู่ตามร่างกาย หากผู้เล่นสู้กับมันจนจับจุดอ่อนได้ ผู้เล่นก็สามารถล็อคเป้าหมายไปที่จุดอ่อนนั้นๆ และเข้าไปโจมตีได้เลย แน่นอนว่าการโจมตีของอารากามิเองก็จะมาเป็นแพทเทิร์น โดยถ้าหากผู้เล่นสามารถจับแพทเทิร์นของศัตรูและเรียนรู้ Move Set ของมันได้ การต่อสู้ก็จะไม่ยากเลยครับ

การต่อสู้กับอารากามินั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เกมนี้สนุกเลยครับ เราไม่สามารถบุกไปเข้าโจมตีได้ซึ่งๆ หน้าแน่นอน เราต้องจับจุดอ่อนของศัตรูให้ได้ และพยายามโจมตีส่วนต่างๆ ของร่างกายให้มันล้มลง แล้วเราจึงค่อยพุ่งเข้าไปรัวคอมโบใส่มัน โดยเราก็ต้องคอยเรียนรู้ท่าของศัตรูไปด้วย โดยศัตรูในเกมนี้มีหลากหลายประเภทมากๆ แน่นอนว่าแต่ละตัวมีคาแรคเตอร์ และ Move Set ที่ไม่เหมือนกันสักตัว

จุดเด่นของ God Eater คืออาวุธปืน ที่ผู้เล่นสามารถกดเปลี่ยนไปมาได้ตลอด แถมยังรวดเร็วอีกด้วย อาวุธปืนพวกนี้ เป็นเหมือนอาวุธหลักๆของผู้เล่นเลย เพราะมันสามารถทำ Damage ได้แรงมากๆ หากผู้เล่นใช้อย่างถูกวิธี อย่างที่ผมได้บอกไปว่าพวกอารากามิทุกตัวมันมีจุดอ่อน แน่นอนว่าเรื่อง”ธาตุ”เอง ก็มีส่วนเกี่ยวด้วยเช่นกัน อาวุธปืนพวกนี้จะยิงกระสุนธาตุได้ โดยเราสามารถเปลี่ยนธาตุได้ตลอดระหว่างต่อสู้ ต่างกับอาวุธระยะประชิดที่ใส่แล้วใส่เลย เปลี่ยนระหว่างต่อสู้ไม่ได้

จะลองสร้างอะไรแปลกๆดูก็ได้

โดยจุดเด่นที่สุดของอาวุธปืนเลยคือ ผู้เล่นจะสามารถ “สร้างกระสุนปืนเองได้” โดยเราจะทำให้มันเป็นรูปแบบไหนก็ได้ เช่นเมื่อยิงออกไปแล้ว ก็จะมีกระสุนจำนวนนึงบินวนรอบตัวเรา อะไรพวกนี้ โดยเราสามารถจับมันมาผสมปนกันได้ 8 อย่าง สุดท้ายคืออาวุธปืนภายในเกมก็จะมีอยู่ 4 ชนิด นั้นคือปืนไรเฟลที่สามารถยิงต่อเนื่อง ปืนลูกซองที่แรงในระยะประชิด ปืนสไนเปอร์ที่สามารถซูมได้ไกลเพื่อเล็งยิงจุดอ่อนของศัตรู และสุดท้ายคือปืนยิงเลเซอร์ ที่เป็นอาวุธใหม่ในภาคนี้ครับ

อีกหนึ่งจุดเด่นของ God Eater ก็คือ Burst Mode ครับ โดยเมื่อตัวผู้เล่นเข้าสู่สถานะ Burst Mode นี้แล้ว เราจะสามารถใช้ Burst Art ของอาวุธที่เราใช้อยู่ได้ เข้าใจง่ายๆก็คือโจมตีรุนแรงขึ้นนั้นแหละ โดยเราสามารถปรับแต่ง Burst Art ได้ตามความต้องการ สิ่งที่ผมชอบก็คือการที่ตัวเกมมี Burst Art ที่หลากหลายตามอาวุธที่เลือกใช้ โดยมันจะมีคาแรคเตอร์ของตัวมันเองไม่ซ้ำกันทุกชนิดเลยล่ะ

อาวุธในเกมนี้ก็มีอยู่หลากหลายชนิดมาก ไม่ว่าจะเป็นดาบสั้น ดาบยาว ค้อนยักษ์ หอกใหญ่ และอื่นๆอีกมากมาย โดยใน God Eater 3 ได้มีอาวุธใหม่เพิ่มเข้ามาก็คือดาบคู่ ที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างเป็น Twinblade ได้ และอาวุธทุกชนิดๆ ก็จะมี Move Set ที่แตกต่างกันออกไป และความสามารถที่ต่างกันครับ

พูดถึงเรื่องความสามารถ ในอุปกรณ์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอาวุธระยะประชิด ปืน เกราะ เราสามารถติดตั้งความสามารถพิเศษให้กับมันได้ โดยจะมาในรูปแบบ Abandoned God Arcs ที่เราสามารถเอาไปผสมกันเพื่อความสามารถใหม่ๆ ก่อนที่จะนำเอามายัดใส่อาวุธของเราได้

และก็ยังมีระบบใหม่ Acceleration Trigger ที่จะทำให้ตัวละครของเรานั้นมีความ Unique มากขึ้นกว่าเดิม ในการเล่นออนไลน์ เพราะมันคือการเพิ่มความสามารถของตัวละครเราขณะต่อสู้ตามที่เราเลือกใช้ รวมไปถึงระบบ Link Aid ที่จะเป็นการเชื่อมพลังกันระหว่าง 2 ผู้เล่น ที่จะทำให้ตัวละครนั้นแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

ซึ่งโดยรวมแล้วมันก็ควรจะเป็นเกมที่เล่นได้สนุก แต่ปัญหาที่ผมพบเจอก็คือเรื่องการบังคับนั้นเอง โดยถ้าจะให้พูดกันตรงๆ ผมรู้สึกว่าทีมงานยังติดการปรับแต่งเรื่องการบังคับจากเครื่องเกมพกพามากไปหน่อย เมื่อตัวเกมมาอยู่ใน Console แล้ว ปุ่มมันเยอะกว่าเดิมมากๆ แต่ทีมงานกลับเลือกใช้ปุ่มซ้ำมากเกินไป เช่นปุ่มวิ่งกับปุ่มเปลี่ยนอาวุธเป็นปุ่ม R1 เหมือนกัน (WHAT ???) และปุ่มซูมเข้าออกตัวละครเป็นปุ่ม D-Pad บน กับ ล่าง และปุ่มขวากับซ้าย เป็นปุ่มใช้ท่าพิเศษของอาวุธ (WHAT ???)

การบังคับมันควรจะทำได้ดีกว่านี้ ทั้งเรื่องปุ่มโจมตี สลับอาวุธ และการใช้ Item ที่แปลกๆ ไม่ลื่นไหลสุดๆ ต้องใช้เวลาพักใหญ่ถึงจะคุ้นชิน ยังไม่นับเรื่องมุมกล้องที่มันมั่วมากๆ และระบบล็อคเป้าหมายที่ทำออกมาไม่ดีเท่าทีควรซึ่งปัญหานี้มันทำให้น่าหงุดหงิดมากตลอดทั้งเกมเลยล่ะครับ ยกตัวอย่างเกม Dark Souls ที่ออกแบบระบบบังคับมาโคตรดีมากๆ ผู้เล่นสามารถบังคับตัวละคร มุมกล้อง ได้อย่างคล่องมือ ตรงนี้ผมอาจจะนำเอาเกมมาเปรียบเทียบผิดเกมไปสักหน่อย แต่รูปแบบการบังคับมันก็คล้ายๆ กันนะเออ

ด้วยการที่ตัวเกมนั้นเป็นแนวๆ Hunting Grinding แบบ Monster Hunter ผู้เล่นจะอยู่ในสถานที่หลักโดยใน God Eater 3 ก็คือยานขนส่งของ Hilda หรือเข้าใจกันง่ายๆ มันก็คือ Session Lobby ดีๆนี่เอง โดยภายในยานผู้เล่นสามารถที่จัดการตัวละครของเราผ่านเครื่อง Terminal ภายในยาน โดยการจัดการทั้งหมดจะอยู่ในนี้ ยกเว้นการชื้อขายไอเท็มที่ผู้เล่นจะต้องวิ่งไปที่ด้านนึงของยาน โดยในบางครั้งจะมีร้านขายของพิเศษที่จะขายของหายากสุ่มมาหลังจบภารกิจครับ

ก่อนที่ผู้เล่นจะเข้าไปทำภาระกิจ หรือไปออกล่า ผู้เล่นก็ต้องเลือกภาระกิจผ่าน Amy (Mission Operator) กันก่อน เราสามารถเลือกภารกิจที่จะทำได้ผ่านตัวเธอเอง โดย Mission จะมี Rank สูงขึ้นขณะดำเนินเรื่อง มีทั้ง Story Mission และ Side Mission รวมไปถึง Assault Mission ที่จะเป็นการทำภาระกิจร่วมกับผู้เล่นคนอื่นๆในโหมดออนไลน์พร้อมกันสูงสุดถึง 8 คน

แน่นอนว่าตัวเกมนั้นสามารถเล่นออนไลน์ร่วมกันคนอื่นๆ ได้ ผู้เล่นสามารถจัดการค้นหาห้องเล่น และจัดการ Session ของตัวเองได้ผ่านเครื่อง Terminal ในยานของตัวเองได้เลยทันที งานนี้ใครมีเพื่อนก็พากันจับมือไปออกล่าอารากามิกันได้เลย

เรื่องที่ผมไม่เข้าใจ และอยากจะบ่นมากที่สุดเลยก็คือ มันจะยากมากเลยใช่ไหม หากทีมงานใส่ตัวเลือกจัดการตัวละครมาให้ผ่านการกดปุ่ม Option บนตัว Controller ทันทีโดยที่ไม่ต้องวิ่งไปยัง Terminal ทุกครั้ง เพื่อที่จะทำให้สักอย่างกับตัวละคร และอย่างที่ผมบอก ทุกสิ่งทุกอย่างจะสามารถจัดการได้ที่ Terminal เท่านั้น แม้กระทั่งการ Save Game ก็ยังต้องทำที่ Terminal ถามจริง ??


Burst Graphics


God Eater 3 เป็นครั้งแรกที่ตัวเกมได้ถูกพัฒนาเพื่อ Next Gen Console อย่างจริงจัง ทำให้แฟนๆหลายคนต่างคาดหวังกับกราฟิกภายในเกมมาก จากตัวอย่างที่ผ่านๆมา เราก็น่าจะเห็นกันไปบ้างแล้ว แต่ตัวเกมจริงล่ะเป็นอย่างไรบ้าง ??

ในตอนแรก ตั้งแต่เข้าเกมจนเล่นไปได้พักใหญ่ๆ ผมก็เข้าใจว่าเกมนี้มันถูกสร้างโดย Unreal Engine 4 เจ้าเดิมที่ผมมีปัญหากับมันตลอด แต่เมื่อมาลองค้นหาข้อมูลดูอีกทีพบว่ามันไม่ใช่ครับ ดูได้ง่ายๆ เลยคือไม่มี Logo ของ Unreal Engine เลยทั้งในตัวอย่าง และในเกมเต็ม ผมจึงคิดว่านี่น่าจะเป็น In-house Engine ของ Marvelous เองก็เป็นได้

โดยรวมแล้วตัวเกมทำกราฟิกออกมาได้ “ค่อนข้าง” ดูดีอยู่ในระดับนึง ที่เห็นได้ชัดเลยคือรายละเอียดของตัวละคร อารากามิ และเอฟเฟคแสงสีที่จัดเต็มสมกับเป็นเกมเครื่อง Next Gen แต่ !!

เมื่อมาดูรายละเอียดฉากพื้นหลัง ไม่ว่าจะเป็นต้นใบหญ้า ตึกและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่เหมือนหลุดมาจากเกมเครื่องพกพา แถมยังมี Texture ที่หยาบๆ มากอย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงแบบนั้นก็ต้องยอมรับว่าตัวเกมมันพัฒนามาจากภาคก่อนๆ อยู่มากเลยทีเดียว

เฟรมเรทไม่มีตก !!

ในรีวิวครั้งนี้ผมเล่นในเครื่อง PlayStation 4 ธรรมดา โดยตัวเกมสามารถทำ Frame Rate ได้ที่ 30 FPS อย่างนิ่งๆ ไม่มีตก และดูเหมือนว่าจะเป็น 30 ทั้งเครื่องธรรมดาและเครื่อง Pro อีกด้วย แต่เอาจริงๆ ด้วยกราฟิกแค่นี้ก็ควรจะทำได้ให้ถึง 60 แต่อาจจะเป็นเพราะตัวเกมนั้นเน้นการเล่นออนไลน์ จึงต้องทำให้ Frame Rate ของคนที่ใช้ทั้ง 2 รุ่นตรงกัน และนิ่งให้มากที่สุดก็เป็นได้ครับ


สรุป


God Eater 3 โดยรวมแล้วเป็นเกมที่ดีอยู่ในระดับนึง ในช่วงแรกๆ ตั้งแต่เริ่มเกมจนมาถึงกลางเกม ผมเกือบจะยอมแพ้ และไม่ไปต่อแล้ว ด้วยการที่เนื้อเรื่องมันชวนง่วงเหลือเกิน พร้อมกับ Gameplay ที่ส่วนตัวแล้วผมก็ชอบเกมที่เล่นยากๆ และมีแพทเทิร์นเช่นกัน แต่สำหรับ God Eater ดูเหมือนว่ามันจะเข้าถึงผมยากไปสักนิด

แต่หลังจากเล่นไปจนเริ่มจับทางมันได้ และเริ่มจะรู้สึกสนุก ยิ่งตอนที่สามารถโจมตีจุดอ่อนมันแล้วเห็นตัวเลข Damage ขึ้นหลักพันได้นี่มันความรู้สึกที่ฟินเอามากๆ อีกทั้งยังมีระบบสร้างกระสุนปืนเอง และการปรับแต่งตัวละครที่สร้างความเป็นตัวของตัวเองได้ดี และที่สำคัญเลยคือมันน่าจะเป็นเกมที่เอาไว้เล่นออนไลน์กับเพื่อนได้เป็นอย่างดีครับ

ตัวเกมอาจจะมีปัญหาเรื่องการเล่าเรื่อง การบังคับอยู่บ้าง แต่สำหรับแฟนๆที่ชื่นชอบการล่าอยู่แล้ว God Eater 3 ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับใครที่ไม่มีเกมดองอยู่ช่วงนี้เลยล่ะ

God Eater 3 นั้นวางขายแล้วในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2019 โดยวางขายพร้อมๆกันทั้ง Playstation 4 , PC Steam โดยพิเศษสุดๆเลยคือเราสามารถเลือกเสียง ENG หรือ JP ได้ตามใจชอบอีกด้วย !!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Game Review

[รีวิวเกม] Kingdom Hearts III : ไม่ใช่เกมที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เต็มไปด้วยหัวใจ

Published

on

Pokemon: Let's Go, Pikachu! / Eevee!

8.3

GAMEPLAY

8.0/10

GRAPHICS

9.0/10

STORY

8.0/10

PERFORMANCE

8.0/10

VALUE

8.5/10

จุดเด่น

  • กราฟฟิกสวยงาม เพลงประกอบฉากสุดคลาสสิค
  • ระบบการจับโปเกม่อนแบบใหม่ ที่ทำให้การสำรวจเป็นเรื่องสนุกยิ่งขึ้น
  • ระบบ HMs ที่ถูกตัดออกไป ส่งผลให้ไม่มีข้อจำกัดในการเล่น
  • ระบบ Catch Combo ที่ทำให้เราสามารถล่า Shiny ได้ง่ายขึ้น !!

จุดสังเกต

  • การบังคับแบบ Motion Tracking ที่ออกจากน่ารำคาญ
  • ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ๆจากภาคดั้งเดิม (Red, Blue) สักเท่าไร
  • ระบบ Online ที่ทำมาลวกๆ

Kingdom Hearts 3 คือภาคหลักภาคที่ 3 ของซีรี่ส์ Kingdom Hearts ที่เป็นโปรเจ็คท์เกมยักษ์ใหญ่ร่วมกันระหว่าง Square-Enix (ที่ในตอนนั้นยังเป็น Square Soft) ผู้สร้างซีรี่ส์อย่าง Final Fantasy และ Walt Disney Studio ผู้สร้างสรรค์ภาพยนตร์อนิเมชั่นที่พวกเรารู้จักกันดี ทำให้ซีรี่ส์นี้เป็นการ Cross-over กันระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกที่เราจะได้เห็นตัวละครจากภาพยนต์อนิเมชั่นของดิสนี่ย์(รวมถึงพิกซาร์ในปัจจุบัน)มาโลดแล่นร่วมกันกับตัวละครจากเกมดังๆ ของ Square-Enix อย่างซีรี่ส์ Final Fantasy และภาคที่ 3 นี้ก็จะเป็นบทสรุปของเนื้อหาสำคัญของเกมที่เริ่มมาตั้งแต่ภาคแรก และเป็นภาคที่แฟนๆ ต่างก็รอกันมากว่า 10 ปีนับจากภาค 2 ได้วางจำหน่ายในปี 2005

ต้องขอออกตัวก่อนว่าผมเป็นหนึ่งในแฟนของซีรี่ส์นี้ที่ติดตามมันมาอย่างสม่ำเสมอ แม้จะไม่ได้ถึงขนาดตามไปเล่นภาคย่อยทุกภาคจนเข้าใจเนื้อเรื่องทั้งหมดอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่ก็มากพอที่จะเข้าใจอะไรๆที่เกิดขึ้นในภาคนี้ได้ในระดับหนึ่ง ผมใช้เวลาทั้งหมด 36 ชั่วโมงในการจบรอบแรกในโหมด Proud ซึ่งก็คือโหมดยากของเกม ก็หวังว่ารีวิวนี้จะช่วยเป็นประโยชน์กับหลายๆ คนได้นะครับ

บทและการเล่าเรื่อง

เรื่องราวของซีรี่ส์ Kingdom Hearts นั้นเป็นเรื่องราวการผจญภัยของ โซระ (Sora) เด็กหนุ่มผู้อาศัยอยู่กับเพื่อนสนิทสองคนคือ ไคริ (Kairi) และ ริคุ (Riku) บนเกาะแห่งชะตากรรม (Destiny Island) ก่อนจะจับพลัดจับผลูกลายมาเป็นผู้ถือคีย์เบลด (Keyblade) อาวุธปริศนาที่มีหน้าตาเหมือนกุญแจขนาดยักษ์ และต้องออกเดินทางไปยังโลกต่างๆ จากอนิเมชั่นของดิสนี่ย์ร่วมกับโดนัลด์ ดั๊ก (Donald Duck) และกู๊ฟฟี่ (Goofy) เพื่อตามหาเพื่อนทั้งสองของเขา อันนำไปสู่การผจญภัยที่จบลงด้วยการปกป้องจักรวาลจากวายร้ายผู้หมายจะครอบครอง Kingdom Hearts แหล่งพลังงานและภูมิปัญญาอันเป็นดั่งหัวใจของทั้งจักรวาล โดยใน KH3 นั้นจะเป็นเรื่องราวต่อเนื่องจากเหตุการณ์ใน Kingdom Hearts 3D : Dream Drop Distance บนเครื่องที่วางจำหน่ายบนเครื่อง Nintendo 3DS ซึ่งเป็นเหตุการณ์ย่อยหลังเหตุการณ์ในภาค 2 บนเครื่อง Playstation 2 และเป็นภาคสิ้นสุดเรื่องราวของ เซอานอร์ท (Xehanort) ตัวร้ายผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ของทุกๆภาคที่ผ่านมา(ไม่นับภาค Union และ Union X ที่เป็นเกมมือถือและมีเนื้อเรื่องเล่าถึงอดีตที่ไกลโพ้น) ทำให้ภาคนี้กลายเป็นภาครวมรุ่นที่เหล่าตัวละครจากภาคก่อนๆ จะมารวมตัวกันเพื่อต่อกรกับเซอานอร์ทเป็นครั้งสุดท้าย

เนื้อเรื่องของซีรี่ส์นี้จัดเป็นปัญหาข้อสำคัญที่ทำให้ KH นั้นยากต่อการที่ผู้เล่นหน้าใหม่จะเข้าถึงได้ ด้วยการที่เนื้อหานั้นกระจัดกระจายไปอยู่ตามภาคย่อยต่างๆ มากมายที่ต่างก็อยู่บนเครื่องเล่นคนละเครื่อง ซึ่งแม้จะเป็นภาคเสริมแต่ก็เป็นส่วนสำคัญทั้งในแง่ปมต่างๆของเรื่องและการได้รู้จักตัวละครใหม่ๆ และถึงแม้จะสามารถตามไปเล่นจบครบทุกภาคได้ แต่เรื่องราวในจักรวาลของ KH ก็ถูกขยายต่อยอดจนมีหลักการมีกฎเกณฑ์อะไรต่อมิอะไรยุบยับไปหมดจนเกินจะจำกันไหว ซึ่งในภาคสามนี้ก็จะสามารถเห็นได้ถึงความพยายามในการปูเรื่องราวเหล่านั้นให้กับผู้เล่นใหม่ ทั้งด้วยการแทรกผ่านบทสนทนาในเกมและจากการที่มีโหมด Memory Archive ให้สามารถเข้าไปดูสรุปเนื้อเรื่องภาคที่ผ่านๆ มาซึ่งจัดทำโดยทีมพัฒนาเองทั้งจากในเกมและบนยูทูป แต่ด้วยความซับซ้อนและพัวพันที่สั่งสมมาตลอดทำให้มันยังไม่สามารถปูเรื่องให้กับคนเล่นใหม่ได้ชัดเจนมากพออยู่ดี อยู่ในแค่ระดับที่พอจะตามโครงใหญ่ๆ ได้แต่ก็น่าจะยังงงกับเหตุการณ์และตัวละครหลายๆ ตัวไม่มากก็น้อย ทำให้ประสบการณ์ของการเล่น KH3 นั้นจะค่อนข้างต่างกันมากระหว่างแฟนเกมที่ติดตามเนื้อเรื่องอย่างใกล้ชิด กับคนเล่นหน้าใหม่หรือแฟนทั่วๆ ไปที่เล่นเฉพาะภาคหลักๆ ไม่กี่ภาค

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกมนี้และภาคก่อนๆ ในซีรี่ส์ทำได้ดีอย่างสากลไม่ว่าจะกับผู้เล่นหน้าเก่าหรือไม่ก็คือบทและสเน่ห์ของตัวละคร ที่แม้ว่าจะมีความน้ำเน่าสไตล์พลังมิตรภาพให้ชวนกรอกตามองบนอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยความที่แก่นของ KH นั้นคือเรื่องราวที่เกี่ยวกับสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ความน้ำเน่าเหล่านั้นจึงกลับกลายเป็นการเสริมความแข็งแรงให้เรื่องราวที่มันจะสื่อเสมอๆ KH จึงมีบรรยากาศที่หนักแน่นชัดเจน ง่ายต่อการที่เราจะเคลิ้มและมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละคร และเป็นเหตุผลที่ฐานแฟนๆ เกมนี้ยังคงเหนียวแน่น ยิ่งในภาคนี้เป็นการรวมตัวของแทบทุกตัวละครในภาคที่ผ่านๆ มา มันจึงยิ่งทรงพลังมากขึ้นเป็นพิเศษ ถ้าใครที่เป็นแฟนเกมนี้อยู่แล้วหรือไม่ซีเรียสมากกับความสมเหตุสมผลของเนื้อเรื่อง ก็น่าจะสามารถอินไปกับเกมนี้ได้ไม่ยากเลย

ในส่วนของการเล่าเรื่องนั้นก็ยังใช้โครงสร้างเดียวกับภาคหลักที่ผ่านๆ มา คือเป็นการเดินทางไปยังโลกจากภาพยนต์อนิมชั่นของดิสนี่ย์ต่างๆ ระหว่างทางก่อนที่เรื่องจะไปบรรจบที่โลกสุดท้ายของเกมที่มาจากตัวเกมเอง โดยในแต่ละโลกของดิสนี่ย์นั้นก็จะมีเรื่องราวหรือปัญหาที่โซระต้องเข้าไปมีเอี่ยวและช่วยคลี่คลาย บางโลกก็จะอิงเนื้อเรื่องจากในภาพยนต์มาเลย บางโลกก็อาจจะเป็นเนื้อเรื่องใหม่หรือต่อจากในภาพยนตร์ ซึ่งโดยภาพรวมนั้นก็ทำได้ตามมาตรฐานภาคที่ผ่านๆ มา คือทำเนื้อเรื่องย่อๆ พอหอมปากหอมคอให้แฟนการ์ตูนดิสนีย์ได้เห็นตัวละครต่างๆ ออกมาโลดแล่นในเกม อย่างไรก็ตาม บางโลกนั้นจะเห็นได้ชัดว่าตัดต่อเนื้อเรื่องที่ย่อๆ ลงมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร มันจึงมีจังหวะที่สะดุดอยู่เยอะและคนที่ไม่เคยดูภาพยนตร์ต้นฉบับมาก่อนอาจจะงงได้ ยังดีที่ตัวเนื้อเรื่องหลักนั้นไม่มีปัญหานี้เท่าไหร่จึงไม่ได้เสียหายมากอะไร

โดยรวมๆในทางเนื้อเรื่องของเกมนี้จึงถือว่าทำได้ดีในแง่ของการสร้างบรรยากาศและการสร้างอารมณ์ร่วม เพียงแต่ติดปิดปัญหาที่โครงเรื่องมันซับซ้อนเกินไป (ในทางไม่ดี) จนยากต่อการเข้าถึงสำหรับผู้เล่นใหม่

ระบบการเล่น

KH3 เป็นเกม Action-RPG นั่นก็คือตัวเกมเพลย์หลักจะเป็นแอคชั่นแบบรัวปุ่ม ลุยๆ ฟันๆ พร้อมเอฟเฟคต์อลังการ ผสมผสานกับระบบพัฒนาตัวละครแบบเกม RPG ที่จะมีเรื่องของเลเวล ค่าสถานะ อุปกรณ์สวมใส่ของตัวละคร ตลอดจนการซื้อขายและคราฟท์ไอเทมต่างๆ ที่ในภาคนี้เราสามารถอัพเกรดคีย์เบลดแต่ละอันได้อีกด้วย ซึ่งจุดเด่นของซีรี่ส์ก็อยู่ที่ความเข้าใจง่ายของทั้งสองส่วนที่ทำให้ผู้เล่นสามารถออกคอมโบการโจมตีที่ตระการตาได้แม้จะกดเพียงไม่กี่ปุ่ม และในภาคนี้ก็ยังคงสเน่ห์นั้นไว้ เมื่อรวมกับคุณภาพกราฟฟิคในปัจจุบันและความลื่นไหลในการควบคุมตัวละครที่คมขึ้นจากภาคก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด จึงทำให้การต่อสู้ใน KH3 นั้นเข้าถึงได้ง่าย น่าพึงพอใจ และทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองเก่งอยู่เสมอ

สิ่งที่ทั้งดีและไม่ดีก็คือ ภาคนี้เป็นการรวมระบบต่างๆ จากภาคก่อนๆ เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบ Formchange ที่ทำให้เราเปลี่ยนรูปลักษณ์ของคีย์เบลดไปเป็นปืน เป็นหอก หรือแม้กระทั่งรถม้า ที่เปลี่ยนท่าโจมตีให้ทรงพลังขึ้นในระหว่างการต่อสู้ได้ตามคีย์เบลดที่เราถือ ระบบ Shotlock ที่เป็นเหมือนท่าไม้ตายจากภาค Birth By Sleep หรือระบบ Free Flow Motion ที่ช่วยให้การปีนป่ายลื่นไหลและมีตัวเลือกในการโจมตีมากขึ้นจากภาค 3D แล้วยังมีระบบที่เพิ่มเข้ามาใหม่อย่าง Attraction ที่ทำให้เราสามารถเรียกเครื่องเล่นใน Disneyland ต่างๆออกมาช่วยสู้ได้ ซึ่งในแง่ของความหลากหลายและอลังการนั้นก็ถือว่าดีอยู่ แต่ความที่มันเยอะเกินไปนั้นทำให้เราไม่สามารถใช้ประโยชน์จากระบบเหล่านี้ได้เต็มที่ อย่างเช่นระบบ Free Flow Motion นั้นเดิมทีในภาค 3D จะทำให้เราสามารถออกท่าโจมตีแรงๆในการต่อสู้ได้ พอมาในภาคนี้เมื่อมีระบบ Formchange และ Attraction ที่รุนแรงกว่าแล้ว จึงทำให้ Flee Flow Action ใช้แค่ในการแก้ปริศนาและปีนป่ายฉากเท่านั้น ยิ่งระบบ Link ที่ใช้เรียกเหล่าตัวละครจากดิสนีย์มาช่วยสู้นั้นยิ่งแทบไม่จำเป็นเลย มันจึงมีความล้นๆ ที่แม้จะไม่ได้ทำให้อรรธรสของเกมเสีย แต่ก็เป็นจุดที่น่าเสียดายอยู่เหมือนกัน

ในส่วนของมินิเกมต่างๆ ที่เป็นของคู่กันในซีรี่ส์นั้นภาคนี้ก็ถือว่าทำได้ดี คือเน้นความหลากหลายและของรางวัลที่คุ้มค่า มีหลายๆ แบบแต่ไม่ได้ต้องเล่นซ้ำเยอะๆ เหมือนในภาคก่อนๆ เช่น มินิเกมขับเรือซึ่งเป็นส่วนที่ใช้เดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆในโลก Pirate of the Caribbean มินิเกมทำอาหารกับเจ้าหนูเรมี่จาก Ratatouille ที่จะทำให้เราได้ไอเทมจำพวกอาหารมากินเพิ่มบัฟสถานะต่างๆ ตลอดจนระบบถ่ายรูปภายในเกมที่เราจะเซลฟี่ก็ยังทำได้ และมีมินิเกมเป็นการตามถ่ายรูปสัญลักษณ์มิกมี้เมาส์ตามที่ต่างๆ เหมือนกับใน Disneyland ของจริง ตัวยานกุมมี่ (Gummiship) ที่เป็นมินิเกมขับยานท่องอวกาศที่มีมาทุกภาคนั้น ในภาคนี้ได้ปรับเป็นเหมือน open world ย่อมๆให้เข้าขับไปดาวไหนก็ได้ จะสู้ศัตรูระหว่างทางหรือจะบินหลบลัดไปก็ได้ ทำให้การขับยายกุมมี่นี้สนุกขึ้นจากภาคก่อนๆ จะติดก็ตรงที่การควบคุมเพื่อหมุนทิศทางยานนั้นค่อนข้างหนืดจนน่าหงุดหงิดนิดหน่อย

ภาพและงานกำกับศิลป์

ต้องยอมรับว่านี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่น่ากังวลที่สุดของภาคนี้ เนื่องจากที่ผ่านมานั้น งานภาพของ KH จะออกไปในทางการ์ตูนสีสันสดใส ซึ่งดูจะยากต่อการทำให้ภาพดูดีสมเป็นยุคปัจจุบันแต่ก็ยังไม่เสียความเป็นการ์ตูนนั้นไว้ ซึ่งผลที่ได้ก็ออกมาดีกว่าที่คิดมาก ดูเหมือนว่าการที่ทีมพัฒนาเกมนี้เปลี่ยนไปใช้ Unreal Engine 4 แทนที่ Luminous Engine ที่พัฒนาขึ้นมาเองนั้นจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง แม้จะยังมีจุดที่ดูขัดๆ บ้าง เช่น พวกทรงผมหรือเทกส์เจอร์บางจุด ทำให้ไม่ได้เหมาะเหม็งเต็มร้อยเมื่อเทียบกับ Dragon Quest 11 เกมจากค่ายเดียวกันที่ออกไปก่อนหน้านี้ที่เจอโจทย์คล้ายๆ กัน แต่ก็ถือว่าดูดีไม่ขัดตา อนิเมชั่นต่างๆ ก็ทำได้ดีมากๆ โดยเฉพาะกับพวกตัวละครต่างๆ ในโลกดิสนีย์ที่เรียกว่าจัดเต็มกันสุดๆ อย่างกับเอาโมเดลมาจากภาพยนตร์จริงมาใช้ทีเดียว แต่ที่น่าสังเกตเป็นพิเศษคือพวก Particle Effect อย่างพวกเปลวไฟ น้ำ แสงสีจากการใช้เวทย์มนต์ต่างๆ ที่จัดเต็มมากๆ ทะลุทะลักจอสุดๆ ยิ่งพวกเอฟเฟคต์อนิเมชั่นเวลาเปิดโลโก้ของแต่ละดาวนี่ยิ่งดูสนุก คือเห็นแล้วรู้เลยว่าทีมงานมันก็สนุกกับการทำอะไรพวกนี้เหมือนกัน

ตัวงานออกแบบฉากนั้นก็ถือว่าต่อยอดมาจากภาค 3D ได้ดีมาก พอมีระบบ Free Flow Motion ให้เราสามารถปีนป่ายฉากได้ง่ายๆ แล้ว ตัวเกมจึงมีฉากที่ไต่ไปในแนวตั้งเยอะขึ้น ทำให้ฉากต่างๆ มีมิติ มีลูกเล่น ดูสมจริงสมจังมีชีวิตชีวา แล้วยังค่อนข้างหลากหลายตามแต่ธีมของโลกดิสนีย์นั้นๆ เช่น ในโลก Pirate of the Caribbean ฉากต่างๆ ก็จะเป็นหมู่เกาะเล็กๆ ที่เราแล่นเรือเข้าไปสำรวจได้ มีส่วนใต้น้ำให้ลงไปดำอีกด้วย หรืออย่างโลก Frozen ก็จะเน้นฉากแนวตั้งให้เราไต่เขาขึ้นไปเพราะเป็นภูเขาหิมะ เป็นต้น ความหลากหลายนี้ทำให้บรรยากาศในเกมเปลี่ยนไปตลอดเวลาและไม่น่าเบื่อ อย่างไรก็ตาม บางฉากนั้นใหญ่แต่กลับซ้ำซากเกินไปอยู่บ้าง ส่งผลเสียต่อจังหวะเกมที่ทำให้บางช่วงเรารู้สึกว่าเมื่อไหร่จะผ่านจุดนี้ไปสักทีแทน

แต่สิ่งที่ทำให้บรรยากาศเกมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือมีการใส่ NPC เข้ามาในพื้นที่ต่างๆแล้ว โดยเฉพาะในเมืองนี่เดินกันให้ขวั่กทีเดียว สำหรับผู้เล่นหน้าใหม่อาจจะไม่รู้สึกว่าแปลก แต่แฟนๆ เกมนี้จะรู้ว่าที่ผ่านๆมานั้นโลกของ KH จะค่อนข้างโหลงเหลงไม่มี npc เดินไปเดินมาเท่าไหร่ พอภาคนี้มาจัดเต็มเรื่องนี้ก็กลายเป็นเรื่องที่น่าประทับใจสำหรับแฟนๆไม่น้อย

ดนตรีและเสียงประกอบ

หนึ่งในจุดแข็งของซีรี่ส์ KH นั้นก็คือเพลงประกอบที่ไพเราะและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกจากโยโกะ ชิโมมุระ (Yoko Shimomura) ที่ทำเอาแค่เพลงเมนูเข้าเกมอย่าง Dearly Beloved นี่ก็ทำให้แทบจะน้ำตาไหลกันได้แทบทุกภาคไปแล้ว มาภาคนี้ก็ยังคงเต็มไปด้วยเพลงเพราะๆ เช่นเดิม ติดแค่ว่ามีเพลงใหม่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบว่าเป็นภาคหลัก หนักไปทางใช้เพลงเก่ามารีมิกส์เอามากกว่า ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะภาคนี้เป็นการรวมของตัวละครทั้งหมดทั้งฝั่งดีและร้าย ทำให้ไม่ว่าจะเพลงตีมในฉากซึ้งก็ดี เพลงในฉากสู้บอสก็ดี ล้วนแล้วแต่ใช้เพลงประจำตัวละครที่มีมาจากภาคก่อนๆทั้งนั้น ซึ่งมันก็ดีสำหรับแฟนๆเพราะทำให้ขนลุกไปได้หลายฉากเลยทีเดียว แต่มันก็ทำให้ตัวเกมมีเพลงใหม่ของภาคนี้จริงๆ น้อยตามไปด้วย กลายเป็นว่าเพลงที่น่าจดจำจากภาคนี้จริงๆ จึงมีแค่ Don’t Think Twice และ Face my Fear ที่เป็นผลงานการขับร้องของอุทาดะ ฮิคารุ (Utada Hikaro) ที่มาร้องเพลงประกอบซีรี่ส์นี้ให้ตลอดนั่นเอง

ส่วนเสียงประกอบนั้นเรียกได้ว่าใช้เสียงประกอบจากภาคเก่าๆ มาทั้งดุ้นเลย คือเสียงประกอบเอฟเฟคต์การโจมตีและใช้เวทย์มนต์ต่างๆ นั้นจะเป็นเสียงประกอบที่มีความหวือหวาระยิบระยับสูง ฟังแล้วรู้สึกว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นเยอะไปหมด ซึ่งมันก็เข้ากันได้ดีกับตัวเกมที่เน้นความอลังการในการต่อสู้สูงอยู่แล้ว แต่เพราะความเหมือนเดิมจึงทำให้ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษไปด้วย

การนำเสนอ

Kingdom Hearts 3 ยังคงทำสิ่งที่เกมนี้ทำมาได้ดีแทบในทุกภาคคือการรักษาบรรยากาศที่ตระการตาราวกับไปเที่ยว Disneyland มันเป็นการยำมั่วซั่วที่เป็นเต็มไปด้วยสีสันและอารมณ์ แต่ละโลกจากดิสนี่ย์ที่เราไปเยือนไม่ได้มีเพียงตีมของฉากหรือเรื่องราวที่เป็นของตัวเอง มันยังมีมินิเกมและระบบยิบย่อยต่างๆ ที่ดึงเอาเอกลักษณ์ของโลกนั้นๆ ออกมามากขึ้น บางมินิเกมนั้นก็บ้าๆบอๆจนถ้าจับแยกไปเล่นเดี่ยวๆแล้วก็จะกลายเป็นไม่สนุกไปเลย แต่เมื่อมันมาอยู่ในบริบทของเกมอย่าง KH3 แล้วมันก็ช่วยทำให้จังหวะเกมเปลี่ยนไปตลอดเวลา

ฉากคัตซีนต่างๆก็ทำออกมาได้ดีมากๆ แม้ปัญหาทางเนื้อเรื่องอาจจะทำให้บางซีนสะดุดไปบ้าง แต่ความอลังการและเต็มไปด้วยอารมณ์ของมันก็ทำให้เราตื่นเต้นและอยากติดตามมันเสมอ ยิ่งโดยเฉพาะแฟนๆ ซีรี่ส์ที่เรียกได้ว่าเต็มไปด้วยฉากเซอร์วิสจัดเต็มกันสุดๆ คือถ้ามีซักภาคหรือตัวละครที่ชอบซักตัวหนึ่งในซีรี่ส์ มันก็จะมีฉากที่ทำให้ยิ้มหรือนั่งตัวไม่ติดแน่ๆ อย่างน้อยๆ ก็ฉากสองฉาก สำหรับคนที่ไม่ใช่แฟนก็น่าจะทำให้สนใจและอยากกลับไปเล่นภาคก่อนๆเพื่อจะได้รู้ที่มาที่ไปของหลายๆตัวละครได้เลย

แต่ที่ผมคิดว่าเป็นทีเด็ดจริงๆ ของการนำเสนอก็คือความละเอียดลออผ่านงานออกแบบ UX/UI ต่างๆ แต่ละโลกที่เราไปเยือนจะมีหน้าต่างคำสั่งที่หน้าตาไม่เหมือนกันตามตีมของโลกนั้นๆ และแทบทุกหน้าต่างก็จะมีเอฟเฟคต์และอนิเมชั่นเล็กๆเสมอๆ โลโก้ของโลกต่างๆ ก็มีอนิเมชั่นเปิดตัวที่จัดเต็มและดึงบรรยากาศของโลกนั้นๆ ออกมาได้ล้นทะลักมากๆ ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่หลายๆคนอาจจะมองข้ามไปและไม่ทันสังเกต แต่มันคือสิ่งที่ทำให้เราผู้เล่นรู้สึกว่าได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่ดี เป็นจุดเชื่อมที่ทำให้การยำใหญ่ของอารมณ์ที่หลากหลายในเกมนี้นิ่มนวลขึ้น

ปัญหาเดียวใหญ่ๆที่ทำให้ผมไม่สามารถให้คะแนนในหัวข้อนี้เต็ม 10 ได้คือช่วงเริ่มต้นของเกมที่มันปูบริบทของเรื่องราวในภาคนี้มาน้อยเกินไป เมื่อเราเริ่มเกมมันจะเริ่มต่อเนื่องจากเหตุการณ์ในภาค 3D ก่อนหน้าทันที ซึ่งสำหรับแฟนๆ ซีรี่ส์นั้นก็อาจจะไม่มีปัญหาเพราะสามารถกระโดดเข้าส่วนสำคัญได้เลย แต่สำหรับผู้เล่นใหม่หรือแฟนๆ ทั่วไปที่ไม่ได้ติดตามใกล้ชิดก็อาจจะรู้สึกว่ามันเปิดเกมมาแล้วเข้าเรื่องอย่างงงๆ ไปแทน ซึ่งมันก็ทำให้บรรยากาศตอนเริ่มเกมมันไม่ทรงพลังเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นแค่ช่วง 10 นาทีแรกของเกมเท่านั้น หลังจากนั้นความสนุกของเกมก็จะทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด

สรุป

โดยรวมๆแล้ว Kingdom Hearts 3 ถือว่าเป็นเกมที่ดีมากๆ เกมนึงและน่าจะเป็นภาคที่ดีที่สุดในซีรี่ส์สำหรับหลายๆ คน ด้วยลำพังระบบของเกมอย่างเดียวก็ทำให้มันสนุกและเข้าถึงได้ง่ายมากๆ แล้ว ตลอดจนงานภาพต่างๆ ที่อลังการจัดเต็มกันสุดๆ จนงงว่ามันเอางบทำมาจากไหน ถ้าเป็นคนที่ไม่มีปัญหากับการยำตัวการ์ตูนดิสนีย์หรืองานภาพสไตล์นี้แล้วล่ะก็ สื่งเดียวที่จะกั้นระหว่างการมองว่ามันเป็นเกมฟอร์มยักษ์ที่ดีสมมาตรฐานเกมนึงกับการหลงรักเกมนี้ไปเลย ก็คงจะมีแต่เนื้อเรื่องที่ชวนงงเท่านั้นเอง หากเป็นแฟนเกมนี้อยู่แล้วก็คงจะรักภาคนี้อย่างสุดตัวได้ไม่ยาก แต่สำหรับผู้เล่นหน้าใหม่หรือแฟนๆ ขาจรนั้นก็คงต้องปรับตัวกันประมาณหนึ่งและคงยากที่จะได้รับความประทับใจเทียบเท่ากับแฟนๆ แต่ถ้าคุณโอเคกับเรื่องราวของมิตรภาพที่แม้จะน้ำเน่าแต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยหัวใจล่ะก็ คุณจะไม่ผิดหวังที่ได้เล่นเกมนี้แน่นอน

อนึ่ง หากใครสนใจจะรับชมสรุปเรื่องราวของเกมนี้ในภาคก่อนๆ สามารถชมได้ผ่านซีรี่ส์ Memory Archive เป็นภาษาอังกฤษในแชนแนล Kingdom Hearts บนยูทูปได้ที่ลิ้งค์ดังต่อไปนี้
https://www.youtube.com/playlist?list=PLeBcr5Rpp49phVR-_GAIevGt35FUfWxe_

หากต้องการสรุปเนื้อเรื่องที่เป็นภาษาไทย สามารถรับชมคลิปสรุปเรื่องราวโดยแชนแนล Suggestive Gaming ที่ทางเพจ Re:Ffplanet ที่ได้ซับไตเติ้ลภาษาไทยไว้ได้ที่นี่

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!