Connect with us

Game Review

[Review] Pokemon: Let’s Go, Pikachu! / Eevee! กลับมาสู่จุดเริ่มต้นใหม่กันอีกครั้ง ฉันเลือกนาย !!

Pokemon: Let's Go, Pikachu! / Eevee!

8.3

GAMEPLAY

8.0/10

GRAPHICS

9.0/10

STORY

8.0/10

PERFORMANCE

8.0/10

VALUE

8.5/10

จุดเด่น

  • กราฟฟิกสวยงาม เพลงประกอบฉากสุดคลาสสิค
  • ระบบการจับโปเกม่อนแบบใหม่ ที่ทำให้การสำรวจเป็นเรื่องสนุกยิ่งขึ้น
  • ระบบ HMs ที่ถูกตัดออกไป ส่งผลให้ไม่มีข้อจำกัดในการเล่น
  • ระบบ Catch Combo ที่ทำให้เราสามารถล่า Shiny ได้ง่ายขึ้น !!

จุดสังเกต

  • การบังคับแบบ Motion Tracking ที่ออกจากน่ารำคาญ
  • ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ๆจากภาคดั้งเดิม (Red, Blue) สักเท่าไร
  • ระบบ Online ที่ทำมาลวกๆ

Pokemon หรือ Pocket Monster ซีรี่ส์การ์ตูน TV Show ชื่อดังจากญี่ปุ่นที่โด่งดังไปทั่วโลก เรื่องราวการผจญภัยระหว่างซาโตชิ กับปิกกาจูและพ้องเพื่อน หลายๆคนโตมากับการ์ตูนเรื่องนี้ และทั่วโลกไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าปิกกาจูแน่นอน

แต่รู้หรือไม่ครับว่า แท้จริงแล้ว Pokemon ที่เรารู้จักกันมานั้นต้นตำรับมันเป็นการ์ตูนที่สร้างมาจากวิดิโอเกมนั้นเอง หลายๆ คนที่เป็นเด็กยุคนั้น หรือใครที่เคยเล่นทันภาค Pokemon Red,Blue ก็คงจะทราบกันเป็นอย่างดี แต่ถ้าว่ากันตามตรง ความโด่งดังของเวอร์ชั่นการ์ตูนทีวีนั้นมันสุดโต่งมากๆ เจ้าปิกกาจู จากตัวโปเกม่อนธรรมดาๆ ภายในเกม กลายเป็นมาเป็นมาสคอตของ Pokemon ไปเรียบร้อยแล้ว

มาถึงวันนี้ Pokemon ถ้าผมนับไม่ผิด ก็มีมาทั้งหมด 10 ภาคหลักแล้ว ทั้งนี้ยังไม่รวมภาคเสริม ภาค Remake หรือภาคอัพเกรดจากภาคหลักเดิมๆ ที่จะเพิ่มบอสใหม่ๆ โปเกม่อนใหม่ๆ และเนื้อเรื่องใหม่ในโลกเดิมครับ นอกจากนี้ก็ยังมีเกมแยกไปอีกมากมายหลายแบบ แต่วันนี้สิ่งที่ผมจะนำเสนอให้ผู้อ่านทุกท่าน ก็คือการมาของ Pokemon Let’s Go ที่ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีของแฟนๆ Pokemon ทั่วโลก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ตัวเกมจะลงให้กับ Nintendo Switch สักทีครับ

ก่อนหน้านี้ Pokemon เป็นเกมที่ลงให้กับเครื่อง Console ของ Nintendo ตลอด แถมยังเป็นประเภท Portable Console หรือก็คือพวก Gameboy ทั้งหลายนั้นแหล่ะครับ มาจนถึง NDS และ 3DS มีบ้างที่แอบไปลงให้กับพวก Gamecube แต่อย่างไรก็ตาม Pokemon ภาคหลัก ไม่เคยลงให้กับ Home Console เลย และอย่างที่ผมบอกไปครับว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ Pokemon จะลงให้กับ Home Console อย่าง Nintendo Switch ถึงแม้ว่าทางเทคนิคแล้วมันเป็น Console ลูกผสมก็เถอะ

แต่ก่อนที่เราจะพูดถึงตัวเกมกัน ต้องเข้าใจก่อนว่า Pokemon Red , Blue นั้นเป็นภาคที่วางจำหน่ายใน US 2 ปีให้หลังภาค Red, Green ที่วางขายในญี่ปุ่นไปแล้วตั้งแต่ปี 1996 ซึ่งไอ่เจ้าภาค Blue เนี่ย มันคือการนำเอาภาค Red, Green มาปรับปรุงขายใหม่ แบบเดียวกับภาค Crystal หรือ Emerald นั้นแหล่ะครับ แต่พอมาถึง US ตัวเกมตัดสินใจวางขายภาค Red, Blue แทนที่จะขายแต่ภาค Blue อย่างเดียว เพื่อที่จะคงคอนเซ็ปเดิมของเกมเอาไว้ครับ

ในภายหลังได้ออกภาค Pokemon Yellow: Special Pikachu Edition เป็นภาคที่ปรับปรุงครั้งสุดท้าย แต่รวมสิ่งที่ถูกตัดออกไปในภาคหลักกลับมา รวมไปถึงแก้บัคต่างๆ แถมยังเป็นภาคแรกที่มีเจ้าตัว ปิกกาจู เดินตามเราตลอดอีกด้วยครับ

จนมาในถึงปี 2004 Pokemon Fire Red / Leaf Green ได้วางจำหน่ายใน Game Boy Advance ตัวเกมก็ถือว่าเป็นภาค Remake ของ Red, Green อย่างเป็นทางการ เป็นภาคที่หลายๆคนชอบมาก และเป็นภาคหลักภาคสุดท้ายที่ลงให้กับเครื่อง Game Boy Advance อีกด้วยครับ

จนมาถึงในปี 2018 Pokemon: Let’s Go, Pikachu! / Eevee! เป็นภาค Remake อย่างเป็นทางการอีกครั้ง ของ Red, Blue ครับ หรือจะเรียกว่าเป็น Remake ของ Fire Red, Leaf Green อีกทีก็ได้ ในภาคนี้จุดเด่นเลยก็คือ Gameplay ที่เปลี่ยนไปบ้าง ตัวเกมยังคงอยู่ในเขต Kanto โดยจะมีโปเกม่อน Gen 1 มาครบทั้งหมด 151 ตัว แถมยังมีโปเกม่อนจาก Alolan มาแจมอีกด้วยครับ


Pikachu! I Choose You!


Pokemon: Let’s Go, Pikachu! / Eevee! เป็นเกม RPG โดยจะให้เรารับบทเป็น Trainer หนุ่ม/สาว ออกผจญภัยไปพร้อมกับโปเกม่อนคู่ใจ ออกล่าโปเกม่อนใหม่ๆ ดูแล พัฒนามาให้สู้กับ Trainer คนอื่นๆ ที่อยู่ทั่วโลก รวมไปถึงการออกล่าโปเกม่อนในตำนานอีกด้วยครับ

โดยในเกมภาคนี้ถือว่าเป็นภาคแรกที่จะบังคับให้ผู้เล่นเลือก Pokemon ตามภาคที่ตัวเองชื่อ ในบทความนี้ตัวผมเองได้ชื้อภาค Pikachu มา ตัวเกมก็จะเล่าเรื่องให้ตัวผมไปเจอกับปิกกาจูโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ด้วยโชคชะตาบางอย่างทำให้เราสองคนเหมือนเกิดมาคู่กัน ก็จะคล้ายๆ กับการ์ตูนตอนแรกนั้นแหล่ะครับ

หมายความว่านอกจากนั้นแล้ว ผมก็ไม่สามารถเลือกโปเกม่อนเริ่มต้นตัวอื่นๆ ได้เลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สามารถจับเจ้า 3 ตัวหลักนั้นได้ “Charmander, Bulbasaur, Squirtle” เพราะในภาคนี้พี่แกเล่นใส่ 3 ตัวหลักที่มี IV ดีๆมาให้เราฟรีๆ 3 ตัวระหว่างการดำเนินเรื่องภายในเกมเลยล่ะครับ (ไม่ต้องไปไล่ Trade อีกต่อไป)

เท่านั้นยังไม่พอ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าตัวปิกกาจูหรืออีวุย ที่มากับตัวเกมหลักนั้นมี Stats สุดโกง ชนิดที่ว่าตัวเดียวก็เอาอยู่ทั้งเกมแล้วครับ Stats สุดแสนจะขี้โกงมาก แถมยังมีท่าพิเศษต่างๆ ที่ไม่สามารถหาได้จาก TM หรือการ Uplevel เลย โดยท่าพวกนี้นอกจากจะมีความรุนแรงมากแล้ว ยังมีธาตุที่แตกต่างกันไป ทำให้ตลอดการเล่นทั้งเกมนั้นผมไม่จำเป็นต้องใช้ Pokemon ตัวอื่นๆ เลย หากไม่จำเป็นจริงๆ

ถ้าจะให้พูดถึงเนื้อเรื่อง เอาเข้าจริงแล้วสำหรับตัวผมเลย Pokemon ในช่วง Gen แรกๆ เนื้อเรื่องถือว่าไม่ค่อยมีอะไรให้ตื่นเต้น หรือน่าติดตามเท่าไรครับ ผู้เล่นจะโฟกัสไปที่การพัฒนา Pokemon เสียมากกว่า ความรู้สึกตอนเจอโปเกม่อนในตำนาน หรือพวก dialogue ต่างๆภายในเกม ก็ต้องยอมรับว่าธรรมดา ไม่มีปริศนาความติ่นเต้น หรืออะไรให้เรารู้สึกร่วมกับตัวเกมเท่าไรครับ ในภาคนี้ตัวร้ายหลักคือ Team Rocket ดั้งเดิม และเราจะได้เจอกับ James , Jessie แถมยังได้ Battle กับพวกเขาด้วย !!


Gotta Catch ‘Em All!


ก่อนหน้านี้เรื่องที่มีคนบ่นเข้ามาเยอะมากตั้งแต่เกมยังไม่วางขาย ก็คือการที่ตัวเกมตัดระบบต่อสู้กับโปเกม่อนตามฉากออกไป เหลือไว้เพียงแค่การจับแบบเดียวกับใน Pokemon GO เท่านั้น นั้นหมายความว่าต่อไปนี้เวลาเราเดินมุดหญ้า เราก็จะไม่เจอกับ Random Encounters อีกต่อไป เรียกได้ว่าตัดระบบ Random Encounters ออกจากเกมไปเลยก็ว่าได้ครับ แถมกลับกันเราจะได้เจอพวกโปเกม่อนออกมาเดินตามฉาก โดยเราเลือกที่จะเข้าไปหาตัวไหนก็ได้ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วผมกลับชอบระบบใหม่นี้มากๆ ครับ

สำหรับใครที่คิดว่าแล้วจะเก็บเลเวลโปเกม่อนยังไง ก็จับโปเกม่อนไปเรื่อยๆ นั้นแหล่ะครับ โดย EXP ที่ได้หลังจากจับสำเร็จ จะถูกแบ่งไปให้โปเกม่อนทุกๆ ตัวในปาร์ตี้ของเรา โดยเราสามารถจับได้เรื่อยๆ ตามที่ต้องการ ไม่ต้องกลัวว่าจะเต็ม เพราะในภาคนี้พี่แกเล่นยกเอา Pokemon Box มาไว้ในช่องเก็บของ โดยที่เราสามารถเลือกสลับสับเปลี่ยนโปเกม่อนในปาร์ตี้เราตอนไหนก็ได้ครับ

ตรงนี้ก็จะคล้ายๆกับ Pokemon GO ครับ ในภาคนี้ถือว่าเป็นภาคแรกใน Console ที่ตัวเกมเอาระบบ CP เข้ามาวัดความสามารถของโปเกม่อนตัวนั้นๆ เมื่อเราเดินเข้าไปหาโปเกม่อนที่เราต้องการ สิ่งที่ต้องทำก็คือโยนโปเกบอลใส่มันนั้นแหล่ะครับ แต่ด้วยการที่มันมาอยู่ในเครื่องเกมอย่าง Nintendo Switch แถมยังเป็นเกมของ Nintendo อีก การที่จะให้เรากดปุ่มเดียวเพื่อจับ มันก็อาจจะธรรมดาไปหน่อย

ในเกมนี้จะมีโหมดการเล่นอยู่ 3 แบบ อย่างแรกเลยคือการเล่นแบบต่อ Dock ปกติ และใช้ Joy Con อันเดียวในการบังคับตัวเกมทั้งหมด ขณะจับโปเกม่อนก็ทำได้ง่ายๆโดยการเล็งที่หน้าจอและขว้างออกไป (ไม่ใช่ขว้าง Joy Con นะเออ)  แบบที่ 2 คือการใช้ Pokeball Plus วิธีการเล่นก็เหมือนแบบแรกครับ แต่จะมีลูกเล่นอย่างอื่นที่ผมจะอธิบายในภายหลัง

แบบที่ 3 คือการเล่นแบบ Portable Mode โดยโหมดนี้สำหรับการนำเครื่องออกมาเล่นนอก Dock การบังคับทุกอย่างก็จะเปลี่ยนจากการบังคับโดยใช้ Joy Con อันเดียวเป็นสองอัน เวลาจับ Pokemon ก็จะเปลี่ยนจากการเล็ง Joy Con ไปที่หน้าจอ เป็นการหันตัวเครื่องไปให้ตรงกับโปเกม่อนโดยใช้ระบบ Motion Tracking ช่วยเหลือ หรือใช้อนาล็อคจากนั้นค่อยกดปุ่ม A เพื่อขว้างบอลออกไปครับ

การจับโปเกม่อนในภาคนี้ก็แทบจะยกระบบมาจาก Pokemon GO ทั้งหมดเลย เราสามารถใช้ Berry ชนิดต่างๆ เพื่อช่วยให้การจับง่ายขึ้น หรือช่วยให้โปเกม่อนตัวนั้นๆใจเย็นลง และขว้างบอลไปให้ถูกจังหวะพอดีกับเขตวงกลมเพื่อเพิ่มให้โอกาสจับติดสูงขึ้นครับ


Pokemon Battle


ส่วนอีกหนึ่งวิธีที่สามารถเก็บเลเวลให้โปเกม่อนของเราได้ ก็คือการต่อสู้กับ Trainer คนอื่นๆ ตามฉากครับ และผมขอบอกเลยว่า “แมร่งโคตรเยอะ” คือถ้าใครที่คิดว่า Pokemon ภาคนี้คงเป็นเกม Casual ทั่วๆ ไป ผมอยากจะบอกว่าคุณคิดผิดครับ เพราะมันมีฉาก Battle เยอะกว่าภาคหลักอีก Trainer พวกนี้มีเยอะแถบจะทุกหัวมุมของฉาก ถ้าเราต่อสู้โดยที่ไม่มีเจ้าปิกกาจู หรือ อีวุยที่มากับตัวเกมหลัก บอกเลยว่ามีเหนื่อยแน่ๆครับ

มาพูดถึงฉาก Battle กันบ้าง เอาเข้าจริงมันก็ไม่มีอะไรต้องให้พูดถึงสักเท่าไรครับ เพราะมันก็คือการต่อสู้แบบเดิมๆตั้งแต่ภาคแรกที่เรารู้จักกันนั้นแหล่ะ แต่สำหรับคนที่ไม่เคยเล่น ก็ต้องบอกว่าตัวเกมคือ Turn Base RPG ทั่วๆไป ที่พลัดกันเลือกคำสั่งให้โปเกม่อนของเรา จุดเด่นที่สุดของเกมนี้เลยก็น่าจะเป็นระบบ Type นี่แหล่ะครับ โดยโปเกม่อนแต่ละตัวจะมี Type ต่างกันไปโดยแต่ละตัวก็จะมีการแพ้ทางกัน เช่น ไฟแพ้น้ำ น้ำแพ้ไฟฟ้า ไฟ้าแพ้ดิน อะไรพวกนี้ครับ Key หลักๆ เลยก็คือการจัดทีม ให้เตรียมพร้อมกับทุกสถานการณ์นั้นเอง

น่ารักกก

และด้วยการที่ภาคหลักเป็นปิกกาจู และ อีวุย ตัวเกมก็เลยได้เพิ่มระบบใหม่เข้ามาในเกม นั้นก็คือ การเล่นกับโปเกม่อนตัวนั้นๆครับ ในบทความนี้ผมได้เล่นภาคปิกกาจู เมื่อเรากดเปิดเมนูมาก็จะเจอกับตัวเลือก Play With Pikachu เลยครับ โดยตรงนี้เราสามารถเปลี่ยนชื่อ Pikachu เป็นชื่ออื่นได้ และชื่อเมนูก็จะเปลี่ยนไปด้วย

โดยในโหมดเล่นการเล่นนั้น เราสามารถ ลูบๆตามตัว แกล้งเล่น ให้กินลูก Berry หรือทำได้แม้กระทั่งเปลี่ยนทรงผมให้ปิกกาจู ต้องบอกว่ามันน่ารักมากๆ เล่นกันได้ทั้งวัน จะมีบางครั้งที่เจ้าปิกกาจูจะไปเก็บ item มาให้เราด้วย แต่ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าระบบนี้มีไปเพื่ออะไรนอกจากความน่ารักของโปเกม่อนที่เราเลือกมาครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่ถือว่าเป็นระบบใหม่ของภาคนี้ ก็คือการจงรักภักดีของโปเกม่อนตามภาคที่เราเลือกครับ เช่นในบางครั้งหากปิกกาจูของเราติดสถานะ มันก็จะจัดการเคลียร์สถานะให้เราเลยทันที หรือมีบางครั้งที่โดนท่าโจมตี Super Effective แบบ One hit down แต่เจ้าปิกกาจูก็จะไม่ยอมตาย และเหลือเอาไว้ 1 HP ครับ จะมีบางครั้งที่ถึงแม้ว่าจะเหลือเพียง 1 HP และโดนท่า super effective เข้าไปอีก มันก็ยังคงไม่ยอมตาย และยังยืนอยู่ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่อยากให้เราผิดหวังนั้นเอง (อะไรจะขนาดนั้น)

ในตอนแรกผมคิดว่า ไอ่ระบบนี้น่าจะขึ้นอยู่กับว่าเราเล่นกับปิกกาจูของเราบ่อยแค่ไหน และเป็นการเพิ่มค่าความสัมพันธ์ไปเรื่อยๆ แต่ผมก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เมื่อตอนที่ผมไปจับเจ้าอีวุยมาในปาร์ตี้ และก็พบว่าอีวุยเองก็มีความสามารถแบบนี้เหมือนกัน เท่ากับว่าในเกมนี้ทั้งปิกกาจู และ อีวุยจะมีความสามารถจงรักภักดีต่อเรา แค่ 2 ตัวนี้ นั้นเอง

นั้นก็ยังทิ้งคำถามไว้ว่าแล้วไอ่ระบบ Play With Pikachu/Eevee มันมีผลอะไรต่อการจงรักภักดีไหม อันนี้ผมก็ตอบไม่ได้เลยจริงๆ ครับ ล่าสุดผมได้ลองสร้าง Account ใหม่เพื่อไปลองเล่นเกมแบบไม่สนใจระบบ Play With เลยก็พบว่าเจ้าปิกกาจูของผมก็ยังมีความจงรักภักดีแบบใน Account เดิมของตัวเองเป๊ะเลย เพราะฉะนั้นก็อาจจะยืนยันได้ว่าระบบ Play With มีไว้เพื่อความสนุก และความน่ารักเท่านั้นครับ

ต่อมา อีกสิ่งหนึ่งที่ผมจะพูดถึงก็คือระบบ HMs ครับ ในเกม Pokemon ภาคหลักต่างๆ เราสามารถใช้ HMs เรียนรู้ท่าพิเศษกับโปเกม่อนของเราได้ครับ โดยท่าพวกนี้ก็จะเป็นการตัดต้นไม้ การดันหิน หรือการโต้คลื่น โดยมันจะมีความจำเป็นต่อการดำเนินเรื่อง หรือการออกล่าดันเจี้ยนใหม่ๆภายในเกมเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าการใช้ HMs พวกนี้ก็มีเงื่อนไขเช่นกัน ยกตัวอย่างการตัดไม้ เราต้องเรียนให้โปเกม่อนชนิดพืชเท่านั้น การโต้คลื่นก็ต้องใช้โปเกม่อนชนิดน้ำเช่นกัน

แต่ใน Pokemon Let’s Go นั้นได้ฉีกทุกกฎเกณฑ์ไปเลยครับ เพราะตัวเกมได้ตัดเอา HMs ออกจากเกมไปเลย ไม่ว่าจะเป็นการตัด การโต้คลื่น การบิน หรืออะไรก็แล้วแต่ สามารถทำได้โดยให้ปิกกาจู หรือ อีวุยของเราเรียนรู้ท่าพวกนี้ เรียกว่า Secret Technique ผ่านการคุยกับ NPC ภายในเกม โดยจะไม่เกี่ยวกับ Move Set ที่จำกัดเอาไว้ 4 ท่าต่อ 1 ตัว เท่ากับว่าโปเกม่อนตัวเดียว สามารถทำได้ทุกอย่าง และไม่กระทบกับการต่อสู้อีกด้วยครับ

รูปนี่สปอยล์ไหมเนี่ย

นอกจากนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกของซีรี่ส์ ที่ตัวเกมรองรับการเล่นแบบ Coop 2 คนในเครื่องเดียวกันครับ แน่นอนว่าก็ต้องแบ่ง Joy Con กันคนละอัน ถ้าเล่นใน Portable Mode ก็สามารถเล่นสองคนได้เช่นกัน (แต่ก็ต้องหาที่วางตัวเครื่องเองนะ) ระบบนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องดีที่ตัวเกมได้ให้ความสนใจของการเล่นด้วยกันมากขึ้น วิธีการก็ง่ายๆ เพียงแค่เขย่า Joy Con อันที่สอง ก็สามารถเล่น 2 คนได้แล้ว ผู้เล่นคนที่ 2 สามารถเข้ามาร่วมได้ตลอดเวลาตอนไหนก็ได้ในเกม และไม่มีผลต่อเนื้อเรื่องหลักครับ

การเล่น Coop กันนั้นก็จะทำได้แทบจะทุกอย่างในเกม ตั้งแต่การจับโปเกม่อน ที่จะทำให้เราจับได้ง่ายขึ้นมากหากใช้ผู้เล่น 2 คนช่วยกันจับ วิธีการปาโปเกบอลไปให้โดนพร้อมๆกัน ก็จะเกิด Synchronize Throw ที่ประสานโปเกบอลเป็นหนึ่งเดียว แถมยังได้ EXP หลังจากจับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมอีกด้วย

บอกเลยว่า โกงมาก

นอกจากนี้ก็ยังสามารถทำการ Battle ร่วมกันได้อีกด้วยครับ นั้นหมายความว่าเราสามารถขี้โกง Gym Leader หรือ Trainer คนอื่นๆได้โดยใช้วิธี 2 รุม 1 อย่างกับเปิด Easy Mode กันเลยทีเดียว โดยผู้เล่นคนที่ 2 จะใช้โปเกม่อนร่วมกันในปาร์ตี้ของเรา และยังสามารถใช้ Item ต่างๆ ได้อีกด้วย ที่น่าเสียดายคือเราไม่สามารถ Battle กันเองได้ครับ


GO Park


เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ทำให้ผู้เล่น Pokemon GO อยากจะเล่นเกมนี้เลยล่ะครับ ในระบบนี้เราสามารถย้ายเอาโปเกม่อนของเราที่อยู่ในเกม Pokemon GO มาไว้ใน Pokemon Let’s Go ได้ผ่านการ Link Trade ครับ แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกตัวที่จะสามารถย้ายเข้ามาในเกมได้ ใน Pokemon GO นั้นตอนนี้มีโปเกม่อนมากถึง Gen 4 แล้ว แต่ใน Let’s Go นั้นอยู่ในเขต Kanto หรือ Gen 1 เท่านั้น แต่เราสามารถ Trade โปเกม่อนจาก Alola ที่จะนับจากว่าเป็น Gen 7 มาได้บางตัวครับ เช่น Muk, Rattata, Exeggutor, Sandslash ที่มีอยู่แล้วใน Gen 1 นั้นเอง

พอพูดถึงเรื่องการ Trade แล้ว ใน Pokemon Let’s Go นั้น เราสามารถเอาโปเกม่อนของเราไป Trade กับ NPC ตามเมืองต่างๆได้อีกด้วยครับ แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ใช่การ Trade แบบทั่วๆไป แต่เป็นการนำเอาโปเกม่อนดั้งเดิมไปแลกเปลี่ยนให้กลายเป็นโปเกม่อนจาก Alola อย่างที่ผมบอกไปข้างต้นครับ ยกตัวอย่างเช่น Sandslash ของ Kanto เป็นประเภท ดิน แต่ Sandslash ของ Alola กลับเป็นประเภท เหล็ก น้ำแข็ง แถมยังมี NPC จาก Alola ให้เราได้ Battle กันอีกด้วย

ใน Pokemon Let’s Go นั้นตัวเกมได้ตัดเอา Safari Zone ออกจากเกมไปเลยครับ แน่นอนว่ามันถูกแทนที่ด้วย GO Park นี่แหล่ะ นอกจากนั้นตู้ slot ก็ถูกถอดออกไปจากเกม เนื่องด้วยเหตุผลเกี่ยวกับการจัดเรทของตัวเกมครับ แต่ถ้าใครที่ต้องการอยากจะได้โปเกม่อน Polygon ก็ไม่ต้องห่วง เพราะในภาคนี้มีให้จับแบบง่ายๆเลยด้วย


Welcome to Kanto


ถ้าพูดถึง Graphics ใน Pokemon Let’s Go ส่วนตัวผมบอกตามตรงว่ารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย อาจจะเป็นเพราะว่าตัวผมเองคาดหวังเยอะเกินไป เนื่องจากว่าการที่เกมมาลงให้กับเครื่องอย่าง Nintedo Switch ที่สามารถรองรับเกมระดับ Skyrim, Wolfenstein ได้ ถ้า Pokemon เองจะมีกราฟฟิกที่สวยงามในรูปแบบของ Anime Style บ้างก็คงจะดี

แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ใน Pokemon Let’s Go เองนั้นก็ทำออกมาได้ดีมากๆ เลยทีเดียวครับ เอาแค่เรื่องแรกเลยก็คือ ในที่สุด Pokemon ก็ได้มาสัมผัสโลกของ Full HD กันจริงๆจังๆสักที บอกลากับภาพแตกๆ หรือรอยหยักตามตัวโปเกม่อนไปได้เลย เพราะงานนี้ทีมงานจัดเต็มเรื่องเก็บรายละเอียดเป็นอย่างดีทีเดียว นอกจากนี้ในด้านของแสง สี และเอฟเฟคต่างๆ ก็ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม

แต่ถึงแบบนั้นตัวเกมกลับไม่ได้มอบความรู้สึก “ว้าว” สักเท่าไรครับ ตรงนี้มันแตกต่างกับตอนที่ผมเล่นภาค Alpha Sapphire ใน 3DS ทั้งๆที่มันก็เป็นภาค Remake เหมือนกัน แต่มันกลับทำให้ผมรู้สึกว้าวมากกว่าในภาค Let’s Go ตรงนี้อาจจะเป็นเพราะว่าในเขต Kanto นั้นเดิมทีมันก็ไม่ค่อยมีอะไรให้น่าสนใจอยู่แล้ว เรียกได้ว่าของเก่ายังไง ของใหม่ก็อย่างนั้น แต่แค่ออกมาเป็น 3D เท่านั้นครับ

แล้วสรุปถ้าตัดสินเลยว่ากราฟฟิกใน Pokemon Let’s Go เนี่ยมันออกมาดีไหม ก็ต้องตอบว่าดีมากๆ ครับ แต่มันอาจจะดูไม่น่าตื่นเต้นสักเท่าไร ทั้งๆที่เป็นครั้งแรกที่ Pokemon ได้ออกมาดูโลก Full HD แล้วแท้ๆ หากผู้เล่นยังจำได้ ในภาค Sun, Moon กลับทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากกว่า อาจจะเป็นเพราะว่าการออกแบบฉาก และการเปลี่ยนมาใช้รูปแบบตัวละครที่โตขึ้นนั้นล่ะครับ ที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าเดิมๆ


Let’s Go Buy it


Pokemon Let’s Go ยังคงคอนเซ็ปเดิมเอาไว้ไม่เปลี่ยนแปลง เอาเข้าจริงกับระบบ Random Encounters ที่หายไป แฟนๆหลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่เอาเข้าจริงแล้วผมกลับคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ หลังจากที่ได้เล่นครับ การ Battle ก็ยังคงอยู่ต่อไปไม่ได้หายไปไหน แต่เราสามารถ Battle กับพวก Trainer ได้เท่านั้นเอง

ถ้าหากจะพูดถึงพวก Legendary หรือโปเกม่อนในตำนาน ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถเดิมเข้าไป แล้วก็โยน Master Ball ใส่ได้ง่ายๆนะครับ แน่นอนว่าก็ต้องมีสู้กันก่อนถึงจะจับได้เช่นกัน นอกจากนี้ก็จะมีโปเกม่อนบางตัวที่เมื่อเราเข้าไปหามันแล้ว เราจะต้องสู้ให้ชนะมันก่อนถึงจะจับได้ครับ

นอกจากนั้นแล้วการเก็บเลเวลของโปเกม่อนในทีมก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ ทำให้เราเก็บเลเวลได้ง่ายขึ้นมากๆ เพราะการจับโปเกม่อน 1 ตัว ก็มอบ EXP ให้กับทั้งทีมแบบไม่หารกันเลยทีเดียว เช่นถ้าได้ 1500 EXP ทั้งทีมก็จะได้ตัวละ 1500 EXP นั้นแหล่ะครับ ตรงนี้หลายๆคนอาจจะคิดว่ามันง่ายไปหน่อยไหม แต่สำหรับผมกลับมองว่ามันสะดวกขึ้นเยอะเลยนะ ทำให้เราประหยัดเวลาเล่นไปเยอะมาก

พูดถึงเรื่อง End Game Content กันบ้าง แน่นอนว่าหลังจากจบ Pokemon League แล้ว ก็เท่ากับว่าเกมที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้น ตัวเกมจะมีเนื้อเรื่องใหม่หลังจบเกมเข้ามา รวมไปถึงมีโปเกม่อนลับให้จับ และการมาของ Trainer ปริศนา แต่อย่างที่ผมบอกไปครับว่าการ Remake ครั้งนี้มันแทบจะยกทั้งต้นฉบับมาหมดเลย เพราะฉะนั้นใครที่อยากจะได้เจออะไรใหม่ๆ แบบที่ Alpha Sapphire เคยทำ ก็คงหาไม่ได้ในภาคนี้นะครับ


Pokemon Let’s Go เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดีของซีรี่ส์ Pokemon ครับ Nintendo เคยออกมาพูดว่ากำลังพัฒนาภาคใหม่ ที่จะนับเป็น Gen 8 แท้จริง สำหรับ Nintedo Switch อยู่ เพราะฉะนั้นใครที่คิดถึง หรือไม่เคยสัมผัส Pokemon มาก่อนเลย ภาคนี้จึงเป็นคำตอบที่ดีมากๆครับ ผมใช้เวลาเล่นไปทั้งหมด 40 ชั่วโมง โดยที่เข้าถึงทุก Content ของตัวเกม ก็ถือว่ายังน้อยไปนิดหน่อย แต่เชื่อผมเถอะ แค่เข้าเกมไปเล่นกับ Pikachu, Eevee มันก็คุ้มกับราคาแล้ว

ทิ้งท้ายไว้สำหรับคนที่สงสัย สุดท้ายแล้วในภาค Remake นั้น Mew ก็ไม่ได้อยู่ใต้รถบรรทุกอยู่ดี มีแต่ก็ Item Revive เท่านั้นครับ …

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!