Connect with us

Game Review

[Review] Pokemon: Let’s Go, Pikachu! / Eevee! กลับมาสู่จุดเริ่มต้นใหม่กันอีกครั้ง ฉันเลือกนาย !!

Pokemon: Let's Go, Pikachu! / Eevee!

8.3

GAMEPLAY

8.0/10

GRAPHICS

9.0/10

STORY

8.0/10

PERFORMANCE

8.0/10

VALUE

8.5/10

จุดเด่น

  • กราฟฟิกสวยงาม เพลงประกอบฉากสุดคลาสสิค
  • ระบบการจับโปเกม่อนแบบใหม่ ที่ทำให้การสำรวจเป็นเรื่องสนุกยิ่งขึ้น
  • ระบบ HMs ที่ถูกตัดออกไป ส่งผลให้ไม่มีข้อจำกัดในการเล่น
  • ระบบ Catch Combo ที่ทำให้เราสามารถล่า Shiny ได้ง่ายขึ้น !!

จุดสังเกต

  • การบังคับแบบ Motion Tracking ที่ออกจากน่ารำคาญ
  • ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ๆจากภาคดั้งเดิม (Red, Blue) สักเท่าไร
  • ระบบ Online ที่ทำมาลวกๆ

Pokemon หรือ Pocket Monster ซีรี่ส์การ์ตูน TV Show ชื่อดังจากญี่ปุ่นที่โด่งดังไปทั่วโลก เรื่องราวการผจญภัยระหว่างซาโตชิ กับปิกกาจูและพ้องเพื่อน หลายๆคนโตมากับการ์ตูนเรื่องนี้ และทั่วโลกไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าปิกกาจูแน่นอน

แต่รู้หรือไม่ครับว่า แท้จริงแล้ว Pokemon ที่เรารู้จักกันมานั้นต้นตำรับมันเป็นการ์ตูนที่สร้างมาจากวิดิโอเกมนั้นเอง หลายๆ คนที่เป็นเด็กยุคนั้น หรือใครที่เคยเล่นทันภาค Pokemon Red,Blue ก็คงจะทราบกันเป็นอย่างดี แต่ถ้าว่ากันตามตรง ความโด่งดังของเวอร์ชั่นการ์ตูนทีวีนั้นมันสุดโต่งมากๆ เจ้าปิกกาจู จากตัวโปเกม่อนธรรมดาๆ ภายในเกม กลายเป็นมาเป็นมาสคอตของ Pokemon ไปเรียบร้อยแล้ว

มาถึงวันนี้ Pokemon ถ้าผมนับไม่ผิด ก็มีมาทั้งหมด 10 ภาคหลักแล้ว ทั้งนี้ยังไม่รวมภาคเสริม ภาค Remake หรือภาคอัพเกรดจากภาคหลักเดิมๆ ที่จะเพิ่มบอสใหม่ๆ โปเกม่อนใหม่ๆ และเนื้อเรื่องใหม่ในโลกเดิมครับ นอกจากนี้ก็ยังมีเกมแยกไปอีกมากมายหลายแบบ แต่วันนี้สิ่งที่ผมจะนำเสนอให้ผู้อ่านทุกท่าน ก็คือการมาของ Pokemon Let’s Go ที่ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีของแฟนๆ Pokemon ทั่วโลก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ตัวเกมจะลงให้กับ Nintendo Switch สักทีครับ

ก่อนหน้านี้ Pokemon เป็นเกมที่ลงให้กับเครื่อง Console ของ Nintendo ตลอด แถมยังเป็นประเภท Portable Console หรือก็คือพวก Gameboy ทั้งหลายนั้นแหล่ะครับ มาจนถึง NDS และ 3DS มีบ้างที่แอบไปลงให้กับพวก Gamecube แต่อย่างไรก็ตาม Pokemon ภาคหลัก ไม่เคยลงให้กับ Home Console เลย และอย่างที่ผมบอกไปครับว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ Pokemon จะลงให้กับ Home Console อย่าง Nintendo Switch ถึงแม้ว่าทางเทคนิคแล้วมันเป็น Console ลูกผสมก็เถอะ

แต่ก่อนที่เราจะพูดถึงตัวเกมกัน ต้องเข้าใจก่อนว่า Pokemon Red , Blue นั้นเป็นภาคที่วางจำหน่ายใน US 2 ปีให้หลังภาค Red, Green ที่วางขายในญี่ปุ่นไปแล้วตั้งแต่ปี 1996 ซึ่งไอ่เจ้าภาค Blue เนี่ย มันคือการนำเอาภาค Red, Green มาปรับปรุงขายใหม่ แบบเดียวกับภาค Crystal หรือ Emerald นั้นแหล่ะครับ แต่พอมาถึง US ตัวเกมตัดสินใจวางขายภาค Red, Blue แทนที่จะขายแต่ภาค Blue อย่างเดียว เพื่อที่จะคงคอนเซ็ปเดิมของเกมเอาไว้ครับ

ในภายหลังได้ออกภาค Pokemon Yellow: Special Pikachu Edition เป็นภาคที่ปรับปรุงครั้งสุดท้าย แต่รวมสิ่งที่ถูกตัดออกไปในภาคหลักกลับมา รวมไปถึงแก้บัคต่างๆ แถมยังเป็นภาคแรกที่มีเจ้าตัว ปิกกาจู เดินตามเราตลอดอีกด้วยครับ

จนมาในถึงปี 2004 Pokemon Fire Red / Leaf Green ได้วางจำหน่ายใน Game Boy Advance ตัวเกมก็ถือว่าเป็นภาค Remake ของ Red, Green อย่างเป็นทางการ เป็นภาคที่หลายๆคนชอบมาก และเป็นภาคหลักภาคสุดท้ายที่ลงให้กับเครื่อง Game Boy Advance อีกด้วยครับ

จนมาถึงในปี 2018 Pokemon: Let’s Go, Pikachu! / Eevee! เป็นภาค Remake อย่างเป็นทางการอีกครั้ง ของ Red, Blue ครับ หรือจะเรียกว่าเป็น Remake ของ Fire Red, Leaf Green อีกทีก็ได้ ในภาคนี้จุดเด่นเลยก็คือ Gameplay ที่เปลี่ยนไปบ้าง ตัวเกมยังคงอยู่ในเขต Kanto โดยจะมีโปเกม่อน Gen 1 มาครบทั้งหมด 151 ตัว แถมยังมีโปเกม่อนจาก Alolan มาแจมอีกด้วยครับ


Pikachu! I Choose You!


Pokemon: Let’s Go, Pikachu! / Eevee! เป็นเกม RPG โดยจะให้เรารับบทเป็น Trainer หนุ่ม/สาว ออกผจญภัยไปพร้อมกับโปเกม่อนคู่ใจ ออกล่าโปเกม่อนใหม่ๆ ดูแล พัฒนามาให้สู้กับ Trainer คนอื่นๆ ที่อยู่ทั่วโลก รวมไปถึงการออกล่าโปเกม่อนในตำนานอีกด้วยครับ

โดยในเกมภาคนี้ถือว่าเป็นภาคแรกที่จะบังคับให้ผู้เล่นเลือก Pokemon ตามภาคที่ตัวเองชื่อ ในบทความนี้ตัวผมเองได้ชื้อภาค Pikachu มา ตัวเกมก็จะเล่าเรื่องให้ตัวผมไปเจอกับปิกกาจูโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ด้วยโชคชะตาบางอย่างทำให้เราสองคนเหมือนเกิดมาคู่กัน ก็จะคล้ายๆ กับการ์ตูนตอนแรกนั้นแหล่ะครับ

หมายความว่านอกจากนั้นแล้ว ผมก็ไม่สามารถเลือกโปเกม่อนเริ่มต้นตัวอื่นๆ ได้เลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สามารถจับเจ้า 3 ตัวหลักนั้นได้ “Charmander, Bulbasaur, Squirtle” เพราะในภาคนี้พี่แกเล่นใส่ 3 ตัวหลักที่มี IV ดีๆมาให้เราฟรีๆ 3 ตัวระหว่างการดำเนินเรื่องภายในเกมเลยล่ะครับ (ไม่ต้องไปไล่ Trade อีกต่อไป)

เท่านั้นยังไม่พอ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าตัวปิกกาจูหรืออีวุย ที่มากับตัวเกมหลักนั้นมี Stats สุดโกง ชนิดที่ว่าตัวเดียวก็เอาอยู่ทั้งเกมแล้วครับ Stats สุดแสนจะขี้โกงมาก แถมยังมีท่าพิเศษต่างๆ ที่ไม่สามารถหาได้จาก TM หรือการ Uplevel เลย โดยท่าพวกนี้นอกจากจะมีความรุนแรงมากแล้ว ยังมีธาตุที่แตกต่างกันไป ทำให้ตลอดการเล่นทั้งเกมนั้นผมไม่จำเป็นต้องใช้ Pokemon ตัวอื่นๆ เลย หากไม่จำเป็นจริงๆ

ถ้าจะให้พูดถึงเนื้อเรื่อง เอาเข้าจริงแล้วสำหรับตัวผมเลย Pokemon ในช่วง Gen แรกๆ เนื้อเรื่องถือว่าไม่ค่อยมีอะไรให้ตื่นเต้น หรือน่าติดตามเท่าไรครับ ผู้เล่นจะโฟกัสไปที่การพัฒนา Pokemon เสียมากกว่า ความรู้สึกตอนเจอโปเกม่อนในตำนาน หรือพวก dialogue ต่างๆภายในเกม ก็ต้องยอมรับว่าธรรมดา ไม่มีปริศนาความติ่นเต้น หรืออะไรให้เรารู้สึกร่วมกับตัวเกมเท่าไรครับ ในภาคนี้ตัวร้ายหลักคือ Team Rocket ดั้งเดิม และเราจะได้เจอกับ James , Jessie แถมยังได้ Battle กับพวกเขาด้วย !!


Gotta Catch ‘Em All!


ก่อนหน้านี้เรื่องที่มีคนบ่นเข้ามาเยอะมากตั้งแต่เกมยังไม่วางขาย ก็คือการที่ตัวเกมตัดระบบต่อสู้กับโปเกม่อนตามฉากออกไป เหลือไว้เพียงแค่การจับแบบเดียวกับใน Pokemon GO เท่านั้น นั้นหมายความว่าต่อไปนี้เวลาเราเดินมุดหญ้า เราก็จะไม่เจอกับ Random Encounters อีกต่อไป เรียกได้ว่าตัดระบบ Random Encounters ออกจากเกมไปเลยก็ว่าได้ครับ แถมกลับกันเราจะได้เจอพวกโปเกม่อนออกมาเดินตามฉาก โดยเราเลือกที่จะเข้าไปหาตัวไหนก็ได้ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วผมกลับชอบระบบใหม่นี้มากๆ ครับ

สำหรับใครที่คิดว่าแล้วจะเก็บเลเวลโปเกม่อนยังไง ก็จับโปเกม่อนไปเรื่อยๆ นั้นแหล่ะครับ โดย EXP ที่ได้หลังจากจับสำเร็จ จะถูกแบ่งไปให้โปเกม่อนทุกๆ ตัวในปาร์ตี้ของเรา โดยเราสามารถจับได้เรื่อยๆ ตามที่ต้องการ ไม่ต้องกลัวว่าจะเต็ม เพราะในภาคนี้พี่แกเล่นยกเอา Pokemon Box มาไว้ในช่องเก็บของ โดยที่เราสามารถเลือกสลับสับเปลี่ยนโปเกม่อนในปาร์ตี้เราตอนไหนก็ได้ครับ

ตรงนี้ก็จะคล้ายๆกับ Pokemon GO ครับ ในภาคนี้ถือว่าเป็นภาคแรกใน Console ที่ตัวเกมเอาระบบ CP เข้ามาวัดความสามารถของโปเกม่อนตัวนั้นๆ เมื่อเราเดินเข้าไปหาโปเกม่อนที่เราต้องการ สิ่งที่ต้องทำก็คือโยนโปเกบอลใส่มันนั้นแหล่ะครับ แต่ด้วยการที่มันมาอยู่ในเครื่องเกมอย่าง Nintendo Switch แถมยังเป็นเกมของ Nintendo อีก การที่จะให้เรากดปุ่มเดียวเพื่อจับ มันก็อาจจะธรรมดาไปหน่อย

ในเกมนี้จะมีโหมดการเล่นอยู่ 3 แบบ อย่างแรกเลยคือการเล่นแบบต่อ Dock ปกติ และใช้ Joy Con อันเดียวในการบังคับตัวเกมทั้งหมด ขณะจับโปเกม่อนก็ทำได้ง่ายๆโดยการเล็งที่หน้าจอและขว้างออกไป (ไม่ใช่ขว้าง Joy Con นะเออ)  แบบที่ 2 คือการใช้ Pokeball Plus วิธีการเล่นก็เหมือนแบบแรกครับ แต่จะมีลูกเล่นอย่างอื่นที่ผมจะอธิบายในภายหลัง

แบบที่ 3 คือการเล่นแบบ Portable Mode โดยโหมดนี้สำหรับการนำเครื่องออกมาเล่นนอก Dock การบังคับทุกอย่างก็จะเปลี่ยนจากการบังคับโดยใช้ Joy Con อันเดียวเป็นสองอัน เวลาจับ Pokemon ก็จะเปลี่ยนจากการเล็ง Joy Con ไปที่หน้าจอ เป็นการหันตัวเครื่องไปให้ตรงกับโปเกม่อนโดยใช้ระบบ Motion Tracking ช่วยเหลือ หรือใช้อนาล็อคจากนั้นค่อยกดปุ่ม A เพื่อขว้างบอลออกไปครับ

การจับโปเกม่อนในภาคนี้ก็แทบจะยกระบบมาจาก Pokemon GO ทั้งหมดเลย เราสามารถใช้ Berry ชนิดต่างๆ เพื่อช่วยให้การจับง่ายขึ้น หรือช่วยให้โปเกม่อนตัวนั้นๆใจเย็นลง และขว้างบอลไปให้ถูกจังหวะพอดีกับเขตวงกลมเพื่อเพิ่มให้โอกาสจับติดสูงขึ้นครับ


Pokemon Battle


ส่วนอีกหนึ่งวิธีที่สามารถเก็บเลเวลให้โปเกม่อนของเราได้ ก็คือการต่อสู้กับ Trainer คนอื่นๆ ตามฉากครับ และผมขอบอกเลยว่า “แมร่งโคตรเยอะ” คือถ้าใครที่คิดว่า Pokemon ภาคนี้คงเป็นเกม Casual ทั่วๆ ไป ผมอยากจะบอกว่าคุณคิดผิดครับ เพราะมันมีฉาก Battle เยอะกว่าภาคหลักอีก Trainer พวกนี้มีเยอะแถบจะทุกหัวมุมของฉาก ถ้าเราต่อสู้โดยที่ไม่มีเจ้าปิกกาจู หรือ อีวุยที่มากับตัวเกมหลัก บอกเลยว่ามีเหนื่อยแน่ๆครับ

มาพูดถึงฉาก Battle กันบ้าง เอาเข้าจริงมันก็ไม่มีอะไรต้องให้พูดถึงสักเท่าไรครับ เพราะมันก็คือการต่อสู้แบบเดิมๆตั้งแต่ภาคแรกที่เรารู้จักกันนั้นแหล่ะ แต่สำหรับคนที่ไม่เคยเล่น ก็ต้องบอกว่าตัวเกมคือ Turn Base RPG ทั่วๆไป ที่พลัดกันเลือกคำสั่งให้โปเกม่อนของเรา จุดเด่นที่สุดของเกมนี้เลยก็น่าจะเป็นระบบ Type นี่แหล่ะครับ โดยโปเกม่อนแต่ละตัวจะมี Type ต่างกันไปโดยแต่ละตัวก็จะมีการแพ้ทางกัน เช่น ไฟแพ้น้ำ น้ำแพ้ไฟฟ้า ไฟ้าแพ้ดิน อะไรพวกนี้ครับ Key หลักๆ เลยก็คือการจัดทีม ให้เตรียมพร้อมกับทุกสถานการณ์นั้นเอง

น่ารักกก

และด้วยการที่ภาคหลักเป็นปิกกาจู และ อีวุย ตัวเกมก็เลยได้เพิ่มระบบใหม่เข้ามาในเกม นั้นก็คือ การเล่นกับโปเกม่อนตัวนั้นๆครับ ในบทความนี้ผมได้เล่นภาคปิกกาจู เมื่อเรากดเปิดเมนูมาก็จะเจอกับตัวเลือก Play With Pikachu เลยครับ โดยตรงนี้เราสามารถเปลี่ยนชื่อ Pikachu เป็นชื่ออื่นได้ และชื่อเมนูก็จะเปลี่ยนไปด้วย

โดยในโหมดเล่นการเล่นนั้น เราสามารถ ลูบๆตามตัว แกล้งเล่น ให้กินลูก Berry หรือทำได้แม้กระทั่งเปลี่ยนทรงผมให้ปิกกาจู ต้องบอกว่ามันน่ารักมากๆ เล่นกันได้ทั้งวัน จะมีบางครั้งที่เจ้าปิกกาจูจะไปเก็บ item มาให้เราด้วย แต่ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าระบบนี้มีไปเพื่ออะไรนอกจากความน่ารักของโปเกม่อนที่เราเลือกมาครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่ถือว่าเป็นระบบใหม่ของภาคนี้ ก็คือการจงรักภักดีของโปเกม่อนตามภาคที่เราเลือกครับ เช่นในบางครั้งหากปิกกาจูของเราติดสถานะ มันก็จะจัดการเคลียร์สถานะให้เราเลยทันที หรือมีบางครั้งที่โดนท่าโจมตี Super Effective แบบ One hit down แต่เจ้าปิกกาจูก็จะไม่ยอมตาย และเหลือเอาไว้ 1 HP ครับ จะมีบางครั้งที่ถึงแม้ว่าจะเหลือเพียง 1 HP และโดนท่า super effective เข้าไปอีก มันก็ยังคงไม่ยอมตาย และยังยืนอยู่ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่อยากให้เราผิดหวังนั้นเอง (อะไรจะขนาดนั้น)

ในตอนแรกผมคิดว่า ไอ่ระบบนี้น่าจะขึ้นอยู่กับว่าเราเล่นกับปิกกาจูของเราบ่อยแค่ไหน และเป็นการเพิ่มค่าความสัมพันธ์ไปเรื่อยๆ แต่ผมก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เมื่อตอนที่ผมไปจับเจ้าอีวุยมาในปาร์ตี้ และก็พบว่าอีวุยเองก็มีความสามารถแบบนี้เหมือนกัน เท่ากับว่าในเกมนี้ทั้งปิกกาจู และ อีวุยจะมีความสามารถจงรักภักดีต่อเรา แค่ 2 ตัวนี้ นั้นเอง

นั้นก็ยังทิ้งคำถามไว้ว่าแล้วไอ่ระบบ Play With Pikachu/Eevee มันมีผลอะไรต่อการจงรักภักดีไหม อันนี้ผมก็ตอบไม่ได้เลยจริงๆ ครับ ล่าสุดผมได้ลองสร้าง Account ใหม่เพื่อไปลองเล่นเกมแบบไม่สนใจระบบ Play With เลยก็พบว่าเจ้าปิกกาจูของผมก็ยังมีความจงรักภักดีแบบใน Account เดิมของตัวเองเป๊ะเลย เพราะฉะนั้นก็อาจจะยืนยันได้ว่าระบบ Play With มีไว้เพื่อความสนุก และความน่ารักเท่านั้นครับ

ต่อมา อีกสิ่งหนึ่งที่ผมจะพูดถึงก็คือระบบ HMs ครับ ในเกม Pokemon ภาคหลักต่างๆ เราสามารถใช้ HMs เรียนรู้ท่าพิเศษกับโปเกม่อนของเราได้ครับ โดยท่าพวกนี้ก็จะเป็นการตัดต้นไม้ การดันหิน หรือการโต้คลื่น โดยมันจะมีความจำเป็นต่อการดำเนินเรื่อง หรือการออกล่าดันเจี้ยนใหม่ๆภายในเกมเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าการใช้ HMs พวกนี้ก็มีเงื่อนไขเช่นกัน ยกตัวอย่างการตัดไม้ เราต้องเรียนให้โปเกม่อนชนิดพืชเท่านั้น การโต้คลื่นก็ต้องใช้โปเกม่อนชนิดน้ำเช่นกัน

แต่ใน Pokemon Let’s Go นั้นได้ฉีกทุกกฎเกณฑ์ไปเลยครับ เพราะตัวเกมได้ตัดเอา HMs ออกจากเกมไปเลย ไม่ว่าจะเป็นการตัด การโต้คลื่น การบิน หรืออะไรก็แล้วแต่ สามารถทำได้โดยให้ปิกกาจู หรือ อีวุยของเราเรียนรู้ท่าพวกนี้ เรียกว่า Secret Technique ผ่านการคุยกับ NPC ภายในเกม โดยจะไม่เกี่ยวกับ Move Set ที่จำกัดเอาไว้ 4 ท่าต่อ 1 ตัว เท่ากับว่าโปเกม่อนตัวเดียว สามารถทำได้ทุกอย่าง และไม่กระทบกับการต่อสู้อีกด้วยครับ

รูปนี่สปอยล์ไหมเนี่ย

นอกจากนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกของซีรี่ส์ ที่ตัวเกมรองรับการเล่นแบบ Coop 2 คนในเครื่องเดียวกันครับ แน่นอนว่าก็ต้องแบ่ง Joy Con กันคนละอัน ถ้าเล่นใน Portable Mode ก็สามารถเล่นสองคนได้เช่นกัน (แต่ก็ต้องหาที่วางตัวเครื่องเองนะ) ระบบนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องดีที่ตัวเกมได้ให้ความสนใจของการเล่นด้วยกันมากขึ้น วิธีการก็ง่ายๆ เพียงแค่เขย่า Joy Con อันที่สอง ก็สามารถเล่น 2 คนได้แล้ว ผู้เล่นคนที่ 2 สามารถเข้ามาร่วมได้ตลอดเวลาตอนไหนก็ได้ในเกม และไม่มีผลต่อเนื้อเรื่องหลักครับ

การเล่น Coop กันนั้นก็จะทำได้แทบจะทุกอย่างในเกม ตั้งแต่การจับโปเกม่อน ที่จะทำให้เราจับได้ง่ายขึ้นมากหากใช้ผู้เล่น 2 คนช่วยกันจับ วิธีการปาโปเกบอลไปให้โดนพร้อมๆกัน ก็จะเกิด Synchronize Throw ที่ประสานโปเกบอลเป็นหนึ่งเดียว แถมยังได้ EXP หลังจากจับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมอีกด้วย

บอกเลยว่า โกงมาก

นอกจากนี้ก็ยังสามารถทำการ Battle ร่วมกันได้อีกด้วยครับ นั้นหมายความว่าเราสามารถขี้โกง Gym Leader หรือ Trainer คนอื่นๆได้โดยใช้วิธี 2 รุม 1 อย่างกับเปิด Easy Mode กันเลยทีเดียว โดยผู้เล่นคนที่ 2 จะใช้โปเกม่อนร่วมกันในปาร์ตี้ของเรา และยังสามารถใช้ Item ต่างๆ ได้อีกด้วย ที่น่าเสียดายคือเราไม่สามารถ Battle กันเองได้ครับ


GO Park


เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ทำให้ผู้เล่น Pokemon GO อยากจะเล่นเกมนี้เลยล่ะครับ ในระบบนี้เราสามารถย้ายเอาโปเกม่อนของเราที่อยู่ในเกม Pokemon GO มาไว้ใน Pokemon Let’s Go ได้ผ่านการ Link Trade ครับ แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกตัวที่จะสามารถย้ายเข้ามาในเกมได้ ใน Pokemon GO นั้นตอนนี้มีโปเกม่อนมากถึง Gen 4 แล้ว แต่ใน Let’s Go นั้นอยู่ในเขต Kanto หรือ Gen 1 เท่านั้น แต่เราสามารถ Trade โปเกม่อนจาก Alola ที่จะนับจากว่าเป็น Gen 7 มาได้บางตัวครับ เช่น Muk, Rattata, Exeggutor, Sandslash ที่มีอยู่แล้วใน Gen 1 นั้นเอง

พอพูดถึงเรื่องการ Trade แล้ว ใน Pokemon Let’s Go นั้น เราสามารถเอาโปเกม่อนของเราไป Trade กับ NPC ตามเมืองต่างๆได้อีกด้วยครับ แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ใช่การ Trade แบบทั่วๆไป แต่เป็นการนำเอาโปเกม่อนดั้งเดิมไปแลกเปลี่ยนให้กลายเป็นโปเกม่อนจาก Alola อย่างที่ผมบอกไปข้างต้นครับ ยกตัวอย่างเช่น Sandslash ของ Kanto เป็นประเภท ดิน แต่ Sandslash ของ Alola กลับเป็นประเภท เหล็ก น้ำแข็ง แถมยังมี NPC จาก Alola ให้เราได้ Battle กันอีกด้วย

ใน Pokemon Let’s Go นั้นตัวเกมได้ตัดเอา Safari Zone ออกจากเกมไปเลยครับ แน่นอนว่ามันถูกแทนที่ด้วย GO Park นี่แหล่ะ นอกจากนั้นตู้ slot ก็ถูกถอดออกไปจากเกม เนื่องด้วยเหตุผลเกี่ยวกับการจัดเรทของตัวเกมครับ แต่ถ้าใครที่ต้องการอยากจะได้โปเกม่อน Polygon ก็ไม่ต้องห่วง เพราะในภาคนี้มีให้จับแบบง่ายๆเลยด้วย


Welcome to Kanto


ถ้าพูดถึง Graphics ใน Pokemon Let’s Go ส่วนตัวผมบอกตามตรงว่ารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย อาจจะเป็นเพราะว่าตัวผมเองคาดหวังเยอะเกินไป เนื่องจากว่าการที่เกมมาลงให้กับเครื่องอย่าง Nintedo Switch ที่สามารถรองรับเกมระดับ Skyrim, Wolfenstein ได้ ถ้า Pokemon เองจะมีกราฟฟิกที่สวยงามในรูปแบบของ Anime Style บ้างก็คงจะดี

แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ใน Pokemon Let’s Go เองนั้นก็ทำออกมาได้ดีมากๆ เลยทีเดียวครับ เอาแค่เรื่องแรกเลยก็คือ ในที่สุด Pokemon ก็ได้มาสัมผัสโลกของ Full HD กันจริงๆจังๆสักที บอกลากับภาพแตกๆ หรือรอยหยักตามตัวโปเกม่อนไปได้เลย เพราะงานนี้ทีมงานจัดเต็มเรื่องเก็บรายละเอียดเป็นอย่างดีทีเดียว นอกจากนี้ในด้านของแสง สี และเอฟเฟคต่างๆ ก็ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม

แต่ถึงแบบนั้นตัวเกมกลับไม่ได้มอบความรู้สึก “ว้าว” สักเท่าไรครับ ตรงนี้มันแตกต่างกับตอนที่ผมเล่นภาค Alpha Sapphire ใน 3DS ทั้งๆที่มันก็เป็นภาค Remake เหมือนกัน แต่มันกลับทำให้ผมรู้สึกว้าวมากกว่าในภาค Let’s Go ตรงนี้อาจจะเป็นเพราะว่าในเขต Kanto นั้นเดิมทีมันก็ไม่ค่อยมีอะไรให้น่าสนใจอยู่แล้ว เรียกได้ว่าของเก่ายังไง ของใหม่ก็อย่างนั้น แต่แค่ออกมาเป็น 3D เท่านั้นครับ

แล้วสรุปถ้าตัดสินเลยว่ากราฟฟิกใน Pokemon Let’s Go เนี่ยมันออกมาดีไหม ก็ต้องตอบว่าดีมากๆ ครับ แต่มันอาจจะดูไม่น่าตื่นเต้นสักเท่าไร ทั้งๆที่เป็นครั้งแรกที่ Pokemon ได้ออกมาดูโลก Full HD แล้วแท้ๆ หากผู้เล่นยังจำได้ ในภาค Sun, Moon กลับทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากกว่า อาจจะเป็นเพราะว่าการออกแบบฉาก และการเปลี่ยนมาใช้รูปแบบตัวละครที่โตขึ้นนั้นล่ะครับ ที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าเดิมๆ


Let’s Go Buy it


Pokemon Let’s Go ยังคงคอนเซ็ปเดิมเอาไว้ไม่เปลี่ยนแปลง เอาเข้าจริงกับระบบ Random Encounters ที่หายไป แฟนๆหลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่เอาเข้าจริงแล้วผมกลับคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ หลังจากที่ได้เล่นครับ การ Battle ก็ยังคงอยู่ต่อไปไม่ได้หายไปไหน แต่เราสามารถ Battle กับพวก Trainer ได้เท่านั้นเอง

ถ้าหากจะพูดถึงพวก Legendary หรือโปเกม่อนในตำนาน ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถเดิมเข้าไป แล้วก็โยน Master Ball ใส่ได้ง่ายๆนะครับ แน่นอนว่าก็ต้องมีสู้กันก่อนถึงจะจับได้เช่นกัน นอกจากนี้ก็จะมีโปเกม่อนบางตัวที่เมื่อเราเข้าไปหามันแล้ว เราจะต้องสู้ให้ชนะมันก่อนถึงจะจับได้ครับ

นอกจากนั้นแล้วการเก็บเลเวลของโปเกม่อนในทีมก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ ทำให้เราเก็บเลเวลได้ง่ายขึ้นมากๆ เพราะการจับโปเกม่อน 1 ตัว ก็มอบ EXP ให้กับทั้งทีมแบบไม่หารกันเลยทีเดียว เช่นถ้าได้ 1500 EXP ทั้งทีมก็จะได้ตัวละ 1500 EXP นั้นแหล่ะครับ ตรงนี้หลายๆคนอาจจะคิดว่ามันง่ายไปหน่อยไหม แต่สำหรับผมกลับมองว่ามันสะดวกขึ้นเยอะเลยนะ ทำให้เราประหยัดเวลาเล่นไปเยอะมาก

พูดถึงเรื่อง End Game Content กันบ้าง แน่นอนว่าหลังจากจบ Pokemon League แล้ว ก็เท่ากับว่าเกมที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้น ตัวเกมจะมีเนื้อเรื่องใหม่หลังจบเกมเข้ามา รวมไปถึงมีโปเกม่อนลับให้จับ และการมาของ Trainer ปริศนา แต่อย่างที่ผมบอกไปครับว่าการ Remake ครั้งนี้มันแทบจะยกทั้งต้นฉบับมาหมดเลย เพราะฉะนั้นใครที่อยากจะได้เจออะไรใหม่ๆ แบบที่ Alpha Sapphire เคยทำ ก็คงหาไม่ได้ในภาคนี้นะครับ


Pokemon Let’s Go เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดีของซีรี่ส์ Pokemon ครับ Nintendo เคยออกมาพูดว่ากำลังพัฒนาภาคใหม่ ที่จะนับเป็น Gen 8 แท้จริง สำหรับ Nintedo Switch อยู่ เพราะฉะนั้นใครที่คิดถึง หรือไม่เคยสัมผัส Pokemon มาก่อนเลย ภาคนี้จึงเป็นคำตอบที่ดีมากๆครับ ผมใช้เวลาเล่นไปทั้งหมด 40 ชั่วโมง โดยที่เข้าถึงทุก Content ของตัวเกม ก็ถือว่ายังน้อยไปนิดหน่อย แต่เชื่อผมเถอะ แค่เข้าเกมไปเล่นกับ Pikachu, Eevee มันก็คุ้มกับราคาแล้ว

ทิ้งท้ายไว้สำหรับคนที่สงสัย สุดท้ายแล้วในภาค Remake นั้น Mew ก็ไม่ได้อยู่ใต้รถบรรทุกอยู่ดี มีแต่ก็ Item Revive เท่านั้นครับ …

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Game Review

[REVIEW] Battlefield V สนามรบออนไลน์สุดมันส์ของเกมเมอร์สายทีมเวิร์ค

Published

on

Pokemon: Let's Go, Pikachu! / Eevee!

8.3

GAMEPLAY

8.0/10

GRAPHICS

9.0/10

STORY

8.0/10

PERFORMANCE

8.0/10

VALUE

8.5/10

จุดเด่น

  • กราฟฟิกสวยงาม เพลงประกอบฉากสุดคลาสสิค
  • ระบบการจับโปเกม่อนแบบใหม่ ที่ทำให้การสำรวจเป็นเรื่องสนุกยิ่งขึ้น
  • ระบบ HMs ที่ถูกตัดออกไป ส่งผลให้ไม่มีข้อจำกัดในการเล่น
  • ระบบ Catch Combo ที่ทำให้เราสามารถล่า Shiny ได้ง่ายขึ้น !!

จุดสังเกต

  • การบังคับแบบ Motion Tracking ที่ออกจากน่ารำคาญ
  • ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ๆจากภาคดั้งเดิม (Red, Blue) สักเท่าไร
  • ระบบ Online ที่ทำมาลวกๆ

รบกันมารัว ๆ มากกว่า 40 ภาค ในสมรภูมิต่างที่ต่างเวลามากกว่า 5 ยุค เมื่อมาถึงภาคน้องใหม่ล่าสุดของ Battlefield ที่กลับไปใช้ฉากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมือนต้นกำเนิดของซีรี่ส์ ทีมพัฒนา DICE จึงต้องสรรหาจุดแปลกใหม่เข้ามาบ้างหากไม่อยากให้แฟน ๆ เบื่อไปซะก่อน ซึ่งแทนที่พวกเขาจะใช้วิธีง่าย ๆ อย่างการโปะสกินใหม่ ใส่ปืนแปลก ๆ หรือยานพาหนะประหลาด ๆ เข้ามาในเกมเพื่อให้คนเล่นตื่นเต้นจากการได้จับของเล่นใหม่ พวกเขากลับมุ่งเน้นไปในเส้นทางที่ลึกลงไปกว่านั้น แม้จะมองเห็นได้ยากด้วยตาเปล่าแต่เกมเมอร์จะรู้สึกถึงมันได้อย่างชัดเจนเมื่อได้ลองเล่นเกมกับมือ

ความแปลกใหม่ที่ว่าของ Battlefield V คือการปรับซีรี่ส์นี้ให้กลายเป็นเกมออนไลน์มัลติเพลเยอร์สเกลยักษ์ที่เน้น “การเล่นเป็นทีม” เต็มรูปแบบ รวมทั้งการปรับระบบในเกมให้เข้าที่เข้าทางและสมดุลที่สุดเท่าที่จะทำได้ การเลือกเดินในเส้นทางนี้อาจทำให้เกมเมอร์ไม่ได้ร้องโอ้โห อ้าหา ตั้งแต่เปิดเกมมาเล่นใน 10 นาทีแรก แต่พวกเขาจะซาบซึ้งกับมันหลังจากโจ้เพลิน ๆ ไปนานกว่า 10 ชั่วโมงแล้ว รายละเอียดของความใหม่นี้เป็นอย่างไร ถูกใจแฟน ๆ ซีรี่ส์และขา FPS หรือไม่ ลองไปดูกันเลย!

ภาพ เสียง เอนจิ้นทรงพลัง ประหนึ่งรถถัง Tiger!

อาห์… เอฟเฟ็กต์รถถังระเบิดบึ้มนั้นช่างสวยงาม

ขึ้นชื่อว่าเป็นเกม Battlefield ทั้งทีก็ต้องมาพร้อมกับเอนจิ้น Frostbite มหากาฬของทีม DICE เค้าอยู่แล้ว ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคุณภาพกราฟิกยังคงมาตรฐานอันสูงส่งของ Frostbite ไว้ได้ไม่ผิดหวัง ภาพเนียนกริ๊บเหมือนภาพถ่าย แสงสีสดใส แถมยังเฟรมเรตลื่นปรื๊ด 60 FPS แม้จะเล่นบนเครื่อง PS4 Pro นอกจากนี้หากคุณเล่นบนพีซี คุณยังสามารถดันกราฟิกให้มิด Ultra แล้วสัมผัสภาพงาม ๆ ที่สวยติดอันดับต้น ๆ ของเกม FPS ในยุคนี้แบบไม่กระเทือนพลังเครื่องมากเกินไป และหากคุณเป็นสายบ้ากราฟิกตัวจริงยังสามารถโดดไปลองใช้เอฟเฟกต์ Ray Tracing ที่มาพร้อมกับการ์ดจอ NVIDIA ตัวใหม่ได้ แต่การสัมผัสเทคโนโลยีแห่งอนาคตตัวนี้ก็ต้องแลกมากับเฟรมเรตเกมที่ร่วงแบบไม่ปราณีด้วยนะ

จะหาเสียงปืนกลที่ดุดันกว่านี้ได้ที่ไหน! ว้ากกกก ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

อย่างไรก็ตาม พระเอกตัวจริงที่โดดเด่นยิ่งกว่าภาพกราฟิกงาม ๆ ก็เห็นจะเป็นเสียงเอฟเฟกต์ของเกมนี้นี่แหละ เสียงลูกตะกั่วแต่ละเม็ดที่แหวกอากาศผ่านตัวคุณไปช่างฟังดูน่าหวาดเสียวจนทำให้เผลอโยกหัวหลบกระสุนระหว่างจับจอยเล่นอยู่บ่อย ๆ อีกทั้งเสียงก้องกังวาลจากปากกระบอกปืนเวลาที่คุณลั่นไกก็ฟังดูหนักแน่น รุนแรง เต็มไปด้วยพลังทำลายล้างที่พร้อมจะบดเนื้อทหารฝ่ายตรงข้ามให้เป็นชิ้น ๆ และที่ฟังดูโหดที่สุดก็คือเสียงเหล็กตีนตะขาบและปืนใหญ่ของรถถังสงครามโลกที่ใครได้ยินเป็นต้องรีบวิ่งหลบเป็นแถบ ๆ สรุปง่าย ๆ คือเสียงทั้งหลายในเกมนี้ทำให้ปืนทุกชนิดยิงมันส์เป็นบ้า น่าเสียดายที่เสียงดนตรีประกอบของภาคนี้ฟังดูไม่ค่อยฮึกเหิมหรือติดหูเท่าไหร่ หนำซ้ำยังมีแค่โทนเดียวคือช้า ๆ คลอ ๆ เนิบ ๆ จนอาจทำให้คุณเผลอหลับระหว่างรบได้

ลุยเพลิน ๆ กับเรื่องสั้นสุดกินใจ

เนื้อเรื่องตอนใหม่ที่เพิ่มเข้ามาทั้งสนุกและกินใจกว่าที่คาดคิด

สำหรับโหมดเนื้อเรื่องของ V ยังยึดตามรูปแบบเดิมจากภาคที่แล้ว ซึ่งก็คือการเล่าเรื่องราวสั้น ๆ ฉบับจบในตัวเองของผู้ที่ต้องต่อสู้ในสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่ 2 จากทั่วทุกมุมโลก เรื่องสั้นเหล่านี้ต่างก็เป็นเรื่องราวผ่านมุมมองใหม่ ๆ ที่เกมเมอร์ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นต้นกำเนิดหน่วยวินาศกรรมของสหราชอาณาจักร เรื่องราวของกองกำลังฝ่ายต่อต้านในนอร์เวย์ ตำนานของกองกำลังสัมพันธมิตรผิวสีที่ถูกประวัติศาสตร์ลืมในสงครามโลกครั้งที่สอง และที่เพิ่งได้รับการเพิ่มเข้ามาล่าสุดอย่างเรื่องราวของหน่วยรถถัง Tiger ที่นำเสนอมุมมองของทหารฝ่ายเยอรมัน แม้แต่ละเรื่องราวจะมีแค่ 2 ด่านย่อยให้เล่นและกินเวลาเพียงชั่วโมงหน่อย ๆ แต่มันก็พาผู้เล่นไปชมภาพกราฟิกสวย ๆ เสียงเอฟเฟคต์แจ่ม ๆ และพยายามเล่าเรื่องราวที่แปลกใหม่ทั้งยังกินใจ ไม่ได้มีแต่ฉากบุกยึดหัวหาดที่ถูกใช้กันมาเป็นล้านรอบให้เห็น จุดนี้ต้องขอชมเชยทีม DICE จากใจที่ยอมเสี่ยงนำเสนออะไรแปลกใหม่ในฉากหลังที่สุดจะช้ำอย่างสงครามโลกครั้งที่สอง

อย่าเห็นตูนะๆๆๆๆๆๆ

สำหรับฉากส่วนใหญ่จะค่อนข้างเปิดกว้างกึ่ง Open-World ให้ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะลอบเร้นเก็บศัตรูหรือบู๊ล้างผลาญมันตั้งแต่แรก (มีเพียงฉากในเรื่องสั้น The Last Tiger เท่านั้นที่เน้นให้ผู้เล่นขับรถถังบู๊อย่างเดียว) ข้อดีก็คือเกมให้ผู้เล่นได้ครุ่นคิดวางแผนเองในระดับหนึ่ง แต่ข้อเสียก็คือระบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ในเกมนี้ช่างไม่ได้เรื่องเอาซะเลย แผนที่เล็ก ๆ บอกตำแหน่งศัตรูก็ไม่มี ศัตรูมองด้านไหนอยู่ก็ไม่บอก แถมทหารข้าศึกยังตาดียังกับฮอว์คอาย แม้คุณจะพยายามย่องตอดเก็บศัตรูทีละคนแต่สุดท้ายก็มักจะจบที่การสาดกระสุนใส่ทุกคนที่ขวางหน้าอยู่ดีเพราะศัตรูรู้ตัวง่ายเกินไป เมื่อบวกกับเรื่องที่ AI ของมันก็ไม่ได้ฉลาดเท่าไหร่ทำให้รู้สึกว่าการควงปืนฆ่าล้างฐานดูจะเป็นตัวเลือกที่ง่ายและปิดจ๊อบได้ไวกว่า มีเพียงสมรภูมินอร์เวย์ยามค่ำคืนเท่านั้นที่ให้ความรู้สึกลุ้นระทึกเหมือนเกมลอบเร้นจริง ๆ

ฉากในโหมดเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ภาพสวยมาก เล่นไปชมวิวไปก็เพลินอยู่นะ

ซ้ำร้ายหลายฉากยังมีรูปแบบการเล่นคล้ายกันไปหมด คือโยนผู้เล่นเข้าไปในสมรภูมิกว้าง ๆ คนเดียวแล้วปล่อยให้เดินทางไปทำภารกิจบนแผนที่เอง (ส่วนใหญ่ก็คือการไประเบิดอะไรสักอย่างทิ้งนั่นแหละ) ส่วนปืนผาหน้าไม้ที่มีให้ในภาคนี้ก็ไม่ได้มีรูปแบบการใช้งานต่างจากภาค Battlefield I สักเท่าไหร่ อันที่จริงหลายกระบอกเหมือนกับเอาปืนเก่ามาแปะสกินใหม่เลยล่ะ ทำให้พอเล่นไปสักพักก็อดรู้สึกจำเจไม่ได้ อย่างไรก็ตามเนื้อเรื่องใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่าง The Last Tiger กลับกินใจ อลังการ และคุ้มค่ากับการรอคอยชนิดเหนือจากความคาดหมาย สรุปง่าย ๆ ได้ว่าโหมดเนื้อเรื่องของ Battlefield V ก็คือโหมดสอนเล่นภาพสวย ๆ ยาวหน่อย ๆ และมีเนื้อเรื่องที่สนุกพอให้เล่นเพลิน ๆ ได้นั่นแล

ฮีโร่เค้าอยู่ในสมรภูมิ “มัลติเพลเยอร์”

ลุยเข้าไปเลยทหารหาญ!

จริงอยู่ที่โหมดเนื้อเรื่องของภาค V ก็ไม่แย่แต่ใครเค้าซื้อเกม Battlefield มาเพื่อเล่นคนเดียวกันล่ะ มันต้องเอามาโจ้โหมดเล่นกับชาวบ้านสิ! ซึ่งขอบอกตรงนี้เลยว่า DICE ทำออกมาไม่ผิดหวังทั้งในด้านความหลากหลายของโหมดการเล่นและความลุ่มลึกของเกมเพลย์ เริ่มจากโหมดต่าง ๆ ที่มีให้เล่นกว่า 6 โหมด ตอบโจทย์สไตล์การเล่นของเกมเมอร์สายไฝ้ออนไลน์ทุกประเภท ประเดิมด้วยโหมดคลาสสิกทั้งหลายอย่าง Conquest โหมดสัญลักษณ์ของซีรี่ส์ที่ยังมอบประสบการณ์สนามรบสุดอลังการไม่เปลี่ยน โหมด Team Deathmatch สำหรับเกมเมอร์ปืนไวที่ชอบยิงกันให้ตายเป็นหลัก และโหมด Domination ที่เน้นแย่งกันคุมพื้นที่ไปมาในสมรภูมิขนาดกลาง ให้ผู้เล่นได้แสดงมือสาดกระสุนและได้ใช้กลยุทธ์แบบพอดี ๆ

DICE เค้าใจดีแจกโหมดใหม่แผนที่ใหม่ฟรี ๆ จ้า (แต่รอหน่อยนะ)

ส่วนโหมดน้องใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่าง Breakthrough และ Frontlines Small ก็รวดเร็วสะใจ กระตุ้นต่อมอะดรีนาลีนให้สูบฉีดพลั่ก ๆ แต่โหมดใหม่ที่เด่นที่สุดเห็นจะไม่พ้น Grand Operations ที่สนุกตื่นเต้น ให้อารมณ์เหมือนเล่นแคมเปญ (แต่สู้กับคนแทน AI นะ) เพราะคุณต้องพาทีมฟันฝ่าสมรภูมิเดือดต่อเนื่องกันถึง 5 แห่ง แต่ละแห่งก็มีวิธีรบต่างกันและผลแพ้ชนะในสมรภูมิที่แล้วยังส่งผลกระทบต่อการรบในสมรภูมิถัดไป ซึ่งถ้าจะเล่นโหมดนี้ให้จบบริบูรณ์ได้ก็ต้องนั่งโจ้กันเป็นชั่วโมงแน่นวล นี่ยังไม่รวมโหมดใหม่ ๆ ที่จะทยอยเพิ่มเข้ามาจากอัพเดต “Tides of War” ที่จะทยอยขนของฟรีมาให้เกมเมอร์รบกันต่อไปเรื่อย ๆ อย่างเช่น โหมดทัพรถถังล้วนประจัญบาน และโหมด Battle Royale ยอดฮิตที่เกมไหนไม่มีช่วงนี้แล้วดูเหมือนจะเอาท์อีกนะ

อยากจะรบในทุ่ง รบในทะเลทราย รบในเมือง ก็เลือกได้เลย

ทั้งนี้แผนที่ทั้งหลายในเกมยังได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี มีทั้งรบในเมือง รบในทุ่ง รบในทะเลทราย รบบนภูเขาหิมะ อาจจะขาดแค่รบในอวกาศเท่านั้นแหละ แต่ละฉากที่มีที่ทางให้พลทหารสายซุ่มยิงและสายบู๊ประจัญบานวาดลวดลายกันอย่างทั่วถึง ที่สำคัญคือสิ่งก่อสร้างทั้งหมดสามารถถูกยิงทำลายให้เป็นจุลได้จากระเบิดสารพัดชนิด ส่งผลให้สนามรบมีพลวัตร เปลี่ยนแปลงไปมาตลอดแบบคาดเดาอะไรไม่ค่อยจะได้ ช่วยเพิ่มความลุ่มลึกให้เกมไปอีกขั้น

สนามรบแห่งนี้ ไม่มีที่ให้หมาป่าเดียวดาย

ยุคนี้เค้าเน้นหมาหมู่ เอ้ย! ทีมเวิร์ค

องค์ประกอบที่ใหม่ที่สุดของ Battlefield V คือการให้ความสำคัญกับคำว่า “ทีมเวิร์ค” สุด ๆ แบบที่ไม่เคยเห็นในภาคไหนมาก่อน บรรดาหมาป่าขาลุยเดี่ยวทั้งหลายจงระวังตัวเอาไว้ให้ดี เพราะถ้าคุณวิ่งบู๊คนเดียวเข้าไปในสมรภูมิแบบที่เคยทำในเกมอื่น คุณจะต้องพบกับประสบการณ์ตายแล้วตายอีกตายมันอยู่นั่นโดยที่ฆ่าใครก็ไม่ได้ ทำประโยชน์อะไรก็ไม่ได้ แถมยังสกอร์ห่วยรั้งท้ายตารางอีก ในทางตรงกันข้าม เหล่าผู้เล่นสายเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่ชอบตบบ่าช่วยเพื่อน ๆ มากกว่าการไล่ยิงชาวบ้านกลับได้ดิบได้ดี เจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานรวดเร็วจนคนอื่นได้แต่นั่งมองตาปริบ ๆ

ชุบทีมีใบ

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าทีม DICE เค้าออกแบบระบบเกือบทั้งหมดในภาคนี้ให้เอื้อกับการเล่นเป็นทีมมาก ๆ มากที่สุด มากจริง ๆนะ ตั้งแต่เข้าเกมคุณก็จะได้รับการจับกลุ่มเข้าไปอยู่ในหน่วยเดียวกับเกมเมอร์คนอื่นโดยอัตโนมัติ รวมถึงได้ไปอยู่ในลิสต์รายชื่อเพื่อนกันแบบชั่วคราวด้วย (ประมาณว่าหากเล่นด้วยกันแล้วถูกใจก็กดชวนเป็นเพื่อนกันจริง ๆ ได้เลย) นอกจากนี้เวลาเลือกจุดเกิดที่เพื่อนในหน่วยเดียวกันก็ได้แต้มเยอะกว่า ชุบชีวิตเพื่อนในหน่วยก็ได้แต้มเยอะกว่า โยนยุทโธปกรณ์ให้เพื่อนก็เยอะกว่าอีก สรุปคือเพียงทำอะไรที่ช่วยหน่วยของคุณก็รับแต้มกำไรไปเลยเท่าตัวประหนึ่งโปรบัตรเครดิต ซึ่งนอกจากเรื่องแต้มที่ล่อตาล่อใจแล้ว หน่วยทหารราบที่รู้จักทำงานเป็นทีม 4 คนและรู้จักสลับคลาสไปมาเพื่อรับมือสถานการณ์ตรงหน้านี่ก็แทบจะไร้เทียมทานเลยทีเดียว เพราะฆ่ายังไงก็ไม่ตาย ต่อให้ตายเดี๋ยวก็เกิดใหม่มาเติมอีก แถมยังกระทืบรถเกราะให้พังได้ในไม่กี่อึดใจด้วย

“แกวิ่งเข้าไปก่อนสิ” “แกน่ะแหละ” ”แกน่ะแหละ” “แกน่ะแหละ”…

การที่เกมเน้นทีมเวิร์คขนาดนี้ยังช่วยให้เกมเมอร์ที่ไมได้ถนัดยิงชาวบ้านรัว ๆ เล่นเกมนี้ได้สนุกขึ้น แม้คุณจะไม่ได้เป็นเทพ FPS ก็สามารถเพลิดเพลินไปกับ Battlefield V และสร้างผลงานในแต่ละแมตช์ได้ง่าย ๆ เพียงแค่หาจังหวะช่วยเพื่อนให้ถูกเวลาและมุ่งมั่นทำภารกิจบนแผนที่อย่างสม่ำเสมอคุณก็สามารถติดอันดับต้น ๆ ในเกมได้ไม่ยากเลย อย่างไรก็ตาม การที่ภาค V เลือกที่จะเดินมาสายนี้เต็มตัวก็เป็นดั่งดาบสองคม เพราะมันทำให้เกมเมอร์ที่ชอบลุยเดี่ยวจากเกมตระกูล CoD หมดสนุกชัวร์ นอกจากพวกเขาจะเล่นตามสไตล์เดิมได้ยากแล้ว การเป่าศัตรูดับหนึ่งคนก็ไม่ได้ให้แต้มมากมายและไม่ได้ส่งผลกับทีมข้าศึกขนาดนั้น นอกเหนือไปกว่านั้น บรรดาโหมดที่เน้นการลุยแหลกอย่าง Team Deathmatch หรือ Frontlines Small ก็หาคนเล่นด้วยยากแถมยังไม่สนุกเท่าโหมดที่เน้นทีมเวิร์ค ซึ่งมันยิ่งส่งผลให้จุดอ่อนตรงนี้เห็นชัดขึ้น

มาแต่งตัวตุ๊กตาทหารของคุณกันเถอะ

ที่ร้ายที่สุดคือเกมเน้นการรบเป็นหน่วยของทหารราบมาก ๆ จนมันไปบดบังรัศมีของยานพาหนะใน Battlefield จนแทบมิด จริงอยู่ที่รถถังทั้งหลายยังพกพลังทำลายล้างสุดโหดเอาไว้แต่พวกมันก็สามารถถูกทหารราบยิงทิ้งได้ไม่ยาก ซ้ำร้ายพวกมันยังอืดอาดแถมขับยาก ส่วนเครื่องบินนี่แทบไม่มีบทให้เล่นเลยเพราะพลังทำลายล้างอ่อนมากแถมกว่าจะได้อัพเกรดแจ๋ว ๆ อย่างการทิ้งระเบิดก็กินเวลานานอีก กลายเป็นของประดับฉากที่เอาไว้ให้เหล่าเสืออากาศบินขู่ศัตรูหรือไล่ยิงกันเองกลางหาวซะมากกว่า

เหล้าเก่าในขวดใหม่สำหรับทหารผ่านศึก

ระบบอัพเกรดนั้นเรียบง่ายและเน้นการเปลี่ยนสกินเป็นหลัก

ระบบหลัก ๆ แทบทั้งหมดของ Battlefield V คือการนำของดี ๆ ที่เวิร์คอยู่แล้วจากเกมสมรภูมิสารพัดภาคของ DICE มาปรับใช้เข้าด้วยกัน โดยระบบอัพเกรดได้รับการออกแบบให้เรียบง่ายขึ้นมาก อิงตามระบบของเกม Star Wars: Battlefront 2 (ระบบดี ๆ นะ ไม่ใช่ระบบ Micro transaction ดราม่านั่น) ทำให้ของอัพเกรดแทบทั้งหมดจะเป็นด้านรูปลักษณ์ภายนอก ทั้งชุดยูนิฟอร์มทหาร ทรงปืนและสีปืน มีแต่ศูนย์เล็งเท่านั้นที่อาจมีผลต่อการเล่นบ้าง ซึ่งหากคุณต้องการได้อัพเกรดที่ช่วยให้คุณรบเก่งขึ้นจริง ๆ ก็ต้องไปหวังพึ่งกับความเชี่ยวชาญปืนนามว่า Specialization ที่จะได้มาก็ต่อเมื่อคุณเล่นคลาสนั้นบ่อย ๆ และต้องปลดล็อคตามเงื่อนไขที่เกมกำหนด ข้อดีของสไตล์อัพเกรดแบบนี้คือเข้าใจง่ายมาก ส่วนข้อเสียคือเกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์อาจจะไม่มีเป้าหมายให้เล่นยาว ๆ เหมือนตอน Battlefield ภาค 3 และ 4 ที่มีของเล่นแต่งปืนให้ปลดล็อคนับไม่ถ้วน แถมแต่ละชิ้นยังมีผลต่อประสิทธิภาพของปืนไม่มากก็น้อย

ถึงทุกอย่างจะดูคุ้น ๆ แต่ถ้ายังสนุกอยู่ก็โอเคมั้ง

กลยุทธ์การรบของภาค V นั้นไม่ได้แปลกใหม่แหวกแนวเหมือนช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่าง Battlefield 4 มาเป็น Battlefield 1 ครั้งนี้ทีม DICE เขาใช้แผนการรบที่เน้นชนะชัวร์ตามที่ระบุในตำราเหมือนตอนนำภาค Battlefield 3 ไปสู่ภาค Battlefield 4 มันคือกลยุทธ์ที่เน้นพัฒนาต่อยอดจากเกมภาคก่อนแทนการยกเครื่องทำใหม่ทั้งหมดจากศูนย์ พวกเขาพยายามขัดเกลาของที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น พยายามตบแต่งให้ภาคนี้กลายเป็นมัลติเพลเยอร์เกมที่ชูจุดขายเรื่องทีมเวิร์คอย่างเต็มรูปแบบ ผลลัพธ์ที่ออกมาคือเกม Battlefield ที่สมบูรณ์และสมดุลมาก ๆ ซึ่งมาพร้อมกับความรู้สึกซ้ำซากจำเจเช่นกัน (แถมฉากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่โดนใช้มาจนพรุนก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่) สมรภูมิแห่งนี้จะตรงใจคุณหรือไม่คงต้องถามใจตัวเองดู หากคุณเป็นแฟนซีรี่ส์นี้อยู่แล้ว ชอบเล่นเป็นทีมอยู่แล้ว และชอบแมตช์มัลติเพลเยอร์ที่สมดุลสุด ๆ Battlefield V จะเป็นสมรภูมิที่น่าจดจำสำหรับคุณ แต่หากคุณชอบความแปลกใหม่ ชอบโชว์เหนือคนเดียว และชอบเล่นโหมดเนื้อเรื่องยิ่งกว่าอื่นใด ข้ามสมรภูมิแห่งนี้ไปก็ไม่เสียหลายนะครับ

ขอบคุณ NGIN และ Nadz Project สำหรับการสนับสนุนรีวิวในครั้งนี้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Game Review

[Review] Just Cause 4 มหากาฬระเบิดภูเขา เผาเกมให้แหลกละเอียด !!

Published

on

Pokemon: Let's Go, Pikachu! / Eevee!

8.3

GAMEPLAY

8.0/10

GRAPHICS

9.0/10

STORY

8.0/10

PERFORMANCE

8.0/10

VALUE

8.5/10

จุดเด่น

  • กราฟฟิกสวยงาม เพลงประกอบฉากสุดคลาสสิค
  • ระบบการจับโปเกม่อนแบบใหม่ ที่ทำให้การสำรวจเป็นเรื่องสนุกยิ่งขึ้น
  • ระบบ HMs ที่ถูกตัดออกไป ส่งผลให้ไม่มีข้อจำกัดในการเล่น
  • ระบบ Catch Combo ที่ทำให้เราสามารถล่า Shiny ได้ง่ายขึ้น !!

จุดสังเกต

  • การบังคับแบบ Motion Tracking ที่ออกจากน่ารำคาญ
  • ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ๆจากภาคดั้งเดิม (Red, Blue) สักเท่าไร
  • ระบบ Online ที่ทำมาลวกๆ

ในวงการเกม มีอยู่หลายเกมที่พยายามส่งภาคต่อออกมาเรื่อยๆ บ้างก็เพื่อหาเงิน บ้างก็เพื่อขยายฐานแฟนคลับ ในหมู่เกมเหล่านั้นล้วนแต่จะออกมาดี ตรงตามความคาดหวังของแฟนๆ และมันจะอยู่บางเกมที่เล่นขนออกภาคต่อมาเยอะ ชนิดที่ว่าไม่ได้มีใครร้องขอ แต่ก็ยังดันทุรังออกภาคต่อมาจนเล่นแทบไม่ทัน ถ้าจะพูดให้นึกภาพออก ก็คงจะเป็นเกมอย่าง Sniper Elite. Sniper Ghost Warrior 3, ซีรี่ส์ Warhammer, Far Cry และอื่นๆอีกมาก บ้างก็ออกมาดูดี บ้างก็ออกมาแย่เสียจนรับไม่ได้

Just Cause เองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ แต่เอาเข้าจริงแล้วภาคต่อของเกมนี้มันก็ไม่ได้แลดูเยอะหรืออะไร เพราะมันก็มีแค่ 4 ภาคเท่านั้นหากเรานับภาคล่าสุดเข้าไปด้วยแต่ปัญหาคือ ตั้งแต่ภาค 2, 3, 4 ตัวเกมมันแลดูไม่มีอะไรแปลกใหม่ที่น่าสนใจเลยนี่สิ

Just Cause เป็นเกมแนว Action Open World ระเบิดภูเขา เผากระท่อม ชนิดที่ว่าไมเคิล เบย์ และ อาหลอง ต้องยอมสยบให้ ตัวเกมวางจำหน่ายภาคแรกไปตั้งแต่ปี 2006 ก่อนที่จะออกภาคต่อตามมาในปี 2010 และภาค 3 ในปี 2015 ก่อนที่จะออกภาค 4 มาในปี 2018 หากดูกันดีๆ แล้วก็จะเห็นว่าตัวเกมภาค 4 ก็ไม่ได้มาเร็วเกินไปหรืออะไร แต่ส่วนตัวแล้วผมกลับรู้สึกว่าเกมภาค 4 มันมาเร็วเกินไป อาจจะเป็นเพราะตัวเกมภาค 3 วางจำหน่ายในช่วงเดือนธันวาคมด้วย

แต่ก่อนเราจะเข้าบทความรีวิวเกม ก่อนอื่นขอขอบคุณ Bandai Namco Entertainment Asia สำหรับตัวเกมที่ใช้รีวิวในครังนี้ด้วยครับ


Welcome to Paradise


Just Cause 4 จะเล่าเรื่องต่อจากภาค 3 หลังจากระเบิดเกาะบ้านเกิดตัวเองไปแล้ว Rico ตัวเอกของเรื่องได้มาถึงเกาะ Solis แถบอเมริกาใต้ จากที่เขาได้รู้มาว่าพ่อของเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับกองกำลังทหาร Black Hand ที่เกาะนี้ โดยเขามีหน้าที่ต้องจัดการเข้ายึดหอคอยขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า “Project Illapa” ที่นึกภาพตามก็จะคล้ายๆกับ หอคอย Ganondorf ใน Zelda โดยตัวเกมจะเปิดอิสระให้ผู้เล่นจะทำอะไรยังไงตรงไหนก่อนก็ได้ ทำให้เกมนี้กลายเป็น Open World จริงๆ ไม่มีอะไรมาหยุดผู้เล่นจากการสำรวจได้เลยครับ

และนั้นคือทั้งหมดในส่วนของเนื้อเรื่องครับ “อ้าวเฮ้ย มีใครกันบ้างที่เข้ามาเล่น Just Cause แล้วต้องการเสพเนื้อเรื่อง นี่มันเป็นเกมแห่งการทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า การออกสำรวจโลกกว้างไม่ใช่หรอ” ผมจะถามกลับคือ นี่มันปี 2018 ไม่ใช่หรือ เกมที่มีเนื้อเรื่องดีๆ อย่างน้อยก็ยังพอมีให้ติดตาม และ Gameplay สนุกๆ สุดมันส์ ก็มีให้เห็นเยอะไป แต่สำหรับ Just Cause 4 แล้ว ผมถามตัวเองตลอดการเล่น 25 ชั่วโมงของผมว่า “เนื้อเรื่องคืออะไรวะ”

ตลอดทั้งเกม ผู้เล่นจะไม่ได้รับการเล่าเรื่องอะไรเลยทั้งสิ้นครับ Open World ตามชื่อ ไม่มีอะไรมาบังคับว่าต้องไปทำอะไรตรงไหนยังไง ไม่มีสิ่งไหนมาล็อคคุณ คุณจะออกไปตรงจุดไหนของแผนที่ หน้าที่ของผู้เล่นคือ ยึดฐานที่มั่นของศัตรูพวก Black Hand ต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ Squad และส่งออกไปควบคุมโซนต่างๆเพิ่ม

ของรางวัลจากการควบคุมโซนต่างๆ สำเร็จ ก็จะเป็นพวกอาวุธใหม่ๆ และการอัพเกรด Grappling hook ซึ่งผมจะพูดถึงมันในภายหลัง โดยในเกมจะแบ่งช่วง Event Story ใหญ่ๆ ออกเป็น 3 Event นั้นคือ Operation Thunderbarge, Operation Windwalker, และ Operation Sandstinger ครับ ก่อนที่จะถึง Event ใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนจบเกม Operation Illapa หลังจากที่เราสามารถยึด Project Illapa ได้

ป้าไม้เขียวขจี

โดยแต่ละ Operation ก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป โดยมีจะการแบ่งภูมิภาค และสภาพอากาศที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของเกมภาคนี้ ใน Operation Thunderbarge เราจะได้พบเจอกับป่าไม้ ภูเขาต่างๆ โดยสภาพอากาศที่เป็นจุดเด่นก็คือ ท้องฟ้านี่แหล่ะครับ ขณะทำภารกิจในภูมิภาคนี้เราอาจจะได้เจอกับฝนตกรุนแรง ที่มีฟ้าผ่าตลอดเวลา ใครที่คิดว่าฟ้าฝ่าในเกมมันไม่น่ากลัว ผมอยากให้คิดใหม่ถ้ามาเล่นในเกมนี้ครับ เพราะมันน่ากลัวจนทำให้คุณโหลดเซฟใหม่ได้เลยล่ะ

ทุ่งนาสุดกว้างงงงง

Operation Windwalker เป็นภูมิภาคที่ผมชอบมากที่สุดในเกม ผู้เล่นจะได้เจอกับทุ่งนากว้างๆ ขับรถกินลมชมวิวไปตามทาง และหมู่บ้านขนาดเล็กๆ แต่ก็ต้องมาเจอกับฝันร้าย เมื่อสภาพอากาศในภูมิภาคนี้คือ พายุทอร์นาโดครับ ไม่ว่าจะทำภารกิจอยู่หรือไม่ ผู้เล่นอาจจะได้เจอกับพายุทอร์นาโดลูกใหญ่ ที่จะพัดทำลายอยู่อย่างที่ขวางหน้า ราวกับหนังเรื่อง Twister ผมเคยมีบางจังหวะที่กำลังต่อสู้กับพวก Black Hand อยู่ดีๆ ก็มีไอ่พายุลูกนี้โผล่เข้ามา พัดทุกๆ คนกระจุยกระจายไปไม่รู้ทิศรู้ทาง แต่ก็ยังไม่วายยิงกันต่ออยู่ดี ถือว่าสร้างความสนุกได้ดีเลยล่ะ

ถ้าไม่บอกว่า Just Cause นี่นึกว่า Forze Horizon

Operation Sandstinger คือความฝันของคนที่ชอบเดินทางในทะเลทราย หรืออยากได้บรรยากาศแบบ Wasteland ครับ ไม่ต้องเดาเลยว่าสภาพอากาศที่เป็นปัญหาในภูมิภาคนี้คือพายุทรายครับ ฟังดูแล้วมันอาจจะไม่ดูอันตรายเท่าฟ้าผ่า หรือพายุหมุน แต่ความน่ากลัวของพายุทรายคือมันทำให้เรามองอะไรไม่ค่อยจะเห็นเลย แถมยังเคลื่อนไหวช้ามากๆ บอกลาร่มกับ Wingsuit ไปได้เลย เพราะเราจะโดนพายุทรายพัดจนไม่สามารถทรงตัวได้นั้นเอง

ทำลายมันให้หมด !!

ต่อมาเรามาพูดถึง Chaos Bar กันบ้างครับ ระบบนี้หายไปในภาค 3 ย้อนกลับไปในภาค 2 มันก็ไม่มีอะไรมากนอกจากได้แต้มที่ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร แต่ใน Just Cause 4 นี้ Chaos Bar เปรียบได้เหมือน EXP Bar ของผู้เล่นครับ เราสามารถเพิ่ม Chaos Bar ได้โดยการสร้างความโกลาหลให้เจ้าพวก Black Hand ด้วยสารพัดวิธีระเบิด เมื่อเราได้ Chaos Bar เต็มเอา เราจะสามารถส่ง Squad 1 ทีมเข้าไปเปิดแผนที่ได้ และจะได้สามารถใช้ Supply Drop ได้มากขึ้นด้วย

ในแต่ละภูมิภาคต่างๆ จะมีพวกฐานทัพของ Black Hand กระจายอยู่มาก โดยเราสามารถเข้ายึดฐานพวกนี้ได้ ของรางวัลจากการยึดสำเร็จ ก็จะเป็นพวกอาวุธชนิดพิเศษ ยานพาหนะใหม่ๆ ไล่ไปตั้งแต่รถธรรมดา ยันเครื่องบินติดอาวุธหนัก รถถังหลากชนิด หรือแม้กระทั่งรถสปอตสุดหรู สำหรับใครที่อยากขับรถกินลมชมวิว

มาพูดถึง Grappling hook กันบ้างเอาจริงๆแล้ว Just Cause มันจะเป็นเกม Action Open World ธรรมดาๆไปเลย ถ้าไม่มีสิ่งนี้ และในภาคนี้เหมือนว่าในที่สุดทีมพัฒนาก็รู้สักทีว่าสิ่งที่ผู้เล่นต้องการมากที่สุดคืออะไร และนั้นมันก็คือการ Mod Grappling Hook นั้นเองครับ

ตัวอย่างหน้าตาตอน Mod

Grappling Hook ภาคนี้มีของเล่นใหม่เพิ่มเข้ามาไม่มากครับ แต่เราสามารถปรับแต่งมันได้จนเล่นกับมันได้ทั้งวันจนลืม Mission ไปเลยทีเดียว อย่างแรกเลยคือตัวเกมจะแบ่ง Mod Slot ออกเป็น 3 ช่อง โดยที่ผู้เล่นจะ Custom ให้แต่ละช่องใช่ Mod แบบไหนก็ได้ โดย Mod ทั้งหมดจะมีอยู่ 3 แบบคือ สายสลิงธรรมดาโดยมีความสามารถในการดึงสายเข้าหากันแบบปกติ แบบที่สองคือสายสลิงที่สามารถปล่อยลูกบอลลูนได้ แบบที่สามคือสายสลิงที่สามารถติดไอ่พ่นได้

โดยเราสามารถใช้ Grappling Hook ทำ Combo กับ Mod รูปแบบต่างๆได้ตามใจไม่เกิน 10 เส้นครับ ยกตัวอย่างเช่นในตู้คอนเทนเนอร์ เราสามารถติดสายสลิง Mod ลูกบอลลูกไว้ 4 เส้น และใช้ Mod ไอพ่นไว้ 2 เส้น กลายเป็นยานพาหนะไปในตัวได้เลย เราสามารถทำการควบคุมให้ไอพ่นแรงขึ้นได้ โดยการกด F หรือเข้าไป Mod เพิ่มเติมอีกทีครับ

หรือจะเล่นสนุกแบบนี้

ยกตัวอย่างเช่นลูกบอลลูน ทีเราสามารถ Mod กำหนดมันให้ลอยได้สูงต่ำแค่ไหน ให้มันคอยบินติดตามเราไหม สามารถทำลายได้หรือไม่ และเมื่อมันระเบิด ต้องการให้มันระเบิดแรงแค่ไหน อะไรแบบนี้เป็นต้นครับ

ไนตรัสเวอร์ชั่น Homemade

เรียกได้ว่าจัดเต็มกันจริงๆ ตลอดทั้งเกมเราจะสามารถใช้เจ้า Grappling Hook กับ Mod เหล่านี่เป็นอาวุธสุดยอด ต่อกรกับพวกเฮลิคอปเตอร์ของศัตรู โดยการโยนดึงมันเข้ากับสิ่งของต่างๆ หรือสร้างของเล่นที่สนุกที่สุดในเกมได้เลย ยกตัวอย่างที่ผมชอบทำ ก็คือเอา Mod ไอพ่นมาติดท้ายรถและใช้เป็นไนตรัสที่แรงยิ่งกว่า Fast & Furious นี่แหล่ะ

หากติดเยอะไป ก็จะกลายเป็นแบบนี้


GFX


Just Cause เป็นอีกหนึ่งเกมที่โดดเด่นเรื่องกราฟิกภายในเกมครับ เกร็ดเล็กน้อย รู้หรือไม่ว่าใน Just Cause 2 ณ เวลาที่มันวางจำหน่าย ตัวเกมนั้นรองรับเพียงแค่ DirectX 10 อย่างเดียวเท่านั้นๆ ทั้งที่ในเวลานั้น DirectX 9 เป็นที่นิยมเสียมากกว่า ทำเอาใครหลายๆ คนอดเล่นเกมนี้ไปตามๆกันครับ

ใน Just Cause 3 ถือว่าเป็นการก้าวกระโดดไปอีกขั้น ด้วยการที่ตัวเกมสามารถสร้างฉากภายในเกมออกมาได้สวยงามมากๆ พร้อมกับการเล่นที่ลื่นไหล ทำให้มันเป็นเกมที่ดูดีมากๆ ในตอนนั้น หากเรานำมาเล่นตอนนี้ก็ยังคงจะพบว่ามันยังสวยไม่เปลี่ยนแปลงเลย

ถามจริง …

แต่แล้วความผิดหวังก็ต้องมาถึง Just Cause 4 คือหายนะของคำว่า Downgrade ครับ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าตัวเกมที่ผมใช้รีวิว เป็นเวอร์ชั่น PC ที่รันในความละเอียดภาพแบบ Full โดยตั้งค่ากราฟิกไว้สูงสุดเท่าที่เกมจะปรับให้ได้ ในฉากแรกที่เกมส่งมาคือภูเขาหิมะ ซึ่งตรงนี้ตัวผมยังไม่รู้สึกอะไรมาก แต่พอเมื่อมาเจอกับฉากในป่าครั้งแรก ตรงนี้ผมถึงกับสบถคำหยาบออกมาไม่รู้กี่สิบคำ พร้อมกับสงสัยว่า “นี่มันเกมปีอะไรวะเนี่ย”

เหมือนจะสวย แต่ไม่

ตัวเกมมีปัญหาในเรื่องกราฟิกอยู่หลายจุดมากครับ เรื่องแรกเลยคือตัวเกมมีการบีบอัด Texture ออกมาแย่มาก การแสดงผลของแสงและเงาที่เหมือนทำออกมาได้ไม่ดี การลบรอยหยักภายในเกมที่ไม่รู้ว่าจะมีไว้ทำอะไร เพราะมันไม่ช่วยอะไรเลย Model ตัวละครทุกตัวภายในเกม เหมือนหลุดมาจากเกมปี 2008 ยังไม่นับเรื่องการแสดงผลของน้ำที่ห่วยมาก ทั้งๆ ที่อยู่ในเกาะแท้ๆ แต่เหมือนจับเอาน้ำมาใส่ไว้ให้รู้ว่าตรงนี้คือน้ำนะยังงั้นแหล่ะ

ขับรถเข้าใส่ Tornado คือความคิดที่ไม่ดีสักเท่าไร

ทั้งหมดนี้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ถ้าเรากลับไปเล่น Just Cause 3 ก็จะเห็นได้ชัดเลยว่ากรา ฟิกในภาค 3 ทำได้ดีกว่าภาค 4 เยอะมากๆครับ ตรงนี้อาจจะเป็นเพราะเรื่องแสงสีที่มีส่วนด้วย แต่ไม่เลยสักนิด ใน Just Cause 4 มันโดน Downgrade ไปจริงๆ จากข้อมูลที่ได้มา ในเกมนี้มีการใช้ Engine ใหม่ Apex Engine ออกแบบมาเพื่อระบบ Dynamic Weather และ Physic แบบใหม่ สำหรับการใช้ Grappling Hook และ Object ภายในเกม

ซึ่งมันก็ดีครับ หากเรามองในแง่ของ Gameplay แต่ส่วนตัวผมกลับรุ้สึกว่ามันมากเกินไปหน่อยที่จะเข็นเอาเกมที่มีกราฟิกตกยุคแบบนี้มาขายในปี 2018 ปีที่ชาวเกมเมอร์พร้อมจะด่าคุณได้ทุกเมื่อ หากเกม AAA ที่มีกราฟฟิกสวยงามมาก่อน กลับโดน Downgrade ในภาคต่อของเกมที่พวกเขารัก นอกจากนั้นแล้วผมยังมองอีกว่า อาจจะเป็นเพราะด้วยการที่ตัวเกมต้องวางจำหน่ายใน Console ด้วย จึงจำเป็นต้องลดคุณภาพลง เพราะใน Just Cause 3 เวอร์ชั่น Console นั้นทำ Frame Rate ไว้ได้แย่มาก แต่เฮ้ย นี่เวอร์ชั่น PC นะ เอ็งไม่คิดจะทำอะไรหน่อยหรือไง


Performance


มาพูดถึงเรื่อง Performance และการเล่นด้วยรวมกันบ้างครับ อย่างแรกที่ผมต้องการจะพูด ก็คือการออกแบบ UI และการจัดการหน้าเมนู ที่ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่า สิ่งที่มันดีๆ อยู่แล้วในภาค 3 จะมาทำให้มันแย่ลงในภาค 4 ทำไม ตัวเกมกลับมาใช้รูปแบบดั้งเดิมของ Just Cause 2 ซึ่งบอกตามตรงว่ามันรกมากๆ

ตลอดทั้งเกมผู้เล่นต้องใช้เจ้า Comm Link โดยหน้าที่ของมันก็คือแผนที่ภายในเกม การจัดการ Mod Grappling Hook, การเรียกใช้ Supply Drop, Leaderboard Challenge ต่างๆ ที่ทำมาได้รกมากๆ แถมยังไม่สามารถซูมเข้าออกแผนที่ได้อีกด้วย นอกจากนี้หากเราพูดถึงการใช้เมาส์คีย์บอร์ดในการควบคุมเมนูต่างๆ ก็ต้องบอกว่ามันรู้สึกไม่ใช่เลยสักนิด ตัวเกมถูก Port โดยตรงมาจาก Console ล้วนๆ โดยแทนที่ปุ่มของ PC ไปก็เท่านั้น

และพูดถึงการบังคับตัวละครในเกม ยังดีที่ตัวเกมทำออกมาได้ค่อนข้างดีสำหรับการควบคุมตัวละครครับ แต่ก็แสดงให้เห็นอยู่ว่ามันออกแบบมาสำหรับชาว Console โดยเฉพาะ และยิ่งไปกว่านั้น หากเราเข้าไปใน Setting ของเกม สิ่งแรกที่จะพบเลยคือ เราไม่สามารถปรับความไวของมุมกล้องได้มากกว่า 100 ฟังดูอาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมต้องไปปรับ DPI เมาส์เพิ่มมากถึง 1800 เพื่อที่จะหันมุมกล้องได้อย่างปกติ ไม่ช้าจนเกินไป

กลับมาพูดถึงเรื่องการบังคับหน้าเมนูกันอีกครั้ง เวลาเราจะเลือกอะไร แน่นอนว่าเราต้องใช้เคอร์เซอร์เมาส์และคลิกซ้ายเพื่อเลือก หากเราต้องการกลับหน้าก่อน เป็นปกติที่เราจะกด ESC ใช่ไหมครับ แต่เกมนี้ไม่เป็นอย่างนั้น หากผู้เล่นกด ESC ก็จะออกจากหน้าเมนูโดยที่ไม่สนว่ากำลังทำอะไรอยู่กลับสู่เกมทันที หากต้องการอยากจะกลับหน้าก่อน ก็ต้องคลิกขวา เข้าใจกันง่ายๆว่า คลิกซ้าย = A คลิกขวา = B นั้นแหล่ะครับ

จากปัญหาด้านบน จริงๆมันก็อาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรมาก แต่สำหรับผมมันก็น่ารำคาญอยู่มากเลยทีเดียว ส่วนอีกเรื่องที่จะพูดถึง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับระบบการเล่นครับ แต่นั้นคือเรื่อง Cutscene ภายในเกม

ภาพจาก Pre-Reader Cutscene

เชื่อหรือไม่ว่า Just Cause 4 นั้นใช้ Pre Reader Cutscene อยู่ครับ อีกครั้งที่ผมขอย้ำว่านี่มันปี 2018 นะ อะไรก็ตามที่เป็น Pre Reader ควรจะหายไปจากวงการเกมได้แล้ว แต่เกมนี้อินดี้มากๆครับ ครั้งแรกที่ผมเจอ ผมนึกว่ากำลังเล่นเกมสมัย Playstation 2 อยู่เสียอีก เพราะนอกจากจะแย่แล้ว คุณภาพที่พี่แก Reader ออกมายังห่วย มีภาพแตกให้เห็นเป็นระยะอีกด้วย ยังดีที่เราจะไม่เจอไอ่เจ้า Pre-Reader Cutscene บ่อยๆนัก

สุดท้ายเรื่องที่ผมอยากจะบ่นก็คือ การ Port ครับ อย่างที่ผมบอกไปว่ารีวิวครั้งนี้ผมเล่นในเวอร์ชั่น PC โดยปรับกราฟฟิก Setting และคุณภาพไว้ที่สูงสุดที่ Full HD สเป็คที่ผมใช้ก็คือ Ryzen 5 1600 + GTX 1070Ti + 16GB Ram ผมใช้จอ 75Hz โดยไม่เปิด Vsync สามารถเล่นได้ที่ 60-75 FPS โดยไม่นิ่งๆอยู่ที่ 75FPS ตลอดเวลาครับ

ก่อนที่จะตัดสินอะไร เรามาดูกันก่อนครับ ด้วยสเป็คคอมระดับนี้ กับกรา ฟิกแค่นี้ ผมกลับทำ FPS ได้ค่อนข้างน้อยกว่าที่ควรจะเป็นมากๆ นี่มันใช้ทรัพยากรเครื่องมากพอๆกับเกมอย่าง PUBG เลยทีเดียว และเพื่อตัดสิน ผมลองเอาตัวเกมไปต่อกับจอคอมพิวเตอร์ที่รองรับความละเอียดภาพ 1440p พอเข้าเกมก็พบว่า นี่มันดูแย่กว่า Full HD เสียอีก และยังมีการพูดถึงเกี่ยวกับการที่ตัวเกม Crash ระหว่างเล่นอยู่บ่อยๆ สำหรับคนที่ใช้การ์ดจอ Nvidia ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวผมยังไม่เคยเจอกับตัวเองครับ


The Verdict


ตัวผมเองใช้เวลาเล่นไปประมาณ 25-30 ชั่วโมง ก่อนที่จะมารีวิวในครั้งนี้ แถมยังเป็นการเล่นแบบไม่ต่อเนื่องเสียอีก เพราะผมไม่สามารถทนกับการทำ Mission เดิมๆวนซ้ำไปมา แค่เล่นให้จบเนื้อเรื่องหลักที่มีเหมือนไม่มี ก็ถือว่าอดทนสุดๆแล้ว หากเบื่อๆ ก็ไปเกรียนชาวบ้านในเกมเล่น มีบ้างที่พยายามออกสำรวจโลกต่างๆ จะเจอกับแค่ Easter Egg ขำๆอย่างภาพด้านบนเท่านั้น

รีวิวจากผู้ใช้ Steam Mostly Negative

Just Cause 4 เปิดตัวมาด้วยราคาที่สูงมากๆ เท่ากับเกม AAA ทั่วไป 1,989.00 บาทใน Steam แต่คุณภาพที่ได้กลับไม่สมกับราคามากนัก หากคุณมีภาค 3 อยู่แล้ว ผมแนะนำให้คุณเล่นภาค 3 ต่อไป จนกว่าภาค 4 จะลดราคาเสียเถอะ ส่วนตัวผมแล้วก็คงยังเข้าไปเล่นอยู่บ้าง หากเบื่อๆ หรือหัวร้อนจากการลง Rank ใน Rainbow Six Siege ครับ

สรุปแล้ว Just Cause 4 เป็นอีกหนึ่งเกมที่น่าผิดหวังในสิ้นปี 2018 นี้อยู่มากครับ หากใครที่เป็นแฟนๆ และคาดหวังกับมัน ก็อาจจะพบกับความผิดหวังอยู่บ้าง สำหรับแฟนๆหน้าใหม่ ผมเดาว่าแค่เปิดมาเจอฉากในป่าของ Mission แรกก็น่าจะขายแผ่นทิ้งกันบ้างแล้ว แต่เอาเข้าจริงแล้ว เกมนี้ยังเป็นเกมที่สนุกอยู่มากๆครับ ด้วยการ Action แบบครบเครื่องจัดเต็ม พร้อมลุยอยู่ตลอดเวลา และของเล่นเก่าหน้าใหม่อย่าง Grappling Hook Mod ที่จะทำให้ตลอดทั้งการเล่นของคุณนั้นสนุก และหัวเราะได้เรื่อยๆเลยล่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

feature

รีวิว PlayStation Classic เครื่องเกมย้อนเวลาสู่ยุค PlayStation รุ่งเรือง!

Published

on

Pokemon: Let's Go, Pikachu! / Eevee!

8.3

GAMEPLAY

8.0/10

GRAPHICS

9.0/10

STORY

8.0/10

PERFORMANCE

8.0/10

VALUE

8.5/10

จุดเด่น

  • กราฟฟิกสวยงาม เพลงประกอบฉากสุดคลาสสิค
  • ระบบการจับโปเกม่อนแบบใหม่ ที่ทำให้การสำรวจเป็นเรื่องสนุกยิ่งขึ้น
  • ระบบ HMs ที่ถูกตัดออกไป ส่งผลให้ไม่มีข้อจำกัดในการเล่น
  • ระบบ Catch Combo ที่ทำให้เราสามารถล่า Shiny ได้ง่ายขึ้น !!

จุดสังเกต

  • การบังคับแบบ Motion Tracking ที่ออกจากน่ารำคาญ
  • ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ๆจากภาคดั้งเดิม (Red, Blue) สักเท่าไร
  • ระบบ Online ที่ทำมาลวกๆ

PlayStation Classic เครื่องเกมจิ๋วที่ย่อส่วน PlayStation รุ่นแรกลงมาให้เหลือขนาดแค่ฝ่ามือ มาพร้อม 20 เกมพร้อมเล่น ซึ่งจะวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลกวันจันทร์ที่ 3 ธันวาคมนี้ (ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ PlayStation รุ่นแรกขายเมื่อปี 1994 หรือ 24 ปีที่แล้ว) และนี่คือรีวิวเครื่อง PS Classic เวอร์ชั่นขายจริงในเมืองไทยจากแบไต๋ครับ ก็ต้องขอขอบคุณทาง Sony Thai สำหรับการอนุเคราะห์เครื่องรีวิวในครั้งนี้

กล่องของ PlayStation Classic เหมือนกล่องเวอร์ชั่นญี่ปุ่น

กล่องที่ขายในไทยนั้นดีไซน์เหมือนกล่อง PlayStation รุ่นแรกโซนญี่ปุ่น ที่ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์เส้นๆ แบบนี้ ซึ่งจะว่าไปก็คลาสิกกว่าทางโซนอเมริกาจะเป็นภาพเครื่องเกมชัดๆ ซึ่งเครื่องนี้เราได้มาจากทาง Sony Thai โดยตรง จึงมีสติกเกอร์ภาษาไทยที่ผ่านกฎหมายไทยเรียบร้อย พร้อมขายในไทย ซึ่งด้านหลังกล่องเป็นรายชื่อเกมในเครื่องนี้ เป็นเกมโซนเดียวกับที่ขายในอเมริกา (แต่กล่องเป็นเหมือนโซนญี่ปุ่น งงม่ะ)

รายชื่อเกมใน PlayStation Classic (ข้อมูลจาก Wikipedia)

ดูรายชื่อเกมแล้วก็ใช้ได้อยู่ อย่างแอดนี่รักเกม Rayman มาก เป็นเกมแพลทฟอร์มเกมแรกๆ ในชีวิตที่เล่นจบ ด้วยความยากระดับหัวร้อนในยุคนี้ ซึ่งเอามาเล่นใหม่บน PlayStation Classic ก็ยังสนุกอยู่ดี แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่มีเกมในใจคนไทยหลายเกม เช่น Winning 3, Harvest Moon, Castlevania, Crash Badicoot, Chocobo Racing เป็นต้น และย้ำว่าใส่แผ่นเกมหรือใส่เกมเพิ่มไม่ได้นะ (ถ้าถูกกฎหมายนะ)

ส่วน Sony เลือกเกมเข้าเครื่องยังไงบ้าง โซนี่บอกว่าใช้ความนิยมของแต่ละโซน แต่เกมดังๆ ของคนไทยอาจจะไม่ติดโผเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นเรายังเล่นเถื่อนกันอยู่เยอะมาก คนทำเกมไม่รู้ว่าเกมตัวเองดังในไทย แต่ใน PS4 เราเล่นแท้กันจนน่าชื่นใจ มีเกมภาษาไทยออกมาเพียบเลย

ในกล่อง PlayStation Classic มีอะไรบ้าง

แกะกล่องเลย มีคู่มือภาษาไทยด้วย โซนี่ไทยเอาใจใส่ดีจริงๆ น่าสนับสนุนให้ซื้อเครื่องไทยมากๆ ตัวเครื่องเล็กนิดเดียว เหมือนของ Nintendo ที่ทำออกมาก่อนหน้านี้ แต่ก็เก็บรายละเอียดได้สมบูรณ์ พลาสติกตัวเครื่องดูดี คือเป็นได้ทั้งเครื่องเล่นเกมตัวเล็ก และของสะสมที่เอาไปตั้งโชว์ในตู้ก็สวย

ที่น่าสนใจคือให้จอย PlayStation Controller มา 2 จอย แถมหัวต่อเป็น USB สามารถเสียบใช้งานเป็นจอยสำหรับเครื่องคอมได้ด้วย ดีงามตรงนี้ ให้สายยาว 1.5 เมตรด้วย แต่เป็นจอยรุ่นแรกของ PlayStation นะ ไม่มีระบบสั่น ไม่มีก้านอนาล็อก เวลาเอาไปต่อคอมก็ต้องทำใจนิดหนึ่ง อาจจะเหมาะสำหรับเล่นเกมกระโดดๆ ข้ามหลุมมากกว่า

และที่เหมือนกันกับเครื่องของ Nintendo คือไม่มีหัวชาร์จ USB จ้า แต่ให้สาย MicroUSB และ HDMI มา ก็หาปลั้กชาร์จมือถือมาเสียบได้ หรือเสียบกับ Power Bank เล่นก็ได้ ต้องการไฟ 5V 1A เท่านั้นเอง

เล่าสเปคเครื่องนิดหนึ่ง แหม่ยังกับรีวิวมือถือ PlayStation Classic ใช้หน่วยประมวลผล MediaTek 8167a 4 แกนสมอง ความเร็ว 1.3GHz พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก Power VR GE8300 มีหน่วยความจำ 16 GB และแรม 1 GB แล้วใช้ PCSX ReARMed เป็นแกนหลักในการประมวลผลเกม พูดง่ายๆ ก็ใช้ Emulator ในการรันเกมขึ้นมานั้นแหละ ซึ่งเรื่องนี้ก็มีดราม่ากันใหญ่โต แต่เราให้ความเห็นไม่เห็นจะเป็นไรเลย ใช้ Emulator ยังไงมันก็เป็นของถูกลิขสิทธิ์

เปิดเครื่อง PlayStation Classic กัน

ลองเปิดเครื่องกันเลย หลังจากเสียบไฟไปสักแป๊บ ปุ่ม Power ที่ตัวเครื่องจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม แล้วก็กดเปิดเครื่องได้ ก็จะเปลี่ยนเป็นสีเขียว เสียงเปิดเครื่องนี่คลาสสิกจนน้ำตาไหล เครื่องก็จะบอกรายละเอียดของปุ่มต่างๆ รอบตัวเครื่อง มีปุ่ม Reset ไว้ออกจากเกม ปุ่มเปลี่ยนแผ่นเกมสำหรับเกมที่มีหลายแผ่นอย่าง Final Fantasy VII

ลองเข้าเกมดู จะเห็นว่าเกมเหมือนเล่นบนเครื่อง PlayStation แรกจริงๆ ภาพแตกยังไงก็อย่างนั้น ไม่มีการใส่ฟิลเตอร์เพิ่มความละเอียดให้เลย และไม่มีโหมดการแสดงภาพอื่นๆ เหมือนที่เครื่อง Nintendo ปรับได้ด้วย ซึ่งรีวิวเมืองนอกก็บอกว่าเกมประมาณครึ่งหนึ่งที่อยู่ในเครื่องนั้นไม่ใช่เกมโซนอเมริกา แต่เป็นเกมโซนยุโรป ทำให้แสดงผลภาพที่ PAL 50 fps เท่านั้น ไม่ใช่ NTSC 59.96 fps แต่สำหรับเราประเทศที่ใช้ระบบทีวีมาตรฐานเป็น PAL มาตลอด ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรกับเรื่องนี้เลย เกมก็ยังเล่นแล้วลื่นไหลดีออก

และเมื่อออกจากเกม เครื่องจะจำสถานะการเล่นล่าสุดเอาไว้ ก็ย้อนกลับมาเล่นได้ แต่ไม่มี save stage หลายช่องให้เลือกสลับนะ มีแค่ช่องเดียวที่จะเซฟอัตโนมัติตอนออกจากเกมนี่แหละ แต่ก็ยังมีก็ระบบเซฟลง memory Card ตามปกติ ให้พื้นที่เซฟเกมละ 1 ตลับเลย ตลับเซฟแยกกันทุกเกม

ภาพพักหน้าจอเป็นเกมเล่นไปเล่นมาก็ไม่มี ตรงนี้แตกต่างจาก Nintendo ที่ขยันสร้างประสบการณ์ตรงนี้มากกว่า ส่วน PlayStation Classic คือทำให้เล่นได้เฉยๆ

สรุป PlayStation Classic คุ้มไหม

ก็ต้องบอกว่าคุ้มกับราคา 3,590 บาท ถ้าหารราคาเครื่องออกมาด้วย 20 เกม ก็เกมละ 180 บาทเอง ซึ่งนี่ได้จอยมาอีก 2 ตัวไว้เสียบคอมได้ด้วยนะ ที่สำคัญเครื่องนี้ Sony Thai เอาเข้ามาขายโดยตรง ก็หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านเกม หรือ Sony Store ไม่เหมือนเครื่องของ Nintendo ที่ต้องหิ้วมาลูกเดียว

เอาเป็นว่าถ้าคุณเคยมีประสบการณ์วัยเด็ก หรือวัยรุ่นเมื่อ 20 ปีก่อนกับเครื่อง PlayStation รุ่นแรก เจ้าเครื่อง PlayStation Classic ก็เหมาะสำหรับคุณครับ (คิดว่าไถ่บาปการเล่นเถื่อนในวัยเด็กก็ได้) อาจจะไม่มีเวลาเล่น แต่แค่เห็นมันก็นึกถึงคืนวันเก่าๆ แล้ว

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!