รีวิวเกม Bloodstained Curse of the Moon 2 จากผู้สร้าง Castlevania เกมแส้ในตำนาน

จุดเด่น
กราฟิก 8Bit แนวย้อนยุค
รูปแบบการเล่นสนุกเหมือนเกมยุคก่อน
กลับไปเล่นฉากเก่าเพื่อปลดล็อกปริศนา
ตัวละครเยอะ
จุดสังเกต
ยังคงเป็นเกมเฉพาะกลุ่มที่ชอบเกมเก่า
เกมสั้นไปหน่อย
8

ในยุคนี้เกมย้อนยุคยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่ายเกมอินดี้ต่างออกเกม 2D ที่สร้างด้วยกราฟิกแบบย้อนยุคมาต่อเนื่อง นอกจากนี้ผู้สร้างเกมในตำนานต่างออกมาสร้างเกมเองจากการระดมทุน และหนึ่งในนั้นคือ เกม Bloodstained Curse of the Moon ที่เป็นเกมภาคแยก และได้ Koji Igarashi ผู้สร้างเกม Castlevania มาแล้วหลายภาคมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้

และจากความสำเร็จของภาคแรกทำให้มีการสร้างภาคต่ออย่าง Bloodstained Curse of the Moon 2 ที่ออกวางขายบน PS4 , PC , XBoxone และ Nintendo Switch ออกมาขายแบบดาวน์โหลด และมีราคาไม่แพง และมีการเปิดตัวก่อนวางขายเพียงไม่กี่วันทำให้สร้างความประหลาดใจกับแฟนเกมมาก

กราฟิกแบบ 8Bit นี่แหละสุดยอด

แน่นอนว่าภาพของเกม Bloodstained 2 เหมือนกับภาคแรกที่มาแนวย้อนยุคแบบ 8Bit สมัยแฟมิคอม แต่มันไม่ได้อิงมาทั้งหมด เพราะอย่างน้อยตัวละครตัวใหญ่ยักษ์อย่างบอสในเกมมีการวาดออกมาให้ดูดีมากๆ การเคลื่อนไหวของตัวละครมีความสมจริงเกินกว่าเกมในยุคอดีตจะทำได้ เหมือนเป็นการจำลองภาพแบบ 8Bit บนเทคโนโลยียุคใหม่ได้ลงตัวมาก ๆ

เพลงประกอบในเกมเช่นกัน มาแบบ 8 Bit ยุค 80s เดิมๆ ไม่ได้เพิ่มเติมอะไร ผู้สร้างจงใจใส่ Bug ของเสียงของยุคอดีตกลับมาด้วย แถมไม่มีเสียงพากย์ทุกอย่างใช้ตัวอักษรในการเล่าเรื่อง เสียดายที่ไม่ได้มีเพลงที่โดดเด่นแบบเกม Castlevania ก็ตามแต่ก็ทำให้เราคิดถึงเกมที่เล่นสมัยวัยเด็กได้อย่างดี

เกมเพลย์ Castlevania ยกภาคสามมาปรับแต่ง

รูปแบบเกมเพลย์เหมือนกับภาคแรกที่เป็นแอ็กชัน 2 มิติมุมมองด้านข้าง ที่เข้าใจง่ายและเป็นที่นิยมของเกมในอดีต โดยเกมมีต้นแบบที่ถอดมาจาก Castlevania ภาคสามบน Famicom ที่เป็นเกมแอ็คชั่นมากกว่า RPG แบบเกม Symphony of the Night แต่มันก็ไม่ได้มาเป็นแบบลุยด่านทั้งหมด มีการย้อนกลับไปฉากเดิมเพื่อปลดล็อกทางลับใหม่ได้ ทำให้เกมมีความแตกต่างจากยุค 8Bit ทำให้ผู้เล่นยุคใหม่รู้สึกว่ามันไม่เชยจนเกินไป

นอกจากนี้ ฉากจบมีหลายแบบที่มีเงื่อนไขที่ผู้เล่นต้องกลับไปแก้ปริศนา เพื่อให้พบกับฉากจบใหม่ และเมื่อมาผสานกับเรื่องราวของเกมที่แม้จะนำเสนอด้วยกราฟิกแบบ 8Bit แต่ก็ทำให้เราอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รวมทั้งในช่วงท้ายมีอะไรให้ผู้เล่นประหลาดใจอยู่พอสมควร แต่ไม่ขอบอกเดี๋ยวจะสปอยเรื่องราว ส่วนความยากในเกมก็ ถือว่ายากแบบเกม 8Bit ยุคเก่าเหมือนเดิม แม้จะมีโหมดง่ายมาให้เลือกก็ตามมันก็ไม่ได้ง่ายแบบสุดๆ มันยังมีความโหดของเกมยุค 80s อยู่ แต่หากจับจังหวะศัตรูได้ก็จะผ่านไปได้ไม่ยากนัก และเกมมีจุด save ให้ตลอดฉากทำให้พอจะเล่นจบได้แบบไม่หัวร้อนมากนัก

ตัวละครหลากหลาย มีตัวใหม่ด้วย

ส่วนตัวละครหลักในตอนแรกมี 4 ตัว ได้แก่นักดาบจากภาคแรกอย่าง Zangetsu รวมทีมกับสามตัวละครใหม่อย่าง Dominique Baldwin สาวผู้ใช้หอกผู้มีความสามารถในการเติมพลัง กับนักแม่นปืนนาม Robert ที่ยิงระยะไกล และที่น่ารักคือมีน้องหมาน่ารักที่ขี่หุ่นยนต์ยักษ์นาม Hachi ที่ทรงพลังแต่เคลื่อนไหวช้า เมื่อรวมทีมกันแล้วจะเป็นทีมใหม่ที่ทรงพลัง และนอกจากทุกคนจะมีอาวุธหลักที่แตกต่างกันแล้วยังมีอาวุธเสริมที่ต้องเสียค่าพลังเวทเหมือนกับเกม Castlevania

และผู้เล่นต้องสลับเปลี่ยนตัวละครที่มีความแตกต่างกัน เพื่อลุยไปในฉากที่ผู้สร้างใส่มาให้ใช้ความสามารถพิเศษของตัวละครเพื่อเปิดทางไปต่อ เช่นบางตัวมีท่าพิเศษที่ทำลายกำแพงได้ หรือบางตัวหมอบคลานไปในที่แคบได้ รวมทั้งท่าพิเศษของอาวุธเสริมที่มีหลากหลายและจำเป็นต่อการเล่น เช่นการต่อสู้กับศัตรูบางตัวรวมทั้งบอสสุดโหดที่รอเราอยู่ตลอดเกมด้วย และข่าวดีคือ Bloodstained Curse of the Moon 2 เล่นได้สองคนพร้อม ๆ กัน ถือว่าเป็นเรื่องยอดเยี่ยมมาก เพราะมันทำให้เกมโดดเด่นและเหนือกว่า Castlevania ที่ส่วนใหญ่จะเล่นได้แค่คนเดียว

สรุปเทียบกับราคาซื้อไปเถอะยังไงก็คุ้ม

เกม Bloodstained Curse of the Moon 2 แม้มันจะไม่ได้โดดเด่นเมื่อเทียบกับเกมแนวย้อนยุคที่นิยมสร้างในตอนนี้ แต่เกมสร้างโดยทีมงานที่รู้จักความคลาสสิกดั้งเดิมสมัยอดีต และทำออกมาได้ดีมีความท้าทาย อีกทั้งมันก็ไม่ได้ออกมาเชยมีการใส่อะไรใหม่ ๆ เข้าไปอยู่แม้จะไม่มากก็ตาม แต่ราคาเกมยังอยู่แค่หลักร้อยบาท ดังนั้นแฟนๆเกมที่ชอบความคลาสสิกโหลดมาเล่นได้เลยคุ้มแน่นอน

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส