Assassin's Creed Valhalla

[รีวิว PC] Assassin’s Creed Valhalla: พัฒนาต่อยอดได้ดีมาก ถึงขาดลูกว้าว แต่เผลอเล่นยันเช้า

Assassin's Creed Valhalla
Release Date
10/11/2020
RELEASE DATE
10/11/2020 (PC)
DEVELOPER
Ubisoft Montreal
GENRE
Action role-playing (Open World)
PLAYER
Single-player
Our Score
8.6
Assassin's Creed Valhalla
Assassin's Creed Valhalla
Story Telling
8.5
Gameplay
8.5
Graphic
8
Performance
8
ความคุ้มค่า
10
คะแนนจากผู้อ่าน18 Votes
8.1
จุดเด่น
รายละเอียดเยอะมาก ขนาดปรับระบบส่วนเกินลงเยอะแล้ว เช่นเดียวคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่จัดมาเต็มเหยียดทั้งเควสต์ยาว เควสต์สั้น หลากหลายไม่ซ้ำซาก เรียกว่าปรับทรงจากภาคเก่านิดหน่อยแต่ได้ผลลัพธ์ดีมาก ๆ คุ้มค่าทุกเม็ดเงิน
จุดสังเกต
แรก ๆ อาจเหมือนขาดเอกลักษณ์เดิม ๆ เล่นแล้วแปลก ๆ รวมถึงการมีกลิ่นอายจากเกมแนวโลกเปิดอื่น ๆ อีกหลายเกมไปนิด กับปัญหาของตัวเกมที่แครชบ่อยคงต้องรอแพตช์แก้อาการต่อ
8.6

ตำนานนักฆ่าบทใหม่ของ เลย์ลา นักประวัติศาสตร์สาวผู้ตามหาความลับของพลังจากโบราณกาลของ ไอซุ ชนเผ่าอารยธรรมแรกเริ่มผ่านเครื่องแอนิมัสที่เอาดีเอ็นเอจากวีรชนเก่าก่อนมาย้อนความทรงจำได้ โดยเธอเริ่มจากการย้อนดูความทรงจำของ บาเยก และ เอยา ในสมัยอียิปต์โบราณ ก่อนจะพบจุดกำเนิดขององค์กรนักฆ่าในนาม ฮิดเดนวันส์ ในภาค Origins

ซึ่งต่อมาในภาคล่าสุดอย่าง Odyssey ที่บุกไปในอดีตช่วงสงครามเอเธนส์กับสปาร์ตา เธอก็ยังได้ถูกสติปัญญาโบราณทำนายไว้ว่าจะเป็นผู้คืนสมดุลแก่ภราดรภาพนักฆ่ากับเหล่าอัศวินเทมพลาร์ ซึ่งหากไม่สำเร็จโลกก็จะถึงกาลอวสาน เป็นเหตุให้เลย์ลาต้องออกตามหาอาร์ติแฟกโบราณและหนีการตามล่าจากนายจ้างเก่าของเธออย่างบริษัทแอบสเตอร์โก หรือคือเหล่าเทมพลาร์ในปัจจุบัน โดยมีพ่อของ เดสมอนด์ ตัวเอกในภาคเก่าก่อนที่เป็นหัวหน้าภราดรภาพนักฆ่าในปัจจุบันคอยช่วยเหลือแบบพันธมิตรกัน

Assassin's Creed Valhalla

ซึ่งใน Valhalla อันเป็นภาคที่ 3 นี้ ถ้านับแบบหนังก็ต้องบอกว่ามันต้องเป็นบทสรุปที่สำคัญที่ตอบความคาดหวังที่แฟน ๆ รอคอยมาตลอดว่าเรื่องราวของเลย์ลาจะมาถึงจุดที่สมบูรณ์เสียที

ปริศนาที่ดำเนินมาต่อจากภาค Odyssey

ซึ่งจะสังเกตว่าทีมพัฒนาชุดไตรภาคใหม่นี้ เลือกสรรธีมของเรื่องมาได้อย่างน่าสนใจ จากอารยธรรมโบราณในอียิปต์ มาช่วงเวลาใกล้เคียงในกรีก และข้ามมาอารยธรรมแองโกล-แซกซอนในอังกฤษ ที่รบราฆ่าฟันกับเผ่าไวกิ้งจากนอร์เวย์อยู่เป็นนิจ และด้วยความที่เป็นวัฒนธรรมแบบไวกิ้งที่ดิบเถื่อน เราก็ควรคาดหวังได้ว่า มันควรจะได้รสที่แตกต่างจาก 2 ภาคเก่าบ้าง เพราะว่ากันตามจริง Origins กับ Odyssey ก็แทบจะเป็นเกมเดียวกันที่ปรับธีม เพิ่มระบบนิดหน่อยเท่านั้นเอง

Story Telling

การเล่าเรื่องอาจเป็นจุดที่น่าสนใจไม่แพ้เกมเพลย์เลยก็ได้ ไม่น่าเชื่อว่า Ubisoft จะพิถีพิถันการสร้างเรื่องราวได้น่าสนใจควบคู่กันไปในหลาย ๆ เส้นเรื่อง ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วก็เป็นงานยากสำหรับเกมแนวสำรวจโลกเปิดกว้างที่ผู้เล่นจะทำอะไรก่อนก็ได้ ซึ่งว่ากันแล้วส่วนใหญ่ก็มักมาด้วยเนื้อหาเส้นเรื่องหลักที่กลาง ๆ ตามสูตร ให้ปิดรูโหว่ง่าย ต่อด้วยเนื้อเรื่องรอง/ย่อยที่เห็นความพยายามฝืนยัดใส่เข้ามาจำนวนมาก แบบยิ่งเน้นปริมาณแต่ไร้คุณภาพ ไปตามขนาดพื้นที่ที่กว้างขึ้น แต่สุดท้ายก็เป็นเพียงอุปสรรคของนักเล่นเกมที่ยังน่าเบื่ออยู่ดี

ทำให้งานนี้จำเป็นต้องเลือกดึงตัว ดาร์บี้ แมกเดวิตต์ หัวหน้าทีมเขียนบทที่เคยสร้างชื่อจาก Assassin’s Creed: Revelations และ Assassin’s Creed IV: Black Flag จนได้รับเสนอชื่อชิงรางวัล Writers Guild of America Award หรือเวทีออสการ์ของเหล่านักเขียนบทอเมริกันเลยทีเดียว และก็ถือว่าเขาทำได้ดีทีเดียว

การกระตุ้นความอยากรู้ผู้เล่น เริ่มกันตั้งแต่ในโลกปัจจุบันของเลย์ลาเลยทีเดียว โดยเปิดเรื่องมาก็ทิ้งปริศนาก้อนใหญ่ว่าเธอกำลังศึกษาหลุมศพชาวนอร์สโบราณ ที่ดันถูกฝังอยู่บนแผ่นดินอเมริกาอย่างผิดแผกจากความรู้ในประวัติศาสตร์ทั่วไป

Assassin's Creed Valhalla

ซึ่งจากการดำดิ่งในความทรงจำของซากศพนักรบนอร์สนี้โดยใช้เครื่องแอนิมัสเจ้าเก่า เธอก็ได้รู้ว่าศพนี้มีนามว่า เอวอร์ ซึ่งความคิดมาละเอียดในเนื้อเรื่องว่าดีเอ็นเอของศพเก่าจนรายละเอียดเลือนรางไม่อาจระบุเพศได้ ก็ทำให้เราสามารถเลือกเพศของตัวละครได้ตามใจ แถมยังให้เครื่องแอนิมัสเลือกเพศสับไปมาตามควยามเหมาะสมในเนื้อเรื่องได้อีก นับว่าประทับใจในการคิดมุกสร้างเรื่องราวตั้งแต่เปิดเกมเลยทีเดียว

สำหรับเนื้อหาหลักที่เป็นเส้นเรื่องของอีวอร์นั้น เปิดเรื่องมาอย่างฮึกเหิมดีเหมือนกัน เมื่อเอวอร์ในวัยเด็กต้องเห็นพ่อของเขายอมสละชีวิตเพื่อปกป้องคนในเผ่าต่อหน้า (แต่ในมุมนักรบนอร์สการยอมแพ้โดยไม่สู้คือความน่าอับอาย และยังเป็นปมที่อีวอร์ต้องเผชิญตลอดในทุกเรื่องหลักเรื่องย่อยเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นนักรบที่ขัดแย้งมโนธรรมอื่น ๆ) ขณะที่ตัวเอวอร์ก็ได้รับการช่วยเหลือจากซิเกิร์ดลูกชายของราชา ผู้เป็นดั่งพี่ชายร่วมสาบานของเอวอร์ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้เอวอร์ติดสอยห้อยตามซิเกิร์ดไปทุกหนแห่งในเวลาต่อมา

Assassin's Creed Valhalla
เอวอร์และซิเกิร์ดวัยเด็ก ก่อนเหตุร้ายจะเกิดแบบฉับพลัน

เนื้อเรื่องช่วงอินโทร เพื่อแนะนำระบบการเล่นต่าง ๆ นั้นต้องยอมรับว่า ค่อนข้างรู้สึกไวและไม่อินเอามาก ๆ เพราะหลังจากเหตุการณ์คืนแห่งการสูญเสียในวัยเด็ก ภาพก็ตัดขวับมาตอนโตทันทีทำให้เราไม่ค่อยเข้าใจเห็นใจเอวอร์มากพอ เนื่องจากขาดการรับรู้ความยากลำบากในการโตมาแบบไร้พ่อขาดแม่ แต่แม้เรื่องราวจะจืด ๆ เสียหน่อยเพราะเป็นการเล่าเรื่องการล่าล้างแค้นแทนพ่อของเอวอร์ ซึ่งเราคงคุ้น ๆ เกร่อ ๆ มาเยอะแล้ว แต่มันก็ทดแทนได้พอดีกับความตื่นตาตื่นใจกับความแปลกหลาย ๆ อย่างในเกมเพลย์ที่ค่อนข้างต่างจาก 2 ภาคที่ผ่านมา ในแง่ที่ว่ามันขาดสิ่งที่เคยมีนู่นนี่นั่นเต็มไปหมด เช่น ลอบฆ่าไม่ได้ นกอินทรีที่ไร้ประโยชน์ เป็นต้น

กระนั้นเมื่อเรื่องราวเริ่มเข้าสู่ดินแดนเกาะอังกฤษนั่นล่ะ ที่ระบบต่าง ๆ เริ่มเติมเต็มลงตัวมากขึ้นแล้ว เนื้อเรื่องก็กลับมาทำงานเน้น ๆ ของตัวเองต่อได้ ด้วยตรรกะและฐานการสร้างเรื่องที่ดีและง่าย คือเผ่าราเวนของพวกเอวอร์และซิเกิร์ดจะทำการตั้งหลักปักฐาน สิ่งที่ต้องทำคือทำให้ฐานมั่นคงจากการสร้างงานสร้างอาชีพต่าง ๆ และภารกิจอื่นนอกฐานที่จำเป็นมาก ๆ คือการสร้างพันธมิตรรอบด้าน เพื่อให้เผ่าอื่น ตลอดจนอาณาจักรอื่นยอมรับในการคงอยู่ของเผ่าราเวน

Assassin's Creed Valhalla

ซึ่งตรงนี้ก็เปิดช่องให้ภารกิจเนื้อเรื่องรองในแต่ละดินแดนมีความสร้างสรรค์ได้มาก แถมยังเป็นเนื้อหาแบบยาว ๆ ที่คิดมาถี่ถ้วนทั้งความหลากหลายของรูปแบบเนื้อเรื่องที่แตกต่างกันหมด และตอบโจทย์ด้านการให้อารมณ์กับสติปัญญากับผู้เล่นผ่านการให้ตอบตัวเลือกสำคัญหลาย ๆ ครั้ง

ยอมรับเลยว่าดูทรงดีมาก ๆ ไม่มีภารกิจที่ง่อยเปลี้ยน่าเบื่อที่จะทำเลยสักนิด เพราะอย่างสำคัญสุดคือ ในขณะที่เราคุ้นชินกับเกมที่แผนที่กว้างจนมีภารกิจนอกลู่นอกทางมากที่ไม่สัมพันธ์อะไรกับเรื่องนัก หรือจะเป็นภารกิจคุณภาพต่ำจำนวนมากถมให้เต็มพื้นที่แผนที่เองก็ตาม แต่ภารกิจรองใน Valhalla นั้นเราล้วนยังรู้สึกเชื่อมโยงกับเป้าหมายเส้นเรื่องใหญ่ที่ต้องสร้างเผ่าและหาพันธมิตรนั่นเอง ทำให้โฟกัสกับเนื้อเรื่องได้เสมอ

Assassin's Creed Valhalla

ในขณะที่ภารกิจย่อยรายทางก็ยังคลุมธีมข้อถกเถียงด้านมโนธรรมระหว่างนักรบกับความยุติธรรมได้อยู่ดี มีบ้างที่ผสมพึ่งพาความกาวความตลกมาให้ขำขันแต่ก็ยังพอรับไหว ไม่ทำให้เรื่องรวมหลุดกรอบไปเป็นอีกจักรวาลเกินไป ซึ่งภารกิจย่อยเหล่านี้ก็ค่อย ๆ ทำให้ตัวละครเราได้พัฒนาขึ้นจากเด็กหนุ่มที่มีแต่แรงแค้นผลักดัน จำเป็นต้องโตขึ้นมีวุฒิภาวะขึ้น และพบคำถามวัดใจที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ

Assassin's Creed Valhalla

ส่วนที่ยังทะเม่ง ๆ กับการเล่าเรื่องนี้ก็ยังมีบ้างในความเสถียรของคาแรกเตอร์ตัวเอกของเรา ที่เราอาจปั้นบุคลิกผ่านการเลือกตอบคำถามในเส้นเรื่องไว้แบบหนึ่ง เช่น เป็นคนที่สงบเสงี่ยม นักรบผู้ขรึมและไม่ตัดสินใคร แต่เมื่อเป็นคัตซีนหรือบทสนทนาที่ตัวเกมกำหนดไว้แล้ว บางครั้งมันก็ขัดกับคาแรกเตอร์ที่เราปั้นไว้เยอะจนผิดแปลกไปเลยก็มี เช่น คำพูดคำจากลายเป็นคนยโส โผงผางไปแทน ก็ทำให้รู้สึกแปลก ๆ ไม่อินกับตัวละครของเราได้เต็มกลืนนัก ยิ่งในเหตุการณ์จุดเปลี่ยนสำคัญ ๆ ของเนื้อเรื่องเราอาจรู้สึกว่า ไม่มีทางเลยที่ตัวละครเราจะแสดงออกมาแบบนี้ได้

อีกหนึ่งไฮไลต์กับการแรปแบตเทิล

ถ้าตัวเกมจะฉลาดในการเก็บคำถามเราแต่ละช่วงแล้วคุมบุคลิกตามที่เราตอบให้นิ่งกว่านี้ได้ก็จะดีมากทีเดียว อย่างไรก็ตามภาพรวม ตัวละครเอวอร์และเลย์ลาก็ยังเป็น 2 บุคลิกที่ีเราอยากทราบชะตากรรมต่อไปอยู่ดี

ความน่าสนใจสุดท้ายนอกจากโลกปัจจุบันและโลกอดีตแล้ว คือการเชื่อมโยงตำนานเทพนอร์สปรัมปรามาผูกกับเส้นเรื่องมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจ อย่างที่เราได้ยินข่าวยืนยันมาว่าเราจะสามารถไปแอสการ์ดได้นั้น ต้องเกริ่นเลยว่ามันมีความเฉียบบางอย่างในการเชื่อมจุดนี้ ซึ่งเราคงไม่อธิบายเพิ่มเติมเพราะจะติดสปอยล์เต็ม ๆ เอาเป็นว่าเขาไม่ได้คิดใส่มาเล่น ๆ กาว ๆ อย่างเด็ดขาด

เป็นข้อสรุปว่า Valhalla เป็นเกมที่มีการเล่าเรื่องที่ดีมากแต่อาจไม่ว้าวสุด ๆ แต่ก็ยังน่าประหลาดใจไม่เบาในความพิถีพิถันในเนื้อเรื่องเล็ก-ใหญ่ขนาดนี้

(กดอ่านต่อหน้าถัดไปด้านล่าง)