Connect with us

Game Review

[รีวิวเกม] Resident Evil 2 Remake: ความลงตัวเพื่อมวลมหาประชาเกมเมอร์

Resident Evil 2 Remake

8.8

กราฟิก การออกแบบ

9.0/10

เกมเพลย์ ความสนุก

9.0/10

ความคุ้มน่ากลับมาเล่นซ้ำ

9.5/10

เนื้อเรื่อง

7.5/10

ึความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • การออกแบบที่คงเอกลักษณ์ฉบับเดิมผ่านการปรุงแต่งแบบสมัยใหม่ได้ดีมาก
  • มีความหลากหลายในการเล่นมาก ไม่น่าเบื่อ
  • กราฟิกที่สวยสยดสยองเหมาะกับบรรยากาศเกมมาก
  • การเชื้อเชิญให้กลับมาเล่นซ้ำทำได้ดี
  • ขยายความเป็นฉบับดั้งเดิมได้ลึกขึ้น น่าจดจำขึ้น

จุดสังเกต

  • เนื้่อเรื่องถูกบีบด้วยของเดิมเมื่อ 20 ปีก่อนทำให้เล่นอะไรใหม่ ๆ ยาก
  • ฉากการเล่นของทั้ง 2 ตัวละครไม่ได้ต่างกันขนาดที่บอกว่า 2 เส้นเรื่อง

เป็นเวลากว่า 20 ปี นับจากที่ Resident Evil 2 ฉบับดั้งเดิมซึ่งออกมาในปี 1998 ได้ออกมาอาละวาด ทั้งยังสานต่อแนวทางตำนานเกมที่ใช้ชื่อ Survival Horror จากเกม Resident Evil ปี 1996 และมีภาคต่อเรื่อยมา จนมาถึงการกำเนิดใหม่สำหรับ Resident Evil 2 Remake ที่มาภายใต้ RE Engine ที่พัฒนาด้านกราฟิกขึ้นอย่างมากประกอบกับรูปแบบการเล่นสไตล์เกมแอคชั่นยุคใหม่ จึงเป็นการกลับมาที่ทำให้ผู้เล่นเฝ้ารอมากที่สุดเกมหนึ่ง  โดยเกมฉบับใหม่นี้ก็มีหลาย ๆ อย่างเปลี่ยนไปอย่างมากสำหรับคนที่เล่นฉบับดั้งเดิมมา และก็เช่นกัน ด้วยชื่อเสียงและระบบที่เป็นมิตรกับผู้เล่นหน้าใหม่ จึงเป็นอีกเกมที่เชื้อเชิญผู้ที่ไม่เคยเล่นฉบับดั้งเดิมเข้ามาลิ้มลองอย่างมากมายเช่นกัน และที่สำคัญลงให้ทั้ง PC และคอนโซลยอดนิยมอย่าง PS4 และ Xbox ด้วย

ไม่พล่ามนานขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน เพราะความประทับใจในแต่ละส่วนที่อยากพูดค่อนข้างยาวเหมือนกัน

กราฟิก

ด้วยการมาถึงของเอ็นจิ้นเกมที่ Capcom พัฒนาขึ้นเองอย่าง RE Engine ก็ได้ยกระดับความสวยงามและความยืดหยุ่นในการพัฒนาเกมภายในบริษัทได้อย่างมาก ซึ่งเราเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ในเกมอย่าง Resident Evil 7 มาแล้ว ซึ่งตัวกราฟิกนั้นสามารถสร้างสภาพบรรยากาศที่ดูลึกลับมีความต่างของแสงเงา จนถึงรายละเอียดเท็กเจอร์ต่าง ๆ ที่เพิ่มความสยดสยองขึ้นได้มาก โดยเฉพาะชิ้นส่วนเนื้อและเลือด หรือซากศพนั้น เกินสมจริงจนน่าขนลุก เหมาะสุด ๆ กับแนวสยองขวัญสุดโหดราวกับได้ดูหนังกระท่อมร้างกลางป่าใน Evil Dead ก็ไม่ปาน นั่นยังรวมถึงโมเดลตัวละครต่าง ๆ ที่ดูสมจริงขึ้นมาก แต่ก็เป็นข้อสังเกตว่าโมเดลตัวละครฝรั่งนั้นออกฝรั่งจ๋าขึ้นเยอะ (ก็ตัวละครมันฝรั่งนี่!) แต่คือมันดูสมจริงแบบไม่ค่อยใส่แอปจีนแอปเกาหลีให้หล่อสวยสมัยนิยมเลย ซึ่งในตอน RE7 นั้นก็พูดยากเหมือนกันว่าเป็นสไตล์ของผู้พัฒนาเกมหรือเป็นผลของการใช้เอ็นจิ้นเกมกันแน่

ซึ่งใน RE2 Remake นี้ เมื่อเปลี่ยนฉากหลังจากบ้านป่ารกร้างมาสู่เมืองแร็กคูนซิตี้ ก็ทำให้เห็นชัดเจนว่าตัวเอนจิ้นเกมนั้นยังคงสามารถถ่ายทอดความสวยงามออกมาได้อย่างไม่มีที่ติ ทั้งรายละเอียดตึกอาคาร แสงเงา กองไฟที่ลุกโชนท่ามกลางซากปรักหักพังตามท้องถนน จนถึงภายในอาคารที่มีบรรยากาศแบบโถงเปิดโล่ง หรือทางเดินแคบ ๆ ไร้แสงไฟมีเพียงแสงกระพริบไหวฉายแสงมาเป็นพัก ๆ ก็ล้วนแต่คุมความสวยงามและความน่ากลัวไปได้พร้อมกัน

แต่ส่วนที่น่าเสียดายนิดหนึ่งในส่วนตัวแล้วคือ ตัวเกมไม่สามารถสร้างความรู้สึกความเป็นเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่ได้ดีนัก ภาพระยะไกลไม่ค่อยมีให้เห็น (กว้างสุดคือภาพเมนูเข้าเกมนั่นล่ะมั้ง) เรามักถูกจำกัดแคบอยู่ในวงของทางเดินที่บังคับเส้นตรงมาแล้ว ร้านรวงต่าง ๆ มีประดับไว้ประกอบฉากเฉย ๆ อย่างน่าเสียดาย แทนที่จะสามารถเข้าไปใช้วนหนีศัตรูได้บ้างก็ยังดี ซึ่งเอาจริง ๆ ฉากนอกอาคารก็มีอยู่ไม่กี่ช่วง และไม่ได้ใช้พื้นที่มากมายเท่าใดนักเลย ในขณะเดียวกันเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นเพียงความมืดเวิ้งว้างเป็นส่วนใหญ่ ทั้งที่น่าจะให้เห็นรายละเอียดเมืองที่วินาศสันตะโรเพิ่มความหลอนในการไร้ทางหนีจากเมืองนี้ได้มากกว่านี้ด้วย และอีกส่วนที่เป็นมาแต่ RE7 คือฉากที่มีความเละซากเนื้อประหลาดเกาะกองมาก ๆ มักมีเท็กเจอร์ที่ดูหยาบ ๆ อยู่บ้าง ซึ่งน่าจะเป็นข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ที่เล่นด้วย

และที่ตอบคำถามในใจที่ค้างคามาจากตอน RE7 ว่าถ้าเกมมีโมเดลตัวละครแบบไม่ฝรั่งจ๋ามันจะเป็นยังไง ก็ได้คำตอบในตัว เอด้า นั่นเองว่าก็ทำออกมาได้ลุคแบบเอเชียได้ดีเหมือนกัน สวยแบบดูมนุษย์ขึ้นมากกว่าการ์ตูน แต่ขณะเดียวกันก็เห็นความใส่ใจขนาดว่าคิ้วบางแบบสาวเอเชียตะวันออกไกลที่ต้องเขียนคิ้วขนาดนั้นเลยทีเดียว คือโมเดลตัวละครของเกมนี่คงแล้วแต่ชอบล่ะนะครับ ส่วนตัวคิดว่าตัวละครแบบไม่ห่วงหล่อห่วงสวยจะทำออกมาได้ค่อนข้างดีเลย อย่างนายตำรวจผิวสีหรือเจ้าของร้านปืนนั่นน่ะตุ๊กตาทองเลยนะ แต่พอเป็นตัวละครสวยหล่อจะมีอาการเล่นแข็ง ๆ ไม่ธรรมชาติอยู่บ้างในการทำสีหน้าแววตา ซึ่งบางคนไม่คิดแบบนี้และชอบก็เป็นไปได้เหมือนกัน

เกมเพลย์

เกมเพลย์ในภาคนี้ก็เป็นการผสมผสานรูปแบบการเล่นที่ผ่าน ๆ มาหลาย ๆ ภาคของแฟรนไชส์นั่นล่ะ โดยเป็นมุมกล้องเป็นมุมมองบุคคลที่สามแบบข้ามไหล่ที่เหมาะกับการควบคุมการเล่นแนวแอคชั่นยุคใหม่ เพื่อให้เล่นง่ายขึ้นกว่าแบบมุมกล้องวงจรปิด และได้ข้อดีในการช่วยในการสำรวจฉากและแก้ปริศนาต่าง ๆ ได้มีมิติมากขึ้น แต่ก็แลกมากับการเล็งยิงที่ต้องอาศัยทักษะที่มากขึ้นให้เข้าเป้า เชื่อว่ามีหลายคนมีปัญหากับการควบคุมเล็งแบบนี้ ยิ่งในเวลาจวนตัวที่มีเวลาเล็งเวลาคิดน้อยนี่เหวอเอาง่าย ๆ ซึ่งถ้าไม่ไหวจริง ๆ เกมก็มีระดับความยากแบบง่ายสุดที่มีโหมดช่วยเล็งอัตโนมัติอยู่เช่นกันนะ และถ้าคิดว่าระดับมาตรฐานมันง่ายไป เกมก็มีระดับโคตรยากที่กระอั่กเลือดมากขึ้นทั้งศัตรูและการจำกัดเซฟเข้ามากดดันให้เลือกอีก

ในขณะเดียวกันเกมก็คงความยากแบบเดิม ๆ ในแง่การบริหารจัดการทรัพยากรที่ต้องเก็บต้องแบกไปด้วย โดยระบบสล็อตเก็บของที่มีจำกัดจำเขี่ยเช่นเดิม เพิ่มความท้าทายในการคิดวางแผนก่อนการลุยโซโล่ในแต่ละรอบ เพื่อไปให้ถึงจุดเซฟและกล่องสมบัติสี่มิติของโดเรม่อนที่สามารถเชื่อมไอเท็มที่ฝากเก็บไว้ไม่ว่าจากจุดใดก็ได้ ซึ่งก็ช่วยให้ความยากของระบบสล็อตแบกของทุเลาลงบ้าง แต่ก็แลกมากับความเป็นเกมอุตสาหะที่ผู้เล่นอาจต้องวิ่งกลับไปกลับมาหลายรอบเพื่อเก็บไอเท็มในฉากแล้วเอามาฝากเก็บไว้ รอโอกาสใช้ ไม่ให้เปลืองสล็อตที่จะแบกอาวุธหลักพวกปืนชนิดต่าง ๆ  รวมถึงอาวุธรองอย่างระเบิดหรือมีดที่มีความจำเป็นช่วยให้รอดจากการถูกจู่โจมครั้งแรกได้ และแน่นอนพวกยาชนิดต่าง ๆ ที่มีมาถึง 3 แบบด้วยกันทั้งฟื้นฟูพลังชีวิต แก้สถานะพิษ และเป็นการ์ดป้องกันชั่วคราว

ยิ่งตัวเกมมีระบบการประสมของด้วยแล้วก็ทำให้ต้องพลิกแพลงในการเก็บของมากขึ้น ทั้งง่ายขึ้นอย่างสมุนไพรกับดินปืนที่ผสมกลายเป็นไอเท็มที่กินพื้นที่เท่าเดิมได้ และทำให้ยากขึ้นอย่างอาวุธที่เมื่อใส่อุปกรณ์เสริมจะกินพื้นที่การเก็บมากขึ้นเป็นต้น

และเมื่อตัวเกมจงใจให้ผู้เล่นต้องวิ่งกลับไปกลับมาอยู่บ่อยครั้ง ก็เพิ่มความหลอกหลอนตั้งแต่ระดับยากกลาง ๆ จนถึงยากมากเข้ามากดดัน ทั้งตัวซอมบี้ที่เดินโยกเยกส่ายหัวที่เป็นจุดอ่อนไปมาให้เล็งพลาด ซอมบี้ที่มีความอึดต่างกันทั้งบางตัวยิง 2-3 ทีก็ตาย แต่บางตัวยิงจนหมดแม็กถึงจะตาย และบางตัวนึกว่าตายไปแล้วพอวนกลับมาดันทะลึ่งฟื้นขึ้นมาเล่นเราได้อีก แถมซอมบี้ยังมีระยะการโผกัดเมื่อเข้าใกล้เราระดับหนึ่งด้วย เรียกว่ากดดันสุด ๆ นี่ยังรวมถึงซอมบี้ที่มักออกมาจู่โจมในจุดที่คิดไม่ถึงอย่างเปิดประตูแล้วป๊ะหน้าทันที หรือเวลาเดิน ๆ มืด ๆ อยู่ แล้วมีซอมบี้ที่นอนอยู่ก็กระโจนใส่ขาเราจนสเตตัสชีวิตขึ้นแดงก็มี

และความโหดขั้นยากขึ้นมาอีกนิด ก็ได้แก่พวกกลายพันธุ์อย่างลิกเกอร์ ที่ไวต่อเสียงและมีกรงเล็บคู่ใหญ่ที่ฟาดเราปางตายได้ แถมยังกระโดดเกาะผนังเกาะเพดานซุ่มจู่โจมเราได้อีก ซึ่งก็บังคับให้เราต้องเล่นแบบไม่ประมาททั้งกลยุทธการย่องผ่าน (ถ้าเห็นมันก่อน) หรือถ้าจะสู้ก็ต้องมั่นใจในกระสุนและประเภทอาวุธที่เรามีเพราะจะเจอกับศัตรูที่ไว หลบเก่ง แถมอึดพอประมาณเลยถ้าอาวุธเราไม่แรงพอ ในกลุ่มนี้ยังมีซอมบี้พืชที่มีวิธีฆ่าเฉพาะไม่งั้นจะฟื้นขึ้นมาซ้ำ ๆ และสัตว์ประหลาดในทางน้ำใต้ดินที่สามารถปล่อยตัวปรสิตเล็ก ๆ ออกมาจู่โจมได้อีก

และอาจต้องรวมถึงซอมบี้จระเข้ยักษ์ที่ต้องวิ่งหลบการจู่โจมให้ได้ และฉากตัวละครมนุษย์ที่ลักพาตัวหนูน้อยเชอร์รี่ซึ่งเราต้องควบคุมเชอร์รี่ซ่อนตัวให้พ้นการจับกุม ก็เป็นศัตรูอีกกลุ่มที่ต้องอาศัยเกมเพลย์แบบเฉพาะในการผ่านอีกด้วย และถ้าพูดถึงศัตรูที่ยากสุดก็คงไม่พ้นบอสอย่าง G ที่มีหลายร่าง และที่ทำเอาหัวร้อนได้มากสุดอย่าง Mr.X ที่เดินไล่ล่าเราอย่างกับคนเหล็ก ยิ่งจังหวะที่เฮียแกเดินไล่แล้วเราซวยไปเจอฝูงซอมบี้ดักหน้า หรือเจอลิกเกอร์เข้าแล้วล่ะก็..ยากบรรยาย

ในส่วนของตัวละครที่เราเลือกเล่นก็เพิ่มความหลากหลายในการเล่นเข้าไปอีก เพราะ ลีออน กับแคลร์นั้นจะมีอาวุธที่สามารถใช้ได้ต่างกัน ลีออนจะค่อนข้างเน้นสมดุล ในขณะที่แคลร์จะต้องเน้นจังหวะจะโคนมากขึ้นเนื่องจากอาวุธหลายชิ้นสร้างดาเมจได้มากจริง แต่จะเสียจังหวะในการเปลี่ยนกระสุนมากอยู่ ซึ่งผู้เล่นต้องศึกษารูปแบบการใช้อาวุธแต่ละชิ้นของตัวละครแต่ละตัวให้ดีด้วย นอกจากนี้เมื่อเล่นถึงจุดหนึ่งเราจะได้ควบคุมตัวละครอื่นในช่วงสั้น ๆ อย่าง เอด้า ที่ใช้รูปแบบการแฮ็กระบบเป็นหลัก หรือ เชอร์รี่ ที่จะไม่มีอาวุธแต่สามารถย่องซุ่มได้ ก็สร้างความไม่จำเจในการเล่นได้อย่างดี

การเล่นของเราจึงต้องมีความหลากหลายเปิดกว้าง ปรับตามหน้างาน สมกับชื่อ Survival Horror จริง ๆ ทั้งซุ่มเมื่อเจอศัตรูที่ยังไม่เห็นเรา หรือจะวิ่งหนีถ้าเห็นโอกาสรอดมากกว่า อาจจะเน้นป้องกันด้วยการเก็บไอเท็มแผ่นไม้มาบล็อกทางเข้ากันซอมบี้จากภายนอกมาเพิ่มจำนวน ส่วนการเลือกสู้ก็ยังต้องคิดในแง่การบริหารกระสุนและยาอีก จะเลือกสู้เท่าที่จำเป็น หรือพะบู๊เอาให้ราบเลย ก็ล้วนรองรับผู้เล่นหลากสไตล์ให้ยังสนุกอยู่กับเกมได้ ยังต้องกล่าวถึงการออกแบบศัตรูและฉาก รวมถึงปริศนากลไกต่าง ๆ ที่ท้าทายให้ผู้เล่นต้องพลิกแพลงการเล่นอยู่ตลอด ทำให้การผจญภัยนั้นไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย มีแต่ความลุ้นตลอดเวย์ว่าข้างหน้าตูจะเจออะไรฟระ ถ้าถามว่าหลังจากเล่นแล้วอะไรฝังหัวอยู่มากสุดคงเป็นเสียงเดินหนัก ๆ วนเวียนอยู่รอบ ๆ ของ Mr.X แบบไม่รู้มันจะอยู่ตรงไหนแล้ว, เสียงคำรามและรอยกรงเล็บที่ฟาดฟันอยู่ตามฉากทำให้รู้ว่าลิกเกอร์น่าจะซ่อนตัวอยู่ใกล้ ๆ และจังหวะที่ได้ควบคุมตัวละครเชอร์รี่ซึ่งไร้อาวุธในบ้านปิดเพื่อหนีการจับตัว ที่ให้ความรู้สึกหลอนลุ้นแบบตอนเล่น RE7 ช่วงต้นเลยทีเดียว

ความน่ากลับมาเล่นใหม่

ตรงนี้ถือเป็นจุดเด่นในการพัฒนาเกมนี้เลยก็ได้ เพราะมันมีการเชื้อเชิญผู้เล่นให้เล่นซ้ำได้มาก ตั้งแต่มีตัวละครให้เลือก 2 ตัว ที่จะมีเส้นเรื่องของตัวเอง การเลือกเล่นตัวใดก่อนอีกตัวก็มีผลต่อการเล่าเรื่อง แค่นี้ผู้เล่นที่อยากเห็นฉากสมบูรณ์ทั้งหมดของเกมก็ต้องเล่นกันถึง 4 รอบเข้าไปแล้ว และเมื่อเล่นจบก็ยังมีการเปิดโบนัสสเตจที่เป็นตัวละคร Hunk เข้ามาให้เล่นในโหมดที่มีของให้จำกัดและต้องฝ่าฝูงซอมบี้ออกจากเมืองให้ได้ในรวดเดียวด้วยเวลาที่น้อยที่สุดเพื่อเอาสถิติด้วย และเมื่อผ่านก็จะยังเปิดสเตจใหม่ของตัวละครอย่าง Tofu เจ้าเต้าหู้เอาฮาแต่แอบยากด้วยข้อจำกัดที่มากกว่าเดิมขึ้นมาอีก

พูดถึงสถิติการเล่นเร็วต้องย้อนกลับไปพูดอีกว่าเกมมีการจัดระดับคะแนนการจบจากเวลาการเล่นที่น้อยที่สุดด้วย ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมมีการอวดสปีดรันกันมากมาย ไม่ใช่เพราะเขารีบขายแผ่นมือสองกันแต่อย่างใด แต่ระดับของการจบในแต่ละความยากก็สร้างความท้าทายแล้วยังพ่วงไปถึงการปลดล็อกโบนัสต่าง ๆ อีกด้วย

และทาง Capcom เองก็ยังทำกิจกรรมต่อเนื่องเพื่อดึงผู้เล่นไว้ให้นานแสนนาน ทั้งการบันทึกค่าสถิติของเราไปอวดชาวโลกผ่านเว็บ www.residentevil.net ที่จะมีชาเลนจ์มาท้าผู้เล่นทุกอาทิตย์ ให้ชนะตามโจทย์ที่ตั้งไว้แล้วได้โทรฟี่เป็นเหรียญทองไว้อวดสรรพคุณ แต่ทั้งนี้ผู้เล่นต้องล็อกอินและยอมรับข้อตกลงในการให้ข้อมูลการเล่นก่อนด้วย และทางผู้พัฒนายังมีแผนปล่อย DLC ฟรีที่จะล่อให้ผู้เล่นกลับมาเล่นอีกอยู่ตลอด อย่างการเล่นเป็นคาแรกเตอร์ผู้ไม่รอดชีวิตที่ขยายรายละเอียดของ RE2 ได้ลึกได้น่าสนใจขึ้นด้วย ก็เชื่อว่าทางค่ายน่าจะมีอะไรแบบนี้มาดึงผู้เล่นให้ไม่ปล่อยขายแผ่นกันง่าย ๆ แน่ล่ะ

กลยุทธนี้ต้องบอกว่ายอดเยี่ยมจริง ๆ

เนื้อเรื่อง

มาพูดถึงส่วนสำคัญ แต่ดันชอบน้อยสุดเมื่อเทียบกับความว้าวในส่วนที่เล่ามาแต่ต้น ความเห็นส่วนตัวคือเหมาะกับคนที่อินกับเกมเดิมเสียมากกว่า เพราะจะรู้เรื่องราวหลักดีอยู่แล้ว ทั้งยังมีองค์ความรู้ในภาคประกบอย่าง 1 และ 3 มาด้วยทำให้มองข้ามความไม่สมเหตุสมผลมากมายได้ แล้วก็สนุกกับการเห็นรายละเอียดที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ลึกขึ้นหลายอย่าง เช่นเนื้อเรื่องเสริมสุดดราม่าของตัวประกอบเจ้าของร้านปืน ที่ขยี้ซะน้ำตาแตกได้เลย เป็นต้น นี่ยังมีเรื่องของอีสเตอร์เอ้กที่ให้แฟนพันธุ์แท้เกมซีรีส์นี้คอยมองหาตลอดฉากอีก คือเชื่อด้วยหัวใจเลยว่าแฟนเดิมต้องหลงรักเกมนี้อ่ะ

ในขณะที่มองแบบคนมาเล่นครั้งแรก แม้จะรู้อะไร ๆ มาบ้างแล้ว แต่ความอินมันจะไม่มากนัก โดยเฉพาะโมเม้นต์โรแมนติกระหว่างเอด้ากับลีออน ทำให้ถึงกับสบถเหมือนเวลาดูหนังรักที่ปูพื้นมาน้อยไปว่า มรึงไปรักกันตอนไหนฟร้า แต่นั่นล่ะ เชื่อว่ามันก็สมเหตุสมผลใต้เวลาการเล่าอันจำกัดของเกมกับเงื่อนไขเนื้อเรื่องเดิมอยู่แล้วด้วยนั่นล่ะ ซึ่งจริง ๆ มันก็ขยี้หลายจุดให้อินได้ด้วยคัทซีนที่อาจจะมากขึ้น แต่ก็อาจทำให้ผู้เล่นความอดทนต่ำรำคาญได้เหมือนกัน แต่คิดอีกทีถ้าเราวิ่งวนไปมาได้ขนาดนั้นดูคัทซีนยาวขึ้นอีกนิดจะเป็นไรไปนะ อันนี้ก็ความเห็นส่วนตัวนะครับ ความชอบคนเราไม่เหมือนกัน

โดยด้านเนื้อเรื่องนั้นก็มีเส้นเรื่องที่แตกต่างกันทั้งฝั่งลีออน และแคลร์ โดยฝั่งลีออนเป็นการมาทำงานในฐานะตำรวจใหม่วันแรก แต่ก็พบเจอกับวันโลกาพินาศเข้าเสียก่อน เขาบังเอิญเจอกับสาวน้อยแคลร์ซึ่งมาตามหาพี่ชายที่เป็นเจ้าหน้าที่เช่นกัน โดยทั้งคู่นัดให้ไปเจอที่สถานีตำรวจของเมืองแร็กคูนซิตี้เพื่อหลบภัยและค้นหาความจริงต่อไป ทว่าเขาก็พบว่าสถานีตำรวจขณะนี้ก็ไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัยอีกแล้ว เพราะเหล่าซอมบี้ได้บุกเข้ามาเรียบร้อย เขาต้องสำรวจพื้นที่และแก้ปริศนากับดักต่าง ๆ เพื่อออกจากเมืองนี้ และระหว่างนั้นก็ได้รับความช่วยเหลือจากสาวปริศนา เอด้า ที่อ้างตัวว่าเป็นเอฟบีไอที่มาสืบคดี ทั้งคู่จึงร่วมมือกันพบว่ามีแล็บใต้ดินที่เป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด

ในขณะที่ฝั่งแคลร์หลังจากแยกกับลีออน เธอก็พยายามเข้าไปในสถานีตำรวจทางอื่นและก็คล้ายกับลีออนเธอยังต้องแก้ปริศนาและวิ่งวนไปในการผจญภัยเหล่าซอมบี้เหมือนลีออน แต่เมื่อลงไปใต้ดินเธอกลับได้พบกับเด็กหญิงปริศนานามว่าเชอร์รี่แทน ซึ่งแคลร์พยายามปกป้องเชอร์รี่ให้หนีรอดออกไปด้วยกัน แต่ระหว่างนั้นเชอร์รี่ก็ถูกสารวัตรใหญ่จับตัวไปเพื่อต่อรองบางอย่างกับพ่อแม่ของเชอร์รี่ แคลร์จึงต้องออกไปช่วยและคลี่คลายเรื่องราวทั้งหมดว่าคืออะไรกันแน่

จริง ๆ เนื้อเรื่องกับการเฉลยเบื้องหลังก็แทบจะคล้าย ๆ กัน แต่มีรายละเอียดเส้นทางและเรื่องราวของตัวละครที่ไปประสบเจอต่างกัน คำไขปริศนาต่างกัน (แน่ล่ะ ไม่งั้นน่าเบื่อตายเลย) ซึ่งข้อน่าสังเกตคือแม้จะเป็นการเล่นแบบเปลี่ยนตัวละครในแบบ 2nd Run ที่เหมือนเนื้อเรื่องผูกติดกับเนื้อเรื่องตัวละครแรก ทว่าผลกระทบที่เกิดจากการเล่นครั้งแรกที่ส่งมาในการเล่นครั้งที่สองแทบไม่เห็นมี บางทีเหมือนเราเล่นครั้งแรกเสียด้วยซ้ำ ความเปลี่ยนแปลงหลักกลับเป็นเส้นทางบางส่วนที่เราไม่ต้องเล่น และฉากที่มีเฉพาะเนื้อเรื่องของตัวละครที่เราเจออย่าง เชอร์รี่ก็จะเป็นบ้านรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เป็นต้น และเหล่าคัทซีนเล่าเรื่องที่มีความต่างกันในแง่มุมการมองเห็นนั่นเอง ก็ไม่ได้แย่ แต่คาดหวังให้ดีกว่านี้ก็น่าจะได้เหมือนกัน สรุปเนื้อเรื่องเป็นส่วนที่รู้สึกว่าโอเคแต่ไม่ว้าวอะไรครับสำหรับการเล่นครั้งแรก เหมือนเอาใจเกมเมอร์ฉบับดั้งเดิมมากกว่า

สรุป

นี่เป็นเกมที่ถ้าคุณขึ้นชื่อว่าเป็นเกมเมอร์คนหนึ่ง ยิ่งเป็นคอแอคชั่นหรือเขย่าขวัญ คือต้องเล่นเลย แถมด้วยราคาคิดจากคุณภาพงานที่ได้ร่วมกับกิจกรรมแถมเพื่อดึงดูดการเล่นมากมายเช่นนี้ บอกเลยโคตรของโคตรคุ้มครับ เกมนี้คือเกมที่ออกแบบมาให้เหมาะกับผู้เล่นทุกแนวอยากบันเทิงก็บันเทิงได้ อยากเครียดก็เครียดได้ มีระดับยากง่ายและวิธีการเล่นที่ทำได้เหมาะกับทุกคนได้ และยังเป็นความยากที่คุณพึงใจท้าทายกำลังพอดีกับความต้องการด้วย สุดยอดสมควรแก่คำว่าเกมเล่นเดี่ยวเพื่อมวลมหาประชาชีจริง ๆ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Game Review

[REVIEW] Metro Exodus: โหดสัสรัสเซียกับทริปรถด่วนขบวนระทึก!

Published

on

Resident Evil 2 Remake

8.8

กราฟิก การออกแบบ

9.0/10

เกมเพลย์ ความสนุก

9.0/10

ความคุ้มน่ากลับมาเล่นซ้ำ

9.5/10

เนื้อเรื่อง

7.5/10

ึความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • การออกแบบที่คงเอกลักษณ์ฉบับเดิมผ่านการปรุงแต่งแบบสมัยใหม่ได้ดีมาก
  • มีความหลากหลายในการเล่นมาก ไม่น่าเบื่อ
  • กราฟิกที่สวยสยดสยองเหมาะกับบรรยากาศเกมมาก
  • การเชื้อเชิญให้กลับมาเล่นซ้ำทำได้ดี
  • ขยายความเป็นฉบับดั้งเดิมได้ลึกขึ้น น่าจดจำขึ้น

จุดสังเกต

  • เนื้่อเรื่องถูกบีบด้วยของเดิมเมื่อ 20 ปีก่อนทำให้เล่นอะไรใหม่ ๆ ยาก
  • ฉากการเล่นของทั้ง 2 ตัวละครไม่ได้ต่างกันขนาดที่บอกว่า 2 เส้นเรื่อง

ชื่อซีรี่ส์เกม Metro ถือว่าโด่งดังพอสมควรในหมู่แฟน FPS สายซาดิสก์ที่ชอบเสพย์เกมแนว Survival Horror แบบมืดหม่น ๆ เล่นยาก ๆ ให้ร้อง “อาห์” ออกมาเพราะความสะใจที่ตัวเองถูกทำร้าย อย่างไรก็ตาม เมื่อ Metro ล่วงเลยมาถึงภาคที่สาม มันกลับวางเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการพาแฟน ๆ ออกจากอุโมงค์อุดอู้ สู่โลกกว้างแห่งประเทศแม่รัสเซียในม้าเหล็กพลังไอน้ำ การผจญภัยที่ยิ่งใหญ่อลังการขึ้นจะส่งผลกระทบกับความมืดหม่นสิ้นหวังอันเป็นสเน่ห์ของซีรี่ส์หรือไม่? ความสยองพองเกล้าในความมืดนั้นสูญหายไปหมดแล้วรึเปล่า? ซึ่งขอตอบสั้น ๆ ตรงนี้เลยว่า “ไม่” ครับผม แถม Exodus ยังเต็มไปด้วยของใหม่ ๆ ที่มายกระดับเกม Metro ให้เด็ดขึ้นไปอีกขั้น ว่าแล้วก็นั่งรถไฟไปดูด้วยตาคุณเองเลยดีกว่า

*รีวิวเวอร์ชั่นพีซีนะครับผม

ขอเชิญพบกับ “Aurora“ รถไฟคันงามที่คุณต้องโดยสารไปตลอดเรื่อง

เสียง… รถด่วนขบวนสุดท้าย

เรื่องราวใน Metro Exodus เกิดขึ้นหลังจากตอนจบภาค Last Light ประมาณหนึ่งปี ซึ่งตั้งแต่ช่วงต้นเกม “Artyom” พระเอกของเราพร้อมภรรยาและพรรคพวก Ranger ดันจับพลัดจับผลูไปพบกับเหตุการณ์ตกกระไดพลอยโจร จนต้องชิ่งขึ้นรถไฟเพื่อเผ่นออกจากแดน Metro ในมอสโคว ออกเผชิญหน้ากับเรื่องราวการผจญภัยบทใหม่ที่กินเวลาเกือบ 20 ชั่วโมงในภาคนี้

เผยความลับและพบกับสิ่งไม่คาดฝันในประเทศรัสเซีย

โดยรวมแล้วเนื้อเรื่องของ Exodus ยังน่าสนใจไม่แพ้ภาคก่อน ๆ สาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะมันเปลี่ยนอารมณ์จากเรื่องราวการเอาชีวิตรอดในแดนใต้ดินแคบ ๆ มาเป็นการออกผจญภัยตามหาความหวังครั้งใหม่ในชีวิต ทำให้ผู้เล่นได้พบกับผู้คนใหม่ ๆ มากหน้าหลายตาทั้งที่เป็นมิตรและศัตรู ถึงแม้เส้นเรื่องจะค่อนข้างตรงไปตรงมา (ก็มันอยู่บนรางรถไฟนี่นา) และจุดหักมุมหลาย ๆ จุดก็คาดเดาได้ไม่ยาก แต่รูปแบบการเล่าเรื่องที่พาผู้เล่นมุ่งหน้าสู่ดินแดนใหม่เรื่อย ๆ ก็ทำให้เกมเมอร์อยากเล่นต่อไปไม่หยุดจนตาเป็นนกฮูก (ผมนี่แหละ) เพียงเพราะอยากรู้ว่าหนทางข้างหน้าจะมีอะไรให้ดูอีกหนอ

เหล่า Ranger แห่ง Spartan Order จะร่วมฟันฝ่าอันตรายไปกับคุณตลอดทาง

พระเอกพระนางตัวจริงของเนื้อเรื่องใน Exodus คือพลพรรคบนม้าเหล็กคันนี้ต่างหาก แต่ละคนต่างก็มีบุคลิกประจำตัวที่น่าจดจำและยังมีสเน่ห์ไม่ซ้ำใคร Anna คือสาวแกร่งที่คอยอยู่เคียงข้างพระเอกเสมอ Miller คือผู้นำหน่วย Ranger ที่แม้จะแข็งกระด้างแต่ก็รู้ผิดชอบชั่วดี Stepan คือยักษ์ใหญ่ใจดีดูแข็งนอกแต่นุ่มใน Sam คือ Ranger สายเลือดมะกันที่เป็นทั้งทหารชั้นเยี่ยมและกุ๊กให้กับทีม Idiot ชอบอ่านหนังสือปรัชญาขัดกับฉายาของตัวเอง

Anna ศรีภรรยาสุดเพอร์เฟกต์ของพระเอก (แต่อย่านอกใจนะเอ็ง เธอเป็นพลแม่นปืนมือหนึ่งของ Ranger นะเหวย)

แล้วยังมีมิตรและศัตรูหน้าใหม่ที่พานพบระหว่างทางอีกตรึม แต่ละคนก็มีบุคลิกของตัวเอง ที่สำคัญคือบทสนทนาที่พวกเขาคุยกันเองหรือคุยกับผู้เล่นต่างได้รับการรังสรรค์มาเป็นอย่างดี ดีจนบางทีอดสงสัยไม่ได้ว่านี่มันบทสนทนาในเกม RPG หรือเกม FPS กันแน่เนี่ย (เอาจริง ๆ ผมว่าดีกว่าในเกม RPG หลาย ๆ เกมอีกนะ) ยิ่งเล่นคุณก็จะยิ่งอยากเดินเอ้อระเหยไปฟังพวกเขาพูดอะไรไปเรื่อยด้วยความอยากรู้อยากเห็น นานไปคุณก็จะผูกพันกับก๊วนครอบครัวหัวรถจักรกลุ่มนี้ ได้รู้จักกับโลกอันโหดร้ายแห่งนี้ดีกว่าเดิมจากเรื่องเล่าของพวกเขา และที่สำคัญมันยังช่วยให้คุณยิ่งอินกับเกมมากขึ้นเพราะคุณจะอยากต่อสู้เพื่อพวกเขาจริง ๆ

ระวังจะยืนฟังเพลินจนลืมเล่นนะครับ

น่าแปลกที่บทดีขนาดนี้กลับต้องมาเจอกับปัญหาเรื่องเสียงพากย์ ไม่รู้ทำไมคนพากย์ตัวละครบางตัวนี่เสียงแข็งอย่างกับหินแกรนิต จนอดสงสัยไม่ได้ว่าทีมพัฒนา 4A เอาทีม Dev กับ Graphic มาพากย์กันเองเอามันส์รึเปล่า ซ้ำร้ายความตลกของเสียงพากย์ที่ว่านี้มันยิ่งเห็นเด่นชัดขึ้นเมื่อถูกคอมโบเข้ากับจังหวะการสนทนาแบบติด ๆ ขัด ๆ ตามสไตล์ Metro โชคดีที่ปัญหาเรื่องนี้แก้ได้ไม่ยากเกินไป เพียงแค่คุณเข้าไปปรับภาษาพูดในเกมให้เป็นภาษารัสเซียแล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้น เพราะพอฟังไม่รู้เรื่องก็ทำให้บอกยากว่าตกลงเสียงพากย์มันดีหรือกากกันแน่ แถมยังเข้ากับบรรยากาศในเรื่องมากกว่าเดิมด้วยนะ

โลกที่โดนนิวเคลียร์ถล่มก็ยังมีมุมสวยงามซ่อนอยู่นะ

ผจญภัยสุดมันส์ในแดนนิวเคลียร์สุดกว้างใหญ่

เกมการเล่นของ Exodus ยังคงเน้นการแบ่งรับแบ่งสู้ระหว่างเกมแอ็คชั่นยิงแหลกและลอบเร้นเก็บศัตรู คุณจะควงปืนขึ้นมากระหน่ำศัตรูทุกคนที่ขวางหน้าเลยก็ได้ แต่มันเปลืองลูกตะกั่วที่เป็นทรัพยากรหายากและยังทำให้คุณมีโอกาสเดี้ยงสูง ทางที่ฉลาดกว่าคือค่อย ๆ ลอบเร้นเก็บศัตรูทีละคน ซึ่งก็มีความท้าทายจากเรื่องการต้องมานั่งสังเกตเส้นทางเดินยามของศัตรูและต้องค่อย ๆ เล่นอย่างใจเย็น สไตล์เกมแบบนี้นี้ถือเป็นลายเซ็นของซีรี่ส์ Metro และมันได้รับการปรุงแต่งให้ดีกว่าเดิมจากองค์ประกอบใหม่ ๆ อันได้แก่ ระบบสร้างของใช้เอง แผนที่แบบเปิดกว้างในบางจุด และระบบกลางวันกลางคืนที่ต่างก็ส่งผลกระทบกับเกมการเล่น

ปืนผ้าหน้าไม้ ใช้แล้วก็ต้องดูแลรักษากันด้วยนะ

เนื่องจากภาคนี้ พระเอก Artyom ของเราต้องไปตายเอาดาบหน้าอยู่บ่อย ๆ ดังนั้นเกมจึงให้เขาสามารถใช้เศษเหล็กและสารเคมีที่เขาเก็บได้ระหว่างทางมาสร้างชุดปฐมพยาบาล ตัวกรองอากาศ หรือแม้แต่กระสุนปืนได้ นอกจากนี้เขายังสามารถปรับแต่งชิ้นส่วนปืนกระบอกต่าง ๆ ได้ตามชอบใจเพื่อรับกับสถานการณ์ตรงหน้า เช่น คุณอาจจะแต่งปืนลูกโม่ให้เป็นปืนซุ่มยิงก็ได้ หรือจะเปลี่ยนหน้าไม้ให้เป็นปืนกลกระสุนลูกดอกก็ตามใจ มีข้อแม้เดียวคือคุณต้องหาของแต่งปืนพวกนี้ให้พบซะก่อน จุดนี้ทำให้ Exodus เริ่มกลายพันธุ์เป็นเกม RPG มากขึ้น และกระตุ้นให้ผู้เล่นอยากออกสำรวจฉาก แต่ในขณะเดียวกันผู้เล่นก็ต้องคอยหักห้ามใจไม่ให้เถลไถลในฉากจนเกินไป เพราะเดี๋ยวกระสุนหมด อุปกรณ์ยังชีพเกลี้ยง หรือปืนเสียยิงไม่ออกแล้วจะซวย

ออกจากอุโมงค์อุดอู้มาสูดอากาศบริสุทธิ์ในอุทยานกันบ้าง

ว่ากันเรื่องฉาก ฉากใน Exodus หลากหลายยิ่งกว่าเอา Metro หนึ่งสองมารวมกันแล้วยกกำลังสองซะอีก จากเดิมที่ส่วนใหญ่ Artyom จะติดแหง็กอยู่ในอุโมงค์มืด ๆ อย่างเดียว คราวนี้เขาจะได้ออกผจญโลกกว้างในยุคหลังหายนะนิวเคลียร์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นที่รกร้างเปียกชื้นอันเต็มไปด้วยหนองบึง ทะเลทรายแห้งผากที่เหมือนหลุดออกมาจากหนัง Mad Max และเขตอุทยานเขียวชอุ่มอุดมไปด้วยต้นไม้หลากสีที่ตัดกับฉากอื่น ๆ ซะเหลือเกิน พื้นที่เหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นเหมือนแผนที่ Open-world ขนาดย่อมที่ให้เกมเมอร์เดินไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ ความหลากหลายของฉากต่าง ๆ ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดียิ่งช่วยให้โลกของเกมดูมีสเน่ห์และให้อารมณ์การผจญภัยจริง ๆ จนเกือบจะเทียบเท่าประสบการณ์การสำรวจเมือง City 17 ใน Half-Life 2 เป็นครั้งแรกเลยทีเดียวเชียว ส่วนใครที่คิดถึงฉากมืด ๆ แคบ ๆ ชื้น ๆ ก็ไม่ต้องน้อยใจ เพราะเกมมักจะมีเหตุให้ Artyom ต้องลงดันเจี้ยนใต้ดินอยู่เป็นนิจ แต่ละแห่งก็ขนความระทึกปนสยองมาแบบจัดเต็มซึ่งน่าจะถูกใจแฟนภาคก่อนนักแล

อุโมงค์มืด ๆ สยอง ๆ ก็ยังไม่หายไปไหนจ้ะ

นอกจากฉากแล้ว ศัตรูที่เกมเมอร์จะต้องเจอก็หลากแบบหลายสไตล์มากขึ้นด้วย มนุษย์วายร้ายก็มีหลายเผ่า แต่ละเผ่าก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่วนมิวแต้นท์ก็ขนกันมาทั้งโขลง ทั้งหน้าใหม่หน้าเก่า ขนาดย่อมเยาไปจนถึงตัวบอสก็วิ่งมาให้ยิงแบบไม่ซ้ำหน้า น้อยครั้งนักที่คุณจะได้เจออริหน้าเดิม ๆ หลังจากที่รถไฟของคุณเคลื่อนตัวไปสู่ดินแดนใหม่แล้ว

กราฟิกยังงามงดไม่เปลี่ยน แต่ระวังการ์ดจอละลายก็ดีนะ

กากนิวเคลียร์งาม ๆ

เกม Metro นั้นขึ้นชื่อเรื่องกราฟิกสุดเว่อร์วังอลังการจนทำให้เครื่องพีซีขาดใจตายมานักต่อนัก ซึ่งภาค Exodus ก็ยังรักษามาตรฐานเรื่องนี้เอาได้อย่างยอดเยี่ยม Exodus เวอร์ชั่นพีซีมีกราฟิกสวยงามมาก ๆ จนน่าทึ่ง เต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีภาพกราฟิกสารพัดเท่าที่ทีม 4A Games จะหาทางยัดเข้ามาได้ ทั้ง 4K, DirectX 12, Ray Tracing นี่มากันพร้อมหน้า พูดได้เต็มปากว่ามันเป็นเกมพีซีที่ภาพสวยที่สุดในตอนนี้ได้อย่างไร้ข้อกังขา และคาดว่า Exodus จะได้รับการแต่งตั้งเป็น “CRYSIS” ร่างใหม่ที่ใช้วัดความแรงของเครื่องพีซีอย่างแน่นอน แต่ใครที่ไม่ได้มีคอมเทพก็อย่างเพิ่งรีบช็อค เนื่องจากทีมพัฒนาเขาจูนกราฟิกเอนจิ้นออกมาเป็นอย่างดี แม้จะเป็นพีซีระดับกลางหรือระดับล่างก็สามารถเล่นเกมนี้ได้แบบลื่น ๆ ในกราฟิกระดับ Low และ Medium ซึ่งแค่นั้นก็สวยนิ้งเทียบเท่าเครื่อง PS4 และ Xbox One แล้ว

น่าเสียดายที่เกมเน้นโชว์ภาพกราฟิกอย่าง Exodus กลับมีตัวเลือกให้ปรับเอฟเฟกต์ต่าง ๆ ได้น้อยกว่าที่คิด โดยเกมแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ ๆ ให้เหลือแค่ความละเอียดภาพ คุณภาพเอฟเฟกต์ในภาพรวม และฟีเจอร์พิเศษสำหรับการ์ดจอ NVIDIA เท่านั้น ในจุดนี้ถ้าเกมมีหัวข้อ Advance ให้ผู้เล่นเข้าไปเลือกปรับเอฟเฟกต์ย่อย ๆ ได้เองคงจะดีมาก

ฉากยิงแหลกเอฟเฟกต์กระจายก็มีให้เห็นด้วย

ส่วนเสียงเอฟเฟกต์ในเกมนี้ก็เด็ดไม่น้อยหน้ากราฟิก ปืนแต่ละกระบอกฟังดูรุนแรงมีน้ำหนักจนน่าตกใจ เสียงคำรามของมิวแต้นท์รวมถึงเสียงก้าวเท้าที่ดังสะท้อนไปมาในเงามืดก็ฟังดูน่าขนลุกขนพองมาก ๆ ถ้าจะเล่นทั้งทีก็ใส่หูฟังหรือเล่นกับลำโพง 5.1 เถอะนะ แล้วจะอินสามบ้านแปดบ้าน

ในเงามืดแห่งนี้ มีบั๊กร้ายซ่อนอยู่

แมลง (บั๊ก) ร้ายกลายพันธุ์

สำหรับด้านเทคนิค เรียกได้ว่าเกม Metro Exodus เกลาออกมาได้ดีกว่าสองภาคที่แล้วมากทั้งที่เกมมีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่าตัว แม้กระนั้นก็ยังไม่วายมีบั๊กประหลาด ๆ ออกมาให้เห็นเป็นประปรายอยู่ดี โดยเฉพาะเรื่องโมเดลศัตรูที่ถูกยิงร่วงแล้วเอาหัวไม่ก็ขายื่นทะลุเข้าไปในกำแพง ถ้าไม่คิดมากบั๊กที่ว่านี้ก็ถือว่าขำ ๆ ดี ไม่ได้ร้ายแรงโลกแตกแต่อย่างใด

ถึงฉากนี้เมื่อไหร่ก็ระวังเรื่องไฟหน้ารถให้ดีละกันครับ

บั๊กสยองของ Exodus มักจะโผล่เข้ามาในจุดที่คุณไม่คาดคิดดั่งแมงมุมกลายพันธุ์ที่ดักซุ่มอยู่ในเงามืด บั๊กตัวแรกคือบั๊กไฟฉายเปิดไม่ติดที่เกิดขึ้นในช่วงที่เกมให้คุณขับรถไปไหนมาไหนได้ หลายคนอาจจะสงสัยว่าแค่เปิดไฟฉายไม่ได้นี่มันร้ายแรงตรงไหน? เรื่องของเรื่องคือมันจะมีด่านหนึ่งในช่วงนั้นที่คุณต้องใช้ไฟฉายเป็นอาวุธหลักในการต่อกรศัตรู ทีนี้พอไฟฉายมันเปิดไม่ได้ก็ชิบหายสิครับ เซฟล่าสุดก็ดันใกล้เกินไปจนแก้บั๊กไม่ได้ จะให้รีสตาร์ท Chapter ใหม่ก็ย้อนไปไกลเกือบสามสี่ชั่วโมง สิ่งที่ทำได้จึงมีแค่ทู่ซี้เล่นไปให้มันจบ ๆ ซึ่งนอกจากมันจะทำให้ด่านนั้นท้าทายขึ้น มันยังทำให้ความสนุกลดทอนลงด้วย ก็ได้แต่หวังว่าทีมพัฒนาจะรีบแก้บั๊กนี้ด่วน ๆ (ส่วนใครที่กลัวจะเจอสถานการณ์แบบนี้ก็อย่าลืม “ปิดไฟทุกครั้งเมื่อลงจากรถ” นะ) นอกจากนี้ยังมีบั๊กที่ทำให้ Artyom เด้งหลุดออกจากแผนที่ หรือกระโดดไปติดขาโต๊ะจนไปต่อไม่ได้ ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ต้องแก้ด้วยการโหลดเล่นใหม่ลูกเดียว เรียกได้ว่าแม้บั๊กในเกมนี้จะมีน้อยแต่ก็ต่อยหนักทั้งนั้น

เส้นทางรถไฟสายหฤโหดสุดประทับใจ

เส้นทางขรุขระอันน่าจดจำ

นอกจากเรื่องบั๊กร้าย Exodus ยังมีเรื่องน่าจุกจิกกวนใจอยู่อีก 2 -3 เรื่อง เรื่องแรกคือ AI ศัตรูที่เป็นมนุษย์นั้นค่อนข้างโง่พอสมควร ไม่แน่ใจว่าสมองพวกนั้นโดนกัมมันตภาพรังสีหรือเพราะยุคนั้นไม่มีหนังสือให้อ่านกันแน่ ที่แน่ ๆ คือมันทื่อและเดาทางง่ายมาก ทำให้การเล่นแบบซุ่มเงียบในเกมนี้ไม่สนุกเท่าที่ควร เมื่อบวกกับระบบซุ่มในเกมที่เก้ ๆ กัง ๆ ยิ่งทำให้ย่องไม่สนุกเข้าไปใหญ่ แต่ก็ต้องจำใจเล่นไปเพราะระบบวัดกรรมดีกรรมชั่ว (และความงกกระสุน) ของ Exodus บังคับทางอ้อม เรื่องที่สองการบังคับยานพาหนะในเกมทำออกมาแปลก ๆ พิกล โดยเฉพาะการบังคับเรือพายที่แย่ชนิดอยากจะเอาเท้ามาก่ายหน้าผากแล้วตะโกนว่า “Artyom เอ๋ย เอ็งพายเรือเป็นมั้ยเนี่ย!!?” ยังดีที่เกมไม่ได้มีฉากให้เราต้องขับนู่นขับนี่มากขนาดนั้น และเรื่องที่สามคือระบบเซฟในเกมที่มีแค่กด Quick save กับ Checkpoint อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเกมให้ผู้เล่นเลือกสล็อตเซฟเองได้ก็คงจะดี

แล้วพบกันใหม่นะพรรคพวก!

แต่ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้ก็ไม่สามารถบดบังรัศมีของ Metro Exodus ให้หมองลงไปได้เลย เนื่องจากความประทับใจจากส่วนอื่นของเกมชนะแบบกินขาด มันทั้งสวยงาม มาแรง ทั้งยังแน่วแน่ในจุดยืนของตัวเอง ประหนึ่งม้าเหล็กทรงพลังอันเป็นพาหนะหลักในเรื่อง องค์ประกอบทุกอย่างที่ประสานเกมนี้เข้าด้วยกันต่างได้รับการออกแบบมาอย่างประณีตเพื่อเอาใจคอเกม FPS ทุกสปีชี่ส์ ไม่ว่าจะเป็นสายเสพย์เนื้อเรื่อง สายเสพย์กราฟิก สายลุยดะ สายลอบเร้น สายเกมสยอง ฯลฯ และที่น่าทึ่งกว่านั้นคือองค์ประกอบเหล่านี้ผสมกันออกมาได้อย่างกลมกล่อมยิ่งนัก นาน ๆ ทีถึงจะมีเกม FPS ดี ๆ ระดับนี้ออกมาให้เห็นในวงการซักครั้ง ลองเปิดใจก้าวขึ้นสู่รถไฟตะลุยแดนนิวเคลียร์คันนี้ดู แล้วคุณจะได้รับประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงกลับมาเป็นของฝากแน่นอน

ย้อนรอยอ่านสรุปเรื่องราว Metro ภาคก่อนๆ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Game Review

[Review] Apex Legends อีกขั้นของเกม Battle Royale ที่จะมาสยบทุกกระแสที่ผ่านมา

Published

on

Resident Evil 2 Remake

8.8

กราฟิก การออกแบบ

9.0/10

เกมเพลย์ ความสนุก

9.0/10

ความคุ้มน่ากลับมาเล่นซ้ำ

9.5/10

เนื้อเรื่อง

7.5/10

ึความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • การออกแบบที่คงเอกลักษณ์ฉบับเดิมผ่านการปรุงแต่งแบบสมัยใหม่ได้ดีมาก
  • มีความหลากหลายในการเล่นมาก ไม่น่าเบื่อ
  • กราฟิกที่สวยสยดสยองเหมาะกับบรรยากาศเกมมาก
  • การเชื้อเชิญให้กลับมาเล่นซ้ำทำได้ดี
  • ขยายความเป็นฉบับดั้งเดิมได้ลึกขึ้น น่าจดจำขึ้น

จุดสังเกต

  • เนื้่อเรื่องถูกบีบด้วยของเดิมเมื่อ 20 ปีก่อนทำให้เล่นอะไรใหม่ ๆ ยาก
  • ฉากการเล่นของทั้ง 2 ตัวละครไม่ได้ต่างกันขนาดที่บอกว่า 2 เส้นเรื่อง

กระแสเกม Battle Royale นั้นยังคงแรงต่อเนื่อง หลังจากที่ดูเหมือนว่าจะหายๆกันไปบ้างในช่วงต้นๆปี 2019 และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่ามีหลายทีมหลายค่ายที่พยายามทำเกม BR ของตัวเองออกมา และก็มีหลายเกมเลยทีเดียว ที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมสักเท่าไรนัก โดยสองเกมผู้นำตลาดอย่าง Fortnite และ PUBG ที่ดูเหมือนว่าจะมียอดผู้เล่นลดลงเรื่อยๆ ผู้คนเริ่มที่จะเบื่อเกมแนวๆ BR อย่างเลี่ยงไม่ได้

แล้วจู่ๆ ก็มีเกมๆ นึงที่โผล่ออกมาเปิดให้เกมเมอร์สาย Battle Royale เล่นกันอย่างไม่ทันตั้งตัว ไม่มีแม้แต่การประกาศ โปรโมท หรืออะไรทั้งสิ้น มีเพียงแค่ข่าวหลุดมาก่อนหน้าวันเปิดตัว 1 วันเท่านั้น

ขอแนะนำให้รู้จัก Apex Legends เกมเดินหน้ายิงแนว Battle Royale โดยใช้ Setting โลกแบบเดียวกับ Titanfall แต่ตัดหุ่นยนต์และกระโดดสไลด์กำแพงออกไป ผลงานจาก Respawn Entertainment ผู้สร้าง Call of Duty Modern Warfare ตัวเกมมีแนวทางเป็นของตัวเองอย่างชัดเจน ด้วยการที่ผู้เล่นจะต้องเลือก Legend หรือ Hero ของตัวเองที่มีความสามารถไม่เหมือนกันเข้าไปสู้กับทีมอื่นๆที่ต้องบอกเลยว่ามันส์อย่างไม่น่าเชื่อ

Apex Legends นั้นได้รับความนิยมสูงมากการันตีด้วยยอดผู้เล่นทะลุ 25 ล้านคน และออนไลน์พร้อมกัน 2 ล้านคนด้วยกัน ตัวเกมเปิดให้เล่นทั้งใน PS4,Xbox One และ PC ในรูปแบบ FREE 2 PLAY พูดได้เต็มปากว่า นี่เป็นการเปิดตัวที่สวยงามที่สุดในบันดาลเกม Battle Royale ทั้งหมด ทั้งๆที่ไม่มีการโปรโมทอะไรเลยด้วยซ้ำ อยู่ดีๆ ก็โผล่มา ราวกับพายุที่จะมาพัดเกม BR เก่าๆ ให้หายไปเลยล่ะ บทนำจบเพียงเท่านี้ เราไปเข้ารีวิวกันให้ถึงเนื้อเลยดีกว่า


THE NEXT EVOLUTION OF BATTLE ROYALE


Apex Legends เป็นเกม FPS เดินหน้ายิงสไตล์ Battle Royale โดยถูกรวมอยู่ในจักรวาลเดียวกับ Titanfall แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้ขี่หุ่นยนต์ไล่ยิงกันแบบในเกมหลัก เกมนี้พื้นฐานแล้วยังคงมีความเป็น BR ดั้งเดิมอยู่บ้าง สิ่งที่แตกต่างไปเลยก็คือเกมนี้จะบังคับให้เล่นกันเป็นทีม 3 คน ไม่มีการ Solo, Duo โดยจะถูกแบ่งเป็น 20 ทีม รวมๆแล้วก็จะมีผู้เล่นทั้งหมด 60 คนต่อ 1 รอบ ถือว่าเป็นเกมแรกเลยที่บังคับให้ผู้เล่นจะต้องเล่นเป็นทีมเท่านั้น

ถึงแม้ว่า Core Gameplay นั้นก็คงเป็น Battle Royale เดิมๆก็ตาม ไล่ไปตั้งแต่การเลือกจุดกระโดด หาอาวุธชุดเกราะ วิ่งเข้าสู่ Safe Zone และอยู่รอดเป็นทีมสุดท้าย แต่ด้วยการที่ตัวเกมบังคับให้เล่นกันเป็นทีม มันจึงเกิดรูปแบบการเล่นใหม่ๆขึ้นมา และกลายเป็นเกมที่มีแนวทางของตัวเองไปไม่ซ้ำใคร แถมมันยังทำออกมาได้ดีโคตรๆอีกด้วยครับ

เชื่อว่าหลายๆคนก็น่าจะเคยเล่นเกม BR อื่นๆกันมาบ้างและรู้วิธีการเล่นของมันแล้ว เพราะฉะนั้นผมจะไม่ลงรายละเอียดลึกเกี่ยวกับพื้นฐานของเกม BR มากนัก แต่จะเน้นไปทีระบบหลักๆของ Apex กันเลย

ก่อนเริ่มเกม ผู้เล่นจะต้องทำการเลือกตัวละครกันก่อน โดยตัวละครพวกนี้จะมีสกิลความสามารถที่แตกต่างกันออกไป และแบ่งแยกสายอย่างชัดเจน ตรงนี้จะคล้ายๆ กับเกมอย่าง Overwatch ที่แต่ละตัวจะมีสกิลติดตัว สกิลใช้งาน และสกิลอัลติเมท โดย Apex เองก็ได้ลอกเอาระบบนั้นมาใช้แถบจะเหมือนกันเป๊ะเลยล่ะครับ โดยผู้เล่นในทีม 3 คนไม่สามารถใช้ตัวละครซ้ำกันได้ และไม่เกี่ยวกับผู้เล่นคนอื่นๆนอกทีม หมายความว่าเราอาจจะได้ตัวละครเหมือนกัน จากทีมอื่นๆนั้นเอง

และเมื่อเลือกตัวละครเสร็จแล้ว ก็ต้องถึงเวลากระโดดลงจุดกันแล้ว ผู้เล่นทั้งหมด 20 ทีมจะอยู่บนยานลำเดียวกัน และจะสามารถกระโดดลงตอนไหนก็ได้ โดยการกระโดดลงจุดนั้นจะต้องไปพร้อมกันทั้งทีม ตัวเกมจะทำการสุ่มเลือกผู้เล่นในทีมที่เป็น Jumpmaster ขึ้นมาหนึ่งคนที่จะเป็นผู้นำการกระโดดลงไปในจุดต่างๆพร้อมกันได้ คนที่ไม่ได้เป็น Jumpmaster ก็จะไม่สามารถบังคับอะไรได้ระหว่างการกระโดดครับ แต่ถึงแบบนั้น เราสามารถแยกตัวออกมาบังคับเองเดี่ยวๆได้เช่นกัน

เมื่อถึงพื้นแล้วแน่นอนว่าต้องหาอาวุธอุปกรณ์ทั้งหลาย โดยรวมแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับเกมอื่นๆเลย ผู้เล่นจะสามารถพกอาวุธได้ 2 กระบอกไม่จำกัดประเภท มีช่อง Quick Slot อยู่ 2 ช่อง หนึ่งคือช่องไอเท็มฟื้นฟู และอีกอันคือช่องไอเท็มพวกระเบิดต่างๆ สิ่งหนึ่งที่แตกต่างไปจากเกมอื่นๆก็คือพวกชุดเกราะ หมวก กระเป๋า รวมไปถึงของแต่งปืนต่างๆ ของพวกนี้มันมาเป็นรูปแบบ Level ที่แบ่งตามสีไปทั้งหมด 4 ระดับสี เทา ฟ้า ม่วง ทอง และยังมีไอเท็มป้องกันชนิดใหม่เพิ่มเข้ามาเรียกว่า Knockdown Shield ความสามารถคือขณะที่เรากำลัง Down อยู่นั้น เราสามารถยกโล่มาป้องกันกระสุนปืนได้นั้นเอง

แน่นอนว่าเกมอื่นๆมันก็มี Level ชุดเกราะ หมวกเช่นกัน แต่เกมนี้มันแตกต่างออกไปครับ ยกตัวอย่างเช่น กระเป๋าระดับทอง มันจะมี Buff พิเศษที่จะทำให้ผู้เล่นใช้ไอเท็มฟื้นฟูเร็วขึ้น 50% (โกงมาก) หรือ Knockdown Shield ระดับทอง ที่จะมีความสามารถพิเศษที่ขณะ Down อยู่นั้น เราสามารถ Revive หรือชุบตัวเองขึ้นมาขณะล้มได้เลยทันที แน่นอนว่าของระดับทองนั้นมันหายากมากๆ ยากจริงจังสุดๆ

ถ้าพูดถึงอาวุธปืนเองแล้ว เกมนี้เรียกได้ว่าแทบจะยกเอาปืนจาก Titanfall มาทั้งแผงเลยครับ เพิ่มเติมด้วยปืนใหม่ๆ ที่เป็นของ Apex เองก็มีเช่นกัน ทั้งปืนกลหนัก ปืนไรเฟลจูโจม สไนเปอร์ ปืนกลเบา ลูกซอง ปืนพก ก็มีให้เลือกใช้กันอย่างหลากหลาย ปืนแต่ละชนิดก็จะใช้กระสุนที่ไม่เหมือนกันเหมือนเกม BR เจ้าอื่นๆ รวมไปถึงพวกของแต่งปืนด้วยเช่นกันครับ

แต่เอาเข้าจริงแล้ว ถึงแม้ว่าปืนแต่ละกระบอกมันจะมี “คาแรคเตอร์” ของมันเองก็ตาม แต่ปืนบางกระบอกนั้นมันก็ไม่ค่อยมีประโยชน์สักเท่าไร เอามาพอใช้แก้ขัดก่อนที่จะเปลี่ยนปืนใหม่ได้ และชนิดปืนที่ผมคิดว่าค่อนข้างจะไม่มีประโยชน์ที่สุดในเกมนี้ ก็คือปืนสไนเปอร์ทั้งหลายนี่แหล่ะครับ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าสไนเปอร์นี่ไร้ประโยชน์ จริงๆมันก็มีประโยชน์อยู่พอสมควร แต่ด้วยการที่เกมนี้นั้นมี Gameplay ที่รวดเร็วมาก จนทำให้ไม่ค่อยได้ใช้สไนเปอร์ดวลระยะไกลกันแบบเกมอื่นๆ ด้วยการที่มันไม่ได้มี Damage ที่สูงสักเท่าไร แต่ถ้าใช้ซุ่มยิงไกลๆในขณะที่ทีมอื่นกำลังต่อสู้กันอยู่ มันก็พอใช้ได้เลยล่ะ

และปืนที่ผมคิดว่ามันมีอานุภาพสูงสุดในเกมนี้ ก็คือปืนลูกซองครับ เพราะถ้าเรามาดูปืนกลชนิดต่างๆ แน่นอนว่ามันใช้งานได้ทุกระยะเลยก็จริง แต่มันมีกระสุนในแม็กกาซีนที่น้อยมากๆ หากไม่มีของแต่งปืนล่ะก็ และในการต่อสู้ระยะใกล้นั้น ปืนลูกซองอย่าง Peacekeeper ที่สามารถฆ่าเป้าหมายได้ในนัดเดียว จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับใครหลายๆคน แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าปืนกลทำ Damage ได้น้อยนะครับ

เราสามารถหาปืนได้ตามตึกต่างๆในฉาก หรือจะหาจาก Supply Crate ที่มีอยู่ตามฉากก็ได้ Loot Rate ของเกมนี้นั้นจัดอยู่ในขั้นพอใช้ได้ ไม่เกลือมากจนเกินไป ปืนสไนเปอร์ทุกกระบอกสามารถหาได้ตามฉาก ยกเว้นอยู่ 1 กระบอกที่เป็นปืนโคตรแรร์ระดับทอง ที่จะได้จาก Supply Drop เท่านั้น รวมไปถึงปืนลูกซอง ที่สามารถทำ Damage Headshot ได้ รวมไปถึงพวกชุดเกราะระดับทองต่างๆ ที่สามารถหาได้จาก Supply Drop เช่นกัน


EVOLUTION OF GAMEPLAY


Apex Legends นั้นมี Gameplay ที่ค่อนข้างรวดเร็วอยู่มาก แต่ถ้าหากเราเอาไปเปรียบเทียบกับพวก Overwatch ,Unreal Tournament, นั้นก็ดูเหมือนว่าจะเร็วเกินไปสักหน่อย ตัวเกมค่อนข้างให้อารมณ์เหมือนกับ Titanfall เลยนั้นแหล่ะครับ แต่เพียงแค่ว่าเราจะไม่สามารถไต่กำแพงวิ่งได้นั้นเอง หรือลองนึกถึงเกมอย่าง Halo และ Black Ops 4 ที่มี Gameplay ที่รวดเร็วกว่าเดิมนิดหน่อย นั้นแหล่ะครับคือ Apex Legends

ตัวเกมเองนั้นมันไม่ได้ออกแนวอนาคตไซไฟ ที่ใช้ปืนเลเซอร์ยิงกันอย่างพวก Overwatch แต่มันก็ยังคงเป็นปืนปกติที่รูปร่างออกจะเวอร์ๆ หน่อยเท่านั้นครับ หมายความว่าตัวเกมยังมีเรื่อง Recoil, Bullet Drop เข้ามาเกี่ยวด้วยเช่นกัน และขอบอกเลยว่าปืนในเกมนี้ไม่ได้ยิงง่ายๆเหมือนพวก Call of Duty แน่นอน

การบังคับตัวละครของผู้เล่นที่ถูกออกแบบมาได้ดี เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วว่องไวตามใจชอบ สามารถสไลด์กับพื้นพร้อมๆกับยิงไปด้วยกันได้ และที่สำคัญเลยคือกระโดดตกจากที่สูงแค่ไหน ก็ไม่เป็นไรครับ งานนี้บอกเลยว่างาน Action นั้นจัดเต็มมากๆ เพิ่มเติมด้วยสกิลของตัวละครแต่ละตัวที่จะสร้างสีสันตลอดการเล่นได้อย่างไม่รู้เบื่อเลยทีเดียว

ว่าด้วยเรื่องสกิล อย่างที่ผมได้บอกไปว่าตัวละครทุกๆตัวมีสกิลที่ไม่เหมือนกัน ตอนนี้ตัวเกมเบื้องต้นมีตัวละครมาให้เลือกทั้งหมด 8 ตัว เช่นผมจะยกตัวอย่างตัว Lifeline ที่จะมีสกิลติดตัวในการ Revive เพื่อนเร็วขึ้นขณะใช้โล่ป้องกัน และสามารถใช้ไอเท็มฟื้นฟูได้เร็วกว่าชาวบ้านเขา 25% และมีสกิลกดใช้ โดยการเรียก Drone ออกมาคอยฮีลให้เพื่อนๆ มีอัลดิเมทที่สามารถเรียก Supply Drop ที่จะมีไอเท็มป้องกันระดับสูงมาให้ใช้ครับ

หรือจะเป็นตัวที่ผมชอบที่สุดอย่าง Wraith ที่จะมีความสามารถติดตัวอย่าง Voices from the Void ที่ผู้เล่นจะได้ยินเสียงเตือนหากศัตรูอยู่ใกล้ๆตัว และมีสกิลกดใช้ โดยจะทำการหายตัวไปในอีกมิติหนึ่ง โดยทั้งตัวเราและศัตรูก็จะต่างคนต่างมองไม่เห็นกันและกัน ก่อนที่จะโผล่มาในมิติเดิม และมีอัลติเมทสุดล้ำ อย่างการสร้างประตูมิติที่จะเชื่อมจากอีกจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้ คล้ายๆกับจุด Teleport ไปมา ที่จะสร้างความได้เปรียบ และกับดักให้ศัตรูได้เป็นอย่างดี

ทั้งหมดนี้ก็แค่น้ำจิ้ม เพราะผมได้บอกไปแล้วว่าตัวเกมมีตัวละครให้เลือกถึง 8 ตัว แถมยังมีแผนจะ Update เพิ่มตัวละครใหม่ๆเข้าไปในอนาคตอีกด้วย

เรื่องที่หลายๆคนที่ยังไม่ได้เล่นกังวล ก็คงจะเป็นเรื่อง “ความสมดุล” และ “Meta” ของตัวเกม ที่ประมาณว่า 1 ทีมจะต้องมีตัวนี้ๆ เอาเข้าจริงแล้วมันก็อาจจะมีส่วนแน่ๆแหล่ะครับ แต่นั้นมันขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้เล่นเองเสียมากกว่า เพราะเอาเข้าจริงแล้วสกิลพวกนี้มันก็เหมือนเป็น “ตัวช่วย” ให้กับผู้เล่นเองมากกว่าเป็นอาวุธหลัก เพราะอย่าลืมว่าอาวุธหลักของเราก็คือปืนที่ถืออยู่ที่จะเป็นตัวตัดสินแพ้ชนะ แถมสกิลพวกนี้ยังสร้างสีสันในการเล่นได้ดีเลยด้วยล่ะ

อีกหนึ่งจุดที่ผมไม่ได้บอกไปในตอนแรก ก็คือเรื่องชุดเกราะ และอุปกรณ์ฟื้นฟูทั้งหลายนั้นแหละครับ ชุดเกราะในเกมนี้จะมีระดับที่แตกต่างกันไป โดยมันจะมี Point บอกเลยว่าชุดเกราะระดับนี้สามารถป้องกัน Damage ได้กี่หน่วย ถ้าหากเราถูกยิงจนชุดเกราะพัง เราก็สามารถใช้ไอเท็มฟื้นฟูพลังของชุดเกราะได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเกราะใหม่ครับ

ยกตัวอย่างเช่นผมใช้ชุดเกราะระดับม่วงอยู่ และถูกยิงจนพลังของชุดเกราะหมด ไม่สามารถป้องกันได้ ผมก็สามารถใช้ไอเท็มฟื้นฟูพลังชุดเกราะที่มีอยู่ตามฉากค่อยๆเพิ่มพลังให้เกราะกลับมาเต็ม 100 เหมือนเดิมทั้งๆที่ไม่ต้องเปลี่ยนชุดเกราะใหม่นั้นเอง และยังคงเป็นระดับม่วงอยู่เหมือนเดิมด้วย และที่น่าสนใจไปกว่าก็คือหมวกภายในเกมนี้ ที่ขอแค่มีใส่ก็ป้องกัน Headshot ได้แล้ว ไม่ต้องคอยมาไล่เปลี่ยนหมวกกันให้เหนื่อย เพราะมันรวมอยู่ในค่าพลังชุดเกราะแล้วครับ

เราสามารถใช้ไอเท็มฟื้นฟูได้ โดยการกดปุ่มๆเดียวบนจอยหรือคียบอร์ด เท่านี้ก็จะใช้แล้ว และถ้าอยากเปลี่ยนของที่ใช้ ก็แค่กดปุ่มข้างไว้ แล้วหันอนาล็อค หรือเมาส์เลือกเอาก็เป็นอันเสร็จ นั้นรวมไปถึงระเบิดชนิดต่างๆด้วย ตรงจุดนี้ถือว่าทำมาได้ดีมาก เพราะไม่จำเป็นต้องกดเปิดหน้าช่องเก็บของเพื่อ Heal เลย อีกทั้งยังทำให้ Gameplay นั้นไหลลื่น และรวดเร็วกว่าเดิมด้วยครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่ถือว่าน่าสนใจมากๆ นั้นก็คือ “การชุบชีวิตเพื่อนที่ตายไปแล้ว” นั้นเองครับ ในเกม BR เกมอื่นๆ หากมีเพื่อนตายระหว่างรอบ ก็คงทำอะไรไม่ได้และนั่งดูเพื่อนเล่นยันจบ แต่ใน Apex Legends นั้น เราสามารถไปชุบชีวิตเพื่อนที่ตายได้ โดยการไปที่กล่องศพของเพื่อน ทำการเก็บ Data Chip มาและเอาไปใส่ที่ Spawn Beacon ที่มีอยู่ตามฉาก และทันใดนั้นเพื่อนที่ตายก็จะเกิดใหม่ กระโดดลงมาจากยานขนส่ง และกลับเข้าสู่เกมพร้อมลุยกันอีกครั้งทันที !!

เรื่องการสื่อสารระหว่างเพื่อนรวมทีมนั้น ถือว่าเป็นหัวใจหลักของเกมแนวนี้เลยก็ว่าได้ ใน Apex Legends เองนั้น ตัวเกมมันได้ยกระดับการสื่อสารกันในทีมไปอีกขั้นของวงการเกมไม่ใช่แค่แนว BR เลยทีเดียว ผู้เล่นสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ง่ายๆโดยการกด “PING” ใส่ฉากนั้นแหล่ะครับ

โดยการ PING ของเกมนี้มันออกแบบมาได้ดีมากๆ ผู้เล่นสามารถบอกต่ำแหน่งศัตรู หรือบอกจุดกระโดด บอกว่าตรงนี้มีไอเท็มนี้อยู่ และอื่นๆอีกมากมายได้โดยกดเพียงแค่ปุ่มเดียว มันสะดวกมากๆ จนแถบไม่จำเป็นต้องใช้การสื่อสารผ่านไมค์เลย เพราะตัวละครของเราก็จะพูดแทนเราหมด ตรงนี้ถือว่าทีมงานทำการบ้านมาดีมาก เมื่อรู้ว่าเกมของตัวเองบังคับเล่น 3 คน ก็เลยออกแบบระบบการสื่อสารระหว่างเพื่อนร่วมอีกที่ยอดเยี่ยมได้ขนาดนี้

ในปัจจุบันวงการเกมนั้น เรื่องของ Loot Box และ Microtransaction ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติที่เกมเมอร์พากันไม่ชอบ แต่ก็มีอยู่หลายเกมที่มีระบบนี้ และออกแบบมาได้ดี ไม่น่าเกลียดมากจนเกินไป Apex Legends เองก็มีระบบนี้เช่นกันครับ ทั้งบรรดาล Skin ทั้งหลาย และของแต่งอื่นๆอีกมากมายที่มาอยู่ใน Loot Box โดยมีอัตราสุ่มได้ชัดเจน และมีไอเท็มรายวันที่จะสุ่มขายไปเรื่อยๆ แบบ Fortnite โดยต้องใช้เงินในเกมชื้อ หรือใช้เงินจริงชื้อ

ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ทั้งหมดมันก็มีผลทางใจสำหรับตัวผู้เล่นเองนั้นแหล่ะครับ หรือจะเรียกว่าแฟชั่น Loot Box ก็ได้ ระบบการปลดล็อค Skin นั้นเหมือนกับ Overwatch เลย เมื่อผู้เล่น Level Up ก็ได้จะ 1 Loot Box มาเปิดลุ้น Skin หรือลุ้นแต้ม Crafting Metals ที่จะเอาไปปลดล็อค Skin ที่ตัวเองต้องการได้ โดยแต้มนี้สามารถได้จาก Loot Box เท่านั้น ใช้เงินจริงชื้อแต้มไม่ได้ครับ (แต่ก็ใช้เงินจริงชื้อ Loot Box อยู่ดี)


Graphics & Performance


Apex Legends ขับเคลื่อนโดย Source Engine ตัวเดียวกับ Titanfall หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้จักเจ้า Source Engine แต่ถ้าผมบอกว่ามันเป็น Engine ตัวเดียวกับ CSGO, Dota 2, L4D ละก็ อาจจะร้องอ้อกันก็ได้ แต่ Source Engine ของทีม Respawn นั้นเป็นเวอร์ชั่น Heavily Modified ที่ปรับปรุงและรีดเอาความสามารถของมันออกมาให้ถึงขีดสุด ผลที่ออกมาคือเกมที่สามารถทำกราฟิกได้สวยงาม มีฟิสิกส์ที่สมจริง และไม่กินสเป็คคอมพิวเตอร์ครับ

บรรยากาศภายในเกมนั้นสามารถทำออกมาได้สวยงาม ส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันสวยกว่า Titanfall 2 อีก โมเดลตัวละครที่ทำออกมาได้ดูดี อนิเมชั่นการเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลจนรู้สึกได้ เอฟเฟกระเบิด ควัน ปืน สกิลต่างๆที่จัดเต็ม และไม่รกตามากจนเกินไป เหมาะสำหรับเป็นเกมที่จัดแข่งขันได้ดี และที่เหนือไปกว่านั้นก็คือการ Optimize ตัวเกมที่ทำออกมาได้ดีมากๆ ไม่จำเป็นต้องใช้สเป็คเครื่องที่สูงมาก ก็สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล เพราะตัวเกมจัดการทรัพยากรมาได้ดีมากครับ

ตัวเกมที่ผมใช้รีวิวในครั้งนี้เป็นเวอร์ชั่น PC แน่นอนว่าผมได้ปรับกราฟิกไปอยู่ในระดับสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอเล่นจริงก็พบว่าตัวเกมทำ Frame Rate ออกมาได้น่าประทับใจ สูงสุดถึง 140 และต่ำสุดที่ 56 (ขณะ Streaming) แต่โดยรวมแล้วจะอยู่ที่ช่วง 70-90 ครับ ผมได้ใช้ Monitor 75hz Freesync ด้วย ภาพที่ออกมานั้นลื่นไหลมาก สมกับเป็นเกมระดับ AAA ได้เลยทีเดียว ทั้งหมดนี้รันโดย GTX 1070Ti และ Ryzen 5 1600 ครับ

แน่นอนว่าผมเองก็ไม่พลาดที่จะทดสอบความสามารถบนเครื่อง Console สุดฮิตในบ้านเราอย่าง Playstation 4 เองเช่นกัน โดยเครื่องที่ผมใช้เป็นเครื่องรุ่นแรก (ไม่ใช่ Slim) โดยผลที่ออกมาก็น่าประทับใจ ตัวเกมรันที่ 60FPS ตลอดเวลา มีตกไปเหลือต่ำสุดที่ 55 บ้าง แต่เท่านี้ถือว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ ไม่ว่าจะเป็น Gameplay ที่รวดเร็ว หรือมีฉากที่กว้างแค่ไหน ก็เล่นได้ไหลลื่นสบายๆ (ไม่เหมือน PUBๆ อะไรสักอย่าง)

เรื่องที่น่าติก็คือตัวเลือก Anti-Aliasing ที่มีให้เลือกเพียงแค่ TSAA อย่างเดียวเท่านั้น แถมยังปรับ Depth of Field และ Motion Blur ไม่ได้ (ต้องตามไปแก้ในไฟล์ txt )

ปัญหาเรื่อง Hacker เองก็น่าจะเป็นเรื่องที่หลายๆคนให้ความสนใจ สำหรับ Apex Legends นั้นตัวเกมเลือกใช้ Easy Anti-Cheat (EAC) เป็นกำแพงในครั้งนี้ครับ โดยเจ้า EAC นี้ถูกใช้บ่อยๆ ในเกมออนไลน์ต่างๆ และพักหลังๆ ก็ถูกใช้ในเกมของ Ubisoft เองด้วย (ยกเว้น R6 ที่ใช้ Battle Eye) ถ้าหากถามถึงความสามารถในการป้องกันแล้ว ก็ต้องพูดกันตามตรงว่าผมไม่ค่อยมั่นใจเจ้า EAC นี่เลย แต่จากที่เล่นๆ มา ผมยังไม่เคยได้เจอกับพวก Hacker เลยสักครั้ง (เวอร์ชั่น PC)


สรุป


Apex Legends นั้นเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมมากในหลายๆ ด้าน ทั้งระบบการเล่น และการจัดการตัวละครที่ออกแบบมาได้ดี เหมาะสำหรับเกมเมอร์ทุกคนที่ชอบความมันส์ในสนามต่อสู้ขนาดใหญ่ โดยเน้นการเล่นแบบ Teamwork ส่วนตัวแล้วผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นเกม Squad-Based Shooter ที่มีแผนที่ใหญ่ๆ มากกว่าเป็นเกม Battle Royale เสียมากกว่า เพราะมันบังคับให้เล่นทีมเป็น 3 คนนี่แหล่ะ เรื่องที่น่าจะติ สำหรับตอนนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าจะติมันในด้านในไหนดี

แต่ที่เห็นชัดๆเลยก็คือกราฟฟิกที่อาจจะดูไม่ค่อยสวยงามแลตกยุคไปบ้าง และความไม่สมดุลกันระหว่างปืนบางชนิด เช่นทุกวันนี้มีคนเลือกใช้ Shotgun มากยิ่งกว่า SMG เสียอีก ทำให้รูปแบบการเล่นมันค่อนข้างจะถูกจำกัดอยู่เล็กน้อย เพราะยังไงสุดท้ายแล้วการใช้อาวุธชนิดนี้ มันก็มีประสิทธิภาพมากที่สุดอยู่ดีครับ

อย่างไรก็ตาม Apex Legends ก็จะเป็นอีกหนึ่งเกมที่ต้องประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงแน่นอน การันตีจากยอดผู้เล่นสูงสุดที่ออนไลน์พร้อมกันถึง 2 ล้านคน จำนวนยอดคนดูใน twitch ที่พุ่งทะยานฟ้า และคาดว่าเกมนี้น่าจะสร้างรายได้ให้กับ EA เป็นอย่างงาม แน่นอนว่าตัวผมเองก็จะเล่นและสนับสนุนมันต่อไป ตราบใดที่ Rainbow Six Siege ยังคงทำให้ผมหัวร้อนอยู่ตลอดทุกๆ Season ครับ

Apex Legends นั้นเปิดให้บริการในรูปแบบ Free 2 Play ทั้งสามแพลตฟอร์ม PS4, Xbox One และ PC Origin แล้วเจอกันในเกมครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Game Review

[Review] God Eater 3 เมื่อถูกพระเจ้าทอดทิ้ง เหล่ามนุษย์จึงต้องร่วมกันต่อสู้เพื่ออยู่รอด !!

Published

on

Resident Evil 2 Remake

8.8

กราฟิก การออกแบบ

9.0/10

เกมเพลย์ ความสนุก

9.0/10

ความคุ้มน่ากลับมาเล่นซ้ำ

9.5/10

เนื้อเรื่อง

7.5/10

ึความคุ้มค่า

9.0/10

จุดเด่น

  • การออกแบบที่คงเอกลักษณ์ฉบับเดิมผ่านการปรุงแต่งแบบสมัยใหม่ได้ดีมาก
  • มีความหลากหลายในการเล่นมาก ไม่น่าเบื่อ
  • กราฟิกที่สวยสยดสยองเหมาะกับบรรยากาศเกมมาก
  • การเชื้อเชิญให้กลับมาเล่นซ้ำทำได้ดี
  • ขยายความเป็นฉบับดั้งเดิมได้ลึกขึ้น น่าจดจำขึ้น

จุดสังเกต

  • เนื้่อเรื่องถูกบีบด้วยของเดิมเมื่อ 20 ปีก่อนทำให้เล่นอะไรใหม่ ๆ ยาก
  • ฉากการเล่นของทั้ง 2 ตัวละครไม่ได้ต่างกันขนาดที่บอกว่า 2 เส้นเรื่อง

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน หลังจากที่หายหน้าหายตากันไปนาน เนื่องจากว่าตัวผมติดภาระกิจที่ไต้หวัน กับงาน Taipei Game Show 2019 ที่ผ่านมา ทำให้ไม่มีเวลามารีวิวเกมใหม่ๆ ที่ออกช่วงปลายเดือนมกราคมนี้เลย และมาเริ่มต้นเดือนกุมภาพันธ์นั้นก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน นำทัพโดย Jump Force, Metro Exodus, Far Cry: New Dawn, Anthem

และแน่นอน God Eater 3 ที่จะทำให้เหล่านักล่าอารากามิต้องไม่ว่างกันอีกครั้ง และการมาครั้งนี้ของ God Eater ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ตัวเกมจะถูกพัฒนาลงให้กลับเครื่อง Next Gen อย่างจริงๆ จังๆ เสียที หลังจากที่ภาคเก่าๆ นั้นเป็นการ Port มาจากเครื่องพกพาอย่าง PS Vita ครับ

God Eater นั้นเป็นเกมแนว Action RPG สไตล์ Hunting , Grinding โดยมีรูปแบบการเล่นคล้ายๆ กับเกมอย่าง Monster Hunter โดย Gameplay หลักๆ ก็หนีไม่พ้นการล่ามอนสเตอร์เพื่อหาวัตถุดิบมาสร้างอาวุธและชุดเกราะ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวละคร โดยจุดเด่นของเกมแนวนี้ก็คือระดับความยาก ที่ผู้เล่นไม่สามารถรัวปุ่ม Action รัวๆ ใส่มอนสเตอร์ได้ แต่ผู้เล่นจะต้องรู้จักการจับจังหวะ เรียนรู้แพทเทิร์นของศัตรู และการทำคอมโบ

โดยจุดเด่นของ God Eater นั้นจะอยู่ที่ระบบ Burst และอาวุธปืน ที่เรียกได้ว่าเป็นจุดแข็งของซีรี่ส์นี้เลยก็ว่าได้ การใช้อาวุธปืนของเกมนี้ค่อนข้างพิเศษตรงที่ว่า ตัวผู้เล่นเองสามารถ “สร้าง” กระสุนปืนในรูปแบบต่างๆ เองได้ และระบบ Burst ที่จะทำให้ตัวละครของผู้เล่นทำ Combo ได้หลากหลาย และรุนแรงกว่าเดิม

“แต่ก่อนที่จะเข้ารีวิวของเกม ผมต้องบอกก่อนว่าสำหรับตัวผมเองแล้ว ไม่ใช่แฟนเกมแนวๆ  Monster Hunter และ  God Eater โดยรีวิว God Eater 3 ครั้งนี้ จะเป็นรีวิวในมุมมองของคนที่ไม่เคยเล่นเกมแนวนี้มาก่อน หรือไม่ได้ชอบอะไรเกมแนวนี้มากครับผม”

และแน่นอน ขอขอบคุณ Bandai Namco Entertainment ที่เป็นผู้สนับสนุนตัวเกมที่ใช้ในการ Review ครั้งนี้ด้วยครับ


For the Love of God


ช้าก่อน !! ผมไม่ได้พูดถึง Steve Vai แต่ผมกำลังพูดถึง God Eater นี่แหล่ะครับ ในโลกของ God Eater นั้นจะพูดถึงโลกที่มนุษย์ถูกพระเจ้าทอดทิ้งและส่งสัตว์อสูรที่มีชื่อเรียกว่า “อารากามิ” ออกมาล้างเผ่าพันธุ์ โดยเหล่ามนุษย์ต้องต่อสู้เอาชีวิตรอด โดยมีมนุษย์อยู่กลุ่มหนึ่งได้คิดค้นอาวุธที่ใช้ต่อสู้กับอารากามิเหล่านี้

Ashborn อารากามิชนิดใหม่ในภาคนี้

โดยอาวุธพวกนี้มีชื่อเรียกว่า God Arc หรือ Jin-Ki (เวอร์ชั่นญี่ปุ่น) โดยอาวุธพวกนี้มีพลังต่อกรกับพวกอารากามิได้ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว God Arc มันก็คืออารากามิชนิดหนึ่งนั้นแหล่ะ อีกหนึ่งความสามารถของ God Arc ก็คืออาวุธชนิดสามารถ “กลืนกิน” พวกอารากามิ มาเพิ่มพลังให้ผู้ใช้งานได้อีกด้วย

และผู้ใช้งาน God Arc นั้นก็จะต้องทำการประสานเข้ากับ Oracle Cells ของอารากามิ เพื่อที่จะใช้อาวุธพวกนี้ได้ เหล่าผู้ใช้งาน God Arc นั้นเรียกว่า “The AGEs” โดยใน God Eater แต่ละภาคนั้นผู้เล่นจะได้รับบทเป็น The Protagonist หรือก็คือตัวผู้เล่นเอง โดยเข้าไปมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์และตัวละครอื่นๆ ภายในเกมครับ

สร้างตัวละครเองได้ ตามสไตล์อนิเมะ

God Eater 3 จะมีเนื้อเรื่องต่อจากภาค 2 โดยตัวเกมจะพูดถึงพื้นที่ใหม่ที่มีภัยพิบัติ “Ash Land” โดยพื้นที่เหล่านี้นั้นอันตรายมากกว่าเดิม เนื่องจากว่ามันมาพร้อมกับอารากามิชนิดใหม่ ที่เรียกว่า “Ashborn” เรื่องราวจะเริ่มขึ้นจากที่ตัวผู้เล่นเองถูกจับมาโดยเหล่า Pennywort Port และถูกบังคับให้เป็น The AGEs พร้อมๆกับเพื่อนอีกคน “Hugo” โดยผู้เล่นจะต้องทำงานรับใช้พวก Pennywort Port โดยพวกมันจะไม่สนว่าเหล่า The AGEs จะเป็นอย่างไร แค่ต้องทำงานให้สำเร็จก็พอ

ในภายหลังเราจะได้พบกับ Zeke อีกหนึ่ง The AGEs ที่อยู่ใน Pennywort Port ก่อนที่เราจะได้พบกับ “Hilda” เจ้าของ Ash Crawler Chrysanthemum เป็นคนที่ทำการขนส่ง และระหว่างที่ตัว Hilda เองผ่านมาที่ Pennywort พวกเขาได้เจอกับพวกของตัวเอก และได้เข้าร่วมกันในที่สุดครับ

The Protagonist & Phym

ตลอดทั้งเกมเราจะได้พบกับพรรคพวกใหม่ๆ และร่วมเข้าต่อสู้กับอารากามิ แต่ที่เป็น Highlight เลยก็คือผู้เล่นจะได้พบกับ “Phym” สาวน้อยสุดโลลิ ที่ตัวเธอเองนั้นมีความสัมพันธ์กับตัวเอกมากเป็นพิเศษ โดยเธอจะมีส่วนในเนื้อเรื่องหลักทั้งเกม หรือเรียกได้ว่าเป็นตัวดำเนินเรื่องเลย ฟังดูก็เป็นเรื่องปกติที่โผล่มาในเกมญี่ปุ่นทั่วๆ ไป แต่ที่มันไม่ปกติก็คือน้อง Phym ของเราเนี่ย มันดันเป็น Humanoid Aragami หรือ อารากามิ ในรูปร่างคนนั้นแหล่ะครับ

ด้วยการที่ตัวเกมนั้นเป็นแนวๆ Monster Hunter รูปแบบการเล่นก็จะเป็นการเลือกภารกิจก่อนที่จะเข้าไปเล่นเกมหลัก ซึ่งปัญหาของมันก็คือรูปแบบการเล่น ที่ทำให้การเล่าเรื่องมันออกจะน่าเบื่อและชวนง่วงอย่างสุดๆ นั้นแหล่ะครับ และสิ่งที่น่ารำคาญที่สุดก็คือการดำเนินเรื่องของตัวเกมเอง

ก็ไปเรียก Hugo มานี่สิ ตรูจะทำภารกิจโว้ยยยย

ยกตัวอย่างเช่น ก่อนที่เราจะสามารถทำ Story Mission ต่อไปได้ แน่นอนว่าผู้เล่นต้องไปคุยกับ Amy ผู้ดูแลบอร์ดภาระกิจ แต่ถ้าหากเรายังไม่ได้ไปคุยกับ NPC ที่จำเป็นต่อการดำเนินเรื่องต่อ Amy เธอก็จะไม่ยอมให้เราทำภาระกิจ โดยผู้เล่นก็ต้องเดินไปหา NPC ตัวนั้นๆ โดยผู้เล่นสามารถดูได้ง่ายๆ NPC ที่ต้องการคุยก่อนดำเนินเรื่อง จะมีเครื่องหมาย … ขึ้นอยู่บนหัว ฟังดูอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ก็จริง แต่ปัญหาคือเกมมันไม่บอกว่า NPC ตัวนี้มันอยู่ที่ไหน และเราก็ต้องเดินหาทั่วทั้งยาน เอาเข้าจริงเล่นไปเรื่อยๆ มันก็น่ารำคาญใช้ได้เลยล่ะ


Burst Gameplay


อย่างที่ผมได้บอกไปว่า God Eater นั้นมีรูปแบบการเล่นคล้ายๆกับเกมอย่าง Monster Hunter หรือถ้าจะให้พูดตรงๆ เลยก็คือ Copy ระบบการเล่นมานั้นแหละครับ แต่ God Eater เองนั้นได้สร้างความแตกต่างจนมีแนวทางของตัวเองไป ทำให้ตัวเกมได้กระแสตอบรับที่ดี และอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ แต่ที่น่าสนใจเลยคือเกมนี้เป็นเกมถูกพัฒนาลงให้กับเครื่องพกพาเป็นหลัก (PSP, PSVita) สำหรับ God Eater 3 เองถือเป็นครั้งแรกที่ตัวเกมหันมาพัฒนาให้กับ Next Gen Console อย่างจริงจัง และเลิกพัฒนาบนเครื่องพกพาไปครับ

แน่นอนว่าแฟนๆ ที่รอคอยก็ต่างคาดหวังว่าจะได้เห็นอะไรใหม่ๆจากเกมนี้ เพราะด้วยการที่ตัวเกมมาลงให้กับ Console นั้นแน่นอนว่ามันสามารถทำอะไรได้เยอะกว่าการที่เกมอยู่บนเครื่องพกพาแน่นอน ตรงนี้เองผมก็คงบอกถึงความแตกต่างอะไรมากไม่ได้ เนื่องจากว่าภาค 3 เป็นภาคแรกที่ผมเล่นเกมนี้เลย และหลังจากผ่านการเล่นมาเกือบ 100 ชั่วโมง ผมก็พบปัญหาอยู่หลายจุดเลยล่ะครับ

เรามาพูดถึงเรื่อง Core Gameplay กันก่อน เกมนี้เป็นเกมแนว Action RPG มุมมองบุคคลที่สาม การบังคับตัวละครก็จะให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับเกมอย่าง Monster Hunter, Dark Souls, โดยศัตรูของผู้เล่นก็คืออารากามิขนาดใหญ่ ที่ผู้เล่นจะต้องใช้ทักษะ และไหวพริบในการต่อสู้มากเป็นอย่างสูง เพราะการที่จะพุ่งเข้าไปแล้วรัวปุ่มโจมตีนั้น มันไม่ใช้ความคิดที่ดีแน่นอน แถมยังไม่ได้ผลอะไรอีกด้วย

เหล่าอารากามิพวกนี้จะมีจุดอ่อนอยู่ตามร่างกาย หากผู้เล่นสู้กับมันจนจับจุดอ่อนได้ ผู้เล่นก็สามารถล็อคเป้าหมายไปที่จุดอ่อนนั้นๆ และเข้าไปโจมตีได้เลย แน่นอนว่าการโจมตีของอารากามิเองก็จะมาเป็นแพทเทิร์น โดยถ้าหากผู้เล่นสามารถจับแพทเทิร์นของศัตรูและเรียนรู้ Move Set ของมันได้ การต่อสู้ก็จะไม่ยากเลยครับ

การต่อสู้กับอารากามินั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เกมนี้สนุกเลยครับ เราไม่สามารถบุกไปเข้าโจมตีได้ซึ่งๆ หน้าแน่นอน เราต้องจับจุดอ่อนของศัตรูให้ได้ และพยายามโจมตีส่วนต่างๆ ของร่างกายให้มันล้มลง แล้วเราจึงค่อยพุ่งเข้าไปรัวคอมโบใส่มัน โดยเราก็ต้องคอยเรียนรู้ท่าของศัตรูไปด้วย โดยศัตรูในเกมนี้มีหลากหลายประเภทมากๆ แน่นอนว่าแต่ละตัวมีคาแรคเตอร์ และ Move Set ที่ไม่เหมือนกันสักตัว

จุดเด่นของ God Eater คืออาวุธปืน ที่ผู้เล่นสามารถกดเปลี่ยนไปมาได้ตลอด แถมยังรวดเร็วอีกด้วย อาวุธปืนพวกนี้ เป็นเหมือนอาวุธหลักๆของผู้เล่นเลย เพราะมันสามารถทำ Damage ได้แรงมากๆ หากผู้เล่นใช้อย่างถูกวิธี อย่างที่ผมได้บอกไปว่าพวกอารากามิทุกตัวมันมีจุดอ่อน แน่นอนว่าเรื่อง”ธาตุ”เอง ก็มีส่วนเกี่ยวด้วยเช่นกัน อาวุธปืนพวกนี้จะยิงกระสุนธาตุได้ โดยเราสามารถเปลี่ยนธาตุได้ตลอดระหว่างต่อสู้ ต่างกับอาวุธระยะประชิดที่ใส่แล้วใส่เลย เปลี่ยนระหว่างต่อสู้ไม่ได้

จะลองสร้างอะไรแปลกๆดูก็ได้

โดยจุดเด่นที่สุดของอาวุธปืนเลยคือ ผู้เล่นจะสามารถ “สร้างกระสุนปืนเองได้” โดยเราจะทำให้มันเป็นรูปแบบไหนก็ได้ เช่นเมื่อยิงออกไปแล้ว ก็จะมีกระสุนจำนวนนึงบินวนรอบตัวเรา อะไรพวกนี้ โดยเราสามารถจับมันมาผสมปนกันได้ 8 อย่าง สุดท้ายคืออาวุธปืนภายในเกมก็จะมีอยู่ 4 ชนิด นั้นคือปืนไรเฟลที่สามารถยิงต่อเนื่อง ปืนลูกซองที่แรงในระยะประชิด ปืนสไนเปอร์ที่สามารถซูมได้ไกลเพื่อเล็งยิงจุดอ่อนของศัตรู และสุดท้ายคือปืนยิงเลเซอร์ ที่เป็นอาวุธใหม่ในภาคนี้ครับ

อีกหนึ่งจุดเด่นของ God Eater ก็คือ Burst Mode ครับ โดยเมื่อตัวผู้เล่นเข้าสู่สถานะ Burst Mode นี้แล้ว เราจะสามารถใช้ Burst Art ของอาวุธที่เราใช้อยู่ได้ เข้าใจง่ายๆก็คือโจมตีรุนแรงขึ้นนั้นแหละ โดยเราสามารถปรับแต่ง Burst Art ได้ตามความต้องการ สิ่งที่ผมชอบก็คือการที่ตัวเกมมี Burst Art ที่หลากหลายตามอาวุธที่เลือกใช้ โดยมันจะมีคาแรคเตอร์ของตัวมันเองไม่ซ้ำกันทุกชนิดเลยล่ะ

อาวุธในเกมนี้ก็มีอยู่หลากหลายชนิดมาก ไม่ว่าจะเป็นดาบสั้น ดาบยาว ค้อนยักษ์ หอกใหญ่ และอื่นๆอีกมากมาย โดยใน God Eater 3 ได้มีอาวุธใหม่เพิ่มเข้ามาก็คือดาบคู่ ที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างเป็น Twinblade ได้ และอาวุธทุกชนิดๆ ก็จะมี Move Set ที่แตกต่างกันออกไป และความสามารถที่ต่างกันครับ

พูดถึงเรื่องความสามารถ ในอุปกรณ์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอาวุธระยะประชิด ปืน เกราะ เราสามารถติดตั้งความสามารถพิเศษให้กับมันได้ โดยจะมาในรูปแบบ Abandoned God Arcs ที่เราสามารถเอาไปผสมกันเพื่อความสามารถใหม่ๆ ก่อนที่จะนำเอามายัดใส่อาวุธของเราได้

และก็ยังมีระบบใหม่ Acceleration Trigger ที่จะทำให้ตัวละครของเรานั้นมีความ Unique มากขึ้นกว่าเดิม ในการเล่นออนไลน์ เพราะมันคือการเพิ่มความสามารถของตัวละครเราขณะต่อสู้ตามที่เราเลือกใช้ รวมไปถึงระบบ Link Aid ที่จะเป็นการเชื่อมพลังกันระหว่าง 2 ผู้เล่น ที่จะทำให้ตัวละครนั้นแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

ซึ่งโดยรวมแล้วมันก็ควรจะเป็นเกมที่เล่นได้สนุก แต่ปัญหาที่ผมพบเจอก็คือเรื่องการบังคับนั้นเอง โดยถ้าจะให้พูดกันตรงๆ ผมรู้สึกว่าทีมงานยังติดการปรับแต่งเรื่องการบังคับจากเครื่องเกมพกพามากไปหน่อย เมื่อตัวเกมมาอยู่ใน Console แล้ว ปุ่มมันเยอะกว่าเดิมมากๆ แต่ทีมงานกลับเลือกใช้ปุ่มซ้ำมากเกินไป เช่นปุ่มวิ่งกับปุ่มเปลี่ยนอาวุธเป็นปุ่ม R1 เหมือนกัน (WHAT ???) และปุ่มซูมเข้าออกตัวละครเป็นปุ่ม D-Pad บน กับ ล่าง และปุ่มขวากับซ้าย เป็นปุ่มใช้ท่าพิเศษของอาวุธ (WHAT ???)

การบังคับมันควรจะทำได้ดีกว่านี้ ทั้งเรื่องปุ่มโจมตี สลับอาวุธ และการใช้ Item ที่แปลกๆ ไม่ลื่นไหลสุดๆ ต้องใช้เวลาพักใหญ่ถึงจะคุ้นชิน ยังไม่นับเรื่องมุมกล้องที่มันมั่วมากๆ และระบบล็อคเป้าหมายที่ทำออกมาไม่ดีเท่าทีควรซึ่งปัญหานี้มันทำให้น่าหงุดหงิดมากตลอดทั้งเกมเลยล่ะครับ ยกตัวอย่างเกม Dark Souls ที่ออกแบบระบบบังคับมาโคตรดีมากๆ ผู้เล่นสามารถบังคับตัวละคร มุมกล้อง ได้อย่างคล่องมือ ตรงนี้ผมอาจจะนำเอาเกมมาเปรียบเทียบผิดเกมไปสักหน่อย แต่รูปแบบการบังคับมันก็คล้ายๆ กันนะเออ

ด้วยการที่ตัวเกมนั้นเป็นแนวๆ Hunting Grinding แบบ Monster Hunter ผู้เล่นจะอยู่ในสถานที่หลักโดยใน God Eater 3 ก็คือยานขนส่งของ Hilda หรือเข้าใจกันง่ายๆ มันก็คือ Session Lobby ดีๆนี่เอง โดยภายในยานผู้เล่นสามารถที่จัดการตัวละครของเราผ่านเครื่อง Terminal ภายในยาน โดยการจัดการทั้งหมดจะอยู่ในนี้ ยกเว้นการชื้อขายไอเท็มที่ผู้เล่นจะต้องวิ่งไปที่ด้านนึงของยาน โดยในบางครั้งจะมีร้านขายของพิเศษที่จะขายของหายากสุ่มมาหลังจบภารกิจครับ

ก่อนที่ผู้เล่นจะเข้าไปทำภาระกิจ หรือไปออกล่า ผู้เล่นก็ต้องเลือกภาระกิจผ่าน Amy (Mission Operator) กันก่อน เราสามารถเลือกภารกิจที่จะทำได้ผ่านตัวเธอเอง โดย Mission จะมี Rank สูงขึ้นขณะดำเนินเรื่อง มีทั้ง Story Mission และ Side Mission รวมไปถึง Assault Mission ที่จะเป็นการทำภาระกิจร่วมกับผู้เล่นคนอื่นๆในโหมดออนไลน์พร้อมกันสูงสุดถึง 8 คน

แน่นอนว่าตัวเกมนั้นสามารถเล่นออนไลน์ร่วมกันคนอื่นๆ ได้ ผู้เล่นสามารถจัดการค้นหาห้องเล่น และจัดการ Session ของตัวเองได้ผ่านเครื่อง Terminal ในยานของตัวเองได้เลยทันที งานนี้ใครมีเพื่อนก็พากันจับมือไปออกล่าอารากามิกันได้เลย

เรื่องที่ผมไม่เข้าใจ และอยากจะบ่นมากที่สุดเลยก็คือ มันจะยากมากเลยใช่ไหม หากทีมงานใส่ตัวเลือกจัดการตัวละครมาให้ผ่านการกดปุ่ม Option บนตัว Controller ทันทีโดยที่ไม่ต้องวิ่งไปยัง Terminal ทุกครั้ง เพื่อที่จะทำให้สักอย่างกับตัวละคร และอย่างที่ผมบอก ทุกสิ่งทุกอย่างจะสามารถจัดการได้ที่ Terminal เท่านั้น แม้กระทั่งการ Save Game ก็ยังต้องทำที่ Terminal ถามจริง ??


Burst Graphics


God Eater 3 เป็นครั้งแรกที่ตัวเกมได้ถูกพัฒนาเพื่อ Next Gen Console อย่างจริงจัง ทำให้แฟนๆหลายคนต่างคาดหวังกับกราฟิกภายในเกมมาก จากตัวอย่างที่ผ่านๆมา เราก็น่าจะเห็นกันไปบ้างแล้ว แต่ตัวเกมจริงล่ะเป็นอย่างไรบ้าง ??

ในตอนแรก ตั้งแต่เข้าเกมจนเล่นไปได้พักใหญ่ๆ ผมก็เข้าใจว่าเกมนี้มันถูกสร้างโดย Unreal Engine 4 เจ้าเดิมที่ผมมีปัญหากับมันตลอด แต่เมื่อมาลองค้นหาข้อมูลดูอีกทีพบว่ามันไม่ใช่ครับ ดูได้ง่ายๆ เลยคือไม่มี Logo ของ Unreal Engine เลยทั้งในตัวอย่าง และในเกมเต็ม ผมจึงคิดว่านี่น่าจะเป็น In-house Engine ของ Marvelous เองก็เป็นได้

โดยรวมแล้วตัวเกมทำกราฟิกออกมาได้ “ค่อนข้าง” ดูดีอยู่ในระดับนึง ที่เห็นได้ชัดเลยคือรายละเอียดของตัวละคร อารากามิ และเอฟเฟคแสงสีที่จัดเต็มสมกับเป็นเกมเครื่อง Next Gen แต่ !!

เมื่อมาดูรายละเอียดฉากพื้นหลัง ไม่ว่าจะเป็นต้นใบหญ้า ตึกและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่เหมือนหลุดมาจากเกมเครื่องพกพา แถมยังมี Texture ที่หยาบๆ มากอย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงแบบนั้นก็ต้องยอมรับว่าตัวเกมมันพัฒนามาจากภาคก่อนๆ อยู่มากเลยทีเดียว

เฟรมเรทไม่มีตก !!

ในรีวิวครั้งนี้ผมเล่นในเครื่อง PlayStation 4 ธรรมดา โดยตัวเกมสามารถทำ Frame Rate ได้ที่ 30 FPS อย่างนิ่งๆ ไม่มีตก และดูเหมือนว่าจะเป็น 30 ทั้งเครื่องธรรมดาและเครื่อง Pro อีกด้วย แต่เอาจริงๆ ด้วยกราฟิกแค่นี้ก็ควรจะทำได้ให้ถึง 60 แต่อาจจะเป็นเพราะตัวเกมนั้นเน้นการเล่นออนไลน์ จึงต้องทำให้ Frame Rate ของคนที่ใช้ทั้ง 2 รุ่นตรงกัน และนิ่งให้มากที่สุดก็เป็นได้ครับ


สรุป


God Eater 3 โดยรวมแล้วเป็นเกมที่ดีอยู่ในระดับนึง ในช่วงแรกๆ ตั้งแต่เริ่มเกมจนมาถึงกลางเกม ผมเกือบจะยอมแพ้ และไม่ไปต่อแล้ว ด้วยการที่เนื้อเรื่องมันชวนง่วงเหลือเกิน พร้อมกับ Gameplay ที่ส่วนตัวแล้วผมก็ชอบเกมที่เล่นยากๆ และมีแพทเทิร์นเช่นกัน แต่สำหรับ God Eater ดูเหมือนว่ามันจะเข้าถึงผมยากไปสักนิด

แต่หลังจากเล่นไปจนเริ่มจับทางมันได้ และเริ่มจะรู้สึกสนุก ยิ่งตอนที่สามารถโจมตีจุดอ่อนมันแล้วเห็นตัวเลข Damage ขึ้นหลักพันได้นี่มันความรู้สึกที่ฟินเอามากๆ อีกทั้งยังมีระบบสร้างกระสุนปืนเอง และการปรับแต่งตัวละครที่สร้างความเป็นตัวของตัวเองได้ดี และที่สำคัญเลยคือมันน่าจะเป็นเกมที่เอาไว้เล่นออนไลน์กับเพื่อนได้เป็นอย่างดีครับ

ตัวเกมอาจจะมีปัญหาเรื่องการเล่าเรื่อง การบังคับอยู่บ้าง แต่สำหรับแฟนๆที่ชื่นชอบการล่าอยู่แล้ว God Eater 3 ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับใครที่ไม่มีเกมดองอยู่ช่วงนี้เลยล่ะ

God Eater 3 นั้นวางขายแล้วในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2019 โดยวางขายพร้อมๆกันทั้ง Playstation 4 , PC Steam โดยพิเศษสุดๆเลยคือเราสามารถเลือกเสียง ENG หรือ JP ได้ตามใจชอบอีกด้วย !!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!